ร่วมด้วยช่วยดัน “ดิจิตอลชุมชน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/704885

 

นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวหลังการตรวจเยี่ยมศูนย์ดิจิตอลชุมชนบ้านโต้น อ.พระยืน จ.ขอนแก่น ว่า ขณะนี้ได้เร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีชุมชน ให้เป็นศูนย์ดิจิตอลชุมชน เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนได้ใช้ไอซีทีในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และพัฒนาต่อยอดการค้าขายออนไลน์ เพราะจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศได้ พร้อมชักชวนให้ทุกหน่วยงานที่ต้องการช่วยให้ชุมชนเข้มแข็ง ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อต่อยอดสร้างรายได้ ร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิตอลของประเทศ และนำพาประเทศไทยก้าวสู่ยุค 4.0 “ขณะนี้มีหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมเพื่อยกระดับศูนย์ดิจิตอลชุมชนทั้ง บมจ.ทีโอที มาให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และเร็วๆนี้จะทำให้ทุกหมู่บ้านมีอินเตอร์เน็ตใช้ภายใต้โครงการอินเตอร์เน็ตประชารัฐ โดย บมจ.กสท โทรคมนาคม และ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค ก็เข้ามาช่วยพัฒนาบุคลากรและสอนให้ชุมชนใช้ไอซีที รวมถึงต่อยอดสร้างเพจขายสินค้าโอทอป บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส ก็มาขอเข้าร่วมยกระดับศูนย์ชุมชนดิจิตอล ขณะที่บริษัทไปรษณีย์ไทยมาช่วยส่งสินค้าให้กลุ่มโอทอป ถือเป็นการช่วยซึ่งกันและกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีขึ้น”

นายอุตตมกล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ดิจิตอลชุมชน ทำให้เห็นว่าชุมชนในท้องถิ่นมีความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในราคาถูกจำนวนมาก เพราะเห็นประโยชน์จากการใช้อินเตอร์เน็ต ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งโครงการอินเตอร์เน็ตประชารัฐ คาดว่า ก.ย.นี้จะดำเนินการได้ และสิ้นปีนี้จะติดตั้งอินเตอร์เน็ตฟรี (ไวไฟ) หมู่บ้านละ 1 จุดได้ราว 10,000 หมู่บ้าน.

 

ระดม “พาณิชย์จังหวัด” ดันแผนเศรษฐกิจ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/704879

 

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า เดือน ก.ย.นี้ กระทรวงพาณิชย์เตรียมจัดประชุมมอบนโยบายให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อติดตามความคืบหน้าการทำงาน และเตรียมปรับบทบาทสำนักงานพาณิชย์จังหวัดให้เป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม รวมถึงผลักดันพาณิชย์จังหวัดให้เป็นแม่งานจัดทำแผนเศรษฐกิจจังหวัด 4.0 โดยดึงจุดเด่นของแต่ละจังหวัดทั้ง 18 กลุ่มจังหวัด มาปรับปรุง พัฒนาให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ที่จะขับเคลื่อนไปสู่ประเทศไทย 4.0 ทั้งนี้ กระทรวงได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การค้ากลุ่มจังหวัด 18 กลุ่มจังหวัด พ.ศ. 2560-2564 เสร็จแล้ว และเตรียมจัดประชุมระดมความเห็นจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทิศทางแนวโน้มและความท้าทายทางการค้าของกลุ่มจังหวัดต่างๆ รวมถึงรับทราบปัญหาหรืออุปสรรคในทางปฏิบัติจากมุมมองที่หลากหลาย ก่อนที่จะมาจัดทำเป็นแผนเศรษฐกิจจังหวัด 4.0 “ได้ให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาพาณิชย์จังหวัด และหัวหน้ากลุ่มจังหวัดทั้ง 18 คน โดยต้องฝนให้แหลมคม เพื่อเป็นผู้แทนของกระทรวงในพื้นที่ หลังจากที่กระทรวง ได้ทำนโยบาย One Roof ที่รวมเอาหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวง มาอยู่ที่เดียวกัน โดยมีพาณิชย์จังหวัดเป็นผู้ขับเคลื่อน” นางอภิรดีกล่าว.

 

เตือนภัยการเงินบนโลกไซเบอร์ รู้ทันก่อน(คุณ)ตกเป็นเหยื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/704259

 

สังคมไทยถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง!

จากภัยบนโลกไซเบอร์และสื่อสังคมออนไลน์แห่งโลกยุคใหม่ที่กลายมาเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นปัจจัยที่ 5 ของมวลมนุษยชาติไปแล้ว…

เมื่อมีข่าวหนุ่มเจ้าของธุรกิจประดับยนต์ลูกค้าแบงก์ใหญ่ ถูกแก๊งมิจฉาชีพอาศัยช่องโหว่จากช่องทางสื่อสารยุคใหม่โจรกรรมเงินในบัญชีผ่านระบบ “โมบาย แบงก์กิ้ง” โดยวางแผนหลอกซื้อของเหยื่อและนำสำเนาบัตรประชาชนไปขอเปลี่ยนซิมการ์ดจากบริษัทมือถือ ก่อนสวมรอยขอเปลี่ยนรหัสบัตรในบัญชีของเหยื่อและสุดท้ายก็โอนเงินออกจากบัญชีเหยื่อไปอย่างง่ายดาย สูญเงินไปกว่า 986,000 บาท

ช่วงเวลาเดียวกันยังมีข่าวแก๊งจารกรรมข้ามชาติ “แฮกเกอร์” ตระเวนเจาะระบบเอทีเอ็ม (ATM) ของธนาคารออมสิน โดยปล่อยไวรัสที่เรียกว่า “มัลแวร์” ทำลายข้อมูลในตู้เอทีเอ็มก่อนสั่งให้เครื่องจ่ายเงินออกไป ซึ่งกว่าที่ธนาคารจะรู้ว่าถูกเจาะระบบ ก็ถูกแก๊งนี้ลอบเจาะระบบไปแล้วถึง 21 เครื่อง สูญเงินไปกว่า 12 ล้านบาท

เมื่อสืบสาวราวเรื่องลงไปเราพบว่า ไม่ใช่มีแต่ธนาคารออมสินของไทยที่ถูก “แฮกเกอร์” เจาะระบบเอทีเอ็มจนสูญไปนับสิบล้าน ก่อนหน้านี้ไม่ถึงสัปดาห์ก็เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันนี้กับธนาคารในไต้หวันที่ถูกแก๊ง “แฮกเกอร์” เจาะระบบเอทีเอ็มของธนาคารใหญ่ในไต้หวันดูดเงินไปกว่า 70 ล้านบาท

ยังมีรูปแบบการ “จารกรรม” บนโลกไซเบอร์ อื่นๆที่ปรากฏให้เห็นเป็นข่าวอยู่เนืองๆ ทั้งกรณีปลอมแปลง “เฟซบุ๊ก (Facebook)” ปลอมแปลงไอจี (IG) สวมรอยเป็นเจ้าของเครื่อง เจ้าของบัญชี หลอกลวงเพื่อนฝูงญาติสนิทมิตรสหาย หรือหลอกลวงผู้คนให้โอนเงินเข้ากระเป๋าไปนักต่อนัก

บางแก๊งมาเหนือเมฆตั้งตนเป็นเจ้าหน้าที่หลอกเจ้าของบัญชีว่ากำลังถูกทางการตรวจสอบพัวพันเครือข่ายยาเสพติด ของผิดกฎหมาย แล้วหลอกให้เจ้าของบัญชีดำเนินการธุรกรรมทางการเงินก่อนอาศัยช่องโหว่ดูดเงินในบัญชีไป หรือการระดมทุนในรูปแบบต่างๆ ก็อาศัยสื่อ-ช่องทางบนสังคมออนไลน์เป็นแหล่งต้มตุ๋น ที่เป็นข่าวมากที่สุดเห็นจะเป็นกรณีหลอกซื้อ-ขายสินค้า กระเป๋า นาฬิกาแบรนด์เนม ฯลฯ

ทำให้เห็นแนวโน้มอาชญากรรมทางการเงินบนโลกไซเบอร์ที่นับวันจะมีความสลับซับซ้อนและทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น “ทีมเศรษฐกิจ” จึงดำเนินการประมวลรูปแบบของการจารกรรมบนโลกไซเบอร์ในรูปแบบต่างๆ ที่นับวันจะประชิดเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกขณะ เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ ดังนี้ :

มหันตภัยใกล้ตัว “แก๊งไซเบอร์”

ขอเริ่มต้นจากบทสรุปอาชญากรรมบนโลกไซเบอร์ที่เป็น “ภัยใกล้ตัว” โดย พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ ศิลปสุข สารวัตรกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ได้ให้สัมภาษณ์ล่าสุดที่ประชาชนควรรู้ มีทั้งหมด 3 ประเภท ดังนี้

ประเภทแรก “คอมพิวเตอร์” หรือการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์โดยตรง โดยอาชญากรจะเข้าไปแฮกระบบต่างๆ เช่น อีเมล เฟซบุ๊ก ไลน์ อินเตอร์เน็ต แบงก์กิ้ง ฯลฯ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้ เนื่องจากกว่า 90% ผู้ใช้ตั้งรหัสผ่านที่ง่าย เช่น เบอร์โทรศัพท์มือถือ วันเดือนปีเกิด เลขประจำตัวประชาชน ฯลฯ จนกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้อาชญากรรมเข้าไปแฮกข้อมูลได้ง่าย

เช่นเดียวกับ “แอพพลิเคชั่นไลน์” ที่มีกรณีขโมยบัญชี หรือ “แฮกไลน์” มาแล้วหลายครั้ง โดยมีจุดประสงค์เพื่อ “สวมรอยยืมเงิน” ซึ่งเมื่อมิจฉาชีพใช้โทรศัพท์ส่วนตัวล็อกอินเข้าระบบไลน์ของเหยื่อได้แล้ว ก็เข้าไปเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่และใช้กลอุบายต่างๆในการเข้าไปหลอกยืมเงินผู้อื่น

ส่วนรูปแบบอาชญากรรมทางการเงินที่พบบนอินเตอร์เน็ตมากที่สุด ก็คือ “อีเมลสแกม” หรืออีเมลต้มตุ๋น โดยมักจะเกิดกับผู้ประกอบการ วิธีการคือ มิจฉาชีพจะเข้าไปแฮกอีเมลของบริษัทที่ทำการซื้อขายกัน เมื่อถึงเวลาต้องโอนเงิน มิจฉาชีพจะทำการเปลี่ยนแปลงหมายเลขบัญชีธนาคาร หรือแจ้งให้ลูกค้าติดต่อผ่านอีเมลใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากการค้าระหว่างประเทศ ทำให้เกิดมูลค่าเสียหายนับหลายสิบล้านและมีการแจ้งความเยอะมาก

“จากหลายๆเคสที่เกิดขึ้น พบว่า มิจฉาชีพจะเข้าไปแฮกระบบเน็ตเวิร์กต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอีเมล เฟซบุ๊ก ไลน์ เป็นต้น โดยศูนย์รวมหรือหัวใจในการเข้าถึงระบบข้อมูลได้ก็คือ “อีเมล” เพราะเปรียบเสมือนบัตรประชาชนทางไซเบอร์ที่ใช้ในการล็อกอินเข้าระบบโซเชียลเน็ตเวิร์กทุกบัญชี ฉะนั้นหากมีอีเมลไม่ได้ใช้ หรือห่างหายจากการใช้งานให้รีบปิดบัญชีเสีย เพราะหากอาชญากรรู้ว่ามีบัญชี หรือ account นี้อยู่พวกแฮกเกอร์จะเจาะเข้าถึงข้อมูลบัญชีได้”

อีกรูปแบบที่ใกล้ตัวประชาชนคือ “อินเตอร์เน็ต แบงก์กิ้ง” ที่ใช้สำหรับโอนเงินผ่านแอพพลิเคชั่น ซึ่งมักตกเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพที่มักมีวิธีเข้าถึงหลากรูปแบบ อย่างที่เกิดขึ้นล่าสุดกับหนุ่มเจ้าของร้านประดับยนต์ โดยวิธีการที่มิจฉาชีพใช้ก็คือ ไปแจ้งกับผู้ให้บริการโทรศัพท์ว่าซิมหายโดยใช้เอกสารปลอมเพื่อเปลี่ยนซิมให้เป็นหมายเลขโทรศัพท์คนร้ายแทน จากนั้นโทร.ไปยัง Call center เพื่อรับรหัสผ่านใหม่ โดยใช้ข้อมูลในบัตรประชาชนเหยื่อตอบคำถามยืนยันตัวตนกับธนาคาร ก่อนจะสวมรอยเป็นเจ้าของบัญชีแล้วทำการโอนเงินในบัญชีเหยื่อจนหมด

รูปแบบที่ 2 ใช้คอมพิวเตอร์ในการกระทำความผิด เป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นบ่อยและประชาชนได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยการล่อลวงจะมีความหลากหลาย ทั้งการสวมรอยเข้าไปพูดคุยผ่านโซเชียล โดยออกอุบายให้เหยื่อหลงเชื่อว่ามีตัวตนจริง โปรไฟล์ดี ทำให้เกิดความสนใจจนนำไปสู่เชิงชู้สาว โดยเหยื่อมักเป็นเพศหญิงที่ขี้เหงา หรือต้องการหาสามีต่างชาติ โดยมิจฉาชีพจะออกอุบายหลอกว่าจะส่งของให้ หรือให้เหยื่อจ่ายเงินที่ศุลกากรก่อน ซึ่งบางรายหลงเชื่อสูญเงินเป็นหมื่นเป็นแสนก็มี

รูปแบบที่ 3 อาชญากรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับคอมพิวเตอร์ เช่น ก่อคดีอาชญากรรมต่างๆทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการปล้น ฆ่า ยาเสพติด ระเบิด แต่เป็นลักษณะที่อาชญากรใช้คอมพิวเตอร์เป็นช่องทางติดต่อสื่อสาร ส่งผ่านคำสั่ง แม้แต่เก็บข้อมูลยาเสพติดไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์

แฉ 3 ภัยการเงิน “ออนไลน์”

ขณะเดียวกัน “ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.)” ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้สรุปพฤติกรรมเสี่ยงรูปแบบต่างๆ ของภัยการเงินผ่านระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ และโลกออนไลน์ ที่ได้รับการร้องเรียนต่อเนื่องในช่วงหลายปีมานี้ ดังนี้

กรณีที่ 1 ภัยจากการถูกขโมยหรือปลอมแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น บัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตรเอทีเอ็ม ซึ่งบัตรเหล่านี้จะบันทึกข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลทางการเงินของเจ้าของบัตรไว้ หากมิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลได้จากการขโมยบัตรหรือขโมยข้อมูลในบัตร ก็จะสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปปลอมเป็นเจ้าของบัตรทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ เช่น ถอนเงินออกจากบัญชี หรือใช้วงเงินสินเชื่อของเหยื่อที่เป็นเจ้าของบัตรได้

โดยทำได้หลายวิธี เช่น 1.คัดลอกข้อมูลจากแถบแม่เหล็กของบัตรโดยเครื่องสกิมเมอร์ (Skimmer) ที่ติดตั้งไว้ที่ตู้เอทีเอ็ม 2.คัดลอกข้อมูลจากแถบแม่เหล็กของบัตรโดยเครื่องสกิมเมอร์ขนาดพกพา หรือ Handheld Skimmer ซึ่งอาจเกิดที่ใดก็ได้ เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน 3.ปลอมแปลงเอกสารสมัครบัตรเครดิต เช่น สำเนาบัตรประชาชนที่ได้ขโมยมาแล้วนำไปใช้สมัครบัตรเครดิต หรือแจ้งเปลี่ยนที่อยู่ เปลี่ยนบัตร เมื่อได้รับบัตรเครดิตก็นำไปใช้จ่ายในนามของเหยื่อ 4.ขโมยข้อมูลจากใบบันทึกรายการ (ATM Slip)

กรณีที่ 2 ภัยจากออนไลน์ โดยมิจฉาชีพจะหลอกขอรหัสผู้ใช้งาน (username) และรหัสผ่าน (password) จากเหยื่อเพื่อเข้าใช้บัญชีธนาคารออนไลน์ของเหยื่อ แล้วส่งคำสั่งโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝาก ซึ่งวิธีที่มิจฉาชีพมักใช้ คือ 1.หลอกให้ติดตั้งมัลแวร์ในคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟน โดยมิจฉาชีพมักแฝงมัลแวร์ไว้ตามลิงก์ดาวน์โหลด หรือเว็บไซต์ต่างๆ รวมทั้งส่งอีเมลให้เหยื่อโดยตรง โดยใช้ข้อความเชิญชวนหลอกล่อให้เหยื่อคลิกเพื่อติดตั้งโปรแกรม เช่น “คุณเป็นผู้โชคดี คลิกที่นี่เพื่อรับรางวัล” เมื่อเหยื่อคลิกไปที่ลิงก์มัลแวร์จะถูกติดตั้ง และทำการบันทึกข้อมูลการใช้งานของเหยื่อเพื่อนำไปปลอมแปลงคำขอโอนเงินให้เหมือนเป็นคำสั่งของเจ้าของบัญชี 2.ปลอมแปลงอีเมลหรือสร้างเว็บไซต์ปลอมเพื่อหลอกขอข้อมูล ทั้งเว็บไซต์ปลอมของธนาคาร หรือเว็บไซต์ปลอม เช่น หน้าเว็บไซต์เฟซบุ๊ก หรือไลน์

กรณีที่ 3 หลอกลวงผ่านทางโซเชียลมีเดีย เช่น การเข้าตีสนิทในรูปแบบต่างๆผ่านเฟซบุ๊ก หรือแอพพลิเคชั่น เมื่อสนิทกันแล้ว มิจฉาชีพจะแอบอ้างเป็นบุคคลต่างๆ แล้วหลอกเหยื่อว่าจะโอนเงิน หรือส่งของให้เหยื่อ หรือขอเงินเหยื่อ เช่น ค่าธรรมเนียมการโอนเงินค่าดำเนินการ ค่าทนาย โดยจะเรียกเก็บในจำนวนน้อยแล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

อีกรูปแบบเป็นการปลอมแปลงอินสตาแกรม (ไอจี) เฟซบุ๊ก หรือแม้แต่ “ไลน์” เพื่อหลอกให้เพื่อนหรือคนที่ใกล้ตัวของเหยื่อโอนเงินมาให้ เช่น อ้างว่าตกเครื่องบินอยู่ที่ต่างประเทศ และขอให้โอนเงินไปช่วย

ยอด “โจรอิเล็กทรอนิกส์” พุ่ง

ศคง.ยังได้ให้ข้อมูลการรับเรื่องร้องเรียนของประชาชน ผ่านช่องทางโทร.สายด่วน 1213 แจ้งผ่านที่อีเมล และเว็บไซต์ของ ศคง. ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาว่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในรูปแบบซ้ำๆ

โดยในปี 2555 ซึ่งเป็นปีแรกของการตั้ง ศคง.ได้รับการแจ้งเบาะแสและร้องเรียนเกี่ยวกับภัยทางการเงิน 805 เรื่อง แบ่งเป็นการหลอกให้โอนเงินทางโทรศัพท์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 679 เรื่อง หรือ 84% รองลงมาใช้ตัวตนปลอมและอีเมลปลอมเพื่อหลอกให้โอนเงิน 47 เรื่อง หรือ 6% ปลอมแปลงหรือขโมยข้อมูลจากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ 33 เรื่อง หรือ 4% ส่วนกรณีอื่นๆ เช่น หนี้นอกระบบและหลอกลวงให้ระดมทุน เช่นเงินตราต่างประเทศ ทองคำ น้ำมัน 46 เรื่อง

ขณะที่ในปี 2556 มีการแจ้งเบาะแส และร้องเรียนภัยทางการเงินมาทั้งสิ้น 973 เรื่อง หรือเพิ่มขึ้น 21% โดยยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับการถูกหลอกลวงทางโทรศัพท์เป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาเป็นการปลอมแปลงเอกสารแสดงตัวตน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเอกสารปลอมไปเปิดบัญชี ขอสินเชื่อ หรือทำบัตรเครดิต

นอกจากนั้น ศคง.เริ่มเห็นการหลอกลวงทางอีเมล โซเชียลมีเดีย เช่น การติดต่อผ่านเฟชบุ๊ก โดยหลอกลวงให้โอนเงินไปต่างประเทศ เพื่อ ชำระค่าสินค้าออนไลน์ และเว็บไซต์ปลอม เป็นปีแรกที่ 119 เรื่อง

ในปี 2557 ศคง.ได้รับเรื่องร้องเรียนและรับแจ้งเบาะแสที่เกี่ยวกับภัยทางการเงินมากที่สุดถึง 1,007 เรื่อง โดยมีเรื่องการถูกหลอกลวงทางโทรศัพท์มากที่สุด 374 เรื่อง รองลงมาเป็นภัยจากโซเชียลมีเดีย โดยหลอกว่าจะได้รับเงินรางวัลจากต่างประเทศ แต่ต้องโอนเงินค่าธรรมเนียมไปชำระก่อนและกรณีหลอกลวงอื่นๆ รวม 151 เรื่อง สวมรอยเอกสารแสดงตัวตน 142 เรื่อง ปลอมแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ 38 เรื่อง

ขณะที่ในปี 2558 ได้รับเรื่องร้องเรียน ให้คำปรึกษาและรับแจ้งเบาะแสที่เกี่ยวกับภัยทางการเงิน 775 รายการ โดยการหลอกลวงทางโทรศัพท์สูงที่สุด 238 รายการ รองลงมาเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ถูกนำไปใช้โดยบุคคลอื่น 169 เรื่อง ตามมาด้วยหลอกลวงทางอีเมล โซเชียลมีเดีย 126 เรื่อง สวมรอยปลอมแปลงเอกสารแสดงตน 84 เรื่อง หลอกระดมทุน ซื้อขายเงินตราต่างประเทศ ลงทุนในแชร์ลูกโซ่ 124 รายการ ปลอมแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ 34 เรื่อง

ล่าสุด ในครึ่งปีแรกของปี 2559 มีการร้องเรียนภัยการเงินทั้งสิ้น 286 รายการ เป็นการร้องเรียนการชำระเงิน และระบบการเงินอิเล็กทรอนิกส์มากเป็นอันดับแรก โดยปัญหาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ถูกนำไปใช้โดยบุคคลอื่นโดยเฉพาะบัตรเครดิตถูกขโมยไปใช้งาน 83 เรื่อง รองลงมาการหลอกลวงทางโทรศัพท์ มียอดร้องเรียน 60 เรื่อง ตามมาด้วยการหลอกลวงผ่านทางอีเมล และโซเชียลมีเดีย 59 รายการ สวมรอยปลอมแปลงเอกสารแสดงตัวตน 37 เรื่อง ปลอมแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ 12 เรื่อง และการหลอกให้ซื้อขายเงินตราต่างประเทศ หรือลงทุนในธุรกิจ และแชร์ลูกโซ่ 35 เรื่อง

วิธีสังเกตและป้องกันก่อน “ตกเป็นเหยื่อ”

สำหรับหนทางในการปกป้องตัวเราจากภัยบนโลกไซเบอร์นั้น พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ ศิลปสุข สารวัตรกองกำกับการ 1 ปอท.ได้แนะนำสำหรับผู้ใช้อินเตอร์เน็ตยุคใหม่ ตั้ง “รหัสผ่าน” ในระบบเน็ตเวิร์กทุกบัญชี ควรตั้งให้มีความซับซ้อนและยากขึ้น รวมถึงไม่ควรใช้รหัสผ่านเดียวกัน

และควรตั้งพาสเวิร์ดดับเบิ้ลล็อก หรือ “พาสเวิร์ด 2 ชั้น” เพื่อให้มาตรการป้องกันที่มากกว่า 1 ขั้นตอน โดยเข้าไปตั้งค่าล็อกอิน 2 ขั้นตอน เมื่อมีการล็อกอินเข้าระบบครั้งแรก ระบบจะส่งรหัสผ่าน 6 หลัก สามารถใช้ได้ 30 วินาที มายังโทรศัพท์มือถือผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการล็อกอินระบบ ก็จะช่วยป้องกันมิจฉาชีพเข้าไปแฮกได้

ส่วนมือถือหากรู้ว่าซิมการ์ดใช้ไม่ได้ ผู้ใช้ต้องรีบดำเนินการติดต่อกลับไปยังศูนย์บริการเครือข่ายเพื่อแจ้งการระงับใช้ทันที หรือหากพบมีการจดทะเบียนอยู่ที่อื่นให้แจ้งระงับทันที

ขณะที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ได้แนะนำวิธีการป้องกันเบื้องต้นสำหรับภัยการเงินออนไลน์ทั่วไปก็คือ ไม่ควรใช้รหัสผ่าน (password) ที่ง่ายต่อการคาดเดา เช่น 123456 หรือ วัน/เดือน/ปีเกิด

นอกจากนั้นในการทำธุรกรรมทางการเงิน ผ่านอินเตอร์เน็ต หรือโมบาย แบงก์กิ้ง ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ที่ใช้ไม่มี “มัลแวร์” แฝงอยู่ พร้อมตรวจสอบและอัพเดตโปรแกรมอยู่เสมอ ไม่ติดตั้งหรือดาวน์โหลดโปรแกรมแปลกๆ เพราะอาจเป็นช่องทางให้มัลแวร์เข้ามาในคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตได้

ส่วนภัยจากการถูกหลอกลวงผ่านโซเชียลมีเดียนั้น แนะนำให้เปิดเผยข้อมูลในโซเชียลเน็ตเวิร์กเท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพนำข้อมูลไปแอบอ้างใช้ทำธุรกรรม ควรเปลี่ยนรหัสผ่าน (password) ในการเข้าใช้บัญชีอีเมลหรือบัญชีโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นประจำ เมื่อได้รับการติดต่อแจ้งให้โอนเงินให้ ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนโอนเงิน เช่น ติดต่อหน่วยงานที่ถูกอ้างถึงโดยตรง อาทิ กรมศุลกากร โทร.1164 ธนาคารแห่งประเทศไทย โทร.1213 หรือสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยของหน่วยงานต่างชาติ

หากใช้บัตรกับร้านค้าควรหลีกเลี่ยงร้านค้าที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริต เช่น สถานบริการน้ำมัน สถานบันเทิงควรอยู่ในบริเวณที่มองเห็นการทำรายการ และให้บัตรอยู่ในสายตาตลอดเวลา เพื่อป้องกันพนักงานนำบัตรไปรูดกับเครื่องสกิมเมอร์

ท้ายที่สุด ป้องกันการถูกปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ แนะนำไม่จดรหัสผ่านไว้คู่กับบัตร หรือในที่ที่ผู้อื่นสามารถเข้าถึงได้ ไม่ควรให้เอกสารข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลทางการเงินแก่บุคคลอื่น

*******************

ทั้งหมดนี้เป็น “อาชญากรรม” บนโลกไซเบอร์ที่แฝงมากับความสะดวกสบายของวิถีชีวิตของผู้คน และในอนาคตเมื่อประเทศไทยเดินหน้าเข้าสู่ฐานศรษฐกิจการเงินดิจิตอลเต็มตัว ภัยทางการเงินในโลกไซเบอร์ยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เราจำเป็นต้องเรียนรู้ มีสติ และรู้ทัน เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ.

ทีมเศรษฐกิจ

 

ศศป.ขานรับ ไทยแลนด์ 4.0 ดัน หัตถศิลป์ เชื่อมโยงนวัตกรรม สู่ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ส.ค. 2559 16:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/704429

 

ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (ศศป.) ดันงานหัตถศิลป์เด่น เฟ้น 9 ชุมชน ตามโครงการพัฒนาชุมชนหัตถกรรม 59 มุ่งพัฒนาหัตถกรรมด้วยนวัตกรรม สร้างฐานข้อมูลศูนย์เรียนรู้ คาดสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยว ลงสู่ ศก.ชุมชน

นางอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ กล่าวถึงการดำเนินงานโครงการพัฒนาชุมชนหัตถกรรมในปีนี้ ว่า SACICT มีการดำเนินงานในพื้นที่ เติมโจทย์ชุมชนหัตถกรรมมา โดยมุ่ง 3 ด้าน ได้แก่ บุคลากร ซึ่งเป็นครูฯ หรือ ทายาทฯ ที่ SACICT เชิดชูเกียรติฯ จัดให้มีการอบรมความรู้ ทั้งการบริหาร การจัดการ การตลาด เสริมความคิดสร้างสรรค์สู่การเป็นผู้ประกอบการ ให้กับบุคลากรภายในชุมชน


ด้านผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีการคัดเลือกงานหัตถกรรมที่โดดเด่นเพื่อพัฒนาต่อยอดทั้งการนำนักออกแบบเข้าพื้นที่ ร่วมแก้ไขปัญหาด้านรูปแบบผลิตภัณฑ์ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้มีความร่วมสมัยเรียนรู้พร้อมกันกับชุมชนด้านสถานที่ มีการเชื่อมโยงหน่วยงานในท้องถิ่น เพื่อผลักดันให้เป็นแหล่งเรียนรู้งานหัตถกรรมผ่านวิถีชุมชน ให้ผู้ที่สนใจมีโอกาสเรียนรู้กับผู้รู้จริงร่วมกับเสริมการท่องเที่ยวภายในชุมชน เป็นการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน


“ปีนี้ SACICT คัดเลือกชุมชนหัตถกรรมที่มีครูศิลป์ฯ ครูช่างฯ และทายาทฯ รวมกว่า 20 คน จาก 9 ชุมชนหัตถกรรม ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนหัตถกรรมทอผ้ากะเหรี่ยง บ้านหล่ายแก้ว อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนหัตถกรรมผ้าจก เครื่องทอง เครื่องเงิน อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ชุมชนหัตถกรรมผ้าทอย้อมคราม อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ชุมชนหัตถกรรมทอผ้าแพรวา บ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์


ชุมชนหัตถกรรมผ้าโฮลและเครื่องเงิน อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ชุมชนหัตถกรรมผ้าไหมบ้านหัวสะพาน อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ชุมชนหัตถกรรมผ้าไหมและจักสานกก อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ชุมชนหัตถกรรมทอผ้าฝ้ายลาวครั่ง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานีและชุมชนหัตถกรรมทอผ้ายกและจักสานกระจูด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าร่วมโครงการ”

สำหรับการเชื่อมโยงหน่วยงานในพื้นที่ ศศป. ได้ประสานงานกับครูและทายาทพื้นถิ่น เพื่อศึกษาความต้องการ ค้นหาสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชนหัตถกรรมนั้นๆ ยังมีประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ภาคการศึกษา หน่วยงานด้านการท่องเที่ยว พาณิชย์จังหวัด พัฒนาชุมชน และอุตสาหกรรมระดับภาค เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาร่วมกันให้เกิดได้อย่างยั่งยืน


ส่วนของการส่งเสริมช่องทางตลาด ก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการพัฒนา มีการนำข้อมูลองค์ความรู้หัตถกรรมและผลิตภัณฑ์จากทั้ง 9 ชุมชนหัตถกรรม มาจัดแสดงและจำหน่าย ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการสร้างการรับรู้ เผยแพร่ผลงานของกลุ่มครูศิลป์ฯ ครูช่างฯ และทายาทฯ ซึ่งเร่ิมตั้งแต่วันนี้ (27-28 ส.ค.59) ณ ไลฟ์สไตล์ฮอลล์ ชั้น 2 สยามพารากอน นางอัมพวัน กล่าว…

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 50 รูปพรรณขายบาทละ 22,250

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ส.ค. 2559 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/703520

 

ราคาทองวันที่ 27 ส.ค. 59 เปิดตลาดขึ้น 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,650 ขายออกบาทละ 21,750 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,254.32 ขายออกบาทละ 22,250 บาท ส่วนภาวะตลาดทองคำนิวยอร์กปิดบวก 1.3 ดอลลาร์ หรือ 0.1% ปิดที่ 1,325.9 ดอลลาร์/ออนซ์ หลัง ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ระบุกรอบเวลาขึ้นดอกเบี้ย …

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.14 น. ปรับเพิ่มขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,650.00 บาท ขายออกบาทละ 21,750.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,254.32 บาท ขายออกบาทละ 22,250.00 บาท

ขณะที่ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือน ธ.ค. ปิดบวกเมื่อคืนนี้ (26 ส.ค.) โดยเพิ่มขึ้น 1.3 ดอลลาร์ หรือ 0.1% ปิดที่ 1,325.9 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด ระบุว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยนางเยลเลน ไม่ได้ระบุกรอบเวลาของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด

อย่างไรก็ตาม สัญญาทองคำลดช่วงบวกในระหว่างวัน เนื่องจากตลาดได้รับแรงกดดันจากการแสดงความเห็นของนายสแตนลีย์ ฟิสเชอร์ รองประธานเฟดซึ่งระบุว่า รายงานตัวเลขการจ้างงานครั้งต่อไป จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีน้ำหนักมากในกระบวนการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด และจำนวนครั้งของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้จะขึ้นอยู่กับข้อมูลทางเศรษฐกิจ ซึ่งการแสดงความเห็นในลักษณะกำหนดกรอบเวลาที่ค่อนข้างชัดเจนของนายฟิสเชอร์นั้น ได้กระตุ้นให้เกิดการคาดการณ์ว่า เฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า

นอกจากนี้ สัญญาทองคำยังได้รับแรงกดดันในระหว่างวัน หลังจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ อันเนื่องมาจากกระแสคาดการณ์เรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม หลังปธ.เฟดชี้ โอกาสขึ้นดอกเบี้ยสูงขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ส.ค. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/703445

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลดลงในวันศุกร์ หลังจากนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กล่าวว่า โอกาสขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ความคาดหมายว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้เพิ่มสูงขึ้น…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 26 ส.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 53.01 จุด หรือ 0.29% ปิดที่ 18395.40 จุด ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 3.43 จุด หรื 0.16% ปิดที่ 2169.04 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 6.72 จุด หรือ 0.13% ปิดที่ 5218.92 จุด

การซื้อขายของตลาดในวันศุกร์เป็นไปอย่างเงียบเชียบ ขณะที่ เจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กล่าวที่การประชุมประจำปีของนายธนาคารกลางโลกที่เมืองแจ็คสัน โฮล รัฐไวโอมิง ว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯใกล้บรรลุอัตราการจ้างงานสูงสุดและเสถียรภาพทางราคา ตามเป้าหมายที่ทางธนาคารวางไว้แล้ว

นางเยลเลนยังระบุด้วยว่า การเติบโตของเศรษฐกิจและตลาดแรงงานที่เข้มแข็งขึ้นหมายความว่า โอกาสสำหรับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเข้มแข็งขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่จังหวะเวลาในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตอาจเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

 

“บิ๊กตู่” สั่งสอบภาษีย้อนหลัง 5 ปี พวกหัวหมอหลบเลี่ยงมีหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ส.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/703304

 

หมดสิทธิ์ขี่คอเพื่อนป่วนตลาด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างเป็นประธานมอบรางวัลองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง ว่า ในปี 2559 นี้ หากเอกชนรายใดจ่ายภาษีไม่ครบ หรือเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีจะต้องถูกตรวจสอบย้อนหลัง 5 ปี เพราะสงสารประเทศที่ต้องสูญเสียรายได้จากภาษีไป ซึ่งขณะนี้ยอมรับว่ารายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้น มาจากการปรับเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีของรัฐบาล ไม่ได้เร่งรัดรีดเก็บภาษีจากคนยากจนหรือรายได้น้อย จึงขอให้เดินหน้าจัดเก็บภาษีจากฐานภาษีเดิมไม่ให้เกิดการรั่วไหล

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า กรณีนายกรัฐมนตรีมอบนโยบายให้ตรวจสอบภาษีย้อนหลัง จะเน้นกับผู้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือกระทำความผิด เพราะหากเอกชนรายใดมุ่งหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มจะทำให้คนไม่ดีมีต้นทุนต่ำกว่ารายอื่น 7% และหาโอกาสตัดราคารายอื่นจนทำให้ตลาดปั่นป่วน โดยที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกมาตรการลงทะเบียนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เน้นให้ทำบัญชีเล่มเดียว จากนั้นกรมสรรพากรจะไม่ตรวจสอบการเสียภาษีย้อนหลัง 5 ปีจากความผิดครั้งที่ผ่านมา แต่หากยังมุ่งกระทำความผิดเพิ่มเติมอีกต้องทำการตรวจสอบย้อนหลังด้วยเช่นกัน

ด้านนายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า การมอบรางวัลองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลังภาครัฐ ที่กรมบัญชีกลางได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อส่งเสริมให้การปฏิบัติงานด้านการเงินการคลังในภาพรวมของส่วนราชการ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมทั้งเป็นขวัญและกำลังใจให้กับส่วนราชการที่มีการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง โดยการประเมินผลการปฏิบัติงานของส่วนราชการตามขั้นตอนการบริหารด้านการเงินการคลังใน 5 มิติ ซึ่งได้มีการปรับปรุงเกณฑ์แต่ละมิติให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์.

 

แฮกเกอร์ออมสินไม่ทำ “พร้อมเพย์” พลิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/703310

 

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้านโยบาย อี-เพย์เมนต์ (E-Payment) เพื่อต้องการพัฒนาระบบบริการทางการเงินให้มีความก้าวหน้า ประกอบกับการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเงินก็ต้องพัฒนาให้ทันกระแสโลก แม้ว่าขณะนี้จะมีการแฮกเกอร์ข้อมูลธนาคารออมสินก็ตาม แต่สถาบันการเงินทุกแห่งต้องหาแนวทางป้องกัน ในขณะเดียวกัน ธปท.และสถาบันการเงินต่างพยายามหาแนวทางป้องกันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ดังนั้น การโจรกรรมที่เกิดขึ้นกับธนาคารออมสินเป็นเพียงเหตุการณ์เดียว นโยบายพร้อมเพย์และนโยบาย E-Payment ต้องเดินหน้าต่อไป ส่วนกรณี ธปท.มีแนวทางให้สถาบันการเงินนำระบบสแกนลายนิ้วมือ สแกนม่านตา เป็นระบบรักษาความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า จึงควรพัฒนาใช้ให้สะดวกเพิ่มขึ้น

ด้านนายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายกำกับสถาบันการเงิน กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาระบบเอทีเอ็มของธนาคารออมสินว่า ในขณะนี้ธนาคารออมสินยังอยู่ระหว่างแก้ไขระบบ ซึ่งต้องใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ เนื่องจากจะต้องจัดการระบุตัวมัลแวร์ ที่เข้าในระบบดำเนินการแก้ไข และตรวจสอบระบบอีกครั้ง เพื่อป้องกันการตกค้างของมัลแวร์ในระบบ ซอฟต์แวร์ของเอทีเอ็ม ส่วนธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจอื่นๆนั้นจนถึงขณะนี้ยังไม่มีธนาคารใดรายงานว่า ระบบเอทีเอ็มของธนาคารมีปัญหา อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ากรณีดังกล่าวไม่กระทบ กับความเชื่อมั่นของการให้บริการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ “พร้อมเพย์” ที่จะเปิดให้บริการเร็วๆนี้.

 

ปลดล็อกรถหรูค้างคลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/703295

 

นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า จากคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 51/2559 หรือมาตรา 44 เรื่องการดำเนินการกับของที่เก็บในเขตปลอดอากรและเขตประกอบการเสรี และของที่ใช้เป็นยุทธภัณฑ์เพื่อบรรเทาสาธารณภัย ทำให้กรมศุลกากรสามารถปลดล็อก กรณีนี้รถยนต์ตกค้างเขตปลอดอากรกว่า 633 คัน รวมถึงรถดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร 315 คัน ซึ่งในจำนวนนี้ มีรถยนต์บางคันตกค้างมานานกว่า 10 ปี

สำหรับมาตรา 44 ที่ประกาศลงราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค.59 เป็นต้นไป โดยกำหนดรถยนต์ใหม่ที่นำเข้ามาเก็บรักษาที่เขตปลอดอากร และเขตประกอบการเสรีได้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี และหากพ้นกำหนด 2 ปีไปแล้ว ต้องนำรถยนต์ดังกล่าวออกจากประเทศไทยภายในระยะเวลา 90 วัน หากผู้ประกอบการไม่ดำเนินการตามประกาศมาตรา44 กรมศุลกากรจะมีอำนาจการยึดเพื่อขายทอดตลาด หรือนำไปทำลายก็ได้

“จากการตรวจสอบพบว่า ก่อนหน้านี้มีรถยนต์ใหม่ตกค้างในเขตปลอดอากรประมาณ 1,140 คัน แต่ภายหลังจากมีกระแสข่าวว่า รัฐบาลจะดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจังได้มีการขออนุญาตนำรถที่ตกค้างออกนอกประเทศ 507 คัน ยังคงเหลือรถยนต์ที่ตกค้างอยู่ในประเทศอีกประมาณ 633 คัน แบ่งเป็นรถที่นำเข้าจากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 209 คัน และอีก 424 คัน เป็นรถที่นำเข้าจากตัวแทนนำเข้าอิสระ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นรถยนต์หรูราคาแพง เช่น MYBACH โลตัส ปอร์เช่ เบนซ์ จำนวน 71 คัน และเมื่อตีเป็นมูลค่าภาษีที่ต้องจ่ายรวมทั้งหมดแล้วมากกว่า 1,000 ล้านบาท”.

 

ยันไม่ยกเลิกอาชีพสงวน บีโอไอแจงขยายสิทธิ์นักลงทุนนอกอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/703285

 

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า กรณีนักลงทุนชาวไทยได้สอบถามถึงความชัดเจนเรื่องความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน (ACIA) ในประเด็นการยกเลิกข้อสงวนในความตกลงกับผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย ขอยืนยันว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) มีมติเห็นชอบให้ขยายการให้สิทธิ์ให้นักลงทุนต่างชาตินอกอาเซียนที่จะเข้ามาลงทุนในไทยเท่านั้น ไม่ได้มีการพิจารณาเปิดเสรีในสาขาอื่นๆ เพิ่มเติม โดยข้อสงวนเรื่องธุรกิจ 5 สาขายังเป็นไปตามข้อสงวนเดิมที่ได้ตกลงไว้

“ที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นเพียงชาติเดียวในอาเซียนที่ขอสงวนการเปิดเสรีให้เฉพาะนักลงทุนในประเทศสมาชิกอาเซียน โดยไม่ให้สิทธิ์กับนักลงทุนนอกอาเซียนที่ลงทุนในอาเซียนแล้วต้องการเข้ามาขยายการลงทุนในไทย ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการขยายการลงทุนมายังประเทศไทย ของนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการใช้สิทธิ์ภายใต้กรอบ ACIA จึงได้มีการพิจารณาและยกเลิกข้อสงวนนี้เพียงข้อเดียว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการดึงดูดการลงทุน ทำให้นักลงทุนต่างชาติเห็นว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

สำหรับข้อสงวนของไทย ภายใต้ความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน ยังคงเป็นไปตามเดิมไม่มีการยกเลิก โดยได้มีการกำหนดข้อสงวนรวม 25 รายการ จำนวน 40 รายการย่อย ที่ไทยกำหนดให้ลงทุนได้เฉพาะคนไทย เช่น การทำนา ทำไร่ ทำสวน การเลี้ยงสัตว์ การประมง การสกัดสมุนไพรไทย การทำนาเกลือ การทำป่าไม้ และการแปรรูปไม้จากป่าธรรมชาติ การเลี้ยงไหม การผลิตเส้นไหมไทย การทอผ้าไหมไทย การสีข้าว การผลิตน้ำตาลจากอ้อย เป็นต้น.