ฟอร์ทสมาร์ทเดินหน้า! ขยายตู้บุญเติมปั๊มยอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680048

 

นายสมชัย สูงสว่าง กรรมการผู้จัดการ บริษัทฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) “FSMART” ผู้นำช่องทางการชำระเงินที่มีเครือข่าย มากที่สุดในประเทศไทยผ่าน “ตู้เติมเงินออนไลน์บุญเติม” กล่าวว่า การเพิกถอนการเป็นตัวแทนจำหน่าย ตั๋วฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก 12 ทีมสุดท้ายจากทางสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ไม่กระทบผลการดำเนินงานของบริษัท เนื่องจากเป็นรายได้เพิ่มเติมจากแผนการที่วางไว้ โดยปัจจุบันบริษัทยังคงมีรายได้หลักจากการให้บริการเติมเงินโทรศัพท์ระบบเติมเงินล่วงหน้า และรับชำระเงินออนไลน์อื่นๆ , ตู้กดน้ำดื่ม RO, ตู้กดน้ำอัตโนมัติ (Vending Machine), การจ่ายบิลต่างๆ, บัตรแคชการ์ด ส่วนที่เหลือเป็นค่าเติมเงินเกมออนไลน์ และเครื่องชั่งน้ำหนักที่ปัจจุบันมีการกระจายไปได้พอสมควร อีกทั้งยังมีรายได้จากค่าโฆษณาบนหน้าจอตู้บุญเติมที่จะเข้ามาเพิ่มขึ้น จากผู้ประกอบการที่เห็นถึงโอกาสซึ่งใช้งบประมาณที่ไม่มาก แต่ลูกค้าสามารถพบเห็นการโฆษณาในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงการเปิดให้บริการธุรกรรมในการโอนเงินผ่านตู้บุญเติมที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเดินตามแผนที่วางไว้โดยจะขยายจำนวนตู้บุญเติม ให้ได้ 90,000 ตู้ทั่วประเทศ และมียอดเติมเงินรวม 21,000 ล้านบาท.

 

กกร.จับตา 3 ปัจจัยเสี่ยงโลก เบร็กซิท-ยุโรป-ค่าบาทแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680042

 

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่าได้หารือภาวะเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังพบว่า ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด คือ ผลกระทบจากการที่อังกฤษถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปหรือเบร็กซิท ปัญหาภาคธนาคารในสหภาพยุโรป รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ส่วนปัญหาในประเทศ เช่น การลงประชามติวันที่ 7 ส.ค. เชื่อว่าไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เพราะไม่ว่าผลจะออกมาว่ารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเลือกตั้งตามโรดแม็ปปี 2560 มากกว่า “กกร.ได้หนุนพนักงานในสังกัดไปใช้สิทธิลงประชามติ ส่วนจะรับหรือไม่รับขึ้นอยู่กับวิจารณญาณแต่ละคน ซึ่งการประชุม กกร.ไม่มีการพูดถึงข้อดีข้อเสียในการรับหรือไม่รับ ไม่ว่าผลออกมาอย่างไรรัฐบาลต้องเดินตามโรดแม็ป ซึ่งหลังลงประชามติ ถ้าไม่มีเหตุรุนแรงถึงขั้นประท้วง เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ต่างชาติยังคงมั่นใจค้าขายกับไทย”

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า กกร. ยังคงอัตราการเติบโตของจีดีพีปีนี้ขยายตัว 3-3.5% และส่งออกขยายตัว 0-2% แม้เศรษฐกิจโดยรวมเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว โดยเฉพาะการส่งออกที่ติดลบแบบชะลอตัว และสินค้าอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน ขณะเดียวกัน ผลจากภัยแล้งที่เริ่มคลี่คลายทำให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 เช่นเดียวกับยอดขายรถยนต์ที่ดีขึ้น สะท้อนภาวะการใช้จ่ายในประเทศดีขึ้น “เศรษฐกิจไทยอาจทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปช่วงครึ่งปีหลัง จากการใช้จ่ายภาครัฐ และการขยายตัวการท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวครึ่งปีแรกขยายตัว 13% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ยังเพิ่มขึ้นแต่ต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก ซึ่งเชื่อว่าภาครัฐได้ติดตามดูแลใกล้ชิด”.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 03/08/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680018

 

โชว์โรดแม็ปประมูลคลื่น 5 ปี!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680041

 

กสทช.จ่อจัดระเบียบซิมมือถือแยกคนไทย-ต่างชาติ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยในงานประชุมหน่วยงานกำกับดูแลด้านโทรคมนาคม ในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ที่จังหวัดภูเก็ตว่า ช่วงปี 59-63 กสทช.ได้ทำแผนการจัดสรรคลื่นความถี่ไว้แล้ว เพื่อรองรับ ความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะการใช้อินเตอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก

โดยได้วางแผนการจัดสรรคลื่น ดังนี้ คลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ ปัจจุบันยังอยู่ในการครอบครองของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ซึ่ง กสทช.อยู่ระหว่างเจรจาเรียกคืนทั้งหมดรวมจำนวน 190 เมกะเฮิรตซ์ หากการแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2553 (พ.ร.บ.กสทช.) ที่เปิดโอกาสจ่ายเงินชดเชยให้รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานรัฐ ที่คืนคลื่นให้ กสทช.นำมาประมูลได้ คาดว่าการแก้ไข พ.ร.บ.กสทช.จะเสร็จเดือน ก.ย.นี้

สำหรับคลื่น 2600 นั้น คาดว่าจะนำมาเปิดประมูลปี 60 จำนวน 3-4 ใบอนุญาต แบ่งเป็นใบละ 20-25 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อนำมาให้บริการ 4 จี ด้วยเทคโนโลยีแอลทีอี ขณะที่คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 850 เมกะเฮิรตซ์ สัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดเดือน ก.ย.61 ก็จะนำมาประมูลก่อนใบอนุญาตสิ้นสุด 6 เดือน โดยคลื่น 1800 จำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์ แบ่งเป็น 3 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 15 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 10 เมกะเฮิรตซ์ เปิดประมูล 1 ใบอนุญาต ส่วนคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์ ก็จะแบ่งเป็น 3 ใบอนุญาต คาดว่าจะเปิดประมูลได้เดือน ก.ย.63 ทำให้นับตั้งแต่ปี 60 เป็นต้นไป โครงข่ายโทรคมนาคมของประเทศจะมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ และทำให้ 75,000 หมู่บ้านทั่วไทยเข้าถึงบริการอินเตอร์เน็ต

นายฐากรยังเผยว่า กสทช.ยังมีแนวคิดที่จัดระเบียบซิมโทรศัพท์มือถือระหว่างผู้ใช้ที่เป็นคนไทยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือต่างชาติที่พักอาศัยในไทย เพื่อให้เกิดความชัดเจนและตรวจสอบได้ กรณีเกิดปัญหากับนักท่องเที่ยวหรือต่างชาติที่เข้ามาก่ออาชญากรรม โดยจะเสนอให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) พิจารณา.

 

ร.ฟ.ท.จัดรถไฟติดแอร์ให้ขึ้นฟรี ที่สถานีบางซ่อน ไปรถไฟฟ้าบางซื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ส.ค. 2559 21:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/679888

 

ร.ฟ.ท. พร้อมเปิดให้บริการรถไฟปรับอากาศ สถานีบางซ่อน-สถานีบางซื่อ-สถานีบางซ่อน ฟรี ในชั่วโมงเร่งด่วน เช้า-เย็น เริ่ม 6 สิงหานี้ เป็นต้นไป…

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 59 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากที่รัฐบาลได้มีนโยบายให้กระทรวงคมนาคม เร่งดำเนินการหาวิธีการเพื่อเชื่อมต่อการเดินทาง ระหว่างรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม สถานีเตาปูน และรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล สถานีบางซื่อ ในชั่วโมงเร่งด่วน ช่วงเวลาเช้า-เย็น นั้น ทางการรถไฟได้ข้อสรุปว่า ตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค. 59 เป็นต้นไป รถไฟจะเปิดให้บริการรถไฟปรับอากาศ ระหว่างสถานีบางซ่อน-สถานีบางซื่อ-สถานีบางซ่อน ซึ่งเป็นระบบขนส่งเสริม (Feeder System) เพื่ออำนวยความสะดวกเชื่อมต่อการเดินทางแก่ประชาชนที่ต้องการเดินทางระหว่างรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม สถานีเตาปูน และรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล สถานีบางซื่อ ในชั่วโมงเร่งด่วน ฟรี ตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม

สำหรับการให้บริการดังกล่าว รถไฟจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ พร้อมกับรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 59 เป็นต้นไป เป็นระยะเวลา 12 เดือน หรือจนกว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จะเดินรถในช่วงสถานีเตาปูน-สถานีบางซื่อได้

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า รถไฟที่จะนำมาให้บริการ จะเป็นรถไฟปรับอากาศ (ดีเซลราง) จำนวนตู้โดยสาร 3 คัน ต่อ 1 ขบวน รองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 250 คนต่อเที่ยว ให้บริการในชั่วโมงเร่งด่วนฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ทุกวันจันทร์–วันเสาร์ วันละ 56 เที่ยว ช่วงเช้าเวลา 06.30–09.30 น. ไป-กลับ 24 เที่ยว และช่วงเย็นเวลา 16.30–20.30 น. ไป-กลับ 32 เที่ยว (วันอาทิตย์ไม่มีให้บริการ) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3–5 นาทีต่อเที่ยว รวมระยะเวลาในการเดินทางไปกลับจากสถานีรถไฟบางซ่อน–สถานีรถไฟฟ้าบางซื่อ–สถานีรถไฟบางซ่อน ประมาณ 15 นาที

ทั้งนี้ผู้โดยสารรถไฟฟ้าต้องใช้ทางออกที่ 2 ของสถานีรถไฟฟ้าบางซ่อน มายังสถานีรถไฟบางซ่อนของการรถไฟฯ เพื่อเดินทางเชื่อมต่อมายังสถานีรถไฟฟ้าบางซื่อ นอกจากนี้ การรถไฟฯ ยังได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่การรถไฟฯ สำหรับคอยดูแลให้คำแนะนำในการเดินทางแก่ประชาชนผู้ใช้บริการ พร้อมกับได้ประสานความร่วมมือกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ในการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณโดยรอบสถานีบางซื่อ และสถานีบางซ่อน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางแก่ผู้ใช้บริการ และลดปัญหาจราจรติดขัดภายในพื้นที่อีกด้วย

 

บริษัทกลุ่ม ‘เอสซีจี เคมิคอลส์’ คว้ารางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยมปี 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ส.ค. 2559 21:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/679948

 

“ทีพีอี” บริษัทในกลุ่ม เอสซีจี เคมิคอลส์ คว้า รางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยมปี 59 เน้นการบริหารจัดการระดับสากลควบคู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน…

บริษัท ไทยโพลิเอททีลีน จำกัด (ทีพีอี) ใน กลุ่มเอสซีจี เคมิคอลส์ รับรางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยมประจำปี 2559 จากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยได้รับความเชื่อมั่นด้านการบริหารจัดการความปลอดภัย การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการพัฒนานวัตกรรม ชี้การพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ

ด้าน นายสมชาย หวังวัฒนาพาณิช ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-ปฏิบัติการ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด กล่าวว่า รางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยมเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเอสซีจี เคมิคอลส์ หลังจากบริษัททีพีอี เคยได้รับรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่นใน 3 ประเภท คือ ประเภทการบริหารงานคุณภาพ ประเภทการบริหารความปลอดภัย และประเภทการจัดการพลังงาน การได้รับรางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยมในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของพนักงานทุกคน โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรและองค์กรอย่างต่อเนื่อง

“บริษัททีพีอีให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กร ส่งผลให้การนำ Process Safety Management (PSM) ระบบความปลอดภัยชั้นนำระดับโลก มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล รวมทั้งสร้างบรรยากาศที่เปิดโอกาสให้พนักงานกล้านำเสนอความคิดใหม่ๆ เพื่อพัฒนาทั้งกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ โดยบริษัททีพีอีได้นำความเชี่ยวชาญในกระบวนการผลิตมาทำงานร่วมกับทีมนักวิจัยของเอสซีจี เคมิคอลส์ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลกให้ดียิ่งขึ้น” นายสมชายกล่าว


นายสมชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัททีพีอียังคำนึงถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน โดยบริษัททีพีอีเป็นหนึ่งในสองโรงงานแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองเป็นต้นแบบโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Factory) จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เมื่อปี 2557 และยังดำเนินโครงการเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นำมาซึ่งความยั่งยืนในการอยู่ร่วมกันระหว่างอุตสาหกรรมและชุมชน เช่น โครงการบ้านปลาจากท่อพีอี 100 และโครงการวิสาหกิจชุมชน เป็นต้น



สำหรับรางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยม (The Prime Minister Best Industry Award) เป็นรางวัลสูงสุดที่มอบให้เพียง 1 บริษัทในทุกๆ ปี จัดขึ้นโดยกระทรวงอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี 2546 โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มอบรางวัลเพื่อประกาศเกียรติคุณและสร้างแรงจูงใจให้กับสถานประกอบการอุตสาหกรรมในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จในระดับสากล รางวัลนี้คัดเลือกจากผู้ที่เคยได้รับรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น (The Prime Minister Industry Award) มาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ประเภทรางวัล โดยดูจาก 1. ความสามารถในการบริหารจัดการ 2. ความสามารถในการประกอบธุรกิจ 3. ความสามารถในการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยีและองค์ความรู้ 4. ธรรมาภิบาล และ 5. ผลกระทบของกิจการต่อระบบเศรษฐกิจและการทำคุณประโยชน์ต่อสังคม.


รฟม.คาดผู้โดยสารรถไฟสายสีม่วง ช่วงเวลาเร่งด่วน ชม.ละ 2 พันคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ส.ค. 2559 20:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/679868

 

รฟม.ประมาณการผู้โดยสารสายสีม่วง เตาปูน-บางใหญ่ ช่วงชั่วโมงเร่งด่วนประมาณ 2 พันคน จัดขบวนรถรับ 6 นาทีต่อขบวน

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศ (รฟม.) กล่าวว่า ได้ประมาณการตัวเลขผู้โดยสารที่จะเข้ามาใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วง เตาปูน-บางใหญ่ ช่วงชั่วโมงเร่งด่วน จะอยู่ที่ประมาณ 2,000 คน เตรียมตารางเดินรถห่างขบวนละ 6 นาทีรับผู้โดยสาร ส่วนช่วงเวลาปกติจัดขบวนรถห่างขบวนละ 9-10 นาที จากนั้นจะประเมินผลรวบรวมข้อมูลระยะหนึ่งก่อนปรับให้เกิดความเหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ ในช่วงที่ยังไม่สามารถใช้ 1 สถานี หรือช่วงบางซื่อ-เตาปูน ต่อเชื่อมระหว่างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-หัวลำโพง) และสายสีม่วง (เตาปูน-บางใหญ่) ได้นั้น ผู้โดยสารที่ใช้เหรียญจะไม่สามารถใช้เหรียญเพื่อเข้าออกระบบรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินกับสายสีม่วงได้ แต่ผู้โดยสารที่ใช้บัตรจะสามารถใช้ได้ภายในเวลา 1 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเสียค่าแรกเข้าในการเชื่อม สถานีเตาปูน กับ สถานีบางซื่อ โดยผู้โดยสารจะต้องนั่งรถเมล์ ขสมก. หรือรถไฟ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ให้บริการรับ-ส่งจากรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินไปยังรถไฟฟ้าสายสีม่วงได้

 

ครม. ไฟเขียว ออมสินปล่อยกู้ 2 หมื่นล้าน ช่วยคนรายได้น้อยชุมชนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ส.ค. 2559 19:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/679831

 

ที่ประชุม ครม. เห็นชอบ มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมืองตามแนวประชารัฐ ใช้งบรวม 2 หมื่นล้านบาท ดำเนินการผ่านธนาคารออมสินใน 3 มาตรการ …

วันที่ 2 ส.ค.59 นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ อนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมือง ตามแนวทางประชารัฐ ใช้งบประมาณรวม 2 หมื่นล้านบาท เป้าหมายเป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในชุมชนเมือง ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนถึง 9 ล้านคน โดยจะเป็นการดำเนินการผ่านธนาคารออมสินใน 3 มาตรการ ประกอบด้วย 1. มาตรการสินเชื่อประชารัฐเพื่อประชาชน 2. มาตรการประชารัฐเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินประชาชน และ 3. โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาอาชีพและสร้างความรู้ทางการเงินแก่ผู้ประกอบอาชีพรายย่อยในชุมชนเมือง

มาตรการแรก คือ มาตรการสินเชื่อประชารัฐเพื่อประชาชนนั้น ครม.มีมติให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการอิสระรายย่อย เช่น พ่อค้า แม่ค้า วินจักรยานยนต์รับจ้าง แม่บ้าน ผู้รับจ้างที่ให้บริการทั่วไป โดยผู้เข้าร่วมโครงการต้องมีอายุตั้งแต่ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 65 ปี สามารถมาขอกู้เงินจากธนาคารออมสินได้รายละไม่เกิน 50,000 บาท แต่เมื่อรวมกับของเดิมที่เคยกู้ไว้กับโครงการธนาคารประชาชนจะต้องไม่เกินรายละ 2 แสนบาท ทั้งนี้ ระยะเวลาการผ่อนชำระคืนภายใน 5 ปี ไม่คิดดอกเบี้ยปีแรก ส่วนปีที่ 2-5 คิดดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน โดยสามารถใช้การค้ำประกันด้วยบุคคล, หลักทรัพย์ หรือบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถยื่นเรื่องมาที่ธนาคารออมสินได้ภายในสิ้นปี 59

มาตรการที่ 2 มาตรการประชารัฐเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินประชาชนภายใต้นโยบายรัฐบาล โดยธนาคารออมสินจะพักการชำระเงินต้นและชำระดอกเบี้ยได้นานสูงสุดเป็นระยะเวลา 3 ปี และขยายระยะเวลาชำระหนี้เพิ่มได้เท่ากับระยะเวลาพักชำระเงินต้น หรือขยายเวลาการชำระหนี้ได้ 2 เท่าของระยะเวลาคงเหลือตามสัญญาเงินกู้ แต่ไม่เกิน 20 ปี โดยผู้สนใจสามารถติดต่อเข้าร่วมรับความช่วยเหลือตามมาตรการนี้ได้ภายใน 31 ส.ค.59

มาตรการที่ 3 โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาอาชีพและสร้างความรู้ทางการเงินแก่ผู้ประกอบอาชีพรายย่อยในชุมชนเมือง โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ประกอบอาชีพอิสระ จำนวน 1.5 แสนครอบครัว ครอบครัวละ 1 คน กระจายตามพื้นที่ทุกจังหวัด ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ ส.ค.-ธ.ค.59 ใช้งบประมาณรวม 163 ล้านบาท

 

มติบอร์ด รฟม. จ้างวิธีพิเศษ BEM เดินรถสถานีเตาปูน-บางซื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ส.ค. 2559 18:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/679778

 

บอร์ด รฟม. มีมติทำสัญญาจ้างชั่วคราว BEM เดินรถ-ติดตั้งระบบช่วงสถานีเตาปูน-บางซื่อ จ่อชงคมนาคม-ครม. เห็นชอบ คาดเซ็นสัญญา ก.ย. นี้ พร้อมเปิดเดินรถ ก.พ.-มี.ค. 60

วันที่ 2 ส.ค.59 นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการ รฟม.ได้มีมติจ้าง บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ด้วยวิธีพิเศษ โดยทำสัญญาชั่วคราวในการจ้างเดินรถและติดตั้งระบบ รวมทั้งระบบอาณัติสัญญาณ 1 สถานี ระหว่างสถานีเตาปูน-สถานีบางซื่อ ระหว่างที่การเจรจาสัญญาเดินรถส่วนต่อขยายยังไม่ได้ข้อสรุป ทั้งนี้ กรอบวงเงินค่าติดตั้งระบบอยู่ที่ 693 ล้านบาท โดยจะนำเสนอกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณาและเข้าที่ประชุม ครม. เพื่อให้ความเห็นชอบ

ทั้งนี้ รฟม.คาดว่า BEM จะเริ่มเข้าทำงานในพื้นที่ได้ภายในเดือน ก.ย. 59 และจะเตรียมการแล้วเสร็จในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.60 ซึ่งจะใช้เวลาเพียง 6-7 เดือน จากเดิมที่คาดว่าจะใช้เวลา 12-15 เดือนในการติดตั้งระบบและเดินรถ 1 สถานี

ส่วนการเจรจาตรงกับ BEM เพื่อเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ตามที่ ม.44 ได้ให้คณะกรรมการ รฟม. พิจารณา ทางคณะกรรมการ รฟม.มีมติเห็นชอบกรอบการแบ่งปันผลประโยชน์ให้เท่ากับสัญญาการเดินรถสายสีน้ำเงิน หรือสายเฉลิมรัชมงคล ช่วงหัวลำโพง-บางซื่อ ซึ่งจะนำเสนอต่อกระทรวงคมนาคม และจากนั้นจะให้คณะกรรมการมาตรา 35 ของ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เจรจากับ BEM ต่อไป โดยหากมีการเจรจาเรียบร้อยแล้ว ก็จะยกเลิกสัญญาชั่วคราวในการเดินรถ 1 สถานีดังกล่าวมารวมกับสัญญาเดินรถสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย และลงนามสัญญาได้ในเดือน ธ.ค. 59

สำหรับ การเจรจาเดินรถสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายได้กำหนดเป็นกรอบกว้างๆ โดยให้คำนึงถึงผลกระทบต่อผู้โดยสารที่ใช้บริการในสายเฉลิมรัชมงคลเดิมด้วย ดังนั้น รถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคล และส่วนต่อขยาย ต้องใช้โครงสร้างอัตราค่าโดยสารเดียวกัน โดยให้คณะกรรมการมาตรา 43 ของสัญญาสายเฉลิมรัชมงคล และคณะกรรมการมาตรา 35 ของส่วนต่อขยาย พิจารณาความเหมาะสม รวมถึงกำหนดค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียวในการเดินสายสีน้ำเงินตลอดสาย

ส่วนการกำหนดให้เอกชนแบ่งผลประโยชน์จากค่าโดยสารอย่างเป็นธรรมบนพื้นฐานที่เอกชนได้รับผลตอบแทนการลงทุนที่เหมาะสม โดยต้องแสดงรายละเอียดภาระการลงทุนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องรวมถึงผลประโยชน์อื่นๆ ที่คาดว่าจะได้รับอย่างครบถ้วนและชัดเจน

ทั้งนี้ คำสั่ง ม.44 นั้น คณะกรรมการร่วม (กรรมการ ม.43 และกรรมการ ม.35) จะมีเวลา 2 เดือน คือ เดือนแรกกำหนดหลักเกณฑ์รายละเอียด กลยุทธ์ในการเจรจา ต้องทำข้อมูลไว้ก่อนเจรจา จากนั้นเดือนที่ 2 จะเจรจากับเอกชน ซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกัน เจรจาค่าโดยสาร และการแบ่งผลประโยชน์ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ เพราะ รฟม. ได้ลงทุนงานโยธาไปแล้ว คาดหวังผลประโยชน์ที่จะได้กลับมาชดเชย ซึ่งคำสั่ง ม.44 ให้เป็นธรรมทั้งสองฝ่าย รฟม. ต้องได้รับประโยชน์คุ้มค่าลงทุน เอกชนก็จะต้องได้ผลตอบแทนที่เหมาะกับที่ลงทุน

พร้อมกันนี้ คณะกรรมการ รฟม. กำหนดให้ รฟม. จะต้องเร่งรัดเดินรถ 1 สถานี ระหว่างสถานีเตาปูน-สถานีบางซื่อ เร็วที่สุด โดยที่ผ่านมา รฟม.มีรายงานศึกษา PPP บ้างแล้ว โดยกรณีอายุสัญญาของทั้ง 2 สายจะต้องสอดคล้องกันตามคำสั่ง ม.44 เช่น สัญญาสายสีน้ำเงินทั้งเดิมและส่วนต่อขยาย จะสิ้นสุดพร้อมกันที่ปี 72 (ตามอายุสัมปทานสายเฉลิมรัชมงคล) หรือสิ้นสุดปี 92 (คิดจากส่วนต่อขยายอายุ 30 ปีที่เริ่มเซ็นสัญญาปี 62-92) หรือระหว่างกลาง คือประมาณปี 82 โดยให้คณะกรรมการร่วม 2 ชุดนำไปพิจารณา.

 

สปส. เผย ครึ่งปีแรก กองทุนประกันสังคมได้ผลตอบแทนกว่า 2.58 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ส.ค. 2559 18:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/679702

 

สปส. เผย ครึ่งปีแรก 2559 กองทุนประกันสังคม มีเงินลงทุนรวม 1.46 ล้านล้านบาท มีผลตอบแทนแล้ว 25,828 ล้าน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.1 ต่อปี

วันที่ 2 ส.ค.59 นายโกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวถึงผลการดำเนินงานของกองทุนประกันสังคมในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2559 ว่า ในระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2559 (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2559) กองทุนประกันสังคม มีเงินลงทุนรวม 1.46 ล้านล้านบาท มีผลตอบแทนแล้วจำนวน 25,828 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 ที่ได้ผลตอบแทนจำนวน 22,879 ล้านบาท มีผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 2,949 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.1 ต่อปี และเป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่มีผลตอบแทนอยู่ที่ร้อยละ 1.86

นายโกวิท ยังกล่าวถึงผลการดำเนินงานในปี 2558 ที่ผ่านมา ว่า แม้ว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับลดลงถึงร้อยละ 14 และธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง ลดลงร้อยละ 0.5 ต่อปี แต่กองทุนประกันสังคม ยังสามารถบริหารการลงทุนได้ผลตอบแทนจำนวน 44,894 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.16 และร้อยละ 3.42 ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อที่เท่ากับร้อยละ -0.9 ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยที่ร้อยละ 1.48 ต่อปี

เมื่อพิจารณาเฉพาะผลตอบแทนในส่วนของกองทุนชราภาพและสงเคราะห์บุตร ซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 90 ของกองทุนประกันสังคม ในปี 2558 บริหารการลงทุนได้ผลตอบแทนร้อยละ 3.56 ต่อปี ใกล้เคียงกับผลตอบแทนกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่มีผลตอบแทนในปี 2558 ร้อยละ 3.35 ซึ่งผู้ประกันตนอุ่นใจได้ว่า กองทุนประกันสังคมมีเสถียรภาพมั่นคง

ทั้งนี้ ในปี 2558 สปส. จ่ายค่าบริการทางการแพทย์ให้กับสถานพยาบาลจำนวน 36,905.04 ล้านบาท คิดเป็นค่าบริการทางการแพทย์จำนวน 3,168.82 บาท ต่อผู้ประกันตน 1 ราย และได้จัดส่งแพทย์ พยาบาล ที่ปรึกษา ออกตรวจมาตรฐานและคุณภาพการให้การรักษาพยาบาลตามประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่องกำหนดมาตรฐานพยาบาลที่ให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตน พ.ศ. 2551 ลงวันที่ 26 มกราคม 2551 อย่างสม่ำเสมอ

ส่วนการเปิดรับสมัครสถานพยาบาลเอกชนเข้าร่วมโครงการในปี 2560 มีสถานพยาบาลเอกชนสมัครเข้าร่วมโครงการจำนวน 81 แห่ง มีเพียง 1 แห่งที่ไม่เข้าร่วมเป็นสถานพยาบาลประกันสังคม ซึ่งสำนักงานประกันสังคมจัดเตรียมสถานพยาบาลที่มีศักยภาพให้ผู้ประกันตนเลือกสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิใหม่ในปี 2560 ตามความสมัครใจ เพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง