เรื่องเล่าของ 10 แฟชั่นไอคอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 26 ก.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669004


ภาณุ อิงคะวัต 
ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้ถือหุ้นหลักของ Greyhound

อะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่างความคิดสร้างสรรค์กับความมีวินัย

“มีอยู่ครั้งนึง Greyhound ได้รับเชิญไปเดินแฟชั่นโชว์ที่สิงคโปร์แฟชั่นวีค ผมก็เอาทีมของเกรฮาวด์ไปกับทีมของพี่ตือ แล้วพวกเราก็คิดไปเต็มที่อ่ะนะ ว่าเราอยากได้โชว์แบบไหนเพื่อให้ออกมาดีที่สุด แนวคิดตอนนั้นคือรับแรงบันดาลใจจาก จอห์น เลนนอน กับ โยโกะ โอโนะ ชื่อ Peace Please ทีนี้เราอยากให้มีการแขวนตาข่ายแบบทหารหรือสนามรบบนเวที แล้วตอนโชว์ก็อยากให้มีการโปรยของโน่นนั่นนี่ลงมาประกอบ พวกสิงคโปร์ก็บอกว่าทำไม่ได้หรอก เรื่องใหญ่มาก พวกเราคนไทยก็ว่าไม่เห็นจะยากเลย ที่เมืองไทยยังทำได้ แค่เอาคนไปยืนอยู่ข้างบน โครงเหล็กหลังคาโยนๆ เอา ง่ายจะตาย เขาก็บอกว่าเขาทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก สิงคโปร์แฟชั่นวีคคงต้องโดนสั่งปิดเพราะเขาต้องเคารพกฎเกณฑ์โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยที่ต้องมาก่อน”

“ตอนหลังผมก็มานั่งคิดว่า เออเนอะ เมืองไทยมันเป็นเมืองที่มีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการดีมากจริงๆ ดีเสียกว่าหลายๆ ประเทศในภูมิภาคนี้ด้วยซ้ำ แต่เราก็ขาดเรื่องระเบียบวินัย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ ถึงแม้ความคิดสร้างสรรค์เรื่องแฟชั่นสิงคโปร์จะสู้เราไม่ได้ แต่เรื่องความมีระเบียบวินัยเขาดีกว่าพวกเราหลายร้อยเท่า มันเลยมีคำถามให้เราได้คิดว่าอะไรกันแน่ที่สำคัญ ระหว่างการมีความคิดสร้างสรรค์ หรือการมีระเบียบวินัย”

อมาตย์ นิมิตภาคย์
ช่างภาพแฟชั่นชื่อดัง

สติเท่านั้นที่ทำให้งานดี

“เรื่องที่ผมจำได้อย่างแม่นยำคือ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วที่ผมต้องถ่ายภาพแฟชั่นให้นิตยสาร Image ที่เมืองจีน ตอนนั้นเราก็อยากได้ภาพในพระราชวังต้องห้าม แล้วมันฉุกละหุก ขออนุญาตไม่ทัน เลยต้องใช้วิธีแอบถ่ายแบบกองโจรเหมือนพวกพรีเวดดิ้ง ตอนนั้นพวกผมเลยเริ่มงานกันแต่เช้าตรู่ นางแบบก็เป็นตัวท็อปหมด ทั้งคาร่า (พลสิทธิ์) แอนนา (นาตาชา) จอย (วราลักษณ์) และอุ๋ม (อาภาศิริ) ตอนเริ่มงาน ทุกคนก็ช่วยกันขนของเดินหาโลเคชั่นจนเจอเข้ากับเจ้าหน้าที่ดูแลสถานที่ เขาก็มาถามว่าพวกเราทำอะไร เพราะนางแบบแต่งหน้าแต่งชุดสวยจัด ผมก็บอกว่าผู้หญิงทั้ง 4 คนนี้น่ะเป็นแค่นักท่องเที่ยว พวกนางเป็นกะเทยนางโชว์มาจากสิงคโปร์แล้วอยากได้รูปถ่ายสวยๆ ไปติดบ้าน เจ้าหน้าที่ก็เลยปล่อยให้พวกเราทำงาน ทีนี้ที่นั่นน่ะนักท่องเที่ยวเยอะมาก พอจังหวะที่คนเริ่มซาเราก็ต้องรีบถ่ายให้เร็วที่สุด ภาพที่ได้เลยดูเหมือนเราสั่งปิดพระราชวังต้องห้ามเพื่อถ่ายรูปเซตนี้โดยเฉพาะ และทั้งหมดนี้เสร็จในเวลาแค่ชั่วโมงเดียวเลยนะ เพราะนางแบบเรามีสติดีมาก ทุกคนรู้ว่าตนเองกำลังทำอะไร ไม่เอ๋อ ไม่ยืนงง ถ่ายเสร็จปุ๊บก็รีบวิ่งไปเปลี่ยนชุดไม่ต้องคอยบอก เวลาสั่ง ให้โพสท่าตรงไหนก็ทำได้เลยทันที สติเท่านั้นที่ทำให้งานเสร็จสมบูรณ์”

อิศร์ อุปอินทร์
สไตลิสต์ชื่อดัง

จะดีแค่ไหน ถ้าแฟชั่นเป็นเรื่องของมวลชน

“แฟชั่นวันนี้ดูเป็นเรื่องไกลตัวไปเสียหมด ผมรู้สึกว่านิตยสารวันนี้พยายามนำเสนอภาพแบรนด์นอกราคาแพงจนคนธรรมดาไม่สามารถจับต้องได้อีกต่อไป ผมจำได้สมัยที่เริ่มทำงานใหม่ๆ เมื่อต้นทศวรรษ 90s เวลานิตยสารลลนาออกใหม่ๆ ผมจะตื่นเต้นเวลา เปิดมาแล้วเห็นภาพเสื้อสวยๆ เช่น เสื้อของ พี่ป๋อง-องอาจ นิรมล เราก็แบบอูหูสวยจังเลย พอไปดูที่ร้านก็แบบตัวละห้าร้อยก็มี ตัวละหนึ่งพันก็มี มันดูเป็นเรื่องของชีวิตจริง ซื้อได้จริง ใส่ได้จริง มันทำให้ทุกคนสนุกกับการแต่งตัว มีส่วนร่วมกับแฟชั่น”

“แต่นิตยสารวันนี้ที่เด็กๆ รุ่นใหม่ทำ กลับพากันเสนอภาพเสื้อไฮแบรนด์ราคาแพงมากทั้งหมด ซึ่งเวลาคนทั่วไปเห็นเขาก็อาจคิดแบบ โอโห จะให้ใส่แบบนี้ต้องหมดเงินกี่หมื่นกี่แสน มันก็เลยมีคนสนุกกับแฟชั่นแค่หยิบมือเดียว ผมว่าแนวคิดแบบนี้มันผลักคนธรรมดาให้ห่างออกจากแฟชั่น จนในที่สุดเขาก็อาจเลิกสนใจ ซึ่งมันไม่ดีต่อแฟชั่นนะ เพราะแฟชั่นมันควรเป็นเรื่องสนุกที่ทุกคนควรมีส่วนร่วม ผมว่าแฟชั่นวันนี้ควรมีส่วนผสมหลายๆ แบบ เช่น มีการผสมทั้งเสื้อแบรนด์นอก แบรนด์ไทย มีการมิกซ์แอนด์แมตช์ ทั้งของถูกของแพง ทำให้คนที่มีเงินเดือนแค่ 18,000 บาท ก็สนุกกับแฟชั่นได้ ผมว่าอะไรแบบนี้แหละที่จะทำให้วงการแฟชั่นคึกคัก และสามารถเติบโตได้อย่างไม่รู้จบ”

จิรัฏฐ์ ทรัพย์พิศาลกุล
สไตล์ไดเรกเตอร์ นิตยสาร Vogue ประเทศไทย และนักออกแบบแบรนด์ Sanshai

เมื่อแฟชั่นเปลี่ยน ความสัมพันธ์ก็เปลี่ยน

“แฟชั่นในประเทศไทยยุคเริ่มแรก ยังไม่มีหรอกการทำงานที่เป็นแบบมีระบบฤดูกาลเหมือนในต่างประเทศ ดังนั้นในยุคเริ่มต้นการทำงานจึงเป็นไปแบบพี่น้องช่วยเหลือกัน ทุกเย็นตอนที่ผมเพิ่งเข้าวงการ ผมจะได้พบปะพูดคุยปรึกษากับผู้ใหญ่และเพื่อนๆ ในวงการเกือบทุกวัน มันทำให้พวกเราผูกพันและได้เรียนรู้ช่วยเหลือกัน ในเวลานั้นทุกเย็น คนในวงการจะนัดพบกันเป็นประจำที่ร้านพี่โจ ยัวร์ หรือร้านพี่อ้วน จิปาถะ มันคือความรู้สึกแบบพี่แบบน้องอย่างแท้จริง มีอะไรก็คุยกันปรึกษากันได้หมด ผมประทับใจมาก ไม่เหมือนแฟชั่นในยุคนี้ที่ทุกอย่างดูเป็นเรื่องธุรกิจ และมีการแบ่งแยกรุ่นเด็กกับรุ่นใหญ่ออกจากกัน ผมว่าแฟชั่นในวันนี้มันไม่สนุกเท่าเมื่อก่อนแล้ว กลายเป็นการแบ่งพรรคแบ่งพวก รุ่นเด็กๆ ก็ทำงานด้วยกันเอง น้อยมากแล้วที่เราจะได้เห็นคนรุ่นใหม่กับรุ่นเก่าทำงานด้วยกัน”

อภิวัฒน์ ยศประพันธ์
บรรณาธิการฝ่ายสไตล์ นิตยสารแพรว

เหตุเพราะนิตยสารไม่สามารถปั้นดาราได้

“เมื่อก่อนเนี่ย เวลานิตยสารแพรวทำปกเล่มครบรอบ มันก็จะเป็นพวกปกที่เอาคนขึ้นหน้าปกพร้อมกันทีเดียวหลายสิบคน เช่น 10 ยอดนางแบบ หรือ 10 ยอดดาราอะไรแบบนั้น แล้วตอนนั้นเนี่ยอะไรๆ มันก็ยังง่าย เพราะดาราดังๆ ก็คือคนที่เกิดจากการเป็นนางแบบตามหน้านิตยสารมาก่อน ดังนั้น เวลาที่นิตยสารจะถ่ายภาพแฟชั่นที พวกเขาก็จะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ขออะไรก็ได้หมด ดังนั้นการจะตามคิวคนดังทั้ง 10 คนมารวมตัวพร้อมกันทีเดียวก็ดูจะง่ายกว่าสมัยนี้”

“แต่ทุกวันนี้ ดารารุ่นใหม่ล้วนเป็นคนที่ดังมาจากที่อื่น ดังมาจากละครทีวี จากการเล่นหนัง หรือจากเวทีประกวด เขาไม่ได้ดังเพราะนิตยสารเป็นคนปั้นอีกต่อไป วันนี้การจะตามคิวดาราดังมาเจอกันเป็น 10 คนทีเดียวเลยเป็นเรื่องยากมาก เพราะดาราเหล่านี้ก็จะให้ความสำคัญกับงานอื่นที่ปั้นพวกเขามา หรืองานอีเวนต์ที่ให้เงินเขามากกว่า เขาไม่ให้เครดิตวงการแฟชั่นมากเท่ากับสมัยก่อนแล้ว แต่ก็ไม่โกรธนะ ผมเข้าใจได้ ผมถือว่าเพราะพวกเราไม่ได้เป็นคนที่ปั้นดารารุ่นใหม่ๆ อีกต่อไป หนำซ้ำนิตยสารวันนี้ก็ยังใช้ชื่อเสียงของดาราที่ไม่ได้เกิดจากวงการแฟชั่นมาขายนิตยสารแฟชั่นด้วยซ้ำ”

ณัฐ ประกอบสันติสุข
ช่างภาพแฟชั่นชื่อดัง

มีความเชื่อ เคารพ และศรัทธาในอาชีพของตน

“สิ่งที่ผมประทับใจมากคือ ตอนที่มีโอกาสถ่ายภาพนางแบบดังระดับโลกขึ้นปก Vogue ประเทศไทย นางแบบชั้นนำเหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกได้เลยว่าพวกเขาเป็น คนที่ทำอะไรแล้วทำจริง มุ่งมั่น และมีการศึกษาลงลึกในสาขาอาชีพของตน พวกเขามีความเชื่อ เคารพ และศรัทธา ไม่มีคำว่าดูถูกเสื้อ ดูถูกงาน ดูถูกวิธีการทำงาน หรือดูถูกไอเดีย ไม่ว่าไอเดียนั้นจะแปลกประหลาดแค่ไหน เพราะมีหลายครั้งที่การถ่ายแฟชั่นต้องนำเสนอไอเดีย หรือท่าโพสที่ชีวิตจริงคงไม่มีใครทำ”

“แต่สำหรับการถ่ายแฟชั่นแล้ว ท่าทางแปลกๆ เหล่านั้นกลับทำให้ภาพสวย ทีนี้พอนางแบบมือโปรพวกนี้รู้ว่าแรงบันดาลใจ หรือท่าทางที่เราอยากได้เป็นยังไง พวกเธอก็พยายามทำ มีการฝึกซ้อมหน้ากระจกก่อนเข้าฉาก ดูว่าฉันจะใส่ชุดไหน ต้องสะบัดกระโปรงยังไงให้สวย และไม่ต้องให้เราคอยบอกเลยว่ายืนตรงนั้นซิ โพสท่าอย่างนี้สิ เช่น ตอนที่ผมถ่าย ซูซานนา บิจอช กับกลุ่มผีตาโขน ซูซานนา ที่ยืนอยู่ตรงกลางก็ไม่เคยเห็นการเต้นผีตาโขนมาก่อนในชีวิต แต่แทนที่เธอจะยืนงง เธอก็มองไปรอบตัวแล้วเรียนรู้เองว่าเขาเต้นกันท่าไหน พอผมสั่งเริ่ม เธอก็เริ่มกระโดดคิดค้นท่าโพสไปพร้อมกับนักเต้น ซึ่งผมเซอร์ไพรส์มาก และคิดว่านี่คือคุณสมบัติที่ดีของการเป็นนางแบบ มันทำให้รู้สึกได้ถึงคำที่ลูกเกดพูดว่า ‘ฉันไม่ได้มาเล่นๆ’ ผมอยากให้คนที่รักการเป็นนางแบบได้เข้าใจ และนำเอาคุณสมบัติดีๆ แบบนี้มาศึกษาและพัฒนาตนเอง”

กุลวิทย์ เลาสุขศรี
บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Vogue ประเทศไทย

แฟชั่นวีคแรก ของประเทศไทย

“หนึ่งในสิ่งที่ผมภาคภูมิใจที่สุด คงเป็นการริเริ่มจัดงานแฟชั่นวีคที่ชื่อ ELLE Fashion Week งานนี้ เริ่มต้นในปี 1999 เนื่องจากการที่ผมเองเดินทางไปต่างประเทศบ่อย แล้วเราก็เห็นว่างานแฟชั่นวีคในต่างประเทศ ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมแฟชั่นอย่างไร ประกอบกับความเชื่อที่ว่า เราในฐานะภาคเอกชน ก็ควรริเริ่มทำอะไรด้วยตนเองโดยไม่จำเป็นต้องรอการสนับสนุนจากภาครัฐเสมอไป เวทีนี้จึงเป็นที่แจ้งเกิดของนักออกแบบเก่งๆ หน้าใหม่ เพราะผมให้ความใส่ใจเป็นพิเศษในการเลือกและสนับสนุนนักออกแบบไทยรุ่นใหม่มาร่วมจัดแสดงทุกปี โดยวันนี้นักออกแบบไทยเหล่านั้นได้เติบโตกลายเป็นนักออกแบบชื่อเสียงโด่งดังของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Sretsis, Disaya, Kloset, Issue และอีกหลายๆ แบรนด์ไทย”

สุคนธ์ สีมารัตนกุล
ช่างแต่งหน้าชื่อดัง

ความมักง่ายกับเทคโนโลยีที่ดีขึ้น

“สมัยผมเริ่มทำงาน 40 ปีที่แล้ว เทคโนโลยีรีทัชรูปด้วยคอมพิวเตอร์มันยังไม่เกิดเลย เพราะฉะนั้นเวลาที่เราทำงาน เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่นในงานถ่ายแฟชั่นแต่ละครั้ง การแต่งหน้าก็ต้องแต่งให้สวยที่สุด เนี้ยบที่สุด เก็บรายละเอียดทุกจุดให้เสร็จสรรพ แม้แต่ไฝเม็ดเล็กๆ ก็ต้องไม่เห็น จะมาแบบไม่เป็นไรเดี๋ยวไปลบในคอมพ์ทีหลังแบบสมัยนี้ เป็นไปไม่ได้ มันเลยกลายเป็นการฝึกให้คนทำงานมีความละเอียด และใส่ใจในเนื้องานของตัวเอง แต่เวลาเปรียบเทียบกับสมัยนี้ที่เรามีคอมพิวเตอร์ทันสมัยมาช่วยให้ทำทุกอย่างได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะ ไอ้เทคโนโลยีทันสมัยเนี่ย แต่ผมว่าบางทีเทคโนโลยีทันสมัยกลับทำให้คนรุ่นใหม่ขาดความละเอียดในการทำงาน บางคนกลายเป็นคนมักง่าย เอะอะก็ใช้คอมพิวเตอร์แก้ไขไปหมดทุกอย่าง ผมว่ามันคือการทำงานแบบแก้ปัญหาสไตล์ฉาบฉวย”

คำรณ ปราโมช ณ อยุธยา
ผู้ก่อตั้งและอดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Image

แรงบันดาลใจของนักออกแบบไทยรุ่นใหม่ยุค 90s

“เมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว น่าจะช่วงต้นทศวรรษ 90s น่ะนะ ประเทศไทยมีการจัดงานแสดงแบบเสื้อที่ชื่อ Trendsetter ซึ่งรวมนักออกแบบหลายคนเข้าด้วยกัน มีทั้งพี่กบ-โซดา, เกรฮาวด์, เธียเตอร์, พี่ป๋อง-องอาจ นิรมล, พี่ตั้ว-ดวงใจบิส, พี่ป้อม-ธีระพันธ์, พี่เจี๊ยบ-พิจิตรา แล้วก็พี่ใหญ่คนโตของวงการอย่าง พี่ไข่-ไข่ บูติก ซึ่งงานนั้นเนี่ยเขามีการรวมตัวกันเป็นครั้งแรก แล้วก็มีการค้นหานางแบบรุ่นใหม่ๆ เพื่อมาแสดงแบบเสื้อด้วย งานนี้ก็เลยกลายเป็นเวทีแจ้งเกิดของนางแบบหน้าใหม่หลายคนอย่าง หมอก-ณัฐสิมา หรือ อุ๋ม-อาภาศิริ”

“สิ่งที่ผมประทับใจมากคือ มันเป็นการจัดครั้งแรกที่ยิ่งใหญ่มากของนักออกแบบไทย แล้วแต่ละคนก็ทำโชว์อลังการ มีเอกลักษณ์ของตนเองที่โดดเด่นชัดเจนทุกคน ใช้พร็อบ ใช้ฉากที่สวยงาม การจัดงานในครั้งนั้นได้เปลี่ยนความหมายของวงการแฟชั่นไทย มันกลายเป็นแรงบันดาลใจ ทำให้มีคนอยากเป็นนักออกแบบเสื้อเยอะมาก และผมเชื่อว่ากลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดนักออกแบบรุ่นใหม่อีกหลายคน ทั้ง นก-กรกนก, สิทธิ์-ไทมส์เอนด์ และหมู-อนุรักษ์ เป็นต้น”

เมนาท นันทขว้าง
ผู้อำนวยการฝ่ายสไตล์ แบรนด์ SODA

ใครว่าแบรนด์ไทยไม่เคยโกอินเตอร์

“ช่วงที่ดิฉันประทับใจในวงการแฟชั่นของโซดา คงเป็นช่วงปี 1994 ถึงปี 1995 เพราะตอนนั้นเป็นช่วงเวลาสำคัญเวลาหนึ่งที่แบรนด์ไทยอย่าง Guys’ SODA ได้ซื้อหน้าโฆษณาในนิตยสารดังระดับโลกของประเทศอังกฤษ ที่ชื่อ The Face ตอนนั้นเรายังได้นายแบบที่มีชื่อเสียงมาก ทั้ง เจโรม เลอ เซวาเลียร์ และ โรมัน บาร์เร็ต ซึ่งเป็นนายแบบชื่อดังคนเดียวกับที่ถูกถ่ายภาพในโฆษณาคาลวิน ไคลน์ คุณอนนต์ พวงทับทิม เป็นผู้ช่วยติดต่อประสานงานกับเอเจนซี่นายแบบที่ปารีสให้ และก็ได้ คุณวิภัศรา ศรีสุคนธ์ เป็นคนช่วยดำเนินการเรื่องติดต่อกับนิตยสาร The Face ของประเทศอังกฤษ ภาพโฆษณาชุดนั้นเราได้ช่างภาพดังของไทยอย่าง คุณวิทยา มารยาท มาลั่นชัตเตอร์ให้ไกลถึงกรุงปารีส หลังจากนั้นเราก็จัดงานครบรอบ 10 ปี แล้วเราก็ได้นักร้องชื่อดังอย่าง เบรตต์ แอนเดอร์สัน จากวง Suede มาเป็นนายแบบถ่ายภาพโฆษณาให้ Guys’ SODA อีกด้วย”

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

คอลเลกชั่นยอดนิยมของนักดำน้ำจาก โอเมก้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/671412


โอเมก้า (Omega) สุดยอดแบรนด์นาฬิกาหรูระดับโลกสัญชาติสวิสส์ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 168 ปี จัดงานเอ็กซ์คลูซีฟซิทดาวน์ ดินเนอร์ เผยโฉมคอลเลกชั่นพิเศษ Omega Seamaster Planet Ocean “Deep Black” นาฬิกาดำน้ำเซรามิก ดีไซน์โมเดิร์นสปอร์ต สุดพิเศษจากคอลเลกชั่นยอดนิยมของนักดำน้ำ “แพลเน็ตโอเชียน” สไตล์ที่ลงตัว ไม่ว่าจะสวมใส่บนพื้นดินหรือใต้ท้องทะเล และโดดเด่นด้วยฟังก์ชันการทำงานสูงสุด ซึ่งยังไม่ได้เผยโฉมแม้แต่ในงานบาเซิล เวิลด์ 2016 แต่มาเปิดตัวครั้งแรกในทวีปเอเชีย ท่ามกลางวอทช์คอลเลกเตอร์ผู้ชื่นชอบการ ดำน้ำตบเท้าร่วมงานอย่างคึกคัก ณ เย็นอากาศ วิลล่า

ในงานยังมีอีกหนึ่งประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ กับ Watch Test Bar ส่งตรงจากสวิตเซอร์แลนด์มาเอาใจผู้ชื่นชอบนาฬิกาโดยเฉพาะ สามารถทดสอบคุณสมบัติพิเศษพร้อมฟังก์ชันการทำงานต่างๆ ของเรือนเวลาได้อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านความสามารถในการดำน้ำ ความต้านทานสนามแม่เหล็กที่มีผลต่อคุณสมบัติในเรื่องความเที่ยงตรงของนาฬิกา สำหรับ “โอเมก้า ซีมาสเตอร์ แพลเน็ต โอเชียน ดีพ แบล็ค” ได้รับแรงบันดาลใจจากความสัมพันธ์ระหว่างมหาสมุทรบนผืนโลก กับดวงจันทร์บนท้องฟ้า ที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติอันแสนอัศจรรย์ ที่สะท้อนในเรือนเวลาเซรามิกคอลเลกชั่นล่าสุด

มีให้เลือกถึง 4 รุ่นด้วยกัน คือ ดีพ แบล็ครุ่นสีน้ำเงินและสีแดง มาพร้อมตัวเรือนและหน้าปัดเซรามิกขัดด้าน เป็นครั้งแรกที่ยางได้ผสานเข้ากับเซรามิก เพื่อสร้างสรรค์ขอบตัวเรือนเฉพาะหนึ่งเดียว, รุ่นสีดำตัวเรือนและหน้าปัดเซรามิกขัดมันวาว พิเศษด้วยการใช้ลิควิดเมทัล สร้างสรรค์สัญลักษณ์ He บนวาล์ว ปล่อยก๊าซฮีเลียมที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกา และสัญลักษณ์โอเมก้าบนเม็ดมะยมทั้ง 3 รุ่นนี้มาพร้อมสายยางสีดำลายเคฟล่าร์ ให้ภาพลักษณ์คล้ายสายผ้า สวมใส่สบายและคงทนสูง และรุ่น Sedna™gold 18 กะรัต พิเศษด้วยขอบตัวเรือน ปุ่มฮีเลียมวาล์ว และเม็ดมะยมสีทองชมพู ด้วยเทคนิคการฉีดสีทองเข้าไปในเซรามิกอันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของโอเมก้า ที่สามารถคงสภาพสีไว้ไม่เปลี่ยนแปลง แม้ผ่านการใช้งานยาวนาน…พบกับนวัตกรรมชั้นเลิศ และสัมผัสประสบการณ์เหนือระดับไปกับโอเมก้า ได้ที่บูติคสาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี, สาขาสยามพารากอน และสาขาดิ เอ็มโพเรียม.

7 นักออกแบบแต่งตัวบ้านๆ แต่ออกแบบเสื้อได้สวยมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 24 ก.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668937


ประวัติศาสตร์มักสอนเราเสมอว่าการจะเป็นนักออกแบบเสื้อที่ดีได้ต้องมีความสามารถมากกว่าการแต่งตัวดีแล้วลอยหน้าลอยตาไปวันๆ คอลเลกชั่นล่าสุดของแบรนด์ บิโอนี (Brioni) ที่ล่าสุดว่าจ้างสตรีทสไตล์แฟชั่นชื่อดังนาม จัสติน โอ’เชีย (Justin O’Shea) มาเป็นนักออกแบบ คือหลักฐานชิ้นสำคัญอีกชิ้นที่พิสูจน์ให้เราเห็นว่า แค่แต่งตัวดีแต่งตัวเก่ง ไม่ได้หมายความว่าคุณจะมีความสามารถในการเป็นดีไซเนอร์ได้ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องจัดทำลิสต์ 7 นักออกแบบเสื้อระดับตำนาน ที่ออกแบบและผลิตงานได้เท่มาก แต่สไตล์พวกเขาเองกลับง่ายๆ เป็นผู้ชายและผู้หญิงแบบบ้านๆ เพียงเท่านั้น

1. ALEXANDER MCQUEEN

นักออกแบบสุดขบถจากเกาะอังกฤษ แมคควีนโด่งดังมากกับสไตล์การแต่งตัวบ้านๆ ปราศจากสไตล์ หลายครั้งที่เขาถูกด่าว่าแต่งตัวบ้าบอขาดกาลเทศะ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครสามารถด่าแมคควีนได้คือฝีมือการออกแบบเสื้อ ที่เท่ฉมังและถูกจัดว่าเป็นนักออกแบบที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลกศตวรรษที่ 20

2. GIORGIO ARMANI

จอร์โจ อาร์มานี คือนักออกแบบที่แต่งตัวเรียบง่าย ถึงแม้จะมีฝีมือโดดเด่นในเรื่องการออกแบบสูทราคาเรือนแสน แต่คุณลุงอาร์มานีมักปรากฏตัวสบายๆ ในชุดเสื้อทีเชิ้ตและกางเกงผ้าแสนเรียบง่ายแต่เนื้อผ้าโคตรดีอยู่เสมอ สมกับสโลแกนส่วนตัวคุณลุงที่ว่า “ความแตกต่างระหว่าง สไตล์ และ แฟชั่น คือเรื่องของคุณภาพ”

3. SARAH BURTON

ทายาทสืบต่องานออกแบบของแบรนด์ อเล็กซานเดอร์ แมคควีน (Alexander McQueen) ซาร่าถือเป็นรุ่นน้องของแมคควีนจากโรงเรียนแฟชั่นดัง Central Saint Martins หลังจากแมคควีนเสียชีวิตเธอก็รับหน้าที่ออกแบบและบริหารแบรนด์ต่อ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเสื้อผ้าที่เธอออกแบบทั้งหญิงและชายล้วนสวยงามและดูเท่เป็นที่สุด ซึ่งอันนี้ตรงข้ามกับสไตล์การแต่งตัวแบบบ้านๆ ของเธอที่มักโผล่มาโค้งรับเสียงตบมือตอนโชว์จบ

4. ALEXANDRE MATTIUSSI

อเล็กซานเดร มัตตุสซิ นักออกแบบหน้าใหม่ชื่อดังจากแบรนด์ AMI ของกรุงปารีส ก่อตั้งแบรนด์ตั้งแต่ปี 2011 โดยเริ่มแรกทำแค่ทีเชิ้ตขายในห้างสรรพสินค้า Lane Crawford ของฮ่องกง จนบัดนี้มีคอลเลกชั่นผู้ชายเท่แบบเต็มสตรีม มัตตุสซิ มักปรากฏตัวสบายๆ ในเชิ้ตกางเกงเรียบง่าย แล้วปล่อยให้เสื้อผ้าบนรันเวย์ที่เขาออกแบบดูเท่และทันสมัยแบบจัดเต็ม

5. CHRISTOPHER KANE

นักออกแบบชาวสก็อตที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งของเกาะอังกฤษ ผลงานที่เคนออกแบบได้รับการยอมรับทั่วโลกว่าสวยงามหรูหรา แต่วิธีการแต่งตัวของเขาคือความเรียบง่ายของเชิ้ตหรือสเว็ตเตอร์กับกางเกงยีนส์เพียงเท่านั้น

6. NICOLAS GHESQUIERE

นักออกแบบดังที่มีชื่อเสียงในการปลุกแบรนด์ บาเลนซิเอก้า (Balenciaga) ให้โด่งดังก่อนย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ที่หลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) นิโกลาส์ เกสกิแยร์มีสไตล์การแต่งตัวง่ายๆ เสื้อยืดตัว กางเกงยีนส์ตัว แต่ผลงานการออกแบบเสื้อผ้าให้คนอื่นใส่กลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนและอัดแน่นไปด้วยสไตล์เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก

7. KIM JONES

นักออกแบบเสื้อผ้าผู้ชายชาวอังกฤษที่รับหน้าที่ออกแบบเสื้อผ้าสุดเท่ให้ หลุยส์ วิตตอง ทุกคนในโลกแฟชั่นต่างยอมรับว่า คิม โจนส์ คือหนึ่งในนักออกแบบเสื้อผ้าผู้ชายที่เก่งที่สุดในโลก และที่สำคัญโจนส์ไม่จำเป็นต้องแต่งตัวหรูหราเพื่อเรียกแสงแฟลชจากช่างภาพสตรีทสไตล์เหมือนนักออกแบบบางคนที่แต่งตัวเท่ แต่งานออกแบบเสื้อบนรันเวย์ป่วยอย่าบอกใคร

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

ศุกร์สบาย 22/07/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668977


ช็อปปิ้ง-โปรโมชั่น

ห้างเซ็นทรัล แผนกซีนโซน จัดรายการ “Campus Kick-Off 2016” รับคูปอง The 1 Card X-Treme ลดราคาสินค้าคอลเลกชั่นพิเศษสูงสุด 40% และลดเพิ่มเมื่อใช้คะแนนจากบัตรเครดิต ถึง 14 ส.ค. …

เซน แผนกชุดชั้นใน-ว่ายน้ำ บุรุษและสตรี จัดแคมเปญ Body Sense 2016 พบโปรโมชั่นลดสูงสุด 20% เคาน์เตอร์ปกติ เมื่อช็อป 2 ชิ้น และลด 30-50% สินค้า คุณภาพ ถึง 14 ส.ค. ….

ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค จัดงาน “What a Woman wants Expo” พบสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำทั้งเสื้อผ้า, เครื่อง สำอาง, อาหารเสริม ลดสูงสุด 90% ที่ Alivepark Hall ชั้น G 27-31 ก.ค. …

Make Up Factory จากเยอรมนี แนะนำลิปไลเนอร์คอลเลกชั่นใหม่ล่าสุด Make Up Factory Color Perfection Lip Liner ดินสอเขียนขอบปาก เนื้อครีมเนียนนุ่ม ติดแน่น ทนนาน ราคาเพียง 950 บาท หาซื้อได้ที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอาง สาขาสยามพารากอน, ดิ เอ็มโพเรียม, เดอะ มอลล์ บางแค และท่าอากาศยานดอนเมือง…

นิตยสารสุดสัปดาห์ จัดพิมพ์ MALI’S WORLD มะลิท่องโลก ให้เหล่าแฟนคลับ “มะลิ 3 จุก” ได้ชื่นชมเป็นฉบับพิเศษ วางจำหน่ายแล้ว…

ซับซีโร่ ไอซ์สเก็ต คลับ จัดแคมเปญ “Campus Day : Monday Ice Skating” สำหรับ นักเรียน นักศึกษา ได้เล่นไอซ์สเก็ตทุกวันจันทร์ 90 นาที ในราคาเริ่มต้น 100 บาท จาก 250 บาท เฉพาะที่สาขาเมกา บางนา และสุขุมวิท ถึง 31 ธ.ค. …

ดีวาน โรงแรมอัล มีรอซ มิติใหม่แห่งการพักผ่อนใน คอนเซปต์ฮาลาลโฮเต็ล 100% บนถนนรามคำแหง ซอย 5 จัดโปรโมชั่นอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติ มื้อกลางวัน และมื้อค่ำ “มา 4 จ่าย 3” ถึง 31 ต.ค. โทร. 0-2136-8700 ต่อ 4305… ห้องอาหารจีนหยก โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ จัดบุฟเฟ่ต์ติ่มซำ โปรโมชั่น มา 5 คน คนที่ 5 จ่ายเพียง 99 บาท จาก 599++ บาท…

House of Stamps จัดแสตมป์ชุด ปลาน้อยดอรี่มาให้จับจองแล้ว โทร. 0-2860-2220, 0-2860-2228…

กิจกรรมสร้างสรรค์

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ จัดพิธีเจริญพระปริตรมหากุศลเฉลิมพระเกียรติถวายพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวันที่ 5 ส.ค. เวลา 15.30 น. ที่พระอุโบสถวัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร…

มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงาน “มหิดล-วันแม่” ประจำปี 2559 พบการแสดงวัฒนธรรมผ้า, ตรวจวัดโภชนาการ ฯลฯ และฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ฟรี จำนวน 300 ราย เวลา 07.00-14.00 น. วันที่ 1 ส.ค. ที่สำนักงานอธิการบดี ม.มหิดล ศาลายา…

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมกับสมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทยฯ จัด “งานแสดงตราไปรษณียากรภาคพื้นเอเชีย พ.ศ.2559” งานแสดงตราไปรษณียากรและสิ่งสะสมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย เข้าชมฟรี ในวันที่ 10-15 ส.ค. เวลา 10.30-20.00 น. ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน…

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม “ปั่นกินลม ชมทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอกฯ&rrdquo; วันที่ 13 ส.ค. เวลา 06.00-10.00 น. และกิจกรรม “วิ่งสามัคคี ศรีรัช-วงแหวนรอบนอกฯ ทางพิเศษเชื่อมสุข กรุงเทพฯ-กรุงธน” วันที่ 20 ส.ค. เริ่ม 05.30-09.00 น. ที่ด่านสะพานพระราม 7 ดาวน์โหลดใบสมัครฟรี! ได้ที่ www.bemple.co.th …

โรงแรมสุโกศล จัดการแสดงวงอะแคปเปล่า “The Whiffenpoofs” จากมหาวิทยาลัยเยล สหรัฐฯ ในวันที่ 5 ส.ค. เวลา 20.30 น. ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล และวันที่ 6 ส.ค. เวลา 19.15 น. ที่โรงแรมเดอะ สยาม จองบัตรที่ 0-2247-0123 ต่อ 1916-8…

สสส. จัดกิจกรรม “เด็กสุขภาพดี…ด้วยดนตรีแจ๊สเด็ก” ในวันที่ 23 ก.ค. และวันที่ 30 ก.ค. พบกิจกรรม “ธรรมนำสุข” สอบถามที่ 08-1731-8270…

 

‘The Hun’ แฟชั่นผมสุดฮิตตอนนี้ของเซเลบฮอลลีวูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Vogue Thailand 21 ก.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662019


หากสาวๆ ตื่นมาแล้วไม่รู้จะทำทรงผมอะไรในเช้าวันนี้ ลองมาทำ ‘Hun’ (Half Bun) ทรงผมสุดฮิตสไตล์เซเลบฯ กันดีกว่า แค่แบ่งผมครึ่งบนมัดหางม้าและม้วนเก็บผม ก่อนติดกิ๊บเก็บให้อยู่ทรง หรือจะมัดหนังยางรอบสุดท้ายครึ่งเดียวแล้วปล่อยปลายผมก็ได้ จะมัดแบบธรรมดาก็ดูทะมัดทะแมงดี จะทางการก็เกล้าเป็นมวยหน่อยสวยเลย ทรงนี้รับรองว่าไม่ยาก ไม่ตกเทรนด์ แถมใช้เวลานิดเดียว ชนะ! มีเซเลบฯ ฮอลลีวูดคนไหนอินกับทรงนี้บ้าง ตามไปดูกันเลย

Iggy Azalea

ที่มา – Vogue Thailand
www.vogue.co.th
www.facebook.com/VogueThailandOfficial

 

สายย่อมีจ๋อย บันนี่เพลย์บอย แดนซ์เซ็กซี่ พี่นี่หัวใจโครมคราม (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ค. 2559 13:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/656151


เรียกได้ว่า มีชีวิตเหมือนกับต้นไม้ถูกฝนฟ้าสาดลงมาโครมใหญ่ เมื่อสาวๆ บันนี่เพลย์บอย ด้วยชุดบันนี่เซ็กซี่ สีแดงเพลิงเดินทางมายึดไทยรัฐออนไลน์ เพื่อมาโปรโมตเพลย์บอยทีวี เราไม่รอช้าเก็บภาพแฟชั่น พร้อมกับคลิปเซ็กซี่ๆ มาให้ชมกัน รับประกันว่า หวือหวา สดชื่นเหมือนถูกน้ำแข็งราด 10 ถังใหญ่ฟันธง

แฟชั่น + กาลเทศะ ‘แต่งตัวสีขาว’ สไตล์ไหนใส่เข้าวัดได้ใส่เข้าวัดดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.ค. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/661867


อยู่ในช่วงวันหยุดยาวแบบนี้ที่มีความสำคัญทางพระพุทธศาสนาถึงสองวัน “วันอาสาฬหบูชา” และ “วันเข้าพรรษา” นอกจากคุณจะได้หยุดพักผ่อน ไปเที่ยวกันแบบสนุกสนานแล้ว ไทยรัฐออนไลน์ ขอเชิญชวนเหล่าพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย เข้าวัดทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ฟังธรรม และเวียนเทียนในช่วงค่ำ ขัดเกลาจิตใจเพื่อความสุขทางกายและใจอีกด้วย…หนุ่มสาวหลายคนเข้าวัดแต่แต่งกายไม่เหมาะสม การแต่งกายเข้าวัดเป็นเรื่องอ่อนไหวสำหรับชาวไทย หลายต่อหลายครั้งมีดราม่าเกิดขึ้นเนื่องจากการแต่งกายไม่เหมาะสม วันนี้ไทยรัฐออนไลน์จึงขอพาไปส่อง ‘แฟชั่นสีขาว’ ของเหล่าคนดังที่ทั้งสวยและสามารถแต่งไปวัดได้อีกด้วย ต้องแอบกระซิบก่อนว่ารูปภาพที่เรารวบรวมมาได้คัดเลือกจากอินสตาแกรมคนดัง ถึงแม้บางรูปไม่ได้อยู่ในวัดแต่เราเห็นว่าสไตล์แบบนี้แต่งเข้าวัดได้จึงนำมาให้ได้ชมกันเป็นต้นแบบ

ขาวยกแก๊ง

ในการไปไหว้พระทำบุญหรือเข้าวัดวานั้น เสื้อผ้าควรเป็นสีขาวทั้งชุด หรืออย่างน้อยเสื้อก็ควรเป็นสีขาว เนื้อผ้าไม่ควรโปร่งบางจนเกินไป ที่สำคัญไม่ควรรัดรูปนะจ๊ะสาวๆ เพื่อสะดวกในการกราบไหว้พระและนั่งสมาธิ ผู้หญิงไม่ควรนุ่งกระโปรงสั้นและผ่าหน้าผ่าหลังบอกเลย นุ่งสั้นถือว่าไม่สำรวมเป็นที่สุด ที่สำคัญนอกจากจะแต่งกายสำรวมเรียบร้อยแล้วก็ต้องระมัดระวังสำรวมตน สำรวมกาย วาจา ใจ ให้สงบเรียบร้อย งดอาการคะนองด้วยประการทั้งปวง

3 เทรนด์แฟชั่นขาวสุดฮิต

เสื้อเชิ้ตสีขาว – ยอดฮิต ยอดนิยมใส่เมื่อไหร่ก็ไม่มีเอาต์ ใส่ได้ทุกโอกาส ทั้งเรียบร้อยเก๋เท่ชิก แบบเทรนด์มินิมอล จะใส่เสื้อเข้าไปในกางเกงหรือปล่อยชายออกมา หรือจะใส่ผ้าซิ่นสวยๆ ทับ ก็ดูงามอย่างไทยไปอีกแบบ ใส่ได้หลายสไตล์แล้วแต่ที่คุณชอบ

เสื้อยืดสีขาว – เป็นลุคสบายๆ คิดอะไรไม่ออกใส่เสื้อยืดสีขาวรับรองแจ่มว้าว นอกจากจะดูใสๆ วัยรุ่นชอบแล้วยังใส่สบายเหมาะกับอากาศร้อนๆ ของบ้านเรา แต่บอกไว้ก่อนว่าอย่าใส่เสื้อยืดคอกว้างและรัดรูปเข้าวัดนะจ๊ะสาวๆ มันจะไม่งามเอา

ชุดกระโปรงสีขาว หรือเดรสลายลูกไม้สีขาว – เป็นลุคที่สวยหวานแบบชุดเดียวจบ เหมาะสำหรับงานบวช งานบุญ หรืองานวัดต่างๆ

ที่มาภาพ : อินสตาแกรมคนดัง

 

How to: DIY Eyeshadows into Lipsticks

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Vogue Thailand 17 ก.ค. 2559 16:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/656241


ใครจะรู้ว่าอายแชโดว์ในกรุที่ใช้ไม่หมดสักทีจะมีประโยชน์ก็วันนี้ ต้องบอกก่อนว่าเดี๋ยวนี้เทรนด์การประยุกต์ใช้เครื่องสำอางกำลังมาแรง จะใช้ลิปสติกแต้มแก้มก็ดี หรือจะใช้อายไลเนอร์เขียนขอบปากก็ได้ สารพัดเท่าที่คุณจะสามารถคิดออก อายแชโดว์ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะใช้แทนลิปสติกของคุณเพราะอะไรเหรอ? คุณก็รู้ว่าอายแชโดว์มีสีเป็นร้อยเฉดให้คุณเลือก มันจึงสะดวกกว่าการหาซื้อลิปสติกสีแปลกราคาแพงเป็นไหนๆ เทคนิคนี้เกิดมาเพื่อให้คุณเลือกสีโทนสว่าง อย่างสีชมพูนู้ด ช็อกโกแลต หรือทองชิมเมอร์อร่ามวิบวับให้ดูแซ่บถึงขีดสุด คุณสามารถรังสรรค์ริมฝีปากสวยด้วยของที่คุณมีอยู่ได้ง่ายๆ มาลองดูวิธีทำกันเลย 

สิ่งที่คุณต้องมีคือ ลิปไพรเมอร์ ลิป ไลน์เนอร์ และอายแชโดว์ชนิดครีมตามแบบที่คุณชอบ ครั้งนี้เราจะลองสาธิตสีม่วง เหมาะสำหรับปาร์ตี้บนดาดฟ้ากับแก๊งเพื่อนสาวของคุณ!



ก่อนอื่น คุณจะต้องเตรียมริมฝีปากให้ชุ่มชื่น กันไม่ให้ลิปตกร่องและติดทนนาน ด้วย TOO FACED Lip Insurance Lip Primer จากนั้นจึงเขียนขอบปากด้วย NYX Cosmetics Slim Lip Pencil สี Deep Purple แล้วเติมสีให้เต็มปาก คุณต้องเลือกสีลิปไลเนอร์ที่เข้ากับสีอายแชโดว์ของคุณด้วย ขั้นตอนสุดท้าย ทา Bobbi Brown Long-Wear Cream Shadow สี Black Violet บางๆ เพื่อเพิ่มประกายม่วงสุดพลัง ถ้าคุณไม่ชอบอะไรเบสิกๆ อย่างนี้ล่ะก็ เราแนะนำให้คุณไล่สีที่ใกล้เคียงกัน เช่น ชมพู หรือแดง หรือจะใช้สีคู่ตรงข้าม เช่น สีทองก็เก๋ไก๋ไม่เบา เพียงแตะตรงกลางริมฝีปากนิดๆ เพิ่มเสน่ห์ลึกลับน่าค้นหา เน้นว่าเลือกอายแชโดว์ที่มีชิมเมอร์จะดีกว่า ทีนี้คุณก็พกความมั่นใจออกไปปาร์ตี้สุดชิคได้เลย!

ที่มา – Vogue Thailand
www.vogue.co.th
www.facebook.com/VogueThailandOfficial

 

สหรัถ สังคปรีชา โซเชียลต้องวิ่งตามเขา เพราะเขาไม่วิ่งตามโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 16 ก.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/656132

 

คงจะมีหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าที่หนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวเหมือนรูปสลัก ที่ไม่พ่ายแพ้ต่อกาลเวลา รอยยิ้มอบอุ่นกระชากใจทั้งสาวรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ เสียงร้องนุ่มๆ มาดนิ่งๆ ที่ทำให้ผู้ชายคนนี้ยังได้รับความนิยมแบบสม่ำเสมอมาจนถึงปัจจุบัน โดยไม่ต้องพึ่งซิกแพค ไม่ต้องง้ออินสตาแกรม และก็เสียใจด้วยนะซัคเกอร์เบิร์ก โซเชียลต้องวิ่งตามเขา เพราะเขาไม่วิ่งตามโซเชียล

“ขอเปลี่ยนเวลาเป็นเที่ยงวันเสาร์ และเปลี่ยนสถานที่เป็นทองหล่อนะคะ” ผู้จัดการของก้อง-สหรัถ โทร.มาคอนเฟิร์มนัดหมายสัมภาษณ์ในเวลาเกือบเที่ยงคืนของวันศุกร์ ท่ามกลางเสียงดนตรีคอนเสิร์ตดังกระหึ่มลอดมาตามสายโทรศัพท์ เป็นการนัดหมายครั้งที่สามหรือสี่ ผมก็ไม่แน่ใจ แต่ก็ดีใจที่ผมไม่ต้องตามไปสัมภาษณ์เขาที่หลังเวทีคอนเสิร์ตที่พัทยา

ที่เล่ามาไม่ได้หมายความว่า กว่าจะนัดผู้ชายคนนี้ได้นั้นยากลำบาก แต่มองในมุมกลับ ผู้ชายคนนี้ออกอัลบั้มแรกในปี พ.ศ. 2531 ในนามของวงนูโว เขาไม่ใช่เซเลบที่มีข่าวฉาวประเภทนักข่าวตามล่าในงานอีเวนต์ เขาไม่ใช่พระเอ๊กพระเอกที่ละครออนแอร์ชนกันหลายช่อง และรายการ The Voice ที่เขาเป็นโค้ชอยู่นั้นก็จบซีซั่นไปตั้งนานแล้ว แต่คิวงานของ ก้อง-สหรัถ สังคปรีชา ยังคงแน่นเอี้ยด! ไม่ว่าเทรนด์ดารา/นักร้องหนุ่มจะเปลี่ยนไปอย่างไร ต้องพ่วงมาด้วยแพ็กเกจซิกแพค จมูกโด่ง หน้าเกาหลี ต้องอัพรูปตัวเองลงอินสตาแกรม รวมทั้งตอบโต้กับแฟนคลับอย่างใกล้ชิด ผู้ชายคนนี้กลับไม่ต้องทำอะไรเลย


เที่ยงวันเสาร์ที่กรุงเทพฯ กระหน่ำไปด้วยสายฝน เรานัดเจอกันที่ร้านอาหารจีนย่านทองหล่อ สหรัถและผู้จัดการนั่งสั่งอาหารรออยู่ที่โต๊ะแล้ว

“ชอบทานอาหารจีนเหรอครับ” เราถามเปิด

“ได้หมดครับ แล้วแต่วัน บางวันก็อิตาเลียน บางวันก็จีน บางวันก็ญี่ปุ่น บางวันก็ไทย บางวันก็อินเดีย” สหรัถตอบด้วยเสียงนุ่มทุ้ม จังหวะสมูธสม่ำเสมอเหมือนอย่างที่เราได้ฟังในรายการ The Voice เขาสั่งซุปเสฉวนและฮะเก๋า คืนก่อนหน้านี้ เขายังเล่นคอนเสิร์ตที่พัทยาจนดึกดื่น ก่อนจะตีรถกลับมายังกรุงเทพฯ ทันที คาดว่าคงมีเวลานอนไม่มากนัก แต่ใบหน้าของเขาก็ยังดูสดใส ไม่มีวี่แววความเหนื่อยหรือง่วงเลยสักนิด

“งานประจำตอนนี้ก็มีเล่นคอนเสิร์ตนี่ละครับ มีคอนเสิร์ตทั้งของวงนูโว วงโจ-ก้อง ก้อง Acoustic เดี่ยว แล้วก็มีอัดสปอตโฆษณา พากย์เสียง ละครซิทคอม เดี๋ยวก็จะมีหนังปลายปี กรกฎาคมนี้น่าจะเริ่มถ่ายทำแล้ว”

ในคอนเสิร์ต เราได้ฟังแต่เพลงฮิตตลอดกาลของพวกเขา เพลงที่เราทั้งประเทศร้องตามกันได้ ซึ่งมันก็สนุกดี แต่บางทีเราก็สงสัย “แล้วไม่คิดอยากจะทำเพลงใหม่หรือครับ” ผมถาม สหรัถหันมามองหน้าทันที คงคิดว่าไอ้เด็กคนนี้ไม่ได้ติดตามวงการเพลงเลยสินะ “เคยทำครับ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้พวกผมก็ทำอัลบั้ม แต่มันไม่เวิร์ก รู้สึกเราทุ่มเทไปมันก็เหนื่อยเปล่า ออกอัลบั้มใหม่มาคนก็ยังชอบอัลบั้มเก่าอยู่ดี คนก็ยังเรียกร้องนูโวชุด 1, 2, 3, 4 อยู่ดี เราลองทำนูโว 5, 6, 7 ลองทำอะไรมาแล้วก็ไม่ได้ผลตอบรับ ในคอนเสิร์ตหนึ่งมันก็เล่นได้ประมาณชั่วโมงนิดๆ ก็ตกประมาณ 15 เพลง ซึ่ง 15 เพลงนี้ก็ต้องเอาเพลงที่เขาชอบกัน พอเล่นเพลงใหม่ๆ คนก็จะถามว่าทำไมไม่เล่น ‘ไม่เป็นไรเลย’ ‘ลืมไปไม่รักกัน’ ‘ลึกสุดใจ’


“เราก็เลยสรุปกันแล้วว่า ทำอัลบั้มใหม่ไปก็ไม่มีประโยชน์ นอกเสียจากว่ามันจะฟลุคมากจริงๆ เกิดเปรี้ยงปร้างแบบเพลง ‘รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง’ ของพี่ติ๊ก ชิโร่ ถามว่ามันยากไหม มันยากมาก พี่ติ๊กเองก็ไม่รู้หรอกว่าเพลง ‘รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง’ จะดังขนาดนี้ วันที่แต่งเขาก็คงทำให้ดีที่สุด แต่จะดังแค่ไหนเป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้ได้ เป็นบุญวาสนาของเขา บางคนแต่งเพลงดีแต่ไม่ถูกหูคนไทย ก็มีเยอะนะครับ เพลงคุณภาพแต่ไม่ค่อยโดนเท่าไร แต่บางเพลงเป็นโป๊ง โป๊ง ชึ่ง ง่ายๆ แต่ดังแบบถล่มทลาย ผมก็งงตลาดคนฟังเหมือนกัน ตกลงเพลงดีมันคืออะไรวะ”

“ยอมแพ้ไหมครับ” ผมคิดว่าน่าจะเปลี่ยนจากร้านอาหารจีนเป็นร้านเหล้า น่าจะเหมาะกับบรรยากาศ และเรื่องที่เรากำลังคุยกันตอนนี้ “ก็มีบ้างนะ บางทีก็สงสารนักดนตรีเหมือนกัน อย่างผมหรือวงนูโว เราอยู่ตัวไปแล้ว เรามีเพลงเก่าของเราที่ยังขายได้ ไมโคร นูโว เจ-เจตริน หรือ ใหม่ เจริญปุระ ศิลปินพวกนี้มันเหมือนเขาลอยตัวไปแล้ว จัดคอนเสิร์ตที่อิมแพคฯ กี่ครั้งคนก็เต็ม แต่ผมเห็นใจนักดนตรีรุ่นใหม่ๆ มากกว่า ผลิตงานเพลงออกมายอดขายก็ไม่มี ถ้าเขาไม่มีรายได้แล้วเขาจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร ขายไม่ได้ก็ต้องดาวน์โหลด ซึ่งยอดดาวน์โหลดต่อยูนิตมันก็น้อย จริงอยู่ อีกมุมมันมีทางออก มีสื่ออีกหลายแบบ ในยุคนี้แต่งเพลงเสร็จ ถ่าย MV แล้วลง YouTube ไปเลย เดี๋ยวก็มียอดวิวตามมา แต่ถามว่าแล้วจะไปซื้อซีดีที่ไหน ใครจะเป็นผู้ผลิต ใครจะปั๊มซีดีขายให้คุณ ใครจะทำปกซีดี ก็ต้องอาศัยบริษัท โอเค ยอดวิวคุณเยอะ แล้วอย่างไรต่อ ถ้าโชคดีก็ขายคอนเสิร์ตได้ แต่บางวงมีแค่ยอดวิวแต่ไม่ค่อยมีงานคอนเสิร์ต สุดท้ายก็ไม่รู้จะไปรับเงินจากตรงไหน มันลำบากเหมือนกันนะสำหรับเด็กรุ่นใหม่ๆ” แม้เนื้อความจะเต็มไปด้วยอารมณ์ แต่เสียงของสหรัถก็ยังคงทุ้มนุ่ม เหมือนตอนที่ร้องเพลง “ลึกสุดใจ” ไม่มีผิดเลย

“หรือต้องทำตัวเองให้มีข่าว จับคู่จิ้น ออกอีเวนต์? เหมือนเป็นแผนมาร์เก็ตติ้งยังไงยังงั้น” ผมทำเป็นพูดลอยๆ แต่ความจริงคืออยากได้ความเห็นเขาเรื่องนี้นั่นแหละ ได้ผลด้วยแฮะ “ก็อาจจะเป็นเพราะว่าศิลปิน ดารา นักร้อง หรือคนที่อยู่ในวงการบันเทิงมีเยอะขึ้น ก็เลยต้องทำทุกทางเพื่อให้เป็นกระแสหรือมีการพูดถึง บางคนคิดผิดนะครับ ไปคิดว่าทำอะไรก็ได้ จะดีจะเลวอะไรไม่สน ขอให้มีคนพูดถึง แต่อีกมุมหนึ่งผมว่าก็น่าเห็นใจ น่าสงสารเขาเหมือนกัน เพราะเขาอาจจะไม่มีช่องทาง หรือเขาต้องการมีกระแส เพราะเขามีภาระจำเป็นที่จะต้องดูแลตัวเอง ครอบครัวหรือเปล่า ทำอะไรก็ได้เพื่อให้ฉันได้เข้าไปถึงในจุดที่ฉันพอจะเมคมันนี่ได้ จริงๆ เขาอาจจะไม่อยากทำก็ได้ ก็มองได้สองมุม” จบคำตอบ ผมมองเข้าไปยังนัยน์ตาใสๆ ที่แสนอ่อนโยนคู่นั้นของสหรัถ แววตาคู่นี้แหละที่ทำเอาสาวๆ ละลายกันมาทั้งประเทศ พระเอกชัดๆ


คุณจะไม่มีวันเห็น ก้อง-สหรัถ ทำตัวเป็นข่าวฉาวแน่ๆ แม้แต่ข่าวซุบซิบหรือรูปปาปารัซซี่ชีวิตส่วนตัวใดๆ กระจอกข่าวทั้งหลายก็พากันงดเว้นเขาเอาไว้ ราวกับทำสัญญาใจกันมาแต่ชาติปางก่อน

“ก็ต้องขอบคุณนะครับที่สื่อทั้งหลายให้เกียรติ ผมเป็นคนให้เกียรติคน ให้เกียรติทุกๆ อาชีพ ผมเองก็จะเคารพการทำงานของคนทุกคน อย่างอาชีพนักข่าว แน่นอนเขาก็ต้องหาข่าว มันเป็นอาชีพของเขา เรามีอาชีพเป็นนักร้องนักดนตรีก็ต้องเล่นดนตรี แต่ละคนก็ต้องทำงานของตัวเองไป เราไม่ไปก้าวก่ายใคร ไม่ไปทำร้ายจิตใจใคร ก็คงไม่มีใครมาทำร้ายจิตใจเรา

“ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าผมเป็นคนโลว์เทคมั้งครับ สารภาพตามตรงว่าผมไม่ได้เล่นโซเชียลมีเดียอะไรเลย เนื่องจากว่าไม่ค่อยมีเวลาจริงๆ กลางคืนผมก็ทำงาน ร้องเพลง ผมทำงานหนักก็เลยไม่ค่อยมีเวลามายุ่งกับโลกโซเชียลทั้งหลาย มาพิมพ์ มาตอบ มาแชต มาโพสต์นู่นนี่นั่น แล้วผมรู้สึกว่าถ้าเราโดดลงไปเล่นเมื่อไหร่มันจะวุ่นวาย เพราะเห็นมาหลายคนแล้วที่ชีวิตวุ่นวายเพราะโซเชียล ผมทำงานหนัก พอมีเวลาว่างก็อยากจะอยู่แบบสงบๆ พักผ่อน ฟังเพลง เทคโนโลยีพวกนี้บางทีถ้าใช้เป็นก็ดี แต่ต้องให้เราอยู่เหนือมันนะ แต่บางคนพอไปยุ่งกับมันมาก ไปอยู่ภายใต้มันก็ทำให้ชีวิตเดือดร้อนอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ ผมก็เลยตัดสินใจว่าไม่ยุ่งแล้วกัน เวลาพักมันจะได้พักจริงๆ”

ก็ถูกอย่างที่สหรัถพูด เพราะตลอดเวลาที่ผมมาถึงร้านอาหาร นั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ เขา ผมยังไม่เห็นโทรศัพท์มือถือของเขาเลย ไม่มีเสียงโทร.เข้า ไลน์ไม่เตือน แชตไม่ดัง ไม่เห็นเขาโต้ตอบใดๆ กับใคร แต่อย่างที่เขาบอก ผลดีมันก็มีมหาศาลเพราะฐานแฟนคลับผ่านการเล่นโซเชียลนั้นมีผลมหาศาลต่อความนิยมในตัวดาราคนนั้นๆ ในเชิงธุรกิจ การอยู่และมีงานทำในวงการบันเทิงนี้ และนั่นจึงทำให้อินสตาแกรมกลายเป็นช่องทางการสื่อสาร หรือแม้แต่ช่องทางการหาข่าวของนักข่าวในปัจจุบัน


“เดี๋ยวนี้ดาราชายหนุ่มๆ เขาชอบเล่นอินสตาแกรมแล้วเซลฟี่ถอดเสื้อโชว์ซิกแพค ทำไมคุณไม่อยากโชว์ซิกแพคบ้างเหรอครับ” ผมเริ่มแหย่ เพราะเป็ดปักกิ่งเดินทางมาถึงยังโต๊ะอาหารแล้ว

“โอยยย…ยอมครับ ผมคงหมดเวลาแล้วมั้ง ด้วยอายุ ด้วยวัย ก็ปล่อยให้น้องๆ วัยยี่สิบเขาว่ากันไปก็แล้วกัน ผมทำได้มากสุดก็แค่ขี่จักรยาน (หัวเราะ) ถามว่าผู้ชายอยากมีซิกแพคไหม ผมว่าไม่มีใครปฏิเสธ อยากมีแน่นอน แต่มันต้องมีเวลาทุ่มเท ทุกวันนี้ผมหาเวลานอนยังไม่ค่อยได้เลย คือถ้ามีเวลาก็ไม่แน่นะ อาจทำก็ได้ เพราะเล่นก็ดีมันก็ได้สุขภาพที่ดี รูปร่างที่ดี ผมก็อยากมี ก็ไม่แน่นะ เดี๋ยวผมอาจจะเข้าฟิตเนส ทำซิกแพคแล้วถอดเสื้อโชว์ขึ้นปกนิตยสารก็ได้ นี่ก็มีอยู่นิดๆ นะครับ” ว่าแล้วเขาก็ตบท้องโชว์ ซึ่งไม่รู้ว่าตบซิกแพค หรือว่าที่ตบท้องเพราะหิวกันแน่

“ผมไม่ค่อยได้ทำอะไรกับหน้าตัวเองเลย ศัลยกรรมอะไรทั้งหลายนี่ไม่เคยทำเลย ไม่กล้าทำด้วย ผมกลัวมาก ผมกลัวเข็ม สิ่งที่ทำอยู่เป็นประจำทุกๆ 3 เดือนก็คือคุณหมอให้ไปทำเลเซอร์ หมอบอกว่าควรจะทำก็ไปทำ ทำแล้วรู้สึกว่าดูใสๆ ขึ้นแค่นั้นเอง ที่เหลือก็เป็นเรื่องของการดูแลจากภายในมากกว่า ออกกำลังกายเป็นประจำ ผมไม่ค่อยกินเนื้อแดงนะครับ พยายามกินพืชผักผลไม้ให้เยอะหน่อย ภายในจะได้ไม่หมักหมมมาก สำหรับภายนอกก็คงทำได้เท่าที่ทำได้ไปก่อน

“คนเรามันก็ต้องมีเกิดแก่เจ็บตาย ไม่ยอมแก่มันเป็นเรื่องที่ฝืนสังขารเกินไป วันหนึ่งอายุ 50 กว่าแล้ว จะต้องให้ดูหล่อมากเหมือนสามสิบ มันก็ผิดธรรมชาติ ก็ต้องดูยับบ้างย่นบ้าง เป็นเรื่องธรรมชาติ ก็ต้องยอมปล่อยมันไป ไม่ต้องไปฝืน ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น” พูดจบผมก็จ้องหน้าเขาทันที เออ… ไม่มีตีนกาเลยแฮะ ผิวยังตึงอยู่เลย แต่ความไม่สม่ำเสมอบนผิวหน้าหรือรอยสิวรอยกระเล็กๆ น้อยๆ ตามอายุยังมีอยู่ แต่เมื่อนับว่าอายุ 48 ปีแล้ว คงต้องบอกว่า ‘ดูดีชิบเป๋ง’

“ผมว่าที่ตอนนี้ซิกแพคมันเป็นเทรนด์ ก็เพราะว่าฟิตเนสมีมากขึ้น มีอาชีพเทรนเนอร์เกิด มีอุปกรณ์มีเทคโนโลยีหลายๆ อย่างรองรับเยอะ มันก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้วที่ผู้ชายจะไปเข้ายิม เมื่อก่อนจะเข้าฟิตเนสทีต้องไปเป็นเมมเบอร์ปีหนึ่งหลายหมื่นหลายแสน แต่เดี๋ยวนี้ก็ถูกลง ง่ายขึ้น ผู้ชายรูปร่างดีมันก็ดูดีถูกไหมครับ แน่นอนอยู่แล้ว คนรูปร่างหน้าตาดีก็ได้เปรียบ ไม่ใช่แค่สมัยนี้หรอกครับ เพียงแต่มันมีการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยเกิดขึ้น อย่างยุคหนึ่งคือถึงจุดสูงสุดของวงการดนตรี ตอนนี้ก็อาจจะค่อยๆ เฟดลง เพราะเคยแตะจุดที่สูงสุดมาแล้วหรือเปล่า แต่วงการกีฬา วงการฟิตเนส การออกกำลังกายอาจจะยังไม่เคยแตะถึงจุดสูงสุด ตอนนี้มันก็อาจจะเป็นช่วงที่การกีฬา หรือการออกกำลังกาย มีซิกแพค โชว์หุ่น พัฒนาขึ้นมาเพื่อไปยังจุดสูงสุดของมัน

“อันที่จริง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็วนไปวนมานะครับ กางเกงเดี๋ยวก็ขาบาน เดี๋ยวก็ขาเดฟ เมื่อก่อนก็บานคลุมรองเท้า แล้วก็หุบมาจนเหลือขากระบอกรัดติ้ว ผมเชื่อว่าอีกหน่อยมันก็บานออกไปอีก แล้วก็จะกลับมาหดอีก จะเป็นอย่างนี้ ก็วนเป็น Life Circle ของมันอยู่อย่างนี้” สหรัถจบประโยคพร้อมด้วยการยกซุปเสฉวนขึ้นมากินคำแรกหลังจากที่พยายามจะกินอยู่นาน แต่ไม่ได้โอกาสสักทีเพราะต้องตอบคำถาม


“แล้ว Life Circle ของคุณเองจะเดินทางไปยังไงต่อครับ”

“ผมคิดว่าพออายุ 50 กลางๆ ผมจะใช้ชีวิตเบาๆ ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์จริงๆ ซะที เพราะเหนื่อยมาเยอะแล้ว พอแล้ว พักผ่อน ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้มีความสุข ทำตัวให้แข็งแรง ไม่ต้องร่ำรวยมาก พอมีกินมีใช้อย่างมีความสุข ได้เล่นดนตรีเท่าที่ตัวเองอยากจะเล่น มีสถานที่ให้ตัวเองได้ระบาย ได้เล่นดนตรีอย่างที่ตัวเองฝันที่ตัวเองชอบ เมื่อถึงตอนนั้นผมจะไม่ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำเลย จะไม่ฝืนใจอีกแล้ว ใช้ชีวิตเที่ยวไปเรื่อยๆ แล้วก็เล่นดนตรี เท่านั้นแหละ”

ผมนับนิ้วอยู่ในใจ 47 48… 55 อืม โอเค ชาวไทยยังมีเวลาได้ดูหน้าหล่อๆ ราวเทพบุตรของเขาไปอีกหลายปี

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

นักออกแบบหน้าใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สร้างสรรค์เสื้อผ้าสุดเก๋ จากวัสดุเหลือใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662791

 

ชนิสา แก้วเรือน มอบรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศโครงการประกวดนักออกแบบหน้าใหม่ ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม.

สยามพิวรรธน์ ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ไทยเบฟเวอเรจ และ ธนาคารไทยพาณิชย์ จัด โครงการประกวดเฟ้นหานักออกแบบหน้าใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม–“Sustainable Designer’s Project” ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้มีใจรักในงานแฟชั่น ได้แสดงศักยภาพในการออกแบบผลงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้รับเกียรติจากดีไซเนอร์มากฝีมือ 5 แบรนด์ดัง ได้แก่ ศักดิ์สิทธิ์ พิศาลสุพงศ์ และพิสิฐ จงนรังสิน จากแบรนด์ Tube Gallery, ประภากาศ อังศุสิงห์ แบรนด์ Hook’s, เฉลิมเกียรติ คติเกษมเลิศ แบรนด์ Wonder Anatomie, ณัฎฐ์ มั่งคั่ง แบรนด์ Kloset และพลัฏฐ์ พลาฎิ แบรนด์ Realistic Situation ร่วมเป็นโค้ชให้คำแนะนำแก่ผู้เข้ารอบ 5 คนสุดท้าย พร้อมมอบรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศและรองฯไปเมื่อเร็วๆนี้ ที่สยามเซ็นเตอร์



ผลงานชนะเลิศ.

หลังจากคณะกรรมการพิจารณาผลงาน และสัมภาษณ์แนวคิด แรงบันดาลใจ รวมทั้งได้ชมแฟชั่นโชว์ที่เหล่าดีไซเนอร์คลื่นลูกใหม่สร้างสรรค์เป็นงานดีไซน์ขึ้นจากวัสดุเหลือใช้ ในที่สุดก็ได้ผู้ชนะเลิศ ได้แก่ วิภาวี ดำรงโภคิน นิสิตสาวชั้นปีที่ 2 คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เจ้าของผลงาน “Face of Denim” ที่นำ “ผ้ายีนส์” มาเป็นจุดเด่น โดยนำเศษผ้ายีนส์ที่ไม่ใช้แล้วจากโรงงาน มาดีไซน์เป็นชุดขึ้นใหม่ โดยผสมผสานกับเสื้อมือสอง ซึ่งการนำเศษผ้ายีนส์ที่ทิ้งแล้วกลับมาใช้ใหม่ เป็นการลดขยะที่ย่อยสลายได้ยาก มาสร้างให้เกิดมูลค่า โดยการออกแบบคอลเลกชั่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก Ian Berry (ไออัน เบอรี่) ซึ่งเป็นศิลปินชาวอังกฤษที่ออกแบบศิลปะหน้าคนลงบนผ้ายีนส์ เป็นการนำความแตกต่างของเนื้อผ้า โทนสีของยีนส์ มาตัดเย็บ ทำให้ชุดมีเลเยอร์ จนเกิดเป็นภาพ Portrait (หน้าคน) บนเสื้อผ้า



ส่วนรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ อัครวินท์ สุมาลุย์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับผลงานชื่อว่า “E–Waest” เป็นการนำ “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” มาเป็นไฮไลต์ในการออกแบบ รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ธนาคม สิทธิอัฐกร จากมหาวิทยาลัยศิลปากร กับผลงานชื่อว่า “Paradise” นำ “ผ้าถุง และผ้าปาเต๊ะ” มาเป็นไฮไลต์ในการออกแบบ และรางวัลชมเชย ได้แก่ วันชาติ ติดอิกุล จากมหาวิทยาลัยรังสิต กับผลงานชื่อว่า “Mutation” หรือ “การกลายพันธุ์” นำเสนอเครื่องแต่งกายที่ถูกตัดต่อดัดแปลงจากเสื้อผ้าหลากชิ้น และ อนุชิต บัวทิม จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กับผลงาน “New Meaning Old Place”.