ดัชนีเศรษฐกิจ 27/08/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/703275

 

Aec Go On 27/08/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 27 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702645

 

“ทำไมเวียดนามถึงดูน่ากลัวขึ้น” หรือ “ทำไมถึงกลัวว่าเวียดนามจะแซงหน้าไทย” แม้จะเป็นคำถามที่ดูเป็นเชิงลบต่อไทย แต่วลี “ทุกวิกฤติย่อมมีโอกาส” หรือ “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ” ยังคงใช้ได้ตลอดเวลา เพราะคำถามข้างต้นทำให้ไทยต้องเร่งพัฒนานโยบายและความสามารถในการแข่งขันอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับประเทศไทยให้เด่นกว่าในทุกมิติหรือในด้านที่ต้องการแข่งขันกับประเทศอื่นๆใน AEC ซึ่งเป็นการตอบสนองในเชิงกลยุทธ์แบบตั้งรับ

แต่ถ้ากลับมามองในมิติกลยุทธ์เชิงรุกจะเห็นว่าประเทศไทยหรือธุรกิจไทยควรเข้าไปเป็นพันธมิตร หรือเจาะตลาดเวียดนามที่กำลังโตวันโตคืนอย่างโดดเด่น โดยเร่งเข้าไปทำความรู้จัก ทำความเข้าใจ จับจองพื้นที่ทางการผลิต การขาย หรือการสร้างพันธมิตรอย่างเร่งด่วน เพื่อเข้าถึงตลาด เวียดนามที่มีศักยภาพโดยไม่รอช้าก่อนคู่แข่งอื่นๆ

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของเวียดนามสำหรับผมเอง ก็คือ “คนเวียดนามมีระเบียบบนท้องถนนมาก” เมื่อ 5 ปีที่แล้ว กองทัพมอเตอร์ไซค์บนท้องถนนที่ขับขี่กันไม่เป็นระเบียบตลอดทั้งวัน การเปลี่ยนเลนเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาหยุดจอดกลับรถในทุกเส้นทางแม้จะเป็นถนนสายใหญ่ๆ หรือสี่แยกห้าแยกหลักๆ สามารถทำได้ตามสบายโดยไม่ต้องรอสัญญาณไฟจราจร จนมีคำกล่าวที่ใช้ได้จนถึงขณะนี้ว่า “ถ้าจะเดินข้ามถนนที่เวียดนาม เดินไปเรื่อยๆ อย่าหยุด ไม่ถูกชนแน่นอน แต่ถ้าหยุดเมื่อไรจะถูกชน” สำหรับการจราจรนั้นคับคั่ง รถราขวักไขว่และติดหนักโดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน

ถ้ารถติดมาก มอเตอร์ไซค์ก็สามารถขึ้นไปแล่นบทฟุตปาทได้ทันทีเพราะสันของฟุตปาทข้างทางจะทำเป็นมนไม่เป็นสันเหลี่ยมเพื่อให้ง่ายกับการวิ่งขึ้นไป การขนส่งโดยสารจะทำโดยใช้รถมอเตอร์ไซค์เป็นหลัก แม้กระทั่งการขนส่งสินค้าใหญ่ก็จะใช้มอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะ

แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปมากครับแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยครับ จำนวนมอเตอร์ไซค์ลดลงมากพร้อมกับการขับขี่โดยมีหมวกกันน็อกรถยนต์รุ่นต่างๆมีจำนวนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การจราจรคล่องตัวเพราะมีถนนและสะพานลอยถูกสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาก ความมีระเบียบมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดนี่เองที่ทำให้ผมกลัวว่า เวียดนามพร้อมทั้งประเทศแล้วที่จะปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นในอนาคต ซึ่งเป็นได้ทั้งมุมบวกและลบแล้วแต่เราจะมองครับ.

ผศ.ด ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

 

มหกรรมไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 40

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วานิชหนุ่ม 27 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702635

 

ในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่ดูเหมือนว่ายังไม่หายจากไข้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังเป็นพระเอก เป็นเครื่องจักรเดียวที่ยังทำงานช่วยขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวข้ามผ่านสถานการณ์ยากลำบากนี้ไปให้ได้ ดังจะเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่แห่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและใช้เงินอย่างมหาศาล

ขณะที่มาตรการกระตุ้นให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศไทยก็เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ทางภาครัฐได้โปรโมตให้คนไทยออกไปท่องเที่ยวพักผ่อนทั้งในช่วงวันหยุดและวันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา กับเป้าหมายผลักดันรายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศ 8.5-9 แสนล้านบาทในปีนี้กับคนไทยเดินทางจำนวน 140 ล้านครั้ง

ที่ผ่านมาก็มีอีเวนต์สำหรับการโปรโมตการท่องเที่ยวประเทศไทยจนกลายเป็นงานหลักคนไทยที่นิยมรักการท่องเที่ยว ต่างเฝ้ารอเพื่อจัดการวางแผนการท่องเที่ยวล่วงหน้าด้วยการซื้อแพ็กเกจการท่องเที่ยวที่มีราคาถูกกว่าปกติ อย่างงาน “ไทยเที่ยวไทย” มารองรับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคสมัยใหม่ที่มีความยินดีจ่ายเงินล่วงหน้าเพื่อการท่องเที่ยวอย่างคุ้มค่า



นายกฤตย์ พัตรปาล กรรมการผู้จัดการ บริษัทพี.เค. เอ็กซิบิชั่นแมนเนจเม้นท์ จำกัด ผู้จัดงานไทยเที่ยวไทยครั้งที่ 40 กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ ภายใต้แนวคิด “เที่ยวนี้ถูกจริง” เพื่อชักชวนคนไทยเลือกเที่ยวเมืองไทยแทนเมืองนอกในแบบที่ถูกใจครบทุกด้าน พบกับโปรโมชั่นดีๆ ราคาถูกสุดคุ้มทั่วทุกภาค เน้นการเลือกหาแพ็กเกจปลายฝนต้นหนาว คาดว่าจะมียอดผู้เข้าชมงานครั้งนี้ประมาณ 500,000 คน สร้างเม็ดเงินสะพัดมากกว่า 300 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 1-4 ก.ย.59 ที่จะถึงนี้ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

“ในช่วงเวลาดังกล่าวนับเป็นสัญญาณที่ดีนับตั้งแต่การรับมติประกาศรับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยมากขึ้น ส่วนตลาดภายในประเทศมาตรการของรัฐทั้งมาตรการลดหย่อนภาษีด้านการท่องเที่ยวที่นำใบเสร็จประเภททัวร์หรือโรงแรมที่ถูกต้องตามกฎหมายไปหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาทยังคงเป็นแรงจูงใจที่ดีสำหรับผู้ซื้อแพ็กเกจในงานไทยเที่ยวไทยครั้งนี้ด้วย”

ทั้งนี้ภายในงาน นอกจากจะพบบูธการท่องเที่ยวอย่างตระการตาเต็มพื้นที่ 20,000 ตารางเมตร จากผู้ประกอบการชั้นนำของไทยมาลดราคาแพ็กเกจท่องเที่ยวทั้งห้องพัก โรงแรม รีสอร์ต สายการบิน ทัวร์ สปา รถเช่า เรือท่องเที่ยว สถานบันเทิง สถานพักผ่อนหย่อนใจ สวนสนุก สวนสัตว์ ภัตตาคาร ร้านอาหารและบริการด้านท่องเที่ยวอื่นๆ รวมทั้งหมด 1,270 บูธ



นายกฤตย์กล่าวว่า ไฮไลต์ของงานครั้งนี้พบกับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม นำโดย 4 จังหวัดชายทะเลภาคตะวันออกได้แก่ ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรีและตราด ร่วมกันเปิดพาวิเลี่ยนโซน “สีสันภาคตะวันออก” มาประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามทั้ง 4 จังหวัดจากเจ้าบ้าน พร้อมกิจกรรมการแสดงบนเวทีอาทิ ศิลปวัฒนธรรมประจำภาคที่หาชมได้ยาก เช่น เท่งดุ๊ก หรือละครชาตรีพื้นบ้าน และการแสดงร่วมสมัยอันสวยงามที่คัดสรรมาเป็นพิเศษเช่น อัลคาซ่าร์โชว์ การแสดงจากเยาวชนของ 4 จังหวัดและสนุกกับการเล่นเกมตอบคำถาม จับรางวัลมาสร้างความบันเทิงตลอดงาน พร้อมกับ 82 โรงแรมที่มาเสนอโปรโมชั่นราคาถูกพิเศษเฉพาะที่งานนี้

นอกจากนี้ ยังมีพาวิเลี่ยนจากหลายองค์กรท่องเที่ยว เช่น สมาคมการท่องเที่ยวกระบี่,สมาคมท่องเที่ยวเกาะเสม็ด รวมถึงโรงแรม รีสอร์ตหรูมาออกบูธเป็นพาวิเลี่ยนขนาดใหญ่จำนวนมาก ขณะที่บริษัทนำเที่ยวคุณภาพกว่า 50 ราย มานำเสนอแพ็กเกจเที่ยวไทยเที่ยวโลกในราคาพิเศษจากแพ็กเกจ 5 สายการบินชั้นนำอย่างนกแอร์, ไทยสมายล์, ไทยไลอ้อนแอร์, บางกอกแอร์เวย์สและแอร์เอเชีย จัดโปรตั๋วเครื่องบินราคาถูกเฉพาะงานนี้เท่านั้น

ส่วนด้านโปรโมชั่นได้จับมือกับพันธมิตรบัตรเครดิตในเครือกรุงศรีคอนซูเมอร์ทั้ง 7 บัตรและบัตรเครดิตธนาคารซิตี้แบงก์ทุกประเภทนำข้อเสนอดีๆ มาลด แลก แจก แถม สุดคุ้ม 4 ต่อ โปรพิเศษสำหรับสมาชิกเป็นการเฉพาะได้แก่ส่วนลดเพิ่มสูงสุดถึง 35% จากโรงแรมที่ร่วมรายการ ช็อปครบ 5,000 บาท รับบัตรกำนัลบาร์บีคิวพลาซ่า หรือบัตรกำนัลสุกี้ เอ็มเค หรือเที่ยวก่อนผ่อนทีหลัง 0% ช็อปผ่านบัตรครบทุก 1,000 บาท ลุ้นรางวัลใหญ่มากมาย

นับเป็นงานหนึ่งที่จะสร้างสีสันบรรยากาศในช่วงนี้ให้คึกคักกับการสนองนโยบายรัฐเพื่อปลุกกระแสให้คนไทยเที่ยวไทยมากขึ้นและกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมในที่สุด!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

อาหารไทยไปโลด! แม่ครัวแห่โกอินเตอร์ ฟันรายได้ต่อเดือนเหยียบแสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ส.ค. 2559 20:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/703169

 

พ่อครัว-แม่ครัวไทยแห่โกอินเตอร์ โชว์เสน่ห์ปลายจวักรสชาติอาหารไทยแท้ รับค่ากวัดแกว่งตะหลิวเดือนละเหยียบแสน ญี่ปุ่นฮิตไปมากสุดปีละกว่า 500 คน  ก.แรงงาน เดินหน้าดันเต็มสูบ ตั้งเป้าปี 60 ครัวไทยถล่มครัวโลก 4 พันคน ฟันรายได้ 2 พันล้าน…

วันที่ 26 ส.ค. นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวว่า หลายประเทศต้องการพ่อครัว แม่ครัวไทย เนื่องจากชื่นชอบรสชาติอาหารไทย ในแถบยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษ มีคนไทยไปทำงานครัวปีละ 200-300 คน ได้อัตราค่าจ้างเดือนละกว่า 6 หมื่นบาท ส่วนเยอรมนี มีแนวโน้มความต้องการสูงขึ้น เพราะร้านอาหารไทยนิยมจ้างแรงงานไทยมากขึ้น มีรายได้เมื่อหักภาษีและเงินสมทบประกันสังคมประมาณ 40,000–60,000 บาทต่อเดือน

สำหรับเงื่อนไขในการไปทำงานครัวในแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน เช่น ไปญี่ปุ่นต้องมีประสบการณ์ 10 ปีขึ้นไป หรือผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาผู้ประกอบอาหารไทยระดับ 1 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไม่กำหนดว่าต้องมีใบรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน แต่ต้องมีการขอใบอนุญาตทำงาน ส่วนสิงคโปร์ต้องขอใบอนุญาตประเภท S-pass ซึ่งเป็นใบอนุญาตทำงานสำหรับคนต่างชาติ ที่มีฝีมือแรงงานในระดับกลาง โดยมียอดแรงงานไทยเดินทางไปทำงานในตำแหน่ง พ่อครัว-แม่ครัวในต่างประเทศ ปีละประมาณ 3,500 คน มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 40,000-90,000 บาทต่อเดือน

นายอารักษ์ กล่าวว่า การไปทำงานจะแจ้งการเดินทางด้วยตนเองมากที่สุด รองลงมาเป็นนายจ้างพาไปทำงาน และบริษัทจัดหางานจัดส่ง ประเทศที่นิยมไปมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สิงคโปร์ อังกฤษ นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ อิสราเอล เยอรมนี มาเลเซีย สวีเดน และมีแนวโน้มส่งออกเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมแรงงานไทยที่มีความรู้ความสามารถด้านการทำอาหารไทยไปทำงานในต่างประเทศ

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงาน มีการฝึกอบรมมุ่งเน้นพัฒนาฝีมือให้มีมาตรฐาน เพื่อยกระดับทั้งด้านการให้บริการ และมาตรฐานในรสชาติอาหารไทย เพื่อเผยแพร่อาหารไทย และเอกลักษณ์ของความเป็นไทย แต่ก็ขอเตือนไปยังคนหางาน พ่อครัวแม่ครัวไทยที่อยากไปทำงาน ต้องตรวจสอบข้อมูล คุณสมบัติ และเงื่อนไขแต่ละประเทศให้รอบคอบ เพื่อป้องกันปัญหาการถูกหลอกลวง สอบถามได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 1-10 หรือที่สำนักงานบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ โทรศัพท์สายด่วน กรมการจัดหางาน 1694

“5 ปีที่ผ่านมา มีแรงงานไทยเดินทางไปทำงานในตำแหน่งพ่อครัวแม่ครัวในประเทศญี่ปุ่นมากที่สุด แต่ละปีมีมากกว่า 500 คน มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท จึงจะมีการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการจ้างงานในตำแหน่งนี้มากขึ้น โดยหารือกับทางญี่ปุ่นถึงความเป็นไปได้ในการสร้างความร่วมมือในตำแหน่งงานพ่อครัวแม่ครัว ให้ กกจ. เป็นผู้จัดส่งไปทำงาน ตั้งเป้าภาพรวมปี 2560 จะส่งพ่อครัวแม่ครัวไทย ไปทำงานในประเทศต่างๆ ให้ได้ 4 พันคน คาดว่าจะสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านบาท” นายอารักษ์ กล่าว.

 

คนกรุงนิยมชำระภาษีรถผ่าน สนง.ขนส่งมากสุด เฉพาะ ก.ค. จัดเก็บกว่า 652 ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ส.ค. 2559 17:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/703049

 

ขนส่งทางบก เผย ปชช.นิยมชำระภาษีรถ ผ่านสำนักงานกรมการขนส่งทางบกมากที่สุด เฉพาะ ก.ค. เดือนเดียว จัดเก็บภาษีรถในเขต กทม. ได้ 652,562,635.99 ล้าน ขณะที่ การใช้บริการชำระภาษีรถผ่านเว็บไซต์ยังนิยมต่อเนื่อง …

วันที่ 26 ส.ค. 59 นายณันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า จากการที่กรมการขนส่งทางบกได้อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน เลือกชำระภาษีรถประจำปีผ่านช่องทางการให้บริการหลากหลายช่องทาง ผลปรากฏว่า เฉพาะเดือนกรกฎาคม 2559 สามารถจัดเก็บภาษีรถในเขตกรุงเทพมหานครได้ทั้งสิ้น 652,562,635.99 บาท เป็นการใช้บริการรับชำระภาษีรถยนต์ ณ สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–5 ของกรมการขนส่งทางบกมากที่สุด จำนวน 410,656 ราย จัดเก็บภาษีรถได้ทั้งสิ้น 465,160,181.51 บาท รองลงมา เป็นการใช้บริการรับชำระภาษีรถผ่านช่องทาง “เลื่อนล้อ ต่อภาษี” (Drive Thru for Tax) ชำระภาษี โดยไม่ต้องลงจากรถ จำนวน 53,379 ราย จัดเก็บภาษีรถได้ทั้งสิ้น 94,644,940.47 บาท และการใช้บริการชำระภาษีรถ ที่ห้างสรรพสินค้าในวันเสาร์–อาทิตย์ ตามโครงการ “ช็อปให้พอ แล้วต่อภาษี” (Shop Thru for Tax) มีผู้ใช้บริการ จำนวน 43,472 ราย จัดเก็บภาษีรถได้ทั้งสิ้น 63,028,835.77 บาท และที่ศูนย์บริการร่วมคมนาคม เชิงสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินที่ให้บริการทุกวันจันทร์–ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30–15.00 น. สามารถจัดเก็บภาษีได้ทั้งสิ้น 10,578,678.75 บาท

ขณะที่ การชำระภาษีรถผ่านเว็บไซต์ www.dlte-serv.in.th  สามารถจัดเก็บภาษีได้ทั้งสิ้น 9,779,894.52 บาท และการรับชำระภาษีรถผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส จัดเก็บภาษีได้ทั้งสิ้น 7,473,183 บาท โดยเจ้าของรถสามารถชำระภาษีรถล่วงหน้าได้ไม่เกิน 90 วัน และต้องไม่ค้างชำระภาษีรถเกินกว่า 1 ปี สำหรับรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานครบ 7 ปี หรือรถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานครบ 5 ปี ต้องมีใบรับรองการตรวจสภาพรถ จากสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) มาแสดงด้วย หากเป็นรถที่ติดตั้งแก็ส ต้องมีหนังสือรับรองการตรวจสอบ และทดสอบตามระยะเวลาที่กำหนด ตลอดจนต้องมีกรมธรรม์ประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ คงเหลือระยะเวลาคุ้มครองไม่น้อยกว่า 3 เดือน

นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบก ยังเพิ่มช่องทางการให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลด้านทะเบียนและภาษีรถ ผ่านแอพพลิเคชั่น DLT eForm ได้ทุกที่ทุกเวลา เพียงสแกน QR Code DLT eForm ที่ปรากฏบนสื่อประชาสัมพันธ์ของกรมการขนส่งทางบก หรือจากเว็บไซต์ www.dlt.go.th  หรือดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้ฟรีผ่าน App Store, Google Play และ Window Phone ซึ่งมีคู่มือด้านทะเบียนและภาษีรถ คำแนะนำการติดต่องาน สถานที่ ติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ แผนที่ และเอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ รวมถึงดาวน์โหลดแบบฟอร์มคำขอต่างๆ แบบออนไลน์ เพื่อกรอกข้อมูลแล้วนำมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ได้ ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว ลดระยะเวลา และขั้นตอนในการติดต่อขอรับบริการให้น้อยลง

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 5.31 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,549.41 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ส.ค. 2559 17:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/703084

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 5.31 เปลี่ยนแปลง +0.34% ดัชนีอยู่ที่ 1,549.41 จุด มูลค่าการซื้อขาย 48,007.63 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 26 ส.ค. 59 ปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 5.31 เปลี่ยนแปลง +0.34% ดัชนีอยู่ที่ 1,549.41 จุด มูลค่าการซื้อขาย 48,007.63 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรกได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน).

 

พณ. เตรียมจัด สร้างความเข้มแข็ง เครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club ทั่ว ปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ส.ค. 2559 15:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702970

 

พาณิชย์เตรียมจัด สร้างความเข้มแข็งเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club จัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ให้ธุรกิจมีส่วนร่วมพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ พร้อมจัดทำยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเครือข่ายธุรกิจเป็นรูปธรรม สอดรับนโยบาย Thailand 4.0

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ เตรียมจัดงาน “สร้างความเข้มแข็งเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club” ขึ้น ซึ่งเป็นการรวมเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club จากทั่วประเทศกว่า 9,000 ราย โดยภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ มากมาย ได้แก่ การแสดงและจำหน่ายสินค้าจากเครือข่ายธุรกิจ การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจเชิงบูรณาการ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถ่ายทอดประสบการณ์ การแสดงนิทรรศการผลการดำเนินงานของเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club รวมถึงการสัมมนา/เสวนา เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club ทั้งนี้คาดว่าจะมีการจับคู่ธุรกิจไม่ต่ำกว่า 50 ราย โดยงานจะจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 2 – 6 กันยายน 2559 ณ ศูนย์การค้า เจ เจ มอลล์ จตุจักร

น.ส.ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ในงานจะมีการระดมความคิดเห็นจากประธานเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club 18 กลุ่มจังหวัด ซึ่งเป็นผู้แทนจากสมาชิกเครือข่ายธุรกิจฯ กว่า 9,000 ราย ทั่วประเทศ รวมทั้ง พาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด เพื่อจัดทำ “ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club อย่างยั่งยืน” ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าว จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เดินไปข้างหน้าอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน พร้อมใช้งานได้จริงสอดรับกับนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล

ด้าน ดร.กรัณย์ สุทธารมณ์ ประธานเครือข่ายธุรกิจ Biz Club Thailand กล่าวว่า Biz Club และกระทรวงพาณิชย์ จะเดินหน้าพัฒนาผู้ประกอบการไปด้วยกัน ให้เกิดการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้มีการต่อยอดเชื่อมโยงธุรกิจอย่างครบวงจรมากขึ้น

 

ศก.โลกฟื้นตัวช้ากว่าคาดการณ์ ฉุดส่งออก เดือน ก.ค.หดตัว -4.4%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ส.ค. 2559 15:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702899

 

พาณิชย์ เผยส่งออกเดือน ก.ค. หดตัว -4.4% จาก ศก.โลกฟื้นตัวช้ากว่าคาดการณ์ ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับต่ำ ประกอบกับผลผลิตภาคเกษตรหดตัวในระดับสูง ส่วนนำเข้า หดตัว -7.2% ขณะที่ส่งออก 7 เดือน หดตัว -2.0% …

เมื่อวันที่ 26 ส.ค. นายสมเกียรติ ศรีรัตน์พันธ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภาวะการค้าระหว่างประเทศในเดือน ก.ค. 59 การส่งออกมีมูลค่า 17,415 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว -4.4% จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาดการณ์ ราคาน้ำมันที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ และผลผลิตภาคเกษตรที่หดตัวในระดับสูง จากความแปรปรวนของสภาพอากาศ ขณะที่ ตลาด คาดส่งออก หดตัว -2.0 ถึง -2.25% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 16,202 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว -7.2% ส่งผลให้ดุลการค้าเดือน ก.ค. 59 เกินดุล 1,213 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการเกินดุลต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 ติดต่อกัน

ทั้งนี้ การส่งออกในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค. 59) มีมูลค่ารวม 122,553 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว -2.0% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่ารวม 108,926 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว 9.8% โดยการค้าเกินดุลทั้งสิ้น 13,626 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พร้อมยอมรับตัวเลขการส่งออกในปีนี้คงเป็นบวกได้ยาก แต่จะพยายามไม่ให้แย่ไปกว่าปัจจุบัน

สำหรับปัจจัยที่จะส่งผลต่อการส่งออกในช่วงเวลา 5 เดือนที่เหลือของปีนี้ มองว่าเป็นเรื่องของราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งมีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อสินค้าเกี่ยวเนื่องทั้งน้ำมันสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ และเม็ดพลาสติก ซึ่งสินค้าทั้ง 3 ตัวรวมกันมีสัดส่วนราว 10% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย ซึ่งตามหลักการแล้วปกติในช่วงไตรมาสสุดท้ายเข้าสู่ฤดูหนาว ราคาน้ำมันมีทิศทางที่จะปรับตัวสูงขึ้นอีก

ส่วนปัจจัยเรื่องค่าเงิน ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละประเทศ เช่น กรณีของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อาจแข็งค่าขึ้นหากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และจะกระทบต่อค่าเงินของประเทศอื่นๆ ให้อ่อนลง และอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยได้ และปัจจัยสภาวะเศรษฐกิจโลก เชื่อว่าจะยังไม่ปรับตัวดีขึ้นมากนักในปีนี้

ด้าน นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะมีการทบทวนเป้าหมายการส่งออกในปีนี้อีกครั้ง ในช่วงเดือน ก.ย. 59 หลังจากมูลค่าการส่งออกยังคงติดลบอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน จากเดิมที่ตั้งเป้าเติบโตไว้ราว 5% ในปีนี้ ซึ่งเป็นเป้าหมายการทำงานที่ให้ไว้กับทูตพาณิชย์

ส่วนมูลค่าส่งออก ช่วงเดือน ส.ค.-ธ.ค. ของช่วง 3 ปีก่อนหน้านี้ (ปี 56-59) พบว่า ในเดือน ส.ค. จะมีมูลค่าประมาณ 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เดือน ก.ย. เฉลี่ยราว 19,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เดือน ต.ค. ราว 19,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เดือน พ.ย. ราว 18,100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และเดือน ธ.ค.อยู่ที่ราว 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รวมแล้วประมาณ 95,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังนั้น หากนำมาเทียบทั้งปี ก็คาดว่าการส่งออกในปีนี้ น่าจะมีมูลค่าใกล้เคียงกับปีก่อน และได้รับคำยืนยันจากผู้ส่งออกหลายรายว่า น่าจะส่งออกได้มากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง.

 

‘โปเกมอน โก’ ไม่นิ่งนอนใจ ให้ความร่วมมือ กสทช. จัดระเบียบเล่นเกม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ส.ค. 2559 14:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702855

 

ผู้พัฒนาเกม โปเกมอน โก ส่งหนังสือตอบกลับยัง กสทช. พร้อมให้ความร่วมมือ จัดระเบียบเล่นเกมอย่างเหมาะสม ย้ำไม่ได้นิ่งนอนใจ…

เมื่อวันที่ 26 ส.ค. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ระบุได้รับหนังสือตอบกลับจากบริษัท ไนแอนทิค ผู้พัฒนาเกม โปเกมอน โก จากสหรัฐอเมริกา หลังส่งหนังสือสอบถามแนวทางป้องกันการเล่นเกมอย่างไม่เหมาะสม โดยบริษัท ไนแอนทิค ได้มอบหมายให้ตัวแทนจากบริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด มาพบและหารือกับสำนักงาน กสทช. ซึ่งพร้อมให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีและไม่ได้นิ่งนอนใจ

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช.สายงานกิจการโทรคมนาคม เป็นผู้ดำเนินการประสานงานไปยังบริษัท เบเคอร์ฯ ซึ่งเป็นตัวแทน หากผลการหารือมีความคืบหน้า สำนักงาน กสทช.จะเร่งแจ้งให้สาธารณชนทราบต่อไป

สำหรับสาระสำคัญที่สำนักงาน กสทช.ได้ส่งหนังสือไปยังบริษัท ไนแอนทิค ได้ขอให้มีการจำกัดพื้นที่การเล่นเกมในเบื้องต้น 4 แห่ง ได้แก่ 1.บริเวณสถานที่อันตราย เช่น ริมทางรถไฟ ริมแหล่งน้ำ ฯลฯ 2.ศาสนสถาน และโบราณสถาน 3.สถานที่ราชการ และ 4.พื้นที่ส่วนบุคคล เพื่อความปลอดภัยและไม่กระทบต่อบุคคลอื่น.

 

ขสมก.ทดลองวิ่งรถฟรี อนุสาวรีย์ชัย-ขนส่ง 3 สถานี อำนวยความสะดวกใช้รถตู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ส.ค. 2559 11:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702669

 

ขสมก.จัดรถโดยสารทดลองวิ่งเชื่อมต่อระหว่างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กับ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ 3 สถานี อำนวยความสะดวกคนใช้บริการรถตู้…

นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย โดยกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ เป็นหน่วยที่รับผิดชอบการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดระเบียบในระยะที่ 3 คือ การนำรถตู้โดยสารสาธารณะ (หมวด 2) บขส. ย้ายออกจากที่จอดรถบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยให้ไปจอดในสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ ทั้ง 3 สถานี ได้แก่ สถานีขนส่งสายใต้ (ปิ่นเกล้า) สถานีขนส่งเอกมัย และสถานีขนส่งจตุจักร นั้น

ทาง ขสมก. จึงให้การสนับสนุนในการจัดเดินรถโดยสารเชื่อมต่อระหว่างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กับ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ ทั้ง 3 สถานี และจัดเดินรถ Shuttle bus วิ่งระหว่างสถานีรถไฟฟ้า BTS หมอชิต 2 – สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ใช้บริการรถตู้โดยสารในบริเวณดังกล่าว โดยมีการจัดเดินรถทดลองวิ่งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ฝั่งเกาะพหลโยธิน ฝั่งเกาะพญาไท ฝั่งเกาะดินแดง และเส้นทาง Shuttle bus วิ่งระหว่างสถานีรถไฟฟ้า BTS หมอชิต 2 – สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร).