ทองเปิดตลาดขึ้น 50 รูปพรรณขายบาทละ 22,200

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ส.ค. 2559 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/706235

 

ราคาทองวันที่ 30 ส.ค. 59 เปิดตลาดขึ้น 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,600 ขายออกบาทละ 21,700 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,208.84 ขายออกบาทละ 22,200 บาท ส่วนภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์กปิดลบ 0.55 เซนต์ จากเงินดอลล์แข็งค่า …

เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.26 น. ปรับเพิ่มขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,600.00 บาท ขายออกบาทละ 21,700.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,208.84 บาท ขายออกบาทละ 22,200.00 บาท

ส่วนสัญญาทองแดงตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (29 ส.ค.) ลดลง 0.55 เซนต์ ปิดที่ 2.0790 ดอลลาร์/ปอนด์ ซึ่งนักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก อันเนื่องมาจากคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า

ขณะที่ ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้น ทำให้สัญญาสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งซื้อขายด้วยดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงสัญญาทองแดงตลาดนิวยอร์กมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือเงินสกุลอื่น จึงทำให้ความต้องการสัญญาทองแดงลดน้อยลง.

 

ตึกสูงที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ส.ค. 2559 07:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/706140

 

ภาพความงามตระการตาของตึก “มหานคร” ซึ่งสูงที่สุดในไทย ที่ใช้เทคโนโลยีการฉายแสงไปที่ตึกเป็นสีธงชาติ สามารถมองเห็นได้จาก ทั่วทุกมุมของกรุงเทพฯ ในงานเปิดตัวตึกมหานคร โดยมีนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา (ภาพเล็ก) เป็นประธานเปิดตัวโครงการ “มหานคร แบงค็อก ไรซ์ซิ่ง เดอะไนท์ ออฟ ไลท์”.

 

ลั่นระฆัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ส.ค. 2559 07:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/706145

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ลั่นระฆังเป็นสัญญาณในพิธีเปิดการเดินขบวนรถไฟโดยสารรุ่นใหม่เที่ยวปฐมฤกษ์ เส้นทางกรุงเทพฯ-นครปฐม ที่สถานีหัวลำโพง พร้อมทดลองร่วมเดินทางด้วย.

 

“บีโอไอ” อนุมัติลงทุน 2.6 แสนล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ส.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/706030

 

ลุยปรับเป้าปีนี้ลุ้นพุ่งติดลมบน เดินหน้าต่อดันไทยสู่เมดิคัลฮับ

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอเปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมได้อนุมัติให้ส่งเสริมการลงทุนแก่กิจการในกลุ่มต่างๆ จำนวน 34 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 266,387 ล้านบาท ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรเงินลงทุนรวม 30,478 ล้านบาท ใช้วัตถุดิบในประเทศปีละประมาณ 45,053 ล้านบาทต่อปี กลุ่มแร่ เซรามิก และโลหะขั้นมูลฐาน เงินลงทุนรวม 10,100 ล้านบาท ใช้วัตถุดิบในประเทศปีละ 5,859 ล้านบาทต่อปี อุตสาหกรรมเบา เงินลงทุน 1,726 ล้านบาท ใช้วัตถุดิบในประเทศปีละ 450 ล้านบาทต่อปี กลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง เงินลงทุนรวม 6,566 ล้านบาท ใช้วัตถุดิบในประเทศประมาณ 32,909 ล้านบาทต่อปี

กลุ่มเคมีภัณฑ์ พลาสติก และกระดาษ เงินลงทุนรวม 82,728 ล้านบาท ใช้วัตถุดิบในประเทศประมาณ 77,662 ล้านบาทต่อปี กลุ่มกิจการบริการและสาธารณูปโภค เงินลงทุนรวม 134,787 ล้านบาท โดยในกลุ่มนี้บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้รับส่งเสริมขยายกิจการขนส่งทางท่อ สำหรับขนส่งก๊าซธรรมชาติรวม 430 กิโลเมตรจาก จ.ระยอง ไป จ.นนทบุรี เงินลงทุนทั้งสิ้น 96,500 ล้านบาท

“ขณะนี้สถานการณ์ดีขึ้น บี โอไอจึงปรับเป้าคำขอรับส่งเสริมการลงทุนในปี 2559 เพิ่มขึ้นจากเดิม 450,000 ล้านบาท เป็น 550,000 ล้านบาท ขณะที่การลงทุนจริงตลอดปีนี้มีความเป็นไปได้ที่จะอยู่ในระดับ 500,000-600,000 ล้านบาท เมื่อมีการติดตามคำขอรับส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับอนุมัติไปแล้วตั้งแต่ปี 2557-2559 พบว่า 60-70% ที่ได้รับอนุมัติไปแล้ว พร้อมจะเริ่มดำเนินการ”

นอกจากนี้ บอร์ดบีโอไอยังเห็นชอบนโยบายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร หรือเมดิคัล ฮับ ซึ่งเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยจะให้สิทธิประโยชน์แก่กิจการผลิตยาที่ปัจจุบันไม่ได้รับการยกเว้นภาษีจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 5 ปี และหากยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนภายในปี 2560 จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี ส่วนกิจการผลิตเครื่องมือแพทย์ จะเพิ่มให้กิจการเอสเอ็มอีที่ผลิตได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นอีก 2 ปี จากที่ได้ยกเว้นภาษี 5 ปี เพิ่มเป็น 7 ปี และยังเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการลงทุนภายใต้โครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ใน 3 พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี, อ.เบตง จ.ยะลา และอ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส.

 

ต่างด้าวรุกคืบแย่งอาชีพค้าขาย ไม่ถูกจับ! เหตุจ่ายส่วย-คนไทยสมรู้ร่วมคิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ส.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/706050

 

สศช. เปิดผลสำรวจพบต่างด้าวแห่แย่งอาชีพค้าขายคนไทย โดยจดทะเบียนเป็นกรรมกรแต่กลับเข้ามาขายของ ผิดกฎหมายเต็มๆ หนำซ้ำยังเป็นเจ้าของร้านเอง มีเงินเก็บ ไร้หนี้สิน หอบเงินส่งกลับประเทศเพียบ แต่แทบไม่ถูกจัดการ เหตุจ่ายส่วยเจ้าหน้าที่ ให้คนไทยรับหน้าเป็นนายจ้าง หรือมีเครือข่ายเตือนล่วงหน้าไม่ให้ถูกจับกุม

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสที่ 2 ปี 59 ว่า สศช.ได้ร่วมกับบริษัท ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ จำกัด ดำเนินโครงการสำรวจการประกอบอาชีพค้าขายรายย่อยของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย โดยรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 4 พ.ค.-22 มิ.ย.59 ในพื้นที่กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, เชียงใหม่, นครราชสีมา, หนองคาย, ชลบุรี และสงขลา พบว่า แรงงานต่างด้าวมีการค้าขายในทุกระดับ โดยในระดับศูนย์สรรพสินค้ามีต่างด้าวเป็นเจ้าของร้าน 6.9% ของจำนวนผู้ค้าทั้งหมด, เป็นเจ้าของแผงในตลาดนัด 1.8%, เป็นเจ้าของแผงในตลาดสด 20.9% และเป็นเจ้าของร้านในตลาดชุมชน 9.7% ซึ่งต่างด้าวที่เป็นเจ้าของร้าน หรือแผงค้ามีสัญชาติเมียนมา 44.5%, กัมพูชา 21.4%, ลาว 19.8%, เวียดนาม 4.4%, จีน 1.6%, ชนกลุ่มน้อย 5.5% และอื่นๆ 2.7%

ขณะเดียวกัน ยังพบว่าผู้ค้าคนไทยและต่างด้าวขาดการรับรู้กฎหมาย โดยผู้ค้าชาวไทย 3 ใน 4 รับรู้ว่ามีคนต่างด้าวมาทำอาชีพค้าขาย แต่มีเพียงครึ่งหนึ่งที่ทราบว่า อาชีพค้าขายของแรงงานต่างด้าวเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ขณะที่ผู้ค้าต่างด้าวที่รู้ว่าผิดกฎหมายมีเพียง 1 ใน 4 ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวที่เป็นเจ้าของเอง อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบเฉพาะผู้ค้ารายย่อยที่เป็นต่างด้าว พบว่า เป็นเจ้าของ 42.9% เป็นลูกจ้าง 45.8% และค้าขายให้กับครอบครัว หรือญาติ 11.3% สะท้อนว่า แม้จะจ้างแรงงานต่างด้าวจดทะเบียนเป็นกรรมกร แต่ในทางปฏิบัติ นายจ้างกลับต้องการแรงงานมาทำงานหลากหลาย รวมถึงช่วยขายของหน้าร้าน และมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นเจ้าของเอง

นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้ค้าต่างด้าวที่เป็นเจ้าของ ที่เข้ามาประกอบอาชีพค้าขายโดยตรงมีสัดส่วน 41.3% อาจเป็นเพราะมีเพื่อน ญาติ หรือเครือข่าย ทำให้มีช่องทางค้าขาย ขณะที่ 1 ใน 3 ของผู้ค้าต่างด้าว เป็นเจ้าของร้านหลังเข้ามาทำงานในไทยแล้ว 2-3 ปี แม้จะมีการจับกุม แต่กว่าครึ่งหนึ่งกลับมาค้าขายใหม่ ส่วนการสำรวจด้านรายได้พบว่า ผู้ค้าต่างด้าว 47.4% มีเงินเก็บและไม่มีหนี้สิน และกว่า 80% ส่งเงินกลับประเทศ โดยส่งกลับครั้งละ 1,001-5,000 บาท คิดเป็น 52%, ส่งเงินกลับครั้งละ 5,001-10,000 บาท คิดเป็น 35.1%

นายปรเมธีกล่าวต่อว่า จากผลสำรวจพบว่า การเข้าสู่อาชีพค้าขายของคนต่างด้าวมีหลายรูปแบบ ทั้งเข้าเมืองโดยมีนายหน้า หรือนายจ้างรับรองถูกต้องตามกฎหมาย แต่เปลี่ยนมาค้าขายรายย่อย หรือตั้งใจเข้ามาแบบผิดกฎหมาย เช่น ถือวีซ่านักท่องเที่ยว แต่มีวัตถุประสงค์อื่น, ถูกนายหน้าหลอก และลักลอบเข้าเมืองทางรอยต่อชายแดน และบางส่วนเคยเป็นแรงงานเถื่อนที่ไม่ได้รับการคุ้มครองและเข้าสู่การค้าขายรายย่อย ส่วนรูปแบบการเป็นผู้ขาย ได้แก่ ลักลอบขายเอง, มีคนรับสมอ้างเป็นนายจ้าง และมีนายทุน โดยนายทุนจะเตรียมรถเข็น และสินค้า และตกลงแบ่งผลประโยชน์กัน ทั้งรับจ้างรายวัน แบ่งตามสัดส่วนกำไร และเหมาไปขายโดยกำไรเป็นของพ่อค้าต่างด้าวทั้งหมด

สำหรับการคงสภาพอาชีพค้าขายไว้ของต่างด้าว ประกอบด้วย 1.การจ่ายส่วยให้เจ้าหน้าที่ 2.การให้คนไทยรับหน้าเป็นนายจ้าง 3.การวนเวียนไปกลับประเทศไทยกับประเทศต้นทาง เช่น ถูกส่งกลับแล้วกลับมาใหม่ หรือกลับไปต่อวีซ่านักท่องเที่ยว และ 4.การมีเครือข่ายแจ้งเตือนล่วงหน้าทำให้ไม่ถูกจับกุม และเมื่อกลุ่มคนต่างด้าวถูกจับแล้วจะมีกระบวนการที่ทำให้สามารถกลับมาค้าขายใหม่

ส่วนผลกระทบต่อผู้ค้ารายย่อยของไทยนั้น จากการสำรวจ ผู้ค้าคนไทยเห็นว่าการเข้ามาค้าขายของ คนต่างด้าวมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยผลดีคือ ส่งเสริม ให้ตลาดมีความคึกคัก ดึงดูดคนต่างด้าวอื่นๆมาซื้อสินค้า และทำให้มีสินค้าหลากหลาย ส่วนผลเสียคือ การแย่งอาชีพคนไทย โดยมักขายสินค้าประเภทเดียวกัน ได้แก่ ผักสด/ผลไม้, อาหารสำเร็จรูป, เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และไข่/เนื้อสัตว์ นอกจากนี้ ยังเห็นว่าทำให้รายได้จากการขายสินค้าของคนไทยลดลง มีการขายตัดราคาโดยใช้ของคุณภาพต่ำ, แย่งชิงสินค้าและวัตถุดิบ ทำให้ราคาแพงขึ้น รวมทั้งมีการตั้งกลุ่มอิทธิพล นอกจากนี้ ยังมีความเห็นเรื่องผลกระทบอีกหลายด้าน เช่น ด้านสุขภาพอนามัย มาตรฐานด้านความสะอาดและสุขอนามัยที่แตกต่างจากคนไทย, เงินรั่วไหลออกนอกประเทศ, ปัญหาอาชญากรรมและการทะเลาะ วิวาท, การแพร่ระบาดของโรค, ความต้องการทรัพยากรพื้นฐาน และงบประมาณที่ต้องใช้การดูแล

“สศช.มีข้อเสนอแนะคือ ไทยต้องพัฒนาแรงงานในภาพรวม, มีการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว เช่น การปรับปรุงฐานข้อมูล นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ เพื่อป้องกันการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย หรือประกอบอาชีพที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้ง ปรับปรุงและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อระดับประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องกฎหมายการทำงานในไทยให้แรงงานต่างด้าวรับรู้ถึงอาชีพที่สามารถทำได้ก่อนเข้ามาทำงาน หรือก่อนถูกส่งเข้าตลาดแรงงานไทย”.

 

ห่วงไทยแก้การบินไม่คืบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ส.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/706044

 

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับเอกอัครราชทูต คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ทูตสหภาพยุโรป วานนี้ (29 ส.ค.) ว่า ก่อนหน้านี้ ทางองค์การความปลอดภัยด้านการบินแห่งสหภาพยุโรป หรือเอียซ่า เป็นห่วงการแก้ไขปัญหาด้านการบินของไทย เนื่องจากเห็นว่าไม่มีความคืบหน้า โดยเฉพาะการฝึกอบรมจำนวนผู้ตรวจสอบให้เพียงพอต่อสายการบินและเครื่องบินแต่ละประเภท เพราะหากไม่ชัดเจนงานตรวจสอบก็จะเริ่มไม่ได้ โดยการหารือครั้งนี้ ฝ่ายไทยยืนยันว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาด้านการบินได้ตามแผน ซึ่งขณะนี้ได้ฝึกอบรมผู้ตรวจสอบไว้พร้อมปฏิบัติงานแล้ว 43 คน และในวันที่ 12 ก.ย. นี้ จะเริ่มตรวจสอบเพื่อออกใบรับรองผู้ดำเนินอากาศใหม่ (เอโอซี) ได้ ขณะที่การแก้ไขกฎหมายการบินก็มีความก้าวหน้า โดยไทยใช้กฎหมายขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) เป็นบรรทัดฐาน ส่วนเงื่อนไขวิธีปฏิบัตินั้นใช้วิธีออกกฎกระทรวงเพื่อความรวดเร็ว

“ภายหลังการชี้แจง อียูค่อนข้างพอใจ และรับทราบว่าสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหารแล้ว และคนใหม่ที่มาทำงาน เคยทำงานเอียซ่าและสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (เอฟเอเอ) มาก่อน เข้าใจปัญหาเป็นอย่างดี ซึ่งวันที่ 13 ก.ย. จะเดินทางไปกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เพื่อรายงานความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาด้านการบิน และคาดว่าเอียซ่าจะประกาศผลประเมินไทยในเดือน ต.ค.นี้”.

 

ธปท.เดินหน้าออกเกณฑ์คุมเข้ม “ฟินเทค” หลังมีคนสนใจให้บริการกู้เงินออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ส.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/706040

 

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.อยู่ระหว่างดำเนินการรองรับการเข้ามาของการให้บริการทางการเงินในรูปแบบใหม่ ในลักษณะตัวกลางทางการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และออนไลน์ โดยหนึ่งในเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) ในรูปแบบการเป็นตัวกลางให้กู้ตรงระหว่างบุคคลกับบุคคล โดยไม่ผ่านสถาบันการเงิน (P2P) นั้น มีผู้ให้บริการตัวกลางกู้เงินแสดงความสนใจที่จะเปิดบริการจำนวนมาก

“ผู้ให้บริการตัวกลางให้กู้เงินระหว่างบุคคล ประมาณ 18-19 ราย ทั้งจากในและต่างประเทศสอบถามข้อมูลจาก ธปท. และต้องการขอใบอนุญาตเปิดบริการในไทย แต่ ธปท.ยังไม่สามารถให้อนุญาตได้ เพราะอยู่ระหว่างจัดทำเกณฑ์การให้อนุญาต และเกณฑ์กำกับดูแลความมั่นคงในการทำธุรกิจ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยของทั้งผู้ให้กู้ และผู้กู้เงิน นอกจากนั้น อาจพิจารณาการเข้ามาของการให้กู้ประเภทดังกล่าวว่าจะกระทบต่อระบบการเงินไทยอย่างไรด้วย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 25 ส.ค.59 ธปท.ได้ออกหนังสือเวียนเพิ่มเติม 4 ฉบับ เกี่ยวกับการให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์, การควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ฯลฯ เพื่อปรับปรุงการดำเนินการให้เข้าสู่มาตรฐานเดียวกับธนาคารพาณิชย์.

 

การศึกษาตัวถ่วงอัตราเติบโตเศรษฐกิจ เสียหาย 1.5 ล้านล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/706035

 

สถาบันอนาคตไทยศึกษา เผยข้อเท็จจริงการศึกษาไทย ชี้ปัญหาการศึกษาส่งผลต่อโอกาสของเด็กไทย และส่งผลต่ออัตราเติบโตของเศรษฐกิจไทย ถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีต้นทุนเสียโอกาสสะสมแล้ว 11% ของจีดีพี หรือคิดเป็น 1.5 ล้านล้านบาท

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา เปิดเผยว่า สถาบันอนาคตไทยศึกษาได้สรุปผลการศึกษาชิ้นล่าสุดเรื่อง “โอกาสที่เสียไป : 12 ข้อเท็จจริงการศึกษาไทย” ชี้ปัญหาการศึกษาส่งผลต่อโอกาสของเด็กไทย เพราะเมื่อย้อนดูปัญหาการศึกษา พบว่ามีปัญหาตั้งแต่เด็กวัยก่อนเรียนไปจนถึงมหาวิทยาลัย เห็นได้จาก 1 ใน 5 ของเด็กก่อนวัยเรียน มีพัฒนาการที่ต่ำกว่าวัย เด็กชั้นประถมราว 140,000 คนอ่านหนังสือไม่ออก และราว 270,000 คนก็เขียนหนังสือไม่ได้

ขณะที่เด็กมัธยมอีกกว่า 1 ใน 3 ไม่สามารถอ่านจับใจความได้ และแม้ว่าตัวเลขจะบอกว่าโอกาสที่เด็กจะจบ ม.ปลาย มีไม่น้อย แต่การที่จะเข้ามหาวิทยาลัยดีๆได้ ต้องเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ โดยเห็นได้จากโรงเรียนที่คะแนนโอเน็ตสูงสุด 50 โรงเรียน 34 โรงเรียนอยู่ในกรุงเทพฯ หากดูต่อไปเมื่อเรียนจบ แม้จบมหาวิทยาลัย หางานได้ แต่งานที่ได้ก็ต่ำกว่าวุฒิที่จบมา เป็นเสมียนและพนักงานขายกว่า 40% ของเด็กจบใหม่ระดับปริญญาตรี ซึ่งมีเงินเดือนไม่สูงนัก

“การที่เด็กไทยเสียโอกาส ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร แม้จะพูดเรื่องการปฏิรูปการศึกษามานาน แต่ก็ยังไม่ได้เห็นผลสำเร็จที่หวังไว้ ซึ่งอาจไม่เห็นภาพของผลกระทบเท่าไรนัก ดังนั้น เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม สถาบันได้คำนวณว่า ถ้าสามารถปฏิรูปการศึกษากันสำเร็จ ตั้งแต่ในอดีต

วันนี้เศรษฐกิจประเทศจะเป็นอย่างไร โดยแนวคิด คือ การปฏิรูปการศึกษาสำเร็จ จะเพิ่มทักษะแรงงาน ทำให้ผลผลิตของแรงงานเพิ่มขึ้น จะส่งผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้น หากตั้งสมมติฐานว่า ถ้าปฏิรูปการศึกษาสำเร็จทำให้คะแนน PISA เพิ่มขึ้น 50 คะแนนภายใน 10 ปี เหมือนประเทศโปแลนด์เคยทำได้ ขณะที่ไทยทำได้แค่เพิ่มขึ้น 3 คะแนนภายใน 10 ปี”

สิ่งที่เห็นคือ อัตราการเติบโตของจีดีพี จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.14% ต่อปี หรือ 110,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งดูตัวเลขอาจไม่มาก แต่ถ้าดูผลที่สะสมมาถึงปัจจุบัน พบว่าไทยมีต้นทุนค่าเสียโอกาสสะสมแล้ว มากถึง 1.5 ล้านล้านบาท (มูลค่าปัจจุบัน) หรือคิดเป็น 11% ของจีดีพี ในอนาคตตัวเลขต้นทุนค่าเสียโอกาสนี้ จะเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณ เมื่อจำนวนแรงงานที่มีทักษะดีขึ้น เข้าสู่กำลังแรงงานทดแทนแรงงานรุ่นเก่า

“ผลกระทบของปัญหาการศึกษา ถ้ามองระยะสั้นก็มีผลไม่มาก แต่ระยะยาวมีผลมหาศาล แม้เราเริ่มปฏิรูปการศึกษาในวันนี้ ต้องใช้เวลาอีก 10 ปีจึงจะสำเร็จ และใช้เวลาอีก 20 ปีถึงจะเห็นผลสำเร็จ คือ เห็นว่าสัดส่วนแรงงานที่มีทักษะดี จะเป็นครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด สะท้อนว่า ต้องรีบและเร่งทำการปฏิรูปการศึกษาให้เร็ว เพราะกว่าจะเห็นผลนาน และวิธีนี้เป็นวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว ต่อเนื่อง ยั่งยืนที่สุด”

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า พ่อแม่จำนวนไม่น้อยที่ฝากความหวังไว้กับลูก อยากเห็นลูกมีโอกาสดีๆในชีวิต จึงไม่ลังเลที่จะทุ่มเทเงินทองเพื่อซื้อหาการศึกษาที่มีคุณภาพให้กับลูก กว่า 1 ใน 4 ของพ่อแม่เคยกู้ยืมเงินมาเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษา และสัดส่วนนี้เกินครึ่งสำหรับพ่อแม่ที่มีฐานะยากจน

ขณะที่พ่อแม่ที่พอมีฐานะยอมควักกระเป๋าเฉลี่ยรายละกว่า 100,000 บาท เป็นค่าแป๊ะเจี๊ยะในการเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียง และมูลค่าของธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาที่สูงถึง 20,000 ล้านบาท สะท้อนถึงกำลังจ่ายของพ่อแม่ที่ยอมควักกระเป๋าเพื่อให้ลูกได้การศึกษาดีๆ

“ภาคเอกชนก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เมื่อปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะเป็นเรื่องที่เอกชนเป็นกังวลมาก เป็นอันดับสองรองจากความไม่สงบทางการเมือง ความรุนแรงของการขาดแคลนแรงงาน ทำให้บริษัทต้องใช้เวลาในการรับสมัครงานนานขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ธุรกิจจัดหางานกลายเป็นธุรกิจที่เติบโตเร็วมาก มีรายได้เพิ่มขึ้น 2.6 เท่าใน 5 ปีที่ผ่านมา”.

 

หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง ได้แรงหนุนจากข้อมูล ศก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ส.ค. 2559 06:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/706119

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในวันจันทร์ โดยได้แรงหนุนจากข้อมูลการใช้จ่ายผู้บริโภค รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของความคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานในช่วงปลายเดือน ก.ย.นี้…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 29 ส.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 107.59 จุด หรือ 0.58% ปิดที่ 18502.99 จุด ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 11.34 จุด หรือ 0.52% ปิดที่ 2180.38 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 13.41 จุด หรือ 0.26% ปิดที่ 5232.33 จุด

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นตั้งแต่เปิดตลาด และเพิ่มขึ้นจากความช่วยเหลือข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ที่ชี้ว่าการใช้จ่ายผู้บริโภคสหรัฐฯ ประจำเดือน ก.ค. เพิ่มขึ้น 0.3% ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้ว่า ตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 3 แข็งแกร่ง

 

ปล่อยสินเชื่อซื้อที่ดินดึงทุนจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ส.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/706025

 

นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้จัดทำโครงการสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินประกอบธุรกิจให้กับนักลงทุนจีน ที่เข้าลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม 3 แห่ง ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรมเหมราช นิคมฯโรจนะ และนิคมฯอมตะนคร โดยสินเชื่อเพื่อการลงทุนขั้นต้น มีระยะเวลา 1 ปี วงเงินกู้ไม่เกิน 200 ล้านบาท เพื่ออำนวยความสะดวก ในการตัดสินใจดำเนินธุรกิจได้เร็วขึ้น เชื่อว่าในเวลา 3 ปี จะปล่อยสินเชื่อได้ 5,000 ล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันมีลูกค้าจีนสนใจลงทุน 9 ราย คิดเป็นมูลค่าที่ดิน 1,500 ล้านบาท คาดว่าการลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) ของจีนที่เข้ามาไทยในปี 2563 จะมีมูลค่าสูงกว่า 100,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว จากปัจจุบันอยู่ที่ 40,000 ล้านบาท ขณะที่การปล่อยสินเชื่อของธนาคารให้กับนักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนในไทยภายใน 3 ปีข้างหน้า จะเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าตัว จากปัจจุบันปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 15,000 ล้านบาท

สำหรับสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินในภาคอุตสาหกรรม เพื่อเป็นตัวเร่งให้นักลงทุนจีนเข้ามาในไทย โดยเฉพาะบริษัทจีนที่มีขนาดไม่ใหญ่ แต่เป็นลูกค้าของนิคมฯ ที่รู้ประวัติลูกค้าจีนเป็นอย่างดี จะเป็นผู้ให้ข้อมูลแก่ธนาคาร เพื่อตัดสินใจอนุมัติเงินกู้ และเมื่อนักลงทุนจีนซื้อที่ดินในนิคมฯแล้ว หากต้องการสร้างโรงงาน ซื้อเครื่องจักร ธนาคารก็พร้อมให้สินเชื่อเพื่อการลงทุน โดยช่วงที่ผ่านมาการสนับสนุนสินเชื่อให้กับลูกค้าจีน ธนาคารปล่อยสินเชื่อร่วมกับธนาคารพาณิชย์ของจีน ในรูปแบบสินเชื่อรวม เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ของจีนมีประวัติลูกค้าเป็นอย่างดี และสินเชื่อที่ธนาคารสนับสนุนให้ผู้ประกอบการจีนเข้ามาลงทุนในไทย มีอาทิ บริษัททิน่า โซลาร์ จำกัด ผู้ผลิตแผงพลังงานแสงอาทิตย์อันดับ 1 ของโลก สำหรับธุรกิจที่จีนสนใจเข้ามาลงทุนในไทย ได้แก่ พลังงานทดแทน อุตสาหกรรมเกษตร แปรรูปยางพารา.