ททท. จ่อหารือบริษัทตัวแทน ดึงแหล่งท่องเที่ยวลงเกม ‘โปเกมอนโก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ส.ค. 2559 13:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/678606

 

ททท.เตรียมเปิดตัวแอพพลิเคชั่น ไกด์ส่วนตัวพาเที่ยวทั่วไทย สามารถค้นหาเแหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร แหล่งช็อปปิ้ง พร้อมหารือบริษัทตัวแทนเกม ‘โปเกมอนโก’ ไทย นำสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ใส่เข้าไปในเกม หนุนการท่องเที่ยวไทยเพิ่ม

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้จับมือกับกระทรวง ICT เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวยุคใหม่ โดยมีการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาด้านเทคโนโลยีเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ตลอดจนแอพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อกระตุ้น และสร้างแรงจูงใจให้คนหันมาท่องเที่ยวประเทศไทยมากยิ่งขึ้น โดยเดือน ก.ย. 2559 นี้ จะเปิดตัวแอพพลิเคชั่นสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นไกด์ส่วนตัวโดยนักท่องเที่ยวมีเพียงสมาร์ทโฟน สามารถค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวทุกแห่ง ร้านค้า ร้านอาหาร แหล่งช็อปปิ้ง ซึ่งสามารถค้นหาได้ด้วยเพียงปลายนิ้วสัมผัสเท่านั้น

นอกจากนั้น ในไตรมาสสุดท้าย กำลังหารือกับผู้ประกอบการเอกชนซึ่งเป็นตัวแทนเกม ‘โปเกมอนโก’ ของไทย เพื่อจะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของไทยทั้งเมืองหลักและเมืองรอง บรรจุเข้าไปในเกม ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเชิญชวนให้คนทั้งโลกอยากมาท่องเที่ยว และสัมผัสประเทศไทยของเรา

ทั้งนี้เทคโนโลยีไอทีมีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น รวมทั้งภาคการท่องเที่ยว มีการใช้เทคโนโลยีโดยเฉพาะสมาร์ทโฟนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ สำหรับการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับคนทั่วโลกสามารถตัดสินใจเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ซึ่งปัจจุบันจะเห็นว่ามีนักท่องเที่ยวที่มาเมืองไทยส่วนใหญ่จะเป็นประภท FIT (Foreign Individual Tourism) ซึ่งจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เดินทางเข้ามาโดยใช้สมาร์ทโฟน และค้นหาแหล่งท่องเที่ยวด้วยตัวเอง

“ทางกระทรวงจะทำทุกวิถีทางในการดึงนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวเมืองไทยให้ได้มากที่สุดในช่วงไตรมาสสุดท้าย โดยรายได้จากการท่องเที่ยวจะต้องไม่กระจุกตัวอยู่ที่เมืองใหญ่หรือคนเพียงกลุ่มเดียว แต่จะต้องเป็นพระเอกในการสนองนโยบายของรัฐบาลในการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น สู่ชุมชน อันเป็นการสร้างความเท่าเทียมกันในสังคมอย่างทั่วถึง” นายพงษ์ภาณุ กล่าว

 

พรุ่งนี้ ตี5 ปตท.-บางจาก ปรับลดน้ำมันทุกชนิด 40 สต./ล.-E85 ลง 20 สต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ส.ค. 2559 10:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/678461

 

ปตท. และบางจาก ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด 40 สต./ล.-E85 ลง 20 สต. มีผลตี 5 พรุ่งนี้ (2 ส.ค.)

วันที่ 1 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปตท. และบางจาก ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด ลง 40 สตางค์/ลิตร เว้น E85 ปรับลด 20 สตางค์/ลิตร มีตั้งแต่เวลา 05.00 น. พรุ่งนี้ (2 ส.ค.)

ส่งผลให้ราคาใหม่เป็นดังนี้ เบนซิน 95: 29.96 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95: 22.85 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91: 22.58 บาท/ลิตร E20: 20.34 บาท/ลิตร E85: 16.49 บาท/ลิตร ดีเซล 23.09 บาท/ลิตร (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด)

 

ราคาทองเช้าวันจันทร์ เปิดตลาดขึ้น 50 รูปพรรณขายบาทละ 22,750

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ส.ค. 2559 09:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/678408

 

ราคาทองวันที่ 1 ส.ค. 59 เปิดตลาดขึ้น 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,150 ขายออกบาทละ 22,250 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,754.60 ขายออกบาทละ 22,750 บาท…

วันที่ 1 ส.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.20 น. ปรับเพิ่มขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,150.00 บาท ขายออกบาทละ 22,250.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,754.60 บาท ขายออกบาทละ 22,750.00 บาท

 

รมว.พาณิชย์หนุนอุตสาหกรรมปาล์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ส.ค. 2559 08:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/678342

 

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ พร้อมคณะลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง ระยอง พร้อมเร่งรัดให้จัดทำแผนปาล์มครบวงจรให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ตามที่คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติกำหนด ทั้งนี้ โรงงานโกลบอลกรีนเคมิคอล ถือเป็นอุตสาหกรรมกลางน้ำ ผลิตวัตถุดิบ ตั้งต้นในอุตสาหกรรมชำระล้าง เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เป็นผู้ผลิตรายเดียวในประเทศ มีกำลังการผลิตในส่วนของน้ำมันเมล็ดในปาล์ม 10,000 ตันต่อเดือน สามารถรองรับผลผลิตทั้งหมดของเกษตรกรได้ โดยกระทรวงพาณิชย์ พร้อมให้การสนับสนุน ต่อยอดอุตสาหกรรมกลางน้ำ ออกไปยังตลาดต่างประเทศ ในกลุ่ม CLMV ที่มีความต้องการวัตถุดิบดังกล่าวในการผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และคอสเมติกส์ รวมทั้งมีการจับคู่ให้กับ SMEs ในประเทศ เพื่อให้มีวัตถุดิบคุณภาพดี ราคาถูก โดยไม่ต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ

นางอภิรดียืนยันว่า จากสถานการณ์ราคาผลปาล์มสดของเกษตรกรที่มีราคาทรงตัวอยู่ในระดับสูง ขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้กระทบกับการผลิตน้ำมันปาล์มบรรจุขวด เพื่อการบริโภคของประชาชน โดยสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ มีเพียงพอไม่ขาดแคลนอย่างแน่นอน ในขณะที่ราคาจำหน่ายผลปาล์มสดของเกษตรกร ราคา ณ วันที่ 29 ก.ค. อยู่ที่ กก.ละ 6.50-7.30 บาท ส่งผลต่อราคาจำหน่ายปลีกน้ำมันปาล์มบรรจุขวด อยู่ที่ขวดละ 42 บาท โดยเป็นราคาจำหน่ายสูงสุดตามราคาเพดานที่กรมการค้าภายในกำหนด

ด้านนายจิรวัฒน์ นุริตานนท์ กก.ผจก.โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐเล็งเห็นความสำคัญของธุรกิจโอลีโอเคมี รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน พร้อมมีแผนปฏิรูปปาล์มน้ำมันแบบครบวงจรในอนาคต ในฐานะผู้บุกเบิกธุรกิจโอลีโอเคมีและผู้นำด้านการผลิตผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อมของไทยมากว่าหนึ่งทศวรรษ จึงพร้อมให้การสนับสนุนด้านข้อมูลหรือปัจจัยอื่นๆ ที่สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ.

 

แก๊ง “คอลเซ็นเตอร์” คืนชีพ คนถูกหลอกพุ่ง-ธปท.เตือนอย่าหลงเชื่อ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ส.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/678211

 

ธปท.ประกาศเตือน ระวัง!แก๊งคอลเซ็นเตอร์คืนชีพ หลังเดือน ก.ค.เดือนเดียวรับแจ้งถูกโทร.หลอกลวงกว่า 100 ราย ขอให้ประชาชนอย่างหลงเชื่อ ตรวจสอบกับหน่วยงานที่ถูกอ้างถึง หรือโทร. 1213 ถาม ศคง.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา ธปท.ออกประกาศเตือนภัยการหลอกลวงแก๊งคอลเซนเตอร์ โดยได้มีการประกาศเตือนผ่านหน้าเว็บไซต์ของ ธปท.ให้ประชาชนระวังแก๊งคอลเซนเตอร์โทร.มาแอบอ้างว่า บัญชีเงินฝากของท่านถูกอายัดหรือพัวพันกับการฟอกเงิน เตือนอย่าหลงเชื่อให้ข้อมูลส่วนตัวไปโดยเด็ดขาด

โดยศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ระบุว่า การหลอกลวงผ่านโทรศัพท์ของแก๊งคอลเซนเตอร์ได้กลับมาอีกครั้งหลังจากที่หายไปช่วงหนึ่ง โดยในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา มีประชาชนโทร.มาแจ้งเรื่องการถูกหลอกลวงมากกว่า 100 ราย ดังนั้น ธปท.ขอให้ประชาชนควรตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่ถูกอ้างถึงโดยตรง หรือ สอบถามศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) โทร.1213 ก่อนเพื่อไม่ให้กลายเป็นเหยื่อถูกหลอกลวง

จากข้อมูลของ ศคง.พบว่า มิจฉาชีพจะสุ่มเบอร์เพื่อโทรศัพท์ไปหาเหยื่อ โดยข้ออ้างที่ใช้จะมี 6 กรณี ดังนี้ 1.บัญชีเงินฝากถูกอายัด ซึ่งข้ออ้างนี้นิยมใช้มากที่สุด โดยมิจฉาชีพจะใช้ระบบตอบรับอัตโนมัติแจ้งว่าจะอายัดบัญชีเงินฝาก ในกรณีเป็นหนี้บัตรเครดิตหรือทำผิดกฎหมาย เช่น “คุณเป็นหนี้บัตรเครดิตกับทางธนาคาร กด 0 เพื่อติดต่อพนักงาน” เมื่อเหยื่อตกใจจะรีบคุยกับมิจฉาชีพ จากนั้นจะหลอกให้โอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม หรือเครื่องฝากถอนอัตโนมัติ

กรณีที่ 2 ระบุว่าบัญชีเงินฝากพัวพันกับการค้ายาเสพติดหรือการฟอกเงิน โดยหลอกเหยื่อต่อว่า บัญชีนั้นๆ พัวพันกับการค้ายาเสพติดหรือติดปัญหาการฟอกเงิน จึงขอให้เหยื่อโอนเงินทั้งหมด หรือบางส่วนมาเพื่อการตรวจสอบ

กรณีที่ 3 หลอกเงินคืนภาษี โดยมิจฉาชีพจะแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สรรพากรแจ้งว่า เหยื่อได้รับภาษีคืนเป็นเงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งจะต้องยืนยันรายการตามคำบอกที่ตู้เอทีเอ็ม ซึ่งจริงๆ ขั้นตอนที่มิจฉาชีพให้เหยื่อทำเป็นการโอนเงิน

4.อ้างว่าโชคดีรับรางวัลใหญ่ โดยมิจฉาชีพจะอ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทหรือตัวแทนองค์กรต่างๆ แจ้งข่าวดีแก่เหยื่อว่า เหยื่อได้รับเงินรางวัลหรือของรางวัลที่มีมูลค่าสูง เมื่อเหยื่อหลงเชื่อ จะหลอกเหยื่อให้โอนเงินค่าภาษีให้

กรณีที่ 5 ข้อมูลส่วนตัวหาย โดยจะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน เล่าเหตุการณ์ที่ทำให้ข้อมูลของลูกค้าสูญหาย เช่น น้ำท่วม ขอให้เหยื่อแจ้งข้อมูลส่วนตัว เช่น วัน/เดือน/ปีเกิด เลขที่บัตรประชาชน เพื่อนำข้อมูลไปใช้

กรณีสุดท้าย กรณีที่ 6 อ้างว่าโอนเงินผิด โดยเมื่อมิจฉาชีพมีข้อมูลของเหยื่อแล้ว จะโทรศัพท์ไปยังสถาบันการเงินเพื่อขอสินเชื่อผ่านทางโทรศัพท์ เมื่อได้รับอนุมัติ สถาบันการเงินจะโอนเงินเข้าบัญชีของเหยื่อ มิจฉาชีพจะโทรศัพท์ไปหาเหยื่ออ้างว่า โอนเงินผิดเข้าบัญชี เมื่อเหยื่อตรวจสอบและพบว่ามีเงินโอนเข้ามาจริง จึงรีบโอนเงินนั้นไปให้มิจฉาชีพ โดยที่ไม่รู้ว่าเงินนั้นเป็นเงินสินเชื่อของตัวเอง.

 

แก้แรงงานรับมือนโยบาย 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/678206

 

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า สัปดาห์นี้จะนัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์กช็อป) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อทำแผนรับมือการผลักดันนโยบายประเทศไทย 4.0 ในส่วนของผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม และภาคแรงงาน เพราะเป็นภาคส่วนที่จะได้รับผลกระทบ เนื่องจากประเทศไทย 4.0 คือการนำเอานวัตกรรมและเครื่องจักรมาใช้ในกระบวนการผลิต ทำให้มีการใช้แรงงานคนน้อยลง “เรื่องแรงงานแต่ละกลุ่มจะได้รับผลกระทบแตกต่างกันเอสเอ็มอีก็ได้รับผลกระทบแบบหนึ่ง อุตสาหกรรมก็อีกแบบหนึ่ง จึงต้องมาทำเวิร์กช็อปเพื่อดูว่าปัญหาอยู่ตรงไหน และจะวางแผนแก้ไขอย่างไร เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ทำแค่วันสองวันเสร็จ ต้องคิดไว้ล่วงหน้า ไม่งั้นเดี๋ยวเจอช็อก”

สำหรับการประเมินปัญหาของเอสเอ็มอี จะดูว่าใช้แรงงานมากน้อยแค่ไหน และมีการใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงานหรือไม่ เพราะมีแนวโน้มว่าค่าแรงอนาคตจะสูงขึ้น แต่การใช้เครื่องจักรแทนเอสเอ็มอีต้องพิจารณาว่าคุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลต้องดูว่ามีแผนแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร ส่วนภาคอุตสาหกรรมก็มีผลกระทบแตกต่างกัน หากอุตสาหกรรมใดนำเครื่องจักรมาใช้มากขึ้น จะกระทบต่อการจ้างแรงงานอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งต้องดูว่ามีอุตสาหกรรมอะไรบ้าง จะเกิดขึ้นเร็วหรือช้า เมื่อรู้แล้วจะได้วางแผนรับมือได้ทัน

ขณะที่ภาคแรงงานต้องดูว่าแรงงานเก่าจะเข้าไปช่วยพัฒนา หรือเพิ่มทักษะได้อย่างไร หรือจะย้ายแรงงานไปทำอะไร รวมทั้งต้องประเมินและปรับแผนการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย วิทยาลัยอาชีวะว่าจะทำหลักสูตรแบบใดให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม เมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะนำไปหารือกับรัฐบาล เพื่อกำหนดนโยบายว่าจะทำอะไรกันต่อเพื่อรับมือในเรื่องนี้ ประเมินว่าต้องใช้เวลาเตรียมการไม่น้อยกว่า 3-5 ปี ถึงจะทำสำเร็จ.

 

ดึง “สหกรณ์ออมทรัพย์” มาอยู่ใต้ปีกคลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/678198

 

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลังหารือกับนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะย้ายมาอยู่ในสังกัดของกระทรวงการคลังว่า ที่ประชุมมีข้อสรุปชัดเจนแล้วว่าสหกรณ์ประเภทออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนที่อยู่ภายใต้การดูของกระทรวงเกษตรฯ จะย้ายมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง โดยจะเสนอตั้งเป็นสำนักงานแห่งใหม่เหมือนกรณีเปลี่ยนกรมการประกันภัย มาเป็นสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานโดยตำแหน่งและกรรมการ (บอร์ด) ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานภาคนอก

“การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีหลายสาเหตุ แต่เหตุผลหลัก คือ จำนวนเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ ที่ดูแลเรื่องนี้มีไม่เพียงพอ ประกอบกับเกิดเหตุการณ์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ทำให้สมาชิกและผู้ฝากเงินจำนวนมากได้รับความเสียหาย กระทรวงการคลังจึงขอดึงสหกรณ์ออมทรัพย์ และเครดิตยูเนี่ยนที่เกี่ยวข้องกับการเงินมาดูแลเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายมากขึ้นไปกว่านี้อีก ส่วนสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ประมงและอื่นๆที่เหลืออีก 6 ประเภท จะขึ้นอยู่กับกระทรวงเกษตรฯเหมือนเดิม โดยเดือน ส.ค.นี้ จะนำเรื่องนี้เข้า ครม.เพื่อเสนอออกเป็น พ.ร.บ.สหกรณ์การออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนโดยกระทรวงเกษตรฯต้องโอนภารกิจและคนที่เกี่ยวข้องมาอยู่ที่หน่วยงานใหม่”.

 

เตรียมเปิดซื้อไฟฟ้า กระตุ้นลงทุน 6 หมื่น ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/678197

 

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรคกูเลเตอร์) เปิดเผยถึงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนใน 6 เดือนหลังของปีนี้ (ก.ค.-ธ.ค.) ว่า เรคกูเลเตอร์จะเร่งเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนภายในปีนี้ที่มีอยู่ 1,000 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม 50 เมกะวัตต์ และขยะชุมชน 130 เมกะวัตต์ โครงการผลิตไฟฟ้าชีวมวลและชีวภาพ 400 เมกะวัตต์ โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยราชการและสหกรณ์การเกษตรระยะที่ 2 กำลังผลิต 519 เมกะวัตต์ โดยหากประเมินเงินลงทุนจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนดังกล่าว จะมีเงินลงทุนในระบบ 60,000 ล้านบาท โดยโครงการส่วนใหญ่มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบภายในปี 61-62 สาเหตุที่ต้องเปิดรับซื้อไฟฟ้าให้เสร็จโดยเร็ว เนื่องจากขณะนี้ได้อาศัยประกาศของ คสช. มาตรา 44 ที่ช่วยปลดล็อกกฎหมายผังเมือง เพื่อให้โครงการโรงไฟฟ้ามีความคืบหน้า โดยจะมีผลสิ้นสุด 19 ม.ค.60.

 

“คิดนอกกรอบ” แผนปฎิรูปการศึกษา เปิดทางสร้างเด็กไทย 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/677772

 

ความพยายามจะยกระดับมาตรฐานการศึกษาของประเทศไทย ถือเป็นความท้าทายสำคัญของการปฏิรูปประเทศภายใต้อุดมคติของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างแท้จริง

เพราะมาตรฐานการศึกษาที่ดี คือ การสร้าง “คน” ให้มีคุณภาพ มีวินัย มีจริยธรรม และมีขีดความสามารถมากพอในการแข่งขันกับประเทศต่างๆบนเวทีโลกได้

หนึ่งในความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในโครงการสานพลังประชารัฐของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็คือ โครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน ซึ่งขับเคลื่อนโดยทีมงานที่มีชื่อเรียกสั้นๆว่า E5

ทีมงาน E5 มี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เป็นหัวหน้าทีมภาครัฐ และมี นายศุภชัย เจียรวนนท์ CEO จากบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นหัวหน้าทีมในฝ่ายของภาคเอกชน 12 องค์กรประกอบไปด้วย…กลุ่มน้ำตาลมิตรผล, บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น, ซีพีออลล์, เจริญโภคภัณฑ์อาหาร, กลุ่มเซ็นทรัล, ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป, ปตท., ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกรุงเทพ, ปูนซิเมนต์ไทย (SCG), ไทยเบฟเวอเรจ และเบอร์ลี่ยุคเกอร์

E5 นำเสนอโมเดลการยกระดับมาตรฐานการศึกษาของประเทศไทย ภายใต้คอนเซปต์ที่เรียกว่า CONNEXTED ที่คิดกันจนหัวทะลุก่อนจะออกมาเป็น Gimmick ที่ให้ความหมายชัดเจนว่า CON=CONNECT, NEXT=NEXT GENERATI ON และ ED=EDUCATION ที่มีพื้นฐานมาจากคำว่า CON-NEXT ED LEA-DER SHIP PRO- GRAM FOR SUS- TAINABLE EDUCA TION

โมเดลนี้ เจาะทะลุถึง แก่นแท้ของโครงสร้างการศึกษาไทยอย่างตรงเป้า และครอบคลุมถึงการปฏิรูปประเทศในทุกๆด้าน เมื่อต้องใช้ “คน” เป็นตัวจักรสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปประเทศไทยประสบความสำเร็จ

ถ้าคนไทยยังคงเวียนว่ายอยู่ใน Version 1.0 คุณภาพต่ำกว่าประชากรในหมู่ประเทศเพื่อนบ้านด้วยกันแล้วล่ะก็ แนวคิดดีๆของรัฐบาลที่จะผลักดันให้คนไทยเข้าสู่ความเป็นประเทศที่มีประชากรเป็นเลิศในด้านต่างๆ ตามคอนเซปต์ “ประเทศไทย 4.0” ของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์

ก็คงจะเป็นเรื่องยากส์ และอาจต้องใช้เวลานานเกินกว่าคนรุ่นลูก และลูกหลานในเจนเนอเรชั่นใหม่ ที่จะทำหน้าที่เป็นตัวช่วยสำคัญในการนำพาประเทศข้ามผ่านความล้าหลังไปได้

ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน นายศุภชัยหยิบเอายุทธศาสตร์ 10 ด้านของการยกระดับการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากลมานำเสนอเป็นเข็มทิศที่รัฐบาล และ กระทรวงศึกษาธิการ สามารถนำไปใช้เป็น “แผนแม่บทการศึกษาของชาติ” ได้ทันทีในรูปแบบที่เบ็ดเสร็จ

10 ยุทธศาสตร์ที่จะยกระดับการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากลตามแนวทางของโครงการสานพลังประชารัฐของ ทีม E5 นี้ ประกอบด้วย

1.สร้างฐานระบบข้อมูลของสถานศึกษาให้เกิดความโปร่งใส (Transparency) การพัฒนา ระบบแสดงผลข้อมูลสารสนเทศของโรงเรียนให้เป็นที่เปิดเผยสู่สาธารณะ จะเป็นการจูงใจให้ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคเอกชน สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการสนับสนุนโรงเรียนได้อย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดให้ฐานข้อมูลนี้ต้องแล้วเสร็จใน 4 เดือน

2.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระบบดิจิตอลของสถานศึกษา (Digital Infra) ให้สามารถเข้าถึงการเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ต และแหล่งสาระความรู้ต่างๆในโลกกว้างเพื่อพัฒนามาตรฐานการศึกษาเทียบเท่าระดับสากล เพื่อให้โรงเรียนในเป้าหมายแรก 3,300 แห่ง สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ 100% ภายใน 6 เดือน และใน 3 ปี โรงเรียนที่มีความพร้อมและเข้าร่วมโครงการรวม 7,420 แห่ง จะสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ 100% ตามมา

3.ใช้กลไกการตลาด และการมีส่วนร่วมของชุมชน (Market Mechanism) เพื่อเป็นตัวหลักในการจัดตั้งกองทุนโรงเรียนที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และพัฒนาโรงเรียน

4.ปรับเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง (Curriculum Teaching) โดยจัดให้มีการเรียนแบบ Child Centric อย่างน้อย 30 ชั่วโมงต่อภาคเรียน และพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้ครูมีบทบาทในการดึงศักยภาพเด็กให้มีความมั่นใจ รักที่จะตั้งคำถาม ค้นคว้า คิดวิเคราะห์ และเรียนรู้ด้วยตนเอง

5.พัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน (High Quality Principals) ให้มีคุณลักษณะ และสมรรถนะความเป็นผู้นำในการ บริหารจัดการสถานศึกษา รวมถึงพัฒนาครูผู้สอนให้มีทักษะ และกระบวนการเรียนการสอนที่เป็นเลิศ เป็น Action earning Program 12 เดือน สำหรับครู 3,342 คน

6.ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และจิตสาธารณะให้นักเรียน (Health & Heart) ด้วยการส่งเสริม และพัฒนานักเรียนให้เรียนรู้ปัญหาสังคม กับการมีส่วนร่วมในการแก้ไข (Community Service) โดยกำหนดให้กิจกรรมนี้ต้องทำอย่างน้อย 10 ชั่วโมงต่อภาคเรียน

7.สร้างมาตรฐานจูงใจด้านสิทธิประโยชน์ และการมีส่วนร่วมของผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาทั้งใน และต่างประเทศ (Tax Incentive for Local & International Professor) เป็นการผลักดันให้เกิดมาตรการด้านสิทธิประโยชน์ และการสร้างแรงจูงใจให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาจากทั้งในและต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการถ่ายทอดกระบวนการเรียนรู้ให้กับสถานศึกษาของไทยสามารถเทียบเท่ามาตรฐานสากลได้

8.ยกระดับทักษะความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษ (English Language Capability) โดยการเรียนรู้จากเจ้าของโดยตรง และสอดแทรกภาษาอังกฤษเข้ากับรายวิชาต่างๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียน โดยให้มีครูต่างชาติ 1 คนต่อ 1 โรงเรียน และ 100% เป็นโปรแกรม English online Learning

9.สร้างศูนย์กลางการศึกษาเทคโนโลยีแห่งอนาคตในระดับภูมิภาค (Technology Hub R&D) ซึ่งจะทำหน้าที่วิจัยเทคโนโลยีแห่งอนาคตในประเทศสู่ระดับภูมิภาค (Education Hubs) เช่น Bio Digital Robotics และ Nano เพื่อสนับสนุนงานค้นคว้า และ วิจัยของไทยสู่ระดับโลก สอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้ประเทศไทย มี 4 มหาวิทยาลัยแห่งความเป็นเลิศในด้านต่างๆ ภายในระยะเวลา 5 ปี

10.พัฒนา และส่งเสริมผู้นำรุ่นใหม่ (Young Leadership Development) รวมถึงผู้บริหารสถานศึกษา และครู พร้อมส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพนักเรียนที่มีความเป็นผู้นำ มีคุณธรรม และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เพื่อเปิดโอกาสในการพัฒนาสู่การเป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพในอนาคตด้วยทุนการศึกษาสำหรับเด็กเก่งสู่ถิ่นฐาน 3,000 ทุน


“เราจะคัดเลือกผู้บริหารโรงเรียนที่มีความพร้อมจะเข้าร่วมยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาไทยทั้ง 10 ด้านนี้ โดยมีอาสาสมัครและ ตัวแทนจากท้องถิ่นช่วยคัดเลือก จากโรงเรียนระดับประถมปีที่ 1-ประถมปีที่ 6 และมัธยมต้นจนถึงมัธยมปลาย ซึ่งจะเริ่มคัดสรรจากโรงเรียนเล็กๆ และด้อยโอกาสในท้องถิ่นต่างๆทั่วประเทศก่อน และจะสร้างผู้นำทั้งในส่วนของผู้บริหารสถานศึกษา ครู ไปจนถึงนักเรียน…

เมื่อก่อนจะเห็นว่า เราจะมีกฎ Do and Don’t อะไรควรทำ และอะไรไม่ควรทำสำหรับเด็กเท่านั้น แต่ต่อไปนี้ เราจะต้องทำกฎ Do and Don’t นี้สำหรับผู้ใหญ่ คือ ครู ผู้ปกครอง และคนที่โตๆกันแล้วด้วยว่า อะไรควรทำ ไม่ควรทำ”

นายศุภชัยกล่าวถึงความพร้อมของเขากับบริษัทที่เขาดูแลอยู่โดยเฉพาะ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ซึ่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของ 4G ไปทั่วประเทศ ด้วยการวางไฟเบอร์ออฟติกใหม่เพื่อให้ทุกโรงเรียนในเป้าหมายมีเครื่องมือการเรียนการสอนที่เป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานของดิจิตอลอย่างครบครัน ขณะที่ทรูวิชั่นส์มีคอนเทนต์มากมาย โดยเฉพาะคอนเทนต์จากรายการ “ทรู ปลูกปัญญา” ซึ่งทุกวันนี้มีการติวข้อสอบเข้า Entrance จากทุกมหาวิทยาลัยเข้ามาช่วยเหลือ

“เรายังขอคอนเทนต์ดีๆจากสถานศึกษาชื่อดังในกรุงเทพฯที่มีความเป็นเลิศในแต่ละทางนำไปเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนด้วย เช่น หลักสูตรจาก สาธิตจุฬาลงกรณ์ หลักสูตรจากโรงเรียนทอสี ยุวสถิรกุล หรือแม้แต่หลักสูตรที่ดีของโรงเรียนนานาชาติอย่าง RSB หรือบางกอกพัฒนา เป็นต้น”

CEO จากทรู คอร์ป ยังตอกย้ำกับ ทีมเศรษฐกิจ ว่า ทีมงานของ E5 ยังอยากได้ Professor จากมหาวิทยาลัยชื่อดังของโลกอย่าง ฮาร์วาร์ด MIT หรือ Dean จากมหาวิทยาลัยมีชื่อในต่างประเทศเข้ามาให้คำแนะนำในการพัฒนาระบบการศึกษาของประเทศไทยอย่างจริงจัง เพื่อจะทำ Work Shop ในทุกไตรมาส พร้อมกับการวัดดัชนี KPI หรือ Key Performance Index อย่างต่อเนื่อง

“ผมและทีมงานของเรา รวมถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเชื่อมั่นว่า ถ้าเราสามารถดำเนินการตามยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบการศึกษาของประเทศไทยใน 10 ประการที่ว่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจะเห็นผลสำเร็จภายในระยะเวลาเพียง 5-15 ปี…

ถึงวันนั้น เราจะสามารถแก้ไขความอ่อนแอของระบบเศรษฐกิจประเทศได้ทั้งหมด ในขณะที่ภาคเอกชนจะกลับมามีความแข็งแกร่งอีกครั้ง…จินตนาการนั้น ยิ่งใหญ่เสมอครับ ถ้าเรามุ่งมั่นทำมันให้สำเร็จ”

ความสำเร็จของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทั้ง 10 ประการนี้จะอยู่ภายใต้ PLAT FORM ของ CONNEXTED STRUCTURE & RESPONSIBILITIES หรือโครงสร้างการทำงาน และความรับผิดชอบ (ตามตารางข้างท้าย) ดังนี้

CONNEXT ED Sponcers ผู้บริหารระดับสูงของ 12 บริษัทเอกชนในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ ซึ่งจะเป็นทั้งผู้ให้คำปรึกษาทางด้านยุทธศาสตร์ การชี้แนะแนวทางในการดำเนินงาน ซึ่งจำเป็นต้องมี School Partner กระทั่งถึงการให้การสนับสนุนทางการเงิน และงบประมาณเริ่มต้นแต่ละสถานศึกษาควรต้องใช้เงินราว 500,000-1,200,000 บาท ขณะที่โรงเรียนหุ้นส่วนควรมาจากสถานศึกษาชื่อดังในกรุงเทพฯอย่างที่พูดไว้ในตอนต้น

ตามด้วยผู้ร่วมก่อตั้ง CONNEXT ED Facilitator จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของ School Partner ที่ให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติการ สร้างแรงจูงใจ และผลักดันศักยภาพของ School Partner ตลอดจนรวบรวมประเด็นปัญหา และการทำงานร่วมกับ Full Time Officer ในการพัฒนาโครงการให้ดียิ่งขึ้น

ขณะที่อีกซีกด้านหนึ่ง CONNEXT ED Full Time Officer จะช่วยประสานงานโครงการ อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของ School Partner ตลอดจนประสานงานระหว่างบริษัทเอกชน และภาครัฐ ในโครงการต่างๆ รวมถึงวิเคราะห์ผลข้อมูล และรวบรวมรายงานของโครงการ

School Partner หรือผู้ผ่านโครงการคัดเลือกให้เป็นผู้นำรุ่นใหม่ของภาคเอกชนจะต้องเปี่ยมไปด้วยความสามารถ มีอุดมการณ์ที่มุ่งมั่นในการเข้าร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาพื้นฐานของประเทศ ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ด้วยการทำงานร่วมกับผู้บริหารสถาบันการศึกษาในการวางแผนเพื่อพัฒนาโรงเรียนในด้านต่างๆ ตามแนวทางของโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

CEO ของ ทรู คอร์ป บอกกับ ทีมเศรษฐกิจ อีกครั้งว่า ทีมงาน E5 ของเขาเปิดโอกาสให้กับคนที่มีความมุ่งมั่นอยากเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาระบบการศึกษาไทย มีอายุระหว่าง 25-35 ปี มี Inspiration and Passion : มุ่งมั่น และมีวิสัยทัศน์, มี Leadership:ความเป็นผู้นำ, มี Communication & Motivation : ทักษะการสื่อสารเพื่อสร้างแรงจูงใจ, มี Commitment : มุ่งมั่น และอดทน รวมถึงมี Critical Thinking : กระบวนการคิดเชิงวิพากษ์อย่างมีเหตุผล

ตลอดจนถึงมี Modesty & Empathy : อ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติ เข้าอกเข้าใจผู้อื่น และมี Self Reflection : มีกระบวนการคิดไตร่ตรอง และพร้อมจะปรับเปลี่ยนตัวเอง

ขึ้นอยู่กับว่า พวกเขาพร้อมหรือไม่ ถ้าพร้อม ก็สามารถจะเข้ามา Join to CHANGE THAILAND’S EDUCATION WITH CONNEXT ED ได้ทันที

คุณๆล่ะ พร้อมหรือยัง?!

“ทีมเศรษฐกิจ”

 

ภาคเอกชนจีน ลงนามสั่งซื้อที่นอนยางพาราจากไทย ยอมรับสินค้ายอดนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ก.ค. 2559 22:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/677881

 

ชาวสวนยางได้เฮ! ภาคเอกชนประเทศจีน ร่วมทุนรับซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องนอนยางพาราจากเมืองไทย หลังรัฐบาลเน้นส่งเสริมการส่งออก หวังช่วยเหลือเกษตรกรสวนยาง กระตุ้นเศรษฐกิจน้ำยางไทย คาดเทรนด์สุขภาพมาแรง คนสนใจผลิตภัณฑ์จากยางพารามากขึ้น

ในยุคที่รัฐบาลเน้นส่งเสริมการส่งออกสินค้ายางพารา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง โดยการมองหาตลาดนอกประเทศ ที่สนใจสินค้าแปรรูปจากยางพารา เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวดีเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างบริษัทเอกชน อย่าง บริษัท ฟาเจหยัง คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ในประเทศจีน สนใจสั่งสินค้าประเภทชุดเครื่องนอน จากบริษัทลูกของ รับเบอร์ลาเท็กซ์ คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ส่งออกน้ำยางข้นธรรมชาติระดับแนวหน้าของโลก ด้วยปริมาณการส่งออกกว่า 200,000 ตันต่อปี


โรงงานผลิตที่นอนทำจากยางพารา

ในการร่วมลงนามความร่วมมือ ระหว่างบริษัทเอกชนในประเทศจีน และบริษัทเอกชนของไทย ในครั้งนี้ได้มี นางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด ที่ปรึกษาคณะกรรมการส่งเสริมการส่งออกการลงทุน BOI และนายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ ตัวแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยานด้วย


ภาคเอกชนจีน ลงนามสั่งซื้อที่นอนยางพาราจากไทย ยอมรับกำลังเป็นสินค้ายอดนิยม

นางปทุมพร ตรีวิศวเทย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เลเท็กซ์ จำกัด กล่าวว่า บริษัท ฟาเจหยัง มีความสนใจในตัวผลิตภัณฑ์ชุดเครื่องนอนของทางบริษัท เนื่องจากผลิตจากยางพาราที่มีคุณภาพ อีกทั้ง จีนมีความเชื่อมั่นในชื่อเสียงคุณภาพของยางพาราในประเทศไทย ที่ติดอันดับ 1 ใน 5 ประเทศ ที่ส่งออกยางพารา จึงจ้างบริษัทเลเท็กซ์ ผลิตชุดเครื่องนอน เพื่อนำไปจัดจำหน่ายในประเทศจีน

“ขณะที่มุมมองการส่งออกสินค้าประเภทเครื่องนอน ของทางบริษัทมองว่า ขณะนี้ เทรนด์เรื่องสุขภาพค่อนข้างจะมาแรง ดังนั้น คนจึงสนใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชุดเครื่องนอนที่ผลิตจากยางพารา เพราะตอบโจทย์เรื่องของการนอน ที่รองรับสรีระร่างกายได้เป็นอย่างดี และมีความคงทนในการใช้งานอีกด้วย” นางปทุมพร กล่าว


ที่นอนยางพาราจากไทย ที่กำลังเป็นสินค้ายอดนิยม เทรนด์สุขภาพกำลังมาแรงในประเทศจีน

ขณะที่ มิสเตอร์ ซีซี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ฟาเจหยัง คอร์ปอเรชั่น จำกัด ระบุว่าเชื่อมั่นในสินค้าของไทยว่า จะเป็นที่ต้องการของตลาดในประเทศจีน เนื่องจากกำลังเป็นที่นิยม จึงจัดลงนามความร่วมมือกับ บ.เลเท็กซ์ เพื่อสั่งสินค้าประเภทเครื่องนอนไปจำหน่าย และหวังจะเกิดความร่วมมือในลักษณะนี้ ต่อเนื่องไปในอนาคตด้วย