เงินนอกไหลเข้าไทยลดฮวบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ส.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/679096

 

ครึ่งปีมีแค่ 1.2 หมื่นล้านนักลงทุนขยาดการเมือง

ธปท. ชี้ ต่างชาติลดเงินลงทุนโดยตรงในไทย ครึ่งแรกปีนี้ เอฟดีไอสุทธิเหลือแค่ 1.2 หมื่นล้านบาท ลดวูบจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีสูงถึง 1.38 แสนล้านบาท และต่ำสุดในรอบ 10 ปี เหตุเศรษฐกิจไทยอยู่ใน ช่วงปรับโครงสร้าง เศรษฐกิจโลกซบ สวนทางนักธุรกิจไทยแห่ลงทุนนอกทะลัก ครึ่งปีแรกกว่า 3 แสนล้านบาท ด้านบีโอไอ เตรียม เปิดสำนักงานในย่างกุ้ง และฮานอย หวังหนุนธุรกิจไทยบุกลงทุนในอาเซียน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในช่วง 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) พบว่า เอฟดีไอสุทธิอยู่ที่ 347 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 12,145 ล้านบาท (35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) ลดลงค่อนข้างมาก หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 58 ที่มีเอฟดีไอสุทธิ 4,202.63 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 138,686.79 ล้านบาท (33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) อีกทั้ง เมื่อเทียบช่วงครึ่งแรกของปี 59 กับช่วงเดียวกันของ 10 ปีที่ผ่านมา หรือตั้งแต่ปี 48-58 พบว่า ปี 59 เอฟดีไอขยายตัวต่ำที่สุด เพราะโครงสร้างการผลิตของไทยที่ไม่ได้ผลิตสินค้าทันสมัย ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกมีปัญหาซบเซาต่อเนื่อง ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศชะลอการลงทุน เพราะต้องรอดูภาพรวมการพัฒนาการของเศรษฐกิจ รวมทั้งการเมืองของไทยว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไร และหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร โดย ธปท. หวังว่า ในช่วงครึ่งปีหลังเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ธปท.รายงานเพิ่มเติมว่า แม้เอฟดีไอในไตรมาสแรกของปี 59 ไหลออกมากถึง 789 ล้านเหรียญ แต่ในไตรมาสที่ 2 มีเอฟดีไอไหลกลับเข้ามามากถึง 1,136 ล้านเหรียญ ทำให้เอฟดีไอไหลเข้าไทยเป็นบวกอีกครั้ง นอกจากนั้น ยังมีเงินไหลเข้ามาลงทุนในหลักทรัพย์และตราสารหนี้ด้วย โดยในเดือน มิ.ย.59 มีเอฟดีไอไหลเข้ามาทั้งสิ้น 450 ล้านเหรียญ และมีเงินต่างประเทศเข้ามาลงทุนในหุ้น และตราสารหนี้ 2,230 ล้านเหรียญ

สำหรับเงินทุนต่างประเทศไหลเข้าไทยในเดือน มิ.ย. มาจาก 3 กรณี คือ 1.การกลับมาซื้อสุทธิหลักทรัพย์ไทยของนักลงทุนต่างประเทศ ทั้งตราสารหนี้และตราสารทุน สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนในภูมิภาค หลังจากการลงประชามติของสหราชอาณาจักรให้ถอนตัวจากสหภาพยุโรป (Brexit) ส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก จะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม และธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจเลื่อนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปจนถึงสิ้นปี 59 หรือต้นปี 60 ทำให้นักลงทุนต่างประเทศกลับเข้าลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เพิ่มมากขึ้น 2.การกู้ยืมระยะสั้นของภาคสถาบันรับฝากเงินที่มีเพิ่มมากขึ้น และ 3.เอฟดีไอ เช่น การเข้ามาลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคม จากการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นต่างประเทศรายใหญ่ กิจกรรมของบริษัท โฮลดิ้ง รวมทั้งธุรกิจการผลิตเครื่องจักรที่ใช้งานทั่วไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในขณะที่เอฟดีไอลดลง แต่การออกไปลงทุนของนักธุรกิจไทยในต่างประเทศ (ทีดีไอ) กลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้นักธุรกิจไทยออกไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ ทั้งซื้อกิจการ และถือหุ้นในกิจการของต่างประเทศทั้งสิ้น 8,950 ล้านเหรียญ หรือ 313,250 ล้านบาท (35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) แบ่งเป็นไตรมาสแรก 5,104 ล้านเหรียญ และไตรมาส 2 อีก 3,846 ล้านเหรียญ โดยทีดีไอครึ่งแรกของปีนี้สูงเกือบเท่ากับทีดีไอทั้งปีของปี 58 ที่มีทั้งสิ้น 10,568 ล้านเหรียญ หรือ 348,744 ล้านบาท (33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ)

ขณะที่ในเดือน มิ.ย.59 มีธุรกิจไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศโดยตรงทั้งสิ้น 1,701 ล้านเหรียญ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในธุรกิจขายส่งสินค้า ธุรกิจการผลิตผลิตภัณฑ์อื่นที่ทำมาจากแร่โลหะ และธุรกิจการแปรรูปถนอมอาหารเนื้อสัตว์ ขณะเดียวกัน นักลงทุนไทยยังมีการออกไปลงทุนระยะสั้น โดยนำเงินออกไปฝากในต่างประเทศของกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (เอฟไอเอฟ) ซึ่งส่วนใหญ่ไปลงทุนฝากเงินในฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และมาเก๊า

ด้านนางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ในปี 60 บีโอไอจะเปิดสำนักงานส่งเสริมการลงทุนไทย ในต่างประเทศ 2 แห่ง ที่นครย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา และกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่จะเข้าไปลงทุน เพราะทั้ง 2 ประเทศเป็นแหล่งลงทุนที่นักธุรกิจไทยสนใจ และภายในปี 61 จะเปิดแห่งที่ 3 ที่กรุงจากาตาร์ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งตลาดมีขนาดใหญ่ และมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา บีโอไอเน้นส่งเสริมคนไทยไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในอาเซียน ซึ่งในช่วง 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) ปี 59 คนไทยไปลงทุนในต่างประเทศทั้งสิ้น 7,000 ล้านบาท ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่า 2,000 ล้านบาท ทำให้คาดการณ์ว่า ตัวเลขทั้งปีจะเติบโตกว่าปีก่อนแน่นอน โดยอุตสาหกรรมที่ออกไปลงทุน เช่น พลังงาน สิ่งทอ วัสดุก่อสร้าง ธนาคารพาณิชย์ และศูนย์กระจายสินค้า

สำหรับผลการศึกษาโอกาสและลู่ทางการลงทุนใน 8 ประเทศอาเซียน ปรากฏว่า อินโดนีเซีย มีโอกาสลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ที่รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังเร่งลงทุน รวมถึงอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป, เมียนมา อุตสาหกรรมเกษตร หรือเกษตรแปรรูป, กัมพูชา อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า, เวียดนาม ธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้า, บรูไน อุตสาหกรรมประมง และอาหารทะเลแปรรูป, ฟิลิปปินส์ อาหารแปรรูป, มาเลเซีย อาหารฮาลาล และลาว อุตสาหกรรมเกษตร อาหารแปรรูป ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น.

 

ชง ครม.ช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/679083

 

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 9 ส.ค.59 กระทรวงเกษตรฯ จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติโครงการและงบประมาณมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรปี 59/60 ด้านการผลิตข้าว จำนวน 5 โครงการ วงเงิน 15,597 ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณดำเนินการ 4,911 ล้านบาท และสินเชื่อโครงการจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 10,686 ล้านบาท

สำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร 5 โครงการ ได้แก่ 1.การปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวไม่เหมาะสมเป็นเกษตรกรรมทางเลือก วงเงิน 2,610 ล้านบาทและเสนอแผนเลิกปลูกข้าวไปทำอาชีพอื่นไร่ละ 5,000 บาท ครอบคลุมพื้นที่ 420,000 ไร่ ชาวนา 84,000 ครัวเรือน ในพื้นที่ 30 จังหวัดทั่วประเทศ 2.โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสมเพื่อเลี้ยงกระบือ 25,000 ตัว ครอบคลุมพื้นที่ 25,000 ไร่ เกษตรกร 5,000 ราย อยู่ในพื้นที่ 40 จังหวัดทั่วประเทศ วงเงิน 1,845 ล้านบาท 3.โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงโค 120,000 ตัว วงเงิน 10,907 ล้านบาท ครอบคลุม 40 จังหวัด พื้นที่ 250,000 ไร่ เกษตรกร 500 ราย ได้แพะ 16,000 ตัว 4.โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงแพะ วงเงิน 149.56 ล้านบาท 5.โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการทำนาหญ้าเนเปียร์ วงเงิน 85.78 ล้านบาท ครอบคลุม 30 จังหวัด พื้นที่ 250,000 ไร่ เกษตรกร 500 ราย.

 

คลิปสั้นๆ 1 นาที จุดประกายความดี ในสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 2 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673071

 

สิ่งเล็กๆ ที่เราทำจะกลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ และ ความ “สุขใจ” อย่างที่คาดไม่ถึง

ในสังคมทุกวันนี้ มนุษย์เราต่างใช้ชีวิตบนความเร่งรีบ ทุกคนต้องการที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต ต่างไขว่คว้าหาโอกาสให้กับตัวเอง จนบางครั้งกลับกลายเป็นการเอาเปรียบผู้อื่นหรือเป็นการเฉยเมยต่อสังคมเกินไปหรือไม่ 

อ่านถึงบรรทัดนี้ หลายท่านคงมีคำถามต่อ…แล้วเราต้องทำอะไร ยิ่งใหญ่แค่ไหนกัน? ถึงจะช่วยช่วยสังคมให้ดีขึ้นได้

3 คลิปความยาวไม่ถึง 1 นาที ที่คุณกำลังจะรับชมต่อไปนี้ อาจจุดประกายสิ่งดีๆ ให้เกิดในหัวใจของคุณ “ความดี” เล็กน้อยที่จะคืนความงดงามของสังคมไทย

พลังความดีเริ่มที่ตัวเรา_รถเข็น

การทำความดีง่ายๆ ของคุณ อาจจะเกิดขึ้นในวันธรรมดาตอนเย็นๆ ระหว่างทางกลับบ้าน คุณจะทำอย่างไรเมื่อเห็นพ่อค้าขายผลไม้กำลังเข็นรถเพื่อข้ามสะพานด้วยท่าทางที่ดูหมดแรงและหนักอึ้ง เป็นคุณจะเลือกเดินเลยผ่านไป หรือเลือกที่ทำความดีเล็กๆ เพื่อช่วยเหลือพ่อค้าคนนั้น คุณจะกลับไปโดยไม่มีอะไรติดค้างอยู่ในใจได้หรือไม่? ตอนจบของเรื่อง คุณเลือกได้ด้วยตนเอง!

พลังความดีเริ่มที่ตัวเรา_ข้ามถนน

คุณอาจจะเป็นคนที่มีรถขับ เปิดแอร์เย็นสบาย ระหว่างทางคุณเห็นคุณยายกำลังจะข้ามถนน ถามว่าคุณจะเลือกรีบเหยียบคันเร่งเพื่อรีบไปก่อนคุณยาย หรือจะสละเวลาเพียงไม่กี่นาทีเพื่อหยุดรถให้คุณยายคนนั้นข้ามถนน ได้อย่างปลอดภัยหรือเปล่า? ตอนจบของเรื่อง คุณเลือกได้ด้วยตนเอง!

พลังความดีเริ่มที่ตัวเรา_รถเมล์

คุณกำลังเหนื่อยล้า และคิดว่าโชคดีที่ภายในรถเมล์อันแสนร้อนอบอ้าว อัดแน่นไปด้วยผู้โดยสาร แต่คุณได้ที่นั่งและรู้สึกสบายขึ้น ระหว่างนั้นสายตาคุณก็เหลือบไปเห็นเด็กหญิงในชุดนักเรียนที่ถือกระเป๋าขึ้นมาบนรถ คุณเมื่อย และผู้โดยสารคนอื่นๆ ก็ไม่มีใครลุกให้เด็กนักเรียนเลย แต่คุณรู้อยู่เต็มอกว่า การเบรกอย่างกะทันหันครั้งต่อไป อาจจะหมายถึงการถลาล้มของเด็กคนนั้น ตอนจบของเรื่อง คุณเลือกได้!

ตอนจบของเรื่องเหล่านี้ที่คุณจะเลือกนั้น อาจจะเป็นเพียงความดีง่ายๆ ที่สร้างร้อยยิ้มเล็กๆ ให้กับทั้งคุณและผู้ที่ได้รับ ที่สำคัญที่สุดมันอาจจะเป็นความดีที่ทำให้คุณมีส่วนสร้างสังคมให้ดีขึ้น ด้วยพลังความดีที่คุณเริ่มต้นจากคุณเอง

ย้อนกลับไปถามคำถามข้างต้น…ความดีที่เราจะทำได้ จะต้องยิ่งใหญ่แค่ไหนกัน?

พลังความดี….เริ่มที่ตัวเรา

 

“แนทเชอร์ไลเซอร์” วิ่งสู้ฟัด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ส.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/679081

 

นายคณิศร สุยะนันทน์ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์รองเท้า บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารแบรนด์รองเท้า “แนทเชอร์ไลเซอร์” ในเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า การแข่งขันที่รุนแรงของตลาดรองเท้า รวมถึงพฤติกรรมการซื้อรองเท้าของผู้หญิงในยุคที่เศรษฐกิจยังชะลอตัวต่อเนื่อง โดยมีการซื้อรองเท้า 6 คู่ต่อคนต่อปี ขณะที่ผู้ชายซื้อ 1.1-1.2 คู่ต่อคนต่อปี และนิยมซื้อรองเท้าราคาถูกตามตลาดนัดมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบกับแบรนด์รองเท้าแฟชั่น ทั้งแบรนด์จากต่างประเทศ แบรนด์ไทย และแบรนด์ใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดมาก ในส่วนของบริษัทที่ทำตลาดแบรนด์ “แนทเชอร์ไลเซอร์” มา 30 ปีก็ต้องปรับแผน ปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อสร้างประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ดี โดยเฉพาะเรื่องการบริหารสต๊อก เพื่อลดสต๊อกและต้นทุนการผลิตลง เพื่อประคองยอดขายสิ้นปี 59 ให้เติบโต 10% ตามเป้าหมาย หลังจากที่ครึ่งปีแรกสามารถทำยอดขายเติบโต 5% กำไรพุ่ง 10% แล้ว

“เรื่องการบริหารสต๊อก บริษัทได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว และสามารถลดสต๊อกลงได้ 10% ซึ่งถือว่ามาถูกทางแล้ว นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนขยายตลาดด้วยการนำรองเท้าแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดเสริมทัพรวมถึงรองเท้าเพื่อสุขภาพ ซึ่งจะมีทั้งจากเกาหลีและญี่ปุ่น พร้อมขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์และทีวีช็อปปิ้งเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจและยอดขาย”

ปัจจุบันบริษัทมี 6 แบรนด์สินค้าที่ทำตลาด คือ แนทเชอร์ไรเซอร์ จากสหรัฐอเมริกา, แอล จากฝรั่งเศส, บีเอสซี แบรนด์ในเครือฯ, รีกัล (Regal) รองเท้าสำหรับสุภาพบุรุษ จากญี่ปุ่น, ดีเอ็กซ์เอส (DXS) หรือดิ๊คซิส รองเท้าสนีกเกอร์แนวสตรีทและเบลล์แอนด์โซฟา รองเท้าลำลองผู้หญิง จากญี่ปุ่น โดยจะเน้นโฟกัสการทำตลาดที่แบรนด์ “แนทเชอร์ไรเซอร์” เป็นหลัก เพราะเป็นแบรนด์ที่ทำรายได้หลักให้บริษัทถึง 70% และขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆเพิ่มขึ้น อาทิ กลุ่มผู้สูงอายุ และวัยเริ่มทำงาน.

 

งดงาม แตกต่าง ตอบโจทย์ เอกลักษณ์สิ่งทอชายแดนใต้ สู่เวทีนานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/678513

 

หากพูดถึงอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทย อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่สำคัญไม่แพ้อย่างอื่น คือ อุตสาหกรรมสิ่งทอ เพราะนอกจากผลิตภัณฑ์ที่ได้จะมีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์แล้ว เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็ยังเป็นปัจจัยที่ทุกคนต้องใช้ในชีวิตประจำวัน

แต่ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ภาพรวมการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทย มีตัวเลขที่ลดลง ทั้งในส่วนการผลิต และการส่งออก เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปี 2558 อันเนื่องมาจากปัจจัยหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น ความไม่มั่นใจของผู้ผลิตต่อการขยายตัวของตลาด หรือแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค รวมถึงปัญหาด้านความสามารถในการแข่งขัน


อุตสาหกรรมสิ่งทอภาคใต้

สำหรับประเทศไทยเอง ตลาดภูมิภาคอาเซียนก็ยังคงเป็นตลาดสำคัญ และถึงแม้ว่า เสน่ห์ของผ้าไทย จะเป็นที่ประจักษ์กันในระดับนานาชาติ แต่ถ้าขาดการผลักดันที่เหมาะสมก็ไม่อาจจะสำแดงให้ชาวโลกได้เห็นได้ และนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความร่วมมือกันระหว่าง สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ และ 3 ดีไซเนอร์มากฝีมือ ภายใต้โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องแต่งกายมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ตอนนี้ได้เดินทางมาถึงก้าวที่ 4 แล้ว โดยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ได้นำผู้ประกอบการร่วมออกแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน Thailand Week ณ ประเทศสิงคโปร์ และอินโดนีเซีย จนประสบผลสำเร็จมาแล้ว

วันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” พาบินลัดฟ้าไปถึงประเทศฮ่องกง เพื่อชมผลิตภัณฑ์ต้นแบบภายใต้ แบรนด์ LAWA@THTI คอลเลกชั่นใหม่ ที่ถูกนำมาแสดงบนเวทีระดับนานาชาติ ซึ่งจัดขึ้น ณ Hong Kong Convention and Exhibition Center โดยในปี 2559 นี้ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เตรียมยกระดับการขยายตลาดกลุ่มอาเซียน เป็น อาเซียน +3 ผ่านเวที Hong Kong Fashion Week ซึ่งนับเป็นงานแสดงสินค้าที่มีผู้เข้าร่วมงานหลากหลายประเทศ เป็นอีกหนึ่งช่องทางของผู้ประกอบการสิ่งทอ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จะนำผลิตภัณฑ์เผยแพร่สู่สายตานานาชาติ สร้างความรับรู้ในตัวผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และยังช่วยให้ผู้ประกอบการได้พบปะผู้ซื้อ เกิดการเจรจาธุรกิจระหว่างกัน


บรรยากาศภายใน Hong Kong Convention and Exhibition Center สถานที่จัดงานในครั้งนี้

งาน Hong Kong Fashion Week

นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งทอ เปิดเผยถึงตัวโครงการว่า สำหรับปี 2559 ถือเป็นปีที่ 4 ตามระยะการดำเนินงานของโครงการ ซึ่งในช่วง 2 ปีแรก จะเป็นเรื่องแรงบันดาลใจของคนในท้องถิ่น และเป็นแรงบันดาลใจของผู้ประกอบการที่อยู่ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะเน้นเรื่องของดอกไม้ พอมาปีที่ 3 จึงคิดว่าจะเริ่มขยายสินค้าเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของชาวมุสลิมในประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย


นี่คือ แบรนด์ LAWA@THTI

ในปี 2559 นี้ ทางสถาบันสิ่งทอได้ยกระดับการพัฒนาแฟชั่นมุสลิม ภายใต้แนวคิด Co-Design ซึ่งเป็นการหลอมรวมความหลากหลายทางวัฒนธรรมในภูมิภาคอาเซียนเข้าด้วยกัน โดยได้ดึง 3 นักออกแบบชื่อดัง มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานในแบรนด์ LAWA@THTI ร่วมกับผู้ประกอบการ จำนวน 3 คอลเลกชั่น 30 ผลิตภัณฑ์ คือ 1. นายวิชนะวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบไทยระดับแนวหน้าของประเทศ เจ้าของคอลเลกชั่น Reflection Of The Sea 2. คุณศักดิ์จิระ เวียงเก่า นักออกแบบเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย งานผ้าสำหรับของตกแต่งบ้าน ที่มีเอกลักษ์โดดเด่น มีสไตล์เฉพาะตัว เจ้าของคอลเลกชั่น Indigo Paisley และ 3. Mr.Eric Choong นักออกแบบจากมาเลเซีย มีจุดเด่นด้านการดีไซน์ที่มีสีสันลูกเล่น เจ้าของคอลเลกชั่น Heaven and Earth


Mr.Eric Choong ตัวแทนดีไซเนอร์ นักออกแบบจากประเทศมาเลเซีย

ลวดลายโดดเด่น งดงามมาก

“เราคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพมาเข้าร่วมโครงการ ตัวแบรนด์ลาวาเองก็มีจุดขายเรื่องการเป็นเครื่องแต่งกายของชาวมุสลิม ที่คนทั่วไปสามารถสวมใส่ได้ เรามองเส้นทางการขยายตลาดสตาร์ตจากกรุงเทพฯ สู่ระดับอาเซียน โดยเสื้อผ้าจะเน้นไปที่ตลาดมาเลเซีย เพราะถือว่าเป็นประตูที่จะพาเราก้าวไปทำตลาดในภูมิภาคตะวันออกกลาง อีกหนึ่งเป้าหมายของเรา”


นายสุพัฒน์ พรหมนิมิตร ตัวแทนผู้ประกอบการสิ่งทอภาคใต้

นายสุพัฒน์ พรหมนิมิตร ซึ่งเป็น 1 ในตัวแทนผู้ประกอบการสิ่งทอภาคใต้ เล่าว่า จุดอ่อนของผู้ประกอบการสิ่งทอของไทยส่วนใหญ่ คือ ยังขาดการพัฒนารูปแบบดีไซน์ การใช้สี ที่ไม่สามารถตอบโจทย์ต้องการของตลาดได้

“ถือเป็นโชคดีของเราที่ทางสถาบันได้เข้ามาแนะนำภาพรวมของตลาดทั้งหมด ตั้งแต่การเลือกใช้เส้นใย วัตถุดิบ การเลือกสี จากนั้นก็จะถามทางผู้ประกอบการว่าต้องการจะให้สถาบันช่วยสนับสนุนอะไร หรืออยากจะศึกษาในส่วนไหนเพิ่ม ก่อนจะเชิญวิทยากร และดีไซเนอร์มาช่วยพัฒนาสินค้า”


เสื้อผ้ามีความสวยงาม เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากแบบเดิม

แน่นอนว่า เมื่อได้รับการพัฒนา ตัวสินค้าที่ได้จึงฉีกออกมาจากรูปแบบเดิมๆ ผ่านคำแนะนำของ วิทยากร ดีไซเนอร์ ทั้งเรื่องเทคนิค รูปแบบการใช้สี และการตัดเย็บ แต่ยังคงความเป็นเครื่องแต่งกายชาวมุสลิม ซึ่งทำให้ผู้ประกอบได้ขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มคนทั่วไป จากเดิมที่ขายกับเฉพาะกลุ่มชาวมุสลิมเท่านั้น

“เมื่อก่อนสินค้าที่ออกมาจะเหมือนกันหมด แทบไม่เห็นความแตกต่าง พอได้มีการพัฒนาให้สวยงาม ทันสมัย และมีความเป็นเอกลักษณ์ ก็ทำให้ยอดขายสินค้าในปัจจุบันสูงขึ้น ในฐานะผู้ประกอบการก็อยากให้มีโครงการต่อเนื่องไปอีกเรื่อยๆ และอยากเห็นสิ่งทอของไทยไปอยู่ในเวทีระดับโลก” นายสุพัฒน์ กล่าว

ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งทอ กล่าวเสริมถึงมุมมองต่อตลาดฮ่องกง ว่า เป็นอีกช่องทางที่สำคัญต่อการเผยแพร่ผลงานสินค้าจากผู้ประกอบการ 5 จังหวัดชายแดนใต้ เนื่องจากตลาดฮ่องกงเป็นตลาดไฮแฟชั่น มีกิจกรรมที่เกี่ยวกับแฟชั่นเสื้อผ้าตลอดทั้งปี แถมยังมีปีละหลายรอบ ซึ่งสามารถใช้โอกาสเอาสินค้าของไทยมาเผยแพร่สู่สายตาชาวโลก ณ ประเทศแห่งนี้ได้


ผ้าไทย อยู่บนเวทีระดับนานาชาติ

ท้ายที่สุด ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งทอ มองว่า “สิ่งที่สถาบันทำได้ คือ การช่วยดูแลผู้ประกอบการ ช่วยหาดีไซเนอร์มาช่วยคิดค้น ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เชื่อว่าสินค้าของไทย ผลิตภัณฑ์สิ่งทอต่างๆ หรือแม้แต่สินค้าจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในด้านอื่นๆ ยังสามารถพัฒนาต่อยอดไปได้อีกมากในอนาคต”.

 

โหมโปรโมตร้านอาหารท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/679068

 

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงเตรียมรวบรวมร้านอาหารรายเล็กในท้องถิ่นที่มีรสชาติอร่อยทั่วประเทศ มาประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวชาวไทย ชาวต่างชาติโดยเฉพาะ จากอาเซียน ได้รู้จักร้านอาหารรสชาติต้นตำรับของจริง ช่วยกระจายรายได้ สู่ท้องถิ่นให้เพิ่มขึ้น เนื่องจากปี 2558 รายได้จากการท่องเที่ยวเชิงอาหาร สร้างรายได้เข้าประเทศ 456,000 ล้านบาท คิดเป็น 20% ของรายได้ด้านการ ท่องเที่ยวทั้งหมด คาดว่าจากการทำตลาดด้านร้านอาหาร จะช่วยผลักดันรายได้ด้านอาหารให้เพิ่มขึ้น 10% ในปีนี้ คิดเป็นรายได้ 500,000 ล้านบาท

“สินค้าเชิงอาหาร สามารถเชื่อมโยงสู่ชุมชนและธุรกิจอื่นๆ เนื่องจากอาหารหลายชนิดเป็นที่รู้จักได้รับความนิยมติดอันดับโลก เช่น ต้มยำกุ้ง แกงเขียวหวาน ผัดไทย ผัดกะเพรา แกงเผ็ดเป็ดย่าง ต้มข่าไก่ ยำเนื้อ หมูสะเต๊ะ และการท่องเที่ยวอาหาร ยังกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น จากการที่ นักท่องเที่ยวได้ทานอาหารแล้วติดใจซื้อกลับไปรับประทานและเป็นของฝาก เชื่อมโยงสู่โรงเรียนสอนทำอาหารของนักท่องเที่ยว ที่ชอบอาหารไทย เพื่อให้สามารถทำได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยว เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ ที่สร้างรายได้ปีละ 590 ล้านบาท”.

 

ค่าตัว 2.8 หมื่นบาทต่อเดือน เผย 3 อาชีพที่นายจ้างต้องการแรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/679062

 

เว็บไซต์หางานออนไลน์ เผยธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง แม้คนว่างงานจะเพิ่มขึ้น ระบุหากไม่เลือกงาน รับรองไม่เตะฝุ่น ชี้งานที่มีความต้องการจ้างงานมากที่สุด ได้แก่ ด้านการขาย, ช่างเทคนิค วิศวกร ขณะที่ธุรกิจที่ยังมีการจ้างงาน และขยายงานสม่ำเสมอ ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ ห้างสรรพสินค้า เด็กวิศวกรจบใหม่เรียก 2.8 หมื่นบาทต่อเดือน

น.ส.แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ หัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการ และผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์จ็อบไทย JobThai.com เปิดเผยว่า แม้ตัวเลขอัตราคนว่างงานของไทย ณ สิ้นเดือน มิ.ย. จะอยู่ที่ 390,000 คน หรือเกือบ 1% ของประชากรทั้งหมด โดยมีอัตราว่างงานเพิ่มขึ้น 70,000 คน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่จำนวนงานที่ได้รับการเสนอผ่านจ็อบไทย ยังมีถึง 80,000 อัตรา และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยงาน 3 อันดับแรกที่นายจ้างต้องการมากที่สุดในขณะนี้ ได้แก่ 1.งานด้านการขาย (เซลส์,เออี) มีความต้องการ 16,600 อัตรา 2.ช่างเทคนิคชำนาญเฉพาะทาง 7,500 อัตรา 3.วิศวกรทุกประเภท 6,200 อัตรา

“ในฐานะที่เป็นเว็บไซต์จัดหางานอันดับ 1 ของไทย ได้พบว่ายังมีการจ้างงานอยู่เป็นจำนวนมาก หากไม่เลือกงาน รับรองว่าหางานได้ไม่ยาก โดยเฉพาะงานด้านการขาย บริการลูกค้า โดยภาคธุรกิจที่พบว่ายังมีการจ้างงาน ขยายงานสม่ำเสมอ ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ ห้างสรรพสินค้า ธุรกิจที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน”

ทั้งนี้ จ็อบไทยดอทคอม เป็นเว็บไซต์จัดหางานออนไลน์ ที่เปิดบริการมา 17 ปี มีจำนวนผู้หางานฝากประวัติ (resume) รวม 1.1 ล้านคน มีบริษัทนายจ้างลงทะเบียนใช้บริการ 10,000 บริษัท มีผู้ใช้งานผ่านเว็บไซต์ 11 ล้านคน

น.ส.แสงเดือนกล่าวว่า สถิติการหางานและสมัครงานของนักศึกษาจบใหม่ในปี 2558 ซึ่งจากยอดผู้จบการศึกษาทั้งหมด 300,000 คน ปรากฏว่าใช้บริการหางานผ่านจ็อบไทย 140,000 คน โดย 3 สาขาอาชีพที่นักศึกษาจบใหม่ สนใจสมัครงานมากที่สุดใน 6 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ 1.วิศวกรรม ตั้งแต่วิศวกรรมการผลิต วิศวกรรมอุตสาหการโรงงาน และวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นสัดส่วน 16.9% 2.งานจัดซื้อ-ธุรการ 11.4 % 3.งานผลิต-ควบคุมคุณภาพ 10.58% ส่วนงานที่เปิดรับนักศึกษาจบใหม่มากที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ 1.งานด้านการขาย 2.งานบริการลูกค้า 3.วิศวกรรม

ขณะที่งานซึ่งนักศึกษาจบใหม่ เรียกร้องเงินเดือนในอัตราสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.วิศวกร เรียกเงินเดือนระหว่าง 17,600-28,000 บาท 2.ไอที-โปรแกรมเมอร์ 14,800-25,000 บาท 3.สิ่งแวดล้อม-ISO 16,000-22,000 บาท 4.วิทยาศาสตร์-วิจัยและพัฒนา (R&D) 14,700 -20,000 บาท 5. ผลิตและควบคุมคุณภาพ 14,500 -20,000 บาท โดยสาขาอาชีพที่มีอัตราการแข่งขันสูงที่สุดใน 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.งานวิทยาศาสตร์-วิจัยพัฒนา ซึ่งใน 1 ตำแหน่งมีผู้เข้าแข่งขัน 32 คน 2.งานทรัพยากรบุคคล (HR) ตำแหน่ง 1 อัตราต่อ 15.5 คน 3.งานวิชาการ-อาจารย์ ตำแหน่ง 1 อัตราต่อ 15 คน

“ แม้ช่วงนี้คนยังกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีมาใช้แทนแรงงานคน ซึ่งอาจทำให้การจ้างงานน้อยลง แต่จากการเก็บข้อมูลของจ็อบไทย พบว่า สาเหตุของการออกจากงานของคนยุคนี้ ส่วนใหญ่มาจากความต้องการเปลี่ยนงานเป็นหลัก รวมทั้งต้องการเป็นเจ้าของกิจการเอง ไม่ได้เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจเสมอไป แต่การหางานออนไลน์ยังโตขึ้นต่อเนื่อง เพราะถือเป็นช่องทางใหม่ที่เปิดโอกาสให้กับตัวเองได้โดยง่าย”

นอกจากนั้น จากการสำรวจยังพบว่าทักษะการทำงาน ที่นักศึกษาจบใหม่คิดว่าไม่ถนัดที่สุด ได้แก่ การเขียนอีเมล, การนำเสนองาน, ความเป็นผู้นำ, การเขียนรายงาน การย่อความหรือสรุปความ ส่วนทักษะที่นักศึกษาจบใหม่คิดว่าตัวเองมีความถนัดมากที่สุด ได้แก่ การสืบค้นข้อมูลข่าวสาร, การทำงานเป็นทีม, การประสานงาน ฯลฯ.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 02/08/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/679031

 

“กสิกรไทย” จับตาลูกค้าบัตรเครดิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/679047

 

นางนพวรรณ เจิมหรรษา รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่มคนที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 30,000 บาท สถานะทางการเงินเริ่มตึงตัว มีภาระหนี้เพิ่มขึ้น หรือภาระหนี้เต็มเพดาน จนไม่สามารถก่อหนี้ใหม่ได้เพิ่ม ส่งผลให้ยอดปฏิเสธบัตรเครดิต ของคนในกลุ่มนี้สูงกว่า 50% ของใบสมัคร จากปัจจุบันยอดปฏิเสธบัตรเครดิตรวมอยู่ที่ 50% ของใบสมัคร ขณะที่กลุ่มคนที่มีรายได้สูงกว่า 50,000 บาทต่อเดือน และกลุ่มลูกค้าที่ถือบัตรสูงกว่าแพลทินัม คุณภาพหนี้อยู่ในเกณฑ์ดี มียอดใช้จ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ย 13% เป็นกลุ่มที่ยังคงมีการใช้จ่ายในหมวดช็อปปิ้งและท่องเที่ยว สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“กลุ่มอาชีพอิสระ เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกปฏิเสธบัตรเครดิต และเป็นกลุ่มที่มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สูง เนื่องจากมีรายได้ไม่แน่นอน แม้ช่วงที่เศรษฐกิจดีจะมีรายได้สูงมาก ดังนั้นช่วงนี้การอนุมัติบัตรเครดิตต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยพิจารณาจากรายได้ กระแสเงินสด ภาระหนี้ ว่ายังเพียงพอต่อการก่อหนี้ได้อีกหรือไม่”

สำหรับเอ็นพีแอลของบัตรเครดิต ได้เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปี ที่ผ่านมา เชื่อว่าหลังจากนี้ก็จะยังปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย เนื่องจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต จะไม่เป็นเอ็นพีแอลทันที แต่เป็นลักษณะของยอดใช้จ่ายเงินที่สะสม เมื่อถึงจุดหนึ่งไม่สามารถชำระเงินได้ ก็เป็นหนี้เอ็นพีแอล ที่ผ่านมาธนาคารได้เข้าไปช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และเอ็นพีแอลของบัตรเครดิต ธนาคารได้มีการติดตามทุกเดือน โดยเอ็นพีแอลล่าสุดอยู่ที่ 2% ของสินเชื่อ ปรับขึ้นเล็กน้อย จากสิ้นปีที่ผ่านมา เอ็นพีแอลอยู่ที่ 1.8-1.9% ของสินเชื่อ และสิ้นปีนี้เชื่อว่าเอ็นพีแอลจะอยู่ที่ 2.1% ของสินเชื่อและในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าเพิ่มบัตรใหม่ 600,000 บัตร ในช่วง 6 เดือนแรก อนุมัติไปแล้ว 180,000 บัตร.

 

นบข.ตกลงขายข้าว 1.63 ล้านตัน ลั่นอย่าคิดซื้อราคาต่ำ รัฐไม่ขายให้ชัวร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ส.ค. 2559 00:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/678973

 

นบข.ไฟเขียวขายข้าวลอตที่นำมาเปิดประมูลและเข้าอุตสาหกรรม แค่ 4.54 หมื่นตัน จากเปิดประมูล 1.63 ล้านตัน ได้เงินเข้ารัฐ 326 ล้านบาท เหตุผู้ซื้อกดราคาซื้อต่ำกว่าเกณฑ์ ลั่นอย่าคิดซื้อราคาต่ำ รัฐไม่ขายให้ชัวร์

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้อนุมัติขายข้าวตามที่คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวเสนอ โดยในส่วนของการเปิดประมูลข้าวทั่วไปและเข้าอุตสาหกรรม ได้อนุมัติขายให้กับเอกชน 4 ราย ปริมาณ 45,458.99 ตัน มูลค่า 326.61 ล้านบาท จากที่เปิดประมูลทั้งหมด 1.63 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วน 2% ของปริมาณข้าวเปิดขาย

“ข้าวลอตนี้ มีผู้เสนอราคาซื้อสูงสุด 18 ราย ปริมาณ 976,000 ตัน จากที่นำมาเปิดประมูล 1.63 ล้านตัน พบว่าส่วนใหญ่เสนอราคาต่ำกว่าเกณฑ์ จึงไม่อนุมัติขายในรายที่เสนอราคาต่ำกว่าเกณฑ์ เป็นการส่งสัญญาณให้ผู้ประกอบการข้าวรู้ว่า รัฐจะไม่ขายข้าวราคาต่ำกว่าเกณฑ์ ถ้าคิดจะมากดราคาก็จะไม่ขายให้ ดังนั้น ตลาดไม่ต้องกังวลว่า รัฐจะเทข้าวออกไปสู่ตลาดจำนวนมาก และจะกระทบกับราคา”

สำหรับการเปิดให้เอกชนที่มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศยื่นซื้อข้าวสต๊อกรัฐบาล จากที่เปิดประมูล 2.18 ล้านตันนั้น มีผู้เสนอราคาสูงสุด 5 ราย 325,000 ตัน ภายหลังจากเจรจาต่อรอง คิดเป็นสัดส่วน 9% ของปริมาณข้าวที่นำออกมาจำหน่าย ซึ่งในวันที่ 2 ส.ค.นี้ จะเสนอประธาน นบข. อนุมัติขายต่อไป หากอนุมัติขายตามที่คณะทำงานฯ เสนอ จะทำให้สต๊อกข้าวปัจจุบันเหลือทั้งหมด 9.1-9.2 ล้านตัน โดยตั้งแต่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศ และได้อนุมัติขายข้าวไปแล้วจนถึงปัจจุบัน 7.5 ล้านตัน มูลค่า 78,200 ล้านบาท และเชื่อว่าจะสามารถระบายข้าวออกจากสต๊อกได้หมดตามเป้าหมายภายในกลางปี 60

ส่วนการส่งออกข้าวตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-26 ก.ค. 59 ไทยส่งออกแล้ว 5.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 8.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่า 86,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.8% และทั้งปีนี้คาดว่าจะส่งออกได้ตามเป้าหมาย 9.5 ล้านตัน.