พร้อมเพย์ พร้อมยัง!? คดีแฮกตู้สะเทือน คนผวา แบงก์แก้ปัญหาไม่ตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/705390

 

สะเทือนกันไปทั้งวงการธนาคารรวมถึงแวดวงโทรคมนาคม กับกรณีหนุ่มลูกค้าแบงก์ใหญ่ถูกแก๊งมิจฉาชีพอาศัยช่องโหว่จากช่องทางสื่อสารยุคใหม่โจรกรรมเงินในบัญชีผ่านระบบ “โมบาย แบงก์กิ้ง” โดยวางแผนหลอกซื้อของเหยื่อ และนำสำเนาบัตรประชาชนไปขอเปลี่ยนซิมการ์ดจากบริษัทมือถือ ก่อนสวมรอยขอเปลี่ยนรหัสบัตรในบัญชีของเหยื่อและสุดท้ายก็โอนเงินออกจากบัญชีเหยื่อไปอย่างง่ายดาย สูญเงินไปกว่า 986,000 บาท

จนมาถึงคดีที่ แก๊งโจรกรรมข้ามชาติ “แฮกเกอร์” ตระเวนเจาะระบบเอทีเอ็ม (ATM) ของธนาคารออมสิน โดยปล่อยไวรัสที่เรียกว่า “มัลแวร์” ทำลายข้อมูลในตู้เอทีเอ็มก่อนสั่งให้เครื่องจ่ายเงินออกไป ซึ่งกว่าที่ธนาคารจะรู้ว่าถูกลูบคมก็โดนเล่นงานไปแล้วถึง 21 เครื่อง สูญเงินไปกว่า 12 ล้านบาท (คนร้ายส่ง ‘มัลแวร์’ แฮกตู้ ATM ออมสิน สูญเงิน 12 ล้าน ไม่กระทบเงินฝาก)


มิจฉาชีพทำการปล่อยไวรัสที่เรียกว่า มัลแวร์ ทำลายข้อมูลในตู้เอทีเอ็ม ก่อนสั่งให้เครื่องจ่ายเงินออกไป

แม้ว่าทางธนาคารและผู้ที่เกี่ยวข้องจะออกมาชี้แจงว่า เงินที่ถูกโจรกรรมไปนั้น เป็นเงินจากธนาคาร ไม่ใช่บัญชีของลูกค้า แต่ก็เกิดคำถามตามมาเรื่องความพร้อมของระบบความปลอดภัย ขั้นตอนการดำเนินงานต่างๆ ว่า ตอนนี้ไทยพร้อมที่จะเข้าสู่ระบบพร้อมเพย์แล้วจริงหรือ?

นายสมคิด จิรานันตรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยกับ “ไทยรัฐออนไลน์” ถึง ระบบพร้อมเพย์ ที่เปิดให้ลงทะเบียน ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา และจะเริ่มเปิดบริการในวันที่ 31 ต.ค.นี้ ว่า เป็นบริการ รับโอน เงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือบัญชีกระแสรายวันของธนาคารพาณิชย์ ใครก็ตามที่โอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอน (ตามเงื่อนไขกำหนด)

พร้อมทำความเข้าใจง่ายๆ ว่า การเปิดบัญชีพร้อมเพย์ ทำได้โดยการลงทะเบียนผูกบัญชี ผ่านการใช้บัตรประชาชนและโทรศัพท์มือถือแทนที่เลขบัญชีธนาคารในระบบปัจจุบัน โดยเลขบัตรประชาชน 1 ใบ ผูกได้ 1 บัญชี ส่วนหากใช้เบอร์โทรศัพท์ สามารถผูกบัญชีได้ถึง 3 เลขหมาย เพื่อเจ้าของบัญชีสามารถ เลือกเลขหมายโทรศัพท์ที่ต้องการบอกให้โอนเงินมาได้หลากหลาย แต่ให้เข้าบัญชีเดียวกันนั่นเอง


พร้อมเพย์ ช่วยลดปริมาณการจัดพิมพ์ธนบัตร

พร้อมเพย์ มีขึ้นมาเพื่อจัดการส่วนต่างให้กับระบบการเงินไทย เริ่มตั้งแต่ลดค่าธรรมเนียมโอนจ่ายที่เคยเสียไป ลดความยุ่งยากที่ต้องขอเลขที่บัญชีพร้อมเบอร์โทรศัพท์ไว้แจ้งยืนยันการโอน พูดง่ายๆ ว่า การทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้เกิดความสะดวก ง่าย รวดเร็ว ส่วนธนาคารก็ได้ลดต้นทุนบริหารจัดการ ถ้าถึงวันที่ลดการใช้เงินสดลงได้ ก็สามารถลดจำนวนตู้เอทีเอ็มหรือสาขาย่อยลงได้ ขณะที่ในระดับประเทศ ก็สามารถลดงบปริมาณการจัดพิมพ์ธนบัตร และอีกด้านก็เป็นการเตรียมตัวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิตอล เพื่อให้พร้อมแข่งขันกับนานาประเทศอีกด้วย

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า แล้วจากเหตุการณ์ที่หลายคนกังวลว่า ที่ธนาคารออมสินถูกคนร้ายแฮกตู้เอทีเอ็มนั้น ระบบพร้อมเพย์จะมีความปลอดภัยหรือไม่? นายสมคิด กล่าวยืนยันว่า ไม่เกี่ยวกันแน่นอน ลูกค้าจะไม่ได้รับผลกระทบอะไร เงินในบัญชียังอยู่ครบ เนื่องจากการถูกแฮกตู้นั้นเป็นความเสียหายของธนาคารเพียงอย่างเดียว


การถูกแฮกตู้ ATM เป็นความเสียหายของธนาคารเพียงอย่างเดียว ไม่กระทบลูกค้าแน่นอน

ด้าน นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งผ่านระบบโซเชียล เน็ตเวิร์ก ที่ผ่านมา รวมทั้งการเจาะระบบคอมพิวเตอร์ของสถาบันการเงิน ธปท.ได้หารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการเกิดความเสียหายต่อลูกค้าที่ใช้บริการการเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพราะในช่วงต่อไปอาจจะมีความพยายามในการกระทำความผิดเพิ่มขึ้น ซึ่งทุกฝ่ายเองก็ต้องมีการปรับตัวและสร้างความปลอดภัยของตัวเองมากขึ้น

เริ่มจาก ผู้ใช้บริการที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบและมีสติ เพราะหลายกรณีถ้าผู้ใช้บริการไม่ให้รายชื่อบัญชี (Username) และพาสเวิร์ด รวมทั้งไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวกับมิจฉาชีพ โอกาสที่จะถูกหลอกลวงก็จะลดลง นอกจากนั้น ในช่วงที่ผ่านมายังพบการหลอกลวงจากคนใกล้ชิดหรือผู้มีชื่อเสียงมากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีการหาประโยชน์จากคนที่ต้องการผลตอบแทนการลงทุนสูงๆ เช่น กรณีการระดมทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ ที่เป็นข่าว

ส่วนที่ 2 ที่ต้องตระหนักเรื่องความปลอดภัยในการให้บริการทางการเงิน คือ ธนาคารพาณิชย์ที่จะต้องหาหนทางใหม่ๆ ที่จะดูแลความปลอดภัยในการให้บริการ เช่น อาจจะถามข้อมูลส่วนตัวที่ลึกมากขึ้น ในการขอเปลี่ยนพาสเวิร์ด หรือการขอทำธุรกรรมการเงินที่มีความเสี่ยง เช่น แทนที่จะขอเลขที่บัตรประชาชน อาจจะขอลึกไปถึง ร.ร.มัธยมที่เรียน หรืออาจจะมีระบบสแกนลายนิ้วมือ หรือม่านตา ในกรณีที่ทำธุรกรรมในกรณีจำนวนเงินสูงๆ

ส่วนที่ 3 คือ ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ซึ่งขณะนี้เป็นช่องทางของการให้บริการทางการเงิน รวมทั้งกระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์ (E-wallet) จึงต้องคิดเรื่องความปลอดภัยของการเข้าถึงซิมมือถือด้วย เช่น ระบบการตรวจบัตรประชาชน หรือการสแกนเป็นลายนิ้วมือ และส่วนที่ 4 คือ ฝ่ายกำกับดูแล ทั้ง ธปท.และหน่วยงานอื่น ที่จะต้องก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลง กำกับให้มีการปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ และป้องกันมิจฉาชีพในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง


ผู้ใช้บริการต้องรอบคอบและมีสติ ไม่ควรใช้รหัสผ่านที่ง่ายต่อการคาดเดา

ขณะที่ ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ได้แนะนำวิธีการป้องกันเบื้องต้น สำหรับภัยการเงินออนไลน์ทั่วไป คือ ไม่ควรใช้รหัสผ่าน (password) ที่ง่ายต่อการคาดเดา เช่น 123456 หรือ วัน/เดือน/ปีเกิด

นอกจากนั้น ในการทำธุรกรรมทางการเงิน ผ่านอินเทอร์เน็ต หรือโมบาย แบงก์กิ้ง ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ที่ใช้ไม่มี “มัลแวร์” แฝงอยู่ พร้อมตรวจสอบและอัพเดตโปรแกรมอยู่เสมอ ไม่ติดตั้งหรือดาวน์โหลดโปรแกรมแปลกๆ เพราะอาจเป็นช่องทางให้มัลแวร์เข้ามาในคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตได้

ส่วนภัยจากการถูกหลอกลวงผ่านโซเชียลมีเดียนั้น แนะนำให้เปิดเผยข้อมูลในโซเชียลเน็ตเวิร์กเท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพนำข้อมูลไปแอบอ้างใช้ทำธุรกรรม ควรเปลี่ยนรหัสผ่าน (password) ในการเข้าใช้บัญชีอีเมลหรือบัญชีโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นประจำ เมื่อได้รับการติดต่อแจ้งให้โอนเงินให้ ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนโอนเงิน เช่น ติดต่อหน่วยงานที่ถูกอ้างถึงโดยตรง อาทิ กรมศุลกากร โทร.1164 ธนาคารแห่งประเทศไทย โทร.1213 หรือสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยของหน่วยงานต่างชาติ

หากใช้บัตรกับร้านค้าควรหลีกเลี่ยงร้านค้าที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริต เช่น สถานีบริการน้ำมัน สถานบันเทิงควรอยู่ในบริเวณที่มองเห็นการทำรายการ และให้บัตรอยู่ในสายตาตลอดเวลา เพื่อป้องกันพนักงานนำบัตรไปรูดกับเครื่องสกิมเมอร์

ท้ายที่สุด ป้องกันการถูกปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ แนะนำไม่จดรหัสผ่านไว้คู่กับบัตร หรือในที่ที่ผู้อื่นสามารถเข้าถึงได้ ไม่ควรให้เอกสารข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลทางการเงินแก่บุคคลอื่น


เราไม่อาจรู้ได้ว่าในอนาคต มิจฉาชีพจะเข้ามาในรูปแบบใด และจะทวีความรุนแรงมากขึ้นหรือไม่? สิ่งที่เราทำได้ในเวลานี้คือ การมีสติ รู้เท่าทันก่อนตกเป็นเหยื่อ พร้อมป้องกันตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และให้ถือว่าข้อมูลทุกอย่างของเราคือสิ่งที่สำคัญตั้งแต่เลขบัตรประชาชน จนถึงลายนิ้วมือ.

 

รัฐอุ้มรายย่อยลงทุนวิจัยพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/705999

 

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในเร็วๆ นี้ กรมสรรพากร จะออกประกาศกระทรวงการคลัง ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย ที่รวมตัวกันและร่วมลงทุน งานด้านการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) กับมหาวิทยาลัย หรือสำนักงานทางด้านวิทยาศาสตร์ ที่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ถึง 3 เท่า ซึ่งในปัจจุบันมาตรการภาษีอาร์แอนด์ดี สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 3 เท่าอยู่แล้ว แต่การลงทุน เหมาะกับรายใหญ่ ที่มีเงินลงทุนจำนวนมาก ขณะที่รายย่อยไม่มีโอกาสใช้มาตรการภาษีดังกล่าว เพราะเงินทุนมีไม่เพียงพอ จึงจะเสนอให้รวมตัวกัน เพื่อลงทุนอาร์แอนด์ดี เพื่อให้สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ 3 เท่า ตามสัดส่วนของเงินที่ลงทุน

ขณะที่นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่า กสอ.ได้จัดทีมสำรวจเอสเอ็มอี ในประเด็นปัญหาการประกอบธุรกิจ โดยเลือกเอสเอ็มอี 4,883 แห่ง จาก 14 กลุ่มอุตสาหกรรม ระหว่างเดือนม.ค.-พ.ค.ที่ผ่านมา พบว่า เอสเอ็มอี มีความวิตกกังวลใน 8 ปัญหาสำคัญๆ คือ 1.ปัญหาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม 2.ด้านการผลิต 3.ด้านการตลาด 4.ด้านการอยู่ร่วมกับสังคม 5.ด้านการเงิน 6.ด้านบุคลากร 7.ด้านการจัดซื้อและปัจจัยการผลิต 8.ด้านการบริหารกิจการ.

 

ไฟเขียวร่างพ.ร.บ.ประกันภัยทางทะเล ธุรกิจเดินเรือผงาดบนเวทีโลกเต็มพิกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/706019

 

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกันภัยธุรกิจประกันภัย ได้เห็นชอบหลักการของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกันภัยทางทะเล พ.ศ. … และให้สำนักงาน คปภ.เสนอร่าง พ.ร.บ.ต่อกระทรวงการคลังเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป โดยถือเป็นกฎหมายประกันภัยทางทะเลฉบับแรกในประวัติศาสตร์ของไทย หลังจากที่ผ่านมาต้องใช้กฎหมายจากอังกฤษ ในการตีความในกรณีที่เกิดข้อพิพาทประกันภัยทางทะเล

ทั้งนี้ การประกันภัยทางทะเล เป็นกิจการที่สำคัญต่อระบบการค้าระหว่างประเทศ การขนส่งสินค้า การเดินเรือในประเทศ และระหว่างประเทศ แต่ละปีมีมูลค่าการส่งออกทางเรือนับล้านล้านบาท ที่ผ่านมาประเทศไทยกลับไม่มีกฎหมายประกันภัยทางทะเลเป็นของตนเอง เมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาประกันภัยทางทะเล ศาลฎีกาได้นำกฎหมายประกันภัยทางทะเลของอังกฤษมาปรับใช้ตั้งแต่ปี 2496 ที่ช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่มีความยุ่งยากในการนำสืบหลักกฎหมาย ขณะทีี่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ยังกำหนดให้การประกันภัยทางทะเลอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายเฉพาะ แยกจากกฎหมายประกันภัย ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การยกร่าง พ.ร.บ.การประกันภัยทางทะเลจึงเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทของศาล.

 

สตาร์ตอัพออมสิน ลุยจริงไทยแลนด์4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/705139

 

เพื่อไม่ให้ “ประเทศไทย” ตกขบวน จึงต้อง

ปฏิรูปการพัฒนาเศรษฐกิจ ปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ไปตามเทรนด์ สู่โมเดลใหม่ที่เรียกว่า “ประเทศไทย 4.0” อย่างเลี่ยงไม่ได้

แม้หลายอย่างจะยากเวลาคิด แต่เมื่อคิดทุกอย่างก็ไม่ยาก …โดยเฉพาะโอกาสดีๆ และช่วงเวลาที่ “ชาติกำลังต้องการ” ถูกที่ถูกเวลากับการเดินหน้าสู่ห้วงอนาคตแห่งโลกธุรกิจการค้ายุคใหม่

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเร่งสร้าง “ขุนพล” ด่านหน้าสร้างธุรกิจไทย ก้าวไกลไปสู่เวทีโลก สนองตอบนโยบายรัฐบาล เดินหน้าสู่ความเป็นสตาร์ตอัพ (START–UP) มืออาชีพ…ที่มากกว่า SMEs ธรรมดา

ส่องแผนธุรกิจเวทีประกวด “ออมสินสุดยอดแนวคิด พลิกธุรกิจไทย” หรือ START–UP THAILAND BY GSB เริ่มต้นจากกว่า 1,300 ทีม คัดเลือกเหลือ 100 ทีม และ 10 ทีม…ที่จะเดินทางไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ในที่สุดก็ได้ 1 ทีมชนะเลิศ…คว้าเงินรางวัล 1,000,000 บาท

พร้อมก้าวสู่เวทีแห่งการฝึกฝนขั้นต่อไป ก่อนติดอาวุธเดินหน้าออกสู่สมรภูมิธุรกิจระดับสากล…ให้กลายเป็นกลจักรฟันเฟืองสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย!

ภายใต้คอนเซปต์ “ทำได้เลย ทำได้เร็ว ทำได้จริง” บนหลากหลายแนวคิดทางธุรกิจ ที่กำลังเดินหน้าสู่ความเป็นสตาร์ตอัพมืออาชีพ ด้วยแผนธุรกิจที่มีความชัดเจน และที่สำคัญที่สุดนำไปต่อยอดใช้ได้จริงๆ

ความน่าสนใจสำคัญของ 10 ทีมที่เข้ารอบสุดท้าย เมื่อผ่านมาเป็นทีมที่ชนะเลิศ อันดับต้นๆ สปอตไลต์ทุกดวงก็ส่องลงมาตรง “แนวคิด” กับแผนธุรกิจอนาคตไกล ที่นอกจากจะเป็นเรื่องของสตาร์ตอัพแล้ว ยังเป็นโมเดล…แรงบันดาลใจครั้งสำคัญให้ “คนรุ่นใหม่” สร้างโลกทัศน์เชิงสร้างสรรค์ที่จับต้องได้กันมากยิ่งขึ้น

ผู้ชนะ นำเสนอ “กระแส Healthy” เป็นกระแสที่ทั้งต่อยอดได้… ขายได้…ปัจจัยลบที่เข้ามากระทบมีน้อย ที่สำคัญ…กำลังอยู่ในความสนใจของทั่วโลก ที่ไม่ว่าเศรษฐกิจของโลกจะพลิกผันอย่างไร กระแสนี้ก็ยังคงอยู่ในความสนใจและกลายเป็นธุรกิจที่เติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง

ทีม Healthticket เจ้าของผลงาน “Healthticket” ที่เป็นสื่อกลางช่วยนักท่องเที่ยวค้นหาข้อมูลด้านการแพทย์…การรักษาพยาบาลในประเทศไทย เป็นกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มองไปถึงเรื่องของการสร้างธุรกิจ ที่ส่งเสริมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

นำทีมโดย…จิรนันท์ ทรัพย์ศรีโสภา, จิรพงศ์ ทรัพย์ศรีโสภา และ ธนากร เตือนวชาติ บอกว่า แนวคิดธุรกิจที่คิดค้นขึ้นนี้ เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยต่อยอดเรื่องการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพราะประเทศไทยมีความพร้อมในด้านนี้ และเป็นตลาดที่เปิดกว้าง จนกลายเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั่วโลก

“เรามีความได้เปรียบในด้านต่างๆมาก ทั้งในเรื่องของศักยภาพด้านระบบการรักษาพยาบาล ด้านการขนส่งโลจิสติกส์ นับรวมไปถึงความได้เปรียบเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าหลายประเทศ…นอกจากนี้นโยบายระดับประเทศ เรายังได้รับการส่งเสริมให้เป็นฮับศูนย์สุขภาพเต็มรูปแบบ”

นี่คือต้นทางแห่งแนวคิดการสร้างโมเดลธุรกิจ “Healthticket” ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามารับบริการทางการแพทย์และรักษาพยาบาล รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการด้านสุขภาพในประเทศไทย ให้ได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น

“Healthticket”…นอกจากจะเป็นโปรแกรมและธุรกิจที่อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่จะได้รับบริการที่ตรงกับความต้องการแล้ว ยังเป็นโปรแกรมที่เชื่อมโยงโครงข่ายระบบบริการด้านสุขภาพที่มีอยู่เอาไว้ด้วยกันในแบบบูรณาการ

ไฮไลต์สำคัญมีว่า…การเชื่อมโยงที่ว่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความสะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นโปรแกรมที่ช่วยส่งเสริมกระตุ้นให้เกิดธุรกิจด้านนี้ในประเทศไทย สำหรับผู้ประกอบการไทยที่กำลังจะก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจนี้ โดยเน้นที่กระแสสุขภาพ

ทีม Healthticket เยาวชนคนรุ่นใหม่ หลังได้รับรางวัลชนะเลิศแล้ว ไม่เพียง “ผู้ชนะ” เดินหน้าต่อยอดเพียงทีมเดียว หากแต่กว่า 1,300 ทีมที่เข้าร่วมเวทีประกวด “ออมสินสุดยอดแนวคิด พลิกธุรกิจไทย” ทั้งหมด จะได้รับการต่อยอดไปพร้อมๆ กัน ในฐานะ…“BEST START–UP THAILAND” ขุนพลธุรกิจไทยยุคใหม่

ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ย้ำสั้นๆว่าทุกทีมจะก้าวไปพร้อมๆกัน

“ออมสินสุดยอดแนวคิด พลิกธุรกิจไทย” คอนเซปต์ในปีนี้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ และการจัดโครงการนี้ในแต่ละปีจะเน้นให้เป็นไปตามแต่ละช่วงของเศรษฐกิจไทยหรือประเทศไทยมีปัญหา แล้วมีสิ่งที่ต้องพัฒนาแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา

“ปีที่แล้วอยากจะพลิกฟื้นความเป็นไทย ก็เป็นสุดยอดแนวคิดธุรกิจวิถีไทย วิถีไทยก็คือภูมิปัญญาไทย มีภูมิปัญญาชาวบ้าน ดังนั้นผลงานก็จะเน้นให้เป็นเศรษฐกิจพื้นบ้านต่างๆ จะเป็นเรื่องของปศุสัตว์ เกษตรกรรมหรือการนำพืชผลทางการเกษตรเหลือใช้มาพัฒนาต่อยอดต่างๆเหล่านี้ ปีที่แล้วก็ประสบความสำเร็จ”

ส่วนปีนี้เรื่องของ “สตาร์ตอัพ” เริ่มมาแรง ซึ่งจริงๆก็เป็นจุดเริ่มต้นแนวคิดมาจากธนาคารออมสินที่พยายามจะทำเรื่องของสตาร์ตอัพเซ็นเตอร์ ด้วยเพราะเศรษฐกิจต้องการโปรดักส์แชมเปียนใหม่ ต้องการตัวที่จะมาต่อยอดสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจในทุกระดับ

“ถ้าสามารถพัฒนาโปรดักส์แชมเปียนขึ้นมาให้โดดเด่น สามารถยกระดับการขาย เพิ่มรายได้มูลค่าเพิ่มขึ้นมาให้กับท้องถิ่น หรือให้กับจังหวัด หรือให้กับประเทศ หรือแม้แต่ส่งออกไปต่างประเทศได้ นี่คือจุดมุ่งหมาย สร้างโปรดักส์แชมเปียนใหม่ๆเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับคนไทย แล้วก็ธุรกิจไทย”

สำหรับการต่อยอดผลงานต่างๆ ที่เข้าประกวด จริงๆแล้วไม่ได้คิดแค่ 10 แต่คิดลงไปถึงร้อย…คิดไปถึงพันที่ส่งมาประกวดทั้งหมด ถือว่า…มีความมุมานะตั้งใจที่จะนำแนวคิดเหล่านี้มาทำธุรกิจจริง ก็จะต้องช่วยกันสร้างให้เกิดธุรกิจขึ้นจริง ซึ่งทางธนาคารออมสินมีโครงสร้างองค์กรใหม่เพื่อรองรับ 3-4 หน่วยงาน

เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ…หาโครงการใหม่ๆ มาต่อยอด ช่วยเหลือเรื่องการให้คำปรึกษาในด้านต่างๆ ให้เงินทุนเงินกู้ไปทำธุรกิจแล้วก็มอนิเตอร์แทคกิ้งต่อไปว่าโครงการเหล่านั้นสำเร็จหรือไม่

“ไม่ว่าจะเข้ารอบหรือไม่…จะชนะเลิศหรือไม่ ทุกทีมที่ส่งเข้าประกวด ออมสินจะต่อยอดเดินหน้าสานฝันให้เป็นจริงในทุกแนวคิดธุรกิจ เพราะถือว่านี่คือความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชน…ของคนไทย และนี่คือ…สตาร์ตอัพไทยแลนด์ ขุนพลธุรกิจแห่งอนาคต เป็นทั้งอนาคตทางธุรกิจ และอนาคตของประเทศไทยไปพร้อมๆกัน”

ทีมที่เข้ารอบลึกๆ และทีมที่ชนะเลิศ อาจเป็นธุรกิจที่…“ทำได้เลย ทำได้เร็ว ทำได้จริง” มากกว่า แต่ทุกทีมที่เข้าประกวดล้วนเป็นแนวคิดทางธุรกิจที่น่าสนใจ เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เป็นความภูมิใจของคนไทยและธนาคารออมสินที่ได้ส่งเสริม…ที่อนาคต
จะได้มีธุรกิจ มีนักธุรกิจเก่งๆที่ก้าวออกไปสู่ระดับสากล

โมเดลธุรกิจทั้งหมดจะถูกลับคม โดยทีมผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารออมสิน…พันธมิตร หน่วยงานภาครัฐ เติมเต็มเรื่องเทคโนโลยี นวัตกรรม ก้าวสู่ความเป็นสตาร์ตอัพไทยแลนด์ 4.0

“ออมสิน…สตาร์ตอัพ” สุดยอดแนวคิดที่กำลังจะพลิกธุรกิจไทย… มาถูกที่ถูกเวลาแล้ว เป้าหมายที่ชัดเจน…ความต่อเนื่องที่ไม่หยุดนิ่ง เป็นสิ่งสำคัญที่ธุรกิจจะอยู่ได้อย่างมั่นคงในโลกอนาคต.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 30/08/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/705984

 

“กรุ๊ปลีส” ผนึกกำลัง “ทรู มันนี่” บุกกัมพูชา สบช่องเจาะตลาดสินเชื่อดิจิตอลไฟแนนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/706020

 

นายทัตซึยะ โคโนชิตะ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) หรือ GL ผู้บุกเบิกธุรกิจดิจิตอลไฟแนนซ์ในกลุ่มประเทศอาเซียน เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมมือกับ ทรู มันนี่ (True Money) ในกัมพูชาซึ่งเป็นบริษัทย่อยค่ายมือถือยักษ์ใหญ่จากประเทศไทย รุกขยายตลาดเช่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์ เครื่องจักรกลเกษตร และแผงโซลาร์เซลล์ในกัมพูชา โดยอาศัยเครือข่ายทรู มันนี่ ช็อป ราว 5,000 แห่ง ที่กระจายทั่วประเทศ เป็นเอเย่นต์ขายบริการสินเชื่อเช่าซื้อธุรกิจต่างๆ คาดว่าจะเพิ่มยอดขายอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ไตรมาส 4 เป็นต้นไป โดยบริษัทย่อยของ GL ในกัมพูชาหรือ GL Finance (GLF) ปัจจุบันทำธุรกิจผ่านจุดบริการขายในจังหวัดต่างๆทั่วกัมพูชา 240 แห่ง

“ผลจากข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ จะทำให้เอเย่นต์ของทรู มันนี่ ช็อป 5,000 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ทั่วกัมพูชา ทำหน้าที่ควบคู่ในการเป็นตัวแทนขายสินค้าและบริการต่างๆ ทำให้ขีดความสามารถด้านการตลาดและการขายของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล” ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ GLF คือชาวบ้านระดับรากหญ้า ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงระบบธนาคารและถือเป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกันกับลูกค้าของทรู มันนี่อยู่แล้ว โดยข้อตกลงนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.59 เป็นต้นไป สำหรับด้านผลประกอบการในกัมพูชาของบริษัทถือว่าประสบความสำเร็จ เห็นได้จากกำไรสุทธิของในไตรมาส 2 ปีนี้ทำได้ 255 ล้านบาท โดย 120 ล้านบาท เป็นกำไรจากธุรกิจในกัมพูชาที่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งมีกำไรเพียง 40 ล้านบาท.

 

เปิดอลังการ ตึก ‘มหานคร’ สูงสุดในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ส.ค. 2559 01:49

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/705974

 

สุดอลังการงานเปิดตัวตึก “มหานคร” ตึกที่สูงที่สุดในไทย ด้วยความสูง 314 เมตร ทำลายสถิติของตึกใบหยก 2 ลงราบคาบ พร้อมจัดพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่โชว์แสงสีธงไตรรงค์สุดตระการตา รวมถึงศิลปินนักร้องโอเปร่า-แร็พเปอร์ชื่อดัง “โฮเซ การ์เรรัส” และ “ฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์” มาเปิดคอนเสิร์ตให้กระหึ่มโลก ด้านเจ้าของตึกย้ำ ต้องการให้เป็นแลนด์มาร์กใหม่ของเมืองกรุง และสะท้อนความเป็นตัวตนของกรุงเทพฯและเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจ รวมถึงหวังให้เป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญที่ทำให้คนไทยภูมิใจร่วมกัน

‘อภิรดี’ ย้ำต้องรอบคอบ ก่อนลงนามเรียกค่าเสียหายข้าวจีทูจีจาก ‘บุญทรง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ส.ค. 2559 21:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/705854

 

‘รมว.พาณิชย์’ เผยเหตุยังไม่ลงนามหนังสือบังคับทางปกครอง เรียกค่าเสียหายข้าวจีทูจี 2 หมื่นล้านบาท จาก ‘บุญทรง’ และพวก หลังมีข้อท้วงติงหลายประเด็น และต้องศึกษาข้อกฎหมายให้ละเอียด รอบคอบ

เมื่อวันที่ 29 ส.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ขณะนี้ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ยังไม่ลงนามในหนังสือบังคับทางปกครอง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายกรณีทุจริตในการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) 4 สัญญา ปริมาณ 6.2 ล้านตัน มูลค่า 20,000 ล้านบาท จากบุคคลทั้ง 6 คน ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดไปแล้ว ทั้งๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ รมว.พาณิชย์ เป็นผู้ลงนามในหนังสือฯ มาตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค.59 และคดีนี้จะสิ้นสุดอายุความสิ้นเดือน ก.พ.60

ทั้งนี้เพราะอยู่ระหว่างพิจารณาข้อกฎหมาย เพื่อให้ดำเนินการอย่างรอบคอบ และถูกต้องที่สุด ประกอบกับ มีข้อท้วงติงหลายประเด็น เช่น ภายหลังจากส่งหนังสือฯ ไปยังบุคคลทั้ง 6 แล้วจนถึงขั้นตอนการยึด หรืออายัดทรัพย์ ใครจะดำเนินการ ซึ่งกระทรวงฯ อ้างว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ เป็นหน้าที่ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แต่ ปปง. ท้วงว่า โดยทั่วไป ปปง.มีหน้าที่ยึด หรืออายัดทรัพย์ แต่กรณีทุจริตขายข้าวจีทูจี ปปง.ไม่เกี่ยวข้อง จึงดำเนินการไม่ได้

อย่างไรก็ตามหากยังไม่ได้ข้อสรุปอีก จะหารือกับนายกรัฐมนตรี เพื่อหาทางออกต่อไป ซึ่งขั้นตอนกฎหมาย เมื่อกระทรวงฯ ส่งหนังสือฯ ไปยังทั้ง 6 คนแล้ว ต้องชำระค่าเสียหายใน 30 วัน หากพ้นกำหนด จะมีหนังสือแจ้งเตือนไปอีกครั้ง และหากยังไม่ชำระภายใน 15 วัน จะออกหนังสือแจ้งมาตรการบังคับทางปกครอง เช่น ยึดทรัพย์ หรืออายัดทรัพย์ แต่ทั้ง 6 คนสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองภายใน 30 วันหลังรับหนังสือฯ

สำหรับรายชื่อเรียกค่าเสียหายจากกรณีดังกล่าวมีทั้งหมด 6 คน ได้แก่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ คาดต้องจ่าย 1,700 ล้านบาท, นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ 2,300 ล้านบาท ส่วน พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์, นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ, นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ ต้องจ่ายคนละ 4,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การขายข้าวจีทูจี ไม่ได้มีเพียง 4 สัญญา ปริมาณ 6.2 ล้านตัน นายบุญทรง อดีต รมว.พาณิชย์ ยังอนุมัติขายอีก 8 สัญญา รวม 12 สัญญา โดย 8 สัญญาหลัง ขณะนี้ ป.ป.ช.อยู่ระหว่างการตรวจสอบ คาดจะสรุปผลเร็วๆ นี้ และน่าชี้มูลความผิดบุคคลอื่นเพิ่มเติมอีก.

 

พาณิชย์ หนุน SMEs เปิดตัว Thaitrade.com SOOK ส่งสินค้าลอตเล็กขายทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ส.ค. 2559 18:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/705569

 

พาณิชย์ ปรับโฉม Thaitrade.com เปิดตัว SOOK ช่วย SMEs ขยายการค้าผ่านออนไลน์ ดึงแบงก์กรุงเทพ-PayPal ดูแลเรื่องชำระค่าสินค้า ส่วน DHL-ไปรษณีย์ ช่วยส่งสินค้าทั่วไทย-ทั่วโลก มั่นใจ เพิ่มยอดการค้าได้อีก 1 พันล้านต่อปี…

วันที่ 29 ส.ค.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้พัฒนาเว็บไซต์ Thaitrade.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ค้าขายสินค้าออนไลน์ของกระทรวงฯ โดยได้เปิดตัวโครงการ Thaitrade.com SOOK (Small Order OK) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ที่ขายสินค้าในเว็บไซต์ Thaitrade.com ให้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการขายสินค้าที่มีคำสั่งซื้อลอตเล็กๆ หรือการสั่งซื้อเพื่อทดลองใช้ก่อน

“เดิมที Thaitrade.com เป็นเว็บไซต์ที่ขายสินค้าในลักษณะ B2B หรือซื้อขายในรูปแบบธุรกิจต่อธุรกิจ ซึ่งก็คือ การสั่งซื้อในปริมาณมากๆ แต่เมื่อเปิดตัว Thaitrade.com SOOK จะทำให้คนที่อยากจะซื้อในปริมาณน้อย หรือซื้อเพียงชิ้นสองชิ้น เพื่อไปใช้ หรือเพื่อไปดูว่าสินค้าเป็นอย่างไร ก่อนที่จะซื้อในปริมาณมากๆ ก็สามารถทำได้ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยผู้ประกอบการขายสินค้าได้มากขึ้น แต่ยังช่วยเอสเอ็มอีให้มีช่องทางขายสินค้าได้มากขึ้นด้วย”

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพ ในการรับชำระค่าสินค้า โดยผู้ซื้อสามารถชำระสินค้าผ่านบัตรเครดิต โดยผู้ขายจะได้รับยอดชำระอย่างรวดเร็ว ด้วยระบบรับชำระที่ปลอดภัยได้มาตรฐานสากล และยังได้ร่วมมือกับ PayPal เพิ่มช่องทางการรับชำระค่าสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อทั่วโลก ส่วนการส่งสินค้า มี DHL Express และบริษัท ไปรษณีย์ไทย เป็นผู้ให้บริการรับส่งสินค้าในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งสามารถตรวจสอบสถานการณ์ขนส่งสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง และหากมีข้อพิพาทในการสั่งซื้อขายเกิดขึ้น จะมีสถาบันอนุญาโตตุลาการหรือทีเอชเอซี เข้ามาดูแลผ่านบริการ TalkDD เพื่อลดความเสียหายด้วย

“มั่นใจว่า Thaitrade.com SOOK จะช่วยสนับสนุนแนวคิดของรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาประเทศไทย 4.0 โดยปัจจุบัน Thaitrade.com ที่มีรูปแบบการซื้อขายแบบ B2B มีฐานสมาชิกอยู่แล้ว 130,000 ราย มีมูลค่าการค้าอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี คาดว่าบริการ Thaitrade.com SOOK จะเพิ่มการค้าแบบธุรกิจต่อบุคคล และจะช่วยให้ฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นอีก 5,000 คน ภายใน 6 เดือน มูลค่าการค้าจะเพิ่มขึ้นอีก 1,000 ล้านบาทต่อปี”

ด้าน นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯ มีแผนที่จะประชาสัมพันธ์โครงการ Thaitrade.com SOOK ผ่านสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทั่วโลก เพื่อให้ทูตพาณิชย์นำไปแจ้งแก่ผู้ซื้อในประเทศที่ตัวเองดูแล ให้เข้ามาสั่งซื้อสินค้าของผู้ประกอบการไทย และกรมฯ ยังจะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นการซื้อขายให้ได้เพิ่มขึ้น.

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 5.26 จุด ดัชนีที่ 1,544.15 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ส.ค. 2559 17:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/705690

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายลดลง 5.26 จุด คิดเป็น -0.22% ดัชนีอยู่ที่ 1,544.15 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 51,272.65 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 29 ส.ค. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายลดลง 5.26 จุด คิดเป็น -0.34% ดัชนีอยู่ที่ 1,544.15 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 51,272.65 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน).