“ไดเวอร์ซิไฟด์” พร้อมจัดงานแฟรนไชส์ใหญ่สุดในภูมิภาค!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681118

 

นายกวิน กิตติบุญญา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไดเวอร์ซิไฟด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า มีความพร้อมสำหรับการจัดงานแสดงนานาชาติใหญ่ที่สุดแห่งปี จัดขึ้นภายใต้แนวคิด One Stop Shop Hotel/ Retail Solutions งานแรกคืองานแสดงแฟรนไชส์ใหญ่ที่สุดในอาเซียน TFBO 2016 ปีที่ 12 มีแฟรนไชส์มาร่วมงาน 170 แบรนด์จาก 10 ประเทศให้เลือกลงทุน ผลตอบแทนสูงเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร งานที่สองงาน TRAFS 2016 งานแสดงอุปกรณ์ วัตถุดิบ โรงแรม ร้านอาหาร กาแฟ เบเกอรี่และไอศกรีม อันดับ 1 ของไทย มีผู้แสดง 500 แบรนด์จาก 30 ประเทศทั่วโลก พบห้องจำลองบาร์เสมือนจริง (Simulated Bar)/เรียนฟรีการสอนทำอาหารและเครื่องดื่มโดยเชฟชื่อดัง/การแข่งขันทำอาหาร/การแข่งขันปูเตียง/การแข่งขันสุดยอดบาร์เทนเดอร์ และ Barista Village เป็นต้น

นายกวินกล่าว่า สำหรับงานที่สามงาน ASEAN Retail 2016 งานแสดงนานาชาติสำหรับธุรกิจค้าปลีก เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกในประเทศ ในระหว่างวันที่ 4-7 ส.ค.นี้ ที่ศูนย์ไบเทค กรุงเทพฯ.

 

นับถอยหลังประชามติ 7 ส.ค. รับ-ไม่รับร่าง รธน. ชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680777

 

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ นั่นคือ การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ถึงเวลาที่คนไทยต้องตัดสินอนาคตร่วมกัน กับ 2 ประเด็นคำถาม ที่ ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงจะต้องเตรียมตัวไปออกเสียง

1.ให้ความเห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช … อันมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ทั้งฉบับ

2.ให้ความเห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบ ประเด็นคำถามพ่วงเพิ่มเติมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”

คำถามสำคัญในเวลานี้ ใครหลายคนอาจมีความกังวลไม่น้อยว่า ประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงประชามติของไทย จะมีผลกระทบอะไรเกิดขึ้นบ้างเหมือนกับผลการลงประชามติของ “สหราชอาณาจักร” ที่ประชาชนส่วนใหญ่ลงความเห็น ขอออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวกระทบต่อตลาดเงิน ตลาดทุน และเศรษฐกิจทั่วโลกมาแล้ว


อย่าลืม! 7 ส.ค. ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

สำหรับประเทศไทยจะเป็นอย่างไร “ทีมข่าวเศรษฐกิจไทยรัฐออนไลน์” ได้รวบรวม และสรุปความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการ และผู้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงเศรษฐกิจและการลงทุน ดังนี้…

ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ผลของประชามติรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไรนั้น จะไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะสั้นเฉพาะหน้า ทั้งบวกและลบ จึงยืนยันการคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ไว้ที่ระดับ 3.2-3.5% ไม่เปลี่ยนแปลง โดยปรับเพิ่มการเติบโตของการลงทุนภาครัฐและการกระเตื้องขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน ภาคการท่องเที่ยวดีกว่าคาดการณ์เล็กน้อย ส่วนภาคส่งออกน่าจะติดลบตามที่คาดการณ์ไว้เดิม (-1) – (-2)%

ส่วนผลของประชามติรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงจะส่งผลกระทบต่อประเทศในระยะปานกลางและระยะยาวขึ้นอยู่กับว่าผลของประชามติออกมาอย่างไร ซึ่งผลของประชามติสามารถเป็นไปได้ 4 กรณี

กรณีรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ คำถามพ่วงผ่าน ต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งและวิกฤตการณ์ ประเด็นที่มานายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งได้ ส่งผลลบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในปีหน้า

กรณีรัฐธรรมนูญผ่านประชามติและคำถามพ่วงไม่ผ่าน สามารถจัดการการเลือกตั้งตามโรดแม็ป และต้องเปิดกว้างในการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ รวมทั้งยุทธศาสตร์ชาติให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม

กรณีรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน คำถามพ่วงไม่ผ่าน จะต้องเริ่มร่างรัฐธรรมนูญใหม่หากได้กระบวนการร่าง สามารถระดมการมีส่วนร่วมมากขึ้น ได้รัฐธรรมนูญที่ดีกว่าเดิม จะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจและการลงทุนมากกว่า

กรณีรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คำถามพ่วงผ่านประชามติ มีความเป็นไปได้น้อย แสดงว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้ยึดมั่นหลักการนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งที่วีรชนประชาธิปไตยได้เสียสละชีวิต เมื่อเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ไปแล้ว


ผลของประชามติรัฐธรรมนูญ ยังไม่มีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระยะสั้น

หากเสียงประชามติออกมาเป็นเอกฉันท์ฝ่ายรับและฝ่ายไม่รับมีคะแนนแตกต่างกันอย่างชัดเจน จะเป็นผลดีต่อประเทศและเศรษฐกิจมากกว่าเสียงออกมาก้ำกึ่ง ซึ่งสะท้อนว่า สังคมยังมีความขัดแย้งสูงและยังไม่มีฉันทามติในการกำหนดทิศทางของประเทศอย่างชัดเจน

หากเสียงประชามติมีความเป็นเอกฉันท์ การจัดการการลงประชามติโปร่งใสและเรียบร้อย ผลออกมาแล้วทุกคนยอมรับเสียงข้างมาก ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปได้ และไม่สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่รออยู่ข้างหน้า

กรณีรับร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นเอกฉันท์ ก็เดินหน้าไปตามโรดแม็ป กรณีไม่รับเป็นเอกฉันท์ ไม่ควรนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติมาเป็นแนวทางในการร่างใหม่ ควรใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 หรือ 2550 มาเป็นแนวทาง แล้วจัดเตรียมร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยกว่าเดิม ทั้งเนื้อหารัฐธรรมนูญและกระบวนการร่าง


แต่หากผลประชามติ มีเสียงก้ำกึ่งกันมาก ไม่ว่ารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ข้อเสนอเพื่อความมีสันติธรรมและกลับคืนประชาธิปไตยด้วยความเรียบร้อย ดังนี้ กรณีไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและผลประชามติออกมาเสียงก้ำกึ่งกัน ต้องไปแสวงหาประเด็นเนื้อหาว่าเป็นเรื่องใดบ้าง เช่น ที่มาของนายกรัฐมนตรี ที่มา ส.ว. ดุลยภาพทางอำนาจ ระบบและกลไกในการจัดการปัญหาการทุจริต

รวมทั้ง ประเด็นเรื่องระบบสวัสดิการของรัฐว่าควรเป็นสิทธิของประชาชน หรือ เป็นเพียงสิ่งที่รัฐบาลจัดให้ ภารกิจการปฏิรูปประเทศ เป็นภารกิจที่ต้องใช้เวลายาวนานจึงบรรลุเป้าหมาย กระบวนการปฏิรูปจำเป็นต้องเปิดให้เกิดการมีส่วนร่วมจากประชาชนทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ และควรเป็นกระบวนการที่ยึดถือหลักการประชาธิปไตย


รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์

ขณะที่ รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโทการจัดการภาครัฐและเอกชน (MPPM) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ให้ความเห็นว่า หากผลประชามติออกมาว่า ไม่รับร่าง ก็จะดำเนินการนำรัฐธรรมนูญฉบับเก่ามาปรับใหม่เพื่อเสนอ สนช. โดยปลายทางของทั้ง 2 ขั้นตอนนั้นผลที่ได้คือการเลือกตั้ง ตามโรดแมปที่ คสช. ได้วางไว้ แน่นอนว่า เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดข้ึน ก็จะส่งผลให้เกิดประชาธิปไตยเต็มใบ

ส่วนจะส่งผลกระทบอย่างไรกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยหรือไม่นั้น มองว่า อาจจะกระทบกับการลงทุนในตลาดหุ้นในเชิงจิตวิทยา ระยะสั้นก็อาจจะทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงบ้าง แต่เมื่อมีความชัดเจนหลังวันที่ 7 ส.ค. บรรยากาศการลงทุนก็จะกลับมา โดยปัจจัยภายนอกยังถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการลงทุนในหุ้นไทย หากมองไปยังตลาดหุ้นยุโรป และตลาดหุ้นอังกฤษ รวมถึงตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market)นั้น จะพบว่า การลงทุนในตลาดเอเชียรวมถึงหุ้นไทยยังให้ผลตอบแทนที่ดีอยู่

“สิ่งที่อยากให้รัฐบาลเร่งให้ความสำคัญ คือ การลงทุนของภาครัฐ เนื่องจากเมื่อปลายปี 2558 มีการลงนามร่วมกันในกลุ่มประเทศ AEC ซึ่งมีเงื่อนไข ระบุว่า รัฐบาลใน AEC ต้องอนุมัติให้มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมถนนหนทางกันในระหว่างประเทศ AEC แน่นอนว่าประเทศไทยจะได้ผลประโยชน์อย่างแน่นอนเพราะไทยถือเป็นศูนย์กลางของ AEC” รศ.ดร.มนตรี กล่าว

นอกจากนี้ เม็ดเงินที่รัฐบาลอนุมัติไปเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจำนวน 2 ล้านล้านนั้น ปัจจุบันก็ยังไม่เป็นรูปธรรม หากมีการนำเงินในส่วนนี้เข้ามาเบิกจ่ายในการลงทุนจะทำให้บรรยากาศ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ เช่น เกิดการจ้างงาน เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบ ซึ่งที่ผ่านมากำลังการผลิตของเอกชนก็ค่อนข้างชะลอตัว แต่หากมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานน่าจะทำให้การผลิตของเอกชนเพิ่มขึ้นได้ 100%


ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์

ทางด้าน ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST กล่าวว่า การลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ตลาดจะจับตามอง แต่ถือว่าเป็นการทำให้เกิดความชัดเจนอย่างในทางการเมือง ซึ่งไม่ว่าผลการลงประชามติจะออกมาเป็นอย่างไรจะรับร่างหรือไม่รับก็ตาม เรามองว่าจะไม่ส่งผลให้ตลาดหุ้นขึ้นหรือลงอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ตลาดเกิดมีทิศทางที่ชัดเจนในสัปดาห์ถัดไป (8-12 ส.ค.)

ทั้งนี้ แม้ว่าตลาดจะมีความชัดเจนแล้วหลังทราบผลการลงประชามติ แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอดูปัจจัยพื้นฐานนั่นคือ ตัวเลขผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ถ้าตัวเลขที่ออกมาไม่ได้สนับสนุนตลาดมากนัก ดัชนีตลาดก็จะเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 1,480-1,550 จุด ดังนั้น นักลงทุนต้องจับตามองเรื่องตัวเลขของบริษัทจดทะเบียนกล่าวด้วย

ขณะเดียวกัน อีกเรื่องที่ต้องจับตาดูคือ ราคาน้ำมัน เพราะเป็นปัจจัยหลักต่อทิศทางของตลาดหุ้นไทย ดังนั้นถ้าราคาน้ำมันยังไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นก็อาจส่งผลให้ตลาดปรับตัวลงได้ แต่หากราคาน้ำมันดีดตัวกลับขึ้นไปที่ระดับ 40-45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ดัชนีตลาดอาจปรับตัวขึ้นมาทดสอบที่ระดับ 1,520-1,550 ได้

ส่วน ผศ.ดร.พรเทพ เบญญาอภิกุล รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็นขั้นตอนหนึ่ง เพื่อรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหากผลประชามติออกมาว่าไม่รับร่าง ในระยะสั้น คงไม่ได้กระทบอะไรในแง่ของเศรษฐกิจมากนัก แต่อาจสะท้อนความไม่มั่นใจของต่างชาติในระยะยาว

ในขณะเดียวกัน หากผลประชามติออกมาว่า รับร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นเอกฉันท์ ถ้าเป็นแง่ความเชื่อมั่นคงไม่ได้มากขึ้นจากเดิม แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่า ทางรัฐบาล คสช. น่าจะมีบทบาททางการเมืองไปอีกหลายปี ได้เดินหน้าตามโรดแม็ปที่วางไว้ ไม่สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ


ดร.สมชัย อมรธรรม

ด้าน ดร.สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM กล่าวว่า การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ไม่น่าจะส่งผลกระทบกับตลาดหุ้นไทยเท่าใดนัก ซึ่งมีบ้างที่นักลงทุนภายในประเทศจะกังวลกับข่าวที่เกิดขึ้น ทั้งนี้จะเห็นว่าในช่วงที่ผ่านมาเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (fundflow) ไหลเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยค่อนข้างมาก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยผ่านจุดที่ชะลอตัวต่ำสุดไปแล้ว และกำลังเข้าสู่ช่วงเดินหน้าพัฒนาด้วยนโยบายต่างๆ ที่เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ได้มีเพียงประเทศไทยอย่างเดียว แต่รวมถึงตลาดเกิดใหม่ (Emerging markets) ทั่วภูมิภาคเอเชียที่ให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market)

สำหรับปัจจัยที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยพัฒนาต่อจากนี้ คือ การบริโภคในประเทศ เนื่องจากการเข้าสู่ฤดูฝน ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรเริ่มกลับเข้าสู่ตลาด กระตุ้นการใช้จ่ายของภาคการเกษตร เม็ดเงินจึงไหลเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งช่วงต้นปีที่ผ่านมาไทยพึ่งพิงการท่องเที่ยวเป็นหลัก ขณะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะกระตุ้นภาคเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะเห็นการเบิกจ่ายเงินโครงการต่างๆ ในช่วงปลายปีนี้เป็นต้นไป


ทั้งหมดนี้ เป็นการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ท้ายที่สุด เราในฐานะคนไทยควรพิจารณาข้อมูลต่างๆ ให้ครบถ้วน รอบด้าน ทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้าน ก่อนตัดสินใจ อย่าลืมว่า อนาคตของประเทศไทยอยู่ในมือพวกเราทุกคน.

 

คลังขานรับคืน “แวต” ในห้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681112

 

นายกลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะคณะทำงานสานพลังประชารัฐด้านท่องเที่ยวและไมซ์ กล่าวว่า หลังจากที่คณะทำงานสานพลังประชารัฐด้านท่องเที่ยวและไมซ์นำโดยนายชนินทธ์ โทณวณิก หัวหน้าคณะทำงาน เข้าหารือกับนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เพื่อนำเสนอโครงการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวให้มาจับจ่ายสินค้าในประเทศไทยมากขึ้น ด้วยการจัดบริการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ จุดขาย เช่น ในห้างสรรพสินค้าต่างๆ ได้ทันทีหลังจากมีการซื้อขาย ทางกระทรวงการคลังเห็นชอบในหลักการแล้ว แต่มีข้อติดขัดเรื่องการปฏิบัติ เนื่องจากกังวลเรื่องจะมีบุคคลที่หาประโยชน์แฝงในการซื้อสินค้าแบบไม่เสียภาษี แต่ไม่มีการนำสินค้าออกนอกประเทศจริงเหมือนกับนักท่องเที่ยวทั่วๆไป

ดังนั้น จึงมีข้อเสนอให้พิจารณารูปแบบการขอคืนภาษีสำหรับนักท่องเที่ยวที่ประเทศอังกฤษนำมาใช้ โดยกำหนดให้นักท่องเที่ยวระบุหมายเลขบัตรเครดิตลงไปด้วย หากการตรวจสอบที่สนามบินก่อนเดินทางออกไม่สามารถนำสินค้ามาแสดงเป็นหลักฐานได้ ก็สามารถเรียกเงินภาษีคืนจากบัตรเครดิตได้ภายใน 10 วันหลังทำการซื้อของไป โดยกระทรวงการคลังเห็นชอบ แต่อยากให้มีการตั้งคณะทำงานศึกษาในรายละเอียดและวางแผนดำเนินการต่อไป เชื่อว่าจะช่วยดึงผู้ประกอบการให้เข้ามาจดทะเบียนในระบบการเสียภาษีให้ถูกต้องได้มากขึ้น โดยเฉพาะร้านค้าท้องถิ่นตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 04/08/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681022

 

“ดอยคำ” ปั้นแบรนด์ขยายฐานลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681108

 

นายสรภัส สุตเธียรกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ “ดอยคำ” เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ จะเน้นสร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น หลังปรับตราสัญลักษณ์สินค้าและบรรจุภัณฑ์ใหม่ เพื่อให้ภาพลักษณ์สินค้ามีความทันสมัยและพรีเมียมมากขึ้น เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆเพิ่มขึ้น รวมถึงต้องการสร้างแบรนด์ “ดอยคำ” สู่ระดับสากลมากขึ้นด้วย

“กลุ่มเป้าหมายเดิมของดอยคำ เป็นผู้บริโภคที่มีอายุประมาณ 35 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นผู้มีกำลังซื้อสูง แต่หลังปรับเปลี่ยนโลโก้และแพ็กเกจจิ้งใหม่ ต้องการขยายตลาดและสื่อสารไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีอายุน้อยลง หรือกลุ่มแมสทีจ ที่มีการใช้จ่ายสูง โดยการทำตลาดจะเน้นสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อเจาะตรงถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย”

ทั้งนี้ ในอีก 2 ปี บริษัทจะทุ่มงบกว่า 1,000 ล้านบาท สร้างโรงงานใหม่ ที่ อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ ซึ่งจะมีขนาดใหญ่กว่า 3 โรงงานเดิม คือโรงงาน การผลิต อ.ฝาง จ.เชียงใหม่, โรงงานการผลิต อ.แม่จัน จ.เชียงราย และโรงงานการผลิต อ.เต่างอย จ.สกลนคร เพื่อให้รองรับความต้องการของตลาดและธุรกิจที่อาจเติบโตสูงขึ้นในอนาคต

นายสรภัสกล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้วางจำหน่ายสินค้าผ่านแทบจะทุกช่องทาง แต่การเติบโตส่วนใหญ่มาจากห้างค้าปลีกสมัยใหม่ 70% ซึ่งแผนจากนี้ไป จะขยายการขายในรูปแบบอื่นๆเพิ่มขึ้น

“แม้สภาพเศรษฐกิจจะมีปัญหา แต่ตลาดน้ำผลไม้ยังเติบโตดีต่อเนื่อง เป็นผลจากคนไทยให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ ปัจจุบันน้ำผลไม้ระดับกลางและพรีเมียมมีมูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท ดอยคำมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ 20% เป็นอันดับ 3 โดยมีทิปโก้ เป็นผู้นำตลาดอันดับ 1 อันดับ 2 คือ มาลี ตั้งเป้าสิ้นปี 2559 บริษัททำยอดขายแตะ 1,800 ล้านบาท เติบโต 15% จากปี 2558 ที่ทำยอดขายได้ 1,480 ล้านบาท”.

 

รฟม. แจ้งเบี่ยงจราจร หน้า ธ.ไทยพาณิชย์ สนง.ใหญ่ ตั้งแต่ 5 ส.ค.-5 ต.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ส.ค. 2559 21:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680867

 

รฟม. แจ้งเบี่ยงจราจรบนถนนรัชดาภิเษก บริเวณธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ เพื่อดำเนินการก่อสร้างเพิ่มพื้นผิวจราจรฝั่งขาออก โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) ช่วงหมอชิต–สะพานใหม่–คูคต เป็นเวลา 60 วัน ตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค. ถึง 5 ต.ค.59 เวลา 22.00–05.00 น.

วันที่ 3 ส.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับจ้างก่อสร้างงานโยธา โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) ช่วงหมอชิต–สะพานใหม่–คูคต สัญญาที่ 1 จะดำเนินการก่อสร้างเพิ่มพื้นผิวจราจรฝั่งขาออก บริเวณธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องเบี่ยงการจราจร บนถนนรัชดาภิเษกฝั่งขาออก (ชิดบาทวิถี) จำนวน 1 ช่องทาง ทำให้มีช่องทางการจราจรฝั่งขาเข้าคงเหลือ 3 ช่องทาง และฝั่งขาออกคงเหลือ 1 ช่องทาง เป็นระยะเวลาประมาณ 60 วัน ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม 2559 ถึงวันพุธที่ 5 ตุลาคม 2559 ตั้งแต่เวลา 22.00–05.00 น.

ทั้งนี้ การเบี่ยงการจราจรเพื่อการดำเนินการก่อสร้าง อาจทำให้ผู้ใช้เส้นทางไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง และอาจจะมีเสียงดังรบกวนในวันเวลาดังกล่าว ดังนั้น หากไม่มีความจำเป็น โปรดหลีกเลี่ยงเส้นทาง

 

ชี้ธุรกิจสตาร์ทอัพการศึกษา หนุนอาชีพครูไทย มีรายได้เพิ่มใน 5 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ส.ค. 2559 21:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680973

 

ประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม Edtech ระดมความคิด พัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีทางการศึกษาระดับเอเชีย ด้านตัวแทน กลุ่ม Topica ขึ้นอภิปราย ชี้ ธุรกิจสตาร์ทอัพทั่วโลก ไม่ยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆพัฒนาการศึกษา ระบุช่วงเวลานี้เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่ สร้างธุรกิจให้มั่นคงยั่งยืน

ดร.ทรูแมน ฟาม (Truman Pham) ผู้บริหารและผู้แทนของกลุ่ม Topica Edtech ซึ่งดำเนินด้านการศึกษาออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เป็นหนึ่งในผู้อภิปราย หัวข้อ “การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการศึกษาและเทคโนโลยีสู่การเป็นนักธุรกิจชั้นนำของเอเชีย” ในการประชุมสุดยอดผู้นำธุรกิจเทคโนโลยีทางการศึกษา “Edtech Asia Summit 2016” ณ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 200 คนจาก 20 ประเทศทั่วเอเชียและทั่วโลก ซึ่งถือเป็นเวทีเชื่อมโยงผู้นำทางธุรกิจและเทคโนโลยีกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หรือ Start Up เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อธุรกิจและสังคมระดับเอเชีย


ดร.ทรูแมน กล่าวถึงสถานการณ์เทคโนโลยีทางการศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโอกาสของการทำธุรกิจในวงการนี้ ว่า ธุรกิจเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเริ่มเข้าสู่ตลาดเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ซึ่งในตอนนั้นมีการศึกษาในรูปแบบใหม่ที่เป็นการศึกษาแบบเปิดเกิดขึ้น จากนั้นก็ซบเซาลงพักหนึ่ง แต่ไม่นานมานี้กลับมีการลงทุนในธุรกิจด้านนี้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เช่นกัน จากการสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้ในประเทศเวียดนามเพียงประเทศเดียว แสดงให้เห็นว่ามีธุรกิจสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีทางการศึกษา 100 ราย เหมือนตอนเกิดธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เมื่อ 7-8 ปีก่อน แต่ปัญหาหนึ่งที่สตาร์ทอัพทั่วโลกมักจะเจอเหมือนกัน คือปัญหาการไม่ยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อพัฒนาการศึกษา แม้แต่สตาร์ทอัพในสหรัฐฯ ก็เจอปัญหานี้เช่นกัน

“วิธีแก้ปัญหานี้ก็คือควรเน้นการเรียนในกลุ่มผู้ใหญ่เพราะเป็นกลุ่มที่มีกฎเกณฑ์น้อยที่สุดและคนกลุ่มนี้สามารถตัดสินใจเรื่องการเรียนได้เองแต่ถ้ามุ่งไปที่กลุ่มนักเรียนประถมหรือมัธยมก็จะเจอปัญหาเพราะคนที่จะตัดสินใจเรื่องการเรียนของเด็กกลุ่มนี้มักไม่ใช่พ่อแม่ แต่กลับเป็นครูใหญ่หรือบางทีก็เป็นผู้บริหารเขตการศึกษาเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นในการทำธุรกิจควรมุ่งเจาะตลาดกลุ่มผู้ใหญ่จะดีกว่า”


นอกจากนี้ ยังให้ความเห็นว่าอุปสรรคอีกอย่างของการพัฒนาธุรกิจทางการศึกษา คือ ความเชื่อที่ว่าคนที่ประกอบอาชีพเป็นครูหรืออาจารย์ในทุกระดับไม่ว่าจะเป็นชั้นอนุบาล – มหาวิทยาลัย มักมีรายได้น้อย จึงทำให้คนรุ่นใหม่สนใจที่จะประกอบอาชีพอื่นที่จะสร้างรายได้ให้มากกว่า ซึ่งทำให้เกิดการขาดแคลนทั้งด้านจำนวนและคุณภาพของบุคลากรทางการศึกษา โดยคิดว่าอาชีพครูหรืออาจารย์ในเวียดนามและไทยมีแนวโน้มจะมีรายได้เพิ่มขึ้นภายใน 5 ปีจากนี้ โดยยกตัวอย่างอาจารย์ 3 รายที่ทำคอร์สเรียนแบบออนไลน์เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะและความชำนาญทั่วไปให้แก่บริษัทในเครือของ Topica อย่าง Topica Edumall ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้แก่ตนเองถึง 30,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน

“แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ดังเช่นอาจารย์ 3 ท่านนี้ พวกเขาสามารถสร้างรายได้จำนวนมาก เพราะตั้งใจทำงานออกมาให้ดี ทั้งเตรียมหลักสูตร บทพูด และถ่ายวิดีโอเพื่อปรับแต่งการพูดและการนำเสนอ รวมทั้งฟังผลตอบรับทั้งจากออนไลน์และออฟไลน์ เป้าหมายของพวกเขาคือต้องการให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจอย่างแท้จริงในหลักสูตรที่เขาสอน โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จสูงสุด”

พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า ตอนนี้ทั่วโลกกำลังชื่นชมการพัฒนาทางเทคโนโลยีใหม่ๆ และสนับสนุนกลุ่มสตาร์ทอัพในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้น ดังนั้น ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดของผู้ประกอบการหน้าใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะสร้างธุรกิจของตนเองและยืนหยัดอย่างมั่นคงแข็งแกร่ง.

 

บขส.จัดรถเสริมกว่า 1 พันเที่ยว รองรับ ปชช. กลับภูมิลำเนา ลงประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ส.ค. 2559 20:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680891

 

บขส. จัดรถเสริมกว่า 1,000 เที่ยว รองรับประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 7 สิงหาคมที่จะถึงนี้

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 59 พล.ต.อ.อำนาจ อันอาตม์งาม กรรมการบริษัทฯ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า บขส.ได้เตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกประชาชนที่จะเดินทางไปออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญตามนโยบายของรัฐบาล ในวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม 2559 โดยในระหว่างวันที่ 5–8 สิงหาคม 2559 ได้จัดเที่ยววิ่งรถโดยสาร (รถ บขส., รถร่วม, รถตู้) รองรับประชาชนจากปกติวันละประมาณ 5,000 เที่ยว เพิ่มเที่ยววิ่งอีกประมาณวันละ 1,000 เที่ยว สามารถรองรับผู้โดยสารได้วันละประมาณ 100,000 คน

ทั้งนี้ ในส่วนมาตรการความปลอดภัย บขส. ได้ตรวจเช็กความพร้อมก่อนการเดินทาง ทั้งในส่วนรถโดยสารและพนักงานขับรถ โดยได้กำชับให้พนักงานขับรถด้วยความระมัดระวังเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ นอกจากนี้ เพื่อป้องกันการหลอกลวงขายตั๋วปลอมจากมิจฉาชีพ ขอให้ประชาชนซื้อตั๋วโดยสารที่ช่องจำหน่ายตั๋วเท่านั้น และหากพบการขายตั๋วโดยสารเกินราคา ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ของ บขส.ทันที ซึ่งผู้ที่ขายตั๋วเกินราคาถือเป็นการกระทำผิด บขส.จะดำเนินการลงโทษ โดยการปรับเป็นเงิน 10,000 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร Call Center 1490 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ผู้ส่งออกข้าว หวั่นชาวนาแห่ปลูกล้น ทำราคาร่วง คาดต่ำกว่าตันละหมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ส.ค. 2559 19:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680756

 

สมาคมผู้ส่งออกข้าว หวั่นผลผลิตข้าวปี 59/60 ล้นตลาด หลังเกษตรกรแห่ปลูก ทุบราคาร่วง เพราะเกิดสงครามแข่งขันราคา ปี 60 คาดข้าวเปลือกเจ้า ต่ำกว่าตันละ 1 หมื่นบาท แนะรัฐบาลหามาตรการช่วยเหลือ เตรียมชง “บิ๊กตู่” จ่ายเงินตรงสู่ชาวนา ห้ามแทรกแซงราคาข้าวในตลาด …

วันที่ 3 ส.ค. 59 นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ข้าวในประเทศว่า เป็นห่วงผลผลิตข้าวเปลือกในฤดูกาลหน้า หรือนาปี ปี 59/60 ที่คาดผลผลิตจะมากกว่าฤดูกาลที่ผ่านมาถึง 10-20% หรือประมาณ 16-17 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกจะลดลงตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 จนถึงปี 60 โดยสาเหตุที่ผลผลิตมากขึ้น เพราะเกษตรกรเร่งการเพาะปลูก หลังจากที่ฝนเริ่มตกตามฤดูกาล และคาดว่าสถานการณ์นี้จะเกิดขึ้นกับผู้ปลูกข้าวประเทศอื่นๆ เช่น อินเดีย และเวียดนาม ทำให้ในปีหน้า จะเกิดการแข่งขันด้านราคาส่งออกข้าวอย่างรุนแรง และคาดว่า ปีหน้าราคาข้าวเปลือกเจ้าอาจต่ำกว่าตันละ 10,000 บาท

นอกจากนี้ ราคาส่งออกข้าวไทยยังได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้ราคาข้าวไทยแพงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง โดยปัจจุบันเงินบาทได้แข็งค่าขึ้นมาแล้ว 2-3% จาก 36 บาท/เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 34 บาท/เหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ราคาส่งออกข้าวไทยแพงขึ้นอีก 10 เหรียญสหรัฐ/ตัน

อย่างไรก็ตาม ต้องการให้รัฐบาลหามาตรการดูแล แต่ไม่ควรแทรกแซงราคา เพราะจะไม่เกิดประโยชน์ แต่ต้องช่วยเหลือทางตรง เช่น การจ่ายเงินให้กับเกษตรกรไร่ละ 2,000 บาท ในกลุ่มของเกษตรกรที่ทำนาต่ำกว่า 20 ไร่ ซึ่งจะนำเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบาย และบริหารจัดการข้าว (นบข.)

“มาตรการที่รัฐบาลกำลังทำ คือรับจำนำข้าวยุ้งฉาง และชดเชยดอกเบี้ยโรงสี 3% เพื่อเก็บสต๊อกข้าวไม่ให้ขายในช่วงข้าวออกมากนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะดูแลราคาข้าวให้กับชาวนาไทย อีกทั้งจะให้ผู้ส่งออกข้าวช่วยรับซื้อข้าวมาเก็บสต๊อกเหมือนปีที่ผ่านมา สมาคมฯ ไม่มีเงินแล้ว เพราะปีก่อนรับซื้อข้าวหอมมะลิ 150,000 ตัน ตันละ 26,000 บาท แต่ปัจจุบันราคาอยู่ที่ตันละ 22,000-23,000 บาท ขาดทุนตันละ 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 450 ล้านบาท ยังไม่รวมดอกเบี้ยและค่าฝากเก็บ ซึ่งมาตรการนี้ไม่สามารถผลักดันให้ราคาข้าวหอมมะลิปรับตัวสูงขึ้นได้”

สำหรับการส่งออกข้าวไทยในช่วง 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) 59 ไทยส่งออกได้แล้ว 5 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 12.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ยังครองตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลกอยู่ ส่วนอันดับ 2 คืออินเดีย ส่งออกได้ 4.76 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 12% เวียดนาม 2.66 ล้านตัน ลดลง 2.1% และปากีสถาน 2.44 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 7.5% โดยทั้งปี 59 คาดว่าไทยจะส่งออกได้ตามเป้าหมาย 9.5 ล้านตัน มากกว่าอินเดียที่จะส่งออกได้ 9 ล้านตัน แต่ปีหน้ามีโอกาสที่ไทยจะหลุดแชมป์ส่งออกข้าวให้กับอินเดีย เพราะการแข่งขันราคาที่รุนแรง และอินเดียยังเหลือสต๊อกข้าวในประเทศ 20 ล้านตัน ขณะที่ ประเทศผู้ซื้อชะลอการนำเข้า เพราะเร่งเพาะปลูกในประเทศเพิ่มขึ้น

 

สุวรรณภูมิ พร้อมอำนวยความสะดวก ผู้โดยสารเดินทางไปพิธีฮัจญ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ส.ค. 2559 18:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680766

 

สนามบินสุวรรณภูมิ เตรียมพร้อมอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารชาวมุสลิม เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย คาดปีนี้ จะมีผู้แสวงบุญเดินทางสูงกว่า 5,000 คน …

วันที่ 3 ส.ค.59 นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการสนามบินสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีนี้ คาดว่า จะมีชาวไทยมุสลิมเดินทางออกจากประเทศไทย เพื่อไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ผ่านทางสนามบินสุวรรณภูมิ ระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม–4 กันยายน 2559 ซึ่งมีทั้งหมด 56 เที่ยวบิน รวมจำนวนผู้โดยสารทั้งสิ้น 5,027 คน หรือเฉลี่ยประมาณวันละ 152 คน

ดังนั้น เพื่อให้ผู้แสวงบุญได้รับความสะดวก และรวดเร็วในการใช้บริการ สนามบินสุวรรณภูมิ จึงได้ประสานความร่วมมือกับสายการบิน ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ที่บริเวณประตู 8 ชั้น 4 อาคารผู้โดยสารขาออก และบริเวณระหว่างประตู 6-7 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ สนามบินสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่จากกรมการศาสนา สายการบิน เพื่ออำนวยความสะดวกผู้เดินทางไปกลับจากแสวงบุญในทุกเที่ยวบินให้การเดินทางเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาทิ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการตรวจค้นร่างกายและกระเป๋าสัมภาระ การแจ้งข้อห้ามในการนำของเหลว เจล สเปรย์ขึ้นเครื่อง การจัดช่องทางการตรวจบัตรโดยสารผู้แสวงบุญเป็นกรณีพิเศษ ตลอดจน ได้มีการประสานหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสาร และด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการตรวจหนังสือเดินทาง การผ่านพิธีการศุลกากร และการให้ข้อมูลด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

นอกจากนี้ สนามบินสุวรรณภูมิ ยังได้เตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์เป็นการเฉพาะ อาทิ ห้องละหมาด ป้ายข้อความแนะนำเส้นทาง ฯลฯ โดยในปีนี้มีสายการบินที่ให้บริการเที่ยวบินจาก สนามบินสุวรรณภูมิ ไปยังนครเมกกะจำนวน 8 สายการบิน ได้แก่ โอมานแอร์ กัลฟ์แอร์ อิมิเรตส์ แอร์ไลน์ อียิปต์แอร์ เอติฮัด แอร์เวย์ รอยัล จอร์แดเนียน การ์ตา แอร์เวย์ส และศรีลังกา แอร์ไลน์ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ AOT Contact Center สนามบินสุวรรณภูมิ โทร. 1722 ตลอด 24 ชั่วโมง