อภิรดี ลงนามเรียกค่าเสียหายคนเอี่ยวทุจริตข้าวจีทูจี มูลค่า 2 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ส.ค. 2559 22:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/678971

 

รมว.พาณิชย์ ลงนามหนังสือคำสั่งทางปกครอง ส่งถึงบุคคลเอี่ยวทุจริตขายข้าวจีทูจี 6.2 ล้านตัน ทั้ง 6 ราย เพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายมูลค่า 2 หมื่นล้าน…

วันที่1 ส.ค. นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงการเรียกค่าเสียหายกรณีการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) จำนวน 4 สัญญา ปริมาณ 6.2 ล้านตัน มูลค่าเกือบ 20,000 ล้านบาท จากนักการเมืองและข้าราชการ 6 รายว่า กรมฯ ได้ทำร่างหนังสือแจ้งคำสั่งทางปกครองเสนอต่อ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เพื่อลงนามแล้ว หลังจาก รมว.พาณิชย์ ลงนาม จะจัดส่งหนังสือแจ้งคำสั่งทางปกครองให้กับนักการเมือง และข้าราชการ รวม 6 ราย เพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหาย และหลังจากที่ทั้ง 6 รายได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว ต้องชำระค่าเสียหายภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือ หากไม่ชำระตามกำหนด จะมีหนังสือแจ้งเตือนไปอีกภายใน 15 วัน แต่หากยังไม่ชดใช้ก็จะออกหนังสือแจ้งมาตรการบังคับทางปกครอง ในขั้นนี้จะต้องหารือกับตัวแทนกรมบังคับคดี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) และสำนักงานคณะกรรมการอัยการ เพื่อพิจารณาว่าจะยึดทรัพย์ หรืออายัดทรัพย์ได้หรือไม่ อย่างไร

อย่างไรก็ดี ทางนักการเมืองและข้าราชการ 6 ราย สามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อให้ยกเลิกคำสั่งทางปกครองได้ นับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งทางปกครอง ซึ่งขึ้นอยู่กับคำสั่งของศาลปกครองที่จะพิจารณา เพราะต้องดูรายละเอียดของการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองของทั้ง 6 ราย ว่าจะยื่นฟ้องอย่างไร เช่น ยื่นฟ้องเพื่อยกเลิกคำสั่งทางปกครอง หรือยื่นฟ้องในเรื่องของรายละเอียดวงเงินชดใช้ และจะกระทบกับขั้นตอนในการดำเนินการเพื่อเรียกค่าเสียหายหรือไม่ ซึ่งถ้าศาลปกครองไม่รับฟ้อง ก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอนได้ทันที แต่ถ้าศาลปกครองพิจารณารับฟ้อง ก็ต้องดูว่ารับฟ้องในประเด็นใดบ้าง

“ตอนนี้ต้องว่ากันไปตามกระบวนการของกฎหมาย โดยกรมฯ ได้ส่งหนังสือแจ้งคำสั่งทางปกครองไปให้ รมว.พาณิชย์ ลงนาม ตั้งแต่เย็นวันวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยในหนังสือระบุตัวเลขค่าเสียหายที่ทั้ง 6 รายต้องชดใช้ชัดเจน ซึ่งภายหลังการลงนามแล้ว กรมฯ ได้จัดส่งหนังสือไปให้ทั้ง 6 คนแล้ว” นางดวงพร กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักการเมืองและข้าราชการ 6 คน ที่จะถูกบังคับทางปกครองชดใช้ค่าเสียหายจากการขายข้าวจีทูจี มูลค่า 20,000 ล้านบาท ได้แก่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และ นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ

 

ร.ฟ.ท. ลงนาม เพิ่มขีดความสามารถขนส่งตู้สินค้า ยกมาตรฐานบริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ส.ค. 2559 21:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/678866

 

ร.ฟ.ท. ผนึก กทท. เซ็น MOU ร่วมมือพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถขนส่งตู้สินค้า ระหว่างไอซีดี-แหลมฉบัง ซื้อแคร่ขนสินค้า 308 คัน ตั้งเป้า 5 ปี ขนส่งทางรางเพิ่มเป็น 2 ล้านตัน/ปี พร้อมเพิ่มขนส่งทางรางด้วยคอนเทนเนอร์ภายในประเทศอีกเท่าตัว…

วันที่ 1 ส.ค. 59 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนา และเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ ระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทย และการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยมี นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม ร่วมเป็นสักขีพยานลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ มี นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ลงนามร่วมกับ นายสุทธินันท์ หัตถวงษ์ ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือในการส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินงานในการให้บริการศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ และสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง ลาดกระบัง เพื่ออำนวยความสะดวก และยกระดับมาตรฐานบริการร่วมกัน

ทั้งนี้ ในการขนส่งตู้สินค้าจากสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง ไอซีดี (INLAND CONTAINER DEPOT) ลาดกระบัง มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก และบุคคลทั่วไป ในกิจกรรมทุกอย่างเกี่ยวกับสินค้าประเภทตู้คอนเทนเนอร์ ทั้งการนำเข้า-ส่งออก โดยสามารถรองรับปริมาณตู้สินค้าได้ถึงปีละประมาณ 400,000 ถึง 600,000 ทีอียู แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการรองรับการเติบโต สำหรับการขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟของท่าเรือแหลมฉบัง ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากทางถนน สู่การขนส่งระบบรางเชื่อมต่อไปยังท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อลดต้นทุนด้านการขนส่งของประเทศ ลดปัญหาการจราจรในเส้นทางระหว่างกรุงเทพมหานคร ถึงท่าเรือแหลมฉบัง และลดปัญหามลภาวะทางอากาศ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการขนส่งโดยทางรถไฟไปยังท่าเรือแหลมฉบัง ยังมีศักยภาพ และสามารถเติบโตได้อีก ดังนั้น เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการร่วมกัน จึงมีความเห็นร่วมกันว่าจะดำเนินการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบังของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ให้สามารถขนส่งตู้สินค้าได้มากถึง 2,000,000 ทีอียูต่อปี ภายใน 5 ปี ประกอบกับการรถไฟฯ ได้จัดซื้อรถโบกี้บรรทุกตู้สินค้า และเครื่องอะไหล่ จำนวน 308 คัน ในวงเงิน 7,229 ล้านบาท เป็นล้อเลื่อนขนาดน้ำหนัก 20 ตัน/เพลา มีประสิทธิภาพในการลากจูงต่อขบวน และรับน้ำหนักบรรทุกได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้สอดคล้องกับการขนส่งแบบเหมาขบวนที่ประหยัดพลังงาน และลดต้นทุนการขนส่ง และบริษัทผู้ผลิตได้จัดส่งสินค้ามาถึงประเทศไทยรอบแรก เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 จำนวน 150 คัน และจะจัดส่งอีกครั้งในเดือนกันยายน 2559 ให้ครบจำนวน (158 คัน) โดยมีแผนการให้บริการขนส่งคอนเทนเนอร์ระหว่าง ไอซีดี ลาดกระบัง–ท่าเรือแหลมฉบัง โดยใช้รถจักรดีเซลไฟฟ้า (ใหม่) จำนวน 7 คัน และรถโบกี้บรรทุกตู้สินค้า จำนวน 308 คัน ที่จัดหาใหม่ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่ง และเสริมสร้างสมรรถภาพการขนส่งคอนเทนเนอร์ภายในประเทศสูงอีกเท่าตัว จากปัจจุบันขนส่งได้ 7 ล้านตันต่อปี คาดว่าจะเพิ่มปริมาณการขนส่งได้เป็น 15 ล้านตันต่อปี สามารถเพิ่มรายได้ให้แก่การรถไฟฯ ซึ่งจะทำให้ผลการดำเนินงานโดยรวมดีขึ้น

 

อาคม โว ปชช. ชอบ ‘สาทรโมเดล’ ช่วยลดการเดินทาง-เพิ่มความเร็วบนถนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ส.ค. 2559 20:39

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/678881

 

อาคม แถลงรับความสำเร็จ “สาทรโมเดล” โว! ประชาชนชอบ ช่วยลดเวลาการเดินทาง เพิ่มความเร็วรถบนท้องถนนเป็น 17 กม./ชั่วโมง เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าในช่วงเวลา 3 ปีนี้ …

วันที่ 1 ส.ค.59 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงคมนาคม ได้เข้าร่วมในโครงการ สาทรโมเดล เพื่อจัดจราจรเต็มรูปแบบ เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรอย่างยั่งยืนบนถนนสาทร และได้มีการประเมินผล และทดลองเชิงสังคมครั้งที่ 3 โดยมีการทดลองออกเป็น 2 ช่วงเวลา คือ 06.00-07.15 น. และช่วงเวลา 17.00-19.00 น. นั้น พบว่า จากการจัดจราจร และมาตรการเหลื่อมเวลาทำงาน พบว่า จากการบันทึกความเร็วเฉลี่ยของการใช้รถในชั่วโมงเร่งด่วน ตอนปี 57 ความเร็วเฉลี่ยของรถจากเดิมรถใช้ความเร็วที่ 6 กม./ชั่วโมง พอมา ปี 58 พบว่าความเร็วเฉลี่ยรถเหลือ 5.1 กม./ชั่วโมง และในปี 59 ความเร็วเฉลี่ยของการใช้รถอยู่ที่ 17 กม./ชั่วโมง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การจัดระเบียบในโครงการสาทรโมเดล ประสบความสำเร็จ เพราะความเร็วของรถที่ใช้เดินทางในชั่วโมงเร่งด่วน เร็วมากขึ้นจากเดิมถึง 3 เท่า

ทั้งนี้ จากที่รถใช้ความเร็วได้มากขึ้น จึงทำให้มีปริมาณรถไหลเข้ามายังท้องถนนสาทรมากขึ้น จากคิวที่รถเข้ามาถนนจากความยาวของปริมาณรถมากถึง 3 กม. ก็เหลือเพียง 2 กม. เท่านั้น และรถยังสามารถใช้ความเร็วในการขับขี่มากขึ้น รวมถึงระบบการเดินรถสั้นลงใช้เวลาเดินทางเฉลี่ยที่ 20 นาทีเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่า การแก้ไขปัญหาไม่ได้แก้ไขทางกายภาพเท่านั้น แต่ได้ส่งผลไปยังภาคสังคมด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโครงการนี้เป็นผลเชิงประจักษ์อย่างชัดเจน

ด้าน นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานร่วมคณะกรรมการโครงการคมนาคมยั่งยืน 2.0 กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ความสำเร็จของโครงการสาทรโมเดล ที่ได้มีการทดลองเป็นครั้งที่ 3 นี้ พบว่า โครงการจอดแล้วจร มีความสำคัญมากกับโครงการ เนื่องจากพบว่า ได้รับความสนใจจากผู้ขับรถยนต์อย่างมาก หากมีที่จอดรถและมีค่าจอดรถที่เหมาะสมในทำเลที่ตั้งที่ดีจะได้รับความสนใจและช่วยลดปริมาณรถบนท้องถนนอย่างมาก โดยพื้นที่จอดแล้วจรที่ได้รับความนิยมและต้องการมาก คือ บริเวณฝั่งธนบุรี สถานีกรุงธนบุรี-บางหว้า มีความต้องการมากว่า 1,000 คัน/วัน อุดมสุข-แบริ่ง มีความต้องการจอด 900 คัน/วัน, หมอชิต-สะพานควาย ต้องการมากกว่า 2,000 คัน/วัน แอร์พอร์ตลิงก์ มักกะสัน-ลาดกระบัง ต้องการมากกว่า 2,000 คัน/วัน และจากการสำรวจผู้ใช้โครงการจอดแล้วจร กรุงธนบุรี โดยเฉลี่ยสามารถลดระยะเวลาการเดินทาง 20 นาที ลดระยะเวลาในการขับรถยนต์ได้ 11 กิโลเมตร/วัน

ส่วนมาตรการเหลื่อมเวลาทำงาน เพื่อกระจายปริมาณรถยนต์ในช่วงเวลาเร่งด่วน แก้ไขปัญหาจราจรในเขต กทม. นั้น ขณะนี้มีบริษัทเอกชนที่มีสำนักงานในบริเวณถนนสาทร และสีลมกว่า 11 บริษัทได้เข้าร่วมใช้มาตรการนี้ ทำให้มีพนักงานจากทั้ง 11 บริษัท เหลื่อมเวลาการทำงานกว่า 4,300 คน นอกจากนั้น ในโครงการยังมีบริการแอพพลิเคชั่น ลิงก์โฟว์ เพื่อช่วยวางแผนการเดินทางใน เขต กทม. พบว่า มีผู้ใช้กว่า 3,308 ราย นอกจากนั้น ยังมีอีก 25 บริษัท มีพนักงานกว่า 1,872 ราย เข้ามาใช้บริการเพื่อวางแผนเดินทาง ส่วนโครงการรถรับส่งพนักงานเอกชนในพื้นที่สาทร เพื่อลดการใช้รถยนต์นั้น พบว่าได้รับการตอบอย่างดี แต่เพื่อเพิ่มความสะดวกของการบริการโครงการนี้จะต้องเพิ่มการบริการด้วยการให้ผู้โดยสารสามารถทราบตำแหน่งรถที่จะบริการด้วย เพื่อให้ประชาชนวางแผนการเดินทางได้ถูก

 

สมคิด จ่อเสนอพัฒนาพื้นที่รถไฟความเร็วสูง กทม.-ระยอง เข้าบอร์ด PPP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ส.ค. 2559 19:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/678822

 

สมคิด เตรียมเสนอโครงการพัฒนาพื้นที่เส้นทางรถไฟความเร็วสูง กทม.-ระยอง ระยะทาง 193.5 กม. มูลค่าโครงการรวมกว่า 1.52 แสนล้านบาท เข้าบอร์ด PPP

วันที่ 1 ส.ค.59 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมติดตามความคืบหน้าการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์สองข้างทางรถไฟความเร็วสูง หรือไฮสปีดเทรน ว่า โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจะมีการดำเนินการรวม 4 เส้นทาง คือ 1. โครงการความร่วมมือรถไฟไทย–จีน ช่วงกรุงเทพฯ–นครราชสีมา ช่วงกรุงเทพฯ–แก่งคอย และแก่งคอย–นครราชสีมา มีระยะทาง 252.5 กม. มูลค่าโครงการรวมกว่า 1.79 แสนล้านบาท 2. โครงการความร่วมมือก่อสร้างรถไฟไทย–ญี่ปุ่น ช่วงกรุงเทพฯ–พิษณุโลก ระยะทาง 673 กม. วงเงิน 2.24 แสนล้านบาท

3. โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพฯ–หัวหิน ระยะทาง 211 กม. 94,600 ล้านบาท และ 4. โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ–ระยอง ระยะทาง 193.5 กม. มูลค่าโครงการรวมกว่า 1.52 แสนล้านบาท โดยให้กระทรวงคมนาคม ไปศึกษาผลตอบแทนของการดำเนินการในแต่ละโครงการว่า มีผลตอบแทนอย่างไร หากมีการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ของรถไฟความเร็วสูงทั้ง 4 เส้นทาง ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ ก่อนที่จะมีการเสนอนายกรัฐมนตรี

ด้าน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เส้นทางก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง หรือ ไฮสปีดเทน ที่มีศักยภาพที่จะก่อสร้างได้ก่อน คือ เส้นทางรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-ระยอง เนื่องจากเส้นทางดังกล่าว มีศักยภาพที่จะก่อสร้าง และพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ได้ โดยล่าสุด เส้นทางดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) หลังจากนั้น คาดว่าจะเสนอให้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ในเดือนกันยายน 59 นี้

เบื้องต้น การประมูลก่อสร้างจะแบ่งออกเป็น การก่อสร้างเส้นทางและการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสถานี ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายให้กระทรวงคมนาคมและส่วนงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณาศึกษาผลตอบแทนของการพัฒนาพื้นที่รอบสถานี สถานี ลักษณะการพัฒนา ว่ามีผลตอบแทนอย่างไร เพื่อให้ตอนเปิดประมูลจูงใจให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน

ทั้งนี้ ในส่วนของการจัดผังเมือง จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เวนคืนเข้ามา และอีกส่วนเป็นการจัดรูปที่ดิน เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชนและประชาชนในการสมัครใจนำที่ดินมาร่วมกันและจัดรูปที่ดินใหม่ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุด โดยเอกชนหรือประชาชนรายนั้นๆ ยังได้สิทธิ์ในการใช้ประโยชน์ที่ดินอยู่

“ในส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-หัวหิน จะพยายามเสนอคณะกรรมการพีพีพีภายในเดือน ส.ค.-ก.ย. นี้ เช่นเดียวกันกับกรุงเทพ-ระยอง โดยทั้งสองเส้นนี้ การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมยังไม่เรียบร้อย แต่กระทรวงคมนาคมสามารถเสนอโครงการให้ ครม. พิจารณาอนุมัติได้ โดยใช้มาตรา 44”

ด้าน นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. กล่าวว่า โครงการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์สองข้างทางของเส้นทางก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงนั้น พื้นที่ที่จะนำมาพัฒนา จะเน้นพื้นที่ของราชพัสดุ กรมธนารักษ์ ของกระทรวงการคลัง พื้นที่ของ รฟท.เป็นหลัก และบางส่วนอาจจะมีการเวนคืนที่ดินของเอกชน โดยเบื้องต้นทางกรมโยธาธิการ ได้เสนอแนะว่า ให้ปรับเปลี่ยนจากการเวนคืนที่ดินมาเป็นการจัดรูปที่ดิน รอบพื้นที่สถานีที่จะพัฒนาเชิงพาณิชย์ ด้วยการเอาประชาชนในพื้นที่เข้ามาร่วมพัฒนาจัดระเบียบพื้นที่ในเชิงพาณิชย์ด้วย

ส่วนสถานีที่จะพัฒนาเชิงพาณิชย์ ในโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทาง กทม.- ระยอง คือ สถานีลาดกระบัง สถานีศรีราชา สถานีพัทยา และสถานีระยอง นอกจากนั้น ยังพบว่า เส้นทางในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงทั้ง 4 เส้นทาง อาจจะมีบางเส้นทางที่จะต้องปรับเปลี่ยนสถานีด้วยการย้ายสถานีออกจากสถานีที่เดิม เนื่องจากการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสถานีต้องใช้พื้นที่มาก แต่ปัญหา คือ สถานีรถไฟเดิมบางสถานีมีพื้นที่คับแคบไม่สามารถรองรับสถานีรถไฟความเร็วสูงได้

สำหรับสถานีที่จะต้องย้ายออกมาจากเดิม คือ เส้นทาง กทม.-หัวหิน ต้องย้ายสถานีจากในเมืองราชบุรี ออกมานอกเมืองระยะห่าง 7 กม. สถานีเพชรบุรี ย้ายจากในเมืองออกมาเส้นบายพาส และจากสถานีหัวหินเดิมมาที่สถานีบ่อฝ้าย เป็นต้น

ส่วนเส้นทาง กทม.-เชียงใหม่ นั้น สถานีเชียงใหม่จะยังคงอยู่ที่เดิม เนื่องจากพื้นที่เก่า มีพื้นที่กว้าง สามารถรองรับสถานีรถไฟความเร็วสูงได้ ส่วนเส้นทาง กทม.-โคราชนั้น จะมีการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่สถานีสระบุรี สถานีปากช่อง สถานีโคราช

 

สรท. เชื่อส่งออกไทยปรับตัวดีขึ้นครึ่งปีหลัง แต่ทั้งปี ติดลบ 2%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ส.ค. 2559 19:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/678703

 

สรท. เผย มูลค่าส่งออกไทยในครึ่งปีแรก หดตัว -1.60% จากการส่งออกทองคำที่สูงถึง 781.73 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ประกอบกับสินค้าเกษตรออกมาลบทุกตัว เชื่อส่งออกไทยปรับตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง แต่คาดทั้งปียังติดลบ 2%…

วันที่ 1 ส.ค. 59 นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ขนส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือน มิ.ย. 59 มีมูลค่า 18,146 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว -0.08% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน มูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทเท่ากับ 642,388 ล้านบาท ขยายตัว 6.5% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกในครึ่งปีแรก มีมูลค่า 105,137 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว -1.60% โดยได้รับอานิสงส์จากมูลค่าการส่งออกทองคำที่สูงถึง 781.73 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือขยายตัว 365% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึงการขยายตัวของการส่งออกรถยนต์ และสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

“สถานการณ์โดยรวมในครึ่งปีแรก จะเห็นชัดเลยว่าไม่ค่อยดีนัก ทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่ออกมาลบทุกตัว ยกเว้นน้ำตาลเท่านั้นที่เป็นบวก ถึงแม้ว่าภาพรวมในครึ่งปีแรกจะออกมาติดลบ แต่มองดูว่าในเดือนที่แล้วตัวที่ผลักดันมากที่สุดคือ รถยนต์และทองคำ ซึ่งเชื่อว่าจากนี้จะปรับตัวดีขึ้น และคาดการส่งออกทั้งปีน่าจะหดตัวในระดับ -2%” นายวัลลภ กล่าว

ทั้งนี้ คาดการณ์มูลค่าการส่งออกระหว่างเดือน ก.ค.-ธ.ค. 59 เฉลี่ยเดือนละ 17,610 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือหดตัวเฉลี่ย -1.75% ทำให้มองมูลค่าการส่งออกปี 59 จะมีมูลค่าเท่ากับ 210,089 ล้านเหรียญ หรือหดตัว -2% โดยปัจจัยหลักที่จะส่งผลกระทบกับการส่งออก คือ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของคู่ค้าทั่วโลกที่ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่น และทำให้ปริมาณการอุปโภคบริโภคของลูกค้าในตลาดเป้าหมายลดลง, การดำเนินการของประเทศอังกฤษ หากเข้าสู่กระบวนการตามมาตรา 50 ก่อนสิ้นปี อาจจะมีผลต่อการส่งออกของไทยได้ และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่จะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทย ซึ่งอาจจะทำให้เสียเปรียบสินค้าจากประเทศคู่แข่งมากยิ่งขึ้น โดยทางสภาผู้ส่งออก จะมีการเข้าพบกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเร็วๆ นี้ เพื่อขอให้ช่วยดูแลค่าเงินไม่ให้แข็งค่าจนเกินไป หรือไม่ควรเกินระดับ 34.05 บาท/ดอลลาร์

นอกจากนี้ ปัจจัยที่ส่งผลเชิงบวก คือ เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความเข้มแข็งขึ้น และเศรษฐกิจจีนอยู่ในระดับที่ทรงตัว ส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น และคาดว่าราคาทองคำและน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นได้ในช่วงปลายปีนี้ โดยมองว่า ราคาทองคำน่าจะอยู่ในระดับ 1,370 เหรียญ/ออนซ์ และจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกหากอังกฤษเข้าสู่มาตรา 50 ก่อนสิ้นปี ซึ่งทำให้ราคาทองคำจะผันผวนขึ้นไปในระดับ 1,400 เหรียญ/ออนซ์ ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมัน คาดว่าจะอยู่ในระดับ 45 เหรียญ/บาร์เรล ในปลายปีนี้

 

สรรพสามิต โชว์ผลงานปราบของเถื่อน 36,451 คดี ค่าปรับกว่า 374 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ส.ค. 2559 18:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/678702

 

กรมสรรพสามิต รับลูกนโยบายรัฐ กวาดล้างสินค้าเลี่ยงภาษี สุราเถื่อน บุหรี่เถื่อน และน้ำมันเถื่อน พบผู้กระทำผิดกฎหมายช่วง ต.ค.2558 – ก.ค.2559 จำนวน 36,451 คดี คิดเป็นเงินค่าปรับกว่า 374 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 1 ส.ค. นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง ได้มอบนโยบายให้กรมสรรพสามิตดูแลสินค้าที่หลีกเลี่ยงภาษี รวมถึงการดำเนินงานตามมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและปราบปรามสุราเถื่อน บุหรี่เถื่อน และน้ำมันเถื่อน และจูงใจผู้ที่อยู่นอกระบบให้เข้ามาสู่ระบบภาษี ซึ่งที่ผ่านมากรมสรรพสามิตได้จัดทำแผนเฉพาะกิจปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต โดยปีงบประมาณ 2559 (ต.ค.2558 – ก.ค.2559) พบว่ามีการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.สุรา จำนวน 23,171 คดี คิดเป็นเงินค่าปรับ 71,022,001.32 บาท

ส่วนการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ยาสูบ จำนวน 11,512 คดี คิดเป็นเงินค่าปรับ 213,557,421 บาท และการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต 2527 จำนวน 1,696 คดี คิดเป็นเงินค่าปรับ 84,644,965.92 บาท และ พ.ร.บ.ไพ่ จำนวน 72 คดี คิดเป็นเงินค่าปรับ 5,094,927 บาท รวมจำนวนคดีทั้งสิ้น 36,451 คดี คิดเป็นเงินค่าปรับจำนวนทั้งสิ้น 374,319,315.84 บาท

 

หุ้นไทยร่วง 11.45 ปิดที่ 1,512.62 จุด ซื้อขาย 72,710.56 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ส.ค. 2559 17:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/678841

 

หุ้นไทยปิดลบ 11.45 จุด คิดเป็น -0.52% ดัชนีอยู่ที่ 1,512.62 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 72,710.56 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 1 ส.ค. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย ลดลง 11.45 จุด คิดเป็น -0.75% ดัชนีอยู่ที่ 1,512.62 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 72,710.56 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) และ 5. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน).

 

‘กอบกาญจน์’ คาด รายได้ท่องเที่ยวไตรมาส 3 โต 10% โกย 5.97 แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ส.ค. 2559 15:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/678687

 

รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา คาด แนวโน้มรายได้ท่องเที่ยวไตรมาส 3 อยู่ที่ 5.97 แสนล้านบาท ยังขยายตัว 10% รับแรงหนุนจากการเพิ่มวันหยุดพิเศษ กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงโลว์ ซีซั่น …

วันที่ 1 ส.ค. 59 นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คาดแนวโน้มรายได้จากการท่องเที่ยวไตรมาส 3 ที่ 5.97 แสนล้านบาท ขยายตัว 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยบวกมาจากกระแสการท่องเที่ยวตามโครงการ 12 เมืองต้องห้าม…พลาด+พลัส รวมถึงการเพิ่มวันหยุดพิเศษต่อเนื่องใน เดือน ก.ค. เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวนอกฤดูกาล และวันหยุดต่อเนื่องใน เดือน ส.ค.

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีจนถึง 31 ก.ค. 59 มีรายได้จากการท่องเที่ยว 1.39 ล้านล้านบาท ขยายตัว 13.95% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนช่วง 9 เดือนของปีนี้ คาดว่ารายได้รวมจากการท่องเที่ยว 1.848 ล้านล้านบาท คิดเป็น 77% ของเป้ารายได้ทั้งปี และคาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ 33 ล้านคน ขณะที่ ทั้งปี คาดว่าจะเกินกว่าเป้าที่คาดไว้ที่ 32 ล้านคน

ส่วนไตรมาส 2/59 มีรายได้รวม 5.71 แสนล้านบาท ขยายตัว 11.89% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 7.55 ล้านคน ชาวจีน ขยายตัว 13.38% ยุโรป ขยายตัว 10.67% และอาเซียน ขยายตัว 6.34%

 

เงินเฟ้อทั่วไปเดือน ก.ค. ขยายตัว 0.10% 7 เดือน หดตัว -0.07%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ส.ค. 2559 15:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/678756

 

พาณิชย์ เผย ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป เดือน ก.ค.59 อยู่ที่ 106.68 ขยายตัว 0.10% ช่วง 7 เดือนแรกของปี หดตัว -0.07% ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน อยู่ที่ 106.73 ขยายตัว 0.76% เชื่อ อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยจะกลับไปเป็นบวกได้ในช่วงปลายปี คาดทั้งปี อยู่ที่ระดับ 0-1% …

วันที่ 1 ส.ค.59 นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึง ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือน ก.ค.59 อยู่ที่ 106.68 ขยายตัว 0.10% เมื่อเทียบกับ ก.ค.58 แต่หดตัว -0.35% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้ CPI ช่วง 7 เดือนแรกปี 59 หดตัว -0.07% โดยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ เดือน ก.ค. 59 เมื่อเทียบกับเดือน ก.ค.58 สูงขึ้น 0.10% เป็นผลมาจากราคาสินค้าอาหารสด และบุหรี่

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกภายในประเทศในหมวดพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสาร ยังคงปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง และผลจากการปรับอัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (Ft) ในรอบเดือน มกราคม-เมษายน 2559 ในหมวดเคหสถาน ยังคงฉุดรั้งการขยายตัวของอัตราเงินเฟ้อ และส่งผลกระทบทางลบต่ออัตราเงินเฟ้อ -0.47% และ -0.34% ตามลำดับ

เมื่อเทียบเดือน มิ.ย.59 อัตราเงินเฟ้อลดลงเท่ากับ -0.35% (MoM) โดยได้รับอิทธิพลสำคัญมาจาก 1) หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (ผลกระทบ -0.2%) อาทิ ผักสด (พริกสด มะนาว คะน้า ผักกาดหอม และต้นหอม) และเนื้อสุกร 2) หมวดพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสาร (ผลกระทบ -0.16%) อาทิ แก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน 95

ขณะที่ ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เดือน ก.ค.59 อยู่ที่ 106.73 ขยายตัว 0.76% เมื่อเทียบกับ ก.ค.58 และขยายตัว 0.06% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้ Core CPI ช่วง 7 เดือนแรกปี 59 ขยายตัว 0.73%

ส่วนดัชนีราคาสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่ม เดือน ก.ค.59 อยู่ที่ 116.50 เพิ่มขึ้น 1.83% เทียบกับเดือน ก.ค.58 แต่หดตัว -0.54% เทียบกับเดือนก่อนหน้า และขณะที่ดัชนีราคาสินค้าหมวดที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม อยู่ที่ 101.48 หดตัว -0.84% เมื่อเทียบกับเดือน ก.ค.58 และหดตัว -0.24% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะขยายตัวสู่กรอบคาดการณ์ของปี 2559 ที่ 0-1.0% ในช่วงครึ่งปีหลัง โดยในช่วงที่เหลือของปีคาดว่า อัตราเงินเฟ้อคงจะไม่ติดลบ หรือไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปมากจากระดับนี้แล้ว ยกเว้นว่าจะมีปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่อาจจะปรับลดลงได้อีกเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยจะกลับขึ้นไปเป็นบวกได้ในช่วงปลายปี เนื่องจากขณะนี้ปัจจัยอื่นๆ ถือว่าค่อนข้างนิ่งแล้ว และหากสามารถส่งออกได้ดี จะทำให้ราคาสินค้ามีโอกาสขยับขึ้น จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับขึ้นได้

นอกจากนี้ คาดว่าในช่วงไตรมาส 3/59 อัตราเงินเฟ้อจะเฉลี่ยอยู่ที่ 0.47% โดยกระทรวงพาณิชย์จะมีการทบทวนอัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2559 ใหม่อีกครั้งในช่วงการแถลงเงินเฟ้อของเดือน ส.ค. แต่เชื่อว่าคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก

สำหรับการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อสำหรับปี 2559 ไว้ที่ระดับ 0-1% โดยมาจากสมมติฐานอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปีนี้ที่ 3.3% ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 30-40 ดอลลาร์/บาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 36-38 บาท/ดอลลาร์.

 

คลัง ไม่ขยายเวลาลงทะเบียนคนจน แจง หากไม่ทัน 15 ส.ค. ลงใหม่ได้ปีหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ส.ค. 2559 15:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/678642

 

คลัง เผย ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนรับสวัสดิการรัฐแล้ว 1.3 ล้านราย คาด จะมีทยอยเข้ามาลงทะเบียนต่อเนื่องถึง 15 ส.ค. แจง หากลงไม่ทันในปีนี้ ยังมีสิทธิ์ลงใหม่ปีหน้า …

เมื่อวันที่ 1 ส.ค.59 นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยัน การลงทะเบียนประชาชนผู้มีรายได้น้อยเพื่อรับสวัสดิการของรัฐสำหรับปีนี้ จะไม่ขยายเวลาจากปัจจุบันที่กำหนดให้ประชาชนทยอยลงทะเบียนได้ ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. – 15 ส.ค.59 ซึ่งขณะนี้ มีประชาชนมาลงทะเบียนแล้วประมาณ 1.3 ล้านราย คาดว่า หลังจากนี้ น่าจะมีประชาชนทยอยเข้ามาลงทะเบียนอย่างต่อเนื่อง หากมาลงทะเบียนไม่ทันในปีนี้ ยังสามารถมาลงทะเบียนได้ในปีถัดๆ ไป เพราะรัฐบาลจะเปิดให้ลงทะเบียนอย่างต่อเนื่องทุกปี

ทั้งนี้ หลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเร่งตรวจสอบสิทธิ์ของประชาชนที่มาลงทะเบียน ซึ่งหากตรงตามเกณฑ์ที่กำหนดจะสามารถรับสวัสดิการต่างๆ ที่รัฐบาลจะจัดไว้ให้ โดยการลงทะเบียนครั้งนี้ เพื่อทำให้รัฐบาลได้วางมาตรการเพื่อหาทางช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มต่างๆ เช่น เด็ก, คนพิการ และผู้สูงอายุ ได้อย่างตรงตามความต้องการ โดยการช่วยเหลือจะเป็นไปอย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับแต่ละกลุ่ม.