GGC จ่อลุยตลาดเชื้อเพลิงชีวภาพ-เคมี หนุน New S-curve

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ส.ค. 2559 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680352

 

โกลบอลกรีนเคมิคอล เผยแผนกลยุทธ์ เตรียมขยายตลาดเชื้อเพลิงชีวภาพ-ผลิตภัณฑ์เคมี แห่งที่ 2 ในชลบุรี เดินหน้าผลิตโอลีโอเคมีชนิดพิเศษ ระบุ มีกำลังผลิต 2 แสนตันต่อปี คาด เริ่มดำเนินผลิตปี 61 พร้อมหนุนนโยบาย New S-curve ขับเคลื่อน ศก. ประเทศ…

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. นายจิรวัฒน์ นุริตานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC บริษัทแกนนำในธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม ของกลุ่มบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) เปิดเผยแผนกลยุทธ์ขับเคลื่อนบริษัท ว่า เพื่อเป็นการตอบสนองต่อแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของรัฐบาล หรือ AEDP 2015 ซึ่งมีเป้าหมายการใช้พลังงานทดแทนในระยะยาวเพิ่มขึ้น รวมทั้งแนวโน้มความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง GGC จึงได้ขยายกำลังการผลิตด้วยการเปิดโรงงานไบโอดีเซลแห่งที่สอง ที่อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี บนเนื้อที่ 30 ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการขานรับนโยบายโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ในพื้นที่ 3 จังหวัด เพื่อพัฒนาให้เป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน ซึ่งกำหนดให้มีการส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต รวมถึงเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพอีกด้วย


โรงงานไบโอดีเซล

ทั้งนี้ โรงงานผลิตไบโอดีเซลแห่งที่สองนี้ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ในปี พ.ศ. 2561 ซึ่งจะมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 200,000 ตันต่อปี เมื่อรวมกับโรงงานแห่งแรก GGC จะมีกำลังการผลิตไบโอดีเซลรวมถึง 500,000 ตันต่อปี พร้อมคาดการณ์ว่า จะช่วยให้มีต้นทุนการผลิตโดยรวมต่ำลงและมีความสามารถทางการแข่งขันเพิ่มขึ้น


ในปัจจุบันแนวโน้มอุตสาหกรรมโอลีโอเคมี ในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน และอินเดีย มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 ต่อปี รวมทั้งยังมีความต้องการผลิตภัณฑ์โอลีโอเคมีที่มีคุณสมบัติเฉพาะเจาะจงมากขึ้น GGC จึงได้ศึกษากลยุทธ์ทางการตลาด และการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการต่อยอดการผลิตโอลีโอเคมีชนิดพิเศษ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ ซึ่งจะเป็นการช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและตอบสนองแนวโน้มความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน GGC เตรียมศึกษาการขยายฐานการผลิตจากปาล์มน้ำมันไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบเพิ่มเติม โดยการสร้างไบโอคอมเพล็กซ์เพื่อเตรียมพร้อมรุกสู่ธุรกิจผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ และเคมีชีวภาพ เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย และทำให้มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น

สำหรับแนวทางที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์และสร้างความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว คือ การลงทุนโรงงานผลิตในลักษณะที่มีการเชื่อมโยงการใช้วัตถุดิบและระบบสาธารณูปการกับโรงหีบอ้อยหรือโรงหีบปาล์ม ซึ่งจะก่อให้เกิดการสร้างประโยชน์ร่วมกันตลอดห่วงโซ่อุปทานระหว่างผู้ผลิตฯ และอุตสาหกรรมการเกษตร โดยใช้หลักการพึ่งพาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ซึ่งกันและกัน เป็นการประหยัดต้นทุนค่าขนส่งวัตถุดิบจากการที่โรงงานผลิตอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้โครงการและพิจารณารูปแบบการลงทุนเพื่อเดินหน้าผลิตพลาสติกชีวภาพ และผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพในอนาคตเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ GGC ยังมองว่า การลงทุนสร้างไบโอคอมเพล็กซ์ จะเป็นส่วนหนึ่งในการตอบรับนโยบายของรัฐบาล เพื่อเปิดให้มีการลงทุนการวิจัยและพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพของประเทศต่อไปในอนาคต

อย่างไรก็ตาม นอกจากการขยายกำลังการผลิตและการต่อยอดธุรกิจแล้ว GGC ยังได้พัฒนาแหล่งวัตถุดิบปาล์มน้ำมันด้วยการสนับสนุนและผลักดันกลุ่มเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ให้หันมาทำเกษตรกรรมสวนปาล์ม โดยมีการควบคุมการผลิตอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน The Roundtable on Sustainable Palm Oil หรือ RSPO ซึ่งเป็นการส่งเสริมแนวคิดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบเป็นที่ต้องการมากขึ้นในตลาดโลกอีกด้วย.

 

ชู “เห็บสยามโมเดล” กู้เศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ส.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680071

 

จีน-อินเดียผวา “สมชัย” เสนอไอเดียเกาะแล้วดูด

ปลัดคลังเปิดโมเดลใหม่กู้เศรษฐกิจไทย “เห็บสยาม” เกาะเศรษฐกิจประเทศใหญ่แล้วดูดเลือดจนอ้วน ไม่เป็นศัตรูกับใคร ขณะที่ มองเหตุบริโภคไทยไม่ขยับ เหตุคนออมเพิ่ม ไม่กล้าใช้เงิน คนมีเงินแห่ไปต่างประเทศ ขณะที่ “สมบัติ” เชื่อประชามติไม่กระทบตลาดหุ้น

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ปาฐกถา “เศรษฐกิจโลกขยับก้าว…เศรษฐกิจไทยขยับไกล” ในสัมมนาหัวข้อ “เศรษฐกิจโลกขยับก้าว… เศรษฐกิจไทยขยับไกล : กบข.เดินหน้าอย่างไร” ที่จัดโดยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ว่า ขณะนี้คนไทยมองว่าเศรษฐกิจยังไม่ดี เพราะการบริโภคไตรมาสแรกปีนี้อยู่ที่ 48% ลดลงจากไตรมาสก่อน การลงทุนเอกชนก็ลดลง แต่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่ามีอัตราการเติบโตถึง 18%

“ผมก็ไปหาข้อมูลเชิงลึกพบว่า การบริโภคและการลงทุนที่ลดลงมาจากการออมเงินของคนไทยที่มีเพิ่มมากขึ้น โดย ณ สิ้นปี 58 บัญชีเงินฝากเกินกว่า 1 ล้านบาท มีเงินฝากเพิ่มขึ้น 9,000 ล้าน บาท และล่าสุดเดือน พ.ค.ปีนี้ คนไทยมีเงินออม เพิ่มขึ้นอีก 600 ล้านบาท เป็น 9,600 ล้านบาท โดยยอมรับว่าเงินออมที่เพิ่มขึ้นมีสาเหตุมาจากประชาชนมีความกังวล จึงไม่กล้าใช้เงินในการซื้ออสังหาริมทรัพย์และรถยนต์คันใหม่ เพราะกลัวอนาคต ที่ไม่แน่นอน แต่ผมมีความมั่นใจว่า หลังจากวันที่ 7 ส.ค.นี้ไปแล้ว หากประชามติมีความชัดเจนไม่ว่าจะไปในทิศทางใด ความเชื่อมั่นของประชาชนก็จะกลับคืนมาและอีกไม่นาน เงินออมที่เพิ่มขึ้นกระเป๋าทุกๆวันก็จะระเบิดออกมา”

นอกจากนี้ ปลัดคลังยังกล่าวว่า มีอีกสาเหตุหนึ่งคือ คนไทยที่มีเงินนิยมไปท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยปี 57 มีคนไทยท่องเที่ยวต่างประเทศ 6.4 ล้าน คน และเพิ่มเป็น 6.7 ล้านคน ในปี 58 ขณะที่การปราบปรามการทุจริต ซึ่งเป็นนโยบายของนายก– รัฐมนตรีที่ดำเนินการมาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทำให้เงินทุจริตที่อยู่ใต้ดินหายไปหลายแสนล้านบาท ส่งผลให้คนโกง คนที่ทุจริตก็หยุดและไม่กล้าใช้เงิน เงินที่ได้มาจากการทุจริตลดลงไปอย่างมากจากเดิมที่เงินเหล่านี้ถูกใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยด้วยการซื้อบ้าน ซื้อรถ

ส่วนนโยบายของรัฐบาลในด้านต่างประเทศนั้น นายสมชัยกล่าวว่า ขณะนี้มีความชัดเจนว่า ไทยไม่อาจอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ตามลำพัง ไทยต้องพึ่งพิงประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่า เปรียบเหมือนให้ไทยทำตัวเป็น “เห็บ” สุนัขที่ไปเกาะและสูบเลือดจากเศรษฐกิจอื่นที่ดี เช่น ไปเกาะเศรษฐกิจจีน แต่เมื่อเศรษฐกิจจีนไม่ดี เห็บไทยหรือเห็บสยามก็ไปเกาะอินเดีย และแอฟริกา ทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ แม้หากประเทศจีนล้ม อินเดียเจ๊ง แต่ไทยยังยืนอยู่ได้

“โมเดลเศรษฐกิจไทยส่วนตัว ผมมองว่าควรเป็น “เห็บสยามโมเดล” คือ เติบโตไปกับประเทศต่างๆ แต่ไม่ทรุดตัวไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ คือเราจะไปเกาะประเทศที่โตดี เช่น จีน อินเดีย หรือแอฟริกาใต้ หากประเทศเหล่านี้โตเราจะโตตามไปด้วย กินจนเราอ้วน แต่เมื่อเกิดเศรษฐกิจขาลง เราจะย้ายไปโตกับประเทศอื่นแทน โดยถือเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจกับทุกประเทศ ไม่ใช่เป็นคู่แข่งของประเทศใด”

ขณะที่นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวถึงผลของการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค.59 โดยเชื่อว่าจะไม่ได้เป็น ผลกระทบการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากนัก อาจจะเป็นเพียงผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ ก็เชื่อว่าจะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาทดแทน เพื่อที่ภาครัฐบาลจะสามารถดำเนินนโยบายตามโรดแม็ปต่อไปได้

“ในส่วนของ กบข.ลงทุนแบบระยะยาวจริงๆ เราจะไม่หวั่นไหวกับปัจจัยระยะสั้นใน 2-3 เดือน จะเห็นได้จากเรื่องของการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) ที่เกิดขึ้น หลายๆคนมองว่าจะเป็นผลกระทบอย่างหนัก แต่ก็กระทบแค่ 2 วัน ตอนนี้ตลาดดีกว่าแต่ก่อนด้วยซ้ำ”

นายสมบัติกล่าวต่อว่า สำหรับผลตอบแทนจากการลงทุนของ กบข.ในปีนี้มีแนวโน้มที่จะสูงกว่าปีก่อนที่ทำได้ 3.6% หลังผลตอบแทนจากการ ลงทุนตั้งแต่ต้นปีถึงเดือน ก.ค.ทะลุ 3% ไปแล้ว โดยผลตอบแทนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทย และการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 7% แต่อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนจากการลงทุนที่เข้ามาเป็นหลักก็ยังมาจากพันธบัตรรัฐบาลที่มีสัดส่วนถึง 60%

ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุนในปัจจุบัน ยังต้องติดตามการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยเป็นหลัก รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย โดยมองว่าธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ใน ระดับปัจจุบัน แต่หากเศรษฐกิจไทยยังมีความอ่อนแอ หรือซึมตัวก็มีโอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้อีก แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้อง ติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯด้วยว่าจะเป็นอย่างไร.

 

แก้กฎหมายรับค้าอีคอมเมิร์ซ บังคับ! ยื่นภาษีอิเล็กทรอนิกส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ส.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680068

 

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ประมวลรัษฎากร เพื่อรองรับระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (เนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์) ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ในการยกระดับระบบการชำระเงินให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับ ธุรกรรมของภาคประชาชน เช่น การค้าอีคอมเมิร์ซ ภาคธุรกิจและภาครัฐ (E-Government) ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก

“การแก้ไขประมวลรัษฎากรครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางเพื่อการพัฒนาเนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์ ในโครงการที่ 3 จากทั้งหมดที่มีอยู่ 5 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการระบบการชำระเงินแบบ Any ID ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อมาเป็นระบบพร้อมเพย์ 2.โครงการขยายการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ 3.โครงการระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 4.โครงการอี-เพย์เมนต์ภาครัฐ และ 5.โครงการให้ความรู้และส่งเสริมการใช้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์”.

 

ธปท.คืนชีพกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ส.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680063

 

จ่อขอแก้ พ.ร.บ.ใช้กู้วิกฤติการเงิน

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.เตรียมที่จะเสนอขอแก้ไขพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) เพื่อแก้ไขกฎหมายในส่วนของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ในมาตรา 19 ที่เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือแก่สถาบันการเงินเมื่อประสบปัญหา เพราะพบว่ายังมีช่องโหว่เวลาที่เกิดปัญหาขึ้นกับระบบสถาบันการเงิน เนื่องจากได้มีบทเฉพาะกาลให้อำนาจกองทุนเพื่อการฟื้นฟูดูแลเรื่องนี้เพียง 4 ปีเท่านั้น แต่หลังจากนั้นยังไม่มีกลไกหรือเครื่องมือในการดูแลกรณีเกิดวิกฤติสถาบันการเงินที่ชัดเจน

แต่การใช้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ก็จะต้องมีการปรับปรุงให้มีเครื่องมือที่ครบถ้วน มีกลไกการตัดสินใจที่ทำได้เร็วขึ้น โดยได้เสนอปรับเงื่อนไข 2-3 เรื่อง แนวทางจะไม่ใช่การให้เสริมสภาพคล่อง ให้กู้ หรือเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนเพียงอย่างเดียว แต่มีการตั้งสถาบันการเงินขึ้นมาเพื่อแยกหนี้ดีและหนี้เสีย รวมทั้งความรับผิดชอบของผู้ถือหุ้นกู้ ที่ควรต้องรับผิดชอบด้วย และการให้เงินช่วยเหลือก็ไม่ควรจะเป็นภาระของงบประมาณ หรือภาครัฐแต่เพียงอย่างเดียว

“ในประเทศที่สุดโต่งนั้น เขาให้แบงก์ที่เหลืออยู่ในการลงเงินแก้ไข แต่ของไทยไม่ขนาดนั้น โดยในกรณีฉุกเฉินอาจจะมีทางเลือกในการเพิ่มวงเงินนำส่งประจำปีที่แบงก์ส่งให้กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯบ้าง ซึ่งถือเป็นการช่วยกันแก้ปัญหา และกรณีนี้เป็นการเตรียมการล่วงหน้า เนื่องจากระบบสถาบันการเงินไทยในขณะนี้มีความแข็งแกร่งมาก”.

 

หุ้นสหรัฐฯ ดิ่ง จากแรงฉุดกลุ่มค้าปลีก-ผิดหวังยอดขายรถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ส.ค. 2559 06:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680241

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ร่วงอย่างหนักในวันอังคาร จากความผิดหวังในยอดการขายรถยนต์ และการลดลงอย่างหนักของหุ้นบริษัทค้าปลีก จากแนวโน้มยอดขายช่วงฤดูร้อนที่อ่อนแอ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 2 ส.ค. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 90.74 จุด หรือ 0.49% ปิดที่ 18313.77 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 13.81 จุด หรือ 0.64% ปิดที่ 2157.03 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 46.47 จุด หรือ 0.90% ปิดที่ 5137.73 จุด

เมื่อวันอังคาร หุ้นของบริษัทกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ลดลงอย่างหนัก หลังจากยอดขายรถยนต์ประจำเดือนก.ค. ส่งสัญญาณว่า ช่วงเฟื่องฟูของอุตสาหกรรมรถยนต์อาจจะชะลอตัวลง โดยหุ้นของบริษัท เฟียต ไครสเลอร์ ลดลง 4.0%, ฟอร์ดลดลง 4.3% และเจเนอรัล มอเตอร์ส ลดลง 4.4%

ขณะที่นักวิเคราะ์ระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้ตลาดสหรัฐฯ ถดถอยเป็นวงกว้างยังรวมไปถึงราคาน้ำมันที่ลดลงด้วย

 

“อินทัช” เปิดแผนร่วมทุนตั้งฟินเทค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ส.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680061

 

นายฟิลิป แทน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อินทัชมีแผนที่จะขยายการลงทุนสู่ธุรกิจฟินเทค (เทคโนโลยีด้านการเงิน) เพราะถือเป็นโอกาสที่ดีในขณะที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ “เนชั่นแนล อี-เพย์เม้นท์” โดยหวังว่าจะสามารถได้ข้อสรุปภายในปีนี้ ซึ่งจะทำให้กลุ่มอินทัชเดินหน้าเข้าสู่ธุรกิจฟินเทคเต็มตัว นอกเหนือจากการถือหุ้นใหญ่อยู่ในบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส และ บริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน)

“แนวทางการเข้าสู่ธุรกิจฟินเทค น่าจะอยู่ในรูปแบบของการตั้งบริษัทร่วมทุน (JV) กับกลุ่มธุรกิจที่เชี่ยวชาญด้านการเงิน เพราะอินทัชมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอยู่แล้ว ผ่านเอไอเอสซึ่งเป็นบริษัทลูก โดยขณะนี้มีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาถึงความเป็นไปได้ทั้งสิ้น 4 โครงการ เป็นฟินเทคทั้งหมด ซึ่งสิ่งที่มองไว้คือจะต้องเป็นฟินเทคที่เน้นสร้างความสะดวกสบายให้กับการชำระเงิน (payment) รวมไปถึงธุรกิจกระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์ (e-wallet) โดยแต่ละโครงการน่าจะมีวงเงินลงทุนระดับ 500-1,000 ล้านบาท”

นายฟิลิปยังกล่าวถึงธุรกิจหลักอย่างเอไอเอสว่า หลังจากที่ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในการประมูลเพื่อให้ได้คลื่นความถี่ 4 จีมาถือครองทั้งสิ้น 2 คลื่นด้วยกัน ได้แก่ คลื่น 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ ทำให้ธุรกิจของเอไอเอส อยู่ในจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เพื่อที่จะเติบโตได้ต่อไป ส่วนกรณีไทยคม ซึ่งมีข้อเรียกร้องจากรัฐบาล ต้องการจัดระเบียบธุรกิจดาวเทียมใหม่ เนื่องจากมองว่าวงโคจรดาวเทียมของประเทศที่ไทยคมใช้อยู่นั้น รัฐควรได้รับค่าตอบแทนจากการใช้งานด้วย ซึ่งไทยคมกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด.

 

ขายบิ๊กซีทำเงินทุนไหลออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680057

 

ธปท.-ครม.แจงเอฟดีไอครึ่งปีแรกลดฮวบ

ธปท.-ครม.สะดุ้งโหยง แจงระรัวเหตุยอดเงินลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) ครึ่งปีแรกของไทยลดฮวบ มาจากกรณีเจ้าสัวเจริญซื้อห้างบิ๊กซีจากคาสิโนกรุ๊ป และคาสิโนขนเงินออกนอกประเทศ ย้ำบ่งชี้ให้เห็นว่าธุรกิจไทยแกร่ง ซื้อกิจการจากต่างชาติมาเป็นของไทย

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวชี้แจงกรณีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสุทธิ หรือเอฟดีไอ ที่ไหลเข้าประเทศไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2559 นี้ ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อนค่อนข้างมากว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขเอฟดีไอสุทธิ ซึ่งมีทั้งการไหลเข้าและการไหลออกของเงินทุนโดยตรงจากต่างชาติ ซึ่งในช่วงดังกล่าวมีการนำเงินออกของธุรกิจต่างชาติ จากกรณีการขายหุ้นบิ๊กซี ซึ่งมีวงเงินสูงถึง 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้เมื่อหักลบกับเงินลงทุนโดยตรงที่ไหลเข้ามา ทำให้ตัวเลขดูลดลงมาก แต่ถ้าหักกรณีนี้ไป คิดเฉพาะเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนจากต่างประเทศจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวม

ขณะที่นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ชี้แจงเพิ่มเติมว่า เรื่องดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากการที่นักลงทุนไทยซื้อกิจการธุรกิจค้าปลีกในประเทศจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งหากไม่รวมรายการนี้ เงินลงทุนจากต่างประเทศโดยตรงสุทธิจะต่ำกว่าปีก่อนไม่มาก และไม่ได้น่าตกใจ เพราะส่วนหนึ่งเป็นผลของฐานสูง เนื่องจากต้นปี 2558 มีการลงทุนรายการใหญ่เข้ามาเพิ่มทุนในธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งเป็นปัจจัยบวกพิเศษ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าใจข้อเท็จจริงถึงกรณีที่มีข่าวว่ายอดเงินลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) ลดลง ว่ามาจากกรณีที่นักลงทุนไทย คือกลุ่มทีซีซี กรุ๊ป ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ได้ซื้อกิจการห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีที่อยู่ในไทย ช่วงเดือน มี.ค.2559 จากกลุ่มคาสิโนกรุ๊ป กลุ่มบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของฝรั่งเศส เป็นเงินกว่า 124,000 ล้านบาท หรือประมาณ 3,450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งเมื่อหักเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้ว ยังคงมียอดเงินลงทุนอยู่ที่ประมาณ 3,797 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นประมาณ 132,000 ล้านบาท ขณะที่ตลอดทั้งปี 2558 มียอดเงินลงทุนโดยตรงทั้งสิ้น 7,087 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 248,000 ล้านบาท จึงมั่นใจว่าตลอดทั้งปี 2559 ยอดเอฟดีไอจะเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน เมื่อรวมกับการขอรับการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ซึ่งเป็นความมั่นใจของเอกชนในอนาคตที่ต้องการลงทุนในไทยในช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านมา ซึ่งมีมากถึง 123,000 ล้านบาท และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2558 ถึง 400% ด้วยแล้ว ยิ่งแสดงให้เห็นว่าเอกชนยังมั่นใจในเศรษฐกิจไทย จึงนำเงินเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะการสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต คาดว่าเมื่อถึงสิ้นปี 2559 จะยังคงมีเงินลงทุนโดยตรงเข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง “ในช่วงต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา นายเจริญได้ซื้อห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ทำให้ต่างชาตินำเงินกลับประเทศ ขณะที่สินทรัพย์ยังคงอยู่ในประเทศไทย จึงไม่ได้หมายความว่าไทยไม่มีศักยภาพใดๆ แต่เป็นเรื่องการซื้อขายกิจการตามปกติเท่านั้น และยิ่งแสดงให้เห็นว่านักธุรกิจไทยได้ยกระดับตัวเองเข้าไปซื้อกิจการของต่างประเทศมาเป็นของไทยได้ด้วย ดังนั้นการรายงานตัวเลขของธปท.ที่ระบุว่ามีตัวเลขลดลงมากนั้น จึงถือเป็นเรื่องปกติ”.

 

ที่ระลึก 84 พรรษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680172

 



ธนาคารแห่งประเทศไทยออกธนบัตรที่ระลึก 84 พรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ชนิดราคาฉบับละ 500 บาท โดยนอกจากจะให้แลกผ่านธนาคารทั่วประเทศแล้ว ยังให้แลกผ่านตู้ ATM หน้าธนาคารพาณิชย์ที่มีสัญลักษณ์ งานเฉลิมพระชนมพรรษา รวม 1,725 เครื่องทั่วประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาการโก่งราคาขายธนบัตร โดยให้เริ่มแลกซื้อ 11 ส.ค.เป็นต้นไป จนกว่าธนบัตรที่ระลึกจะหมด.

 

Think of Living จัดงาน People’s Choice Award 2016 เฟ้นหาสุดยอดอสังหาฯไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 3 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/676318

 

Think Of Living จัดประกวดรางวัลด้านอสังหาริมทรัพย์ Think of Living: Peopl ’s Choice Award 2016 หรือ Think of Living PCA 2016 คัดเลือกโครงการที่ดีที่สุดในประเทศไทย 16 สาขา เพื่อสร้างมาตรฐานให้กับวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการจัดประกวด Think of Living PCA 2016 มีการประกวดทั้งหมด 16 รางวัล อาทิ Developer of the Year (ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยอดเยี่ยมประจำปี), Project of the Year (โครงการยอดเยี่ยมประจำปี), Best Architectural Design (โครงการออกแบบสถาปัตยกรรมยอดเยี่ยมประจำปี), Best Mixed-use Development (อาคารใช้งานแบบผสมยอดเยี่ยมประจำปี) เป็นต้น


ซึ่ง Think of Living เปิดโอกาสให้ทุกบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่สนใจสมัครเข้าร่วมประกวด โดยไม่เสียค่าสมัคร และแต่ละบริษัทฯ ที่เข้าร่วมสามารถส่งโครงการเข้าประกวดได้ไม่จำกัดอีกด้วย โดยผู้ผ่านเข้ารอบทั้ง 16 สาขา จะได้ร่วมโปรโมตโครงการในงาน Think of Living: Award Showcase ระหว่างวันที่ 24-27 พฤศจิกายน 2559 ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์


ด้านผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้าร่วมเป็นกรรมการในการตัดสินครั้งนี้ ได้แก่ รองศาสตราจารย์มานพ พงศทัต ศาสตราภิชาน อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ภาควิชาเคหการคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานหลักสูตร RE-CU, ผศ.ไกรทอง โชติวุฒิพัฒนา กรรมการผู้ตัดสิน และอาจารย์ประจำสาขาวิชา สถาปัตยกรรม และการวางแผน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระ จอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และนายอนุวัตร เฉลิมไชย แบรนด์ไดเร็คเตอร์ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจสามารถส่งโครงการเข้าร่วมการประกวดรางวัลด้านอสังหาริมทรัพย์ Think of Living : People Choice Award 2016 หรือ Think of Living PCA 2016 ได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2559 โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thinkofliving.com หรือ Facebook: ThinkofLiving

หลังจากคัดเลือกโครงการโดยคณะกรรมการเรียบร้อยแล้ว ทาง Think of Living จะเปิดให้ประชาชนโหวตเป็นครั้งแรกในงาน Living Expo 2016 by Think of Living ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 สิงหาคม 2559 ณ ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน และเริ่มให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปโหวตได้ในเว็บไซต์ ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน-7 พฤศจิกายน 2559 (โดยผู้สนใจสามารถโหวตก่อนในงาน Living Expo วันที่ 25 สิงหาคม) โดยสามารถติดตามข่าวได้จากทางเว็บไซต์เช่นกัน

 

ไทยเอาจริงลุยรถยนต์ไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ส.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680053

 

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุม ครม.ว่า โครงการรถยนต์ไฟฟ้าจะทำแบบค่อยเป็นค่อยไป และรัฐบาลยังสนับสนุนโครงการผลิตรถยนต์ต่างๆ ที่ได้ให้การสนับสนุนไปแล้วเหมือนเดิม ทั้งโครงการอีโคคาร์ รถยนต์ไฮบริด และโครงการโปรดักส์แชมเปี้ยนอย่างรถกระบะ เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ประกอบการที่ดำเนินการอยู่แล้ว แต่การเดินหน้าโครงการรถยนต์ไฟฟ้าก็เพื่อรองรับอนาคตในอีก 20 ปีข้างหน้า ที่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยและยังสั่งการให้กระทรวงคมนาคมเร่งจัดซื้อรถเมล์ไฟฟ้า 200 คัน ให้แล้วเสร็จภายใน พ.ย.นี้ ทั้งนี้ รัฐบาลจะทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการรถยนต์รายใหญ่และสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ให้เข้าใจถึงนโยบายการเดินหน้าโครงการรถไฟฟ้าว่าเป็นการดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งต้องใช้เวลาอีกนานกว่ารถไฟฟ้าที่ผลิตออกมาจะราคาถูกและเป็นที่นิยมของตลาด

ด้านนายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) เปิดเผยว่า ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการสนับสนุนตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมนำเสนอ 2 ส่วน คือ แผนส่งเสริมให้มีรถยนต์ไฟฟ้ามาขับเคลื่อนบนท้องถนนภายในเดือน พ.ย. ตามนโยบายนายกรัฐมนตรี โดย ครม.ให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เร่งจัดทำร่างทีโออาร์จัดซื้อรถเมล์ไฟฟ้า 200 คัน ให้กระบวนการจัดซื้อแล้วเสร็จโดยเร็ว และแผนส่งเสริมลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยส่วนนี้ ครม.ได้อนุมัติหลักการว่า บริษัทที่สนใจลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ต้องยื่นแผนการดำเนินงานในลักษณะแผนรวม (แพ็กเกจ) ประกอบด้วยแผนการลงทุนประกอบรถยนต์ไฟฟ้า และผลิตชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า เช่น แบตเตอรี่ มอเตอร์ ระบบการจ่ายไฟ.