ส่องโปรโมชั่นก่อน ‘รีไฟแนนซ์บ้าน’ เปรียบเทียบให้ดี ดอกเบี้ยไม่บาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ค. 2560 08:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/993338

‘ไทยรัฐออนไลน์’ ขอหยิบโปรโมชั่น รีไฟแนนซ์บ้าน ของหลายๆ ธนาคาร มารวบรวมไว้เพื่อให้ผู้อ่านศึกษา และตัดสินใจก่อนทำธุรกรรม หากใครต้องการรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการผ่อนบ้าน และรีไฟแนนซ์บ้าน สามารถเข้าไปในบทความก่อนหน้าคือ คนมีหนี้บ้านควรรู้ ผ่อนอย่างไรให้เงินต้นหมดไว ดอกเบี้ยไม่บาน

นอกจากนี้ หากใครยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่อง อัตราดอกเบี้ย แนะนำให้อ่าน ถอดรหัสลับ ดอกเบี้ยเงินกู้ MLR MOR MRR ที่คนเป็นหนี้ควรรู้ไว้ เพื่อทำความเข้าใจในเบื้องต้น เริ่มกันที่…

ธนาคารทหารไทย สินเชื่อบ้าน ทีเอ็มบี รีไฟแนนซ์

ไม่ต้องเสียค่าจดทะเบียนจำนอง ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย และค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ หากสมัครประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ ทีเอ็มบี คุ้มบ้าน สมัครใช้บริการหักบัญชีอัตโนมัติผ่านบัญชีออมทรัพย์ ทีเอ็มบี และ สมัครบัตรเดบิต TMB จะได้รับดอกเบี้ยคงที่ 3.75% ต่อปี ตลอด 3 ปีแรก ตลอดอายุสัญญา 4.59% ต่อปี กรณีไม่สมัครแพ็กเกจเสริม ดอกเบี้ยคงที่ 4.25% ต่อปี ตลอด 3 ปีแรก ตลอดอายุสัญญา 4.92% ต่อปี

ธนาคารเกียรตินาคิน สินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ (KK HomeLoan Refinance)

โปรโมชั่นพิเศษ หนักที่อื่น เบาที่เรา ฟรีค่าใช้จ่าย ค่าจดจำนอง และประเมินหลักทรัพย์ ให้วงเงินกู้สูงสุดถึง 50 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน ตลอดอายุสัญญาเฉลี่ยประมาณ 7.15% ต่อปี

ธนาคารธนชาต สินเชื่อบ้านธนชาตรีไฟแนนซ์

เสียค่าจดจำนอง อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยเริ่มต้น 3.77% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา 4.977% ต่อปี หากฟรีค่าจดจำนอง อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยเริ่มต้น 3.97% ตลอดอายุสัญญา 5.040% ต่อปี

ธนาคารซีไอเอ็มบี สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน

ฟรีค่าจดจำนอง สูงสุด 100,000 บาท ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ ค่าอากรแสตมป์ และค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย 3 ปี

แบบมีประกันชีวิต ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.49% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา 5.21% ต่อปี แบบไม่มีประกันชีวิต ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.79% ต่อปี 5.28% ต่อปี

ธนาคารกสิกรไทย

อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก เดือนที่ 1-3 ดอกเบี้ย 0% ส่วนเดือนที่ 4-12 อยู่ที่ 3.50% ต่อปี โดยปีที่ 2-3 อยู่ที่ MRR-1.80% ปีที่ 4 MRR-1.25% ตลอดอายุสัญญา 5.39% ต่อปี

ธนาคารออมสิน

แบบไม่ทำประกัน 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 1.25% ปีที่ 2 MRR -2.0% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา MRR-0.75%

แบบไม่ทำประกัน 2 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 4.50% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา MRR-0.75%

แบบมีประกัน 1 ลดดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี โดยปีที่ 1 อยู่ที่ 1.00% ต่อปี ปีที่ 2 MRR- 0.75% ตลอดอายุสัญญา MRR-0.75%

แบบมีประกัน 2 ลดดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี ปีที่ 1 4.00% ต่อปี

ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์

แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.90% ต่อปี หลังจากนั้น MRR-2.25% ต่อปีตลอดอายุสัญญา แบบมีประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.65% ต่อปี หลังจากนั้น MRR-2.25% ต่อปีตลอดอายุสัญญา

ธนาคารอาคารสงเคราะห์

ปีที่ 1-2 MRR -3.00% ต่อปี ปีที่ 3 MRR-1.50% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา MRR-.0.50% ต่อปี

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

ธนาคารจะใช้อัตราดอกเบี้ยเดียวกัน แต่สำหรับแบบมีประกัน จะได้รับการลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี เฉพาะปีที่ 1 จากอัตราดอกเบี้ยทุกทางเลือก ยกเว้นค่าจดจำนอง

แบบที่ 1 อัตราดอกเบี้ย MRR -3.20% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา

แบบที่ 2 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 3.90% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา MRR -2.35% ต่อปี

แบบที่ 3 ฟรีค่าจดจำนอง ปีที่ 1 อยู่ที่ 3.65% ต่อปี ปีที่ 2-3 อยู่ที่ 4.40% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา MRR-2.35% ต่อปี

แบบที่ 4 ปีที่ 1 อยู่ที่ 2.90% ต่อปี ปีที่ 2 อยู่ที่ 3.90% ต่อปี ปีที่ 3 อยู่ที่ 4.90% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา MRR-2.35% ต่อปี

แบบที่ 5 ฟรีค่าจดจำนอง ปีที่ 1 อยู่ที่ 2.65% ต่อปี ปีที่ 2-3 อยู่ที่ 4.90% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา MRR-2.35% ต่อปี

แบบที่ 6 ปีที่ 1 อยู่ที่ 0.75% ต่อปี ปีที่ 2-3 อยู่ที่ 4.90% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา MRR-2.35% ต่อปี

แบบที่ 7 ฟรีค่าจดจำนอง ปีที่ 1 อยู่ที่ 1.95% ต่อปี ปีที่ 2-3 MRR-2.35% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา MRR-2.35% ต่อปี

ธนาคารกรุงไทย

แบบมีประกันและไม่มีประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.25% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา MRR-.0.25% ต่อปี

ธนาคารกรุงเทพ

วงเงินต่ำกว่า 5 แสน MRR -0.625% ต่อปีตลอดอายุสัญญา

วงเงิน 5 แสนแต่ไม่เกิน 1 ล้าน ปีที่ 1 อยู่ที่ 5% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา MRR -1.00% ต่อปี

วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทแต่ไม่เกิน 3 ล้าน
แบบที่ 1 ปีที่ 1 อยู่ที่ 2.99% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -1.00% ต่อปี
แบบที่ 2 ปีที่ 1-2 อยู่ที่ 5% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -1.00% ต่อปี
แบบที่ 3 ปีที่ 1-2 อยู่ที่ 3.00 % ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -1.00% ต่อปี

วงเงินตั้งแต่ 3 ล้าน แต่ไม่เกิน 5 ล้าน
แบบที่ 1 ปีที่ 1 อยู่ที่ 2.75% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -1.25% ต่อปี
แบบที่ 2 ปีที่ 1-2 อยู่ที่ 5% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -1.25% ต่อปี
แบบที่ 3 ปีที่ 1-2 อยู่ที่ 3.00 % ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -1.25% ต่อปี

วงเงินตั้งแต่ 5 ล้านขึ้นไป
แบบที่ 1 ปีที่ 1 อยู่ที่ 2.50% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -1.50% ต่อปี
แบบที่ 2 ปีที่ 1-2 อยู่ที่ 4.75% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -1.50% ต่อปี
แบบที่ 3 ปีที่ 1 อยู่ที่ 4.00% ต่อปี ปีที่ 2 อยู่ที่ 2.50% ตลอดอายุสัญญา 1.50% ต่อปี

แบบมีประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ จะได้รับส่วนลดดอกเบี้ย 0.25% จากอัตราดอกเบี้ยปกติในปีแรก ดังนี้

วงเงินต่ำกว่า 5 แสน ปีที่ 1 MRR -0.875% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา 0.625% ต่อปี

วงเงิน 5 แสนบาทแต่ไม่เกิน 1 ล้าน ปีที่ 1 อยู่ที่ 4.75% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา MRR -1.00% ต่อปี

วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทแต่ไม่เกิน 3 ล้าน
แบบที่ 1 ปีที่ 1 อยู่ที่ 2.75% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -1.00% ต่อปี
แบบที่ 2 ปีที่ 1 อยู่ที่ 4.75% ต่อปี ปีที่ 2 อยู่ที่ 5% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -1.00% ต่อปี
แบบที่ 3 ปีที่ 1 อยู่ที่ 2.25% ต่อปี ปีที่ 2 อยู่ที่ 3.00% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -1.00% ต่อปี

วงเงินตั้งแต่ 3 ล้าน แต่ไม่เกิน 5 ล้าน
แบบที่ 1 ปีที่ 1 อยู่ที่ 2.50% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -1.25% ต่อปี
แบบที่ 2 ปีที่ 1 อยู่ที่ 4.75% ต่อปี ปีที่ 2 อยู่ที่ 5% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -1.25% ต่อปี
แบบที่ 3 ปีที่ 1 อยู่ที่ 3.25% ต่อปี ปีที่ 2 อยู่ที่ 3.00% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -1.25% ต่อปี

วงเงินตั้งแต่ 5 ล้านขึ้นไป
แบบที่ 1 ปีที่ 1 อยู่ที่ 2.25% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -1.50% ต่อปี
แบบที่ 2 ปีที่ 1 อยู่ที่ 4.50% ต่อปี ปีที่ 2 อยู่ที่ 4.75% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -1.50% ต่อปี
แบบที่ 3 ปีที่ 1 อยู่ที่ 4.25% ต่อปี ปีที่ 2 อยู่ที่ 2.50% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -1.50% ต่อปี

 

ชี้ช่วย “คนจน” ครม.เทงบไม่มีอั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ค. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994733

ทุ่ม 2.57 หมื่นล้านตามรอยเท้าพ่อ-ซื้อข้าว-บัตรคนจน

มาเต็มอีกแล้ว! ครม.เทงบ 25,768 ล้านบาทช่วยเกษตรกร ทำโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ วงเงิน 22,895 ล้านบาท เทิดพระเกียรติ ร.9–ร.10 ทุ่มจ้างงานเกษตรกรให้หมดใน 2 เดือน ชุมชนละ 2.5 ล้านบาททั่วประเทศ จัดโครงการหนุนข้าวอินทรีย์ 2,873 ล้านบาท แถมอนุมัติงบทำบัตรคนจนอีก 1,581 ล้านบาท

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติการดำเนินงานโครงการพัฒนาด้านการเกษตร “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน วงเงินงบประมาณ 22,895.36 ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณสนับสนุนชุมชนเกษตรชุมชนละ 2.5 ล้านบาท จำนวน 9,101 ชุมชน แบ่งเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 แห่งและเครือข่ายอีก 8,219 แห่ง ครอบคลุมทุกตำบลในประเทศไทย เป็นเงิน 22,752.5 ล้านบาท ขณะที่แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายบริหารจัดการโครงการ เช่น การประชุมชี้แจง จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็น อบรม ประชาสัมพันธ์วงเงิน 142.86 ล้านบาท โดยใช้เงินจากงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นปี 2560 เพื่อสนับสนุนในโครงการ 9,101 โครงการ โครงการละ 2.5ล้านบาท มีเป้าหมายเป็นเกษตรกรเข้าร่วมโครงการชุมชนละ 500 ราย รวมเกษตรกร 4,550,500 ราย

ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต้องมีคุณสมบัติ คือเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทุกสาขาอาชีพ และได้รับการพิจารณาคัดเลือกจากคณะกรรมการโครงการระดับชุมชนให้เข้าร่วมโครงการ โดยรวมตัวกันไม่น้อยกว่ากลุ่มละ 10 คน เน้นการจ้างแรงงานในชุมชนเป็นหลักไม่น้อยกว่า 50% ของวงเงินโครงการที่ได้รับการสนับสนุน ระยะเวลาดำเนินโครงการจะต้องเบิกจ่ายงบประมาณครึ่งหนึ่งของวงเงินงบประมาณภายในเดือน ก.ค.นี้ และอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำในที่ประชุม ครม.ให้เบิกจ่ายภายในเดือน ส.ค.2560

9101 โครงการเทิดพระเกียรติ ร.9–ร.10

โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ที่แต่ละชุมชนเสนอจะต้องเป็นกิจกรรมที่สามารถดำเนินการได้ทันที มีประโยชน์กับชุมชน และมีความยั่งยืน และเป็นโครงการในลักษณะลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้ารวม 9 ด้าน คือ ด้านการผลิตพืชและพันธุ์สัตว์, ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์, ด้านการจัด การศัตรูพืช, ด้านฟาร์มชุมชน,ด้านการผลิตอาหาร และการแปรรูปและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร, ด้านปศุสัตว์, ด้านประมง, ด้านการปรับปรุงบำรุงดิน และด้านการเกษตรอื่นๆตามการพิจารณาของคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัด

“ช่วงนี้เป็นช่วงที่เกษตรกรกำลังรอการเก็บเกี่ยวอยู่โดยเฉพาะชาวนา ซึ่งกว่าผลผลิตจะออกก็ไม่ต่ำกว่าเดือน ส.ค.-ก.ย. ดังนั้น โครงการ 9101 นี้จะช่วยเกษตรกรได้มาก สำหรับตัวเลข 9101 ทางกระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า มาจากรัชกาลที่ 9 รัชกาลที่ 10 และปีที่ 1 ในรัชกาลที่ 10”

ทุ่มเฉียด 2,900 ล้านบาท “ปลูกข้าวอินทรีย์”

นายณัฐพร กล่าวต่อว่า ครม.ยังได้อนุมัติโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าวที่มีการปฏิบัติตามระบบการเกษตรที่ดี (จีเอพี) ภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรปี 2560-2561 ซึ่งที่ผ่านมาข้าวอินทรีย์และข้าวจีเอพีจะขายได้ราคาไม่แตกต่างจากข้าวธรรมดาทั่วไป ทำให้ไม่มีแรงจูงใจให้เกษตรกรหันไปปลูกข้าวอินทรีย์และข้าวจีเอพี ดังนั้น จึงมีโครงการที่จะช่วยชี้นำราคาข้าวทั้ง 2 ชนิดให้ชาวนาขายข้าวได้ราคาดีขึ้นตามคุณภาพ โดยกระทรวงเกษตรจะจับคู่ชาวนาและผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมโครงการทำบันทึกข้อตกลงหรือเอ็มโอยูที่จะซื้อข้าวอินทรีย์และข้าวจีเอพีในโครงการ โดยผู้ประกอบการสามารถขอรับการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% ต่อปี และธนาคารสมทบชดเชยดอกเบี้ยอีก 1% ต่อปี โดยมีเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการซื้อข้าวจากชาวนาที่ร่วมโครงการสูงกว่าราคาตลาด 4% ยกเว้นข้าวออร์แกนิกไทยแลนด์ จะได้รับราคาสูงกว่าตลาด 15%

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะจัดสรรโควตา 10% ของการส่งออกข้าวไปสหภาพยุโรปหรืออียู หรือปีละ 2,000 ตัน ให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการและสนับสนุนค่าตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์และประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้ประชาชนบริโภคข้าวอินทรีย์และข้าวจีเอพีมากขึ้น ใช้วงเงินรวมทั้งสิ้น 2,873 ล้านบาท

โอ้โห!ทำบัตรคนจนกว่า 1,700 ล้านบาท

ด้านนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.อนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นและผูกพันงบประมาณ ประจำปี 2560 วงเงินรวม 1,705 ล้านบาท สำหรับโครงการจัดทำบัตรสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการวงเงิน 124 ล้านบาท ครอบคลุมข้าราชการ 4.5 ล้านคน และโครงการจัดทำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้แก่ผู้มีสิทธิ์ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 วงเงิน 1,581 ล้านบาท ครอบคลุมกลุ่มคนมีรายได้น้อยกว่า 14 ล้านคน เพื่อให้สามารถมีบัตรใช้ได้ทันภายในวันที่ 1 ต.ค.2560 นี้

สำหรับการจัดทำบัตรสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการนั้น มีเป้าหมายเพื่อควบคุมปัญหาการขอเบิกค่ารักษาพยาบาลซ้ำซ้อน หรือการสร้างข้อมูลส่งเบิกโดยที่ผู้มีสิทธิไม่ได้เข้ารับการรักษา และยังพบพฤติกรรมการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลของผู้มีสิทธิและครอบครัวส่อไปในทางทุจริต แบบเวียนเทียนรับยาไปขายต่อ ซึ่งแต่ละปีมีงบประมาณที่เพิ่มขึ้นถึง 4,000-5,000 ล้านบาท.

 

รัฐยกธง ชงม.44 ผ่อนผันรุกลำน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994725

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.เป็นประธาน ได้มีการพิจารณารายละเอียดของการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 ในการผ่อนปรนให้กับผู้ที่รุกล้ำน่านน้ำสาธารณะและมีความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2560 อีกครั้งโดยได้เพิ่มเวลาอีก 180 วันสำหรับผู้ที่รุกล้ำน่านน้ำก่อนปี 2515 จะได้มีเวลาไปหาเอกสารหลักฐานมาประกอบการขออนุญาตกับทางกรมเจ้าท่า

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ คสช.ได้หารือว่าจะขยายเวลาให้อีก 60 วัน นับจากกฎหมายใช้บังคับเมื่อ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้ที่รุกล้ำน่านน้ำไปขึ้นทะเบียนกับทางกรมเจ้าท่าโดยไม่ต้องเสียค่าปรับ อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้ได้เพิ่มเวลาให้อีก 180 วัน สำหรับผู้ที่รุกล้ำน่านน้ำได้มีเวลาไปจัดเตรียมเอกสารหลักฐานยื่นกับกรมเจ้าท่า ขณะเดียวกันได้กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนว่ากรณีใดจะได้รับการผ่อนปรน เนื่องจากนายกรัฐมนตรีไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจซึ่งอาจนำไปสู่การเรียกรับผลประโยชน์ได้

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การผ่อนผันประกอบด้วย 1.ผู้ที่รุกล้ำน่านน้ำตั้งแต่ก่อนปี 2015 ในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ สามารถมาแจ้งทำการขออนุญาตได้เลย แต่หากอยู่นอก 3 จังหวัดดังกล่าวต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ขึ้นทะเบียนบัญชีเพื่อให้เกิดระบบเรียบร้อย 2.ผู้ที่รุกล้ำน่านน้ำหลังปี 2515- 2537 จะพิจารณาว่าจะอนุญาตให้อยู่ต่อหรือไม่ขึ้นอยู่กับ 3 หลักเกณฑ์ คือสิ่งที่รุกล้ำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการเดินเรือ ทำให้ทางน้ำเปลี่ยนและกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ 3.ผู้ที่รุกล้ำน่านน้ำระหว่างปี 2537-2560 มีปัจจัยที่อนุญาตได้ 11 ประเภท อาทิ เป็นท่าเทียบเรือ สะพานปรับระดับ โป๊ะเทียบเรือ กระชังเพาะสัตว์น้ำ สิ่งปลูกสร้างของราชการที่สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ทางราชการเป็นต้น และ 4.การลุกล้ำ น่านน้ำหลังปี 2560 ขึ้นไปจะไม่มีการอนุญาตยกเว้นเป็นการเข้าไปเพื่อประโยชน์ทางสาธารณะเท่านั้น.

 

5 เสือส่งออกตั้งกองทุนหนุนราคายาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994715

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศ (กยท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ 5 เสือส่งออก หรือผู้ส่งออกยางพาราทั้ง 5 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท ไทยฮั้วรับเบอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) บริษัทเซาท์แลนด์ รับเบอร์ จำกัด บริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด และบริษัท ไทยรับเบอร์ ลาแท็คซ์กรุ๊ป จำกัด ได้อนุมัติวงเงินเพื่อจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง 1,200 ล้านบาทเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหายางพาราระยะสั้น ที่จะช่วยผลักดันราคายางให้สูงขึ้น โดยจะสามารถซื้อขายได้จริงในสัปดาห์นี้

“ปัจจุบันกำลังดำเนินการอยู่ในขั้นตอนการจดทะเบียนและขั้นตอนด้านเอกสารต่างๆ โดยกองทุนนี้จะดำเนินการทั้งตลาดซื้อขายจริงและล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม คาดว่าในอนาคตราคายางจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากรัฐมีมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อช่วยแก้ปัญหายางพารา อาทิ 4 มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรสวนยาง การส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ เป็นต้น ปัจจุบันราคายางในตลาดโลกเริ่มนิ่งแล้ว เหลือแต่ในประเทศไทยเท่านั้นที่ต้องทำให้แรงซื้อกลับเข้ามา เพื่อให้เข้าสู่เสถียรภาพของราคาในกรอบ 60-70 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) วันนี้ราคายางอยู่ที่ 54.30 บาทต่อ กก. ห่างกันแค่ 5 บาท ดังนั้น มีโอกาสที่ราคายางจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว”

นายธีธัชกล่าวว่า ราคายางพารา ณ ตลาดกลางยางพารา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา วันที่ 4 ก.ค.60 ยางแผ่นดิบอยู่ที่ 50.90 บาทต่อ กก.ลดลงจาก 3 ก.ค.60 ที่อยู่ที่ 51.85 บาทต่อ กก. ส่วนยางแผ่นดิบรมควันอยู่ที่ 54.30 บาทต่อ กก.โดยราคาทรงตัวติดต่อกันเป็นวันที่ 3 แล้วนับแต่วันที่ 30 มิ.ย.60

ด้านนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังการประชุมคณะกรรมการติดตามการดำเนินงานแก้ไขปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จ.น่าน ครั้งที่ 5/2560 ว่า หลังรัฐมีนโยบายแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าใน จ.น่าน 1.64 ล้านไร่ ซึ่งในจำนวนนี้มีพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกไปปลูกข้าวโพด 943,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 85,000 ไร่ และป่าสงวนแห่งชาติ 858,000 ไร่ กระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงเร่งดำเนินการตามแผน 5 ปี (พ.ศ.60-64) เพื่อทวงคืนและแก้ปัญหาการบุกรุกป่าปลูกข้าวโพดใน จ.น่านให้ได้รับการฟื้นฟูที่ดีขึ้น “ขณะนี้สามารถทวงคืนผืนป่าและพื้นฟูป่ารวมทั้งสิ้น 41,555 ไร่ จากเป้าหมายปีนี้ 79,706 ไร่ ตัวเลขที่ออกมา 40,000 ไร่ ถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ ปี 61 มีเป้าหมายทวงคืนผืนป่าและพื้นฟูป่า 77,000 ไร่”.

 

ธปท.เดินหน้าอี-มันนี่-พร้อมเพย์ ใช้ “บัตรเดบิต” ถูกรางวัล ครม.เว้นไม่เสียภาษี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994693

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกหนังสือถึงธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐและผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่มิใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ให้รับทราบแนวปฏิบัติในการให้บริการระบบการโอนเงินผ่านพร้อมเพย์สำหรับบริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) หรือ อี-มันนี่ ซึ่งเป็นแผนงานในระยะที่ 3 ต่อจากการโอนระหว่างบุคคล และการโอนระหว่างบุคคลกับภาคธุรกิจ โดยในระยะนี้ สถาบันการเงินและผู้ให้บริการธุรกรรมการเงิน อี-มันนี่ เช่น การโอนเงินแบบระบุหมายเลขอ้างอิง (ไอดี) และการโอนเงินหรือเติมเงินแบบระบุหมายเลขบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet ID) หรือ อี-วอลเล็ต ไอดี ให้ทำธุรกรรมการเงินอี-มันนี่ผ่านระบบพร้อมเพย์ได้

ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกและความเชื่อมั่นของการใช้บริการของประชาชน ธปท.ได้กำหนดแนวปฏิบัติอันเป็นมาตรฐานขั้นต่ำในการให้บริการ การพิสูจน์ตัวตนและสร้างความเชื่อถือในการทำธุรกรรมหลักๆ 3 ข้อ คือ 1.การให้บริการอี-มันนี่ ผ่านพร้อมเพย์จะต้องมีการเปิดรับแสดงตน และพิสูจน์ตัวตนของผู้ลงทะเบียน ซึ่งการรับบริการลงทะเบียนพร้อมเพย์ต้องใช้ไอดี เช่น บัตรประชาชน หรือหมายเลขโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น ที่สำคัญลูกค้าต้องแสดงตัวตนในลักษณะพบหน้ากับเจ้าหน้าที่ผู้ลงทะเบียน (KYC) หรือรู้จักลูกค้าผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-KYC) ในครั้งแรก 2.การให้บริการธุรกรรมพร้อมเพย์ อี-มันนี่ ต้องมีมาตรฐานเทียบเท่าบริการพร้อมเพย์ในปัจจุบัน โดยมีวิธีป้องกันข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเข้าสู่ระบบ มีการแสดงการทำรายการเพื่อให้ผู้ใช้บริการตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนและมีการแสดงผลให้รับทราบภายหลังเสร็จสิ้นการทำรายการ 3.ในการให้บริการจะต้องมีการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

วันเดียวกัน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ได้รับเป็นเงินรางวัลจากโครงการแจกโชคจากการใช้บัตรเดบิตที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2560 เป็นต้นไป เพื่อส่งเสริมให้มีการชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเดบิตและส่งเสริมการรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะในร้านค้าขนาดเล็ก.

 

ศุลกากรส่องโซเชียลมีเดีย เล็งแม่ค้าพรีออเดอร์ลักลอบนำเข้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994680

ศุลกากรเข้มสุดขีด จัดเก็บรายได้ 8 เดือนพลาดเป้าหมื่นล้าน อุดรูรั่วทุกรูปแบบ เข้ม 5 ด่านคุมสัดส่วนรายได้ 92% ตลอดจนสนามบินสุวรรณภูมิ ที่เตรียมติดเครื่องเอกซเรย์คร่อมสายพาน เล็งเป้าแม่ค้าพรีออเดอร์ ลักลอบนำเข้าสินค้า แม้กระทั่งใส่-หิ้วติดตัวเข้ามา ก็อาจไม่รอด เพราะแอบส่งโซเชียล มีเดียเป็นเบาะแสไว้แล้ว

นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ผลการจัดเก็บรายได้ของกรมศุลกากรในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 (ต.ค.59- พ.ค.60) อยู่ที่ 80,000 ล้านบาท หรือต่ำกว่าเป้าหมาย 10,000 ล้านบาท มีสาเหตุจากการปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าลงเหลือ 0% ทำให้รายได้หายไป 3,000 ล้านบาท โดยเกิดจากการใช้สิทธิพิเศษทางภาษีของเขตการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ ทำให้ภาษีหายไป 4,000 ล้านบาท และสิทธิพิเศษการผลิตสินค้ารถยนต์ในอาเซียนหายไป 3,000 ล้านบาท

โดยในช่วงระยะเวลาที่เหลือของปีนี้ กรมศุลกากรมีนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีและการอุดรูรั่วใน 3 ด้าน คือ 1.การคุมเข้มการสำแดงราคาสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง 2.การสำแดงราคาสินค้านำเข้าเป็นเท็จ 3.การแจ้งถิ่นกำเนิดสินค้าและปริมาณสินค้าอันเป็นเท็จ โดยจะตรวจเข้ม ณ ด่านศุลกากร 5 ด่าน เช่น ด่านท่าเรือแหลมฉบัง ด่านท่าเรือกรุงเทพฯ (คลองเตย) ด่านลาดกระบัง เป็นต้น เนื่องจากปริมาณสินค้าจากต่างประเทศที่เข้ามายัง 5 ด่าน คิดเป็นสัดส่วน 92% ของรายได้ภาษีทั้งหมด

โดยสินค้าที่จะมีการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษได้แก่ สินค้าเกษตร ไอที รถยนต์ และเครื่องจักร โดยเตรียมประเมินผลงานในช่วง 3 เดือนข้างหน้า เพื่อให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปตามเป้าหมายทั้งปีที่ 105,000 ล้านบาท

นอกจากนั้น ยังมีการตั้งศูนย์ข้อมูลคลังสินค้าเพื่อรวบรวมข้อมูลสินค้าอย่างเป็นระบบ หวังอำนวยความสะดวกการนำเข้า-ส่งออกสินค้า ผ่านพันธมิตรเอกชน 325 ราย ด้วยการใช้ระบบกรีน-การ์ด (บัตรเขียว) หากได้บัตรสีเขียวจะพิจารณาอำนวยความสะดวกอย่างรวดเร็ว หากชิปปิ้งหรือเอกชนรายใดกระทำผิดบ่อยซ้ำซาก ก็ต้องคุมเข้ม หรือให้ใบแดง ซึ่งต้องติดตามเป็นกรณีพิเศษ

“การอำนวยความสะดวกดังกล่าว จะช่วยรองรับการจัดตั้งเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ด้วย เช่น เว็บไซต์ลาซาด้า ที่พร้อมให้บริการส่งออกสินค้าไทยไปยังต่างประเทศ”

นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังเร่งออกประกาศกรมศุลกากร เกี่ยวกับเกณฑ์การบริหารความเสี่ยง มาตรา 317 เพื่อคุมเข้มการสำแดงราคารถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะประกาศได้สิ้นเดือน ก.ค.นี้

ส่วนเรื่องการติดตั้งเครื่องเอกซเรย์คร่อมสายพานสัมภาระผู้โดยสารที่สนามบินสุวรรณภูมินั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการทำร่างเงื่อนไขประกวด ราคา (ทีโออาร์) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อตรวจสอบการลักลอบนำเข้ายาเสพติด วัตถุระเบิดและสิ่งของผิดกฎหมาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจับกุมและการจัดเก็บภาษีกับผู้ลักลอบนำสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายตามคำสั่งซื้อหรือพรีออเดอร์

ส่วนการนำสินค้าเข้ามาจำหน่าย ด้วยวิธี การสวมใส่หรือหิ้วติดตัวเดินผ่านด่านตรวจนั้น ทางเจ้าหน้าที่ศุลกากรมีหน่วยข่าวที่ติดตามจากการเสนอขายหรือสั่งซื้อผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อเป็นเบาะแสแจ้งให้เจ้าหน้าที่บริเวณด่านเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมากขึ้น.

 

กกร.เด้งประมาณการส่งออก แนวโน้มดีเพิ่มเป็น 3.5-4.5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ค. 2560 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994678

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมกกร.เห็นชอบให้ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวของการส่งออกในปี 2560 จากเดิมที่วางไว้ว่าจะขยายตัว 2-3.5% มาเป็น 3.5-4.5% เนื่องจากการส่งออก 5 เดือนแรก ยังขยายตัวได้ดีและที่เหลือของปีนี้ ยังมีโอกาสเติบโตได้เพิ่ม

อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินโลกยังคงมีความผันผวนและเป็นปัจจัยท้าทายโดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศยังอาจเผชิญความท้าทายจากราคาสินค้าเกษตรหลายรายการที่เริ่มลดลง และการเดินหน้าโครงการลงทุนต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องใช้เวลา กกร.จึงยังคงประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2560 ไว้ที่ 3.5-4.0% ส่วนอัตราเงินเฟ้อนั้น กกร.ปรับลดประมาณการในปี 2560 มาที่ 0.5-1.5% จากเดิม 1.0-2.0%.

 

จีพีเอสซีเปิดโซลาร์ฟาร์มญี่ปุ่น พร้อมลุย “เอนเนอร์ยี สตอเรจ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994668

นายเติมชัย บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เปิดเผยว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) อิจิโนเซกิ โซล่า พาวเวอร์ 1 จีเค ขนาด 20.8 เมกะวัตต์ ในญี่ปุ่น พร้อมเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ไตรมาส 4 ปีนี้ตามแผน โดยโครงการนี้มีมูลค่าการลงทุน 10,000 ล้านเยน หรือราว 3,000 ล้านบาท โดย GPSC เป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดและถือเป็นโรงไฟฟ้าแห่งแรกของกลุ่ม ปตท.ในญี่ปุ่น มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นเวลา 20 ปี มีราคารับซื้อไฟ 40 เยนต่อหน่วย “เมื่อโรงไฟฟ้าแห่งนี้เข้าระบบ บริษัทจะต่อยอดลงทุนระบบกักเก็บพลังงานหรือเอนเนอร์ยี สตอเรจ เป็นการเข้าสู่ตลาดพลังงานทดแทนและระบบกักเก็บพลังงานภายใต้ยุทธศาสตร์สร้างอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ นิว เอสเคิร์ฟ ในกลุ่ม ปตท.”

นายเติมชัยกล่าวว่า ล่าสุดได้ร่วมมือกับ 24M Technologies Inc. (24M) จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบริษัทที่คิดค้นเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ที่มีราคาถูก มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำมาใช้ในเอนเนอร์ยี สตอเรจ สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนให้มีการจ่ายไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยบริษัทได้รับสิทธิใช้เทคโนโลยีการผลิตและจำหน่ายแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่มีนวัตกรรมใหม่นี้ เพื่อทำตลาดในไทยและอาเซียน โดยได้ส่งพนักงานเข้าไปเรียนรู้ที่ 24M ในสหรัฐฯ เพื่อกลับมาสร้างโรงงานผลิตร่วมกับ 24M ในไทยปี 62

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่ม ปตท.ได้วางกลยุทธ์ให้ GPSC เป็นหลักลงทุนเทคโนโลยีพลังงาน อาทิ เอนเนอร์ยี สตอเรจ แต่ขณะนี้เทคโนโลยียังพัฒนาไปไม่ถึงจุดที่อิ่มตัว จึงไม่รู้ว่าต้นทุนจะเป็นอย่างไร และจะนำระบบนี้มาใช้ได้มากน้อยแค่ไหน ดังนั้นอนาคตเมื่อกลุ่ม ปตท.พัฒนาและผลิตใช้จริงได้แล้ว จะนำมาใช้กับโรงไฟฟ้าอิจิโนเซกิ โซล่า พาวเวอร์ 1 จีเค.

 

เซเว่น-แฟมิลี่มาร์ท ซ่อนบุหรี่สุดพลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ค. 2560 05:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994653

นายบัญญัติ คำนูณวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจร้าน “เซเว่น อีเลฟเว่น” ในเครือซีพี กล่าวถึงการรับมือหลัง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า ร้านเซเว่นที่มีสาขาอยู่ 10,000 สาขา ทั้งสาขาที่ลงทุนเอง 45% และสาขาแฟรนไชส์หรือ Store Business Partner 55% พร้อมปฏิบัติตามกฎหมายใหม่ โดยได้เตรียมพร้อมตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมาแล้ว โดยนำบุหรี่ออกจากชั้นวางสินค้าบริเวณด้านหลังเคาน์เตอร์คิดเงิน ที่เดิมมีแผ่นปิดเพื่อให้ลูกค้ามองไม่เห็นสินค้าอยู่แล้ว เอาไว้ใต้เคาน์เตอร์ชั่วคราว พร้อมติดป้ายในบริเวณที่ขายบุหรี่เดิมให้ลูกค้าเห็นชัดว่าไม่วางขายสินค้าประเภทดังกล่าว พร้อมให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับพนักงาน หากมีลูกค้าสอบถามให้ตอบว่าขณะนี้กำลังหาพื้นที่วางสินค้าที่เหมาะสมอยู่

“ส่วนการห้ามขายบุหรี่กับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี และการแบ่งขายเป็นตัวๆนั้น ที่ผ่านมาไม่มีการขายให้อยู่แล้ว ขณะที่การไม่วางขายบุหรี่บนชั้นวางสินค้า จะส่งผลกระทบกับยอดขายหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ เพราะเพิ่งเริ่มดำเนินการ”

ด้านร้านแฟมิลี่มาร์ท ร้านสะดวกซื้อในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ปนั้น ผู้บริหารชี้แจงว่าพร้อมปฏิบัติตามกฎหมายใหม่อย่างเคร่งครัด โดยขณะนี้ได้ทำแผ่นอะคริลิกปิดบริเวณชั้นวางบุหรี่เดิมที่อยู่หลังเคาน์เตอร์คิดเงินเพิ่มเป็น 3 สเต็ป คือ เพิ่มปิดเฉพาะช่องในแต่ละช่องที่วางซองบุหรี่ จากเดิมปิด 2 สเต็ป คือ ปิดในแต่ละชั้นวาง และปิดรวมทั้งแผง เพื่อไม่ให้ลูกค้ามองเห็นสินค้า ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับกฎหมายดังกล่าวมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.แล้วในทุกสาขา ทั้ง 1,150 สาขาทั่วประเทศ.

 

ราคาทองคำรูดหลุด 2 หมื่นบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/994648

นายพิชญา พิสุทธิกุล อุปนายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 ราคาทองคำปรับลดลงต่ำที่สุดในรอบกว่า 6 เดือน โดยมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับต้นปี 2560 เห็นได้จากราคาที่ประกาศโดยสมาคมค้าทองคำระบุว่า ราคาทองคำแท่ง 96.5% รับซื้ออยู่ที่บาทละ 19,650 บาท ขายออกที่บาทละ 19,750 บาท ทองรูปพรรณ 96.5% รับซื้อบาทละ 19,298.68 บาท ขายออกที่บาทละ 20,250 บาท ทองคำโลกอยู่ที่ 1,223 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ซึ่งเป็นราคาที่ปรับลดจากราคาปิดของวันที่ 3 กรกฎาคมถึงบาทละ 200 บาท การลดลงของราคาในครั้งนี้ปรับลดที่แรงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ หลังกองทุน SPDR เอสพีดีอาร์ ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในทองคำขายทองคำออกมาในคืนวันที่ 3 กรกฎาคม มากถึง 5-6 ตัน ส่วนตัวประเมินว่าสาเหตุที่กองทุนขายเพราะต้องการขายเพื่อทำกำไรในระยะสั้น

ทั้งนี้ ราคาทองคำในช่วงนี้ยังไม่มีปัจจัยบวกและปัจจัยหนุนที่ชัดเจน ดังนั้นในช่วงที่ราคาทองคำร่วงลงมาอยู่ที่ประมาณบาทละ 19,500-20,000 บาท และราคาทองคำโลกที่ 1,190-1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ เป็นช่วงราคาที่น่าซื้อสะสม สำหรับกรอบราคาทองคำในสัปดาห์นี้คาดว่าจะแกว่งตัวอยู่ที่บาทละ 19,500-20,500 บาท ทองคำโลกจะอยู่ที่ 1,220-1,240 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์

ด้านนายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัญยศิริ ประธานกรรมการเอ็มทีเอสโกลด์แม่ทองสุก กล่าวว่า ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลงมา 5 วันติดต่อกันแล้ว และเมื่อคืนวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมาได้หลุดระดับ 1,240 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ จึงส่งผลให้ราคาทองคำในไทยหลุดระดับที่เคยยืนเหนือที่ระดับบาทละ 20,000 บาท ลงมาทันที โดยในด้านเทคนิคทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว แนวโน้มราคาทองคำจะยังคงเป็นขาลง ส่วนปัจจัยพื้นฐานการที่เศรษฐกิจสหรัฐฯแข็งแกร่งขึ้นและมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายยิ่งกระตุ้นให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลง โดยมีแรงขายทองคำเพื่อไปเก็งกำไรสินทรัพย์สกุลเงินสหรัฐฯและตลาดหุ้นแทน ทั้งนี้ แนะนำสำหรับผู้ลงทุนทองคำให้เก็งกำไรในทิศทางขาลง โดยมองราคาทองคำในตลาดโลกมีโอกาสปรับลงไปที่ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่จะเป็นลักษณะแกว่งตัวและค่อยๆปรับลงเป็นสเต็ปไม่ได้ไหลรูดลงแรง.