กำลังซื้อครัวเรือนดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ต.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/758042

 

นายสมประวิณ มันประเสริฐ ที่ปรึกษาและหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กำลังซื้อของครัวเรือนมีแนวโน้มดีขึ้นในทุกภูมิภาค จากรายได้ท่องเที่ยวที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง และรายได้ภาคเกษตรที่ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดีขึ้น อีกทั้งยังได้รับผลบวกจากมาตรการส่งเสริมคุณภาพชีวิตเกษตรกรรายย่อย และการปรับขึ้นเงินเดือนลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ ขณะที่รายได้ภาคเกษตรจะฟื้นตัวชัดเจนขึ้น เมื่อภัยแล้งคลี่คลายลงและผลผลิตข้าวเริ่มออกสู่ตลาดในปลายปีนี้ ขณะเดียวกันฐานะการเงินของครัวเรือนทยอยฟื้นตัว เนื่องจากภาระหนี้จากรถคันแรกของครัวเรือนทยอยหมดลงนับจากปลายปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลให้กำลังซื้อของครัวเรือนเพิ่มขึ้น 8,000-12,000 บาท ส่วนการท่องเที่ยว คาดว่าจะยังมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปโดยประเมินว่าการแก้ไขปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญจะมีผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจีนระยะสั้น จึงยังคงคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีไว้ที่ 33.3 ล้านคน

นายสมประวิณกล่าวอีกว่า แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจผนวกกับทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกจะสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายของ ธปท.ที่ 1-4% ในเดือนธันวาคมปีนี้ จึงคาดว่า กนง.น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยในปีนี้เศรษฐกิจจะขยายตัว 3.2% และปี 2560 ขยายตัว 3.3%.

 

กรุงเทพประกันหั่นเป้าหมาย เจอแข่งขันตลาดรถยนต์โหด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ต.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/758037

 

นายอภิสิทธิ์ อนันนาถรัตน กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทปรับลดเป้าหมายเบี้ยประกันภัยรับปีนี้ลงเหลือ 16,665 ล้านบาท หรือเติบโต 5% จากเดิมที่กำหนดเป้าหมายไว้ที่ 18,000 ล้านบาท หรือเติบโต 13% โดยในช่วงครึ่งปีแรกมีเบี้ยประกันรับรวม 7,814 ล้านบาท ลดลง 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ในช่วง 6 เดือนแรก บริษัทมีกำไรสุทธิ 734.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.7%

“สาเหตุที่ปรับเป้าเบี้ยประกันรับลง เนื่องจากมีการแข่งขันด้านราคาประกันภัยรถยนต์ที่รุนแรง จากเดิมปีนี้ตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันภัยรถยนต์ติดลบอยู่แล้ว เป้าหมายใหม่ตั้งเบี้ยประกันภัยรถยนต์ติดลบเพิ่มอีก 2% หรือจากเดิมเบี้ยประกันภัยรถยนต์คิดเป็นสัดส่วน 42% ของเบี้ยรับรวม ล่าสุดปรับลดลงเหลือแค่ 40% ขณะที่โครงการขนาดใหญ่ของรัฐชะลอตัว ประกันภัยทรัพย์สินมีการแข่งขันราคาที่รุนแรง”

ทั้งนี้ ตลาดประกันภัยรถยนต์มีการแข่งขันราคาที่รุนแรง หลังจากมีผู้ประกอบการบางแห่งต้องการส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ตลาดประกันรถยนต์มีอัตราการเติบโตจำกัด จึงจำเป็นต้องแข่งขันด้านราคา เห็นได้จากประกันรถยนต์ประเภท 2+หรือ 3+บริษัทคิดเบี้ยในราคา 7,600-7,900 บาท แต่คู่แข่งเสนอขายในราคา 6,000 บาท ขณะที่ค่าแรงและค่าอะไหล่ปรับสูงขึ้น 7-10%.

 

ผู้ค้ารับซื้อขายทองคำซบเซา คนไม่มีกะจิตกะใจจับจ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ต.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/758036

 

นายพิชญา พิสุทธิกุล อุปนายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ช่วงนี้ภาวะการซื้อขายทองคำยังคงซบเซาต่อเนื่อง จากปกติที่ช่วงหลังออกพรรษาการซื้อขายทองคำหน้าตู้จะกลับมาคึกคักและต่อเนื่องไปถึงสิ้นปี เนื่องจากเกษตรกรเริ่มเก็บเกี่ยวผลิตผลการเกษตรและมีรายได้จากการขายสินค้า อีกทั้งช่วงที่เหลือของปีจะเริ่มมีเทศกาลงานบุญ งานกฐิน งานบวชและงานแต่งทำให้ประชาชนมาซื้อเครื่องประดับเพื่อสวมใส่ แต่หลังจากพระบาท สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต ทำให้ประชาชนไม่มีแก่ใจหรือไม่มีอารมณ์จับจ่ายใช้สอยซื้อเครื่องประดับ “แม้มีประชาชนต่างจังหวัดเดินทางเข้ากรุงเทพมหานครจำนวนมาก แต่ไม่ได้แวะมาที่เยาวราชเพื่อซื้อทอง แม้ช่วงนี้ราคาทองคำแท่งขายออกจะลดลงมาต่ำอยู่ที่บาทละ 21,000 บาท เพราะทุกคนต่างมุ่งไปที่พระบรมมหาราชวังเพื่อถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามสมุดหลวงเพื่อแสดงความอาลัย

นายพิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำเดือน ต.ค.59 อยู่ในระดับ 61.90 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือน ก.ย. 18.51% เนื่องจากราคาทองมีโอกาสปรับขึ้นได้ในเดือน ต.ค.นี้จากปัจจัยความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก, การอ่อนค่าของเงินบาท, ความต้องการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยและซื้อเพื่อทำกำไร ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่กดดันราคาทองคำยังคงเป็นเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ทั้งนี้ผู้ประกอบการประเมินราคาทองคําตลาดโลกกรอบสูงสุดอยู่ระหว่าง 1,341-1,380 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ออนซ์ และกรอบต่ำสุดอยู่ที่ 1,241-1,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ออนซ์ หรือคิดราคาในประเทศราคาสูงสุดอยู่ระหว่างบาท ละ 21,500-23,000 บาท และต่ำสุดอยู่ที่บาทละ 20,000-22,000 บาท.

 

รีดเงินแบงก์เฉพาะกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ต.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/758032

 

ครม.อนุมัติใช้เพิ่มทุน “ธนาคารอิสลาม”

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการปรับอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ตามร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 โดยเห็นชอบการกำหนดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจในอัตรา 0.25% ต่อปี ของยอดเงินที่ได้รับจากประชาชน โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2560 เป็นต้นไป ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากมติ ครม. เดิมเมื่อวันที่ 30 ก.ย.2558 ที่กำหนดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฯ 0.18% ต่อปี

ทั้งนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่ถูกกำหนดให้ต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ มีทั้งสิ้น 4 แห่งประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โดยที่ผ่านมามีการนำส่งไปแล้ว 2 ครั้ง ในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 ซึ่งสามารถเก็บเงินได้ 3,500 ล้านบาท ขณะที่งวดครึ่งแรกของปี 2559 เก็บเงินได้ 3,600 ล้านบาท ทำให้เงินสะสมที่เก็บได้ในขณะนี้มีอยู่ทั้งสิ้น 7,100 ล้านบาท

โดยวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บเงินนำส่งเข้ากองทุนฯเพิ่มขึ้นเป็น 0.25% ต่อปี ตั้งแต่ 1 ม.ค.2560 เป็นต้นไปนั้น จะทำให้เก็บเงินเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกปีละ 2,800 ล้านบาท ซึ่งนำไปสู่วัตถุประสงค์ของการสร้างความเข้มแข็งฟื้นฟูและช่วยสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ คือธนาคารอิสลามที่ต้องการเพิ่มทุนในระดับ 2,000-3,000 ล้านบาท

 

ชวนเที่ยวตามรอยพระบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ต.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/758027

 

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า จากการที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานตามหน้าที่ของตัวเอง และดำเนินกิจกรรมต่างๆไปตามความเหมาะสมนั้น ททท.ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการตลาดด้านการท่องเที่ยว จึงมีแนวคิดว่าการจัดกิจกรรมช่วงปีใหม่ของไทยในปีนี้ ควรปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับช่วงที่คนไทยยังอยู่ในช่วงการแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงเตรียมเสนอแนวคิดให้วันที่ 31 ธ.ค.เป็นวันแห่งกิจกรรมทำบุญและทำทานครั้งใหญ่ เพื่อแสดงพลังในการจงรักภักดีเป็นภาพประทับใจที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลก ซึ่งถือเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของนายกฯ ที่ไม่ต้องการให้กิจกรรมต่างๆที่ต่อเนื่องกับสภาพเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักลง

ทั้งนี้ ตามแนวคิดเบื้องต้นจะขอความร่วมมือกรุงเทพมหานคร ใช้พื้นที่บริเวณท้องสนามหลวง, ถนนราชดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม จัดกิจกรรมวันที่ 31 ธ.ค. ช่วงเช้าประกอบด้วยการทำบุญตักบาตร และต่อมาจัดกิจกรรมสาธารณกุศลต่างๆ เช่น การเปิดโรงทาน, ทำกิจกรรมทำความสะอาด หรือเก็บขยะบริเวณโดยรอบ ขณะที่ช่วงเย็นที่เข้าสู่รอยต่อวันที่ 1 ม.ค. จะเชิญชวนชาวไทยและต่างชาติในจำนวนมากที่สุดมาร่วมสร้างพลังประวัติศาสตร์สวดมนต์ข้ามปีและจุดเทียนรำลึกถึงรัชกาลที่ 9 ตลอดบริเวณสนามหลวงถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม

นางสุจิตรา จงชาณสิทโธ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า ในปี 2560 ททท.จะปรับแผนทำตลาดท่องเที่ยวในประเทศใหม่ จากเดิมที่จะเน้นการโปรโมตการท่องเที่ยวข้ามภูมิภาค จะเปลี่ยนไปเป็นการโปรโมตการท่องเที่ยว 70 เส้นทางตามรอยพระบาท ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เน้นการพัฒนาโครงการต่างๆให้เป็นไปตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงและเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปพร้อมๆกันด้วย

“แผนการทำตลาดในประเทศ หลังจากนี้เราก็จะมีการหารือ กับภาคเอกชนและแจ้งว่าจะทำตลาดท่องเที่ยวประชาสัมพันธ์ การท่องเที่ยว 70 เส้นทางตามรอยพระบาท ตามรอยพระราช กรณียกิจเพื่อให้ระลึกถึงพระองค์ท่าน และในส่วนของโครงการท้าเที่ยวข้ามภาค ที่เดิมใช้พรีเซ็นเตอร์โปรโมต คือ ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี นั้น ก็จะนำติ๊กมาโปรโมตการท่องเที่ยว 70 เส้นทางตามรอยพระบาทแทน”.

 

เปิดทางทายาทรับกรรมสิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ต.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/758026

 

หลังใช้มา 40 ปี!รัฐแก้กฎหมาย ส.ป.ก.ฉบับใหม่

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฉบับใหม่ ซึ่งจะมีผลกับเกษตรกรทั่วประเทศไทยกว่า 8 ล้านคน หรือ 2.1 ล้านครัวเรือน โดยปัจจุบันมีพื้นที่ ส.ป.ก.ประมาณ 34 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 25% ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมดของไทย สำหรับสาเหตุของการแก้ไขกฎหมายเนื่องจาก พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินฉบับเดิมใช้มาตั้งแต่ปี 2518 หรือประมาณ 40 ปีแล้ว จึงต้องปรับปรุงให้ทันสมัย ให้บริการประชาชนได้รวดเร็วและดีขึ้น นำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาที่ทำให้การปฏิบัติงานของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ขาดความคล่องตัว และไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ในเรื่องการใช้จ่ายเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อจัดซื้อจัดหาที่ดินและการจัดที่ดิน รวมถึงการโอนและตกทอดมรดกสิทธิ์ในที่ดิน รวมถึงการควบคุมขนาดเนื้อที่และการใช้ประโยชน์ในที่ดิน

“สาระสำคัญของการปรับแก้กฎหมาย จะแตกต่างจากเดิม คือ เป็นครั้งแรกที่ ส.ป.ก.มีอำนาจในการจัดซื้อที่ดินนอกเขตปฏิรูปที่ดิน ขณะที่ในอดีต ส.ป.ก.มีอำนาจจัดการเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเท่านั้น ต่อไปประชาชนที่อยู่นอกเขตปฏิรูปที่ดินจะสามารถขายที่ดินให้ ส.ป.ก.มาจัดสรรให้เกษตรกรที่ขาดที่ดินทำกินได้ ขณะเดียวกันเรื่องข้อจำกัดในการใช้เงินกองทุนปฏิรูปที่ดิน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1,000 ล้านบาท ในอดีตไม่สามารถใช้เงินกองทุนมาจ่ายชดเชยค่าที่ดินให้เกษตรกรที่ไม่ต้องการทำการเกษตรในพื้นที่ ส.ป.ก.ที่ถือครองได้ แต่กฎหมายใหม่ให้ดำเนินการได้”

นอกจากนี้กฎหมายฉบับใหม่ยังให้อำนาจคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจำแนกเขตที่ดินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ประเภทต่างๆ เช่น ที่ดินเพื่อทำการเกษตร ที่ดินเพื่อใช้ร่วมกันในพื้นที่ เช่น ถนน แหล่งน้ำ หรือที่ดินเพื่อการอื่น เช่น วัด โรงเรียน สถานที่ ราชการ ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ขณะที่อำนาจในการควบคุมที่ดิน ที่ประกาศเป็นพื้นที่ ส.ป.ก.และจัดสรรไปแล้วในกฎหมายฉบับใหม่ จะเอื้อให้ทายาทโดยธรรมสามารถรับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ส.ป.ก.ต่อไปได้ แม้ทายาทโดยธรรมจะไม่ได้เป็นเกษตรกรก็ตาม.

 

ธ.ไทยพาณิชย์กำไรไตรมาส3พุ่ง27.9% รายได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/758022

 

นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารยังคงรักษาผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 59 ได้ดีพอสมควรสำหรับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ก่อนสอบทาน มีกำไรสุทธิ 11,533 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 58 เป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กำไรจากเงินลงทุนและการตั้งสำรองหนี้สูญลดลงอย่างมาก เนื่องจากไตรมาส 3 ปีที่แล้ว มีรายการพิเศษจากการตั้งสำรองหนี้สูญลูกหนี้ขนาดใหญ่และการขายเงินลงทุน โดยธนาคารมีกำไรสุทธิงวด 9 เดือนแรกของปี 59 จำนวน 34,897 ล้านบาท ลดลง 1.4% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 58 โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิตามงบการเงินรวมไตรมาส 3 ปี 59 มีจำนวน 22,214 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.7% จากงวดปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นผลจากการที่ธนาคารบริหารต้นทุนเงินฝากได้ดีขึ้นรวมถึงการโตของสินเชื่อ 5.3% จากปีก่อน

ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยตามงบการเงินรวมลดลง 37.6% เมื่อเทียบกับช่วงปีก่อน เนื่องจากงวดปีก่อนมีการบันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุนตราสารทุนจำนวนมาก หากไม่รวมกำไรจากเงินลงทุนดังกล่าว รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น 4.3% ขณะที่อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมไตรมาสนี้อยู่ที่ 2.85% ลดลงเล็กน้อยจาก 2.89% สิ้นปี 58 แต่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 2.77% จากสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร ธนาคารตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 7,012 ล้านบาท ทำให้อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นเป็น 128.9% สิ้นไตรมาส 3
ด้านธนาคารทหารไทยรายงานไตรมาส 3 มีกำไรสุทธิ 1,845.16 ล้านบาท ลดลงจากงวดปีก่อนที่มีกำไร 2,815.23 ล้านบาท ส่วนงวดรวม 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 6,087.87 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่มีกำไร 6,712.41 ล้านบาท.

 

“ข้าว”พระราชา พระบิดาข้าวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/757183

 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ 9 กับ “การพัฒนาข้าวไทย”…พระยุคลบาทยาตรา ปวงประชาเป็นสุข ทรงทุ่มเทพระวรกาย อุทิศกำลังความคิด เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของ “ชาวนา” ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีกำลังใจในการทำนาปลูก “ข้าว”

กล่าวได้ว่า ที่ใดเดือดร้อน ณ ที่นั่นจะมีพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปทรงช่วยเหลือ นับเป็นบุญของประชาชนชาวไทยทั้งแผ่นดินที่ได้อยู่ใต้ร่มพระบารมี ซึ่งมิอาจหาสถานที่ใดในโลกเสมอเหมือนได้ “คนไทย”…ทุกคนควรระลึกถึง

พระมหากรุณาธิคุณ ช่วยแบ่งเบาด้วยการช่วยเหลือตัวเอง ช่วยเหลือชุมชน“รัก” และ “สามัคคี” กัน โดยนึกถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ

มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ www.thairice.org บันทึกไว้ว่า

กว่าจะมาถึงวันนี้…วันที่ “ข้าวไทย” มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศโดยเฉพาะ “ข้าวหอมมะลิ” ได้รับคำกล่าวขวัญว่าเป็นข้าวที่อร่อยที่สุดในโลก

กว่าจะมาถึงวันนี้…วันที่ “ชาวนา” มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงดูครอบครัว มีขวัญกำลังใจ มีรอยยิ้มเบิกบาน มีความภาคภูมิใจที่ได้เกิดเป็น “ชาวนา”

ความร่มเย็นเป็นสุขที่เกิดขึ้นนี้ เพราะพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงอุทิศพระองค์ช่วยเหลือชาวนาและพัฒนาข้าวไทยในทุกๆด้าน

อนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว บอกว่า ในหลวงกับข้าวไทย ปีนี้กรมการข้าวเทิดพระเกียรติให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช เป็น “พระบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย” เสนอ ครม.ไปแล้วเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว อยู่ในกระบวนการที่กำลังเสนอสำนักนายกฯประกาศในราชกิจจานุเบกษา

“พระองค์ท่านเป็นองค์อุปถัมภ์ในเรื่องการวิจัยข้าว โครงการส่วนพระองค์ที่วิจัยด้านข้าวมายาวนาน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง 6 แห่ง ก็จะมีเรื่องข้าวเป็นหลักด้วยข้าวเกี่ยวข้องกับชาวนา คนไทย ประเทศไทย รวมทั้งงานในพระราชดำริ โครงการหลวงต่างๆก็ทำเกี่ยวกับข้าวเยอะมาก ที่พระองค์ท่านมีพระราชดำริ พระราชกระแสรับสั่ง…”

“พระบิดาเรื่องข้าว” พระองค์ท่านได้รื้อฟื้น “พระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” เป็นขวัญกำลังใจกับชาวนา ในเรื่องธนาคารเมล็ดพันธุ์…พันธุ์ข้าวพระราชทานที่กระจายไปสู่ชาวนาไทย ให้รู้จักการใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพเป็นปัจจัยหลัก งานที่กรมการข้าวสนองตามพระราชดำริ ตามโครงการ ตามพระราชกระแสรับสั่งมากมายในเรื่อง “ข้าว”…เป็นที่ประจักษ์ มีกระแสพระราชดำรัสหลายครั้งหลายคราที่ทุกคนน้อมนำมาปฏิบัติจนถึงทุกวันนี้

ภารกิจกรมการข้าว การสนองน้อมนำพระราชกระแสปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ ที่มารองรับ เรื่อง “ข้าว” นอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้วยังเป็นเรื่องของวิถีชีวิต เป็นมิติทางวัฒนธรรม

ดำเนินการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวชาวเขาบนที่สูงให้เพิ่มผลผลิตให้พอเพียงกับความต้องการ นาขั้นบันไดก็เป็นพระราชดำริเพื่อแก้ปัญหาการทำไร่เลื่อนลอย “เกษตรทฤษฎีใหม่” มีนาข้าวในระบบ ข้าวกับน้ำ

เป็นสิ่งที่คู่กัน…แม้กระทั่งการน้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ก็เป็นแนวทางที่กรมการข้าวรับมาปฏิบัติ

“ข้าว” กับประเทศไทย…วิถีชีวิตคนไทยมีหลายมิติที่ต้องมองให้ลึกซึ้งรอบด้าน

อนันต์ย้ำว่า ถ้าเรามองข้าวที่พูดถึง…ในมิติเป็นพืชเศรษฐกิจ ทำรายได้ ส่งออก แต่ในอีกหลายมุมยังมีมิติของความเป็นวิถีชีวิต วัฒนธรรม สังคม ค่อนข้างจะลึกซึ้ง…ส่วนใหญ่จะเป็นมิติทางสังคม วัฒนธรรมมากกว่า

“นาแปลงใหญ่” หนึ่งในโครงการที่ “กรมการข้าว” ดำเนินการมา 2 ปีแล้ว เอาชาวนามารวมกัน บริหารทรัพยากรร่วมกัน วางแผนการผลิตร่วมกัน เพื่อจะลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้น

สอดรับกับนโยบายในภาพใหญ่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งเน้นการบริหารจัดการ การเชื่อมโยงกับตลาด พุ่งเป้า “ลดต้นทุน เพิ่มการแข่งขัน”

ข้อมูลวันนี้ มีจำนวนนาแปลงใหญ่เสนอจัดตั้ง 391 แปลง ส่วนใหญ่ดำเนินการโดยกรมการข้าว และดำเนินการโดยหน่วยงานอื่นบางส่วน…

แยกย่อยเป็นศูนย์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรด้านข้าว 172 แปลง…เป็นศูนย์ข้าวชุมชน 312 แปลง โดยมีพื้นที่จำนวน 941,958.30 ไร่…และมีจำนวนเกษตรกรเข้าร่วม 63,727 ราย

ท่ามกลางวิกฤติธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น “น้ำท่วม” หรือ “ภัยแล้ง” อนันต์บอกว่า “นาแปลงใหญ่”…กับปัญหา “น้ำท่วม” ที่กำลังเผชิญ

ต้องบอกว่าไม่มีปัญหาเท่าไหร่ พิจิตรกับนครสวรรค์บางส่วนน่าจะ 3-4 แปลง ราว 2,000 ไร่ที่ได้รับผลกระทบ…ที่อยุธยามีแนวโน้มจะหลีกเลี่ยงเก็บเกี่ยวให้ทัน

“ตั้งแต่เริ่มรวบรวมเกษตรกรก็พยายามหาพื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้อย เพียงแต่รอบการปลูกที่ผ่านมาควรปลูกตั้งแต่เดือนเมษายน พฤษภาคม แล้วก็จะทันเก็บเกี่ยวเดือนสิงหาคม ก่อนกันยายนก็จะทันพอดี ไม่โดนน้ำท่วม แต่น้ำในเขื่อนไม่มี…บางส่วนก็ไม่ได้ปลูก บางที่ก็ปลูกล่าช้า ถึงวันนี้ทำให้ได้รับผลกระทบอยู่บ้าง”

วงรอบปกติ “นาแปลงใหญ่” ทำปีละไม่เกิน 2 รอบ เหมือนนาทั่วไป แต่รวมการบริหารจัดการ

ท่ามกลางดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน ถึงหน้าน้ำ…น้ำก็ท่วมรุนแรง ยามแล้งก็เดือดร้อนแสนสาหัส หลายคนพูดถึงการพัฒนา “ข้าวพันธุ์ทนแล้ง…สู้น้ำ” จริงๆแล้วเราทำมาอย่างต่อเนื่องร่วมกับหลายหน่วยงาน ทำมาก่อนหน้านี้กว่า 5 ปีแล้ว นับจากมีกระแสการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ พัฒนาพันธุ์มีทั้งพันธุ์ทนแล้ง ทนน้ำท่วมฉับพลัน

“กรมการข้าว”…ก่อตั้งเกิดขึ้นจากการผลักดันของพระบาทสมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในบรรยากาศเศร้า…รวมพลังข้าราชการกรมการข้าวพูดคุยกัน เราจะใช้โอกาสนี้น้อมนำกระแสพระราชดำรัส พระราชดำริ โครงการแนวคิดต่างๆมาประมวลในช่วงเดือนนี้ปีนี้เกี่ยวกับเรื่องข้าว

“ประมวลงานที่สนองพระองค์ท่านในเรื่องต่างๆดึงออกมาเดินหน้างานต่างๆ ส่วนไหนที่ค้างๆอยู่ให้สัมฤทธิผล ต้องเร่งรัดดำเนินการให้สำเร็จลุล่วง”อนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวทิ้งท้าย

“…ข้าวต้องปลูก เพราะอีก 20 ปี ประชากรอาจจะ 80 ล้านคน ข้าวจะไม่พอ ถ้าลดการปลูกข้าวไปเรื่อยๆ ข้าวจะไม่พอ เราจะต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศ เรื่องอะไรประชาชนคนไทยไม่ยอม คนไทยนี้ต้องมีข้าว แม้ข้าวที่ปลูกในเมืองไทยจะสู้ข้าวที่ปลูกในต่างประเทศไม่ได้ เราก็ต้องปลูก”

ความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโครงการพัฒนาพื้นที่บ้านโคกกูแวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส พ.ศ.2536

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวนาไทย ทรงทุ่มเทพระวรกายบำเพ็ญพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาข้าวไทยและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาไทย

ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆเกี่ยวกับ “ข้าว” และ “ชาวนา” มากมาย

พระองค์ท่านมีสายพระเนตรอันกว้างไกลเพื่อ “ชาวนา” จึงทำให้…“แผ่นดินไทย” กลายเป็น… “แผ่นดินทอง” ความทุกข์ยากลำบากแปรเปลี่ยนเป็นความสุขสบาย อยู่แบบ…“พอเพียง”.

 

ไออาร์พีซี ปลื้ม ติดอันดับดัชนีความยั่งยืนดาวน์โจนส์ 3 ปีซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ต.ค. 2559 03:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/758082

 

ไออาร์พีซี รับคัดเลือกเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (DJSI) เป็นที่ยอมรับในระดับโลก กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันและก๊าซ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3…

เมื่อวันที่ 18 ต.ค. นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการดำเนินธุรกิจให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน และด้วยมาตรฐานการปฏิบัติงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้ IRPC ได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวน์โจนส์ (DJSI) กลุ่มตลาดเกิดใหม่ หรือ DJSI Emerging Market ในกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันและก๊าซ ประจำปี 2016 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

สำหรับดัชนีดังกล่าวเป็นเกณฑ์พิจารณาการลงทุนที่เป็นการยอมรับในระดับสากล ซึ่งผลจากการได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นสมาชิก DJSI นี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของ IRPC ในการดำเนินธุรกิจด้านปิโตรเคมีครบวงจร บนความสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อเป็นองค์กรที่ยั่งยืนชั้นนำในระดับประเทศและระดับโลก

พร้อมยืนยัน IRPC ให้ความใส่ใจกับผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน และดูแลอย่างเป็นธรรมตลอดการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน ชุมชน คู่ค้า พนักงาน หรือแม้แต่แรงงานทั่วไปของบริษัท รวมถึงการสร้างให้พนักงานทุกระดับมีความตระหนักรับผิดชอบในหน้าที่ปฏิบัติงานอย่างมืออาชีพ คำนึงถึงความปลอดภัย เลือกใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า มีความคิดสร้างสรรค์และริเริ่มนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้บริโภค เช่น การผลิตเม็ดพลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน จึงสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีไปพร้อมกับสังคมและประเทศไทยได้อย่างยั่งยืนตลอดไป.

 

พาณิชย์ กำหนดราคาขั้นต่ำส่งออกมันแปรรูป หวังดึงราคาหัวมันสดในประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ต.ค. 2559 23:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/757562

 

พาณิชย์ กำหนดราคาขั้นต่ำส่งออกแป้งมัน ตันละ 320 เหรียญสหรัฐ มันเส้น ตันละ 180 เหรียญสหรัฐ หวังดึงราคาหัวมันสดให้ได้โลละ 1.90 บาท หลังพบผู้ส่งออกขายตัดราคากันเอง ฉุดราคาหัวมันสดดิ่ง ลั่น ใครไม่ทำตาม เตรียมให้เก็บสต๊อกเพิ่ม พร้อมงัดกฎหมายจัดการ …

วันที่ 18 ต.ค. 59 นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการจัดทำมาตรการเร่งด่วน เพื่อยกระดับราคาหัวมันสำปะหลังสด ว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้กำหนดราคาขั้นต่ำในการส่งออกแป้งมัน ในราคา FOB (ราคา ณ ท่าเรือ) ไม่ต่ำกว่าตันละ 320 เหรียญสหรัฐ และมันเส้นตันละ 180 เหรียญฯ เพราะขณะนี้ ผู้ส่งออกไทยแข่งกันขายตัดราคากันมาก ทำให้ราคาหัวมันสดในประเทศ ลดลงมาอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 1.50-1.60 บาทเท่านั้น จากปีก่อน ที่กิโลละ 2 บาทกว่า โดยราคาขั้นต่ำดังกล่าว เมื่อทอนเป็นราคาหัวมันสด จะช่วยให้เกษตรกรขายได้ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 1.90 บาท จากราคาหัวมันสดปัจจุบันที่ กิโลละ 1.50-1.60 บาท และในระยะต่อไป จะขยับราคาขั้นต่ำเพิ่มขึ้น เพื่อดึงให้ราคาหัวมันสดเพิ่มขึ้นไปอีก

สำหรับการกำหนดราคาขั้นต่ำนั้น คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ ตั้งแต่เดือน พ.ย.นี้ เป็นต้นไป เพราะเป็นช่วงที่ผลผลิตกำลังออกสู่ตลาด หากผู้ส่งออกยังส่งออกในราคาต่ำกว่าราคาขั้นต่ำที่กำหนด กระทรวงฯ จะใช้มาตรการตั้งแต่เบาไปหาหนัก โดยจะเริ่มจากกำหนดให้ผู้ส่งออก ต้องเพิ่มปริมาณการเก็บสต๊อกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง จากเดิมที่กำหนดในอัตราส่วน 1 ต่อ 1.5 คือ หากจะส่งออก 1 ตัน ต้องเก็บสต๊อก 1.5 ตัน ก็จะเพิ่มเป็น 1 ต่อ 2 และหากยังขายราคาต่ำอยู่อีก จะใช้มาตรการทางกฎหมาย แต่จะใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนี้ กระทรวงฯ จะรณรงค์ให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ ชะลอการขุดมันในช่วงนี้ออกไปขาย เพื่อรอให้ผลผลิตมีคุณภาพ และมีเชื้อแป้งได้ตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะขายได้ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัม (กก.) ละ 2 บาท ส่วนเกษตรกรที่ต้องชำระหนี้ หรือคืนเงินกู้ในช่วงที่รอเก็บเกี่ยวผลผลิต ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีมาตรการพักชำระหนี้เงินต้นและลดดอกเบี้ย โดยจะขยายเวลาชำระเงินต้นให้ เป็นเวลา 2 ปี และลดดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 3 ต่อปี และหากมีความต้องการใช้เงิน ยังสามารถขอกู้เงินได้รายละไม่เกิน 20,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 0.5 ต่อเดือน

นอกจากนี้ กระทรวงฯ มีแผนที่จะเดินทางไปเจรจาขยายตลาดสินค้ามันสำปะหลังในอินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งมีความต้องการนำเข้าแป้งมันสำปะหลัง มันเส้น มันอัดเม็ด และกากมันอัดเม็ดจากไทยจำนวนมาก คาดว่าจะสามารถหาตลาดรองรับผลผลิตได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ได้จัดให้มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจสินค้ามันสำปะหลังกับผู้ซื้อในต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 13-16 พ.ย.นี้ด้วย