ระดมสมอง “หลุมดำ…พลังงานไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ค. 2560 05:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997232

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง

เร่งรัฐเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียม ปตท.สผ.-เชฟรอน ซุ่มรอดูเงื่อนไข

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา นักศึกษาหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่ (วพม.4) สถาบันวิทยาการพลังงาน ได้จัดเสวนาวิชาการหัวข้อ “หลุมดำ…พลังงานไทย” โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีนายพรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระ นายคุรุจิต นาครทรรพ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน และนายศุภลักษณ์ พาฬอนุรักษ์ ผู้อำนวยการกองแผนงานเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ร่วมเสวนา โดย พล.อ.อ.ประจินกล่าวว่า พลังงานเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งทุกฝ่ายต้องสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อเดินหน้านโยบายพลังงานให้เพียงพอต่อความ ต้องการใช้พลังงานของประเทศ

ด้านนายพรายพลกล่าวถึงการเปิดประมูลแหล่งบงกช-เอราวัณ ซึ่งเป็นแหล่งเก่าที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในปี 65-66 ว่า ภาครัฐควรใช้วิธีการประมูลแบบแบ่งปันผลผลิต หรือพีเอสซี โดยกำหนดผลตอบแทนภาครัฐและจูงใจการลงทุนเพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงาน และควรเร่งเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมรอบ 21 โดยเร็วที่สุด เพราะรัฐได้ประโยชน์ทั้งภาษี ค่าภาคหลวง และเกิดการลงทุนต่อเนื่องคิดเป็นมูลค่าราว 100,000 ล้านบาทต่อปี

ขณะที่นายศุภลักษณ์กล่าวว่า ขณะนี้กรมฯ กำลังหาทางที่จะยืดอายุการผลิตของแหล่งบงกช-เอราวัณ ให้รักษาระดับการผลิตในอัตราปัจจุบันให้นานที่สุด เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมล่าช้ากว่าแผนเดิมมาก ซึ่งล่าสุดได้เจรจากับผู้รับสัมปทานทั้ง 2 ราย คือบริษัท ปตท.สผ.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ปตท.สผ. และบริษัท เชฟรอน (ประเทศไทย) ให้คงกำลังผลิตเดิม ไปจนถึงปี 2562-2563 จากเดิมจะต้องลดกำลังการผลิตลงในปี 2561 ส่วนนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิง กล่าวว่า กำลังหารือกับกรม สรรพากรเพื่อหาช่องทางจูงใจให้เอกชนร่วมยืดอายุแหล่งผลิตออกไป เช่น การนำค่าเสื่อมจากการลงทุนแหล่งปิโตรเลียมไปหักค่าใช้จ่ายภายใน 5 ปี หรือจะนำหักค่าใช้จ่ายในแหล่งผลิตอื่นได้หรือไม่

ด้านนายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนคำนึงถึงมากที่สุดคือ เสถียรภาพความมั่นคงทางพลังงาน ดังนั้น ภาครัฐต้องวางแผนรองรับการใช้พลังงานของประเทศให้เพียงพอ ซึ่งในอนาคตภาครัฐต้องเตรียมพร้อมรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งจากรถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV และโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงและรถไฟทางคู่

ขณะที่ฝั่งผู้สนใจประมูลสัมปทาน นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) กล่าวว่า ปตท.สผ.อยู่ระหว่างรอดูเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์) แหล่งปิโตรเลียมรอบที่ 21 ว่าจะมีรูปแบบอย่างไร แต่ยืนยันว่าจะยื่นประมูลอย่างแน่นอน

นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร เชฟรอน กล่าวว่า บริษัทฯขอดูเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์) ก่อนว่าจะเป็นรูปแบบใด ซึ่งคาดว่ากระทรวงพลังงานจะประกาศภายในเดือน ส.ค.2560 นี้ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าบริษัทจะยังคงลงทุนในประเทศไทยเป็นเวลา 100 ปี จากปัจจุบันลงทุนในไทยมาแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ปี.

 

คลังอึ้ง คนไทยจน-แก่-พิการอื้อ แถมหนี้นอกระบบทุกหย่อมหญ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997254

ระดมจ้างนักศึกษาสำรวจพวกมั่วนิ่ม

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยได้ส่งข้อมูลการตรวจสอบรายชื่อประชาชนที่ลงทะเบียน เพื่อขอรับสวัสดิการจากรัฐ ประจำปี 2560 เรียบร้อยแล้ว พบมีจำนวนประชาชนที่มีความยากจนมากที่สุด โดยเข้าข่าย 4 ด้าน คือ ชราภาพ ยากจน พิการและเป็นหนี้นอกระบบจำนวน 4,000 คน คนกลุ่มนี้รัฐจะให้ความช่วยเหลือก่อนเป็นอันดับแรก และใช้เงินช่วยเหลือมากที่สุด เพราะเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถประกอบอาชีพ หรือช่วยเหลือตัวเองได้

“กระทรวงการคลังจำเป็นต้องจำแนกกลุ่มคนออกชัดเจน เพื่อนำมาตรการหรือการให้ความช่วยเหลือไปถึงกลุ่มบุคคลนั้นๆ ได้ถูกต้องตรงเป้าหมาย ซึ่งผลจากการลงทะเบียนผู้ที่มีรายได้น้อย 14.1 ล้านคนพบกลุ่มที่ 1 คือคนยากจนที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี มีอยู่ประมาณ 7-8 ล้านคน กลุ่มที่ 2 คนชรามีประมาณ 8 ล้านคนที่รับเบี้ยผู้สูงอายุและในจำนวนนี้มีประมาณ 4 ล้านคนที่ยากจน โดยมีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี กลุ่มที่ 3 คนพิการ 445,000 คน และกลุ่มที่ 4 ติดหนี้เงินกู้นอกระบบ 1.3 ล้านคน โดยมาตรการที่จะให้ความช่วยเหลือยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน แต่มีข้อเสนอ เช่น รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี เป็นต้น ส่วนจะมีสวัสดิการอื่นๆ เพิ่มหรือไม่ ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินและจำนวนคนที่จะรับสวัสดิการจากรัฐ”

นอกจากนี้ ผลตรวจสอบข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยยังระบุว่า ยอดลงทะเบียน 14.1 ล้านคน มีประชาชนที่มีเงินฝากหรือทรัพย์สินเกินกว่า 100,000 บาท แต่ยังลงทะเบียนขอรับสวัสดิการจากรัฐบาล หรือพวกมั่วนิ่มประมาณ 700,000 คน และยังมีอีก 40,000 คน ที่ไม่มีตัวตน เช่นเสียชีวิต ลงทะเบียนซ้ำสองรอบสามรอบ เป็นต้น ขั้นตอนต่อไปสำนักงานสถิติแห่งชาติ จะว่าจ้างนักศึกษาทั่วประเทศ 70,000 คน ลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริงอีกเป็นครั้งที่ 2.

 

แจงข้อมูลตู้เอทีเอ็มโดนสกิมมิ่ง “ของจริง” แต่ใช้ป้องกัน-ดูแลลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ค. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997240

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่มีข้อมูลรายละเอียดเรื่องตู้เอทีเอ็มที่ได้ถูกแก๊งมิจฉาชีพทำสกิมมิ่ง (Skimming) และมีการส่งต่อข้อมูลต่อๆกันผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งเป็นข้อมูลตู้เอทีเอ็มของธนาคารไทยพาณิชย์นั้น ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ชี้แจงเรื่องดังกล่าวว่า การส่งหนังสือเวียน เรื่องตู้เอทีเอ็มที่มีข้อสงสัยว่าจะถูกทำสกิมมิ่งนั้นเป็นการดำเนินงานปกติของที่ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งที่เป็นของสมาชิกชมรมบัตรเอทีเอ็ม ที่จะมีการแบ่งปันข้อมูลผ่านชมรมบัตรเอทีเอ็ม เพื่อป้องกันและยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยเมื่อธนาคารแห่งใดสงสัยว่าตู้จะโดนสกิมมิ่ง ก็จะมีการส่งข้อมูลต่อๆกันให้สมาชิกของชมรมบัตรเอทีเอ็มทุกรายรับทราบ เพื่อให้ธนาคารผู้ออกบัตรเอทีเอ็มตรวจสอบและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น

โดยในกรณีที่เมื่อมีการแจ้งข้อมูลเรื่องทุจริต หรือความผิดปกติ ธนาคารพาณิชย์จะมีการตรวจสอบว่า ลูกค้ารายใดไปทำธุรกรรมทางการเงินที่ตู้เอทีเอ็มดังกล่าวบ้าง หากมีการใช้ตู้เอทีเอ็มในช่วงนั้นและอาจจะเกิดความเสียหายได้ ธนาคารผู้ออกบัตรเอทีเอ็มจะมีการแจ้งลูกค้าให้เปลี่ยนบัตรใหม่เพื่อให้เกิดความปลอดภัยของข้อมูล แต่ถ้าหากบัตรเอทีเอ็มถูกดูข้อมูลไปกระทำทุจริต เช่น การโดนดึงเงินออกจากบัญชี ธนาคารผู้ออกบัตร จะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงของชมรมบัตรเอทีเอ็ม.

 

สคบ.โชว์คดีฟ้อง “คุ้มครองผู้บริโภค”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997229

พล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แถลงผลงาน สคบ. เดือน เม.ย.-มิ.ย.2560 มีผู้ร้องเรียน 3 ประเภท 2,417 เรื่อง แบ่งเป็น อสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย 826 เรื่อง สินค้าบริการ 974 เรื่อง สินค้าอุปโภคและบริโภค 617 เรื่อง โดย สคบ.แก้ปัญหาให้ผู้บริโภคได้ 284 ราย คิดเป็นเงิน 24.53 ล้านบาท

นายพิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการ สคบ. กล่าวว่า มี 4 เรื่องที่เป็นไฮไลต์การทำงานของ สคบ. โดย 2 เรื่องแรกคณะกรรมการ สคบ.มีมติให้ดำเนินคดีแพ่งกับบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เจ้าของโรงพยาบาลกรุงเทพ และดำเนินคดีแพ่งกับโรงพยาบาลพญาไท 2 เพื่อบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญาเช่นเดิม พร้อมทั้งบังคับให้ชำระค่าเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย เนื่องจากในปี 2544 บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการได้ทำสัญญากับผู้บริโภค 99 ราย ในโครงการไลฟ์พริวิเลจคลับ โดยให้ผู้บริโภคนำทองคำน้ำหนัก 200 บาท มาจ่ายไว้ และมีค่าใช้จ่ายเพียงครั้งละ 100 บาท เมื่อเข้ารับบริการรักษาพยาบาล แต่ต่อมาในปี 2559 บริษัทฯได้แจ้งหยุดโครงการนี้ ส่วนโรงพยาบาลพญาไท 2 มีการทำสัญญากับผู้บริโภคในโครงการ พญาไท อัลติเมต ทรัสต์ ในปี 2551 วงเงิน 1.5-2 ล้านบาทต่อราย รวม 19 ราย ต่อมาปี 2560 โรงพยาบาลได้แจ้งยกเลิกและพร้อมคืนเงินเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ย มีผู้บริโภค 4 รายยอมรับเงื่อนไข

ส่วนเรื่องที่ 3 สคบ.มีมติให้ดำเนินคดีแพ่งกับบริษัท ทรู ฟิตเนส จำกัดและกรรมการ ได้แก่ นายแพทริค จอห์น วี อวี้ เซง นายอดิศักดิ์ นฤเปรมปรีดิ์ นายภานุวัฒน์ แพรัตกุล น.ส.ศศิธร มูลใจทราย เพื่อบังคับคืนเงินแก่ผู้ร้องพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย กรณีทรูฟิตเนสปิดให้บริการ ซึ่งมีผู้มาร้องเรียนกับ สคบ.แล้ว 930 ราย ค่าเสียหาย 48.2 ล้านบาท ซึ่งแม้บริษัทจะปิดให้บริการแต่สามารถเรียกทรัพย์คืนจากกรรมการบริษัทได้ เรื่องที่ 4 ได้ปราบปรามสินค้าที่มีคำสั่งห้ามขาย ห้ามให้บริการบารากุและบุหรี่ไฟฟ้า โดยจับกุมผู้ลักลอบได้ 48 แห่ง รวมมูลค่าของกลางกว่า 4 ล้านบาท.

 

เริ่มลอยตัวก๊าซแอลพีจี 1 ส.ค. ยันราคาไม่ขยับขึ้น-ดูแลคนจนไม่เปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997225

กบง.เคาะลอยตัวแอลพีจีเต็มรูปแบบครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย เริ่ม 1 ส.ค.นี้ ปล่อยราคาตามตลาดโลก ขณะที่รัฐกำหนดอ้างอิงรายเดือนเท่านั้น ยกเว้นเกิดปัญหากับระบบเศรษฐกิจ ยันลอยตัว แล้วราคาไม่ขึ้น-ดูแลผู้มีรายได้น้อยเช่นเดิม ตรึงราคาเดือน ก.ค.ที่ 20.49 บาทต่อ กก.

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ว่า กบง.เห็นชอบในหลักการแนวทางการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซแอลพีจี (LPG) ทั้งระบบ มีผลตั้งแต่ 1 ส.ค.นี้เป็นต้นไป เพื่อรองรับอนาคตที่ไทยจะต้องนำเข้าก๊าซมากขึ้นจากข้อจำกัดแหล่งการผลิตในประเทศที่แนวโน้มจะลดลง อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวรัฐยังคงดูแลผู้ใช้แอลพีจีกลุ่มผู้มีรายได้น้อยคงเดิม

โดย กบง.มีมติให้ยกเลิกการกำหนดแอลพีจีหน้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมัน และโรงอะโรเมติกส์ ยกเลิกการกำหนดราคา ณ โรงกลั่นที่อ้างอิงราคานำเข้า (Import Parity) ซึ่งเป็นราคาซื้อตั้งต้นก๊าซแอลพีจี พร้อมยกเลิกการกำหนดอัตราเงินส่งเข้า หรือชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากทุกส่วนของการผลิต ยกเลิกการประกาศราคาขายส่ง ณ คลังก๊าซ เพื่อให้ตลาดก๊าซแอลพีจีมีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ แต่ยังคงให้ สนพ. ติดตามและประกาศเฉพาะราคาอ้างอิงเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการกำกับดูแลราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีในประเทศ รวมทั้งให้ สนพ.มีกลไกการติดตามสถานการณ์ ราคานำเข้าก๊าซแอลพีจีและต้นทุนโรงแยกก๊าซอย่างใกล้ชิดเป็นรายเดือน ซึ่งหากราคาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

“ตามที่คาดการณ์ไว้ในเดือน ส.ค. กองทุนฯคงไม่มีการอุดหนุนราคาเลย จากที่ขณะนี้อุดหนุนอยู่ที่ประมาณ 12 สต.ต่อกิโลกรัม (กก.) ซึ่งเท่ากับเป็นราคาที่ไม่มีการอุดหนุนใดๆ ดังนั้น เมื่อมีการลอยตัวเชื่อว่าราคาขายปลีกเองก็จะไม่ขึ้นแน่นอนแต่จะลงหรือไม่ต้องอยู่ที่ตลาดโลก ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงส่วนบัญชีแอลพีจีก็ยังจะทำหน้าที่ดูแลราคาขายปลีกแอลพีจีในช่วงเฉพาะกรณีที่วิกฤติราคาจนกระทบเศรษฐกิจเท่านั้น ก็เหมือนกรณีน้ำมัน”

ด้านนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การลอยตัวราคาแอลพีจีครั้งนี้ นับเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของไทยที่ดำเนินนโยบายเปิดเสรีนำไปสู่การลอยตัวราคา สะท้อนต้นทุนตลาดโลกแท้จริงครบทั้งหมด น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) และแอลพีจี “ขอย้ำว่าการดูแลกลุ่มผู้มีรายได้น้อยสำหรับแอลพีจียังคงเดิม แต่อาจจะมีการโยกไปอยู่ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยหรือบัตรคนจนแทน แต่เงินทางกองทุนน้ำมันส่วนบัญชีแอลพีจีก็ยังโอนไปอยู่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับกรมบัญชีกลางอยู่คงได้ข้อสรุปเร็วๆนี้ ส่วนทิศทางราคาแอลพีจีตลาดโลกระยะยาว ยังเชื่อว่าจะไม่สูงนักและการแข่งขันมากขึ้น โดยระดับการค้าส่งเริ่มแล้ว และระดับค้าปลีกในส่วนของขนส่งแข่งขันมาก ส่วนในภาคครัวเรือนมี 3 กลุ่มหลักคือ ปตท. สยามแก๊ส และเวิลด์แก๊ส” นายทวารัฐกล่าว

สำหรับราคาแอลพีจีในเดือน ก.ค.60 กบง.ได้เห็นชอบคงราคาขายปลีกแอลพีจีที่ 20.49 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) แม้ว่าต้นทุนจากการคำนวณจะลดลง 1.4262 บาทต่อ กก.โดยได้ลดอัตราการโดยปรับลดอัตราเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ ลง 1.4262 บาทต่อ กก.จากเดิมกองทุนน้ำมันฯ ชดเชยที่ 1.5469 บาทต่อ กก. เป็นชดเชย 0.1207 บาทต่อ กก. ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค.เป็นต้นไป โดยขณะนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนบัญชีแอลพีจีอยู่ที่ 6,448 ล้านบาท.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 07/07/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997192

ก.เกษตรฯ จัดงานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ค. 2560 02:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997269

กระทรวงเกษตรฯ จัดงานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 12 ภายใต้แนวคิด “สืบสานภูมิปัญญา พัฒนามาตรฐานหม่อนไหม”

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 12 ประจำปี 2560” โดยมี นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สำหรับในปี 2560 กำหนดจัดงานระหว่าง วันที่13-17 ก.ค.2560 ณ ฮอลล์ 3-4 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็คเมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “สืบสานภูมิปัญญา พัฒนามาตรฐานหม่อนไหม” โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่9 นิทรรศการผ้าตรานกยูงพระราชทาน จัดแสดงผลิตภัณฑ์หม่อนไหมที่ชนะการประกวด นิทรรศการพันธุ์หม่อนสกลนคร 85 นิทรรศการ “ของแปลกไหม” เช่น ผ้าไหมเหลืองสิรินธร ผ้ายีนส์ไหมไทย ชามูลไหม ผ้าย้อมมูลควาย นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตกิจกรรมหม่อนไหมและร้านจำหน่ายผ้าไหมที่ได้มาตรฐาน กว่า 200 ร้าน จากทั่วประเทศ

 

ราคาสินค้าเกษตรกดดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดใน 5 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ค. 2560 21:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996884

ม.หอการค้าไทยเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มิ.ย. ลดลงทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และต่ำสุดในรอบ 5 เดือน หลังสินค้าเกษตรสำคัญราคาดิ่ง…

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มิ.ย. 2560 ที่สำรวจจากประชาชนตัวอย่างทั่วประเทศ 2,251 คน ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และต่ำสุดในรอบ 5 เดือนนับจากเดือนก.พ. 2560 โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิ.ย.2560 อยู่ที่ 74.9 ลดจาก 76.0 ในเดือนพ.ค.2560 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ 52.9 ลดจาก 53.7 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต อยู่ที่ 84.1 ลดจาก 85.3 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 63.3 ลดจาก 64.3 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 70.0 ลดจาก 70.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 91.5 ลดจาก 92.7

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ดัชนีปรับลดลงทุกรายการมาจากราคาพืชผลทางการเกษตรส่วนใหญ่ทรงตัวในระดับต่ำ เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน สับปะรดโรงงาน และหลายรายการลดลงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้กำลังซื้อในหลายจังหวัดทั่วประเทศขยายตัวในระดับต่ำ และไม่คล่องตัว ขณะเดียวกันผู้บริโภคกำลังกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพ และราคาสินค้าที่ทรงตัวในระดับสูง และกังวลรายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบในเชิงลบต่อการส่งออก และเศรษฐกิจไทยในอนาคต แม้มีปัจจัยบวกหลายประการ ก็ไม่สามารถทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นได้ ทั้งมูลค่าการส่งออกเดือน พ.ค.ที่เพิ่มขึ้น 12.70% สูงสุดในรอบ 52 เดือน ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศลดลง ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น ค่าเงินบาทแข็งค่า สะท้อนว่าเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าในประเทศ

นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงเห็นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังฟื้นตัวขึ้นไม่มากนัก และยังกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวนสูง ราคาพืชผลทางการเกษตรที่สำคัญยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ยังคงเป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นโดยรวม เพราะทำให้กำลังซื้อในต่างจังหวัดซึมตัวลงรัฐบาลควรเร่งกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ และเร่งรัดการลงทุนของภาครัฐให้เป็นรูปธรรมครอบคลุมทั้งประเทศ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการใช้จ่ายประชาชนดีขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้.

 

วงเสวนา “รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน” หนุนก่อสร้าง เปลี่ยนโครงสร้าง ศก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ค. 2560 19:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996999

วงเสวนา “รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน หนุนก่อสร้างสร้าง เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ นำความเจริญให้ประเทศ สู่ ไทยแลนด์ 4.0”

ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อวันที่ 6 ก.ค. สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน นำโดยนายชัยวัฒน์ วณิชวัฒนะ นายกสมาคม จัดเสวนา “รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน : ประโยชน์ร่วม ที่ต้องเร่งผลักดัน” โดยมีนายพิษณุ เหรียญมหาสาร ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ และอดีตทูตพาณิชย์ประจำกรุงปักกิ่ง นายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย และ นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้ช่วยรองอธิการบดีสายงานวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในครั้งนี้

นายประภัสร์ กล่าวว่า รถไฟความเร็วสูง ทำให้วิธีการเดินทางของคนจะเปลี่ยนหมด หากกรุงเทพฯไปเขาใหญ่ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง เชื่อว่า คนรวยจะเริ่มขยับขยายออกมายังต่างจังหวัดมากขึ้น เกิดการพัฒนาทั้งประเทศ ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างกระจุกอยู่แต่กรุงเทพฯ และควรพัฒนาต่อเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้คนมีเงินที่ชอบเดินทางด้วยรถไฟมาใช้บริการ ทั้งนี้ ถ้ารัฐบาลตกลงใจทำแน่นอน อยากให้ส่งคนไปดูงานก่อสร้าง งานซ่อมบำรุง รถไฟความเร็วสูงที่จีน ทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วย เพื่อนำสิ่งที่ได้นำมาต่อยอดในไทย

นายพิษณุ กล่าวว่า จากการเคยไปอยู่ที่จีนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ในฐานะทูตพาณิชย์ พบว่า เมื่อก่อนนั้นรถไฟเขายังไม่พัฒนา แต่หลังปี 2533 จีนเริ่มมีเงินมากขึ้นจากการค้า นำเข้าเทคโนโลยีชั้นนำจากหลายประเทศมาเรียนรู้และต่อยอด แล้วพอมานั่งรถไฟอีกครั้งตนได้เห็นการพัฒนาที่มากขึ้น เพราะฉะนั้น อยากให้ปรับมุมมองที่มีต่อจีน เสียใหม่ กับข้อสงสัยที่ว่า ทำไมรัฐบาลต้องเลือกจีน ตนมองว่า ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลเลย แต่ฝากเรื่องทุกครั้งที่มีการเจรจาเรื่องรถไฟ ตัวแทนที่ไปคุยควรมีหลักรู้เขา รู้เรา ด้วย

ด้าน นายเกียรติอนันต์ กล่าวว่า ประโยชน์ของรถไฟความเร็วสูง คือ ที่ได้เงินจากการท่องเที่ยว รถไฟความเร็วสูงจอดที่ไหน ความเจริญอยู่ที่นั่น เกิดการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของพื้นที่ เป็นสัญญาณเริ่มของไทยแลนด์ 4.0 อย่างไรก็ดี เรื่องการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ ข่าวที่ออกมากจากหลายๆ สื่อ ที่เกี่ยวกับโครงการนี้ข้อมูลไม่เคยตรงกัน การขับเคลื่อนโดยที่คนยังไม่เข้าใจ ย่อมทำให้เกิดเสียงคัดค้านกันในทุกวันนี้

คาดเงินสะพัด 6.2 พันล้าน วันอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา สูงสุดรอบ 6 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ค. 2560 18:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996910

ม.หอการค้าไทยเผยโพลวันอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา คาดเงินสะพัด 6.2 พันล้านบาท สูงสุดรอบ 6 ปี ยัน ทุจริตเงินทอนวัด ไม่มีผลการทำบุญของปชช.

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมและการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยประเมินว่าจะมีเงินสะพัดถึง 6,222 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.78% เมื่อเทียบกับปีก่อน ถือว่าสูงสุดในรอบ 6 ปี เพราะประชาชนคาดหวังว่า เศรษฐกิจจะดีขึ้น ประกอบกับหยุดยาว 3 วัน ทำให้มีบางส่วนออกไปท่องเที่ยวมากขึ้น จึงทำให้จับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นด้วย หรือมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 5,355 บาท

ทั้งนี้ ในเทศกาลสำคัญทางศาสนา ประชาชนยังคงทำบุญมากถึง 91% และส่วนใหญ่ 60.6% ตอบว่าจะใช้เงินเพื่อทำบุญเพิ่มขึ้น หรือเฉลี่ยคนละ 5,355 บาท สูงกว่าปีก่อนหน้าที่เฉลี่ยคนละ 4,649 บาท โดยใช้เงินเดือน กับเงินออมมาทำบุญ ทั้งการใส่บาตร ถวายสังฆทาน ทำทาน บริจาค ถวายเงิน ถวายของ แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่ง ที่วางแผนจะไปท่องเที่ยวนอกสถานที่ แล้วทำบุญไปด้วย ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้การท่องเที่ยวมีบรรยากาศคึกคักตามไปด้วย

นางเสาวณีย์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีการทุจริตเงินทอนวัดนั้น พบว่า ไม่มีผลต่อพฤติกรรมการทำบุญของประชาชน โดยส่วนใหญ่ยังคงไปทำบุญที่วัดตามเดิม เพราะศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากรัฐจะแก้ปัญหาการทุจริตเงินทอนวัดต้องตรวจสอบย้อนกลับช่องทางการเงินรวมของภาครัฐ รวมทั้งมีบทลงโทษที่หนักสำหรับการทุจริตคอร์รัปชันตลอดจนปลูกฝังและสร้างจริยธรรมให้กับข้าราชการ.