คนชายขอบรออีกนิด กสทช.เร่งจัด สัญญาณโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต เต็มสูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.ค. 2560 14:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/993968

กสทช. เผย ผู้สนใจซื้อซองประมูลโครงการ USO เพื่อให้มีสัญญาณโทรศัพท์-อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน คาดเริ่มใช้งานเดือน ธ.ค. นี้ 15% และเต็มรูปแบบประมาณ ก.ค. 61

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า หลังจากสำนักงาน กสทช. เปิดขายซองประกวดราคาโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ หรือ USO จำนวน 3,920 หมู่บ้าน ในวันที่ 20 – 29 มิ.ย.60 ที่ผ่านมา

สำหรับขั้นตอนต่อไปสำนักงาน กสทช. กำหนดให้มีการยื่นซองข้อเสนอทางเทคนิคของทั้ง 8 สัญญาในวันที่ 17 ก.ค. 60 และจะจัดให้มีการประกวดราคา โดยใช้วิธีการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Auction โดยอาศัยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 ในวันที่ 1 ส.ค. 60

ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญาได้ในเดือน ส.ค.60 เริ่มเปิดให้บริการได้ตั้งแต่เดือน ธ.ค.60 ไม่น้อยกว่า 15% ของหมู่บ้านเป้าหมาย และจะให้บริการครบทั้ง 3,920 หมู่บ้านภายในเดือน ก.ค. 2561

 

ทองไทยเปิดตลาด ร่วง 200 รูปพรรณ ขายบาทละ 20,250

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.ค. 2560 09:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/993410

ทองไทยเปิดตลาด ราคาปรับลง 200 ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 19,650 ขายออกบาทละ 19,750 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,298.68 ขายออกบาทละ 20,250…

วันที่ 4 ก.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.26 น. ราคาลดลง 200 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 19,650 ขายออกบาทละ 19,750 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,298.68 ขายออกบาทละ 20,250 บาท…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การซื้อขายสัญญาทองคำ ในตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลง แตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 8 สัปดาห์เมื่อคืนวันที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมา คาดว่าได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ การพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งผลให้นักลงทุนลดการถือครองทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย

 

ส่อวิกฤติ! สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านโล่ง รอม.44 แก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.ค. 2560 08:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/993328

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านรับโล่งใจ หลังรัฐบาลงัด ม.44 ชะลอใช้ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว นายกสมาคมฯ จี้รัฐก่อนออกกฎหมายมาบังคับควรพิจารณารอบคอบ ระบุปัญหาแรงงานภาคการก่อสร้างเข้าขั้นวิกฤติหนักถึงขั้นแย่งคนงานต่างด้าวในแต่ละไซต์งาน

นายพิชิต อรุณพัลลภ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่า กรณีที่รัฐบาลได้ออก พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่าง พ.ศ.2560 และล่าสุดได้มีคำสั่งตามมาตรา 44 เพื่อชะลอหรือเลื่อนการบังคับใช้บางมาตราที่มีบทลงโทษรุนแรงไปก่อนนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี และสะท้อนได้ว่าภาครัฐได้เข้าใจความเดือดร้อนของทุกฝ่ายพร้อมกับหาแนวทางดำเนินการไม่ให้ทุกฝ่ายได้รับความเดือดร้อน

“ทางสมาคมฯ เห็นด้วยที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายแรงงานต่างด้าวอย่างจริงจัง หรือมองในประเด็นเรื่องของความมั่นคงของประเทศ แต่ก่อนที่รัฐบาลจะปรับระดับความรุนแรงในการบังคับใช้กฎหมาย อยากให้รัฐบาลพิจารณาปัญหาในการทำ MOU ที่ผ่านมารวมถึงผลกระทบให้รอบด้านก่อนเพื่อให้ได้ข้อมูล ข้อเท็จจริงซึ่งภาคเอกชนก็มีความพยายามที่จะทำให้ถูกกฎหมายอยู่แล้ว”

นายพิชิต กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมารัฐบาลยังขาดความพร้อมด้านประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและสนับสนุนการทำ MOU ซึ่งทำให้เกิดช่องโหว่ในการปฏิบัติจริง ส่วนผลกระทบต่อภาคธุรกิจก่อสร้างและธุรกิจรับสร้างบ้านนั้น ผู้ประกอบการรับจ้างก่อสร้างได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็น เอสเอ็มอี (SME) ซึ่งมีซับคอนแทรคที่ต้องพึ่งแรงงานต่างด้าวเป็นส่วนประกอบสำคัญ

นอกจากนี้ กลุ่มนี้มีศักยภาพจำกัดทั้งเวลาและเงินทุนอีกทั้งแรงงานในกลุ่มก่อสร้างเป็นแรงงานระบบเปิด คือมีการเคลื่อนย้ายถ่ายเทตลอดเวลา กล่าวคือ เมื่อซับคอนแทรคบางรายที่มีข้อจำกัดแล้วได้รับผลกระทบเขาก็ไม่สามารถที่จะรับงานได้ก็กระทบทั้งต่อบริษัทรับสร้างบ้านและผู้บริโภค

“ปัจจุบันปัญหาแรงงานในภาคอสังหาริมทรัพย์รวมถึงธุรกิจก่อสร้างกำลังประสบปัญหาใหญ่เข้าขั้นวิกฤติ มีภาวะขาดแคลนแรงงานในทุกกลุ่ม ทั้งระดับหัวหน้าคุมงาน แรงงานระดับช่างฝีมือ และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แม้กระทั่งแรงงานที่ไร้ฝีมือยังขาดแคลน และหากการก่อสร้างในโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ทั้งโครงการรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง ที่ได้รับอนุมัติได้ เริ่มลงมือก่อสร้างเมื่อไหร่ความต้องการพึ่งพาแรงงานนั้นจะสูงมาก ซึ่งอาจถึงขั้นต้องแย่งตัวแรงงานต่างด้าวที่ประจำในแต่ละไซต์งาน”

 

กูรูชี้ ครึ่งหลังศก.ไทยดี ได้แรงหนุนภาคเกษตร ปลดโครงการรถคันแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.ค. 2560 08:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/993293

บลจ.ไทยพาณิชย์ มอง เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ได้รับแรงหนุนจากภาครัฐ การฟื้นตัวของเกษตรกร โครงการรถคันแรกที่ทยอยครบกำหนด แนะนักลงทุนทยอยลงทุนหุ้นไทย หากรับความเสี่ยงได้แบ่งพอร์ตลุยหุ้นต่างประเทศ

นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBAM กล่าวถึงภาพรวมการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวมขยายตัวดีขึ้นสนับสนุนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงนับเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุน นำโดยเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ที่มีแนวโน้มการจ้างงานปรับตัวดีต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสขยายตัวดีกว่าที่ประเมินจากนโยบายของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ อาทิ นโยบายการปรับโครงสร้างภาษี และการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ต่างๆ ของภาคการเงิน เป็นต้น

ส่วนยุโรป เรายังเห็นการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขยายสินเชื่อของภาคการเงิน เริ่มกลับมาเป็นกลจักรเดินเครื่องเศรษฐกิจ ขณะที่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ก็ได้รับปัจจัยบวกจากภาคการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นตามเศรษฐกิจโลก ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ฟื้นตัวก็ส่งผลบวกต่อเนื่องถึงกำไรบริษัทของประเทศเศรษฐกิจหลัก อาทิ ประเทศจีน ซึ่งส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นเอเชีย

นายสมิทธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเศรษฐกิจไทย ได้รับปัจจัยบวกหลักมาจากความต่อเนื่องของนโยบายการลงทุนภาครัฐ และคาดว่าจะมีการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศจากรายได้ภาคการเกษตรฟื้นตัว หรือการครบอายุ 5 ปีของโครงการรถยนต์คันแรก

ขณะที่ ภาคการส่งออกของไทยจะได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีการปรับตัวดีขึ้น ซึ่งโดยรวมเป็นปัจจัยบวกต่อการปรับตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นโลกโดยรวมยังได้รับปัจจัยบวก จากภาวะเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่มีการปรับตัวดีขึ้น โดยตลาดหุ้นเอเชียมีความน่าสนใจลงทุนเนื่องจากราคาหุ้นยังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว

ทั้งนี้ หากดูจากผลตอบแทนของตลาดหุ้น จะพบว่าปรับตัวขึ้นมาแล้วค่อนข้างมากในหลายๆ ตลาด ดังนั้นการลงทุนในตลาดหุ้นนั้น นักลงทุนควรจะใช้กลยุทธ์ทยอยสะสม เพื่อเฉลี่ยต้นทุนโดยหาจังหวะเพิ่มการลงทุนเมื่อตลาดหุ้นปรับฐานจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ หรือเมื่อปัจจัยเสี่ยงมีความชัดเจนมากขึ้น อาทิ เรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด, การลดงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือประเด็นการเมือง เป็นต้น

สำหรับ ตลาดหุ้นไทยหากคำนวณผลตอบแทนนับตั้งแต่ปี 2016 ยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงมากในตลาดภูมิภาค โดยอยู่ที่ 23.2% ขณะที่ราคาหุ้นยังใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของภูมิภาค ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายกลับมาลงทุนยังไม่สูง ดังนั้นนักลงทุนอาจจะพิจารณากระจายการลงทุนบางส่วนไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดหุ้นมีความผันผวน อาทิ แนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ หรือ เฟด มีเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่าง 1.25 – 1.50% ในปีนี้ จากระดับ 0.75 – 1.0% ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสที่เฟดจะส่งสัญญาณทยอยลดวงเงินที่อัดฉีดเข้ามาในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับตั้งแต่วิกฤติทางการเงินปี 2008 ขณะที่ปัญหาการเมืองยุโรปแม้จะมีความผ่อนคลายลงหลังการเลือกตั้งฝรั่งเศส แต่ในปีนี้ยังคงมีการเลือกตั้งในประเทศใหญ่ที่ต้องจับตา ได้แก่ เยอรมนี หรือ อิตาลี ที่อาจจะจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนด

ตั้งเป้าขยายธุรกิจเจาะกลุ่ม Digital Age

นายสมิทธ์ กล่าวว่า สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจของ บลจ.ไทยพาณิชย์ ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เรายังให้ความสำคัญกับการให้คำแนะนำการลงทุนครบวงจรผ่านการจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับ Customer Profile และระดับความเสี่ยงที่ลูกค้าแต่ละรายยอมรับได้ มุ่งเน้นกระบวนการเสนอขายที่เข้มข้นยิ่งขึ้น และเป้าหมายที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ การมุ่งขยายฐานลูกค้ารายใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Digital Age โดยเริ่มจากการให้ความรู้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งจะให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังนี้

 

ต่างชาติแห่ซื้อตราสารหนี้ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/993105

ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนลด!

นายสุรัตน์ จิรจรัสพร หัวหน้าฝ่ายบริการราคาตราสารหนี้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยว่า ช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มีเงินไหลเข้าซื้อสุทธิตราสารหนี้ระยะยาว 124,000 ล้านบาท มากกว่าครึ่งปี 2559 ที่มีเงินไหลเข้าซื้อสุทธิตราสารหนี้ระยะยาว 46,500 ล้านบาท เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสาเหตุมาจากต้นทุนทางการเงินระหว่างเงินดอลลาร์สหรัฐฯกับค่าเงินบาทถูกกว่าในอดีตมาก และอัตราผลตอบแทนจากตราสารหนี้ระยะยาว (yield) ของไทยอยู่ในระดับสูง และยังได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท “ถือเป็นการได้กำไร 2 ต่อ ทั้งจากอัตราแลกเปลี่ยน และผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ ยิ่งมองแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะอยู่ในระดับต่ำ ผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรก็จะสูง ส่วนความกังวลในการผิดนัดชำระหนี้ของตราสารหนี้ ไม่มีอะไรที่น่ากังวล เพราะตั้งแต่เดือน ธ.ค.2559 ถึงปัจจุบัน มีการผิดนัดชำระหนี้มีเพียง 6 บริษัทเท่านั้น คิดเป็นเพียง 0.13% ของมูลค่าตราสารหนี้คงค้างที่ 3.3 ล้านล้านบาท แต่ที่เป็นข่าวใหญ่โต เพราะเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และ 2 ใน 6 เป็นบริษัทที่มีการจัดอันดับเรตติ้งตราสารหนี้”

ด้านนายสันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ ในฐานะผู้แทนสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนประจำเดือน ก.ค.ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 100.01 ปรับตัวลดลงเพียงเล็กน้อย 1.62 % จากเดือนที่ผ่านมา แต่ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนรายบุคคลปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่กลุ่มโบรกเกอร์หรือบริษัทหลักทรัพย์ไม่เปลี่ยนแปลง ด้านนักลงทุนสถาบันภายในประเทศมีความเชื่อมั่นปรับลงเล็กน้อย เช่นเดียวกับนักลงทุนต่างประเทศ ปัจจัยที่กังวลคือนโยบายการเงินสหรัฐฯ และปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ.

 

เจ้าของรถถูกเพิกถอนทะเบียนฟังทางนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/993100

ขนส่งทางบกแนะร้องสิทธิ์ตามกฎหมาย

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ตามที่สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนรถขายทอดตลาดของกรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) 605 คัน เนื่องจากเป็นการยื่นเอกสารเท็จของกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างการขายรถทอดตลาดของ ขส.ทบ.นั้น เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลประชาชน ตลอดจนคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายของผู้ครอบครองรถที่ได้รับผลกระทบจากการแอบอ้างของกลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าวจึงได้จัดเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานขนส่งจังหวัดอำนวยความสะดวกและให้คำแนะนำขั้นตอนการดำเนินการเพื่อเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายกับผู้นำรถมาจำหน่ายโดยมิชอบแก่ผู้ครอบครองรถที่ซื้อรถมาโดยสุจริต

โดยล่าสุดกรมการขนส่งทางบกได้จัดส่งหนังสือแจ้งเพิกถอนการจดทะเบียนรถทั้งหมดไปยังผู้ครอบครองรถแล้ว ดังนั้น ให้นำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับตัวรถทั้งหมด ได้แก่ คู่มือจดทะเบียนรถ เครื่องหมายแสดงการเสียภาษี และแผ่นป้ายทะเบียนรถ ติดต่อด้วยตนเองเท่านั้น ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดที่รถนั้นอยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน หรือติดต่อขอรับคำแนะนำกับสำนักงานขนส่งจังหวัดที่รถนั้นอยู่ในความรับผิดชอบ หรือติดต่อขอข้อมูลจาก ขส.ทบ. ถ.ติวานนท์ จ.นนทบุรี ส่วนกรณีผู้ประกอบการเต็นท์รถมือสอง ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะมีรถบางส่วนที่มาจากการยื่นเอกสารประมูลขายทอดตลาดเท็จดังกล่าว สามารถขอตรวจสอบข้อมูลตัวรถได้กับกรมการขนส่งทางบก เพื่อป้องกันการครอบครองรถผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนร่วมพิทักษ์สิทธิด้วยการซื้อรถที่ถูกต้องตามกฎหมาย อย่าหลงเชื่อซื้อรถที่มีราคาถูกเกินจริง รวมทั้งการซื้อขายรถที่มีเอกสารการได้มาของตัวรถไม่ชัดเจน ไม่แนะนำให้ซื้อขายด้วยวิธีการโอนลอย แนะนำให้ดำเนินการทางทะเบียน หรือนำรถเข้าตรวจสภาพด้วยตนเอง เพราะอาจได้รับเอกสารปลอมและรถที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยอาจเป็นรถที่ไปก่ออาชญากรรม หรือไปพัวพันคดียาเสพติด รวมทั้งเกี่ยวข้องกับคดีผิดกฎหมาย.

 

คนมีหนี้บ้านควรรู้ ผ่อนอย่างไรให้เงินต้นหมดไว ดอกเบี้ยไม่บาน (คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/991678

‘หนี้’ เป็นคำสั้นๆ แต่เวลาคิดถึง หรือพูดถึงเมื่อไร ก็เล่นเอาคนเป็นหนี้ จุกแทบทุกที โดยเฉพาะเมื่อเห็นดอกเบี้ย ที่กำลังเบ่งบานอยู่ในธนาคาร หรือ ในมือเจ้าหนี้ แต่ในทางกลับกัน หากเราไม่เป็นหนี้ ไหนเลยจะมีความสุข บางคนก่อหนี้ซื้อบ้าน บางคนก่อหนี้ไปลงทุนทำธุรกิจ บางคนก่อหนี้เพราะความจำเป็น เอาเป็นว่า เป็นหนี้ ไม่ได้มีแต่ความทุกข์ แต่เราจะมีทั้งสุข ทั้งทุกข์สลับกันไป


http://www.thairath.co.th/clip/140598

สำหรับ คนเป็นหนี้บ้าน ที่ต้องผ่อนระยะยาวตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ‘ไทยรัฐออนไลน์’ มีวิธีผ่อนบ้านให้ดอกเบี้ยไม่บาน และวิธีปลดหนี้ให้เราเป็นไทได้เร็วขึ้น นั้นก็คือ การรีไฟแนนซ์บ้าน และการผ่อนค่างวดให้ปลดหนี้ได้เร็วขึ้น

ทั้งนี้ มงคล ลุสัมฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ Wealth Design Consulting กล่าวว่า เหตุผลส่วนใหญ่ของคนที่ต้องการ รีไฟแนนซ์บ้าน คือ
1. อยากให้ดอกเบี้ยบ้านน้อยลง
2. อยากปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อขอลดค่าเงินผ่อนลง
3. อยากผ่อนค่างวดให้มากขึ้นในจำนวนปีเท่าเดิม และดอกเบี้ยไม่แพงจนเกินไป
4. อยากจ่ายค่างวดให้น้อยลง และดอกเบี้ยถูก
5. อยากรวมหนี้ เป็นก้อนเดียว ในกรณีที่มีหนี้รถ หนี้บัตรเครดิต หนี้อื่นๆ

มงคล ลุสัมฤทธิ์มงคล ยกตัวอย่างว่า สมมติว่าเรากู้เงินจากธนาคารเพื่อซื้อบ้านในวงเงิน 5,000,000 บาท หากเลือกผ่อน 25 ปี อัตราดอกเบี้ย 7% ต้องผ่อนเดือนละ 35,339 บาท

หากใช้สิทธิผ่อนครบเลย 25 ปี เงินกู้ 5,000,000 บาท ดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 5,601,688 บาท ต้องจ่ายเงินคืนธนาคารทั้งหมด 10,601,688 บาท

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าดอกเบี้ยผ่อนบ้านของเรา สูงเฉลี่ยเท่าเงินกู้ซื้อบ้านเลยทีเดียว เรียกง่ายๆ ว่า ผ่อนบ้าน 1 หลัง แต่เหมือนได้บ้าน 2 หลัง เลยทีเดียว

สำหรับ เทคนิคที่ช่วยให้หนี้บ้านไม่บาน มีดังนี้

1. หมั่นสำรวจตรวจสอบดอกเบี้ยบ้านทุกๆ 3 ปี เพื่อเป็นการทบทวนดอกเบี้ย เพื่อมองหาโอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง

2. ตรวจสอบดอกเบี้ยบ้านของธนาคารเดิม และธนาคารอื่นๆ เพื่อเป็นการเปรียบเทียบ เพื่อรีไฟแนนซ์บ้าน

เทคนิค : พยายามรีไฟแนนซ์ ในธนาคารเดิมหากดอกเบี้ยที่คำนวณไม่ต่างกันมาก เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงค่าจดจำนองใหม่ และค่าประเมินบ้าน

3. ผ่อนค่างวดเพิ่มประมาณ 10% ต่อเดือน ยกตัวอย่างเช่น หนี้บ้าน 5 ล้าน ผ่อนบ้าน 25 ปี งวดละ 35,339 บาท หากเพิ่มขึ้น 10% คือผ่อนเดือนละ 40,000 บาท วิธีนี้หนี้คุณจะหมดเร็วขึ้นประมาณ 6 ปีเศษๆ และดอกเบี้ยจ่ายน้อยลงไป 1.6 ล้าน

4. มีเงินก้อนต้องโปะ ยกตัวอย่างเช่น หากเราได้โบนัส 200,000 บาท ให้เอาโบนัสมาโปะก็เท่ากับ 1 ปี เราผ่อนเพิ่มประมาณ 3 เดือน หรือประมาณ 120,000 บาท หากทำให้หนี้หมดเร็วขึ้นประมาณ 9 ปี จะทำให้ลดดอกเบี้ยไปประมาณ 2 ล้านนั่นเอง

 

หลักเกณฑ์คุมคนรุ่นใหม่ก่อหนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/993080

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมออกมาตรการควบคุมธุรกิจบัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน และแก้ปัญหาคนรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาและเริ่มเข้าทำงาน สร้างหนี้เกินตัว โดยเกณฑ์ใหม่เริ่มใช้เดือน ส.ค.นี้ ได้ปรับเปลี่ยนเพดานการปล่อยเงินกู้ จากเดิมคือธุรกิจบัตรเครดิต ให้ผู้มีรายได้ต่อเดือน 15,000-30,000 บาท ได้รับวงเงินสูงสุดไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ ขณะที่ 30,000-50,000 บาท ได้วงเงินไม่เกิน 3 เท่า และรายได้ 50,000 บาทขึ้นไป ยังเหมือนเดิมที่ 5 เท่าของรายได้ แต่ไม่ได้ควบคุมจำนวนสถาบันการเงินออกบัตรเครดิต ด้านสินเชื่อบุคคลให้ผู้มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท ได้รับสินเชื่อสูงสุดไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ และสถาบันการเงินปล่อยกู้ได้สูงสุด 3 แห่ง หรือคิดเป็น 4.5 เท่าของรายได้ ผู้มีรายได้ต่อเดือน 30,000 บาทขึ้นไปยังได้รับอนุมัติสินเชื่อ 5 เท่า

นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวยอมรับว่า จะส่งผลให้ปีนี้การขยายตัวของสินเชื่อบุคคลไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ต้องไปเน้นปล่อยสินเชื่อบ้านทดแทน เพื่อดันให้ยอดสินเชื่อรายย่อยขยายตัวตามเป้าหมายที่ 10% นายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรีคอนซูเมอร์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มาตรการควบคุมจะมีผลให้การปล่อยสินเชื่อบุคคลในปีนี้ไม่เป็นไปตามเป้า แต่ผลกระทบธุรกิจบัตรเครดิตไม่มาก เนื่องจากผู้ขอใช้บริการรายใหม่ขยายตัวไม่มาก.

 

ยอดเที่ยวบินไทยพลาดเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.ค. 2560 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/993113

วิกฤติโลก-ปราบทัวร์ศูนย์เหรียญพ่นพิษ

“บวท.” เผยวิกฤติโลก–ปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ ฉุดยอดเที่ยวบินในไทยต่ำเป้า คาดทั้งปีอยู่ที่ 9.6 แสนเที่ยวบิน ขยายตัว 6% จากเป้าหมาย 9% พร้อมรับมือ “ไอเคโอ” ตรวจมาตรฐานความปลอดภัยการบิน 11–21 ก.ค.นี้ ขณะที่ “คมนาคม” ยังไม่ชัวร์ รถบัสแอร์เอเชียชนเครื่องบินนกแอร์ กระทบการตรวจสอบหรือไม่

นางสาริณี อังศุสิงห์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 60 (เดือน ต.ค.59-ก.ย.60) การเติบโตของเที่ยวบินในไทยจะอยู่ที่ราว 6% ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ที่ 9% เพราะวิกฤตการณ์โลก ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่งผลให้เที่ยวบินทั่วโลกลดลง และทั้งโลกได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน แต่ไทยยังได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากการปราบทัวร์ศูนย์เหรียญในช่วงต้นปี รวมถึงบรรยากาศภายในประเทศด้วย แต่ล่าสุดพบว่า จำนวนเที่ยวบินเริ่มเพิ่มขึ้นแล้ว

สำหรับในช่วง 8 เดือนของปีงบประมาณ 60 คือ เดือน ต.ค.59-พ.ค.60 มีเที่ยวบินในน่านฟ้าไทย 710,000 เที่ยวบิน ขยายตัว 6% ส่วนทั้งปีงบประมาณตั้งเป้าหมายที่ 950,000-960,000 เที่ยวบิน ขยายตัว 6% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 9% ขณะที่รายได้ 8 เดือน อยู่ที่ 9,100 ล้านบาท และทั้งปีตั้งเป้าหมายไว้ที่ 12,000 ล้านบาท

นางสาริณีกล่าวต่อถึงการเตรียมความพร้อมรองรับกรณีองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) จะตรวจสอบภายใต้โครงการตรวจสอบด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือน (ยูแซฟ) ของไทยวันที่ 11-21 ก.ค.นี้ว่า ไอเคโอจะตรวจสอบสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และสำนักงานใหญ่ของ บวท. คิดว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะเตรียมพร้อมแล้ว โดยวันที่ 5 ก.ค.นี้ จะตรวจความพร้อมสำนักงานใหญ่ และวันที่ 7 ก.ค. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และดอนเมือง

“ตอนนี้เร่งทบทวนสิ่งที่ไอเคโอจะตรวจ เช่น มาตรการรักษาความปลอดภัยทางกายภาพ ระบบรักษาความปลอดภัย ทั้งการเข้าถึงพื้นที่ ตัวบุคคล ระบบอุปกรณ์ต่างๆ เพราะไอเคโอจะดูว่ามีแผนฉุกเฉินรับมือเหตุการณ์ต่างๆ หรือไม่ มีมาตรการควบคุมอย่างไร และทบทวนมาตรการดังกล่าวหรือไม่ ซึ่ง บวท.ได้จัดทำเป็นคู่มือรักษาความปลอดภัยการให้บริการเดินอากาศ ทั้ง 36 สนามบิน และแผนฝึกอบรมพนักงานตามคู่มือฯ เสนอให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) พิจารณาแล้ว”

ทั้งนี้ ไอเคโอจะเริ่มตรวจตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค. เป็นการรับฟังข้อมูลทั้งหมดจาก กพท.ก่อน จากนั้นวันที่ 12 ก.ค. จะตรวจสำนักงานใหญ่ บวท. วันที่ 17 ก.ค. ตรวจหอบังคับการบินสุวรรณภูมิ วันที่ 18 ก.ค.ตรวจหอบังคับการบินที่ดอนเมือง ซึ่งทุกเย็นจะแจ้งให้ทราบว่ามีจุดใดผ่าน และต้องปรับปรุง จากนั้นจะให้เวลาแก้ไข 60 วัน ก่อนแจ้งผลว่าผ่านหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก กพท. ว่า จากเหตุการณ์รถบัสรับ-ส่งผู้โดยสารของสายการบินไทยแอร์เอเชีย พุ่งชนอากาศยานสายการบินนกแอร์ ซึ่งจอดอยู่ที่หลุมจอด 35 สนามบินดอนเมือง เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะนี้ ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะส่งผลกระทบด้านลบ ต่อกรณีที่ไอเคโอ จะตรวจสอบตามยูแซฟที่ไทยวันที่ 11-21 ก.ค.นี้ หรือไม่ เพราะต้องรอผลการสอบข้อเท็จจริงก่อนว่าอุบัติเหตุนี้มีสาเหตุจากคนขับรถไม่ได้ปฏิบัติตามคู่มือความปลอดภัย หรือเกิดเหตุสุดวิสัย โดยกระทรวงคมนาคมจะเร่งตรวจสอบสาเหตุ น่าจะรู้ผลภายใน 1-2 สัปดาห์.

 

“กูเกิล” ตั้งแง่ลงทะเบียนยูทูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/993078

ผู้แทนการค้าสหรัฐฯมาแปลกเข้าร้องเรียนพาณิชย์

พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 5 ก.ค.นี้ ได้นัดประชุมบอร์ด กสทช.เพื่อหารือถึงแนวทางการทำงาน หลังจากที่ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2560 (พ.ร.บ.กสทช.) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ต้องทำปรับบทบาทการทำงานของสำนักงาน กสทช. การทำงานของคณะอนุกรรมการต่างๆให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่ ซึ่งในการประชุมครั้งก่อน ได้ให้คณะอนุกรรมการแต่ละชุดไปตรวจสอบกันเองว่า กรรมการมีคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าคุณสมบัติไม่ครบ ก็ต้องลาออก ขณะเดียวกัน พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช.ได้มารายงานความคืบหน้าการทำงานของคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ Over The Top ซึ่งมีหน้าที่จัดระเบียบการให้บริการแอพพลิเคชั่น ทีวี โดยจะได้นำไปรายงานให้บอร์ด กสทช.รับทราบการดำเนินงานทั้งหมด

พ.อ.นทีกล่าวว่า ขณะนี้บริษัท กูเกิล ประเทศไทย จำกัด ในฐานะตัวแทนกูเกิล สหรัฐอเมริกา เจ้าของยูทูบ ได้แจ้งมายัง กสทช.ว่า การติดต่อเพื่อลงทะเบียนธุรกิจบริการโอทีที ในประเทศไทย ตามที่ กสทช.กำหนดภายในวันที่ 22 ก.ค.60 นั้น ทางกูเกิล สหรัฐอเมริกา จะเป็นผู้ติดต่อประสานงานมายัง กสทช.โดยตรง ส่วนเฟซบุ๊กยังไม่ได้รับการติดต่อแต่อย่างใด แต่เชื่อมั่นว่าทั้งเฟซบุ๊กและยูทูบ จะมาลงทะเบียนเพื่อประกอบกิจการในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้เดินทางเข้าพบ น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือพร้อมยื่นหนังสือร้องเรียนถึงการทำงานของคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โอทีที ในกรณีกำหนดให้มาลงทะเบียนภายในวันที่ 22 ก.ค.นั้น ถือเป็นการดำเนินการเกินกว่าที่ได้รับมอบหมายจากบอร์ด กสทช. และอาจขัดกับข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) และหากจำเป็นอาจนำเรื่องมาหารือในระหว่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเยือนสหรัฐฯกลางเดือน ก.ค.นี้.