“สบพ.” รับมือ! หลังปลดธงแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ค. 2560 05:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996103

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (เอ็มโอยู) สำหรับการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินและอวกาศ ระหว่าง สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่า การลงนามครั้งนี้เป็นความร่วมมือต่อเนื่องภายหลังจากที่สบพ.ได้ลงนามร่วมกับกองทัพเรือ ในการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมฯ ณ สนามบินอู่ตะเภา และครั้งนี้เป็นการลงนามร่วมมือกับการบินไทยในการร่วมกันพัฒนา และผลิตบุคลากรด้านการบิน โดยเฉพาะด้านการซ่อมบำรุงอากาศยาน ให้มีองค์ความรู้ ความสามารถ ทักษะ ได้มาตรฐานสากลให้สอดคล้องตามแผนแม่บทการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา เพื่อเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการบินและศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในภูมิภาค

พล.ร.ต.ปิยะ อาจมุงคุณ ผู้ว่าสถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) กล่าวว่า ขณะนี้สบพ.ผลิตนักบินได้ประมาณปีละ 80-120 คน ซึ่งไม่อาจเพียงพอต่อความต้องการในอนาคตอันใกล้ หากไทยได้รับการปลดล็อกธงแดงจากองค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) จะส่งผลให้ตลาดด้านการบินขยายตัวมากขึ้น ดังนั้น จึงเตรียมเสนอไปยังกระทรวงคมนาคม และคณะรัฐมนตรี ในการของบประมาณ 900 ล้านบาท เพื่อขยายศูนย์ฝึกการบินแห่งที่ 2 ให้สามารถผลิตนัดบินได้เพิ่มขึ้นเป็น 150 คน โดยเบื้องต้นมองไว้ที่บริเวณ จ.ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ และตาก เนื่องจากไม่ใช่จังหวัดที่มีสนามบินหลัก ทำให้ไม่ติดปัญหาการขึ้นลงของเครื่องบิน และปริมาณการจราจรทางอาการยังไม่หนาแน่น.

 

กทบ.เทงบแก้หนี้คนจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996050

นายนที ขลิบทอง ผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เปิดเผยว่า นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) ได้สั่งการให้ สทบ. ประสานงานกับกระทรวงการคลังและสถาบันการเงินของรัฐ จัดทำโมเดลแก้ปัญหาหนี้นอกระบบเสนอรัฐบาล เบื้องต้นมีแนวทางจะให้กองทุนหมู่บ้านเข้าไปซื้อหนี้นอกระบบ และรับเป็นเจ้าหนี้แทนชาวบ้านโดยจะใช้เงินจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อให้กองทุนหมู่บ้านวงเงิน 40,000 ล้านบาท ดอกเบี้ย 5% ต่อปี ซึ่งขณะนี้ใช้ไปแล้วประมาณ 15,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ กทบ.ได้เห็นชอบร่างระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน และชุมเมืองแห่งชาติว่าด้วยการบริหารโครงการเพิ่มศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ 2560 วงเงิน 15,000 ล้านบาท จ่ายเงินเข้ากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งละ 200,000 บาท คาดว่าจะเริ่มอนุมัติและเบิกจ่ายเงินให้กับชุมชนต่างๆ ได้ภายในวันที่ 25 ก.ค.นี้ และสามารถเบิกจ่ายเงินได้ไม่น้อยกว่า 90% หรือประมาณ 64,000 กองทุนได้ในเดือน ส.ค.ส่วนอีก 10% จะอนุมัติได้ภายในเดือน ก.ย.นี้ โดยขณะนี้มีกองทุนหมู่บ้านทั่วประเทศที่เสนอโครงการเข้ามาให้พิจารณาแล้วกว่า 90% ของจำนวนกองทุนหมู่บ้านทั้งหมด 79,593 กองทุนและจะปิดรับการเสนอโครงการในวันที่ 31 ก.ค.นี้.

 

แนะรัฐคุยทุกสมาคมวิชาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ค. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996100

นายกภัตตาคารชี้ให้รวมปัญหาแรงงานแก้ได้จริง

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคาร กล่าวว่า ในบรรดาร้านอาหาร 300,000 แห่งทั่วประเทศ คาดว่าร้านอาหารที่จ้างแรงงานถูกต้องตามกฎหมายมีเพียง 40,000-50,000 แห่งเท่านั้น การที่รัฐบาลออกมาตรา 44 มาการยืดเวลาบังคับใช้กฎหมายออกไปอีก 6 เดือนช่วยให้ธุรกิจร้านอาหารตั้งหลักได้ มีส่วนดีที่ให้ทุกธุรกิจไม่ช็อกและหยุดชะงักไปทันทีทันใดแบบในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ เช่น ร้านอาหารที่มีแรงงานถูกต้องพลอยเปิดร้านไม่ได้ไปด้วย เพราะร้านแก๊สและร้านน้ำแข็งที่ใช้แรงงานต่างด้าวส่งของ โทรมาแจ้งว่าแรงงานกลัวเลยหนีไปหมดแล้ว ไม่มีคนมาส่งของให้ นอกจากนั้น การผ่อนผัน คงช่วยได้บ้างแต่ไม่ทั้งหมดเพราะระยะเวลาที่แรงงานต่างด้าวกบับไปจัดทำเอกสารที่ประเทศต้นทางนานมาก

“รัฐบาลไปออกกฎหมายที่ใช้กับสถานการณ์จริงไม่ได้ เหมือนตอนที่ออกกฎหมายห้ามคนนั่งท้ายรถกระบะ แต่ครั้งนี้รุนแรงกว่า เพราะทำให้ธุรกิจหยุดชะงักเลย ไม่มีการสอบถามความเห็นของผู้ประกอบธุรกิจเลย”

ทั้งนี้ ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดอยากให้รัฐบาลรับฟังปัญหาของแต่ละสมาคมวิชาชีพเพื่อได้รับทราบปัญหาและร่วมกันหาทางออกที่แท้จริง เพราะปัญหามีหลายประเภททั้งแรงงานที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย ไม่มีใบอนุญาตอะไรเลย ซึ่งในส่วนนี้ก็สนับสนุนผลักดันออกนอกประเทศ หรือมีกรณีที่ใบอนุญาตแล้ว แต่ทำงานผิดประเภท หรือไม่ได้ทำงานกับนายจ้างคนเดิม และ ไม่ได้ทำงานในพื้นที่ที่แจ้งไว้ ซึ่งแต่ละธุรกิจก็ต้องไปรวบรวมปัญหามา เพราะปัญหาบางเรื่องอาจต้องให้เจรจากันระดับรัฐบาลไทยกับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน ต้องให้ผู้นำประเทศได้คุยกัน ซึ่งเป็นระดับสูงกว่าการรับผิดชอบของกระทรวงแรงงาน

นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า ยังอยากย้อนกลับไปถามรัฐบาลว่ารัฐบาลได้ออกกฎหมายฉบับนี้ซึ่งมีผลกระทบมากมาทำไมและรัฐบาลก็ยังใช้มาตรา 44 เปลืองมาก ส่วนที่ผ่อนผันเวลาให้อีก 6 เดือนนั้นก็ยังเชื่อว่าแก้ปัญหาไม่ได้ และจะนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานแน่นอน เพราะวิธีการปฏิบัติ ในการ ทำให้แรงงานที่ลักลอบเข้ามา ได้กลายเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมาย มีขั้นตอนที่ยุ่งยากมาก.

03-บินไทยรับโบอิ้ง787กระเทือนรายได้

นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการขาดแคลนเครื่องยนต์อะไหล่เครื่องบินโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ ที่ติดตั้งเครื่องยนต์โรลส์รอยซ์รุ่น TRENT-1000 ทำให้เครื่องบินดังกล่าวของการบินไทยต้องจอดรถซ่อม 6 ลำว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความจริงและมีปัญหามาตั้งแต่ 1 ก.ค.ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดเฉพาะที่การบินไทยเท่านั้นแต่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลกที่ใช้เครื่องบินรุ่นนี้ ซึ่งการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ทางฝ่ายช่างได้ใช้วิธีสลับเครื่องยนต์หมุนเวียนเพื่อให้เครื่องบินใช้งานได้ล่าสุดสามารถนำเครื่องดังกล่าวมาใช้งานแล้ว 3 ลำ แต่ปัญหาอะไหล่จะซ่อมแก้ไขได้หมดเป็นปกติภายในเดือน ก.ย.นี้

ทั้งนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อการให้บริการการบินอย่างมากโดยต้องหยุดให้บริการเส้นทางบิน นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่นส่วนเส้นทางบินสิงคโปร์ และ นิวเดลี ประเทศอินเดียต้องมีการเลื่อนเที่ยวบิน โดยการบินไทยต้องนำเครื่องจากสายการบินไทยสมายล์มาบินเสริม นอกจากนั้นทางบริษัทโรลส์รอยส์ได้แสดงความรับผิดชอบที่จะชดเชยค่าเสียเวลา ค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้กับการบินไทย โดยขณะนี้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องกำลังประเมินค่าเสียโอกาสทางการบินอยู่

ด้านเรืออากาศเอก มนตรี จำเรียง รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์องค์กรและพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) จำกัด เปิดเผยว่า การบินไทยได้จัดทำแผนบริหารจัดการเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบจากกรณีที่การบินไทยต้องถอดเครื่องยนต์เครื่องบินโบอิ้ง 787 ที่มีอยู่จำนวน 6 ลำไปซ่อมที่ประเทศสิงคโปร์แล้ว ขณะนี้ได้ซ่อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว 1 ลำ ส่วนอีก 5 ลำ ที่เหลือนั้นจะแบ่งการซ่อมและติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่ออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเดือน ก.ค. จะถอดเครื่องเก่าและนำเครื่องใหม่เข้ามาติดตั้ง จำนวน 3 ลำ และในเดือน ส.ค.จะซ่อม 2 ลำสุดท้าย โดยจะซ่อมเสร็จ ทั้ง 5 ลำ ในเดือน ส.ค. และกลับมาบินได้ปกติในเดือน ก.ย.

 

โรงงานขยายกิจการพุ่งรับอีอีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996043

นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยถึงยอดจดประกอบกิจการและขยายกิจการ 6 เดือนแรกของปี 2560 (ม.ค.-มิ.ย.60) ว่า ในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ มียอดจดประกอบโรงงานและขยายกิจการรวม 2,469 โรงงาน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา มียอดรวม 2,442 โรงงาน ด้านการจ้างงานเพิ่มขึ้น 151,223 คน จากปีที่ผ่านมา มียอดรวม 97,238 คน ส่วนเงินลงทุนลดลงเล็กน้อยมียอดรวม 218,551 ล้านบาท ขณะที่ช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมามียอดรวม 228,654 ล้านบาท

“ยอดจดประกอบกิจการและขยายกิจการ แบ่งเป็นการประกอบกิจการใหม่ 2,024 โรงงาน คิดเป็นวงเงินลงทุน 126,416 ล้านบาท และการขยายกิจการ 445 โรงงาน วงเงินลงทุน 92,134 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม จากการขยายตัวของจำนวนโรงงานในช่วงครึ่งปีแรก ยังคงน่าพอใจแม้การขยายตัวของวงเงินลงทุนอาจไม่มากเท่าครึ่งปีแรกของปี 2559 โดยอุตสาหกรรมที่อัตราการเติบโตสูงสุด 5 อันดับแรกคือ อาหาร โลหะ พลาสติก อะโลหะ และยานยนต์”

สำหรับเดือน มิ.ย.2560 มีโรงงานประกอบกิจการ 395 โรงงาน ก่อให้เกิดการจ้างงาน 16,193 คน คิดเป็นเงินลงทุน 26,979.67 ล้านบาท ขณะที่ การขยายกิจการคิดเป็น 77 โรงงาน คิดเป็นเงินลงทุน 19,493.03 ล้านบาทรวมการจดประกอบกิจการและขยายกิจการเดือน มิ.ย.2560 อยู่ที่ 472 โรงงาน เพิ่มขึ้น 12 โรงงาน จากเดือน มิ.ย.59 ส่วนแนวโน้มครึ่งปีหลัง เชื่อว่าการขอจดประกอบกิจการและขยายกิจการน่าจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนมีความมั่นใจหลังจากรัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มีความชัดเจนขึ้น

นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า จากการที่ สสว.ได้เข้าร่วมคลินิก SME สัญจรตามแนวประชารัฐร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมพบว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือ อันดับ 1 คือ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รองลงมาเป็นเรื่องการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ คุณภาพ/มาตรฐาน เทคโนโลยีและนวัตกรรม และการพัฒนาองค์ความรู้

นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า กนอ.ได้ติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำใกล้ชิดโดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนตั้งแต่เดือน ก.ค.-ก.ย.2560 ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง จะมีปริมาณฝนตกหนักเพิ่มขึ้นกว่าค่าปกติ จึงเตรียมพร้อมให้กับทุกนิคมทั่วประเทศโดยเฉพาะในเขตพระนครศรีอยุธยา ส่งทีมให้มีการตรวจสอบตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อรับมือ.

 

กนง.ปรับลดการลงทุนภาครัฐเหตุล่าช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ค. 2560 05:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996085

สั่งจับตาเงินร้อนไหลเข้า

ส่งออกดีมาก แต่รายได้เศรษฐกิจไทยยังไม่ดีขึ้น รัฐลงทุนล่าช้า ส่งผลให้ ธปท.ปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้แค่ 0.1% คาดขยายตัวได้ 3.5% กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% อีกรอบหลังคงต่อเนื่องยาวนานมา 26 เดือน หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สั่งจับตาเงินร้อนระยะสั้นยังทะลัก และแรงงานต่างด้าว

นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายเสถียรภาพการเงินในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรืออัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตรอายุ 1 วัน ไว้ที่ 1.5% ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการคงดอกเบี้ยต่อเนื่อง 26 เดือน หรือ 2 ปี 2 เดือน โดยนโยบายการเงินยังควรอยู่ในระดับผ่อนคลายต่อไป แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวชัดเจน แต่ยังไม่กระจายตัวไปทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีส่วนหนึ่งไม่สามารถรับมือการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม จากการส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้น จากปัจจัยด้านกำลังซื้อที่ดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้ ธปท.ปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวในระดับ 3.4% เพิ่มขึ้นเป็น 3.5% และปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปีหน้าขึ้นเป็น 3.7% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 3.6% โดย ธปท.ปรับเพิ่มประมาณการการส่งออกปีนี้ จากที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 2.2% ขึ้นเป็น 5% แต่ปรับลดประมาณการการส่งออกปีหน้าจากที่คาด 2% ลงเหลือ 1.7%

ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.กล่าวต่อว่า ในส่วนของภาครัฐด้านการใช้จ่ายนั้น ธปท.ประมาณการการขยายตัวไว้ที่ 2.2% ทรงตัวเท่ากับประมาณการในครั้งก่อน แต่ในส่วนของการลงทุนภาครัฐนั้น ธปท.ได้ปรับลดประมาณการการขยายตัวลงเหลือ 7.7% จาก 11.8% ในครั้งก่อน เนื่องจากการลงทุนภาครัฐยังมีความล่าช้า โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า ส่งผลต่อเนื่องถึงการลงทุนภาคเอกชนที่รอโครงการรัฐ ทำให้ภาพรวมยังไม่ฟื้นตัว โดยคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวได้ 1.7% เท่านั้นในปีนี้ ลดลงจากการประมาณการครั้งก่อนที่คาดว่าจะโต 2.4%

“ธปท.ได้ปรับลดประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐาน คาดจะเติบโตได้เพียง 0.8% จากเดิมคาดไว้ที่ 1.2% และลดการประมาณการเงินเฟ้อพื้นฐานลงเหลือ 0.6% จาก 0.7% ในการประมาณการครั้งก่อน ทั้งนี้ ทำให้เงินเฟ้อทั้งปีนี้หลุดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในปีนี้ที่ 1%-4% และเป็นการหลุดเป้าต่อเนื่องเป็นปีที่ 3”

นายจาตุรงค์ยังกล่าวถึงในส่วนของภาคต่างประเทศนั้น การกลับมาที่เร็วขึ้นของนักท่องเที่ยวจีนทำให้ ธปท.คาดการณ์ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีปีนี้ไว้ที่ 34.9 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อน 400,000 คน ส่งผลดีต่อดุลบริการบริจาค ในขณะที่ดุลการค้าเกินดุลต่อเนื่องตามการส่งออกที่ดีกว่าการนำเข้า ทำให้ ธปท.ประมาณการว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในปีนี้จะทำลายสถิติสูงสุดอีกครั้ง โดยเกินดุล 39,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนที่คาดว่าจะเกินดุล 36,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยประเมินการขยายตัวของการส่งออกในปีนี้ไว้ที่ 10.9% สูงขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 7.2%

ทั้งนี้ ประเด็นที่ กนง.มีความเป็นห่วงและสั่งให้มีการติดตามเป็นพิเศษ มีด้วยกัน 2 เรื่องคือ ให้ติดตามการเคลื่อนย้ายเงินทุนระยะสั้น ซึ่งมีความผันผวนสูงมาก จากปัจจัยในต่างประเทศ ส่งผลให้เงินระยะสั้นเข้าต่อเนื่อง โดยมาตรการการลดวงเงินพันธบัตรระยะสั้นของที่ทำต่อเนื่องมา 4 เดือน ได้ช่วยลดการพักของเงินระยะสั้นจากต่างประเทศได้บ้าง แต่ยังมีเงินไหลเข้ามาในไทยต่อเนื่อง ขณะที่อีกประเด็นที่ กนง.ให้จับตาคือ สถานการณ์แรงงานต่างด้าวที่ต้องปรับตัวรับกับกฎหมายใหม่ที่ออกมา แม้จะมีการเลื่อนการบังคับใช้ไป แต่ก็ต้องติดตามว่าจะมีแรงงานต่างด้าวไหลกลับออกไปมากหรือน้อยเท่าไร และจะกระทบกับผลิตภาพโดยรวมของระบบหรือไม่.

 

ต่อลมหายใจ “เฟซบุ๊ก-ยูทูบ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996013

“สมคิด” หวั่นกระทบ “บิ๊กตู่” เยือนสหรัฐฯ

“สมคิด” สายตรงสั่งบอร์ด กสทช.อุ้ม “เฟซบุ๊ก-ยูทูบ” ไม่ต้องลงทะเบียนในวันที่ 22 ก.ค.นี้ หวั่นกระทบนายกรัฐมนตรีเยือนสหรัฐฯ กลางเดือน ก.ค.นี้ ด้าน “ประสงค์” อธิบดีกรมสรรพากร ยันอัตราภาษี e-Business เก็บหัก ณ ที่จ่าย ยังไม่มีข้อสรุป รอลุ้น ครม.ไฟเขียว

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช.ที่มี พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี เป็นประธาน มีมติให้คณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ Over The Top (โอทีที) หรือแอพพลิเคชั่น ทีวี ไปจัดทำร่างหลักเกณฑ์การกำกับดูแลบริการโอทีทีให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ก่อนนำมาเสนอบอร์ด กสทช.ให้เห็นชอบและรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) เพื่อออกเป็นประกาศบังคับใช้ตามกฎหมายต่อไป คาดว่าจะใช้เวลาในการดำเนินการไม่เกิน 90 วัน หรือมีผลบังคับใช้ก่อนวันที่ 30 ก.ย.60 นี้

ทั้งนี้ จากมติดังกล่าว ทำให้คำสั่งของคณะอนุกรรมการโอทีที ที่ประกาศให้เฟซบุ๊กและยูทูบ ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ ต้องมาขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบการโอทีทีในไทยภายในวันที่ 22 ก.ค.2560 ต้องยกเลิกไปก่อน จนกว่าจะร่างหลักเกณฑ์การกำกับดูแลบริการโอทีที จะมีผลบังคับใช้และจะกำหนดเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนบริการโอทีทีอีกครั้ง

“บอร์ด กสทช.ใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมงในการถกเถียงในประเด็นการกำกับบริการโอทีที โดยกรรมการ กสทช.ทุกคนเห็นด้วยที่จะกำกับบริการโอทีที ให้เป็นไปอย่างถูกต้องภายใต้กฎหมายไทย แต่สิ่งที่คณะอนุกรรมการโอทีที ได้ดำเนินการมานั้น ยังไม่ครบถ้วน ยังมีช่องว่างในการดำเนินการ เพราะไม่ได้รับฟังความคิดเห็น ไม่ได้วิเคราะห์ผลดี ผลเสีย และผลกระทบทางเศรษฐกิจ และยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่จะนำมากำกับบริการโอทีทีเป็นการเฉพาะ จึงกลายเป็นจุดอ่อนเป็นช่องว่าง มีการร้องเรียนเข้ามาจำนวนมาก และต้องสร้างความรับรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนด้วย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อกังวลที่ พล.อ.อ.ธเรศ นำมาแจกในที่ประชุมบอร์ดครั้งนี้ ประกอบด้วย หนังสือคัดค้านจากผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา และสมาพันธ์อินเตอร์เน็ตแห่งเอเชีย หรือ The Asia Internet Coalition (AIC) ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือที่มีสมาชิกประกอบด้วย เฟซบุ๊ก กูเกิล ทวิตเตอร์ ยาฮู ไลน์ เป็นต้น ที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวทางการกำกับบริการโอทีที ที่กำหนดให้เฟซบุ๊ก ยูทูบ ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ มาลงทะเบียนบริการโอทีที ภายในวันที่ 22 ก.ค.นี้ รวมถึงข่าวจากสื่อมวลชนที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดระเบียบโอทีที

ขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ก็ได้ประสานงานมายังสำนักงาน กสทช. เพื่อขอให้หยุดการให้ข่าวเกี่ยวกับโอทีทีด้วย เนื่องจากอาจมีผลกระทบต่อการเยือนสหรัฐฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในช่วงกลางเดือน ก.ค.นี้ เช่นเดียวกับนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ก็ได้เข้าพบประธานบอร์ด กสทช.เช่นเดียวกัน เพราะกังวลว่าจะกระทบต่อการเยือนสหรัฐฯ ของนายกฯ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์มีข้อกังวลเกี่ยวกับกรณีการห้ามบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯซื้อโฆษณาบนเฟซบุ๊กและยูทูบ เพราะไม่มาลงทะเบียน จึงได้ประสานงานมายัง กสทช.เช่นเดียวกัน

ด้านนายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ในวันที่ 11 ก.ค.นี้ จะเป็นวันสุดท้ายที่กรมสรรพากรจะปิดการรับฟังความเห็นจากประชาชนบนเว็บไซต์ของกรมสรรพากร กรณีเสนอร่างประมวล รัษฎากรเก็บภาษีธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) หรือภาษีธุรกิจออนไลน์ หลังจากนั้นกรมสรรพากรจะสรุปความเห็นและเสนอร่างกฎหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาก่อนที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

“กรมสรรพากรยังไม่สามารถสรุปอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่จะจัดเก็บจาก e-Business ได้ แม้ว่าในการยกร่างกฎหมายดังกล่าวระบุว่าเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น เพราะปัจจุบันอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย กรมสรรพากรจัดเก็บอยู่ที่ 15% อยู่แล้ว และยังต้องหารือกับสถาบันการเงินด้วยว่าจะหักภาษีและนำส่งให้แก่กรมสรรพากรได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้มีวิธีการ และขั้นตอนที่ยุ่งยากเหมือนกัน และที่สำคัญกฎหมายดังกล่าวยังต้องผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง ครม. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ด้วย”

ขณะที่ น.ส.สายใย สระกวี โฆษกกูเกิล ประเทศไทย กล่าวว่า กูเกิลประเทศไทยยืนยันว่ามีการจ่ายภาษีให้กับประเทศไทยอย่างถูกต้อง ในฐานะสำนักงานตัวแทนด้านการขายและการตลาดของกูเกิล หากภาครัฐต้องการเก็บภาษีเพิ่มเติม ก็จำเป็นต้องไม่ให้มีการจัดเก็บซ้ำซ้อน “ต้องอธิบายว่ารายได้ของกูเกิลประเทศไทยนั้น ถูกส่งไปยังสิงคโปร์ สำนักงานในไทยเป็นเพียงตัวแทนด้านการขายและการตลาด ซึ่งมีพนักงานประมาณ 30 คน”

ส่วนการให้ความเห็นเกี่ยวกับอัตราการจัดเก็บภาษี รวมทั้งความเหมาะสมนั้น ตอบได้แต่เพียงว่าขณะนี้สำนักงานกูเกิลที่สิงคโปร์กำลังศึกษาเรื่องนี้โดยละเอียด และรอความชัดเจนจากภาครัฐของไทย.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 06/07/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996005

ก.แรงงาน จ่อเปิดศูนย์บรรเทาทุกข์นายจ้าง จาก พ.ร.ก.ต่างด้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ค. 2560 21:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/995925

วงเสวนาผลกระทบ พ.ร.ก.ต่างด้าว คึกคัก ก.แรงงาน จ่อเปิดศูนย์บรรเทาทุกข์นายจ้างใน กทม. 10 ศูนย์ และทุกจังหวัด หวังขุดแรงงานใต้ดินนับล้านเข้าระบบ ด้าน แอลพีเอ็น ยันมีต่างด้าวในไทย 4-5 ล้านคน “เสี่ยตาชั่ง” โผล่ป่วน ค้าน พ.ร.ก.เตะหมูเข้าปากหมา…

เมื่อวันที่ 5 ก.ค. กรมการจัดหางาน จัดเสวนาเรื่อง “พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ปวงชนชาวไทยได้อะไร” มีนายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายสมพงศ์ สระแก้ว ผอ.มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (แอลพีเอ็น) ร่วมเสวนา

นายวรานนท์ กล่าวว่า ที่ต้องออกเป็น พ.ร.ก. ไม่ออกเป็น พ.ร.บ. เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่คนไทยอาจจะมองปัญหาต่างด้าวเป็นเรื่องชิลๆ อยู่ร่วมกับคนผิดกฎหมายโดยไม่รู้สึกอะไร ที่ผ่านมาเปิดจดทะเบียนหลายครั้ง นำคนผิดกฎหมายเข้าระบบเป็นล้านคน แต่ก็ยังเรียกร้องให้จดอีกไม่รู้จบ ขณะที่ประเทศคู่ค้าของไทยจับตามองว่าการจัดการปัญหายังไม่ถูกต้อง จึงต้องรวบกฎหมาย 2 ฉบับที่มีอยู่เดิม มารวมเป็น พ.ร.ก.ฉบับนี้ เพื่อให้การทำงานครอบคลุม รวมทั้งป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ เพราะหากยังอยู่ในสถานะเดิม จะไม่สามารถขึ้นไปอยู่ในอันดับเทียร์ 1 หรือปลดล็อกใบเหลืองของอียูได้ตามที่หวัง โดยรวม พ.ร.ก. มีประโยชน์ต่อชาวไทย กฎหมายไม่ใช่เพื่อใครบางคน ค่าปรับ 4-8 แสนบาท ที่ใช้ลูกจ้างผิดกฎหมาย เป็นการเน้นลงโทษนายจ้างไม่ให้ทำผิด จึงต้องมีจิตสำนึก อย่าพูดย้ำเรื่องบทลงโทษ 4 แสน หรือ 8 แสนบาท มักหนักเกินไป เพราะยิ่งพูด นายจ้างจะยิ่งขายหน้า หากไม่ผิด ก็ไม่ต้องกลัว

นายวรานนท์ กล่าวว่า ทาง ตม.แจ้งว่า มีแรงงานต่างด้าว 5-6 หมื่นคนออกผ่านแดนกลับบ้าน ยังไม่นับพวกปีนรั้วไปช่องพิเศษ ภายในวันนี้ กกจ.จะออกประกาศมาตรการรองรับ จะทำให้แรงงานต่างด้าวที่ไม่ถูกต้องหลายแสนคนกลับสู่ระบบ และยังมีการทำเอ็มโอยูนำเข้าแรงงาน ซึ่งมีเข้ามาแล้ว 4 แสนคน และ กกจ.จะเปิดศูนย์แจ้งการใช้แรงงานต่างด้าว ให้นายจ้างและลูกจ้างที่อยู่กันมานานผ่านการคัดกรองของเจ้าหน้าที่ เพื่อยืนยันและออกใบอนุญาต จะมีหนังสือให้ไปทำตรวจสัญชาติให้ถูกต้อง โดยศูนย์จะเปิดในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เฉพาะกรุงเทพฯ มี 10 ศูนย์ จะเปิดสั้นๆ ในระยะ 15 วัน และมีเวลาดำเนินการให้เสร็จภายใน 6 เดือน ได้คุยกับทางการเมียนมาแล้วจากนั้นจะหารือกับกัมพูชาและลาว คาดว่าจะเปิดภายใน 2 สัปดาห์ จะได้รู้ว่ายังมีแรงงานผิดกฎหมายอีกเท่าไร เพราะที่ผ่านมายังไม่มีใครยืนยันตัวเลขได้ชัดเจน

ด้านนายสมพงศ์ กล่าวว่า จากข้อมูลทางการระบุแรงงานข้ามชาติอยู่ในระบบกว่า 2.6 ล้านคน แต่ตนท้าได้เลยว่ามียังมีอีกเท่าตัวที่ผิดกฎหมายจาก 4-5 ล้านคน มีแค่ 2.6 ล้าน ที่อยู่บนดินเข้าระบบถูกต้อง ที่เหลือล้วนอยู่ใต้ดิน และกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.อย่างชัดเจน ส่วนใหญ่กังวลพาสปอร์ต วีซ่าหมดอายุ ทำงานผิดนายจ้าง นายจ้างก็กังวลค่าปรับสูงถึง 4 แสน แรงงานจึงพากันกลับบ้าน ส่งผลกระทบขาดแคลนคนทำงาน ภาครัฐบอกว่าแรงงาน 3 สัญชาติ เดินทางออกไปหลายหมื่นคน แต่ภาคสังคมเชื่อว่าตัวเลขที่ออกไปในขณะนี้มีประมาณ 2 แสนคน ส่วนใหญ่ออกไปตามช่องทางธรรมชาติ ไม่ผ่านด่าน ผลกระทบยังไปถึงเศรษฐกิจฐานราก ต่างด้าวกลัวถูกจับ ออกไปหน้าปากซอยถูกตรวจผิดเจอไป 5 พัน

ขณะที่การทุจริตเรียกเก็บส่วยกันแบบอุปถัมภ์ โทษปรับนายจ้าง 4-8 แสน รับดูแลให้ในราคา 4 พัน ต่างด้าวจึงไม่ออกมาซื้อของตามปกติ คนไทยขายของไม่ได้ ขณะที่ธุรกิจด้านท่องเที่ยวทั้งภูเก็ต ชลบุรี ร้านอาหารเงียบลงเพราะไม่มีคนทำอาหาร การชะลอโทษ 180 วัน จึงเป็นทางหนึ่งที่จะทำให้ทุกฝ่ายลดความเจ็บปวดจากผลกระทบ

นายพจน์ กล่าวว่า ภาคเอกชนใช้ต่างด้าวมาก จึงต้องปรับตัวเรื่องแรงงาน ต้องดูหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง สาธารณสุข ถ้าเอาทฤษฎีมาพูดก็ไม่จบ เราเขียนแผนพัฒนาเศรษฐกิจเติบโตทุกด้าน มีเมกะโปรเจ็กต์เริ่มก่อสร้างจะเอาแรงงานจากไหน จึงอย่าไปเน้นเรื่องความมั่นคงอย่างเดียว ทุกวันนี้ขาดแคลนต่างด้าวมากแค่ไหน ให้เดินไปถามในตลาด ตามซอยต่างๆ ตัวเลขขาดแคลนแรงงานปี 2558 คณะกรรมาธิการแรงงานฯ เดินทางไป จ.ชลบุรี ทั้งจังหวัดมีแรงงานขึ้นทะเบียนแค่ 1.5 แสนคน ล่าสุดขึ้นทะเบียนไม่ถึง 5 หมื่นคน ทั้งที่พัทยาก็น่าจะมีมากกว่า 1 แสน เพราะเป็นแรงงานหมุนเวียน ตนสนับสนุน พ.ร.ก. เพียงแต่กังวลเรื่องการบังคับใช้เท่านั้น ต้องขอบคุณออกมาตรการมาบรรเทาทุกข์ ส่วนเวลา 180 วันเพียงพอหรือไม่ จะมีคำตอบเมื่อเข้าสู่การปฏิบัติ

ด้าน รศ.แล กล่าวว่า ความโกลาหลที่เกิดขึ้นในช่วง 4-5 วัน ไม่ใช่เนื้อหา พ.ร.ก. แต่เป็นเรื่องการบริหารจัดการการใช้กฎหมาย ซึ่งไม่มีใครวิจารณ์เนื้อหากฎหมาย ปัญหาคือ การประกาศใช้ลักษณะนี้เหมาะสมหรือไม่ในการบริหารจัดการการปรับปรุงก็เพื่อให้เป็นมาตรฐานของสหภาพยุโรป เพื่อหลีกเลี่ยงการที่ไทยจะตกเทียร์ จึงต้องดูว่าการใช้แรงงานของเราเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งประเด็นที่จะอยู่อันดับไหนไม่ได้อยู่ที่มีการออกกฎหมายกี่ฉบับมาควบคุม แต่เขาสนใจการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ หากมีอัตราบทลงโทษสูง ราคาในการเลี่ยงกฎหมายก็สูงขึ้น นักเศรษฐศาสตร์มองว่า หากปฏิบัติตามกฎหมายแพง เขาก็เลือกไม่ปฏิบัติตามกฎหมายด้วยวิธีที่ถูกกว่า มาตรการเหล่านี้ยิ่งเอื้อต่อการติดสินบน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมเสวนาสอบถามข้อสังสัยใน พ.ร.ก. ต่างด้าว โดยนายจ้างรายย่อยบางคนสอบถามถึงงานอาชีพกรรมกรไม่มีความชัดเจนในลักษณะงาน ทำให้เป็นช่องทางถูกเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับผลประโยชน์ อาทิ ให้คนงานต่างด้าวฉาบปูน แต่ถูกจับว่าทำงานผิดประเภท รวมทั้งนายอุทิศ เหมวัตถกิจ หรือ “เสี่ยตาชั่ง” ได้ถามถึงข้อกฎหมายที่ไม่เห็นด้วย และตั้งข้อสงสัยว่าการออก พ.ร.ก. ต่างด้าว เป็นการเตะหมูเข้าปากหมา ซึ่งหลังออกจากห้องเสวนาได้ให้สัมภาษณ์ทีวีช่องหนึ่ง แต่ได้ถูกเจ้าหน้าที่กรมการจัดหางานเข้าไปกัน จนเกิดการปะทะคารมกันเล็กน้อย

ขณะที่ นายวรานนท์ แถลงหลังเสวนา ถึงมาตรการบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงาน จากผลกระทบ พ.ร.ก.ต่างด้าวฯ ว่า ในช่วงเย็นนี้ รมว.แรงงาน จะลงนามประกาศกระทรวงแรงงาน 1 ฉบับ ซึ่งจะเป็นข้อกำหนดมาตรการสำหรับแรงงานเมียนมา ส่วนของลาว และกัมพูชา น่าจะเรียบร้อยใน 2 สัปดาห์ ซึ่งมีอยู่ 2 เรื่องที่มีความกังวล คือ การทำงานผิดนายจ้างที่ระบุไว้มีโทษปรับ 4-8 แสนบาท ได้เปิดให้เปลี่ยนนายจ้างให้ถูกต้องจะได้หมดกังวล ส่วนที่จะให้เปิดจดทะเบียนต่างด้าวรอบใหม่ ยืนยันว่าจะไม่เปิดแบบเซตซีโร่อีก แต่จะเปิดให้รายงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง จะให้โอกาสมาผ่านการพิสูจน์ทราบว่าทั่งคู่ทำงานกันอยู่จริง อยู่ในเมืองไทยจริง แต่ไม่มีเอกสารในการขอใบอนุญาตทำงาน กกจ.จะเปิดรับข้อมูลในระยะสั้นๆ ประมาณ 15 วัน

นายวรานนท์ กล่าวว่า ศูนย์รับข้อมูลจะชื่อว่า “ศูนย์แจ้งการใช้แรงงานต่างด้าว” เปิดโอกาสให้นายจ้างนำแรงงานต่างด้าวที่จ้างทำงาน แต่เป็นแรงงานผิดกฎหมายที่ไม่มีบัตรสีชมพูมาแจ้งแสดงตัวยืนยันว่าเป็นนายจ้างลูกจ้างกันจริง โดยให้นำเอกสารของลูกจ้างที่มีอยู่ หรือพาสปอร์ต์ พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนนายจ้าง มาติดต่อที่ศูนย์รับแจ้งซึ่งจะเปิดเร็วที่สุด เพียงแค่เขียนเอกสารยื่นคำร้องแผ่นเดียว ยื่นเอกสารกลับบ้านได้เลย ถ้าเป็นไปได้จะเปิดภายในเดือน ก.ค. เป็นเวลา 15 วัน แล้วปิดทันที โดยจะเปิดในกรุงเทพฯ 10 ศูนย์ และในทุกจังหวัดทั่วประเทศจะเปิดจังหวัดละ 1 ศูนย์ จะทำให้สะดวกรวดเร็วที่สุด คาดว่าจะมีตัวเลขแรงงานผิดกฎหมายที่ต้องมารายงานตัวไม่เกิน 1 ล้านคน

ส่วนแรงงานที่มีบัตรสีชมพูอยู่แล้วไม่ต้องมา เพราะอยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์สัญชาติ ขณะนี้มีแรงงานเมียนมากลุ่มบัตรชมพูผ่านการพิสูจน์สัญชาติออกซีไอไปแล้ว 1.9 แสนคน และยังยืดเวลาขอใบอนุญาตทำงานให้แรงงานที่ผ่านการตรวจสัญชาติแล้ว กลุ่มแรงงานทั่วไปขออนุญาตได้ถึง 31 มี.ค. 61 และกลุ่มแรงงานในกิจการประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำภายในวันที่ 1 พ.ย. 60 เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลน

“เวลา 15 วัน น่าจะเพียงพอที่จะให้นายจ้างกับลูกจ้างจูงมือกันมายื่นเอกสารกับทางราชการ ออกใบรับ 1 ใบแล้วกลับบ้าน ไม่ต้องคอยเจ้าหน้าที่จะคัดกรอง รายไหนที่ต้องมีการสัมภาษณ์ เพื่อจะพิสูจน์ความเป็นนายจ้างลูกจ้างก็จะต้องทำ รายไหนมีความชัดเจนก็จะเร็วขึ้น เมื่อคัดกรองแล้วจะออกเอกสารมีรูปลูกจ้างติดอยู่ เพื่อให้นำเอกสารไปเข้าสู่ขั้นตอนพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งขณะนี้เมียนมาร์ตั้งศูนย์พิสูจน์สัญชาติในไทย 5 ศูนย์ และกำลังจะมีการขยายเพิ่มอีก จนกว่าจะเหลือเมียนมาคนสุดท้ายจึงจะปิดศูนย์ แต่ถ้าดำเนินการไม่เสร็จใน 180 วัน ก็จะต้องมีมาตรการเสริม แต่มั่นใจว่าภายใน 31 มี.ค. ปีหน้า แรงงานต่างด้าวทุกคนจะเข้าอยู่ในระบบที่ถูกต้อง” นายวรานนท์ กล่าว.

 

ตาลุกวาว!! ทองร่วงต่อเนื่อง! ลดอีก 50 รูปพรรณขายบาทละ 20,200 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ค. 2560 18:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/995808

สมาคมค้าทอง ประกาศราคาทองไทย ณ เวลา 17.07 น. วันที่ 5 ก.ค. 2560 ร่วงลงอีก 50 บาท ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 19,600 ขายออกบาทละ 19,700 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,253.20 ขายออกบาทละ 20,200…

เมื่อเวลา 17.07 น. วันที่ 5 ก.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทยครั้งที่ 3 ปรับลดลงอีก 50 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 19,600 บาท ขายออกบาทละ 19,700 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,253.20 ขายออกบาทละ 20,200 บาท.

 

พาณิชย์ ยื่นอุทธรณ์ศาลปกครอง ชะลอขายข้าวเสื่อม ทำรัฐเสียหายมหาศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ค. 2560 18:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/995778

กรมการค้าต่างประเทศ ยื่นอุทธรณ์ศาลปกครองกลาง สั่งระงับขายข้าวเสื่อม ยันทำรัฐเสียหายมหาศาล และเอกชนที่ชนะประมูล 16 ราย สูญเสียทางธุรกิจ ตลาดข้าวพัง คิดเป็นตัวเงินไม่ได้ ลั่นถ้ารัฐชนะคดี จ่อฟ้องค่าเสียหายแน่…

เมื่อวันที่ 5 ก.ค. นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ระงับการประกวดราคาและการทำสัญญากับผู้ชนะการประมูลข้าวเข้าอุตสาหกรรมที่มิใช่คนบริโภค ที่เปิดประมูลเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา หลังจากที่บริษัท ที พี เค เอทานอล จำกัด ได้ยื่นฟ้องว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการอนุมัติ และถูกตัดสิทธิ์การเข้าร่วมประมูล ว่า เมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้ทำหนังสืออุทธรณ์คำสั่งทุเลาการบังคับคำสั่งทางปกครองต่อศาลปกครองกล่าวไปแล้ว โดยได้ยืนยันว่า การตัดสิทธิ์บริษัทดังกล่าวเป็นผู้ขาดคุณสมบัติการเป็นผู้เสนอซื้อเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะการประมูลมีการกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขไว้ชัดเจน และการประมูลทำถูกต้องตามกฎระเบียบ โดยเปิดประมูลมาแล้ว 27 ครั้งไม่เคยมีแต่ปัญหาใดๆ ยกเว้นครั้งที่ 26 ที่บริษัทนี้เข้าร่วม

ส่วนกรณีที่บริษัทระบุว่าการไม่ได้ซื้อข้าวรัฐ ทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงยากแก่การเยียวยานั้น กรมฯ ได้ยืนยันกับศาลฯ ว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตเอทานอล ซึ่งวัตถุดิบหลักในการผลิตไม่ใช่ข้าว แต่เป็นวัตถุดิบอื่น เช่น มันสำปะหลัง การที่บริษัทเข้าร่วมประมูลข้าว เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของบริษัทที่จะทำกำไรในทางธุรกิจ การไม่ได้ข้าวที่ประมูล และหากเกิดความเสียหายขึ้น ก็เป็นเพียงการคาดการณ์ของบริษัท ซึ่งอาจจะมาก-น้อย หรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ แต่ถ้ามีความเสียหาย ก็สามารถเรียกร้องค่าเสียหายต่อรัฐเพื่อขอรับการเยียวยาได้

อย่างไรก็ตามในทางกลับกัน การที่ศาลฯ ระงับการทำสัญญาซื้อขายข้าวกลุ่ม 2 หรือข้าวเสื่อมเข้าสู่อุตสาหกรรมที่คนบริโภคไม่ได้ กับผู้ชนะประมูล 16 ราย ปริมาณกว่า 2.07 ล้านตัน และระงับการประมูลขายข้าวกลุ่ม 3 หรือข้าวเสื่อมเข้าสู่อุตสาหกรรมที่คนและสัตว์บริโภคไม่ได้ รอบ 2 ที่จะประมูลวันที่ 17 ก.ค.นี้ กว่า 530,000 ตัน จะทำให้เกิดผลกระทบมากกว่า เพราะทำให้รัฐต้องเสียค่าเก็บรักษาเดือนละ 163 ล้านบาท เสียรายได้ที่ได้จากการขายข้าว 2.07 ล้านตัน ราว 11,376 ล้านบาท กระทบต่อเป้าหมายการระบายข้าวให้เสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้ อีกทั้งยังจะกระทบต่อสิทธิของผู้ชนะประมูลข้าวทั้ง 16 ราย ที่ยังไม่ได้ทำสัญญา ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านี้มีแผนการผลิต และแผนการขายอยู่แล้ว เมื่อไม่ได้ข้าวไปก็จะกระทบต่อแผนการทางธุรกิจ เกิดความเสียหายทางธุรกิจ

“ที่สำคัญ คำสั่งให้ชะลอขายข้าวจนกว่าคดีจะแล้วเสร็จนั้นยังไม่รู้ว่าจะนานแค่ไหน จากเดิมที่ตลาดรับรู้แล้วว่า รัฐจะระบายข้าวออกในเดือน ก.ค. และจะระบายให้หมดในเดือน ก.ย. ซึ่งจะกระทบต่อจิตวิทยาด้านการตลาด และกระทบต่อราคาข้าวเปลือกฤดูกาลใหม่ที่จะออกปลายปีนี้ ผลกระทบเหล่านี้เป็นผลกระทบในวงกว้างและใหญ่หลวง และเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว ไม่รู้ใครจะเยียวยารัฐและผู้ชนะประมูลทั้ง 16 ราย”

นอกจากนี้ ในประเด็นที่ศาลปกครองเห็นว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องระบายข้าวเสื่อมสภาพเหมือนข้าวคุณภาพดี ได้ยืนยันว่า ข้าวเสื่อมก็เป็นข้าวส่วนเกินที่กดทับตลาด ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ มีภาระค่าใช้จ่าย และกระทบต่อตลาดข้าว เพราะทำให้เกิดความกังวลต่อตลาดว่ารัฐมีข้าวเสื่อม และไม่รู้ว่าจะระบายออกมาเมื่อใด ทั้งๆ ที่ความกังวลนี้ได้หมดไปก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนี้ได้กลับมามีความกังวลเกิดขึ้นอีก

“กรมฯ หวังว่า การยื่นอุทธรณ์จะทำให้ศาลเห็นถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และถ้ามีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ก็จะหยุดความเสียหายได้ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็จะมีผลกระทบยาวตามที่ได้บอกไว้ การที่ศาลฯ มีคำสั่งชะลอการขายข้าว ก็เป็นเพียงการฟ้องร้องเพื่อประโยชน์ของบริษัทรายเดียวเท่านั้น ถ้าฟ้องร้องกันแล้วบริษัทชนะ รัฐสามารถเยียวยาให้ได้ แต่ถ้ารัฐชนะ บริษัทแพ้ รัฐจะฟ้องร้องค่าเสียหายจากบริษัท ซึ่งประเมินมูลค่าเป็นตัวเลขไม่ได้”.