หุ้นไทยปิดบวก 9.96 จุด ดัชนีที่ 1,507.47 จุด ซื้อขาย 52,637.53 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ส.ค. 2559 17:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680788

 

หุ้นไทยปิดบวก 9.96 จุด คิดเป็น 0.52% ดัชนีอยู่ที่ 1,507.47 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 52,637.53 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 3 ส.ค. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายบวก 9.96 จุด หรือคิดเป็น 0.67% ดัชนีอยู่ที่ 1,507.47 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 52,637.53 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน).

 

ทช. เร่งสร้างถนน กว่า 9 กิโล กระตุ้นธุรกิจท่องเที่ยว เขื่อนรัชชประภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ส.ค. 2559 16:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680501

 

ทางหลวงชนบท เร่งสร้างถนนสาย สฎ.3062 แยกทางหลวงหมายเลข 401-เขื่อนรัชชประภา สุราษฎร์ธานี ระยะทางกว่า 9 กม. หวังส่งเสริมการลงทุน-ธุรกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้มีศักยภาพ…

วันที่ 3 ส.ค. 59 นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และเพิ่มศักยภาพของท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาค ให้มีการสัญจรได้สะดวก ทาง ทช.จึงได้ดำเนินการก่อสร้างถนนสาย สฎ.3062 แยกทางหลวงหมายเลข 401-เขื่อนรัชชประภา อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระยะทางกว่า 9 กิโลเมตร ซึ่งการก่อสร้างถนนดังกล่าวทาง ทช. หวังว่าจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวบริเวณ เขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมทั้งส่งเสริมการลงทุนทางด้านธุรกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้เพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ ทช. แบ่งการก่อสร้างออกเป็น 2 ตอน โดยตอนที่ 1 เริ่มต้นก่อสร้างที่ กม.1+600 ไปสิ้นสุดการก่อสร้างที่ กม.9+590 ระยะทาง 7.990 กิโลเมตร ซึ่งก่อสร้างเป็นถนนผิวจราจรแบบแอสฟัลต์คอนกรีต ขนาด 2 ช่องจราจร พร้อมก่อสร้างทางจักรยาน ปรับปรุงภูมิทัศน์ และติดตั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่าง เครื่องหมายจราจรสิ่งอำนวยความปลอดภัย โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 113.800 ล้านบาท ปัจจุบันมีผลงานการก่อสร้างก้าวหน้ากว่า 60% ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างทางเท้าและทางจักรยาน คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จ ประมาณเดือน เม.ย. ปี 60

ส่วนตอนที่ 2 เริ่มต้นก่อสร้าง กม.ที่ 0+000 ถึง กม.ที่ 1+600 ระยะทาง 1.600 กิโลเมตร ก่อสร้างถนนเป็นผิวจราจรพาราแอสฟัลติกคอนกรีต ขนาด 2 ช่องจราจร และติดตั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่าง เครื่องหมายจราจรสิ่งอำนวยความปลอดภัย โดยใช้งบประมาณก่อสร้าง 38.483 ล้านบาท ปัจจุบันมีผลงานการก่อสร้างก้าวหน้ากว่า 57% ขณะนี้ อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างทางเท้า คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณเดือน ต.ค.นี้

 

ร.ฟ.ท. เพิ่มตู้รถไฟโดยสาร วันละ 200 ขบวน รองรับ ปชช. เดินทางลงประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ส.ค. 2559 15:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680663

 

ร.ฟ.ท. จัดเพิ่มตู้โดยสารรถไฟฟรี-เชิงพาณิชย์ อีกวันละ 200 ขบวน สนับสนุนการเดินทางให้ประชาชนไปลงคะแนนประชามติ 7 ส.ค. นี้ คาดรองรับได้ วันละ 10,000 คน …

เมื่อวันที่ 3 ส.ค.59 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนการเดินทางของประชาชนไปลงคะแนนประชามติร่างรัฐธรรมนูญ วันที่ 7 สิงหาคม ตามนโยบายของรัฐบาล ร.ฟ.ท. จึงได้จัดแผนอำนวยการ และสนับสนุนการเดินทางของประชาชน ด้วยการพ่วงตู้รถโดยสารรถไฟฟรี และรถไฟเชิงพาณิชย์ เพิ่มอีกวันละ 200 ขบวน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางของพี่น้องประชาชน ระหว่างสุดสัปดาห์ เป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่ 5-7 สิงหาคม 59

สำหรับการเพิ่มตู้โดยสารครั้งนี้ จะมีการเพิ่มในทุกขบวนที่เปิดให้บริการเดินรถ เส้นทางระยะไกล จากสถานีกรุงเทพ ไปเส้นทางสายเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และสายใต้ และจากต่างจังหวัด กลับกรุงเทพ ทั้งแบบขบวนรถปรับอากาศชั้น 1 ชั้น 2 และขบวนรถไฟชั้น 3 ตลอดจนขบวนรถไฟท้องถิ่น ที่เปิดให้บริการเดินรถระหว่างจังหวัดด้วย โดยรวมแล้ว จะมีการเพิ่มตู้โดยสารเฉลี่ยขบวนละ 2 คัน รองรับการเดินทางของประชาชนเพิ่มจากปกติได้ ไม่ต่ำกว่า 10,000 คนต่อวัน

นอกจากนี้ ร.ฟ.ท. จะมีการติดตามสถานการณ์การให้บริการเดินรถช่วงการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด หากพบว่า ขบวนที่เปิดให้บริการมีจำนวนไม่เพียงพอ ร.ฟ.ท. จะเพิ่มขบวนรถพิเศษทันที เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการเดินทาง

ทั้งนี้ ประชาชนที่ต้องการเดินทางโดยรถไฟในช่วงสุดสัปดาห์ แต่ยังไม่ได้จองตั๋วโดยสาร สามารถไปจองตั๋วได้ที่สถานีรถไฟทุกแห่งทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.railway.co.th

 

กนง.คงดอกเบี้ย 1.50% เอื้อฟื้น ศก. จับตาความเสี่ยงบาทแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ส.ค. 2559 15:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680687

 

ตามคาด!! กนง.คงดอกเบี้ย 1.50% เอื้อฟื้นตัว ศก. จากแรงขับเคลื่อนใช้จ่ายภาครัฐ ท่องเที่ยว-บริโภคขยายตัวดี แต่ลงทุนเอกชนยังต่ำ หวั่น ศก.โลกเปราะบาง พร้อมจับตาบาทแข็ง…

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ว่า คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปี เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ในระยะข้างหน้าจะมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากการประชุมครั้งก่อน จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่เงินเฟ้ออาจกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่เคยประเมินไว้เล็กน้อย เพราะแรงกดดันจากราคาพลังงานที่อาจต่ำกว่าคาด

ส่วนภาวะการเงินในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ กนง.จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการใช้จ่ายภาครัฐที่ทำได้ต่อเนื่องตามคาด และภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดี ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ตามรายได้ และความเชื่อมั่นของครัวเรือนในภาคเกษตรที่ปรับดีขึ้น แต่การลงทุนภาคเอกชนยังอยู่ในระดับต่ำ และการส่งออกสินค้ายังคงหดตัวตามเศรษฐกิจเอเชียที่ชะลอลงมากกว่าที่คาด

อย่างไรก็ตามในภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ แต่มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับการประชุมครั้งก่อน อาทิ ความไม่แน่นอนภายหลังการลงประชามติในสหราชอาณาจักร (Brexit) ปัญหาภาคการเงินในยุโรป และพัฒนาการทางการเมืองในต่างประเทศ ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าในระยะต่อไป ในขณะที่ความเสี่ยงในภาคการเงินจีนยังมีอยู่

ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ก.ค.ชะลอลงเล็กน้อยตามราคาอาหารสดเป็นสำคัญ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานทรงตัว โดย กนง.ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ยังคงมีแนวโน้มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย แต่ระยะเวลาอาจเลื่อนออกไปบ้าง ขึ้นอยู่กับทิศทางของราคาน้ำมันโลกเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในระดับต่ำ และการระดมทุนโดยรวมของภาคธุรกิจและสินเชื่อครัวเรือนยังขยายตัวได้ แม้ธุรกิจบางกลุ่มมีข้อจำกัดในการได้รับสินเชื่อ ขณะที่ค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมามีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักบางสกุล และอาจไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ซึ่งยังคงต้องติดตามความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงิน รวมทั้งพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น จากการที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน

“การรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายยังมีความสำคัญ เพราะในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง และความไม่แน่นอนของทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมากขึ้น ซึ่งในระยะต่อไป นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนปรนต่อเนื่อง และ กนง.พร้อมที่จะใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่มีอยู่อย่างเหมาะสม เพื่อให้ภาวะการเงินโดยรวมเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพการเงินของประเทศ”.

 

สถานีสนามไชย รถไฟฟ้าสีน้ำเงิน คืบหน้า 97% รฟม. จ่อเปิดให้ชม สิ้นปี 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ส.ค. 2559 14:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680447

 

ประธานบอร์ด รฟม. เผยการก่อสร้าง “สถานีสนามไชย” คืบหน้าแล้ว 97% ลั่น สิ้นปี 59 พร้อมเปิดให้ ปชช.เที่ยวชม ก่อนเปิดบริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ปี 62 มั่นใจ เป็นไฮไลต์ดึงดูดนักท่องเที่ยว …

วันที่ 3 ส.ค. 59 พลเอกยอดยุทธ บุญญาธิการ ประธานคณะกรรมการ รฟม. พร้อมด้วย นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการ รฟม. ได้นำคณะสื่อมวลชน ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างงานโยธา งานสถาปัตยกรรมตกแต่งภายในสถานี โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย ช่วงสนามไชย-ท่าพระ และงานออกแบบควบคุมการก่อสร้างเส้นทางใต้ดิน ช่วงสนามไชย-ท่าพระ

พลเอกยอดยุทธ กล่าวว่า การก่อสร้างรถไฟฟ้าสถานีสนามไชย มีความคืบหน้าการก่อสร้างเร็วกว่าแผน และสร้างไปแล้วกว่า 97% โดยคาดว่าภายในสิ้นปี 59 นี้ มีความเป็นไปได้ที่จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาเที่ยวชมก่อนที่จะมีการเปิดให้บริการจริงในปี 62 เบื้องต้น หากสถานีใดก่อสร้างทั้งโยธา และระบบเดินรถพร้อม ก็จะเปิดให้บริการก่อนเป็นช่วงๆ

ส่วนการจัดเก็บค่าโดยสารทั้งเส้นทางนั้น จะมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้บริการ และบริษัทเอกชนผู้รับสัมปทานเดินรถ เบื้องต้น ค่าโดยสารจะไม่เกินจากอัตราโครงสร้างค่าโดยสารของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเดิม โดยจะมีการคิดอัตราค่าแรกเข้าที่ 16 บาท สถานีต่อไปสถานีละ 2 บาท แต่ไม่เกิน 42 บาท เนื่องจากว่าเป็นเส้นทางการเดินรถอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ ความคืบหน้าในการให้บริการเดินรถ 1 สถานี ช่วงเตาปูน-บางซื่อ เพื่อเชื่อมการบริการระหว่าง รถไฟฟ้าสายสีม่วง กับ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน นั้น ขณะนี้ บอร์ด รฟม. ได้มีมติว่าจ้างด้วยวิธีพิเศษให้ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เป็นผู้ดำเนินการติดตั้งระบบและเดินรถไฟฟ้า ระหว่างสถานีบางซื่อ ของรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ไปยังสถานีเตาปูน ของรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-บางใหญ่ รวม 1 สถานี ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร วงเงินประมาณ 693 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนสามารถเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างสถานี โดยขั้นตอนหลังจากนี้ จะต้องนำเสนอกระทรวงคมนาคม เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดว่า BEM จะเริ่มติดตั้งระบบต่างๆ ได้ในเดือน ก.ย.นี้ แล้วเสร็จในเดือน ก.พ. ปีหน้า และเปิดให้บริการได้ไม่เกินเดือน มี.ค. 60

สำหรับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่มีการก่อสร้างและตกแต่งตามสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นนั้น จะมี 4 สถานี คือ สถานีสนามไชย การตกแต่งจะคล้ายกับท้องพระโรง เนื่องจากเป็นเขตเกาะรัตนโกสินทร์ สถานีวังบูรพา จะมีการตกแต่งวิถีชีวิตคนไทย สถานีวัดมังกรกมลวาส จะตกแต่งแนวจีนไชน่าทาวน์ เพราะมีชุมชนคนจีนอาศัย และสถานีอิสรภาพ

ทั้งนี้ การตกแต่งทั้ง 4 สถานี เชื่อมั่นว่า เมื่อเปิดให้บริการจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวและประชาชนได้สัญจรเดินทางและเที่ยวชมวิถีชีวิตชุมชนริมน้ำ ปากคลองตลาด-ท่าเตียน อย่างสะดวก

 

สรรพากร แจง ซื้อสินค้าโอทอป ไม่เกิน 1.5 หมื่น ลดหย่อนภาษีได้ตลอด ส.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ส.ค. 2559 13:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680567

 

สรรพากร แจงเงื่อนไข ซื้อสินค้า OTOP ที่ลงทะเบียนจากกรมการพัฒนาชุมชน ไม่เกิน 15,000 บาท ตลอดเดือน ส.ค. สามารถนำใบกำกับภาษีเต็มรูป ใช้สิทธิลดหย่อนได้ตามจำนวนจ่ายจริง

เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2559 นายสมชาย แสงรัตนมณีเดช รองอธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้ออกมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมสินค้าท้องถิ่นไทย โดยให้สิทธิผู้มีเงินได้สามารถนำเงินค่าซื้อสินค้าโอทอป ไปหักลดหย่อนในการคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาทนั้น ได้กำหนดให้ผู้มีเงินได้ที่ได้ซื้อสินค้าโอทอปจากผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษี มูลค่าเพิ่ม ในระหว่างวันที่ 1-31 ส.ค. 59 สามารถนำหลักฐานใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปไปใช้สิทธิหักลดหย่อนในการคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท โดยสินค้าดังกล่าวจะต้องเป็นสินค้าที่ลงทะเบียนจากกรมการพัฒนาชุมชนแล้ว

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับการยกเว้นภาษีในเรื่องดังกล่าว กรมสรรพากรจึงขอชี้แจง ดังนี้

1. ผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

– เป็นผู้มีเงินได้ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

– ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าซื้อสินค้าโอทอป ระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 31 ส.ค. 59 ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท โดยการได้รับยกเว้นภาษีดังกล่าวจะต้องนำไปหักเป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

– ต้องเป็นการซื้อสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (สินค้าโอทอป) ซึ่งได้ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชนแล้ว โดยซื้อจากผู้ขายที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

– สินค้าโอทอปดังกล่าว จะต้องเป็นสินค้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 เท่านั้น ส่วนสินค้าโอทอปที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 หรือที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มจะไม่ได้รับสิทธินำมาหักลดหย่อน

2. หลักฐานในการหักลดหย่อน

– ต้องได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร จากผู้ขาย

– กรณีรายการสินค้าในใบกำกับภาษีมีทั้งรายการสินค้าโอทอปและรายการสินค้าอื่น รวมอยู่ด้วยกัน ในส่วนที่เป็นสินค้าโอทอป ผู้ขายจะต้องระบุข้อความในใบกำกับภาษีไว้ในแต่ละรายการสินค้านั้นว่าเป็น สินค้าโอทอป หรือจัดทำเครื่องหมายแสดงในแต่ละรายการสินค้าที่เป็นสินค้าโอทอป โดยมีข้อความในใบกำกับภาษีว่าเครื่องหมายดังกล่าวหมายถึงสินค้าโอทอป

– กรณีสินค้าทุกรายการในใบกำกับภาษีเป็นสินค้าโอทอปทั้งหมด ผู้ขายอาจประทับตรายางที่มีชื่อผู้ขาย และมีข้อความว่า “สินค้าทุกรายการเป็นสินค้าโอทอป” โดยไม่ต้องระบุในแต่ละรายการสินค้าก็ได้

– ข้อความที่แสดงว่าเป็นสินค้าโอทอป เช่น “หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์” “OTOP” “โอทอป” หรือ “One Tambon One Product” เป็นต้น

สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัย สามารถดูรายละเอียดได้จากกฎกระทรวง ฉบับที่ 318 (พ.ศ. 2559) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 272) ลงวันที่ 1 ส.ค. 59 หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ทุกพื้นที่ และศูนย์บริการข้อมูลสรรพากร โทร.1161.

 

ขนส่งทางบก กำหนดให้รถรับ-ส่งนร.ทุกคัน ต้องมาขออนุญาตก่อนให้บริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ส.ค. 2559 12:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680402

 

กรมการขนส่งทางบก มุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานรถรับส่งนักเรียน กำหนดรถทุกคันต้องผ่านการรับรองจากโรงเรียนหรือสถานศึกษา และต้องได้รับอนุญาตก่อน พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพเพื่อความปลอดภัยสูงสุด หวังสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครอง…

เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2559 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบก ร่วมกับโรงเรียน สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบความปลอดภัยของรถโรงเรียนและรถรับส่งนักเรียนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสอบสภาพตัวรถและการให้บริการ ซึ่งที่ผ่านมายังพบปัญหาการนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาใช้รับส่งนักเรียน โดยไม่มีการปรับปรุงสภาพรถให้เหมาะสมและปลอดภัย รวมถึงมีการแก้ไขดัดแปลงสภาพตัวรถที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรง ดังนั้นเพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียนให้มีความปลอดภัยสูงสุด และมีระบบการตรวจสอบที่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวต่อว่า กรมการขนส่งทางบกได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในการอนุญาตให้ใช้รถรับจ้างรับส่งนักเรียนให้มีแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับสภาพวิถีชีวิตของชุมชนตามความเป็นจริง โดยอนุญาตให้นำรถที่จดทะเบียนเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน แต่ไม่เกิน 12 คน ทั้งรถสองแถวและรถตู้มาใช้เป็นรถรับส่งนักเรียนได้ โดยต้องมีการรับรองการใช้รถดังกล่าวจากโรงเรียนหรือสถานศึกษา ซึ่งต้องได้มาตรฐานตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด อาทิ ห้ามติดฟิล์มกรองแสงที่กระจกรอบคัน ที่นั่งผู้โดยสารต้องยึดแน่นอย่างมั่นคงแข็งแรง และต้องไม่มีพื้นที่สำหรับนักเรียนยืนในห้องโดยสารเด็ดขาด กรณีเป็นรถสองแถวต้องมีประตูและที่กั้นป้องกันนักเรียนตก ส่วนรถตู้ต้องจัดวางที่นั่งเป็นแถวตอนตามความกว้างของตัวรถเท่านั้น โดยต้องนำรถเข้าตรวจสอบ ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดที่โรงเรียนหรือสถานศึกษาตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ ซึ่งจะได้รับอนุญาตเป็นครั้งคราว คือ ครั้งละ 1 ภาคการศึกษาเท่านั้น

นายสนิท กล่าวอีกว่า รถรับส่งนักเรียนทุกคันที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกต้องติดแผ่นป้ายพื้นสีส้ม มีข้อความตัวอักษรสีดำว่า “รถโรงเรียน” ติดอยู่ด้านหน้าและด้านท้ายของรถให้เห็นชัดเจน มีไฟสัญญาณสีเหลืองอำพันหรือสีแดงเปิดปิดเป็นระยะติดไว้ที่ด้านหน้าและด้านท้ายของรถ เพื่อให้รถคันอื่นมองเห็นได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน พร้อมมีอุปกรณ์ส่วนควบตามที่กำหนด ต้องมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นกรณีฉุกเฉิน เช่น เครื่องดับเพลิง ค้อนทุบกระจก วัสดุภายในรถส่วนของผู้โดยสารต้องไม่มีส่วนแหลมคม ทางประตูทางขึ้นลงหรือเป็นช่องเปิดต้องมีความปลอดภัย ห้ามมีที่ยืนบนรถ โครงสร้างหลังคามั่นคงแข็งแรง

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวด้วยว่า ที่สำคัญผู้ขับรถโรงเรียนต้องได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ หรือเป็นผู้ขับรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ซึ่งต้องไม่เคยมีประวัติเสียหายอันเกิดจากการขับรถมาก่อน รวมถึงต้องมีผู้ควบคุมดูแลนักเรียน ซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ประจำอยู่ในรถตลอดเวลาที่ใช้รับส่งนักเรียน เพื่อดูแลความปลอดภัยให้นักเรียนตลอดการรับส่ง หากพบการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดสั่งเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้ใช้รถทันที และไม่สามารถขออนุญาตได้อีกจนกว่าจะพ้น 1 ปีไปแล้ว โดยให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศประสานความร่วมมือกับสถานศึกษาในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลรถโรงเรียนและรถรับส่งนักเรียนร่วมกันอย่างเข้มงวด เพื่อยกระดับความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ปกครอง.

 

‘พิชัย’ เตือน สัญญาณอันตราย ลงทุนต่างประเทศทรุดหนักรอบ 10 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ส.ค. 2559 11:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680428

 

พิชัย นริพทะพันธ์ุ อดีต รมว.พลังงาน เตือน สัญญาณอันตราย การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทรุดหนัก ต่างชาติหมดความมั่นใจ เย้ย ผลงาน 10 เดือน การลงทุนโดยตรงทรุดหนักสุดในรอบ 10 ปี…

เมื่อวันที่ 3 ส.ค.59 นายพิชัย นริพทะพันธ์ุ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย แถลงว่า ยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของไทยในครึ่งแรกของปีนี้ลดลงเหลือเพียง 1.21 หมื่นล้านบาทเท่านั้น หรือลดลงเฉียด 100% ของปีก่อน ถือว่าต่ำสุด เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปีที่แล้วการลงทุนจากต่างประเทศหายไป 90% แล้ว ปีนี้กลับยิ่งหนักกว่าปีที่แล้ว และนี่หรือที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ บอกว่าทำงาน 10 เดือน ดีกว่ารัฐบาลในอดีตทำมา 5 ปี น่าจะเป็น ทำงาน 10 เดือนแย่สุดใน 10 ปีมากกว่า และใครกันแน่ที่ควรเปิดหูเปิดตาดูความจริง เพราะท่านน่าจะทราบดีว่า การลงทุนจากต่างประเทศที่หดหาย จะทำให้อนาคตของเศรษฐกิจไทยย่ำแย่อย่างแน่นอน ซึ่งได้เคยเตือนไว้แล้วหลายครั้ง และแสดงว่านักลงทุนต่างประเทศไม่เหลือความมั่นใจต่อรัฐบาลและ คสช. อีกแล้ว หากร่างรัฐธรรมนูญยังไม่อาจฟื้นฟูความมั่นใจจากต่างประเทศได้ เศรษฐกิจไทยจะต้องมีปัญหาอย่างมากในอนาคตแน่ จึงอยากให้ประชาชนคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจในการลงประชามติ อย่าหลงเชื่อวาทกรรมว่า เพื่อป้องกันนักการเมืองทุจริต ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าอาจจะมีจริง แต่ต้องถามว่าปัจจุบันการทุจริตน้อยกว่านักการเมืองหรือไม่ แถมยังไม่สามารถตรวจสอบได้ ที่จับได้แน่ๆ และมีใบเสร็จอย่าง GT200 ก็ยังดำเนินคดีกับผู้รับผิดชอบไม่ได้

ดังนั้น การทุจริตจึงเป็นปัญหาของสังคมไทย ไม่ใช่ปัญหาทางการเมือง ซึ่งต้องหาวิธีแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยการตรวจสอบและการลงโทษได้อย่างแท้จริง แต่ถ้าหากความมั่นใจของต่างประเทศและการลงทุนหดหายเช่นนี้ ประเทศไทยจะเสียหายมากกว่า เพราะปัญหาทางเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้น เช่น การส่งออกจะลดลงอีก การว่างงานจะเพิ่ม ฯลฯ และปัญหาสังคมจะตามมาอีกมากอย่างแน่นอน.

 

นายกฯ กดปุ่มสร้างมอเตอร์เวย์หมายเลข 6 บางปะอิน–นครราชสีมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ส.ค. 2559 11:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680393

 

‘บิ๊กตู่’ กดปุ่มสร้างมอเตอร์เวย์ หมายเลข 6 สายบางปะอิน – สระบุรี – นครราชสีมา หวังแก้ไขปัญหาจราจรติดขัด เสริมศักยภาพท่องเที่ยวและระบบโลจิสติกส์ คาดประชาชนใช้บริการได้ปี 2563…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2559 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มาเป็นประธานพิธีเริ่มการก่อสร้างโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 6 สายบางปะอิน – สระบุรี – นครราชสีมา โดยมีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง และนายวิเชียร พุฒิวิญญู ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ร่วมในพิธี ณ บริเวณหลักกิโลเมตร ที่ 99 ถนนพหลโยธิน อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ทั้งนี้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน – สระบุรี – นครราชสีมา มีระยะทางประมาณ 196 กิโลเมตร และเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองจากกรุงเทพมหานคร – หนองคาย ซึ่งมีระยะทางรวมทั้งสิ้น 535 กิโลเมตร

ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน – สระบุรี – นครราชสีมา จะเป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงกรุงเทพมหานครกับศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านในบริเวณพื้นที่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และเป็นการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาต่างๆ ที่กำหนดไว้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โครงการก่อสร้างฯ มีแนวเส้นทางเริ่มต้นที่บริเวณจุดเชื่อมต่อกับทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 กับทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ที่บริเวณทางแยกต่างระดับบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นแนวเส้นทางใหม่ขนานไปกับทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) และทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) และมีจุดสิ้นสุดบรรจบกับทางเลี่ยงเมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 2

ผ่านพื้นที่ 3 จังหวัด 12 อำเภอ ได้แก่ จ.พระนครศรีอยุธยา (อ.บางปะอิน อ.วังน้อย อ.อุทัย) (จ.สระบุรี) อ.หนองแค อ.เมืองสระบุรี อ.แก่งคอย อ.มวกเหล็ก (จ.นครราชสีมา) อ.ปากช่อง อ.สีคิ้ว อ.สูงเนิน อ.ขามทะเลสอ และ อ.เมืองนครราชสีมา รวมระยะทางประมาณ 196 กิโลเมตร สำหรับการก่อสร้างแบ่งเป็น 2 ช่วง ใน 2 รูปแบบ ได้แก่ ช่วงที่ 1 ก่อสร้างเป็นทางหลวงพิเศษขนาด 6 ช่องจราจร จากบางปะอิน (กม.0+000) ถึง อ.ปากช่อง (กม.103+000) ระยะทาง 103 กิโลเมตร และ ช่วงที่ 2 ก่อสร้างเป็นทางหลวงพิเศษขนาด 4 ช่องจราจร จาก อ.ปากช่อง (กม.103+000) ถึง นครราชสีมา (กม.196+000) ระยะทาง 93 กิโลเมตร

โดยมีรูปแบบการก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นทางระดับพื้น แต่จะมีทางยกระดับ 4 ช่วง ได้แก่ ช่วงทางเลี่ยงเมืองสระบุรี (ระหว่าง กม.40+300 – 47+000) ระยะทาง 7 กิโลเมตร, ช่วงพื้นที่สัมปทานปูนซีเมนต์ TPI (ระหว่าง กม.69+000 – 75+700) ระยะทาง 5.5 กิโลเมตร, ช่วงเขาตาแป้น (ระหว่าง กม.81+600 – 85+250) ระยะทาง 2.3 กิโลเมตร และช่วงเลียบอ่างเก็บน้ำลำตะคอง (ระหว่าง กม.125+400 –143+040) ระยะทาง 17.3 กิโลเมตร รวมระยะทางที่ก่อสร้างเป็นทางยกระดับทั้งสิ้น 32.1 กิโลเมตร อย่างไรก็ตามทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 นั้นจะมีเขตแนวเขตทาง 70 เมตร ความกว้างช่องจราจร ช่องละ 3.60 เมตร ขนาด 4 ช่องจราจร และ 6 ช่องจราจร มีการควบคุมการเข้า – ออกแบบสมบูรณ์ (รั้วกั้น) ตลอดทาง โดยใช้ระบบเก็บค่าผ่านทางระบบปิด (บันทึกข้อมูล/รับบัตรที่ด่านขาเข้า และจ่ายค่าผ่านทางตามระยะที่ด่านขาออก) ซึ่งมีด่านจัดเก็บค่าผ่านทางทั้งหมด จำนวน 9 ด่าน ได้แก่ ด่านบางปะอิน ด่านวังน้อย ด่านหินกอง ด่านสระบุรี ด่านแก่งคอย ด่านมวกเหล็ก ด่านปากช่อง ด่านสีคิ้ว และด่านนครราชสีมา

มีจุดทางแยกต่างระดับที่เชื่อมต่อกับทางหลวง จำนวน 9 แห่ง ได้แก่ ทางต่างระดับบางปะอิน ทางต่างระดับวังน้อย ทางต่างระดับหินกอง ทางต่างระดับสระบุรี ทางต่างระดับแก่งคอย ทางต่างระดับมวกเหล็ก ทางต่างระดับปากช่อง ทางต่างระดับสีคิ้ว และทางต่างระดับนครราชสีมา รวมทั้งพื้นที่บริการทางหลวง จำนวน 8 แห่ง ประกอบด้วย ที่พักริมทางหลวง (Rest Area) จำนวน 5 แห่ง สถานีบริการทางหลวง (Service Area) จำนวน 2 แห่ง และศูนย์บริการทางหลวง (Service Center) จำนวน 1 แห่ง

นอกจากนี้ กรมทางหลวงยังมีแนวทางที่จะเปิดโอกาสให้เอกชนมีส่วนร่วมลงทุนการบริหาร จัดการ และงานบำรุงรักษา (Operation and Maintenance: O&M) ตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 ด้วยรูปแบบ PPP Gross Cost หรือ DBFMO (Design, Build, Finance, Maintainand Operated) เพื่ออำนวยความสะดวก ปลอดภัย และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการประชาชนผู้ใช้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองให้เป็นมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตามโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน – สระบุรี – นครราชสีมา ใช้วงเงินลงทุนรวม 84,600 ล้านบาท ประกอบด้วยวงเงินค่าก่อสร้าง 77,970 ล้านบาท และวงเงินค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 6,630 ล้านบาท

เมื่อโครงการนี้แล้วเสร็จจะช่วยเสริมศักยภาพด้านคมนาคมขนส่งทางถนนและระบบโลจิสติกส์ รวมทั้งแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดบนทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) และทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลหรือวันหยุดยาวที่มีปริมาณการจราจรหนาแน่น ซึ่งจะเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้บริการในเส้นทางนี้ และยังเสริมศักยภาพการขนส่งทางถนน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ ช่วยกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค และส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศได้มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กรมทางหลวงได้ดำเนินงานตามนโยบายเร่งรัดการดำเนินโครงการของรัฐบาล ซึ่งโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน – สระบุรี – นครราชสีมา เป็นหนึ่งในโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานภายใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ และเป็น 1 ใน 20 โครงการสำคัญเร่งด่วนของกระทรวงคมนาคม ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของไทย พ.ศ.2558–2565 และคาดว่าจะเปิดให้บริการภายในปี พ.ศ. 2563.

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 100 รูปพรรณขายบาทละ 22,950

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ส.ค. 2559 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680361

 

ราคาทองวันที่ 3 ส.ค. 59 เปิดตลาดขึ้น 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,350 ขายออกบาทละ 22,450 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,951.68 ขายออกบาทละ 22,950 บาท…

วันที่ 3 ส.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.26 น. ปรับเพิ่มขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,350.00 บาท ขายออกบาทละ 22,450.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,951.68 บาท ขายออกบาทละ 22,950.00 บาท