พาณิชย์สกัดนอมินีต่างชาติ ดันสุดลิ่มคนเดียวจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2559 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/660292

 

“พาณิชย์” เตรียมดันร่างกฎหมายจัดตั้งนิติบุคคลโดยคนเดียวเสนอ ครม.เร็วๆนี้ ชี้เพิ่มเกณฑ์อำนาจควบคุมกิจการของต่างชาติ ป้องกันปัญหานอมินี พร้อมดันยอดจัดตั้งนิติบุคคล 1.2 ล้านราย ภายใน 2 ปี

น.ส.ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยกร่าง พ.ร.บ.การจัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว ซึ่งเปลี่ยนชื่อ มาจาก พ.ร.บ.การจัดตั้งนิติบุคคลโดยบุคคลคนเดียวว่า ขณะนี้ยกร่างเสร็จและส่งร่างไปให้หน่วยงานต่างๆพิจารณาเสร็จแล้ว จะสรุปเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ในเร็วๆนี้ หากเห็นชอบ จะส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คาดว่าร่างกฎหมายจะได้รับการอนุมัติได้ทันปี 59 เพราะเนื้อหาในร่างกฎหมายไม่ซับซ้อนมีเพียง 60 มาตราเท่านั้น

สำหรับสาระสำคัญของ พ.ร.บ.การจัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว กรมฯได้กำหนดรายละเอียดอำนาจการควบคุมบริหารและการครอบงำกิจการโดยคนต่างชาติ เพื่อป้องกันการถือหุ้นแทนคนต่างชาติ (นอมินี) หรือนิติบุคคลอำพรางที่คนต่างชาติจ้างคนไทยถือหุ้นแทน เพราะกฎหมายฉบับนี้จะอนุญาตให้เฉพาะคนไทยเท่านั้น ที่สามารถมาขอยื่นจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลคนเดียวได้

“ร่างกฎหมายการจัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว จะดูเรื่องสิทธิในการบริหารงานว่ามีคนต่างชาติมีอำนาจในการควบคุมหรือไม่ ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหานอมินีได้อีกช่องทางหนึ่ง เพิ่มเติมจาก พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ที่นิยามคนต่างด้าว ไม่ได้ห้ามคนต่างด้าวมีอำนาจในการบริหารบริษัท แม้ถือหุ้นน้อยกว่าคนไทย จึงเป็นช่องทางให้เกิดนอมินีได้”

อย่างไรก็ตาม หากผลักดันกฎหมายนี้ได้ทันในรัฐบาลชุดนี้ จะเป็นผลงานสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนการลงทุนและส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ให้ประกอบธุรกิจให้ง่ายขึ้น และเอสเอ็มอีจะแสดงตัวตนเข้าสู่ระบบมากขึ้น มีผลดีต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพราะกำหนดให้บุคคลเพียงคนเดียว สามารถจดทะเบียนนิติบุคคลได้ จากปัจจุบันต้องไม่น้อยกว่า 3 คน

น.ส.ผ่องพรรณ กล่าวอีกว่า การจัดทำร่าง กฎหมายนี้ ยืนยันว่าได้ทำอย่างรอบด้าน เพราะได้ผ่านความคิดเห็นทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา นักวิชาการ สำนักงานบัญชีและกฎหมาย ทุกฝ่ายเห็นด้วยที่จะให้มีกฎหมายฉบับนี้ เพราะจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย คาดว่าจะทำให้ยอดการจดทะเบียนนิติบุคคลเพิ่มจำนวนขึ้นอีกเท่าตัว หรือเพิ่มจาก 600,000 รายในปัจจุบัน เป็น 1.2 ล้านรายภายใน 2 ปี หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้.

เน็ตหมู่บ้านเข็นไม่ขึ้นติดปมจัดซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/660296

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นผู้ดำเนินการโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตั้งแต่เดือน ม.ค.59 ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้กระทรวงไอซีทียังไม่ได้ลงนามในสัญญาจ้างบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการติดตั้งขยายโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั้งประเทศแต่อย่างใด เนื่องจากติดปัญหาความไม่เข้าใจในระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง และระเบียบพัสดุตามข้อบังคับทางราชการด้วย จึงทำให้เกิดความล่าช้า จากเดิมตั้งเป้าว่าจะเริ่มทยอยติดตั้งอุปกรณ์อินเตอร์เน็ตในหมู่บ้านราวเดือน มิ.ย.59 จึงต้องเลื่อนไปเป็นเดือน ต.ค.59

สำหรับเงื่อนไขและมาตรฐานอุปกรณ์โทรคมนาคมเพื่อการติดตั้งอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (ทีโออาร์) นั้น ขณะนี้ได้นำขึ้นเว็บไซต์กระทรวงไอซีที เพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะแล้ว คาดว่าจะประกาศใช้อย่างเป็นทางการภายในเดือน ก.ค.นี้ ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขทีโออาร์นั้น ทีโอทีจะต้องติดตั้งอุปกรณ์อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงเป็นสายไฟเบอร์ออฟติก ความเร็ว 30/10 เมกะบิต จำนวน 24,700 หมู่บ้าน วงเงิน 13,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี นับตั้งแต่วันลงนามในสัญญา โดยจำนวนหมู่บ้านดังกล่าวเป็นจำนวนหมู่บ้านที่ไม่มีโครงข่ายอินเตอร์เน็ตเข้าถึงจริงๆ ส่วนอีก 40,000-50,000 หมู่บ้าน มีโครงข่ายอินเตอร์เน็ตเข้าถึงแล้ว แต่รัฐบาลจะนำไปติดตั้งจุดบริการไวไฟฟรีหมู่บ้านละ 1 จุด

นายอุตตม สาวนายน รมว.ไอซีที กล่าวยอมรับว่า โครงการติดตั้งอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในทุกหมู่บ้านนั้นเป็นไปด้วยความล่าช้า ซึ่งขณะนี้ได้เร่งแก้ไขปัญหาความล่าช้านั้นแล้ว และคาดว่าจะมีการลงนามในสัญญาว่าจ้างทีโอทีในเร็วๆนี้ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีความสำคัญระดับชาติและนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญมากด้วย กระทรวงไอซีทีต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและรัดกุมที่สุด.

กรุงไทยจัดทีมอุ้มเอสเอ็มอี อัดสินเชื่อ 5 พันล้านบาทดอกกู้ต่ำช่วยสภาพคล่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/660299

 

นายอุดมศักดิ์ โรจน์วิบูลย์ชัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลกลุ่มลูกค้าขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี ที่มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโลก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการปรับตัวและการผ่อนชำระกับธนาคารจนกลายเป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) โดยเฉพาะกลุ่มภาคการผลิตที่ใช้แรงงานหนัก เช่น ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่จะต้องเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีแทนคน รวมถึงธุรกิจส่งออกที่ขายของได้ยากขึ้น จากผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจโลก

“เอสเอ็มอีกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์เป็นอีกสาขาที่ธนาคารเข้าไปจับตา หลังจากยอดขายรถยนต์ลดลงมาตลอด 2 ปีหลังจนมีผลต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบและอะไหล่ แต่ในส่วนลูกค้าของธนาคารยังไม่ได้รับผลกระทบเรื่องการผ่อนชำระ ยังไม่มีการเลิกจ้างงาน ลดพนักงาน หรือปิดกิจการ ลูกค้าบางส่วนยังมีคำสั่งรับจ้างผลิตล่วงหน้ายาวไปอีก 2 ปีด้วย แต่ธุรกิจกลุ่มนี้ต่อไปจะต้องปรับตัวรับมือเศรษฐกิจ 4.0 ต้องนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่ม จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ธนาคารเข้าไปให้คำแนะนำรับการปรับตัว”

สำหรับเอสเอ็มอีที่ประกอบธุรกิจส่งออกยอมรับว่าได้รับผลกระทบจากการค้าขายทั่วโลกที่ซบเซา จึงได้จัดกิจกรรมเอ็กซ์ปอร์ต จีเนียส นำเอสเอ็มอีไปขยายการส่งออกในต่างประเทศ โดยที่ผ่านมาไปขายที่ประเทศจีน เมืองเซี่ยงไฮ้ และกวางเจา ต่อไปจะพาไปพม่า และกัมพูชา และยังจัดโปรแกรมเอสเอ็มอีคลินิก เข้าไปช่วยให้คำปรึกษาบริหารจัดการการผลิต ต้นทุน การขายเพื่อให้ประคองตัวไปได้

นายอุดมศักดิ์ กล่าวอีกว่า การปล่อยกู้เอสเอ็มอีที่มีทรัพย์สินต่ำกว่า 500 ล้านบาท ในช่วงครึ่งปีแรกของกรุงไทย ยังเติบโตได้ประมาณ 10% โดยมีกลุ่มบริการโลจิสติกส์ รับเหมาก่อสร้างที่เติบโตดี โดยทั้งปีคาดว่าเป้าหมายขยายตัวไม่ต่ำกว่า 15% และในเดือน ก.ค.นี้ ธนาคารจะออกสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ 3.75-3.9% วงเงิน 5,000 ล้านบาท มาช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้นำไปใช้ขยายการลงทุนและเสริมสภาพคล่องธุรกิจ นอกเหนือจากโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 4% ที่ธนาคารร่วมกับสมาคมธนาคารไทยปล่อยกู้ในวงเงินรวม 10,000 ล้านบาท.

เอปสันเดินเครื่องจัดแคมเปญ #TrustInYou เน้นจับกลุ่มคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 11 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/657491

 

สร้างความมั่นใจไปพร้อมๆ กับได้รับความไว้วางใจจากคนไทยมายาวนาน 25 ปีเต็มแล้ว สำหรับยักษ์ใหญ่แห่งวงการนวัตกรรมการพิมพ์อย่าง บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งได้ประกาศทิศทางในการก้าวสู่ปีที่ 26 อย่างมั่นคงและทรงพลัง พร้อมกับแคมเปญจัดหนักจัดเต็มอย่าง #TurstInYou โดยสื่อสารผ่าน 3 คนดังรุ่นใหม่ ผู้ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียง

เนื่องจากตลาดพรินเตอร์และโปรเจคเตอร์ตอนนี้แข่งขันดุเดือด ทั้งเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีและแนวทางการทำตลาด เอปสัน จึงทุ่มงบกว่า 30 ล้าน จัดแคมเปญ #TurstInYou สานต่อแคมเปญ สื่อสารการตลาด “Trust” จากปีที่แล้ว เพื่อตอกย้ำการเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามานานถึง 25 ปี ซึ่งได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งในเชิงการรับรู้แบรนด์ที่กว้างขึ้น และทัศนคติที่ดีต่อแบรนด์ ในการนี้ เอปสันได้เชิญ 3 คนดังจากหลายแวดวง ได้แก่

คุณรักกิจ ควรหาเวช ศิลปินสตรีทอาร์ตชื่อดังของเมืองไทย ผู้คิดค้นวิธีสร้างสรรค์งานกราฟฟิตี้โดยใช้บล็อก Stencil, คุณณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อุ๊คบี จำกัด (Ookbee) และผู้จัดการกองทุน 500 TukTuks ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น และเว็บไซต์หนังสืออิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่สุดในเมืองไทยที่มีมูลค่าถึง 240 ล้านบาท และเป็นผู้ระดมเงินทุนเพื่อสนับสนุนธุรกิจสตาร์ตอัพคนไทย และคุณพันธวิศ ลวเรืองโชค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อะโพสโทรฟีเอส กรุ๊ป จำกัด นักออกแบบงานอีเวนต์ที่เป็นที่รู้จักในวงการออกแบบ ทั้งในเเละต่างประเทศ เป็นตัวแทนของความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม มาร่วมในแคมเปญ #TurstInYou

“ทั้ง 3 ท่านที่เอปสันเชิญมาร่วมแคมเปญ #TrustInYou นี้ ล้วนแต่มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในงานที่ทำ รวมถึงมีความสามารถโดดเด่น และประสบความสำเร็จในผลงานจนเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง เอปสันเชื่อมั่นว่าทั้ง 3 ท่าน จะสามารถสื่อสาร และสะท้อนคุณค่าทั้ง 3 ด้านตามปรัชญาของเอปสันออกมาได้อย่างชัดเจน โดยตลอดทั้งปี เอปสัน จะมีแคมเปญสื่อสารการตลาดผ่านสื่อต่างๆ มีการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า และจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายขึ้นทั่วประเทศ โดยที่เป็นไฮไลต์ของแคมเปญคือ กิจกรรม Epson champions ที่จะเป็นเวทีให้ทั้ง 3 ท่านได้แสดงผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท่าน ผ่านเอปสันโซลูชั่นให้คนทั่วไปได้มีโอกาสเข้าร่วม”


ยรรยง มุนีมงคลทร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด อธิบาย พร้อมทั้งเสริมด้วยว่า 3 คนดังที่ได้รับเชิญมา จะนำเสนอเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป คุณรักกิจ จะเป็นตัวแทนของคุณค่าในด้าน Passion และนำเสนอผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพรินเตอร์ระดับมืออาชีพ ในขณะที่ คุณณัฐวุฒิ เป็นตัวแทนคุณค่าทางด้านความมุ่งมั่น และนำเสนอผลิตภัณฑ์กลุ่มพรินเตอร์อิงค์เจ็ต ส่วนคุณพันธวิศ เป็นตัวแทนของความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ในกลุ่มโปรเจคเตอร์


พร้อมกันนี้ยังมีการเปิดตัวพรินเตอร์รุ่นล่าสุด Epson Sure Color SC-P10070 และ SC-P20070 ซึ่งเป็นพรินเตอร์ความเร็วสูงสำหรับการพิมพ์ภาพถ่าย และงานไฟน์อาร์ตรุ่นแรกของโลก ที่ใช้หมึก 9 สี โดยมีหมึกสีเทาถึง 4 ระดับ ทำให้ภาพมีมิติมากขึ้น มีความละเอียดสมจริงมากยิ่งขึ้น เหมาะกับธุรกิจบริการด้านงานพิมพ์ที่ต้องใช้พรินเตอร์ที่สามารถพิมพ์งานคุณภาพขนาดใหญ่ด้วยความเร็วสูง โดยเฉพาะเครื่องรุ่น SC-P20070 ที่เพิ่งจะคว้ารางวัล “พรินเตอร์สำหรับพิมพ์ภาพและงานกราฟฟิกยอดเยี่ยม (Best photographic printer)” จาก EDP หรือ European Digital Press Association ในงาน Drupa งานจัดแสดงสินค้า และอุปกรณ์การพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ เมืองดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี นอกจากนี้ เอปสันยังรับประกันทั้งหัวพิมพ์ และตัวเครื่องนาน 2 ปี และลดราคาน้ำหมึกแท้ของพรินเตอร์ ประเภท DyeSublimation สำหรับธุรกิจสิ่งทอ 55% และธุรกิจป้ายโฆษณาถึง 70%



ในปีนี้เอปสันได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของตัวเอง มาเน้นในกลุ่มที่เป็นกลุ่มลูกค้าองค์กรมากขึ้น โดยเฉพาะ SMEs เนื่องจากว่ากลุ่มลูกค้าประเภทธุรกิจมีความจำเป็นต่อการใช้งานการพิมพ์ภาพมากกว่ากลุ่มลูกค้าทั่วไป และยังคงตั้งเป้าเติบโตของกลุ่มพรินเตอร์ระดับมืออาชีพไว้ที่ 15% โดยบริษัทฯ จะเพิ่มจำนวนตัวแทนจำหน่ายที่มีความเชี่ยวชาญในตลาดเฉพาะด้านเข้ามาช่วยขยายตลาด ควบคู่กับการให้ความรู้ลูกค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ เกี่ยวกับการพิมพ์งานจำนวนมาก รวมทั้งแคมเปญ #TrustInYou จะช่วยสานต่อความสำเร็จทั้งในด้านการเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความไว้วางใจ ด้วยผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่มีคุณภาพ สำหรับลูกค้าทุกกลุ่มและทุกตลาด รวมถึงการสนับสนุนคู่ค้าให้มีช่องทางการจัดจำหน่ายที่แข็งแรง และการให้บริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยมและครบวงจร


กระทรวงพาณิชย์ เร่งรัดส่งเสริม SMEs ค้าออนไลน์แบบครบวงจรผ่าน Thaitrade.com Small Order OK

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 11 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/658261

 

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ขานรับนโยบายเร่งผลักดันสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs เชื่อมต่อไปตลาดสากล โดยใช้ช่องทางออนไลน์ Thaitrade.com ที่ขยายบริการรองรับการสั่งซื้อสินค้าในปริมาณไม่มาก แบบครบวงจรทั้งการรับชำระเงินออนไลน์และการขนส่งสินค้า พร้อมเปิดให้บริการในเดือนสิงหาคม 2559 หวังขยายเป้าหมายสมาชิก SMEs ให้ถึง 50,000 ราย สร้างมูลค่าไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี

ตามที่รัฐบาล โดยรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจมอบนโยบายการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทย โดยมุ่งเร่งรัดส่งเสริม SMEs ที่เป็นรากฐานสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ให้สามารถสร้างรายได้และบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ ช่วยลดต้นทุน SMEs หลายด้าน อาทิ ด้านการเงิน การลงทุน การสร้างศักยภาพ รวมทั้งการขยายตลาดผ่านช่องทางการค้าออนไลน์ที่จะสามารถสร้างมูลค่าได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ สามารถเชื่อมต่อ SMEs สู่สากลได้ในระยะเวลาอันสั้น กระทรวงพาณิชย์ ได้สร้างช่องทางการค้าออนไลน์เชื่อม SMEs สู่ตลาดโลกมาตั้งแต่ปี 2554 ผ่านเว็บไซต์ตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ Thaitrade.com ซึ่งมีผลประกอบการที่ดีมาโดยตลอด แต่ครอบคลุมกลุ่ม SMEs ที่เป็นผู้ส่งออกเดิม จึงได้ดำริขยายบริการรับคำสั่งซื้อในปริมาณไม่มาก (Thaitrade.com Small Order OK) ให้รองรับการเป็น E-Commerce แบบครบวงจร โดยได้พัฒนาต่อยอดระบบ Thaitrade.com ร่วมกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด มหาชน ให้รองรับระบบการรับชำระเงินออนไลน์ (Small Lot Order with e-Payment) ตามข้อตกลงความร่วมมือที่ลงนามกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2558 พร้อมเชื่อมต่อกับระบบของผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ SMEs มียอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ Thaitrade.com ไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาทภายใน 1 ปี ทั้งนี้ คาดว่าจะเปิดใช้บริการได้ภายในเดือนสิงหาคม 2559 โดยมีเป้าหมายว่าภายในปี 2561 จะขยายกลุ่ม SMEs ที่เป็นสมาชิกผู้ขายบนเว็บไซต์ Thaitrade.com ให้ถึง 50,000 ราย และมุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ได้ไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท

ปัจจุบัน Thaitrade.com ตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ Thailand B2B E-Marketplace อย่างเป็นทางการของประเทศไทย ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มโครงการในเดือนกรกฎาคม 2554 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ใช้บริการจากทั่วโลกมาค้นหาสินค้าแล้วกว่า 3.4 ล้านคน มีสมาชิกผู้ขายจำนวน 18,236 ร้านค้า สมาชิกผู้ซื้อจากทั่วโลก 94,547ราย สมาชิกทั้งหมด 112,783 ราย พร้อมนัดหมายการเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย 2,299 คู่ ก่อให้เกิดยอดคำสั่งซื้อที่มีหลักฐานกว่า 1,900 ล้านบาท โดยสินค้าที่ได้รับความสนใจมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย สินค้าสุขภาพและความงาม สินค้าเกษตร และสินค้าแฟชั่น (ข้อมูล ณ 1 ม.ค.59)

 

ในหลวงผู้ทรงงานหนักตลอดการครองราชย์ 70 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/659842

 

สงครามเอเชียมหาบูรพาที่บานปลาย กลายไปเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วง ระหว่างปี พ.ศ.2482–2488 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงเกินกว่าใครจะคาดคิด โดย เฉพาะกับประเทศไทย ซึ่งถูกกองทัพญี่ปุ่นบุกเข้ายึดพื้นที่ชายฝั่งภาคใต้ เพื่อ ใช้เป็นฐานทัพและทาง ผ่านไปสู่การ โจมตี อังกฤษ ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ก่อนจะบีบบังคับให้ไทยต้องเข้าร่วมทำสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรด้วยนั้น

มีผลทำให้ประชาชนไทยจำนวนมากต้องทิ้งถิ่นที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกินเพื่อหนีภัยสงคราม ที่ดินหลายผืนถูกทิ้งร้าง ไม่มีการเพาะปลูก ทำให้ข้าวปลาอาหารขาดแคลน

นอกจากนี้ กรุงเทพฯและปริมณฑล ยังถูก ซ้ำเติม จากน้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ.2485 สร้างความเสียหายซ้ำเติมมากขึ้น ไปอีก ทั้งกับสถานที่ราชการ บ้านเรือนประชาชน และพื้นที่ทำการเกษตรสำคัญๆ ของประเทศเกิดความเสียหายอย่างหนัก

วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 หนึ่งปีหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ ในขณะที่ประชาชนคนไทยยังคงอยู่ในภาวะทุกข์เข็ญ ประเทศทั้งประเทศตกอยู่ในสภาพที่บอบช้ำและอ่อนแอ


 

ครั้นเมื่อทรงสำเร็จการศึกษา และเสด็จนิวัตกลับประเทศไทยเป็นการถาวรในปลายปี พ.ศ.2494 หรือ 5 ปีหลังสงครามสิ้นสุดลง แต่ประเทศชาติ และประชาชนคนไทยยังคงยากจนอดอยาก ต้องเข้าคิวขอปันอาหาร ทั้งยังเกิดโรคระบาดร้ายแรงไปทุกหย่อมหญ้า เนื่องจากรัฐบาลไม่มีเงินเพราะถูกศาลโลกพิพากษาให้ต้องชดใช้หนี้พันธกรณีของสงครามด้วยการยึดเงินทุนสำรองของประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงต้องทรงงานหนักนานัปการ เพื่อเร่งบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนอย่างต่อเนื่องยาวนาน นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา…

ศึกษาปัญหาประชาชนก่อนทรงงาน

การฟื้นฟูประเทศหลังสงครามโลกเป็นไปอย่างยากลำบาก การพัฒนาด้านต่างๆจำต้องพึ่งพิงเงินกู้ และเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เกษตรกร และประชาชนผู้ยากไร้ได้รับความยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง แม้การส่งออกข้าวจะพอมีส่วนช่วยได้บ้าง แต่ท้ายสุดทุกประเทศก็ต้องประสบกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จเยี่ยมราษฎรทั่วทุกภาคเพื่อทรงรับฟัง และเรียนรู้ปัญหาที่แท้จริงของประชาชน

จากนั้นมา จึงได้พระราชทานโครงการพระราชดำริต่างๆจำนวนมากออกมาเพื่อบรรเทาความทุกข์ยากแก่ประชาชน โดยในระยะเริ่มแรก ทรงมุ่งเน้นการสาธารณสุข และโภชนาการ เพื่อเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาพื้นฐานที่ประเทศไทยประสบอยู่ในขณะนั้น เช่น ปัญหาปากท้อง และความอดอยากยากแค้นเมื่อทรงทดลองทำด้วยพระองค์เองจนสำเร็จแล้ว จึงจะพระราชทานพันธุ์ปลาหมอ (2496) ฟาร์มโคนมจิตรลดา (2504) และพันธุ์ปลานิล (2509) ฯลฯ ให้แก่ราษฎรของพระองค์

จากญี่ปุ่นมาไทย… ในน้ำมีปลาเสมอ

วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2508 สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ขณะดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร ทรงน้อมเกล้าฯถวายปลาน้ำจืด ในตระกูลทิลาเปียจำนวน 50 ตัว แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทรงนำไปเลี้ยงไว้ที่บ่อปลาสวนจิตรลดา โดยมีกรมประมงดูแลในเรื่องการเพาะขยายพันธุ์ ซึ่งปรากฏได้ผลเป็นอย่างดี


เมื่อทรงเห็นว่า ปลานิลขยายพันธุ์แต่ละครั้งได้เป็นจำนวนมาก และใช้เวลาประมาณเพียงปีเศษในวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2509 จึงพระราชทานลูกปลานิลขนาด 3-5 เซนติเมตร จำนวน 10,000 ตัวให้แก่กรมประมงนำไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ที่แผนกทดลอง และเพาะเลี้ยงในบริเวณเกษตรกลางบางเขน จนถึงสถานีประมงต่างๆอีกจำนวน 15 แห่งทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยนำไปเพาะพันธุ์ต่อ กระทั่งถึงการปล่อยพันธุ์ปลาลงในแหล่งน้ำทั่วประเทศ

พระราชทานชื่อปลาชนิดนี้ว่า “ปลานิลจิตรลดา” ซึ่งสอดคล้องกับชื่อเดิม Nile Tilapia ลักษณะสีของปลามีสีดำ มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ ย่อยง่าย และสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้แก่ประชาชนด้วย

สร้างงาน เงิน และเศรษฐกิจที่แท้จริง

เมื่อกรมประมงนำ “ปลานิล” พระราชทานไปแจกจ่ายแก่ราษฎร ปลานิลจึงถูกขยายพันธุ์ไปอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ แม้เมื่อเสด็จพระราชดำเนินท้องถิ่นต่างๆ ก็จะทรงปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืดต่างๆ รวมถึงปลานิลในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำปลาเหล่านั้นไปทำเป็นอาหาร ในครัวเรือนได้ ไม่เกิดการอดอยากอีก

การเพาะพันธุ์ปลานิลเริ่มมีการบันทึกสถิติในปี พ.ศ.2517 นับจากนั้นมา ปลานิลหน้าฟาร์มได้สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไม่น้อยกว่า 107,000 ล้านบาท

จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีการผลิตปลานิลไม่น้อยกว่า 220,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าหน้าฟาร์ม 12,000 ล้านบาท ปลานิลยังเป็นปลาน้ำจืดเพื่อการส่งออกที่มีศักยภาพสูงกว่าปลาชนิดอื่นๆด้วย

นอกจาก ปลานิล จะเป็นปลาที่ชาวไทยบริโภคกันมากที่สุดแล้ว ยังทำให้เกิดการมีงานทำแก่ประชาชนมากกว่าล้านคนในฟาร์มปลานิลที่มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 300,000 แห่งทั่วประเทศ

“ปลานิล” สัญลักษณ์ครองราชย์ 70 ปี

แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะพระราชทานพันธุ์ปลานิลครั้งแรกเมื่อ 50 ปีมาแล้ว แต่ยังทรงสนพระราชหฤทัยพัฒนาคุณภาพของปลาที่ประชาชนจะเลี้ยง และบริโภคให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตามลำดับ

เมื่อปลานิลขยายพันธุ์รวดเร็ว และออกไข่จำนวนมาก ทำให้ปลานิลในแหล่งธรรมชาติมีตัวที่เล็กเกินไป ในปี พ.ศ.2531 จึงทรงโปรดเกล้าฯให้กรมประมงพัฒนาสายพันธุ์ปลานิลใหม่ให้มีขนาดใหญ่ และแข็งแรงมากขึ้น

ปลานิลพันธุ์จิตรลดา 1 ได้รับการพัฒนาขึ้นในปี พ.ศ.2536 มีขนาดใหญ่กว่าปลานิลทั่วไปที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 22% และอัตราการรอด 10%

ต่อมายังได้พัฒนา ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 2 ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 3 และ ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 4 ในช่วงระหว่างปี 2540-2541 สายพันธุ์ปลานิลจิตรลดารุ่นใหม่นี้ ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 40-45% และมีอัตรารอดเพิ่มมากขึ้นเฉลี่ย 24-35% ทั้งหมดนี้ทำให้สำนักพระราชวัง และรัฐบาลกำหนดให้ “ปลานิล” เป็นสัญลักษณ์แห่งการครองราชย์ 70 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ปลานิล ปลานิลแดง ปลาทับทิม

ปลานิลแดง สายพันธุ์ไทย เป็นลูกผสมระหว่างปลาหมอเทศ และปลานิล พบครั้งแรกในปี พ.ศ.2511 ณ สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดอุบลราชธานี ต่อมามีการคัดมาเพาะ และขยายพันธุ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงปล่อยพันธุ์ปลานิล สีแดงเพื่อเพาะขยายพันธุ์ในสวนจิตรลดา และได้พระราชทานชื่อปลาชนิดนี้ว่า “ปลานิลแดง”

การพัฒนาพันธุ์ปลานิลตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ใน พ.ศ.2531 กรมประมงร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือ AIT พัฒนาการใช้ฮอร์โมนธรรมชาติแปลงเพศปลาเพื่อลดการขยายพันธุ์ ให้มีตัวใหญ่ขึ้น ตรงกับความต้องการของตลาด ในปี พ.ศ.2532 ภาคเอกชน ยังริเริ่มการนำปลานิลจิตรลดาผสมข้ามพันธุ์กับปลานิลสายพันธุ์อื่นๆเพื่อให้ได้ลักษณะเด่นจนได้สายพันธุ์ใหม่ ซึ่งเมื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายในปี 2541 ก็ได้รับพระราชทานชื่อจากพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า “ปลาทับทิม”

พระราชา “ประชารัฐ”

ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา การทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เป็นแรงบันดาลใจให้ทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งส่วนราชการ ภาคเอกชนและประชาชนให้ดำเนินการตามรอยเบื้องพระยุคลบาทไปสู่เป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ สร้างความมั่นคงของประเทศชาติ และความผาสุกให้แก่ประชาชน เกิดความร่วมมือในการสร้างสรรค์ สร้างพลังในการทำความดีเพื่อชาติ และเพื่อประชาชนทุกคนของประเทศ

งานที่เกิดขึ้นตามแนวพระราชดำริริเริ่มในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางกับประเทศชาติ และประชาชน ดังเช่น “ปลานิลจิตรลดา” ที่เริ่มต้นด้วยการพระราชทานสู่ปวงชนชาวไทย และขยายผลโดยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ และประชาชน

“ปลานิลจิตรลดา” จึงนับเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แห่ง “พระราชาประชารัฐ” โดยแท้จริง

พระราชดำริเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับคนไทย เกิดขึ้นโดยพระราชประสงค์เบื้องต้น เพื่อให้ประชาชนได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสำหรับพัฒนาร่างกาย และสติปัญญา เพื่อให้เป็นกำลังสำคัญในการสร้างชาติ โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน เช่นเดียวกับปลาพันธุ์ต่างๆอย่างปลาหมอเทศ ปลานวลจันทร์ ฯลฯ

อาหารพระราชทานเหล่านั้น นอกจากจะทำให้เกิดการพัฒนาทางกายภาพตามพระราชดำริแล้ว ในเวลาต่อมา ยังกลายเป็นสินค้าที่เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเป็นต้นทางที่นำมาสู่อุตสาหกรรมหลักของประเทศที่เกี่ยวข้องกับด้านโภชนาการ เช่น อุตสาหกรรมต่อเนื่องจากโคนม ผักผลไม้เมืองหนาว และสินค้าแปรรูปต่างๆ เป็นต้นด้วย

“ปลานิล” เติบโตสู่อนาคต

ปัจจุบัน กรมประมงยังมีการแจกจ่ายลูกพันธุ์ปลานิลให้แก่เกษตรกรปีละกว่า 300 ล้านตัว ไม่รวม ฟาร์มเอกชนที่เพาะฟัก และอนุบาลเพื่อจำหน่ายอีกรวมกว่า 743 ฟาร์ม โดยมีกำลังการผลิตลูกพันธุ์ปลานิลรวมอยู่ที่ 8,713,415,832 ตัว (ข้อมูลรวม ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 : สำนักวิจัย และพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง)

กรมประมงยังมีการแปรรูป “ปลานิล” ไปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ นอกเหนือจากการจำหน่ายปลาทั้งตัว อาทิ ปลานิลแช่แข็ง, เนื้อปลานิลแล่แบบฟิลเล่, เนื้อปลานิลบด, ตับและไข่,ปลานิลแห้ง และปลารมควันด้วย

ขณะที่หนังปลา มีการนำมาทำเป็นเครื่องหนัง ผลิตเป็นรองเท้า เข็มขัด กระเป๋า ถุงมือ ฯลฯ ซึ่งคุณสมบัติไม่ต่างจากหนังสัตว์ชนิดอื่นๆ ส่วนเกล็ดปลานิล นำมาทำเป็นของประดับตกแต่ง ได้แก่ ดอกไม้ ช่อดอกไม้ ดอกไม้ติดเสื้อ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ที่กลุ่มสตรี ตำบลบางกรูด อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา มีการจัดทำและออกจำหน่ายแก่ผู้ที่สนใจ

ในยุทธศาสตร์การพัฒนาปลานิลปี พ.ศ.2553-2557 ของกรมประมง ระบุว่า ผลผลิตปลานิลส่วนใหญ่บริโภคในประเทศในแบบปลาสด 89% แปรรูปทำเค็มตากแห้ง 5% ย่าง 3% และที่เหลือในรูปอื่นๆ สําหรับปลานิลทั้งตัว และในรูปแช่แข็ง ก็มีจำหน่ายในประเทศทั้งจากโรงงานผู้ผลิต และจำหน่ายให้แก่ภัตตาคาร หรือร้านอาหารทั่วไป

อาหารเพื่อเศรษฐกิจปากท้อง

ประเทศไทยยังส่งออกปลานิลไปยังตลาดต่างประเทศทั้งในยุโรป ตะวันออกกลาง สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และเอเชีย ในปี พ.ศ.2551 ตลาดสหภาพยุโรปกลายเป็นตลาดอันดับ 1 ของปลานิล คิดเป็นปริมาณส่งออก 7,758.98 ตัน รองลงมาคือ ประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง มีปริมาณการส่งออก 5,583.91 ตัน ส่วนตลาดสหรัฐฯอยู่ในลำดับที่ 3 มีปริมาณ 4,786.27 ตัน

คิดเป็นสัดส่วนการส่งออกปลานิลไทยไปยังประเทศต่างๆในสหภาพยุโรปมากที่สุดถึง 40% รองลงมาคือ สหรัฐฯ 37% ส่วนประเทศในแถบตะวันออกกลางมีสัดส่วนราว 15% ของการส่งออกรวม การส่งออกส่วนใหญ่จะอยู่ในหลายรูปแบบ ปลานิลแช่เย็นจนแข็ง, เนื้อปลาแบบฟิลเล่ ตับและไข่, ปลานิลมีชีวิต และปลานิลแห้ง ไม่รมควัน

FAO หรือสำนักงานอนามัยโลกรายงานว่า ประเทศไทยสามารถผลิตปลานิลได้เป็นอันดับที่ 4 ของภูมิภาคเอเชียในปี พ.ศ.2549 รองลงมาจากประเทศจีน ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

คำกล่าวหนึ่งที่เราๆท่านๆมักได้ยินเสมอว่า ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารการกินถึงจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจทั้งโลก หรือแม้แต่ที่ประเทศไทยเองหลายครั้ง แต่คนไทยเราก็ยังอยู่ได้ เพราะ…ในน้ำมีปลา…ในนามีข้าว นั่นเอง

แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า ผู้ที่คอยเติมข้าวให้กับนา เติมปลาให้กับน้ำนั้น ก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นดวงใจของคนไทยทั้งชาตินี่เอง!

ทีมเศรษฐกิจ

ระดมสมองรับส่งออกฟื้นตัว มันสำปะหลัง-ยางยังไร้แวว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/660302

 

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเปิดเผยว่า กรม ได้ประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการภาคเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม เพื่อประเมินแนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี 59 ซึ่งส่วนใหญ่ประเมินว่า แนวโน้มการส่งออกกำลังฟื้นตัวดีขึ้น โดยกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร คาดว่าจะมีมูลค่าส่งออก 33,939 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน จากเดิมคาดขยายตัว 1.9% กลุ่มอุตสาหกรรมหนัก 123,900 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 3.1% จากเดิมคาดขยายตัว 4.9% กลุ่มแฟชั่น มูลค่า 13,859 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 0.6% จากเดิมคาดขยายตัว 4.8% กลุ่มไลฟ์สไตล์ 2,915 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 4.9% จากเดิมคาดขยายตัว 3.5%

“กรมยังคงยืนยันเป้าหมายการส่งออกที่ 5% และจากการประเมินแนวโน้มการส่งออกสินค้าเกษตร พบว่า ข้าวจะส่งออกได้ 9.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 9% น้ำตาล เพิ่มขึ้น 20% จากเดิม 4% เพราะตลาดซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) มีความต้องการมากขึ้น แต่ยางพาราลดลง 10% หลังมีผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ขณะที่มันสำปะหลังลดลง 10% เพราะจีนลดการนำเข้าหันไปใช้ข้าวโพดแทน”.

ร.ฟ.ท.แจง ยังไม่รับมอบขบวนรถไฟรุ่นใหม่-รอตรวจสภาพ ยัน รถไร้รอยร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ก.ค. 2559 18:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/659407

 

ร.ฟ.ท. แจง รับมอบรถไฟโดยสารรุ่นใหม่รอบแรก 39 คัน ไม่พบปัญหารอยร้าวบริเวณตัวรถ ยัน เป็นแค่รอยขีดข่วน-รอยร้าวบริเวณค้อนทุบกระจก เผย ขณะนี้การรถไฟฯ ยังไม่ได้รับมอบรถจาก บ.คู่ค้า ชี้ ต้องมีการตรวจรับสภาพรถก่อน หากพบชำรุด จะต้องแก้ไขให้ได้มาตรฐานถึงรับมอบได้ พร้อมขอให้ ปชช. มั่นใจ รถไฟโดยสารใหม่มีคุณภาพตามที่กำหนดแน่

วันที่ 9 ก.ค.59 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้า โครงการจัดซื้อรถไฟโดยสารรุ่นใหม่ ให้บริการเชิงพาณิชย์ 115 คันรวม 9 ขบวน ซึ่งล่าสุด บริษัท CRRC Corporation Limited (China Railway Rolling Stock Corporation) หรือ CNR (China CNR Corporation Limited) บริษัทคู่สัญญาได้ส่งรถรอบแรกมาถึงประเทศไทยแล้วจำนวน 39 คันว่า ขณะนี้ การรถไฟฯ ยังไม่ได้มีการรอรับมอบขบวนรถอย่างเป็นทางการ โดยอยู่ในขั้นตอนการรอเจ้าหน้าที่ของบริษัทคู่สัญญาติดตั้งส่วนประกอบในรถ 39 ขบวนให้แล้วเสร็จก่อน เช่น ระบบเครื่องปรับอากาศ และการประกอบเป็นขบวน ซึ่งเมื่อประกอบเสร็จการรถไฟฯ จะมีการตรวจสอบสภาพเบื้องต้น หากตัวรถมีคุณภาพผ่านมาตรฐานที่กำหนดถึงจะรับมอบได้

ส่วนกรณีกระแสข่าวพบว่า รถบางคันมีปัญหารอยแตกร้าวบริเวณตัวรถ เบื้องต้นจากการตรวจสอบยืนยันว่ารอยร้าวไม่ได้เกิดที่ตัวรถตามที่เป็นข่าว แต่เกิดรอยแตกร้าวบริเวณกล่องครอบค้อนทุบกระจก รวมถึงมีรอยขีดข่วนจากการขนส่งซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่บริษัทเอกชนยืนยันว่าจะดำเนินการแก้ไขให้เรียบร้อย

“โดยปกติก่อนที่จะมีการรับมอบรถไฟมาเปิดให้บริการแก่ประชาชน การรถไฟฯ มีขั้นตอนและกฎระเบียบการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานของตัวรถอย่างละเอียดรอบคอบ หากรถมีการชำรุดหรือไม่ได้มาตรฐานก็จะไม่ยอมรับมอบเด็ดขาด และที่สำคัญเมื่อมีการรับมอบแล้วจะต้องนำขบวนรถมาทดสอบการใช้งานจริง ทั้งวิ่งในระยะใกล้ 20-30 กิโลเมตร และทดสอบวิ่งในระยะทางไกลประมาณ 500-800 กิโลเมตร เพื่อให้แน่ใจว่าขบวนรถใช้งานได้ดีไม่มีปัญหา ก่อนที่จะมาเปิดให้บริการแก่ประชาชน ดังนั้นจึงขอให้ผู้ใช้บริการมั่นใจได้ว่า การรถไฟฯ ได้มีการนำรถไฟที่ได้มาตรฐาน และรถที่มีคุณภาพดีมาให้บริการ”

ผู้ว่าการการรถไฟ กล่าวว่า ปัจจุบันขบวนรถไฟรอบแรกได้ผ่านพิธีทางศุลกากรเรียบร้อยแล้วรวม 39 คัน ประกอบได้เป็น 3 ขบวน ขบวนละ 13 คัน และอยู่ระหว่างการรอติดตั้งระบบและประกอบรวมเป็นขบวน ที่สถานีรถไฟศรีราชา โดยคาดว่าจะมีพิธีรับมอบทางการในวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 และเมื่อมีการรับมอบและผ่านการทดสอบการใช้งานแล้ว หากไม่พบปัญหาใด การรถไฟฯ คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการในเส้นทางแรกได้ในวันที่ 11 สิงหาคม 2559 หลังจากนั้นจะทยอยรับมอบรถไฟส่วนที่เหลือจนครบ 115 คัน ภายในเดือนกันยายนนี้ โดยจะนำมาเปิดวิ่งเป็นขบวนรถด่วนพิเศษใน 4 เส้นทาง ที่มีศักยภาพ ได้แก่ เส้นทางสถานีกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ สถานีกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี สถานีกรุงเทพฯ-หนองคาย และสถานีกรุงเทพฯ-หาดใหญ่

ทองเปิดตลาดขึ้น 100 รูปพรรณขายบาทละ 23,250

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ก.ค. 2559 09:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/659041

 

ราคาทองวันที่ 9 ก.ค. 59 เปิดตลาดขึ้น 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,650 ขายออกบาทละ 22,750 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 22,239.72 ขายออกบาทละ 23,250 บาท…

วันที่ 9 ก.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.17 น. ปรับเพิ่มขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,650.00 บาท ขายออกบาทละ 22,750.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 22,239.72 บาท ขายออกบาทละ 23,250.00 บาท.

;

รัฐทุ่มหมื่นล้านจ้าง “เลิกทำนาปรัง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/658904

 

ชง ครม.ปรับโครงสร้างเพาะปลูก นำร่องเปลี่ยนอาชีพชาวนาอีสาน

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯจะเสนอมาตรการปรับโครงสร้างการปลูกข้าว โดยการเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น และจ้างเลิกปลูกข้าว วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปลายเดือน ก.ค.นี้ จากเป้าหมายการปลูกข้าวปี 2559/60 พื้นที่ปลูกข้าวเดิม 68.98 ล้านไร่ทั่วประเทศ ภายใต้เป้าหมายผลผลิต 27.17 ล้านตัน โดยจะให้ชาวนางดปลูกข้าวนาปรังรอบ 2 เนื่องจากข้าวที่ได้คุณภาพไม่ดี และมีต้นทุนสูง โดยแนะนำให้ชาวนาปรับเปลี่ยนไปปลูกพืช ทำปุ๋ยพืชสดแทน จากปกติต้องปลูกข้าวในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา 1.8 ล้านไร่

“การเสนอขออนุมัติจาก ครม.ครั้งนี้ จะดำเนินการเพื่อปรับโครงสร้างการปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม เช่น ภาคอีสานทำนาได้เพียงครั้งเดียว ทำให้ชาวนามีรายได้เฉลี่ยประมาณ 45,000 บาท/ครัวเรือน ส่วนนี้อาจสนับสนุนให้ปรับเปลี่ยนอาชีพ หรือทำอาชีพเสริม เพื่อสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้นเท่าตัวหรือเพิ่มขึ้น 45,000 บาท คิดเป็นเพิ่ม 100% โดยจากชาวนาภาคอีสานจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 90,000 บาท/ครัวเรือน”

พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวต่อว่า ในการดำเนินการดังกล่าวกระทรวงเกษตรฯจะจ้างให้หยุดปลูกข้าว โดยจ่ายมากกว่า 1,000 บาทต่อไร่ต่อครัวเรือน ในช่วงฤดูการทำนาปรัง ซึ่งไม่ซ้ำซ้อนกับมาตรการของกระทรวงการคลังที่แจกเงิน 1,000 บาท/ไร่ในช่วงนาปี

ส่วนพื้นที่ที่มีการทำนาปรังรอบแรกจำนวน 7.32 ล้านไร่ จะสนับสนุนให้ปรับเปลี่ยนอาชีพจำนวน 4.49 ล้านไร่ แบ่งเป็นปรับเปลี่ยนให้ปลูกพืชอื่นและทำกิจกรรมอื่นๆ ดังนี้ ปลูกพืชที่หลากหลาย 0.30 ล้านไร่ ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 0.50 ล้านไร่ ปลูกพืชปุ๋ยสด 0.50 ล้านไร่ และพลิกฟื้นผืนนาใต้ร่มพระบารมี 3.19 ล้านไร่.