ราคาทองเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 22,200

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ส.ค. 2559 09:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702555

 

ราคาทองเปิดตลาดคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,600 ขายออกบาทละ 21,700 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,208.84 ขายออกบาทละ 22,200 บาท ส่วนภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์กปิดทรงตัว เหตุนักลงทุนชะลอซื้อขายก่อนแถลงนโยบายการเงิน…

เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,600.00 บาท ขายออกบาทละ 21,700.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,208.84 บาท ขายออกบาทละ 22,200.00 บาท

ส่วนสัญญาทองแดงตลาดนิวยอร์กปิดทรงตัวเมื่อคืนนี้ (25 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อขายก่อนที่นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมประจำปีที่เมืองแจ็คสัน โฮล ในวันนี้

สัญญาทองแดงตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือน ก.ย. ทรงตัวที่ 2.0765 ดอลลาร์/ปอนด์

นอกเหนือจากถ้อยแถลงของนางเยลเลนในการประชุมที่แจ็คสัน โฮลวันนี้แล้ว นักลงทุนยังจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ในวันนี้ด้วย ซึ่งได้แก่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2/2559 และความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ขั้นสุดท้ายเดือน ส.ค.

 

ธปท.ยกเครื่องพาสเวิร์ดออนไลน์ จ่อใช้รหัสชีวภาพสแกนเสียง-โชว์หน้าผ่านจอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ส.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702329

 

ธปท.ล้อมคอกธุรกรรมออนไลน์ สั่งแบงก์เปลี่ยนพาสเวิร์ดผ่านคอลเซ็นเตอร์ให้เพิ่มคำถามเรื่องส่วนตัวที่ยากขึ้นกว่าที่เคยปฏิบัติ และเป็นเรื่องที่คนอื่นไม่รู้ หรือใช้ช่องทางชีวภาพในการพิสูจน์ตัวตน เช่น หน้าตาผ่านวีดิโอคอล หรือการสแกนเสียง รวมทั้งสร้างความรู้ และความฉุกคิดให้ลูกค้ารักษาความลับ อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวคนอื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกหนังสือเวียนถึงธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อขอความร่วมมือให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดรัดกุมในการพิสูจน์ตัวตนของลูกค้าในการตั้งรหัสผ่านใหม่ผ่านศูนย์ให้บริการทางการเงินผ่านโทรศัพท์ หรือคอลเซ็นเตอร์ (Call Center) รวมทั้งขอให้สถาบันการเงินทุกแห่งดำเนินการสร้างความรู้ แนะนำวิธีการและความตระหนักให้กับลูกค้าในการรักษาข้อมูลความลับของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการเกิดทุจริตผ่านช่องทางการให้บริการทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ของสถาบันการเงินซึ่งเกิดเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปัจจุบัน

โดยเมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา ธปท.ได้ออกหนังสือเวียน ธปท.ฝตส.(03)ว.1037/2559 เรื่องแนวปฏิบัติในการตั้งรหัสผ่านใหม่ (Reset Pass word) ผ่าน Call Center ลงนามโดยนายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. มีเนื้อหาโดยสรุปว่า ตามที่ปรากฏในข่าวว่า มีลูกค้าที่ใช้บริการทางการเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของสถาบันการเงิน ได้ถูกมิจฉาชีพโจรกรรมเงินในบัญชี โดยอาศัยช่องโหว่จากการขอเปลี่ยนรหัส หรือขอรหัสบัญชีใหม่ผ่านทางช่องทางคอลเซ็นเตอร์ เพื่อเข้าถึงบัญชีการทำธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ของลูกค้า ดังนั้น เพื่อป้องกันการเกิดการกระทำความผิดการ ทุจริต และความเสียหายของลูกค้า และสถาบันการเงิน ธปท.ขอให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการพิสูจน์ตัวตนของลูกค้าในการตั้งรหัสผ่านใหม่ และนำไปปฏิบัติใช้อย่างเคร่งครัดต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ธปท.ขอความร่วมมือใน 3 เรื่องหลัก คือ 1. เมื่อมีลูกค้าขอพาสเวิร์ดใหม่ หรือขอให้เปลี่ยนพาสเวิร์ดบัญชีทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบคอลเซ็นเตอร์ของสถาบันการเงิน จะต้องมีการตั้งคำถามพิสูจน์ตัวตนที่เป็นส่วนตัว และยากแก่การคาดเดา ซึ่งลงลึกกว่าคำถามเดิมที่ปกติจะถามวันเกิด หรือเบอร์โทรศัพท์ บ้านเลขที่ ซึ่งผู้ที่ไม่ใช่ลูกค้าอาจจะมีข้อมูลได้ โดยคำถามพิสูจน์ตัวตนอาจจะเป็นคำถามที่สะท้อนพฤติกรรมของลูกค้าและมาจากข้อมูลหลายแหล่ง เช่น ข้อมูลส่วนตัว คำตอบของคำถามเฉพาะที่ให้ไว้กับธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งอาจจะใช้คำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมในการชำระเงินหรือโอนเงินของลูกค้า หรือการใช้ผลิตภัณฑ์การเงินอื่นๆ ของสถาบันการเงิน นอกจากนั้น ขอให้สถาบันการเงินควบคุมดูแลให้มีการตั้งคำถามแสดงตัวตนอย่างสม่ำเสมอ และจัดให้มีการทบทวนและปรับปรุงชุดคำถามการพิสูจน์ตัวตนของลูกค้าที่รัดกุม เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันอยู่เสมอ

ขณะที่เรื่องที่ 2 ที่ ธปท.ขอความร่วมมือคือ สถาบันการเงินควรมีระบบการพิสูจน์ตัวตนโดยใช้ข้อมูลประเภทอื่นๆ ควบคู่กับการตั้งคำถามแสดงตัวตนด้วย เช่น การใช้รหัสกับระบบตอบรับอัตโนมัติ (IVR) หรือการใช้เทคโนโลยีทางชีวภาพ (Biometric) ที่สามารถดำเนินการได้ผ่านช่องทางโทรศัพท์ เช่น การพิสูจน์หน้าตา หรือพิสูจน์เสียง เป็นต้น เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการทำธุรกรรม แต่ไม่ได้สร้างความยุ่งยากให้กับลูกค้ามากเกินไป

ส่วนเรื่องที่ 3 ธปท.ยังขอให้สถาบันการเงินสร้างความรู้ แนะนำวิธีการที่เหมาะสม และความตระหนักให้กับลูกค้าที่จะรู้จักรักษาข้อมูลความลับ และข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญของตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่ใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจของลูกค้าเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่ใช้ยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมการเงินอิเล็ก- ทรอนิกส์ หรือธุรกรรมการเงินออนไลน์ เช่น ชื่อบัญชี ผู้ใช้งาน (Username) รหัสผ่าน (Password) และ รหัสการยืนยันการทำธุรกรรม (OTP) รวมทั้งข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ นอกจากนี้ ในหนังสือเวียนฉบับนี้ ธปท.ยังขอให้หน่วยงานที่กำกับดูแล และหน่วยงานตรวจสอบภายในของสถาบันการเงิน มีส่วนร่วมในการกำกับดูแล และสอบทานการดำเนินการตามหนังสือเวียนฉบับนี้ให้เป็นไปอย่างเคร่งครัดด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า แนวทางของหนังสือเวียนฉบับนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ ธปท.ที่ให้สถาบันการเงินมีวิธีปฏิบัติในการรู้จักลูกค้า (Know Your Customer: KYC) ในเชิงลึกมากขึ้น ซึ่งเดิมเป็นส่วนประกอบสำคัญของมาตรการป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย แต่เมื่อปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน และสถาบันการเงินนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ให้บริการทางการเงินเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น เพื่อ สนับสนุนให้สถาบันการเงินสามารถให้บริการลูกค้าด้วยนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบต่างๆได้อย่างมีประสิทธิผล จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้บริการทางการเงินที่มีความชัดเจนขึ้นสำหรับการให้บริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์.

 

รถไฟตื่นผันสมบัติเจ้าคุณปู่เป็นเงิน ปัดฝุ่นหยิบที่ดินทำเลทองพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ส.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702319

 

หวังปลดหนี้ปีละหมื่นล้านบาท

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายการทำงานให้กับคณะกรรมการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่มีนายพิชิต อัคราทิตย์ เป็นประธานว่า ขอให้บอร์ดพิจารณาวางแนวทางการพัฒนาที่ดินของ รฟท. ที่มีอยู่ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดเพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นนโยบายหนึ่งของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการนำที่ดินของ รฟท.ไปพัฒนาในหลายๆด้าน โดยหวังว่าจะนำเงินรายได้ส่วนนี้มาชดเชยการขาดทุนจากการบริหารการเดินรถไฟ เนื่องจาก รฟท.ภาระค่าใช้จ่ายหลักๆปีละไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้าน ประกอบด้วย ภาระเงินค่าบำนาญปีละ 3,700 ล้านบาท ภาระดอกเบี้ยเงินกู้ปีละ 3,000 ล้านบาท และค่าเสื่อมและค่าดำเนินงานต่างๆอีกปีละประมาณ 3,000 ล้านบาท

“กิจการเดินรถไฟจะบริหารอย่างไรก็ขาดทุน เป็นไปตามหลักสากลทั่วโลก ตอนนี้ รฟท.ไม่ต้องทำอะไรก็มีหนี้ปีละกว่า 10,000 ล้านบาท ดังนั้นจึงต้องหารายได้จากการพัฒนาที่ดินแทน โดยบอร์ดชุดนี้ต้องไปดู เช่น ที่ดินสถานีแม่น้ำ กม.11 และมักกะสัน รวมทั้งที่ดินในต่างจังหวัดที่มีศักยภาพว่าจะนำมาพัฒนาสร้างรายได้อย่างไร หรือที่ดินที่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนน้อย ก็ไปพิจารณาเพิ่มรายได้ให้เหมาะสม”

นายออมสินกล่าวว่า สถานะของ รฟท.ขณะนี้มีหนี้สินสะสมประมาณ 110,000 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้สินในส่วนของโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ 33,000 ล้านบาท (หากแยกการบริหารงานออกจาก รฟท.หนี้ส่วนนี้จะโอนออกไปด้วย) หนี้สินสะสมเดิมอีก 61,000 ล้าน ส่วนนี้จะนำไปล้างหนี้แลกกับการให้สิทธิกรมธนารักษ์กระทรวงคลังเข้ามาบริหารที่ดินมักกะสัน ส่วนหนี้ที่เหลือ 10,000 ล้านบาทเป็นหนี้ของ รฟท.

อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าบอร์ดชุดใหม่มีทั้งนักบริหารมืออาชีพที่มีประสบการณ์และความสามารถ จึงเชื่อมั่นว่าจะเข้ามาบริหารจัดการและสะสางปัญหาที่ค้างสะสมอยู่เดิม เช่น การปิดงบดุลทางบัญชี เพราะระบบบัญชีของ รฟท.ผ่านการรับรองของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 53 แต่นับจากนั้นจนถึงปัจจุบันยังไม่ผ่านการรับรอง รวมไปถึงการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการจัดเก็บและจัดระบบฐานข้อมูลต่างๆของ รฟท. รวมถึงระบบบัญชี เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูล ต่างๆเข้าด้วยกันและสามารถสอบผ่านระบบออนไลน์ได้ด้วย นอกจากนี้ รฟท.มีเป้าหมายที่จะพัฒนาการขนส่งสินค้าทางรางเพิ่มมากขึ้น เพราะการขนส่งทางรางมีต้นทุนต่ำรองจากการขนส่งทางน้ำ.

 

หุ้นสหรัฐฯ ร่วงอีกวัน ก่อนปธ.เฟดแถลงแนวโน้มศก.มะกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ส.ค. 2559 06:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702499

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในวันพฤหัสบดี 1 วันก่อนที่นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ จะมีแถลงการณ์ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า จะเป็นการให้ความชัดเจนเรื่องทิศทางนโยบายของเฟด…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 25 ส.ค. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 33.07 จุด หรือ 0.18% ปิดที่ 18448.41 จุด ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 2.97 จุด หรือ 0.14% ปิดที่ 2172.47 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 5.50 จุด หรือ 0.11% ปิดที่ 5212.20 จุด

นักลงทุนกำลังรอคำแถลงของ นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยเชื่อว่าคำแถลง ณ ที่ประชุมธนาคารกลาง ในเมืองแจ็คสัน โฮล รัฐไวโอมิง ของเธอจะเผยให้เห็นมุมมองของเฟดในเรื่องความเข้มของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเรื่องความเป็นไปไดที่จะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า

ขณะที่นักวิเคราห์คาดว่า นางเยลเลนจะไม่ระบุอย่างชัดเจนว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายครั้งหน้าในวันที่ 20-21 ก.ย. หรือไม่ แต่จะเปิดช่องว่าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยหากเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางการเงินของสหรัฐฯ เอื้ออำนวย

 

สศก.ร่วมขบวนนโยบายไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ส.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702314

 

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้พัฒนาแนวทางการจัดทำข้อมูลสารสนเทศการเกษตรสู่เกษตรกร เพื่อขับเคลื่อนเดินหน้านโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล โดยสื่อการเรียนรู้และแอพพลิเคชั่นที่พัฒนาขึ้น คือ “กระดานเศรษฐี” หรือโอเออี อาร์ซีโม (OAE RCMO) ที่เกษตรกรสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง ฝึกคำนวณต้นทุนการผลิตพืช ปศุสัตว์ และประมง โดยมีการจัดทำ 2 เวอร์ชั่น คือ 1.เวอร์ชั่นแอพพลิเคชั่น ซึ่งเกษตรกรจะสามารถคำนวณต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรได้ทันที และสามารถทราบได้ว่า พื้นที่ของตนเองเป็นพื้นที่เหมาะสมสำหรับปลูกพืชชนิดนั้นหรือไม่ ทราบแหล่งรับซื้อ และราคาที่รับซื้อผลผลิตด้วย

2.เวอร์ชั่น Manual ที่ผลิตขึ้นในรูปแบบกระดานสำหรับเขียน พร้อมเครื่องคิดเลข และสมุดฉีก โดยเกษตรกรที่สนใจสามารถขอรับบริการและเรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรทั้ง 882 ศูนย์ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) คอยให้คำแนะนำ

นอกจากนี้ สศก.ยังได้จัดทำแอพพลิเคชั่นโอเออี โอไอซี (OAE OIC) เพื่อบริการข้อมูลด้านการผลิต การตลาด และด้านเศรษฐกิจต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรด้วย โดยเกษตรกรสามารถติดตามสถานการณ์ต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน ปฏิทินการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งเกษตรกรจะสามารถวางแผนการผลิตได้ ช่วยแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเกษตรกรสนใจดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้ในเพลย์สโตร์หรือกูเกิลเพลย์ ชื่อแอพพลิเคชั่น OAE RCMO และ OAE OIC.

 

จ้างแฮกเกอร์เจาะระบบปิดช่องโหว่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ส.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702305

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมธนาคารไทยได้ออกหนังสือแจ้งเตือนไปยังธนาคารสมาชิก เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเช่นเดียวกับกรณีตู้เอทีเอ็มของธนาคารออมสินจำนวนหนึ่งที่ถูกโจรกรรมโดยใช้มัลแวร์ โดยแจ้งให้สมาชิกมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับการป้องกัน รักษาความปลอดภัยของข้อมูลและระบบคอมพิวเตอร์ต่างๆ รวมทั้งวิธีการและขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อรักษาความปลอดภัยที่เคร่งครัด ในเบื้องต้นธนาคารสมาชิก พร้อมทั้งกระบวนการทำงาน ตรวจสอบระบบการป้องกันที่สามารถลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัย และความมั่นใจในการป้องกันจากการถูกโจรกรรมโดยมัลแวร์นี้ได้ จึงขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการใช้บริการจากธนาคารต่างๆต่อไป

นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ได้เปลี่ยนเครื่องเอทีเอ็มจากเดิมยี่ห้อ NCR มาเป็น Debold (ดีโบลด์) ทั้งหมด และปรับลดจำนวนเครื่องจาก 400 ตู้ ลงเหลือ 200 ตู้ เพราะครบอายุการใช้งาน ซึ่งปกติเครื่องเอทีเอ็มจะเปลี่ยนทุกๆ 5 ปี “เครื่องเอทีเอ็มทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ สเปกเครื่องใกล้เคียงกัน แต่ก็จะมีจุดอ่อน ธนาคารจึงต้องลงซอฟต์แวร์ป้องกันการทุจริต ห้ามข้อมูลประเภทไหนโหลด เข้าไปในเครื่อง และเพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัย ในแต่ละปีจะว่าจ้างแฮกเกอร์เข้ามาเจาะระบบพร้อมกับปิดช่องโหว่ เพื่อไม่ให้เกิดการทุจริต”

ทั้งนี้ ระบบธนาคารไทยปัจจุบันปลอดภัยในการทำธุรกรรมที่สาขา และทางอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆของลูกค้าที่สำคัญต้องแสดงตัวตน ทั้งการนำเอาบัตรประชาชนตัวจริงเพื่ออ่านค่าผ่านระบบสมาร์ทการ์ด และลูกค้าต้องมาพิสูจน์ตัวตน จะไม่ข้ามขั้นตอน ใด เนื่องจากเป็นระเบียบปฏิบัติของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ทุกธนาคารจะต้องปฏิบัติตาม ซึ่งเมื่อได้รับข้อมูลพนักงานจะตรวจสอบข้อมูล ซ้ำทุกครั้ง นอกจากนี้ ยังมีทีมตรวจที่จะสุ่มตรวจสอบทุก 6 เดือน ส่วนกระบวนการเข้าถึงทางอิเล็กทรอนิกส์ ยังตรวจสอบข้อมูลผู้ใช้ User รหัสเข้าใช้ และอุปกรณ์เชื่อมต่อที่เป็นอุปกรณ์เฉพาะ ในธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อยืนยันตัวตนให้ชัด นอกจากนี้ ธปท.ยังเปิดให้ธนาคารพาณิชย์นำระบบการยืนยันตัวตนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-KYC มาทดลองใช้กับธนาคารไทย ซึ่งหากระบบมีความพร้อมคาดว่าจะเปิดใช้งานได้ภายในต้นปีหน้า

ด้านนายพงษ์สิทธิ์ ชัยฉัตรพรสุข รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดการป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ให้ความสำคัญสูงสุดกับเรื่องระบบความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงินของลูกค้า โดยอัพเกรดระบบและนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดมาใช้.

 

ไทยมีลุ้นพ้นบ่วงพีดับบลิวแอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702300

 

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายด้านทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญา (เวิร์คแพลน) ของไทยร่วมกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ในแนวทางการดำเนินการเพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากบัญชีกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (พีดับบลิวแอล) โดยเห็นว่าแผนดังกล่าวจะมีผลต่อการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น เป็นผลดีต่อเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา และหากปฏิบัติตามแผนได้ก็จะมีส่วนช่วยผลักดันให้ไทยหลุดจากบัญชีพีดับบลิวแอล

“ในส่วนของการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญานั้น ได้ตั้งให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม รับผิดชอบดูแล ส่วนการแก้ไขข้อกฎหมายก็อยู่ระหว่างการปรับปรุง ดังนั้น ก่อนสหรัฐฯจะพิจารณาปลดล็อกในเดือน เม.ย.2560 ต้องเร่งทำให้เห็นว่าประเทศไทยเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้”

สำหรับการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับสหรัฐฯ นั้นจะครอบคลุม 4 ประเด็น ประกอบด้วย 1.ด้านลิขสิทธิ์ เน้นการแก้ปัญหาการละเมิดบนอินเตอร์เน็ต และการเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาด้านลิขสิทธิ์ 2.ด้านเครื่องหมายการค้า โดยการเข้าเป็นภาคีพิธีสารกรุงมาดริดเรื่องการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศและการแก้ปัญหาการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ค้างสะสมอยู่ 3.ด้านสิทธิบัตร มุ่งการแก้ปัญหาการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรที่ค้างสะสมอยู่ และการเข้าเป็นภาคีความตกลงกรุงเฮกเรื่องการจดทะเบียนการออกแบบระหว่างประเทศ และ 4.การปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา.

 

“สมคิด” รับปากอีกไม่มั่วนิ่ม ชัวร์ครั้งที่ 100 สัญญาขยาย “สุวรรณภูมิ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ส.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702290

 

ITD กวาดงานพัฒนา-ส่วนต่อขยายสนามบินสุวรรณภูมิอีกร่วมแสนล้านบาท ขณะที่ “สมคิด” และ ทอท. ยืนยันขยายสนามบินสุวรรณภูมิ-สนามบินอื่นๆอีกรวม 195,000 ล้านบาท ในอีก 5 ปี รองรับผู้โดยสาร 90 ล้านคน

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานร่วมลงนามในสัญญาว่าจ้างการขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ปีงบ 2554-2560) ในเฟส 2-3 ระหว่าง บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ร่วมกับ 3 บริษัทได้แก่ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนต์ (ITD) กิจการค้าร่วม SG& Inter link และกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา SCS Consortium ว่าการดำเนินการของ ทอท.ครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งขณะนี้ ทอท.มีแผนที่จะลงทุนในอนาคตอีกจำนวนมาก

ทั้งนี้ต้องการให้ ทอท. เร่งรัดพัฒนายกระดับสนามบินทั้ง 6 แห่งที่อยู่ในความดูแล โดยเฉพาะสุวรรณภูมิ, ดอนเมือง หาดใหญ่ เชียงใหม่ และภูเก็ต เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค หรือเป็นเกตเวย์การเดินทางทางอากาศ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวเติบโตได้ดี และยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับประเทศด้วย

โดย ทอท.ต้องเร่งยกระดับสนามบิน และผลักดันให้ดอนเมืองเป็นศูนย์กลางการบินภายในประเทศ ให้อู่ตะเภาเป็นสนามบินพาณิชย์สากล ซึ่งความฝันในการเป็นเกตเวย์การบินจะเป็นจริงได้ ในปีหน้า ทอท.จะต้องไปดูว่าโครงการไหนที่เร่งทำได้ก่อนก็ต้องเร่งนำมาทำก่อนให้ได้ ส่วนนายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. เผย ทอท.พร้อมใช้เงินลงทุน 195,000 ล้านบาท ขยายสนามบิน 6 แห่งทั่วประเทศ

นายสมคิดกล่าวด้วยว่า ปีที่แล้วมีคนปรามาสรัฐบาลว่า เศรษฐกิจคงเติบโตได้ 2.5-3% มีการปรับลดตัวเลขกันเช้า-เย็น แต่ตนไม่สนใจ และยังคงมุ่งมั่นไปข้างหน้า โดยหวังว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นเอง “ขณะนี้ ผมทำงานเพื่อบ้านเมืองมาครบ 1 ปีพอดี วันนี้รัฐบาลสามารถปฏิรูปและขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศมาได้จนก้าวพ้นช่วงอันตรายที่เศรษฐกิจทรุดตัวมาได้แล้ว แม้เศรษฐกิจโลกจะยังไม่ฟื้นตัว ก็ยังเชื่อว่า จะไม่มีอะไรมาหยุดยั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้ เพราะพิสูจน์แล้วว่าเศรษฐกิจไทยยืนได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพิงการส่งออก หากข้าราชการและเอกชนเข้ามาร่วมปฏิรูปกับรัฐบาลอย่างเต็มที่ ก็ยิ่งมั่นใจว่า ไทยจะโงหัวขึ้นได้แน่นอนเพื่อส่งไม้ต่อให้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารได้”

นายสมคิดกล่าวถึงประธานเจโทรคนใหม่ที่ออกมาระบุว่าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจไทยมาถูกทาง และถูกต้องแล้วในการก้าวให้พ้นการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางมุ่งสู่รายได้ที่สูงขึ้น ขณะที่นายเปรมชัย กรรณสูต CEO บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนต์ (ITD) เผยผลประกอบการปีนี้ว่าจะมีกำไรเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 50,000-60,000 ล้านบาท ซึ่งจะเพิ่มงานในมือที่มีอยู่แล้วราว 230,000 ล้านบาท

โดยบริษัทสนใจไปลงทุนทำสนามบินหลายแห่งรวมทั้งในต่างประเทศ เช่น โครงการพัฒนาสนามบินโฮจิมินห์ ที่เวียดนาม ซึ่งจะทำสนามบินใหม่รองรับนักท่องเที่ยว 75 ล้านคน/ปี ด้วยมูลค่าลงทุนประมาณ 100,000 ล้านบาท โดยจะเริ่มประมูลกันในปี 2560.

 

แค็ตตาล็อกอิเกีย 2017 มาพร้อมเกมลุ้นรางวัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702285

 

นายพาทริซ ดรีอาโน่ ผู้จัดการอิเกียสโตร์ บางนา เปิดเผยว่า ขณะนี้อิเกียได้ออกแค็ตตาล็อกอิเกีย 2017 เป็นเล่มที่ 6 นับตั้งแต่อิเกียเปิดให้บริการในประเทศไทย โดยในแค็ตตาล็อกเล่มนี้จะมีการนำเสนอเรื่องราวใหม่ๆ อาทิ สินค้าคอลเลกชั่นใหม่ ไอเดียแต่งบ้าน และมุมมองการใช้ชีวิตในบ้านของผู้คนทั่วโลก

ทั้งนี้อิเกียยังได้เตรียมที่จะมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวสินค้าใหม่ 1,200 รายการ เมนูอาหาร และขนมหวานใหม่อีก 6 รายการ เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้าที่รักสุขภาพ ที่สำคัญยังจะมีการเปลี่ยน โฉมห้องตัวอย่างใหม่ ทั้งห้องนอน ห้องนั่งเล่น และห้องครัว เพื่อนำเสนอการจัดเก็บภายในบ้าน ใช้พื้นที่แนวตั้งเพื่อจัดสรรมุมต่างๆ ให้ลงตัวและเป็นระเบียบ

ในการนี้ อิเกียยังได้จัดกิจกรรมพิเศษต้อนรับแค็ตตาล็อกใหม่ ด้วยการให้สมาชิก IKEA FAMILY ร่วมสนุกเล่นเกมรับของที่ระลึก พร้อมลุ้นรับรางวัลใหญ่ เพียงแสดงบัตรสมาชิก ตั้งแต่วันนี้-28 ส.ค.59 ที่อิเกีย เมกา บางนา.

 

“เซ็นทรัล” ลุยปักธงทำเลทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702280

 

นายปรีชา เอกคุณากูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น เปิดเผยว่า สำหรับแผน 3 ปี (2559-2561) ทางบริษัทจะลุย 10 โปรเจกต์ยักษ์ ผุดโครงการศูนย์การค้าใหม่ 5 แห่ง และพลิกโฉมศูนย์การค้าเดิมอีก 5 แห่ง ภายใต้เงินลงทุนรวมกว่า 60,000 ล้านบาท เพื่อให้มีศูนย์การค้าหลากหลายในภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ ยึดหัวหาดเบอร์หนึ่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีก และดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการช็อปปิ้งที่ดีที่สุดของภูมิภาคอาเซียน

“บริษัทให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจศูนย์การค้าในทำเลที่มีศักยภาพและเหมาะสมต่อเนื่อง ล่าสุดได้ซื้อที่ดินจำนวน 100 ไร่ เตรียมพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูช มีทั้งศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน ที่พักอาศัย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและความต้องการของตลาด แต่เบื้องต้นจะดำเนินการสร้างศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า มหาชัยก่อน ภายใต้เงินลงทุน 4,750 ล้านบาท เพื่อรองรับลูกค้า”

ทั้งนี้จะขยายการลงทุนในจังหวัดสมุทรสาคร เนื่องจากจำนวนประชากรหนาแน่น โดยรายได้ประชากรอยู่ที่ประมาณ 359,000 บาท/คน/ปี และเป็นเมืองส่งออกสินค้าอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแหล่งท่องเที่ยวเป็นประตูสู่ภาคใต้ โดยคาดหวังให้ศูนย์การค้าดังกล่าวเป็น “ฟู้ดเดสทิเนชั่น ด้านอาหารทะเล” ครบวงจร มีพื้นที่ฟู้ด (อาหาร) มากถึง 10,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับลูกค้าที่อยู่ภายในจังหวัดสมุทรสาคร และนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ทั้งไทยและต่างชาติ คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในช่วงปลายปี 2560 และหลังเปิดให้บริการคาดว่าจะมีลูกค้าแห่เข้ามาใช้บริการไม่ต่ำกว่าวันละ 30,000 คน.