พาณิชย์ เตรียมร่วมวงประมูลขายข้าว 2.5 แสนตัน ให้ฟิลิปปินส์ 31 ส.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ส.ค. 2559 16:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/705584

 

พาณิชย์ เตรียมร่วมวงประมูลขายข้าวขาว 25% แบบรัฐต่อรัฐ ปริมาณ 250,000 ตัน ให้ฟิลิปปินส์ 31 ส.ค.นี้ เผย เป็นช่องทางระบายผลผลิตข้าวฤดูกาลใหม่…

วันที่ 29 ส.ค.59 นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลฟิลิปปินส์จะเปิดประมูลนำเข้าข้าวขาว 25% แบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ปริมาณ 250,000 ตัน วันที่ 31 ส.ค.นี้ และน่าจะเปิดประมูลนำเข้าอีก 250,000 ตัน ใน เดือน ก.ย.นี้ ซึ่งจะเป็นโอกาสของไทย ที่จะไปเสนอราคาขายแข่งขันในตลาดฟิลิปปินส์ และจะเป็นช่องทางระบายผลผลิตข้าวฤดูกาลใหม่ หรือข้าวเปลือกนาปีปี 59/60 ที่จะทยอยออกมาช่วงปลายปี เพราะทั้งสองประเทศต้องการข้าวใหม่ อีกทั้งไทยยังมีสัญญาซื้อขายข้าวกับจีนอีก 1 ล้านที่ทำในรัฐบาลชุดปัจจุบัน และกำลังอยู่ระหว่างการเจรจารายละเอียดส่งมอบข้าวลอตแรก

ทั้งนี้ รัฐบาลฟิลิปปินส์ มีแผนที่นำเข้าข้าวจำนวน 1 ล้านตัน เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนจากผลกระทบของปรากฏการณ์ลานีญา โดยคณะกรรมการความมั่นคงด้านอาหารของฟิลิปปินส์ (เอฟเอสซี) ได้วางแผนการนำเข้า 750,000 ตัน ผ่านโครงการจัดซื้อแบบจีทูจี ส่วนอีก 250,000 ตัน อาจเปิดให้นำเข้าโดยบริษัทเอกชนภายใต้โครงการปริมาณจัดซื้อขั้นต่ำ จึงเป็นโอกาสให้ไทยส่งออกไปฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้น จากในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ไทยส่งออกแล้ว 148,000 ตัน ลดลง 64.9% มูลค่า 1,878 ล้านบาท ลดลง 64.2%

ส่วนการเปิดระบายข้าวสารสต็อกรัฐบาล ในส่วนของการประมูลเป็นการทั่วไป ปริมาณ 753,000 ตัน วันที่ 29 ส.ค.นั้น มีผู้ยื่นซองคุณสมบัติจำนวน 20 ราย และผ่านทั้งหมด แต่ปรากฏว่า มายื่นซองเสนอราคา 13 ราย ส่วนวันที่ 30 ส.ค. จะเปิดให้ยื่นซองเสนอราคาประมูลข้าวเป็นการทั่วไปและเข้าอุตสาหกรรม 255,000 ตัน หลังจากนั้นจะเปิดซองและสรุปผลการประมูล เพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) อนุมัติขายต่อไป.

 

ธุรกิจไทย ต้องไร้คอร์รัปชัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ 29 ส.ค. 2559 13:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/705409

 

เราทราบกันดีค่ะว่า คอร์รัปชัน คือภัยเรื้อรังของประเทศไทยมาเป็นเวลานาน แต่ก็น่าดีใจนะคะที่ปัจจุบัน ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน ต่างก็ให้ความสำคัญและร่วมกันรณรงค์การต่อต้านคอร์รัปชันในรูปแบบต่างๆ

ทั้งนี้ เพราะเราทุกคนตระหนักดีว่าภัยร้ายแรงอันนี้ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง สามารถขจัดให้หมดไปจากประเทศของเราได้เพียงลำพัง

หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของคนไทยทุกๆ คนในการต่อต้าน และทำให้สังคมไทยรู้ว่า ถึงเวลาแล้ว ที่การคอร์รัปชัน จะเป็นสิ่งที่สังคมไทยยอมรับไม่ได้อีกต่อไป

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน : พลังสังคมที่ต้องการขับเคลื่อนให้การคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่คนไทยยอมรับไม่ได้

ดิฉันได้มีโอกาสพูดคุย กับ คุณวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และ รองประธาน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ถึงที่มาที่ไปของ การจัดตั้งองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันขึ้นในประเทศไทยค่ะ ท่านเล่าให้ฟังว่า…

ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา… 

-1 มิถุนายน 2554 : ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการประกาศการต่อสู้กับการคอร์รัปชันอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม โดย คุณดุสิต นนทะนาคร ประธานหอการค้าไทยในสมัยนั้น เนื่องจากเห็นว่าหากไม่มีใครลุกขึ้นมาต่อต้านการคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ประเทศไทยของเราจะตกอยู่ในภาวะลำบากอย่างแน่นอน

ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน จึงได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีคุณ ดุสิต นนทะนาคร เป็นประธานและผู้ร่วมก่อตั้งภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ร่วมกับ 23 องค์กรเอกชน

– 6 กันยายน 2554 : คุณดุสิต นนทะนาคร ได้เสียชีวิตลง

จากวันนั้น ถึงวันนี้..

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้ร่วมกับเครือข่ายภาคีต่างๆ ในการช่วยต่อต้านคอร์รัปชันในสังคมไทย โดยมีภารกิจหลัก 3 ด้านด้วยกัน คือ ป้องกัน ปลูกฝัง และเปิดโปง

แม้จะเป็นองค์กรอิสระ…

แม้จะไม่มีอำนาจในการ ‘ปราบปราม’…

แม้จะทราบดีว่า การคอร์รัปชันนั้นเปรียบเสมือนกิเลสของมนุษย์ และตราบใดที่มนุษย์ยังมีกิเลสอยู่ คอร์รัปชัน ก็จะไม่สามารถสูญสลายไปจากสังคมได้อย่างแน่นอน…

แต่ทุกคนมั่นใจว่าการช่วยให้การคอร์รัปชันลดลง ทั้งในการทำงานของภาครัฐ การดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน และช่วยปลูกฝังจิตสำนึกให้กับคนรุ่นใหม่เพื่อให้โตไปไม่โกงได้นั้น ก็เป็นความสำเร็จอย่างมากแล้วของคนไทยทุกคน

และที่สำคัญ … ทุกคนเชื่อมั่นอย่างมากใน ‘พลังสังคม’ และ ‘พลังประชาชน’

วันต่อต้านคอร์รัปชัน 2559

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้จัดให้ทุกวันที่ 6 กันยายนของทุกปี เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันเพื่อรำลึกถึงคุณดุสิต นนทะนาคร แต่เนื่องจากปีที่ผ่านมา งานต่อต้านคอร์รัปชันได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม ในปีนี้ ทางผู้จัดจึงได้จัดงานขึ้น 2 วัน คือ

อังคารที่ 6 กันยายน เป็นงานเสวนาวิชาการ “Anti Corruption Collaboration” กรรมโกงแบบไหน ใครสนอง โดยตัวแทนจากทุกภาคส่วน ทั้งในภาคกฎหมาย ภาคประชาชน ภาคการเงิน องค์กรอิสระ ภาคการศึกษา และภาคสื่อสารมวลชน

อาทิตย์ที่ 11 กันยายน เป็นการรวมพลังครั้งประวัติศาสตร์ในวันต่อต้านคอร์รัปชัน “กรรมสนองโกง” ซึ่งเป็นการร่วมแสดงพลังครั้งสำคัญของคนไทย โดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมาร่วมเป็นประธานในงาน

ดิฉันขอใช้พื้นที่ตรงนี้เชิญชวนคนไทยที่หัวใจไร้คอร์รัปชันมาร่วมแสดงพลังในวันที่ 11 กันยายน ณ เวทีท้องสนามหลวง และศาลากลางจังหวัดทั่วประเทศ

มาร่วมกันสร้างประวัติศาตร์ การรวมพลังครั้งสำคัญของชาติเพื่อขจัดการคอร์รัปชันให้หมดไปจากบ้านเรากันนะคะ

แล้วพบกันค่ะ

ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์
ผู้อำนวยการด้านกลยุทธ์ธุรกิจและการสื่อสารองค์กร บริษัท เจ.เอ็ม.คาตาลิสท์
http://www.facebook.com/SMECompass

 

บีเจซี ทุ่มงบ 2,000 ล้าน ขยายการลงทุนในธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ส.ค. 2559 13:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/705344

 

บีเจซี ทุ่มเม็ดเงิน 2,000 ล้าน ขยายการลงทุนในธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้ว สร้างเตาหลอมแห่งใหม่ ที่โรงงานไทยมาลายากลาส สระบุรี มีกำลังการผลิต 300 ตันต่อวัน รองรับธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารของประเทศเติบโตแข็งแกร่ง…

วันที่ 29 ส.ค.59 นายปฐพงศ์ เอี่ยมสุโร ผู้จัดการใหญ่ กลุ่มสินค้าและบริการทางบรรจุภัณฑ์ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีเจซี เปิดเผยว่า ในปี 2559 นี้ กลุ่มบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (บีเจซี) ได้ขยายการลงทุนในธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์ ด้วยการลงทุนมูลค่า 2,000 ล้านบาท ในการก่อสร้างเตาหลอมแห่งใหม่ ที่โรงงานไทยมาลายากลาส จังหวัดสระบุรี ซึ่งจะเริ่มทำการผลิตได้ในปลายปี 2560 โดยมีกำลังการผลิต 300 ตันต่อวัน

ในปัจจุบัน กลุ่มบริษัทบีเจซี มีกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วทั้งสิ้น 2,700-2,800 ตันต่อวัน โดยเมื่อการสร้างเตาหลอมแห่งใหม่ ซึ่งเป็นเตาที่ 4 (SB 4) ณ โรงงาน ไทยมาลายากลาสแห่งนี้แล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้กลุ่มบริษัทบีเจซี มีกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วทั้งสิ้น อยู่ที่ 3,100 ตันต่อวัน เพื่อเป็นการตอบรับกับตลาดที่กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ของบีเจซี ได้ขยายยกกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารของประเทศไทยกำลังมีการเติบโต ทั้งในด้านของการบริโภคในประเทศและเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ ซึ่งธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารต่างก็ต้องการบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เพราะบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพระดับสูงจะช่วยรักษาคุณภาพของเครื่องดื่มและอาหารได้เป็นอย่างดี ด้วยเพราะคุณภาพระดับสูงของผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์แก้วและการออกแบบที่สวยงามทันสมัย ทำให้ธุรกิจกลุ่มสินค้าและบริการทางบรรจุภัณฑ์เป็นกลุ่มธุรกิจที่ทำรายได้สูงสุดให้แก่กลุ่มบริษัทบีเจซี

“ซึ่งหากมองการผลิตในประเทศ จะเห็นได้ว่า การผลิตไม่เพียงพอต่อการบริโภค ในขณะที่ผู้ผลิตรายอื่นๆ ชะลอการผลิต บางรายอาจจะต้องหยุดทำการผลิตไป แต่บีเจซีเรามุ่งขยายการลงทุนอีก 2,000 ล้านบาทในปีนี้ เราดูแลลูกค้าภายในกลุ่มและนอกกลุ่มอย่างเต็มที่ และลูกค้าหลักๆ อยู่กับเราอย่างเหนียวแน่น เพราะคุณภาพและมาตรฐานการผลิตที่ยังรักษามาตรฐานในระดับสูงมาโดยตลอด เราเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งธุรกิจเครื่องดื่มและอาหาร เพราะธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารต่างต้องการบรรรจุภัณฑ์แก้วที่สะอาดปลอดภัย ถูกสุขอนามัย ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค ลูกค้าสามารถมั่นใจในความปลอดภัย ว่าขวดทุกใบที่ออกจากโรงงานผลิตของบีเจซี มีความสะอาดปลอดภัยอย่างแน่นอน นอกจากนี้ในกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วกลุ่มบริษัทบีเจซีของเราได้ให้ความสำคัญในด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด โดยใช้วัสดุรีไซเคิลเป็นวัตถุดิบในการผลิต พร้อมทั้งมีกระบวนการผลิตที่ไม่สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม” นายปฐพงศ์ กล่าว

สำหรับยอดจำหน่ายสินค้าและบริการทางบรรจุภัณฑ์แก้วในครึ่งปีแรก ของปี 2559 เท่ากับ 5,356 ล้านบาท เติบโตที่ 15.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อันเป็นผลมาจากตลาดมีความต้องการบรรจุภัณฑ์แก้วสูงขึ้น จากลูกค้าทั้งกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และกลุ่มเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์

นอกจากนี้ การเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วในประเทศมาเลเซีย (Malaya Glass Products : MGP) และเวียดนาม (Malaya Vietnam Glass : MVG) เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน สอดคล้องกับการเติบโตตลาดในภูมิภาคอาเซียนอย่างแข็งแกร่งและมีศักยภาพของกลุ่มบริษัทบีเจซี ในการเติบโตด้วยความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาด CLMV

สำหรับภาพรวมของกลุ่มสินค้าและบริการทางบรรจุภัณฑ์ในครึ่งปีแรก ของปี 2559 มียอดจำหน่ายเท่ากับ 9,253 ล้านบาท เติบโตที่ 8.7% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน.

 

ทองเปิดตลาดร่วง 100 รูปพรรณขายออกบาทละ 22,150

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ส.ค. 2559 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/705145

 

ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 29 ส.ค. 59 ลดลง 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,550 ขายออกบาทละ 21,650 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,163.36 ขายออกบาทละ 22,150 บาท ส่วนภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์ก ปิดขยับลง 0.2 เซนต์ ปิดที่ 2.085 ดอลลาร์/ปอนด์ เหตุวิตกเฟดขึ้นดอกเบี้ย…

เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.30 น. ราคาลดลง 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,550.00 บาท ขายออกบาทละ 21,650.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,163.36 บาท ขายออกบาทละ 22,150.00 บาท

ส่วนสัญญาทองแดงตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวลงเมื่อวันศุกร์ (26 ส.ค.) เนื่องจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ หลังจาก นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้แถลงในการประชุมประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็คสัน โฮล โดยระบุว่า ปัจจัยต่างๆ ที่สนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ได้เพิ่มมากขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

สัญญาทองแดงตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือน ก.ย. ลดลง 0.2 เซนต์ ปิดที่ 2.085 ดอลลาร์/ปอนด์ และปรับตัวลดลง 4.3% ในระหว่างสัปดาห์

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีผลต่อความเคลื่อนไหวในตลาดนั้น กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ประจำไตรมาส 2 ขยายตัว 1.1% สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ แต่ต่ำกว่าตัวเลขประมาณการเบื้องต้นที่ 1.2%

 

‘บิ๊กตู่’ เปิดเดินรถไฟรุ่นใหม่เที่ยวปฐมฤกษ์ เส้นทางกทม.-นครปฐม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ส.ค. 2559 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/705140

 

นายกรัฐมนตรี ลั่นระฆัง เปิดขบวนรถไฟรุ่นใหม่เดินรถเที่ยวปฐมฤกษ์ เส้นทางกรุงเทพฯ-นครปฐม หวังยกระดับการบริการ ความเชื่อมั่นด้านคุณภาพบริการ พร้อมให้ประชาชนมีทางเลือกในการใช้บริการ-ได้รับความสะดวกสบายในการเดินทางเพิ่มขึ้น…

วันที่ 29 ส.ค.59 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดเดินขบวนรถใหม่และเคาะระฆังส่งสัญญาณระหว่างปล่อยขบวนรถ เที่ยวปฐมฤกษ์ โดยมีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายพิชิต อัคราทิตย์ ประธานกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยงาน ส่วนราชการ และคณะผู้บริหารการรถไฟ ร่วมในพิธีเปิดและร่วมเดินทางไปกับขบวนรถโดยสารรุ่นใหม่ เที่ยวปฐมฤกษ์ ระหว่างกรุงเทพฯ-นครปฐม


พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดเดินขบวนรถใหม่



นายอาคม กล่าวว่า การจัดหารถโดยสารรุ่นใหม่ สำหรับบริการเชิงพาณิชย์ จำนวน 115 คัน ของการรถไฟฯ สอดคล้องกับแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของการรถไฟฯ วงเงินลงทุน 176,806.28 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 วงเงินลงทุน 4,981.05 ล้านบาท และที่ผ่านมาการรถไฟฯ ได้มีพิธีรับมอบรถโดยสารรุ่นใหม่สำหรับบริการเชิงพาณิชย์รอบแรก 39 คัน จากทั้งหมด 115 คัน จากบริษัท CRRC (China Railway Rolling Stock Corporation) หรือ CRC (Changchun Railway Vehicles Company Limited) บริษัทคู่สัญญา เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา และมีการทดสอบการเดินรถทั้งระยะใกล้และระยะไกลมากว่า 1 เดือน ก่อนจะนำมาเปิดให้บริการเป็นขบวนรถด่วนพิเศษ เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ได้เป็นเส้นทางแรกในเดือนตุลาคม 2559



สำหรับการเปิดการเดินรถโดยสารชุดใหม่ เที่ยวปฐมฤกษ์ ในวันนี้ ถือเป็นมิติใหม่ของการรถไฟฯ ที่มีการเริ่มเปลี่ยนแปลงและพลิกโฉมประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการรถไฟฯ ตามนโยบายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และกระทรวงคมนาคม ถือเป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลชุดปัจจุบัน มีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะพัฒนาระบบรางของประเทศให้มีความสมบูรณ์และส่งผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศชาติ และในอนาคตการรถไฟฯ จะพัฒนาองค์กรไปอย่างก้าวกระโดด ทั้งในส่วนของการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การให้บริการในรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งมาจากนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาระบบรางอย่างจริงจัง เพราะทุกฝ่ายต่างให้ความสำคัญและเล็งเห็นตรงกันว่า ถ้าระบบรางมีความสมบูรณ์สามารถขยายระบบทางคู่ให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้ จะสามารถตอบโจทย์ของการขนส่ง แก้ไขปัญหาเรื่องการจราจร และจากยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ จะช่วยยกระดับการขนส่งทางรถไฟ ให้มีความสะดวกสบาย รวดเร็ว และประหยัดต้นทุน ทำให้การขนส่งระบบรางกลับมาเป็นทางเลือกสำคัญของประชาชนคนไทยอีกครั้ง



ด้าน นายวุฒิชาติ กล่าวเสริมว่า รถโดยสารชุดใหม่นี้ เป็นความภาคภูมิใจของคนรถไฟ เนื่องจากการรถไฟฯ ไม่มีการจัดหารถโดยสารใหม่ มากว่า 20 ปี ที่ผ่านมา ดังนั้นการดำเนินการจัดหารถ การให้บริการรถโดยสารใหม่ชุดนี้ จึงถือเป็นย่างก้าวสำคัญของการรถไฟฯ ในการเปลี่ยนแปลงการให้บริการรถโดยสารให้ทันสมัย เพื่อให้ประชาชนผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกสบาย รถไฟขบวนพิเศษแต่ละเที่ยวนี้จะประกอบไปด้วยรถ Power Car ทำหน้าที่จ่ายกระแสไฟให้รถโดยสาร ทั้งขบวน จำนวน 1 คัน รถปรับอากาศนั่งและนอน ชั้นที่ 2 จำนวน 9 คัน รถปรับอากาศนั่งและนอน ชั้น 2 สำหรับผู้โดยสารที่ใช้รถวีลแชร์ จำนวน 1 คัน รถปรับอากาศนั่งและนอน ชั้น 1 ระดับเฟิสต์คลาส จำนวน 1 คัน และรถขายอาหารปรับอากาศ จำนวน 1 คัน ภายในรถมีระบบการทำงานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย ติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด ติดตั้งระบบสัญญาณ Wi-Fi ติดตั้งจอแอลอีดี เพื่อใช้เป็นช่องทางแจ้งข้อมูลข่าวสารพร้อมเครื่องขยายเสียง ปุ่มเรียกพนักงานฉุกเฉิน ห้องอาบน้ำ ปรับปรุงห้องสุขาใหม่ให้มีระบบเก็บสิ่งปฏิกูล เป็นต้น ขบวนรถนี้ สามารถวิ่งทำความเร็วได้สูงสุดถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งหากใช้ทางคู่กับโครงการรถไฟทางคู่ที่แล้วเสร็จ จะสามารถเดินทางสู่จุดหมายปลายทางได้เร็วขึ้น 3 ชั่วโมง


นายวุฒิชาติ เพิ่มเติมว่า การรถไฟฯ จะนำขบวนรถโดยสารรุ่นใหม่มาวิ่งเป็นขบวนรถด่วนพิเศษใน 4 เส้นทาง ประกอบด้วย กรุงเทพฯ–เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี กรุงเทพฯ-หนองคาย และกรุงเทพฯ-ชุมทางหาดใหญ่ ไป/กลับวันละ 2 ขบวนต่อวัน รวม 8 ขบวน ซึ่งสามารถรองรับผู้โดยสารได้ ประมาณ 0.9 ล้านคนต่อปี มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณปีละ 785.1 ล้านบาท (ปีที่ 1) อายุโครงการ 25 ปี

 

แบงก์แนะ “อยู่อย่างไรในยุคดิจิตอล”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/704899

 

จากแนวโน้มปัญหาอาชญากรรมทางการเงินผ่านธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์นั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้ทำให้เป้าหมายและนโยบาย “เศรษฐกิจดิจิตอล” และ National e-payment ที่กำลังปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งอยู่ในเวลานี้ชะงักงันไปพอสมควร

อย่างไรก็ตาม นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังยังคงผลักดันแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ National e-Payment Master Plan ต่อไป แม้จะมีกระแสข่าวทางลบกับระบบการชำระเงินด้วยอิเล็กทรอนิกส์เช่นการโจรกรรมเงินสดจากตู้เอทีเอ็มของธนาคารออมสิน หรือแม้กระทั่งให้บริการ “อินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง” ของธนาคารที่เป็นข่าวครึกโครมอยู่ในเวลานี้ เพราะสิ่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่คือ การสร้างถนนที่เป็นซุปเปอร์ไฮเวย์รถทุกคันสามารถวิ่งและใช้เส้นทางที่กำลังสร้างขึ้นมาได้ทุกคน

คลังเดินหน้า อี-เพย์เม้นท์

“ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ผมคิดว่า คนไทยคงไม่สามารถปฏิเสธนวัตกรรมได้ เพราะหากมองย้อนไปในอดีตก่อนจะมีตู้เอทีเอ็มก็มีโจรบุกชี้ชิงเงินจากธนาคารอยู่แล้วโดยใช้อาวุธปืน แต่หลังจากที่ธนาคารได้นำตู้เอทีเอ็มมาใช้ การบุกจี้หรือปล้นเงินธนาคารก็เปลี่ยนแปลงจากอาวุธปืน ไปเป็นเครื่องมืออุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือเรายังคงเรียกคนร้ายเหล่านี้ว่า โจรเหมือนเดิม”

ดังนั้น การให้บริการทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ก็ต้องมีระบบป้องกันที่สามารถพัฒนาและป้องกันการโจรกรรมของผู้ร้ายได้ “National e-Payment” นั้น เมื่อสร้างสำเร็จก็จะเป็นช่องทางที่สำคัญในการโอนเงินและยังเป็นที่เก็บหลักฐานข้อมูลของประชาชนในชาติ เพราะรัฐบาลจะรับทราบข้อมูลว่า ประชาชนคนไหนที่ต้องได้รับความช่วยเหลือจากการลงทะเบียนของผู้ที่มีรายได้น้อย (ลงทะเบียนคนจน) ขณะที่ “พร้อมเพย์” คือการเปิดช่องทางในการรับโอนเงิน จึงเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของ National e-Payment ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายเงินผ่านบัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิต หรืออินเตอร์แบงก์กิ้งของธนาคารพาณิชย์ที่เปิดให้บริการประชาชนแต่อย่างใด”

มาตรการป้องกันมิจฉาชีพ

นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการธนาคาร กสิกรไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ในฐานะที่สถาบันการเงินคือ ภาคธุรกิจลำดับต้นๆ ที่นำเอาบริการทางการเงินและธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ใช้บริการ ทั้งในการโอนเงิน การชำระค่าสินค้าและบริการต่างๆ รวมไปถึงการซื้อขายหลักทรัพย์ การซื้อขายกองทุน และล่าสุดมาถึงยุค e-Payment ที่ขยายตลาดออกไปในวงกว้าง เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าถึงบริการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพและมีค่าใช้จ่ายต่ำนั้น

ธนาคารมีการวางระบบและกระบวนการเพื่อป้องกันการทุจริต โดยถือว่าเป็นภารกิจหลักมาตั้งแต่ต้นและมีการพัฒนามาโดยตลอดควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจธนาคาร การรักษาความปลอดภัยทั้งของเครือข่าย และเครื่องคอมพิวเตอร์ของทุกธนาคารมีมาตรฐานในระดับสากล รวมทั้งมีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ในยุคปัจจุบันได้แก่ อินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง (Internet Banking) และโมบายแบงก์กิ้ง (Mobile Banking) ส่วนสำคัญที่จะต้องระวังภัยคือ อุปกรณ์ของลูกค้า และพฤติกรรมของลูกค้าในการใช้งาน

“ตั้งแต่มีการให้บริการทางการเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์มาหลายสิบปี เราเคยเห็นข่าวการทุจริต หรือการขโมยเงิน โดยอาศัยเทคโนโลยี หรือการหลอกลวงลูกค้ากันมาแล้ว รวมทั้งการเจาะระบบคอมพิวเตอร์ของธนาคารในต่างประเทศและในประเทศไทยด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่คงจะมีอีกในอนาคตไม่ต่างไปจากการปล้นธนาคาร ปล้นรถขนเงิน หลอกลวงประชาชนโดยมิจฉาชีพ ซึ่งธนาคารต่างๆ ต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ มีการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ป้องกันและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง”

ข้อมูลที่ต้องเก็บเป็นความลับ

อย่างไรก็ตาม การป้องกันนั้นเป็นความร่วมมือของ 3 ฝ่ายคือ ลูกค้าธนาคาร และหน่วยงานทางการที่เกี่ยวข้อง สมาคมธนาคารไทย และธนาคารสมาชิก ที่จะร่วมกันกำหนดแนวทางในการให้ความรู้เรื่องของผลิตภัณฑ์และบริการพร้อมกับความรู้ในการป้องกันความเสี่ยงจากมิจฉาชีพให้กับลูกค้าละประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากบริการทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้เต็มที่

“เราต้องทำให้ประชาชนมีความรู้ด้านดิจิตอล (Digital Literacy) ทั้งในเรื่องการนำมาใช้ประโยชน์ และการป้องกันหรือการรักษาความปลอดภัย ที่เรียกว่า Cyber Security ประชาชนต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องเก็บเป็นความลับที่จะบอกผู้อื่นไม่ได้ ตัวอย่างเช่นในอดีตตอนเริ่มมีการใช้บัตรเอทีเอ็มในการถอนเงิน เราก็ให้ความรู้กับประชาชนว่าต้องเก็บรักษารหัสประจำบัตรให้ดี ห้ามบอกผู้อื่น ในยุคนั้นก็มีเหตุการณ์ที่ลูกค้ากลัวลืมรหัส แล้วเขียนรหัสไว้บนบัตรจนโดนผู้อื่นเอาไปถอนเงิน เราก็ใช้ความพยายามในเรื่องการรักษาความปลอดภัยของการใช้บัตรมาตลอด”

ในส่วนของข้อมูลที่ประชาชนผู้ใช้บริการจำเป็นต้องเก็บเป็นความลับให้มากที่สุดเพื่อปกป้องตนเองนั้น ประกอบด้วยชื่อผู้ใช้งานหรือ user id รหัสผู้ใช้งานหรือ password (รวมทั้งรหัสบัตร ATM/บัตรเดบิตที่เรียกว่า PIN) สิ่งที่ไม่ควรเปิดเผยหรือต้องระมัดระวังในการเปิดเผยต่อผู้อื่น เช่นบุคคลที่เราไม่รู้จัก คือ 1.บัตรประชาชน หรือภาพถ่ายบัตรประชาชน หรือข้อมูลบนบัตรประชาชน เช่นหมายเลขประจำตัวประชาชน วัน เดือน ปีเกิด เป็นต้น

2.เลขที่บัญชีเงินฝาก ข้อมูลที่อยู่ด้านหน้าและด้านหลังของบัตรเครดิต สิ่งต่างๆที่ใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงินเช่น พีซี โทรศัพท์มือถือควรใส่ password ในการเปิด-ปิดเครื่อง ในอนาคตเราจะมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆที่เรียกว่า Biometric เช่นการสแกนลายนิ้วมือ การสแกนม่านตามาใช้เพื่อเพิ่มการรักษาความปลอดภัย

“ปัจจุบันนี้ทุกธนาคารมีคำแนะนำในการใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ อย่างปลอดภัย (Security Tips) ลูกค้าผู้บริโภครวมทั้งลูกค้าภาคธุรกิจควรศึกษาทำความเข้าใจ และปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านั้น รวมทั้งมีความตระหนักในกลโกงต่างๆของมิจฉาชีพเช่นภัยจากฟิชชิ่ง email และฟิชชิ่ง SMS ภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ภัยจากการ skim แถบแม่เหล็กของบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต ภัยจากการส่ง e-mail หรือโทร.มาหลอกลวงขอข้อมูล เป็นต้น”.

 

Young Technopreneur พบนักลงทุน ฝันของคนรุ่นใหม่เพื่อธุรกิจและอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 29 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/700354

 

‘สตาร์ทอัพ’ เป็นคำที่ฟังดูหอมหวานในหมู่คนรุ่นใหม่ที่มีฝันและไอเดียในการริเริ่มธุรกิจของตัวเองในหลากหลายแขนง ทว่าทุกการเริ่มต้นก็อาจไม่ใช่ความสำเร็จเสมอไป โดยเฉพาะหากไม่สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาไอเดียและต่อยอดให้ถึงปลายทาง องค์ความรู้และความสามารถในการใช้องค์ความรู้ จึงมีความสำคัญต่อการสร้างและพัฒนาธุรกิจ ซึ่งผู้ที่เดินทางมาก่อนหน้าในสนามธุรกิจเล็งเห็นสิ่งนี้และปรารถนาจะมอบสำหรับคนรุ่นใหม่


โครงการ Young Technopreneur หรือ ‘เถ้าแก่น้อยเทคโนโลยี’ เป็นอีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจ ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นการมอบองค์ความรู้และโอกาสอันมีค่าสำหรับคนรุ่นใหม่ในสาขาเทคโนโลยี เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถ ‘ขยายฝัน’ และ ‘ต่อยอดไอเดีย’ ธุรกิจของตัวเองให้เป็นรูปเป็นร่างและเดินทางเข้าใกล้ความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ไม่เพียงเพื่อสร้างคุณค่าให้แก่องค์ความรู้อย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสร้างคนรุ่นใหม่ ผู้ที่จะก้าวเข้ามาเป็นกำลังของชาติในอนาคต


โครงการ Young Technopreneur ริเริ่มขึ้นโดยความมุ่งหวังของ ‘กลุ่มบริษัทสามารถ’ ในการสนับสนุนให้เกิดนักพัฒนาด้านเทคโนโลยีคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาขาที่มีความสำคัญกับการพัฒนาชาติ โดยที่ผ่านมากว่า 14 ปีได้สร้างโครงการที่เป็นรูปธรรมภายใต้ชื่อ โครงการ Samart Innovation Award จนต่อยอดมาถึง โครงการ Young Technopreneur ซึ่งได้จับมือกับ ‘สวทช.’ สนับสนุนสตาร์ทอัพในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี โดยเปิดรับสมัครคนรุ่นใหม่ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดในโครงการฯ ก่อนคัดเลือกเพื่อเข้ารับการ ‘บ่มเพาะ’ ด้วยความรู้ด้านต่างๆ ที่เป็นหัวใจในการทำธุรกิจ ตั้งแต่การจัดตั้งธุรกิจ การเขียนแผนธุรกิจ เทคนิคการนำเสนอผลงาน การเจรจาต่อรอง จนถึงการออกไปปฏิบัติการจริง เป็นระยะเวลาถึง 72 ชั่วโมง


สำหรับปีนี้มีคนรุ่นใหม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและไอเดีย ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Young Technopreneur ครั้งที่ 5 กว่า 100 ผลงาน โดยผ่านการคัดเลือกรอบสัมภาษณ์และเสนอผลงานต่อคณะกรรมการจำนวน 66 ผลงาน จนคัดเลือกอย่างเข้มข้นอีกครั้งให้เหลือ 25 ผลงานที่ได้รับทุน และมี 10 ผลงานที่พร้อมนำเสนอผลงานต่อนักลงทุน โดยทั้ง 10 ผลงานนี้ล้วนแล้วแต่มีนวัตกรรมสุดล้ำและแนวคิดธุรกิจที่ชัดเจน

ทั้งนี้ 10 ผลงานที่มีโอกาสได้นำเสนอต่อนักลงทุนในครั้งนี้ มี 4 ประเภท ได้แก่

ประเภท เทคโนโลยีเพื่อการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อม

  • Beernova วัสดุทดแทนไม้คุณภาพสูงจากกากเบียร์

ประเภท เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ และเพื่อผู้สูงอายุ

  • Apara ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว สกัดจากเซรั่มน้ำยางพารา
  • Zzzleepillow นวัตกรรมหมอนช่วยแก้ปัญหาอาการนอนไม่หลับ
  • FitMeUp แอพพลิเคชั่นช่วยแนะนำการออกกำลังกาย

ประเภทเทคโนโลยีเพื่อการพาณิชย์และการขนส่ง

  • HandyWing ระบบจัดการงานซ่อมแซมที่อยู่อาศัยแบบครบวงจร
  • HOPS แอพพลิเคชั่นที่ช่วยประชาสัมพันธ์ข้อมูลการตลาดแฟชั่น
  • Jord Sabuy บริการจองที่จอดรถ

ประเภท เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

  • Blurred.com แพลตฟอร์มเพื่อการเข้าถึงข้อมูลและเรียนภาษาออนไลน์สำหรับนักศึกษา
  • JubJai For School เทคโนโลยีสร้างบัญชีเงินฝากแก่นักเรียนและจับจ่ายภายในโรงเรียนด้วยลายนิ้วมือ
  • muEYE เลนส์สำหรับเปลี่ยนสมาร์ทโฟนให้เป็นกล้องจุลทรรศน์

โดยในวันเข้านำเสนอผลงานต่อนักลงทุน ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ สื่อมวลชน และผู้บริหารระดับสูงในองค์กรชั้นนำ รวมถึงประธานกรรมการบริหาร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) คุณเจริญรัฐ วิไลลักษณ์ และผู้อำนวยการ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย คุณเฉลิมพล ตู้จินดา ที่สุดก็ได้ผลงานที่มีความโดดเด่นใน 3 สาขา ได้แก่


สาขา Media Award ซึ่งเป็นคะแนนรวมสูงสุดจากสื่อมวลชน รางวัลตกเป็นของ Beernova ผลงานวัสดุทดแทนไม้ที่ผลิตจากกากเบียร์ โดย Beernova ยังเป็นผลงานที่ได้รับคะแนนสูงสุดจากกลุ่มนักลงทุนที่เข้ารับชมการนำเสนอผลงานในครั้งนี้ด้วย กับสาขา Investor Awards ซึ่งเจ้าของผลงาน คือ นายปิ่นกมล เรืองเดช นายมนพงศ์ พรหมพิทักษ์ นายนฤสรณ์ บุญศิริ จาก Richy (2016) Co.,Ltd นอกจากนี้ยังมีรางวัลอีกหนึ่งสาขา ที่แสดงให้เห็นความสำคัญในการนำเสนอผลงาน ซึ่งจะเกิดขึ้นในสนามธุรกิจจริงในอนาคตด้วย นั่นคือ Best Presentation Award โดยรางวัลเป็นของ JabJai For School เจ้าของผลงานคือ นายนรินทร์ คูรานา นายธนา ก้งเส้งวิน นายธนพงศ์ ธรรมลังกา


การนำเสนอผลงานต่อนักลงทุนและคณะกรรมการในครั้งนี้เป็นเพียงความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง หลังจากถูกเคี่ยวกรำด้วยองค์ความรู้และสัมผัสโลกจริงของสนามธุรกิจ เพราะหลังจากนี้ผลงานที่ผ่านเข้ารอบในโครงการ Young Technopreneur ยังต้องนำเสนอผลงานอีกครั้ง เพื่อค้นหาผลงานที่เป็นสุดยอดแผนธุรกิจด้านนวัตกรรม ในรางวัล Samart Innovation Award ต่อไป เชื่อแน่ว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่เหล่านี้ต่างพร้อมสำหรับสนามที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ด้วยว่าการแสดงศักยภาพในครั้งนี้ทำให้ได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า พวกเขาสามารถพัฒนาองค์ความรู้ที่ได้รับออกมาเป็นรูปธรรมได้อย่างไรบ้าง และแน่นอนว่าสนามที่ยิ่งใหญ่ขึ้นอาจไม่ใช่เพียงแค่เวทีของการนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการเท่านั้น แต่หมายถึงสนามธุรกิจที่กว้างใหญ่ขึ้นด้วยเช่นกัน


ร่วมรับชมผลงานจากโครงการ Young Technopreneur ได้ที่ www.nstda.or.th/bic/ หรือ www.samartsia.com เพราะพวกเขาคือความภาคภูมิในฐานะ ‘เลือดใหม่’ ที่จะก้าวมาเป็นกำลังของชาติในอนาคต

 

ดิจิทัลแบงก์กิ้ง เพิ่มอิสระทางเวลา จัดการเรื่องเงินได้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตแบบดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 29 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702625

 

ดิจิทัลแบงก์กิ้ง ธนาคารเพื่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่

ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตแบบดิจิทัล
สะดวกทั้งโอน จ่าย ช็อป ไม่ต้องพกเงินสด
ใช้ง่าย และปลอดภัย ใครๆ ก็ใช้ได้ ครบ…จบ…ง่าย…
ดิจิทัลแบงก์กิ้งจากธนาคารกรุงเทพ

ร่วมติดตาม Money Tutor และ Share ต่อได้แล้ววันนี้ www.bangkokbank.com/MoneyTutor

 

สคร.ยอมรับปีนี้เศรษฐกิจโตไม่ถึง 4-5% เร่งจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ส.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/704894

 

สคร.คุยผลจากการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจได้เพิ่ม 10% ช่วยหนุนจีดีพีโต 3.5% เดินหน้าลงทุนโครงการขนาดใหญ่ต่อ พร้อมเร่งฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหา ขณะที่ยอมรับปีนี้เศรษฐกิจโตไม่ได้ถึง 4-5% เหตุมูลค่าลงทุนภาครัฐมีสัดส่วนแค่ 6%ของจีดีพี

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวในงานสัมมนาสร้างความรู้ความเข้าใจในการปฏิรูปและแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจว่า สคร.ได้ช่วยขับเคลื่อนนโยบายด้านการลงทุนภาครัฐผ่านการใช้จ่ายงบลงทุนด้วยการเร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจตั้งแต่ 1 ต.ค.58 ถึงไตรมาส 2 ปีนี้ หรือไตรมาส 3 ของปีงบประมาณ 59 ได้ช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวจาก 2.8% สิ้นปีที่ผ่านมา ขยับมาเป็น 3.5% ในไตรมาส 2 ปี 59 เป็นผลจากการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% แต่ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยไม่สามารถขยายตัวได้ 4-5% เนื่องจากขนาดการลงทุนภาครัฐและรัฐวิสาหกิจรวมกันมีสัดส่วนเพียง 6% ของมูลค่าจีดีพีประเทศเท่านั้น

สำหรับการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจปีงบ ประมาณ 59 มีเป้าหมาย 124,000 ล้านบาท ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา นำส่งรายได้ 116,000 ล้านบาท จากเป้าหมาย 110,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 6,000 ล้านบาท ส่วนการลงทุนร่วมมือภาครัฐ-เอกชน (PPP) นั้น ครม.อนุมัติแล้ว 3 โครงการได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีเหลือง สายสีชมพู และรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินวงเงินรวม 334,000 ล้านบาท คาดว่าเม็ดเงินจะทยอยเบิกจ่ายออกสู่ระบบ ถือว่าการสร้างรถไฟฟ้าได้สร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชน ทำให้มีการลงทุนคอนโดฯตามแนวรถไฟฟ้า นอกจากนี้คณะกรรมการ PPP เตรียมพิจารณาโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-ระยอง และกรุงเทพฯ-หัวหินด้วย

ส่วนการฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจ 7 แห่ง ในส่วนธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ได้เตรียมตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เดือน ก.ย.นี้ เพื่อแยกภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จำนวน 53,000 ล้านบาท ออกมาบริหาร ส่วนรูปแบบการจัดตั้ง AMC เน้นขนาดเล็กที่สุด ด้วยการจ้างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาบริหารสินทรัพย์ที่ได้มาจากไอแบงก์ เนื่องจากไม่ต้องการตั้งรัฐวิสาหกิจแห่งใหม่ขึ้นมาอีก คาดจะเสนอ ครม.เดือน ต.ค.นี้ ผ่านการเพิ่มทุนกว่า 10,000 ล้านบาท ขณะที่ไอแบงก์กำลังหาพันธมิตรเข้าร่วมถือหุ้น แม้มีบางรายสนใจเข้ามาถือหุ้น แต่ยังกังวลเรื่องกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) ที่ติดลบถึง 20% จึงขอให้แก้ไขปัญหานี้ก่อน

ส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ได้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาติดตามสัญญาเช่าที่ดิน ปัจจุบัน ร.ฟ.ท.มีที่ดินปล่อยเช่าถึง 36,000 ไร่ จึงต้องหาประโยชน์จากที่ดินให้มากที่สุด โดยค่าเช่าที่ดินต้องเป็นไปตามราคาปัจจุบัน สำหรับการแก้ปัญหาบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (CAT) และบริษัท ทีโอที จำกัด (TOT) ปัจจุบันมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานซ้ำซ้อนกัน ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) จึงแบ่งหน้าที่หากเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศมอบหมายให้ TOT รับผิดชอบ ส่วนต่างประเทศให้ลงทุนโดย CAT ส่วนการแก้ปัญหาองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่ขาดทุนจำนวนมาก ได้ฟื้นฟูโดยแยกหน้าที่กำกับดูแลโอนไปให้กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ขณะที่ ขสมก.ทำหน้าที่ให้บริการประชาชนเท่านั้น สำหรับบริษัทการบินไทยปัจจุบันผลประกอบการดีขึ้นจากเดิมขาดทุน โดย 6 เดือนที่ผ่านมา มีกำไรดีขึ้นจากการปรับประสิทธิภาพการทำงาน.

 

ส่งมะพร้าวน้ำหอมตีตลาดโลก ยกระดับการผลิตสู่มาตรฐาน GAP และออแกนิก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/704889

 

น.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มะพร้าวอ่อนบริโภคสดหรือมะพร้าวน้ำหอม มีแนวโน้มการบริโภคเพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย เพราะได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งในช่วงที่ผ่านมา โดยแต่ละปีไทยมีการส่งออกถึงปีละ 3,000-4,000 ล้านบาท ซึ่งตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน ฮ่องกง และออสเตรเลีย ขณะเดียวกัน ยังมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์มะพร้าวเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วย อาทิ น้ำมะพร้าวกระป๋อง ไอศกรีม พุดดิ้งมะพร้าว โดยใช้มะพร้าวเป็นวัตถุดิบทำขนมป้อนตลาด ซึ่งช่วยผลักดันราคามะพร้าวให้สูงขึ้น ทำรายได้ให้เกษตรกร โดยมะพร้าวน้ำหอม 1 ต้น สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรนับ 10,000 บาท/ปี

และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับมะพร้าวสดไทยในตลาดโลก กระทรวงเกษตรฯได้เร่งส่งเสริมพัฒนายกระดับการผลิตมะพร้าวสดเข้าสู่มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ซึ่งปัจจุบันมีแปลงปลูกมะพร้าวอ่อนได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP แล้ว 1,622 แปลง เกษตรกร 1,578 ราย รวมพื้นที่กว่า 17,546.40 ไร่ จากที่ขึ้นทะเบียนไว้ทั้งหมด 1,853 แปลง เกษตรกร 1,792 ราย พื้นที่ 20,903.40 ไร่ โดยปีนี้กรมวิชาการเกษตรอยู่ระหว่างตรวจรับรองมาตรฐานเพิ่มเติมอีก 230 แปลง เกษตรกร 214 ราย พื้นที่รวม 3,357 ไร่ “กระทรวงเกษตรฯ ยังเร่งส่งเสริมการผลิตมะพร้าวอินทรีย์หรือออแกนิก เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคและมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน มีการจัดการที่ดีภายในฟาร์มและเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ซึ่งผลผลิตมะพร้าวจากสวนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานทั้ง GAP หรือเกษตรอินทรีย์ จะมีโอกาสทางการตลาดสูง”

น.ส.ดุจเดือนกล่าวต่อว่า มะพร้าวสดและน้ำมะพร้าวไทยได้เปรียบคู่แข่งอย่างฟิลิปปินส์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นมะพร้าวน้ำหอมที่มีรสชาติดี ทำให้มีโอกาสทางการตลาดสูง โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกาและจีน ถือเป็นโอกาสดีของเกษตรกรทั้งการขายผลสดและการขายวัตถุดิบให้โรงงานหรือแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า.