“ซิติค” ยักษ์ก่อสร้างจากจีนผนึกกำลังเพซ ร่วมทุนสร้างที่พักอาศัยใจกลางกรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994643

นายสรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PACE เปิดเผยว่า บริษัทได้ประกาศความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่จากประเทศจีน คือ ซิติค คอนสตรัคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ยักษ์ใหญ่ด้านการก่อสร้างของจีน เพื่อร่วมพัฒนาโครงการที่พักอาศัยแห่งใหม่บนที่ดินทำเลทองใจกลางกรุงเทพฯ โดยความร่วมมือในครั้งนี้ ซิติค คอนสตรัคชั่นจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบด้านการเงินและการก่อสร้าง ขณะที่เพซจะรับหน้าที่วางแผนด้านงานออกแบบ การขายและการตลาดทั้งหมด โดยมี CITIC CLSA Securities เป็นที่ปรึกษาทางการเงินของทั้งสองฝ่ายในการร่วมมือครั้งนี้ โดยรายละเอียดโครงการใหม่จะเปิดเผยให้ในเร็วๆนี้

“ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี ที่กลุ่มทุนจากจีนเล็งเห็นถึงศักยภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย และแสดงถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อศักยภาพการเติบโตทางธุรกิจของเพซ โดยซิติค คอนสตรัคชั่น เป็นหนึ่งในบริษัทก่อสร้างและวิศวกรรมอันดับต้นๆของโลก มีความแข็งแกร่งด้านการเงินและการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ โดยเชี่ยวชาญการก่อสร้างแลนด์มาร์คที่เป็นที่ ยอมรับระดับนานาชาติและมีสถาบันการเงินของตัวเองคือ ซิติคแบงก์”

ด้านนายเฉิน กัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิติค คอนสตรัคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าลงทุนที่สุดในเอเชีย จากการสนับสนุนของภาครัฐในการวางรากฐาน ทั้งด้านผังเมืองและสาธารณูปโภค เพื่อรองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกรุงเทพฯ และเป็นเมืองจุดหมายเศรษฐกิจที่สำคัญของเอเชีย ขณะเดียวกัน กรุงเทพฯยังมีการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ ซึ่งเป็นตลาดที่เพซมีความเชี่ยวชาญในระดับโลก จึงหวังว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยต่อยอดความสำเร็จของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะโครงการใหม่บนที่ดินทำเลทองใจกลางเมือง ซึ่งจะเปิดตัวในเร็วๆนี้”.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 05/07/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994600

คปภ.ลงพื้นที่ตรวจเข้มประกัน อึ้ง! เจอแบงก์ขายพ่วงบัตรอื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994628

นายสุทธิพล ทวีชัยการ

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูงจากส่วนกลางร่วมกับผู้อำนวยการภาค 5 ผู้อำนวยการสำนักงาน คปภ.จังหวัดร้อยเอ็ดและเจ้าหน้าที่ในสังกัด สำนักงาน คปภ. ภาค 5 ได้ร่วมกันเข้าตรวจธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง ในพื้นที่อำเภอเมืองจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อติดตามการปฏิบัติตามประกาศ คปภ.เกี่ยวกับการขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยผ่านธนาคารพาณิชย์

“สำนักงาน คปภ.ได้ตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเกิดประสิทธิภาพและคุ้มครองสิทธิประโยชน์กับประชาชน ซึ่งการตรวจติดตามครั้งนี้พบว่า มีประเด็นที่หมิ่นเหม่ต่อการไม่สอดคล้องกับประกาศ คปภ. ดังกล่าว เช่น แบบฟอร์มใบสมัครบัตรเดบิตที่มีบริการประกันภัยไม่ได้ระบุค่าเบี้ยประกันแยกจากค่าธรรมเนียมบัตร ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคสับสน พนักงานธนาคารที่เสนอขายประกันวินาศภัยแสดง ใบอนุญาตนายหน้าหมดอายุ แม้วันที่เข้าตรวจจะไม่พบว่ามีการขายผลิตภัณฑ์ประกันภัย และมีการชี้แจงว่าได้ต่อใบอนุญาตแล้ว แต่ก็ไม่สามารถนำหลักฐานมาแสดงได้ นอกจากนี้ บางธนาคารไม่มีป้ายแบ่งโซนการเสนอขายประกันให้ชัดเจน โดยใช้ป้ายระบุคำกว้างๆว่า บริการทางการเงิน นอกจากนี้ ยังพบว่าเอกสารแนะนำผลิตภัณฑ์และแบบฟอร์มใบสมัครฯของบางธนาคารไม่ชัดเจน ทำให้ลูกค้าสับสนและไม่ทราบว่าผลิตภัณฑ์ที่ซื้อเป็นประกันภัย”.

 

รมว.พาณิชย์ เดินหน้าเจรจาเอฟทีเอกับนานาชาติ เล็งไปตุรกี 16-20 ก.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ค. 2560 01:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994743

รมว.พาณิชย์ เดินหน้าเจรจาการค้า ทั้งเอฟทีเอและหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจกับหลายประเทศ เตรียมเดินทางเยือนตุรกี 16-20 ก.ค.นี้ ถกระดับรัฐมนตรีเร่งทำเอฟทีเอระหว่างกัน…

เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2560 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงว่า ในปีนี้ ไทยยังคงเดินหน้าเจรจาจัดทำหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ (Strategic Partnership) และเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟที) ของไทยกับประเทศต่างๆ ซึ่งขณะนี้การจัดทำเอฟทีเอกับประเทศต่างๆ มีความคืบหน้ามากแล้ว ทั้งกับปากีสถาน ศรีลังกา ตุรกี และอังกฤษ โดยวันที่ 16 – 20 ก.ค.นี้ เตรียมเดินทางไปเจรจาเอฟทีเอกับรัฐมนตรีของตุรกี เพราะการเจรจามีวามคืบหน้าค่อนข้างมาก

“ตุรกีต้องการให้เดินทางไปเจรจาในระดับรัฐมนตรี นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการสานสัมพันธ์ทางการค้า และตุรกีเป็นตลาดสำคัญที่มีศักยภาพสำหรับสินค้าไทย เพราะเป็นสะพานเชื่อมต่อไปยังยุโรปตะวันออก แอฟริกาตอนเหนือ นอกจากนี้ ยังมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน และให้การคุ้มครองนักลงทุน จึงเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนไทยที่จะเข้าไปลงทุนในตุรกี และโอกาสส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหาร การแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร ประมง รวมทั้งผลิตอาหารฮาลาล” รมว.พาณิชย์ กล่าว

สำหรับเอฟทีเอไทย-ตุรกี เดิมมีกำหนดจะประกาศเริ่มเปิดเจรจาต้นปี 59 แต่เกิดสถานการณ์รุนแรงในตุรกี จึงต้องเลื่อนกำหนดการออกไป ภายใต้เป้าหมายการลดภาษีสินค้าเป็น 0% ในทันทีมีความตกลงมีผลบังคับใช้สำหรับสินค้า 90% ของสินค้าทั้งหมดค้าขายระหว่างกัน

ส่วนเอฟทีเอ ไทย – ศรีลังกาจะมีความชัดเจนมากขึ้น โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งไทยจะโอกาสการค้าไปสู่ตลาดใหม่อย่างแอฟริกา เพราะศรีลังกาตั้งอยู่กลางมหาสมุทรอินเดีย มีเส้นทางการเดินเรือที่คับคั่งที่สุดแห่งหนึ่ง ไทยสามารถใช้ศรีลังกาเป็นประตูไปยังแอฟริกาใต้ รวมถึงอินเดียและปากีสถาน นอกจากนี้ยังมีวัตถุดิบที่ไทยสนใจ และต้องการนำเข้า เช่น อัญมณี และประมง

ขณะที่เอฟทีเอไทย – อิหร่าน ขณะนี้กระทรวงยังอยู่ระหว่างการศึกษายกระดับข้อตกลงการค้า จากเดิมที่จะทำข้อตกลงในรูปแบบพันธมิตรทางการค้า ในการขอลดภาษีสินค้าบางอย่าง แต่เนื่องจากอิหร่านเป็นตลาดที่มีโอกาสในการส่งออก จึงจะขยายกรอบความร่วมมือเป็นเอฟทีเอแทน ซึ่งไทยได้เสนออิหร่านไปแล้ว สำหรับเอฟทีเอไทย – สหภาพยุโรป (อียู) ขณะนี้ยังชะลอการเจรจาออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพราะอียูอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนภายใน แต่ไทยสนใจจะเจรจาเอฟทีเอกับอังกฤษก่อน ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือ.

 

พาณิชย์ ดันสินค้าเกษตรนวัตกรรม ยกระดับความเป็นอยู่เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.ค. 2560 19:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994400

กรมการค้าต่างประเทศ เร่งเครื่องหนุนสินค้าเกษตรนวัตกรรม นำร่องข้าว ล่าสุดถกผู้ผลิตแก้ปัญหาอุปสรรค พร้อมจัดหาช่องทางจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ หวังดันมูลค่าสินค้านวัตกรรมข้าวไทย เพื่อยกระดับความเป็นอยู่เกษตรกร..

วันที่ 4 ก.ค. 60 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เผยว่า สถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม ที่อยู่ภายใต้กรมฯ ได้จัดทำแผนงานส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรมให้เป็นรูปธรรม โดยเมื่อเร็วๆ นี้ได้เชิญผู้ประกอบการสินค้านวัตกรรมข้าวมาแลกเปลี่ยนข้อมูล ปัญหา/อุปสรรคในการประกอบธุรกิจ รวมทั้งข้อมูลด้านการตลาด เพื่อจัดทำแผนงานการช่วยเหลือ

ซึ่งสถาบันฯ จะรวบรวมข้อมูลและนำไปประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาสำหรับผู้ประกอบการเป็นรายกรณี โดยจะเร่งดำเนินการให้มีผลสำเร็จเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถผลิตสินค้าเกษตรนวัตกรรม ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับราคาข้าว และความเป็นอยู่ของเกษตรกรได้ด้วย

นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ของผู้บริโภค เกี่ยวกับสินค้านวัตกรรมข้าว ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนส.ค.นี้ รวมทั้ง จัดหาช่องทางจำหน่ายที่หลากหลายให้กับผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันยังจะเชิญผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงและจำหน่ายสินค้า ณ ตลาด อ.ต.ก. ระหว่างวันที่ 22-30 ก.ค.นี้ คาดว่า จะทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้านวัตกรรมข้าวได้ทั่วถึงมากขึ้น รวมทั้งสามารถเพิ่มคู่ค้าและยอดขายให้กับผู้ประกอบการได้

อย่างไรก็ตาม สถาบันฯจะขยายช่องทางการจำหน่าย และสร้างภาพลักษณ์สินค้าเกษตรนวัตกรรมข้าวในต่างประเทศด้วย และกิจกรรมเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการตลาดต่างประเทศให้กับผู้ประกอบการ โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ มาให้ความรู้ในการขยายตลาดประเทศต่างๆ คาดจะช่วยส่งเสริมผลักดันสินค้านวัตกรรมข้าวให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศได้อย่างกว้างขวาง และเพิ่มศักยภาพสินค้านวัตกรรมข้าว เพื่อแข่งขันในเวทีการค้าโลก

ทั้งนี้ กรมฯขอเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีผลิตภัณฑ์ จากนวัตกรรมสินค้าข้าว ที่สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมกับกรมฯ หรือขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมด้านการให้ความช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาอุปสรรค และการส่งเสริมการตลาด ได้ที่ โทร. 0-2547-4771-86 ต่อ 4044, 4047 หรือเว็บไซต์กรมฯ ที่ Dft.go.th/ Apiinspire, APiinspire@gmail.com, facebook.com/APiinspire, twitter.com/APiinspire และ instagram.com/APiinspire.

 

ครม.ไฟเขียว งบ 5 ปี รวม 2,873 ล้าน เชื่อมตลาดข้าวอินทรีย์-GAP ครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.ค. 2560 18:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994313

ครม.ไฟเขียว โครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ และข้าว GAP ครบวงจร วงเงินงบประมาณ 5 ปี รวม 2,873 ล้าน ส่งเสริมระบบนาแปลงใหญ่ หนุนชาวนาขายข้าวให้ผู้ประกอบการได้ราคาสูงกว่าตลาด…

เมื่อวันที่ 4 ก.ค. นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบให้ดำเนินโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ และข้าว GAP ครบวงจร วงเงินงบประมาณ 5 ปี (61-65) รวมทั้งสิ้น 2,873 ล้านบาท โดยปีงบประมาณ 61 จำนวน 85 ล้านบาท ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นการดำเนินการที่เชื่อมโยงกับโครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่หลักเกณฑ์ใหม่) และโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ที่ได้รับอนุมัติจาก ครม. เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 60 เน้นการส่งเสริมในด้านการผลิต และโครงการที่เสนอในครั้งนี้เป็นการส่งเสริมการเชื่อมโยงตลาดระหว่างกลุ่มชาวนาผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ และข้าว GAP กับผู้ประกอบการค้าข้าว เพื่อให้กลุ่มชาวนาทั้ง 2 ประเภทสามารถขายข้าวอินทรีย์ และข้าว GAP ได้ในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด

สำหรับโครงการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นการสนับสนุนให้เกษตรรวมกลุ่มทำการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐานข้าวแบบ GAP ส่วนโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ มีเป้าหมายผลิตข้าวอินทรีย์ทั้งหมด 3 แสนไร่ในปี 60 แต่ที่ผ่านมาข้าวที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน GAP หรือข้าวอินทรีย์ ราคายังไม่ได้เป็นแรงจูงใจเกษตรกรให้หันมาปลูกข้าว 2 ชนิดนี้ ดังนั้น มาตรการที่เสนอ ครม.เพื่อชี้นำราคาข้าว GAP และข้าวอินทรีย์ โดยที่มีพื้นที่ดำเนินการทั้งหมด 77 จังหวัด

ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ 2 โครงการเพื่อส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ และให้ชาวนาสามารถขายข้าว ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนเป็นข้าวอินทรีย์ โดยชาวนาขายข้าวเปลือกของโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ในราคาที่ดีตามคุณภาพได้ไม่น้อยกว่า 594,000 ตันข้าวเปลือก ตั้งแต่ปีการผลิต 60-64 และชาวนาขายข้าวเปลือกที่ได้รับการรับรอง GAP ได้ไม่น้อยกว่า 10.3 ล้านตันข้าวเปลือกในปี 60-64

ส่วนวิธีการดำเนินการ กระทรวงเกษตรฯ จะจับคู่กลุ่มชาวนากับผู้ประกอบการค้าข้าวที่เข้าร่วมโครงการ และจัดให้มีการทำ MOU การซื้อขายข้าวจากโครงการ โดยที่ผู้ประกอบการสามารถขอรับการสนับสนุนสินเชื่อซอฟท์โลน หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยที่รัฐชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปี นอกจากนี้ ธนาคารอาจจะสมทบชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 1 ต่อปี โดยมีเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการรับซื้อข้าวจากชาวนาที่ร่วมในโครงการสูงกว่าราคาตลาด โดยแบ่งเป็นรับซื้อในราคาสูงกว่าราคาตลาดร้อยละ 4 ยกเว้นข้าวที่ได้รับการรับรองมาตรฐานออแกร์นิกไทยแลนด์ จะได้รับการซื้อสูงกว่าราคาตลาดร้อยละ 15

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ จะจัดสรรโควตาร้อยละ 10 ของโควตาการส่งออกข้าวไปอียู หรือจำนวนปีละ 2 พันตันให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ รวมทั้งสนับสนุนค่าตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์และประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้รณรงค์ให้ประชาชนบริโภคข้าวอินทรีย์และข้าว GAP มากขึ้น คาดว่าจะใช้วงเงินงบประมาณ 5 ปี รวม 2,873 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าชดเชยดอกเบี้ย 2,484 ล้านบาท และค่าบริหารจัดการ 389 ล้านบาท ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการนโยบาย และบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้ผ่านความเห็นชอบแล้ว.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลด 5.30 ดัชนีอยู่ที่ 1,574 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.ค. 2560 17:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994275

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลดลง 5.30 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,574.11 จุด มูลค่าการซื้อขาย 33,135.44 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 4 ก.ค. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับลดลง 5.30 จุด อยู่ที่ 1,574.11 เปลี่ยนแปลง -0.34% มูลค่าการซื้อขาย 33,135.44 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,583.00 จุด และต่ำสุดที่ 1,572.51 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ซุปเปอร์บล๊อก จำกัด (มหาชน) 5.ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน).

 

ปตท.-บางจาก ปรับขึ้นดีเซล 50 สต.-เบนซิน-โซฮอล์ ราคายังคงเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.ค. 2560 17:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994230

ข่าวร้าย! ปตท.-บางจาก ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 50 สต. เว้นเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ราคาคงเดิม มีผลตี 5 พรุ่งนี้..

เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 60 บมจ.ปตท. และ บมจ.บางจากปิโตรเลียม ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 50 สต. ส่วนเบนซินและแก๊สโซฮอล์คงเดิม มีผลวันที่ 5 ก.ค. 60 เวลา 05.00 น.

สำหรับราคาใหม่ดังนี้ เบนซิน 95 ราคา 32.66 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 25.55 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 25.28 บาท/ลิตร, E20: 23.04 บาท/ลิตร, E85: 19.24 บาท/ลิตร, ดีเซล 24.49 บาท/ลิตร (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด)

 

จองบ้านเคหะประชารัฐ ครั้งที่ 2 แค่ 3 วัน แตะ 3,431 หน่วย ชลบุรีทำเลฮอต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.ค. 2560 16:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994190

ยอดจองบ้านเคหะประชารัฐ ครั้งที่ 2 แค่ 3 วัน แตะ 3,431 หน่วย พบทำเลสุดฮอตใน ชลบุรี-กาฬสินธุ์-ระยอง-อยุธยา-ปทุมฯ…

เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ดร.ธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวถึงยอดจองมหกรรมบ้านเคหะประชารัฐ ครั้งที่ 2 จำนวน 148 โครงการ 20,817 หน่วย ระหว่างวันที่ 30 มิ.ย.ถึงวันที่ 2 ก.ค. 2560 ว่า มีประชาชนให้ความสนใจจองโครงการรวมทั้งสิ้น 3,431 หน่วย ซึ่งรูปแบบอาคารที่ได้รับความนิยมมียอดซื้อสูงสุด ได้แก่ บ้านเดี่ยว, อาคารชุด และบ้านแฝด โดยโครงการที่จองมากที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ โครงการจังหวัดชลบุรี (บ่อวิน) ระยะที่ 2, โครงการจังหวัดกาฬสินธุ์ ระยะที่ 2, โครงการจังหวัดระยอง (ตะพง) ระยะที่ 2, โครงการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (บางปะอิน) ระยะที่ 2 และ โครงการจังหวัดปทุมธานี (รังสิต คลอง 10/3)

ทั้งนี้ยังคงเปิดให้จองมหกรรมบ้านเคหะประชารัฐครั้งที่ 2 อย่างต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 9 ก.ค. 2560 เวลา 08.30-18.00 น. โดยจัดสองโปรโมชั่น ได้แก่ เช่าซื้อดอกเบี้ยเพียง 1.49% นาน 2 ปี และ เช่าก่อนซื้อ (Rent to Buy) ณ สำนักงานขายที่มีโครงการตั้งอยู่ และศูนย์ขาย 15 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ ศูนย์ชุมชนบ้านเอื้ออาทรสมุทรปราการ 4 (บางปู), สำนักงานเคหะชุมชนสุขสวัสดิ์, ศูนย์ชุมชนบ้านเอื้ออาทรเทพารักษ์ 3, ศาลาประชาคมแหลมฉบัง, ศูนย์ชุมชนบ้านเอื้ออาทรระยอง (ตะพง), ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี กาฬสินธุ์, สำนักงานเคหะชุมชนสุรินทร์, ศูนย์ชุมชนบ้านเอื้ออาทรอยุธยา (โรจนะ), ห้างสรรพสินค้าทวีกิจ สระบุรี, ที่ว่าการอำเภอตาคลี จ.นครสวรรค์, สำนักงานเคหะชุมชนสุราษฎร์ธานี, สำนักงานเคหะชุมชนตรัง, สำนักงานเคหะชุมชนออเงิน, สำนักงานเคหะชุมชนนนทบุรี 2 และ ที่ว่าการอำเภอหนองเสือ จ.ปทุมธานี.

 

กกร. หนุน ก.ม.แรงงานต่างด้าว จี้รัฐจัดการค้ามนุษย์จริงจัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.ค. 2560 15:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994078

กกร. หนุน ก.ม.แรงงานต่างด้าว ชี้ต้องจัดการค้ามนุษย์จริงจัง พร้อมขยับประมาณการส่งออกปี 60 โต 3.5-4.5% ใกล้เป้าพาณิชย์ที่ 5% คาดช่วงเหลือของปีชะลอตัว จากราคาน้ำมันโลก เงินบาทผันผวน พร้อมจับตามาตรการทางการค้าสหรัฐฯ…

เมื่อวันที่ 4 ก.ค. นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า กรณีการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) รับทราบและเห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และปัญหาแรงงานทาสของภาครัฐ โดยเห็นว่าต้องมีการจัดการอย่างจริงจัง และเข้าใจว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน กำลังเสนอแนวแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นให้ ครม.พิจารณา

ทั้งนี้การที่คสช.ขยายระยะเวลาออกไปเป็น 180 วัน จากเดิม 120 วัน เป็นเรื่องที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและพาแรงงานต่างด้าวไปจดทะเบียนได้ทัน มองว่าพ.ร.ก.ดังกล่าวจะทำให้การจ้างแรงงานต่างด้าวเป็นไปตามระเบียบ และลดปัญหาการค้ามนุษย์ในไทยให้ลดลง และทำให้ไทยขยับขึ้นจาก Tier 2 ได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้ กกร.ได้ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวของการส่งออกในปี 60 มาที่ 3.5-4.5% จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 2.0-3.5% เนื่องจากภาวะการส่งออกในช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) ของปีนี้ขยายตัวได้ดี และน่าจะสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ อาจเข้าใกล้เป้าหมายที่ 5% ของกระทรวงพาณิชย์ ส่วนช่วงที่เหลือของปีนี้การส่งออกอาจจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง เนื่องจากแรงหนุนด้านราคาที่น่าจะลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมทั้งอาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาท โดยคงต้องติดตามมาตรการทางการค้าต่อประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ ในระยะต่อไป

ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศยังอาจเผชิญความท้าทายจากราคาสินค้าเกษตรหลายรายการที่เริ่มลดลง และการเดินหน้าโครงการลงทุนต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องใช้เวลา กกร.จึงยังคงประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 60 ไว้ที่ 3.5-4.0% ส่วนอัตราเงินเฟ้อ ได้ปรับลดประมาณการมาที่ 0.5-1.5% จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 1.0-2.0% หลังอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ และอาจจะไม่เร่งขึ้นมากในช่วงครึ่งปี หลังจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ขาดปัจจัยสนับสนุน

สำหรับภาพรวมตลาดการเงินโลกยังมีแนวโน้มผันผวนจากหลายปัจจัย แม้ล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะยังคงมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และมีโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ พร้อมกับการเริ่มกระบวนการปรับลดงบดุลลงก่อนสิ้นปี ขณะเดียวกันธนาคารกลางอื่นๆ หลายแห่งเริ่มส่งสัญญาณที่อาจจะลดการผ่อนคลายทางการเงินหากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนยังคงมีความผันผวน.