จัดระเบียบรถตู้อนุสาวรีย์ เล็งใช้รถรับ-ส่งฟรีจากขนส่งหมอชิตไปบีทีเอส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ส.ค. 2559 22:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/687176

 

ขบ. บขส. และหน่วยเกี่ยวข้องประชุมร่วมแผนการจัดระเบียบรถตู้เข้าใช้สถานีขนส่งกรุงเทพฯ (จตุจักร) เตรียมความพร้อมใช้รถรับ-ส่งผู้โดยสารฟรีจากหมอชิตไปบีทีเอส

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะทำงานกำกับดูแลการจัดระเบียบนำรถตู้โดยสารสาธารณะเข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสาร จัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมในส่วนของสถานี และรถรับ-ส่งผู้โดยสารฟรี จากสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) ไปยัง BTS อำนวยความสะดวกผู้โดยสาร และผู้ประกอบการรถตู้

นายเชิดชัย สนั่นศรีสาคร ผู้อำนวยการสำนักการขนส่งผู้โดยสาร กรมการขนส่งทางบก ประธานคณะทำงานฯ เปิดเผยหลังการประชุมคณะทำงานกำกับดูแลการจัดระเบียบ นำรถตู้โดยสารสาธารณะเข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสาร ว่า การประชุมในวันนี้เป็นการประชุมร่วมของคณะทำงานฯ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงคมนาคม หน่วยงานที่เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย กรมการขนส่งทางบก ทหาร ตำรวจ ขสมก. สนข. กทม.และ บขส. ได้หารือเรื่องการจัดรถรับ-ส่งผู้โดยสารระหว่าง สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) ไปยัง BTS ซึ่งต้องคำนวณจำนวนรถเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของผู้โดยสารทั้งขาไปและขากลับ

นายเชิดชัย กล่าวว่า ขสมก.จัดบริการรถรับ-ส่งฟรี เพื่อให้ผู้โดยสารและรถตู้ที่เข้าใช้สถานีจตุจักรได้รับความสะดวก ช่วงนี้จะจัดประชุมเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง โดยจัดประชุมชี้แจงแผนการเข้าใช้สถานี ทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการ จัดซ้อมสถานที่ ทดลองปฏิบัติในเดือนกันยายน และเปิดใช้จริงในวันที่ 25 ต.ค. 59 ในส่วนการประชาสัมพันธ์จะจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ติดตั้ง และเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบโดยทั่วกัน ทั้งบริเวณโดยรอบสถานีขนส่งกรุงเทพฯ (จตุจักร) และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และสายใต้ หากพบว่ารถตู้คันใดไม่ปฏิบัติตามระเบียบกรมการขนส่งทางบก จะมีโทษเปรียบเทียบปรับตามระเบียบ

 

กรมประมง ให้เจ้าของเรือ 10 ตันกรอสขึ้นไป ยื่นแสดงตนภายใน 15 ก.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ส.ค. 2559 21:09

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/686916

 

กรมประมง ประกาศให้เรือประมงพาณิชย์ ขนาด 10 ตันกรอสขึ้นไป นำเรือ พร้อมเอกสารสำคัญในการทำประมง ยื่นขอรับการตรวจสอบความถูกต้อง ระหว่าง 15 ส.ค.–15 ก.ย. 59 หากพ้นกำหนด อาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตประมง

วันที่ 10 ส.ค.59 นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง ประกาศให้ผู้ประกอบการประมงพาณิชย์ หรือเจ้าของเรือขนาด 10 ตันกรอสขึ้นไป มาแสดงตนพร้อมนำเรือ เอกสารสำคัญประจำเรือ และเครื่องมือทำการประมงทั้งหมด ตามที่ พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 กำหนด โดยให้มายื่นขอรับการตรวจสอบความถูกต้อง ระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม-15 กันยายน 2559 ณ ท่าเทียบเรือ 22 จังหวัดชายทะเล หรือศูนย์แจ้งเข้า-ออกในจังหวัดนั้นๆ หากพ้นกำหนด เรือลำใดยังไม่ได้มาแสดงตนโดยไม่มีเหตุอันควร อาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตทำการประมงได้

ด้าน นายมีศักดิ์ ภักดีคง รองอธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามที่กรมประมง ได้ออกหนังสือใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ให้กับเรือประมงพาณิชย์ที่มีขนาดตั้งแต่ 10 ตันกรอสขึ้นไป เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2559 บัดนี้ เห็นสมควรให้มีการตรวจสอบเรือและเอกสารสำคัญในการทำการประมงพาณิชย์ทั้งหมด เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดในพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 โดยเอกสารสำคัญ ประกอบด้วย

1. ใบอนุญาตใช้เรือ : ที่ระบุหมายเลขทะเบียนเรือ ชื่อเรือ ชื่อสกุลเจ้าของเรือ วันหมดอายุ หมายเลขเครื่องยนต์ และยี่ห้อเครื่องยนต์ให้ชัดเจน

2. ใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ต้นฉบับ ที่ได้รับจากกรมประมง ที่ระบุหมายเลขใบอนุญาต ประเภทของเครื่องมือทำการประมง ใบอนุญาตที่ติดภายในเรือประมง พร้อมบัตรอนุญาต เลขที่ QR-Code ซึ่งจะต้องตรงตามใบอนุญาตทำการประมงที่ประมงออกให้ โดย QR-Code ดังกล่าวจะต้องติดไว้กับเรือ

3. เครื่องมือประมง โดยชนิดและจำนวนเครื่องมือต้องถูกต้องตามใบอนุญาต รวมทั้งขนาดของตาอวน ขนาดความยาวของเครื่องมือต้องเป็นไปกฎหมายด้วย

สำหรับเรือประมงพาณิชย์ ขนาดตั้งแต่ 30 ตันกรอสขึ้นไป จำนวน 5,941 ลำ ต้องแสดงอุปกรณ์ติดตามเรือ (VMS) ที่มีเอกสารกำกับ หมายเลข VMS ในใบอนุญาต หมายเลขเครื่องที่ใช้ในปัจจุบัน สถานภาพการใช้งาน และแสดง Logbook/ เครื่องหมายประจำเรือ / สภาพเรือ / ระวางบรรทุกของเรือ ด้วย

ส่วนผู้ประกอบการเรือประมงพาณิชย์ ขนาด 10-30 ตันกรอส จำวน 5,277 ลำ สามารถยื่นเอกสารขอรับการตรวจได้ที่สำนักงานประมงจังหวัด 22 จังหวัดชายทะเลและสำนักงานประมงอำเภอ ส่วนเรือประมงพาณิชย์ ขนาด 30 ตันกรอสขึ้นไป สามารถยื่นเอกสารแก่เจ้าหน้าที่ศูนย์แจ้งเข้า-ออกในจังหวัดนั้นๆ ส่วนในกรณีเรือขึ้นคานหรือไม่ได้ทำการประมง ให้นัดเจ้าหน้าที่ไปตรวจแยกจากการตรวจที่ท่าเรือ

ทั้งนี้ เป็นการยื่นนัดหมาย ผู้ประกอบการเรือประมงพาณิชย์ สามารถนัดหมายกับเจ้าหน้าที่เพื่อนำเรือมาแสดงตนได้ ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไป ซึ่งเรือประมงพาณิชย์ที่ผ่านการตรวจรับรองโดยกรมประมงเรียบร้อยแล้ว จะได้รับสติกเกอร์รับรองไว้เป็นหลักฐาน ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการไม่นำเรือมาให้ตรวจโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรอาจเป็นสาเหตุให้ถูกยกเลิกใบอนุญาตทำการประมงได้

นายมีศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง จึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการเรือประมงพาณิชย์ โปรดให้ความร่วมมือนำเรือและเอกสารที่ถูกต้องมาแสดงตนตามกำหนดการและสถานที่ดังกล่าวด้วย โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เฉพาะกิจตรวจเรือประมงพาณิชย์ โทร 0 2561 1418 หรือ สำนักงานประมงจังหวัดชายทะเล 22 แห่ง หรือ website : http ://www.fisheries.go.th/inspector

 

วัยเกษียณ แห่ลงทะเบียนหางานคึกคัก! 2 เอกชนนำร่องรับสมัคร 403 อัตรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ส.ค. 2559 17:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/687012

 

กระทรวงแรงงาน เปิดศูนย์จัดหางานผู้สูงอายุวันแรก คนวัยเกษียณแห่ยื่นใบสมัครคึกคัก! 2 บริษัทเอกชน เปิดรับนำร่อง 403 อัตรา อายุสูงสุด 69 ปี ยืนยันยังไหว อายุไม่เป็นอุปสรรค ด้านบริษัทนายจ้าง มั่นใจคนแก่มีประสบการณ์ ทำงานได้ดี มีความรับผิดชอบสูง …

วันที่ 10 ส.ค. พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน และนายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน ร่วมเปิดศูนย์บริการจัดหางานคนพิการและผู้สูงอายุ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งมีผู้สูงอายุ เดินทางมาลงทะเบียนหางานอย่างคึกคัก โดยมีบริษัท โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท บิซรีซอร์ท จำกัด นำร่อง เปิดรับสมัครงานผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 403 อัตรา อาทิ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ฝ่ายบัญชี และฝ่ายขาย เงินเดือน 50,000-80,000 บาท พนักงานการเงิน พนักงานบุคคล เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการ พนักงานขาย แคชเชียร์ คลังสินค้า พนักงานซ่อมบำรุง ตรวจรับสินค้า พนักงานออกแบบ เงินเดือน 11,400–20,000 บาทขึ้นไป ซึ่งได้รับความสนใจ จากคนวัยเกินเกษียณยื่นใบสมัครจำนวนมาก โดยตำแหน่งงานผู้จัดการฝ่ายขาย พนักงานบริการลูกค้า และพนักงานขับรถผู้บริหาร ได้รับความสนใจสมัครมากที่สุด มีผู้สมัครอายุสูงสุด 69 ปี


พล.อ.ศิริชัย กล่าวว่า ศูนย์บริการจัดหางานคนพิการและผู้สูงอายุ เป็นการสนับสนุนนโยบายรัฐบาล รองรับสังคมผู้สูงอายุของไทยที่ในอีก 9 ปีข้างหน้า จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์แบบ จะมีประชากรสูงอายุร้อยละ 20 และในปี 2574 จะสูงถึงร้อยละ 25 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นระดับสุดยอด ประชากรทุก 4 คน จะมีคนสูงอายุ 1 คน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงได้ให้ทุกหน่วยงาน เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ เริ่มจากการสร้างหลักประกันรายได้ ขยายโอกาสการทำงาน กรมการจัดหางาน จะเป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมการมีงานทำ ตั้งศูนย์บริการจัดหางานเพื่อผู้สูงอายุ จัดทำเว็บไซต์ขึ้นทะเบียนหางานผู้สูงอายุ เป็นฐานข้อมูลให้นายจ้างประกอบการพิจารณา โดยจำแนกตามประสบการณ์ คุณสมบัติ ทักษะ ความเชี่ยวชาญ ในกลุ่มงานประจำ งานชั่วคราว งานสัญญาระยะสั้น รับงานไปทำที่บ้าน และงานที่ปรึกษา เปิดให้บริการพร้อมกันทั่วประเทศ 78 แห่ง ในวันที่ 10 ส.ค.


“กระทรวงแรงงานได้ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุตามนโยบายรัฐ ตั้งแต่เดือน ต.ค.58-ก.ค.59 มีผู้สูงอายุขึ้นทะเบียนขอทำงาน 420 คน ได้ทำงานไปแล้ว 373 คน ส่วนใหญ่นายจ้างต้องการจ้างงานด้านการประกอบต่างๆ มากที่สุด รองลงมาเป็นแรงงานบรรจุภัณฑ์ พนักงานขายหน้าร้าน พนักงานสาธิตสินค้า เจ้าหน้าที่คลังสินค้า โดยรับทำงานในหน่วยงานของกรมการจัดหางาน 20 คน เพื่อเป็นแบบอย่างให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนอื่นๆ” พล.อ.ศิริชัย กล่าว

นางพรรณี หงส์ทอง อายุ 66 ปี จากเขตบางคอแหลม กทม. เดินทางมาพร้อมเพื่อนรุ่นเดียวกัน 3 คน ลงทะเบียนสมัครงานในตำแหน่งงานธุรการทั่วไป กล่าวว่า สมัยยังสาว เคยทำงานเป็นพนักงานแพ็กสินค้า นาน 15 ปี และได้ลาออกมาทำอาชีพเสริมสวย ซึ่งเป็นอาชีพสุดท้ายจนเข้าสู่วัยเกษียณ ทุกวันนี้ลูกแยกไปมีครอบครัว สามีก็เลิกรากันไป อยู่บ้านเฉยๆ จึงอยากหางานทำ ทราบข่าวว่า กระทรวงแรงงานมีโครงการเปิดรับสมัครคนสูงอายุ จึงชวนเพื่อนมาสมัครในตำแหน่งที่คิดว่าถนัดและสามารถทำได้ดี ลูกๆ ก็ตามใจแม่ ไม่ได้ห้าม แม้จะอายุมาก แต่ไม่เป็นอุปสรรค ทุกอย่างอยู่ที่ใจ ตนยังแข็งแรง เรียนรู้งานได้ โครงการนี้เป็นประโยชน์มาก นอกจากจะช่วยให้ผู้สูงอายุมีรายได้ ยังช่วยให้มีสังคมในกลุ่มคนทำงาน ไม่ต้องนั่งๆ นอนๆ อยู่กับบ้าน


ด้าน น.ส.นภาวัลย์ จันทรมาส เจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท บิซรีซอร์ท จำกัด กล่าวว่า บริษัทร่วมนำร่อง เปิดรับสมัครผู้สูงอายุ เพื่อบรรจุเข้าทำงานประจำในตำแหน่งต่างๆ เป็นครั้งแรก อาทิ ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด ผู้จัดการฝ่ายบัญชี และผู้จัดการฝ่ายขาย อายุ 60 ปี ขึ้นไป อัตราค่าจ้างเดือนละ 50,000-80,000 บาท วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป มีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์ตามตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทไม่เคยรับพนักงานสูงอายุมาก่อน มีเพียงการจ้างงานพนักงานต่อเนื่อง สำหรับพนักงานที่อายุเกิน 60 ปี เท่านั้น การรับสมัครผู้สูงอายุนอกจากเน้นความรู้ความสามารถ ยังต้องมีสุขภาพร่างกายดีไม่เป็นอุปสรรคในการทำงาน โดยมั่นใจว่าพนักงานสูงอายุสามารถปฏิบัติงานได้ดี มีประสบการณ์ และความรับผิดชอบสูง

 

หุ้นไทยภาคบ่ายปิดตลาดร่วง 0.08 จุด ดัชนีที่ 1,548.13 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ส.ค. 2559 17:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/687037

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายลดลง 0.08 จุด คิดเป็น -0.01% ดัชนีอยู่ที่ 1,548.13 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 67,742.59 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 10 ส.ค. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายลดลง 0.08 จุด คิดเป็น -0.01% ดัชนีอยู่ที่ 1,548.13 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 67,742.59 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)

 

กสทช. ขู่แบนโปเกมอน โก หากผู้ผลิตไม่รับข้อเสนอจัดโซนนิ่งเกม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ส.ค. 2559 16:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/686987

 

กสทช. เร่งส่งอีเมล ถึง บ.นีอันติก เจ้าของเกมโปเกมอน โก แจ้งลบพิกัดพื้นที่ต้องห้าม คาด ได้คำตอบกลางสัปดาห์หน้า เผย หากผู้ผลิตไม่รับข้อเสนอจัดโซนนิ่ง อาจแบนเกมได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่ทำหน้าที่สั่งแบน …

วันที่ 10 ส.ค.59 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กล่าวว่า กสทช. เป็นห่วงว่า หากไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต NIANTIC (อ่านว่า นี-อัน-ติก) ในการจำกัดพื้นที่การเล่นเกมโปเกมอนโก จากสหรัฐฯ แล้วอาจจะต้องแบนเกมนี้ แต่ต้องพิจารณาอำนาจของหน่วยงานที่สั่งแบนอีกครั้ง เพราะ กสทช. ไม่มีอำนาจแบนเกมได้ ซึ่งทำได้แค่ขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และผู้ให้บริการเกมเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังระบุว่า สำนักงาน กสทช. ไม่มีแนวคิดแบนเกมโปเกมอน แต่หากขอความร่วมมือไปแล้ว และไม่ได้รับการตอบรับ ก็จะต้องทำเรื่องหารือกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร หรือ ไอซีที เพื่อส่งไปให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาหามาตรการที่เหมาะสมต่อไป เนื่องจากประเทศไทยนั้น ไม่ได้ปิดกั้น แต่ต้องการให้มีความปลอดภัยในการเล่นเกม

ล่าสุด สำนักงาน กสทช. เร่งให้ทางบริษัท ทรู คอปอร์เรชั่น ดำเนินการร่างหนังสือข้อเสนอจัดโซนนิ่งเกมเป็นภาษาอังกฤษ ส่งมาให้สำนักงานฝ่ายต่างประเทศตรวจสอบ โดยคาดว่าจะดำเนินการส่งไปที่บริษัท นีอันติก ได้ภายในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ ซึ่งคาดว่า อาจได้รับการพิจารณาและตอบกลับมาเร็วที่สุดกลางสัปดาห์หน้า ขณะที่ หลายประเทศ เช่น อิหร่าน รัสเซีย ขอให้เพิกถอนพื้นที่ นีแอนติกก็ดำเนินการให้

สำหรับ พื้นที่โซนนิ่ง 4 แห่ง ประกอบด้วย 1. สถานที่เสี่ยง 2. ศาสนสถาน 3. สถานที่ราชการ, โรงพยาบาล 4. สถานที่ส่วนบุคคล

 

อากาศแปรปรวน-ภัยแล้ง ทำ 4 ผลไม้หลักภาคใต้ ผลผลิตลด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ส.ค. 2559 15:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/686867

 

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยภาพรวมสถานการณ์ผลไม้ภาคใต้ปี 59 พบ ผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้ 4 ชนิด “ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง” ลดลงร้อยละ 5.86 จากสภาพอากาศแปรปรวน-ปัญหาภัยแล้ง …

วันที่ 10 ส.ค. 59 นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ผลไม้ภาคใต้ ปี 2559 ว่า ปีนี้ไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้มี 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง มีภาพรวมปีนี้ผลผลิตลดลงทุกชนิด (ข้อมูล ณ วันที่ 5 ส.ค. 59) ซึ่งจากการประมาณการเบื้องต้น คาดว่าจะมีผลผลิตรวมประมาณ 450,619 ตัน โดยขณะนี้ มีผลผลิตเริ่มทยอยออกสู่ตลาด และเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2558 พบว่า ผลผลิตลดลงร้อยละ 5.86 (ปี 2558 ผลผลิต 478,643 ตัน) ประมาณการผลผลิต เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และประสบปัญหาภัยแล้ง

ด้าน นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ผลไม้ภาคใต้ปี 2559 คาดว่ามีผลผลิตไม้ผลเศรษฐกิจ 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง โดยจะแบ่งสถานการณ์เก็บเกี่ยว ดังนี้ ภาคใต้ตอนบน (ประมาณการผลผลิต 340,262 ตัน) ขณะนี้ผลไม้ทั้ง 4 ชนิด เก็บเกี่ยวไปแล้วจำนวน 63,220.95 ตัน คิดเป็นร้อยละ 18.58 โดย ทุเรียน (ประมาณการผลผลิต 184,788 ตัน) ขณะนี้เก็บเกี่ยวไปแล้วจำนวน 54,574.66 ตัน คิดเป็นร้อยละ 29.53 ราคาอยู่ในเกณฑ์ดี โดยราคาทุเรียนหมอนทองเกรดส่งออก อยู่ระหว่าง 60-80 บาท/กก. และหมอนทองเกรดคละ อยู่ระหว่าง 40-70 บาท/กก. มังคุด (ประมาณการผลผลิต 70,446 ตัน) ขณะนี้เก็บเกี่ยวไปแล้วจำนวน 6,498.68 ตัน คิดเป็นร้อยละ 9.23 ราคาอยู่ในเกณฑ์ดี โดยราคามังคุดผิวมันเกรดส่งออก อยู่ระหว่าง 60-129 บาท/กก. และมังคุดเกรดคละ อยู่ระหว่าง 22-60 บาท/กก. เงาะ (ประมาณการผลผลิต 51,634 ตัน) ขณะนี้เก็บเกี่ยวไปแล้วจำนวน 1,889.70 ตัน คิดเป็นร้อยละ 3.66 ราคา อยู่ในเกณฑ์ดี โดยราคาเงาะคละ อยู่ระหว่าง 20-60 บาท/กก. ลองกอง (ประมาณการผลผลิต 33,394 ตัน) ขณะนี้เก็บเกี่ยวไปแล้วจำนวน 257.91 ตัน คิดเป็นร้อยละ 0.77 ราคาอยู่ในเกณฑ์ดี โดยราคาลองกองช่อเกรด 1 อยู่ที่ 45 บาท/กก. ลองกองเกรด 3 อยู่ที่ 35 บาท/กก.

ส่วนภาคใต้ตอนล่าง (ประมาณการผลผลิต 110,357 ตัน) ขณะนี้ผลไม้ทั้ง 4 ชนิด เก็บเกี่ยวไปแล้วจำนวน 2,101.27 ตัน คิดเป็นร้อยละ 1.90 โดยแบ่งสถานการณ์เก็บเกี่ยวเป็นรายชนิดผลไม้ ดังนี้ ทุเรียน (ประมาณการผลผลิต 39,868 ตัน) ขณะนี้เก็บเกี่ยวไปแล้วจำนวน 1,758.38 ตัน คิดเป็นร้อยละ 4.41 ราคาอยู่ในเกณฑ์ดี โดยราคาทุเรียนหมอนทองเกรดส่งออกอยู่ระหว่าง 48-52 บาท/กก. และหมอนทองเกรดคละ อยู่ที่ 40-80 บาท/กก. มังคุด (ประมาณการผลผลิต 17,862 ตัน) ขณะนี้เก็บเกี่ยวไปแล้วจำนวน 236.12 ตัน คิดเป็นร้อยละ 1.32 ราคาอยู่ในเกณฑ์ดี โดยราคามังคุดเกรดคละ อยู่ระหว่าง 30-90 บาท/กก. เงาะ (ประมาณการผลผลิต 15,073 ตัน) ขณะนี้เก็บเกี่ยวไปแล้วจำนวน 90.06 ตัน คิดเป็นร้อยละ 0.60 ราคาอยู่ในเกณฑ์ดี โดยราคาเงาะตะกร้าอยู่ระหว่าง 40-50 บาท/กก. ราคาเงาะคละ อยู่ที่ 55 บาท/กก. ลองกอง (ประมาณการผลผลิต 37,554 ตัน) ขณะนี้เก็บเกี่ยวไปแล้วจำนวน 16.71 ตัน คิดเป็นร้อยละ 0.04 ราคาอยู่ในเกณฑ์ดี โดยราคาลองกองช่อเกรด 1 อยู่ที่ 60 บาท/กก. ราคาลองกองเกรด 3 อยู่ที่ 40 บาท/กก.

สำหรับการบริหารจัดการผลไม้นั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยคณะกรรมการบริหารจัดการผลไม้ ให้จังหวัดเป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่โดยคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการ และกำกับดูแลและคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ เป็นแกนกลางในการบูรณาการบริหารจัดการผลไม้ในภาพรวม โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการ โดยจัดสมดุลอุปสงค์–อุปทาน เน้นพัฒนาคุณภาพผลผลิตเป็นหลัก ส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยให้รวมกลุ่มเพื่อผลิตไม้ผลในลักษณะแปลงใหญ่ การป้องปรามผลผลิตด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด สนับสนุนการกระจายผลผลิต ส่งเสริมการแปรรูป ผลักดันการส่งออก รวมทั้งส่งเสริมการบริโภค และประชาสัมพันธ์ทั้งภายในและต่างประเทศ

 

‘สมคิด’ เร่ง รัฐวิสาหกิจ เบิกจ่ายงบลงทุนตามแผนรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ส.ค. 2559 14:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/686793

 

“สมคิด” พอใจยอดเบิกจ่ายงบประมาณปี 59 ของรัฐวิสาหกิจ ชี้ การรถไฟฯ-ทอท. ยังล่าช้า เบิกจ่ายเพียง 50-60% จากเป้าหมายที่ 95% พร้อมเร่งให้เบิกจ่ายงบลงทุนตามแผน ขณะที่ มีข่าวดี หลังสายการบินโลว์คอสยักษ์ใหญ่ แสดงความสนใจเข้าลงทุนพัฒนาท่าอากาศยานเพิ่มในไทย …

วันที่ 10 ส.ค.59 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ พร้อมด้วย นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ร่วมประชุมกับผู้บริหารรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง เพื่อติดตามการเบิกจ่ายงบลงทุนให้เป็นไปตามแผนของรัฐบาล นายสมคิด ยืนยันว่า ภาพรวมการเบิกจ่ายงบประมาณรัฐวิสาหกิจเป็นไปตามแผนที่น่าพอใจ มีรัฐวิสาหกิจเพียง 2 แห่งเบิกจ่ายช้ากว่าแผน คือ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งได้มีการเร่งรัดให้ทั้ง 2 หน่วยงานดำเนินงานให้ได้ตามแผน หลังจากนี้ สคร.จะติดตามแผนการเบิกจ่ายอย่างใกล้ชิด โดยหลังจากนี้ จะเดินทางไปตรวจเยี่ยมรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง เพื่อติดตามการดำเนินการและใช้จ่ายงบลงทุนให้สอดคล้องกับแนวทางรัฐบาล

ขณะเดียวกัน นายสมคิด ได้หารือกับนายโทนี่ เฟอร์นานเดส ซีอีโอ สายการบินแอร์เอเชีย โดยระบุว่า หารือแผนการลงทุนที่แอร์เอเชียสนใจเข้ามาลงทุนพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ขณะที่ ทอท. มีความสนใจเข้าไปบริหารท่าอากาศยานในภูมิภาคที่มีศักยภาพ ปัจจุบันอยู่ในการกำกับดูแลของกรมท่าอากาศยาน หาก ทอท.ไปลงทุนพัฒนาทางแอร์เอเชียพร้อมร่วมด้วย นอกจากนี้ เชื่อว่าจะมีเอกชนอีกหลายราย สนใจลงทุนท่าอากาศยานตามภาคต่างๆ ของไทยมากขึ้น เนื่องจากไทยมีภูมิศาสตร์เป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค

ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวว่า สำหรับการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐวิสาหกิจวันนี้ ภาพรวมการเบิกจ่ายงบลงทุนอยู่ที่ร้อยละ 87 ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ได้เร่งรัดให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามแผนที่วางไว้ คือ ไตรมาส 4 ของปีงบประมาณ จะต้องมีการเบิกจ่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 และหากหน่วยงานไหนไม่ถึงเป้า ขอให้เร่งดำเนินการไตรมาส 4 ของปีปฏิทิน

ส่วน 2 รัฐวิสาหกิจที่เบิกล่าช้า ทั้ง ทอท. และ รฟท. ปัจจุบันเบิกจ่ายงบลงทุนร้อยละ 60 ขอให้บอร์ดทั้ง 2 แห่งเร่งรัดการดำเนินการ โดย สคร. ได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ให้ทำหนังสือถึงประธานกรรมการทั้ง 2 แห่งติดตามการเบิกจ่ายงบลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งวงเงินและความโปร่งใส โดยให้กรรมการใช้ประเด็นนี้ เป็นแนวทางชี้วัดผลงานของผู้ดำรงตำแหน่งซีอีโอองค์กรด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมวันนี้ (10 ส.ค.) นายสมคิด ได้ผลักดันยุทธศาสตร์ปั้นดินให้เป็นดาว เพื่อให้ ทอท.ไปเจรจากับกรมท่าอากาศยานให้เกิดการพัฒนาท่าอากาศยานในภูมิภาค ที่อาจจะไม่ได้มีการพัฒนาในอดีต แต่มีศักยภาพพัฒนา เช่น ท่าอากาศยานแม่สอด ท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอน ซึ่งท่าอากาศยานแม่สอด สามารถเติบโตตามทิศทางพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษของไทยได้.

 

ทองเปิดตลาด ปรับขึ้น 100 รูปพรรณขายออกบาทละ 22,700

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ส.ค. 2559 09:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/686518

 

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 59 ราคาทองเปิดตลาด ปรับขึ้น 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,100 ขายออกบาทละ 22,200 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,709.12 ขายออกบาทละ 22,700 บาท…

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.22 น. ราคาปรับขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,100.00 บาท ขายออกบาทละ 22,200.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,709.12 บาท ขายออกบาทละ 22,700.00 บาท

ขณะที่สัญญาทองแดงตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (9 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้ทองแดงรายใหญ่ของโลก หลังจากมีรายงานว่า ประสิทธิภาพการผลิตนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง

สัญญาทองแดงตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือน ก.ย. ลดลง 1.5 เซนต์ หรือ 0.7% ปิดที่ 2.1500 ดอลลาร์/ปอนด์ หลังได้รับแรงกดดันหลังจากทางการสหรัฐฯ ระบุว่า ประสิทธิภาพการผลิตนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง 0.5% ในไตรมาสเดือน เม.ย.-มิ.ย. เมื่อเทียบเป็นรายปี และปรับตัวลดลงเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกัน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวปรับตัวลงต่ำกว่าคาดการณ์.

 

ลูกค้าชักดาบเบี้ยวจ่ายเงินพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ส.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/686288

 

ยอดขายสินค้าทิ้งดิ่งธุรกิจ “เอสเอ็มอี” โกลาหล

สภาองค์กรนายจ้างวิตกสถานการณ์เริ่มวิกฤติ ชี้ลูกค้าเริ่มชักดาบเบี้ยวหนี้ไม่จ่ายค่าสินค้าเพิ่มขึ้น จากยอดขายทั่วประเทศตกต่ำ ส่งผลเอสเอ็มอีกระอักขาดสภาพคล่อง ด้านทหารไทยชี้ดัชนีเชื่อมั่นธุรกิจเอสเอ็มอีทรุดต่อเนื่อง กังวลกำลังซื้อหดหาย กลาง–เหนือ– อีสานกระทบหนักจากพิษภัยแล้ง

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์กรนายจ้างผู้ประกอบการค้าอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เริ่มมีมากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากพบว่าลูกค้าที่สั่งซื้อวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป เพื่อนำไปจำหน่ายต่อจากสมาชิกของสภาองค์กรนายจ้างฯ เริ่มไม่จ่ายเงินเมื่อครบกำหนดสัญญาที่ทำไว้ เพราะประสบภาวะขาดสภาพคล่อง จากยอดขายที่ลดต่ำลงทั้งยอดขายในประเทศและยอดขายไปต่างประเทศ โดยบางรายขอเลื่อนรับวัตถุดิบหรือสินค้าออกไป บางรายรับสินค้าไปแล้ว แต่ขอค้างชำระค่าวัตถุดิบหรือสินค้า

“ก่อนหน้านี้ ระบบเศรษฐกิจมักจะพูดถึงแต่เอ็นพีแอลในภาคธนาคาร แต่ในปัจจุบันปัญหาเอ็นพีแอลในภาคธุรกิจก็เริ่มมีความรุนแรงมากขึ้น เพราะลูกค้าเริ่มชักดาบ หรือขอยืดชำระหนี้ออกไปเพราะเริ่มขาดสภาพคล่อง หลังสถาบันการเงินมี ความเข้มงวดอย่างมาก บางบริษัทถึงต้องตั้งแผนกฟ้องหนี้ ติดตามลูกค้าในกลุ่มดังกล่าว”

นายธนิตกล่าวว่า ปัจจุบันอัตราการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมเฉลี่ยอยู่ที่ 65% เท่านั้น เนื่องจากหลายๆธุรกิจได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่คาดว่าปีนี้จะยังคงติดลบ 1-2% ถือเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก ขณะเดียวกัน ตลาดในประเทศยังได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อในประเทศที่ทรุดตัวต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังเกิดจากภาวะภัยแล้ง และราคาสินค้าเกษตรส่งออกตกต่ำทำให้รายได้เกษตรกรลดลงในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ทำให้ภาพรวมกำลังซื้อของคนไทยยังคงไม่ขยับสูงขึ้น ประกอบกับชาวบ้านส่วนหนึ่งพึ่งพิงเงินกู้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยสูง 20-30% แม้รัฐบาลจะมีนโยบายกระตุ้นแรงซื้อและช่วยเหลือ แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเมื่อได้ไปก็นำไปใช้หนี้ เงินเหล่านี้ ก็ยังคงหมุนเวียนในระบบหนี้อยู่ ยังไม่สามารถเข้ามาเพิ่มการบริโภคได้ ดังนั้น การที่รัฐบาลจะมีมาตรการคุมเข้มเงินนอกระบบก็ถือเป็นเรื่องที่ดี

วันเดียวกัน นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี หัวหน้านักวิเคราะห์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีเอ็มบีแบงก์ ได้เปิดเผยทิศทางความเชื่อมั่นธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยว่า ยังคงปรับลดลงต่อเนื่อง โดยผลสำรวจความเห็นไตรมาส 2 จาก 1,262 กิจการทั่วประเทศพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการได้ลดจากไตรมาสแรก จาก 42.1 เหลือ 39.4 หลังจากผู้ประกอบการทั่วประเทศกังวลภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศที่ยังคงชะลอตัว และผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งทำให้รายได้เกษตรกรซึ่งเป็นกำลังซื้อที่สำคัญของ เอสเอ็มอีในส่วนภูมิภาคแย่ลง

“นอกจากเรื่องเศรษฐกิจในประเทศแล้ว ปัจจัยที่ทำให้เอสเอ็มอีทุกภูมิภาคกังวลมากสุด คือ ปัญหาสภาพคล่องก็เป็นอีกเรื่องใหญ่ที่เอสเอ็มอีเผชิญ ซึ่งมีสาเหตุจากการค้าขายที่ไม่ดีหลัง สภาพเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้กำลังซื้อลด ประกอบกับตัวเอสเอ็มอีเองยังมีข้อจำกัดการเข้าถึงสินเชื่อผ่านระบบสถาบันการเงิน เนื่องจากไม่มีความพร้อม ด้านหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่มีการทำบัญชีที่ได้มาตรฐานทำให้ตรวจสอบตัวเลขได้ยาก รวมถึงสถาบันการเงินเองก็เพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยกู้ ทำให้เอสเอ็มอีเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน แต่หลังจากนี้ต้องติดตามดูว่า เมื่อรัฐอัดฉีดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับเอสเอ็มอี และการออก พ.ร.บ.หลักทรัพย์ค้ำประกัน จะช่วยคลี่คลายปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่”

ทั้งนี้ หากพิจารณาความเชื่อมั่นเอสเอ็มอีเป็นรายภูมิภาค พบว่าภาคเหนือ อีสาน และภาค กลางอ่อนแอที่สุด เพราะได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ลดลง ขณะที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคตะวันออก ลดลงเล็กน้อยจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว ยกเว้นภาคใต้ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจน หลังราคายางพารา ปาล์มน้ำมัน และกุ้งขาวดีขึ้น โดยเฉพาะยางที่เป็นรายได้หลักของพื้นที่เพิ่มจาก กก.ละ 30 บาท เป็น 50 บาท ตลอดจนการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวได้

นายเบญจรงค์กล่าวอีกว่า ด้านดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้ายังมีโอกาสลดลงต่อ โดยผลสำรวจดัชนีมีการปรับตัวลดลงจาก 54.7 เหลือ 53.5 โดยเอสเอ็มอียังคงกังวลเรื่องรายได้และการควบคุมต้นทุนของธุรกิจ ตลอดจนยังขาดปัจจัยบวกที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว แต่ข้อดี คือเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนทำให้ปัญหาภัยแล้งในภาคเหนือ อีสาน และกลางคลี่คลาย ซึ่งจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่น.

 

“ทรู” รวยรับโปเกมอนภาคไทย สปอนเซอร์ยาวเฟื้อยขายได้หัวยันหาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ส.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/686286

 

ทรูเตรียมเปิดตัวโปเกมอน โกเวอร์ชั่นประเทศไทย แพลมคิวสปอนเซอร์ยาวเหยียด 60-80 แบรนด์แล้ว เปิดรับได้ไม่จำกัด ทุกรายละเอียดในเกมสามารถทำรายได้ได้หมด โดยในส่วนของแบรนด์มือถือนั้น จะมอบสิทธิทรูมูฟเอชเป็นสปอนเซอร์แต่เพียงผู้เดียว

นายพีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านคอนเท้นต์และมีเดีย บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า ขณะนี้ทางทรู ซึ่งเป็นผู้บริหารลิขสิทธิ์โปเกมอนในประเทศไทย ได้รับการติดต่อจากแบรนด์ต่างๆ เพื่อขอเป็นสปอนเซอร์เกมโปเกมอน โกราว 60-80 แบรนด์ นับตั้งแต่มีการเปิดตัวเกมโปเกมอน โกราว 1 เดือนที่ผ่านมา โดยสปอนเซอร์จะปรากฎอยู่ในเกมเวอร์ชั่นต่อไป ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นเฉพาะในประเทศไทย


“เรายังบอกไม่ได้ว่าเกมเวอร์ชั่นที่เป็นของประเทศไทย (Local Version) นั้น จะเปิดตัวได้เมื่อไร โดยทั่วๆไป ก็ต้องรอให้เวอร์ชั่นที่เปิดตัวทั่วโลก (Glabal Version) อยู่ตัวก่อน ซึ่งคงจะเป็นหลายเดือนนับจากนี้”

นายพีรธน กล่าวว่า สำหรับโปเกมอน โกเวอร์ชั่นประเทศไทย จะได้รับการพัฒนาโดยบริษัทนีแอนติก (Niantic) ซึ่งเป็นผู้ได้ลิขสิทธิ์จากโปเกมอน ในการนำคาแร็กเตอร์โปเกมอนไปพัฒนาเป็นเกมโปเกมอน โกอันโด่งดัง ซึ่งภายใต้ลิขสิทธิ์ โปเกมอนกำหนดให้นีแอนติก จะต้องพัฒนาเกมในเวอร์ชั่นเฉพาะของแต่ละประเทศ รวมประเทศไทยด้วย ซึ่งจะยิ่งทำให้ผู้เล่นมีความรู้สึกยึดโยงกับเกมมากขึ้น รวมทั้งช่วยสร้างรายได้ โดยเวอร์ชั่นที่เป็นของประเทศไทยนั้น ทางทรูเป็นผู้บริหารจัดการลิขสิทธิ์ทั้งหมด


“เบื้องต้นเรามองว่าเราสามารถเปิดรับสปอนเซอร์ได้ไม่จำกัด เนื่องจากหากใครเล่นเกม จะรู้ว่าทุกรายละเอียดในเกมสามารถสปอนเซอร์ได้หมด ไม่ว่าจะเป็นการจับโปเกมอน การเก็บลูกบอลในเกม ซึ่งใช้ในการจับโปเกมอน โดยต้องใช้ลูกบอลเป็นจำนวนมาก หรือการหาไอเทมที่มีประโยชน์ต่อการเล่นเกม ตรงนี้ขายสปอนเซอร์ได้หมด ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ที่ต้องการเป็นที่แหล่งจับโปเกมอน เก็บลูกบอล หรืออื่นๆ”

นอกจากนั้น ในส่วนของตัว Avatar หรือตัวแทนผู้เล่นเกมนั้น ยังสามารถขายสปอนเซอร์ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย หมวก รองเท้า ผู้เล่นสามารถเลือกแต่งกายได้ตามสไตล์ที่ต้องการ

ทั้งนี้ ทรูได้ลิขสิทธิ์บริหารจัดการคาแร็กเตอร์โปเกมอน รวมทั้งภาพยนตร์การ์ตูนโปเกมอน มาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว จากอายุสัญญา 3 ปี ตลอดจนลิขสิทธิ์เกมโปเกมอน โก ในเวอร์ชั่นไทยด้วย อย่างไรก็ตาม ทรูจะไม่มีสิทธิและไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับเกมโปเกมอน โกเวอร์ชั่นระดับโลก ที่คนไทยและหลายประเทศทั่วโลกกำลังคลั่งไคล้อยู่ในขณะนี้

“แนวทางของเกมนี้ คือการใช้ระบบแผนที่ของกูเกิล กำหนดจุดหรือเหตุการณ์ที่เกิดในเกม ซึ่งหลักๆจะให้มีการจับโปเกมอนตามสถานที่ท่องเที่ยว สถานที่ทางวัฒนธรรม ซึ่งเชื่อว่าทีมนักพัฒนาเกม ย่อมต้องระมัดระวังในการเลือกสถานที่ ไม่ให้รุกล้ำสถานที่สำคัญหรือสถานที่ด้านความมั่นคงอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม หากมีประเด็นที่อ่อนไหวจริงๆ ทางทรูอาจส่งจดหมายไปแนะนำ หรือช่วยประสานงาน ในฐานะที่ได้บริหารลิขสิทธิ์โปเกมอนแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย”


นายพีรธน กล่าวอีกว่า สำหรับในส่วนของสปอนเซอร์ที่เป็นค่ายโทรศัพท์มือถือนั้น ทรูมีเป้าหมายที่จะเป็นสปอนเซอร์เพียงรายเดียว (Exclusive) ในนามทรูมูฟเอช ตามนโยบายของนายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหารของทรู ที่ต้องการใช้คอนเท้นท์เป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนธุรกิจมือถือนับจากนี้ไป

ทั้งนี้ เกมโปเกมอน โก ซึ่งเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับความนิยมจากหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งได้เปิดตัวไปก่อนหน้า ด้วยความสนุกสนานของเกมที่ผู้เล่นสามารถไล่จับโปเกมอนได้ตามสถานที่ที่มีอยู่จริง เป็นการหลอมรวมโลกแห่งเกมและโลกแห่งความจริงเข้าไว้ด้วยกัน.