ทฤษฎีสัมพัทธภาพระหว่างรูปหน้าและทรงผม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 19 ก.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720013


พื้นฐานหลักที่ช่วยเสริมให้คุณหล่อนั้นคือทรงผม ซึ่งการตัดผมในแต่ละครั้งคุณต้องคำนึงถึงรูปหน้าและทรงผมให้เข้ากัน เพราะใช่ว่าทุกคนจะดูหล่อได้ในผมทรงเดียวกัน เราจึงจำแนกรูปหน้าของผู้ชายออกเป็น 6 ลักษณะกับทรงผมที่เข้ากันได้ดี

หน้าเหลี่ยม (Square Face Shape)

เพราะระยะความยาวและความกว้างของใบหน้าคุณนั้นมีระยะเกือบเท่ากัน จนทำให้ใบหน้าคล้ายกับทรงเหลี่ยม กรอบหน้าและมุมที่คมชัดจนทำให้ดูแข็งแรงสมกับเป็นชายชาตรี เราขอแนะนำให้คุณไว้ผมสั้นดีกว่า เพื่อช่วยให้ใบหน้าของคุณดูโดดเด่นอย่างแซค เอฟรอน (Zac Efron)

สื่อสารกับช่างตัดผม

“ตัดสั้นครับ ขอด้านข้างและด้านหลังออกให้สั้น ส่วนผมด้านบนนั้นตัดออกพอประมาณ เหลือไว้สัก 2-3 นิ้วเพื่อเซต จะได้ไม่ดูคล้ายนักเรียนมัธยม”

หมายเหตุ

สำหรับผู้ชายที่ผมตรงเกินจนชี้ฟูโด่เด่ วิธีแก้ง่ายๆ คือคุณอาจตัดผมให้สั้นลงได้มากกว่า 2-3 นิ้วเพื่อเป็นการคุมให้ผมบริเวณนั้นไม่โดดเด้งออกมา

หน้ากลม (Round Face Shape)

เราเข้าใจว่าการเป็นผู้ชายหน้ากลมอาจทำให้คุณรู้สึกไม่มั่นใจ จนอยากทำผมปิดหน้าปิดตาเพื่อให้ใบหน้าของคุณนั้นมีมุมขึ้น แต่ความจริงกลับยิ่งทำให้คุณพลาดเข้าไปอีก เพราะเป็นการไปเน้นย้ำให้พื้นที่ของใบหน้าดูใหญ่ขึ้น จำไว้ว่าอย่าไปเพิ่มความใหญ่บนใบหน้า โดยสิ่งที่คุณควรทำคือทำให้หน้ายาวขึ้นด้วยทรงผมตั้งหรือเซตสูงอย่างทรงปอมปาดัวร์ (Pompadour) หรือจะหวีเรียบแบบ Slicked Back ก็ได้แต่ให้ยกโคนผมข้างหน้าขึ้นเล็กหน่อยตามสไตล์ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ

สื่อสารกับช่างตัดผม

“ไถด้านข้างและด้านหลังออกให้สั้น แต่เล็มผมด้านบนแค่นิดเดียว เพราะจะเลี้ยงให้ยาวสำหรับเซตเป็นทรงครับ”

หมายเหตุ

สำหรับผู้ชายผมหยักศกหรือผมหยิก เราขอแนะนำให้คุณเล็มผมด้านบนออกเล็กน้อย แล้วลองใส่มูสให้ผมดูมีวอลลุ่มเป็นธรรมชาติ จัดแต่งยกสูงเบาๆ ให้เป็นทรง เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว

หน้ารูปไข่ (Oval Face Shape)

ผู้ชายหน้ารูปไข่นั้นถือว่าน่าอิจฉาสุด เพราะรูปหน้านั้นสมดุลลงตัว จนเข้ากันได้ดีกับทรงผมแทบจะทุกแบบเหมือนกับไรอัน กอสลิ่ง แต่สิ่งที่คุณไม่ควรลืม คือไม่ควรทำทรงปาดข้าง หรือหน้าม้าที่ด้านหน้าบดบังช่วงหน้าผาก เพราะมันจะทำให้ใบหน้าคุณเสียสมดุลได้

สื่อสารกับช่างตัดผม

“ขอทรงผมที่เปิดหน้าผาก จะได้รับกับใบหน้า ซอยความยาวออกนิดหนึ่งครับ”


หมายเหตุ

หากคุณเป็นคนผมตรง คุณสามารถปล่อยผมบริเวณด้านบนให้ยาวได้แล้วเสยไปด้านหลัง หรือตัดสั้นแล้วปาดมาทางด้านหน้าก็ได้ ที่สำคัญคือต้องคำนึงถึงทิศทางตามธรรมชาติของเส้นผมแล้วจัดทรงให้ไปในทางเดียวกัน

หน้าเรียวยาว (Oblong Face Shape)

คนรูปหน้านี้ก็น่าอิจฉาไม่แพ้กับหน้ารูปไข่ ตัวอย่างเช่น เดวิด เบคแคม เพราะเขาสามารถตัดผมหรือเซตผมได้แทบจะทุกทรงที่มีบนโลก เนื่องจากรูปหน้าที่คล้ายกับหน้ารูปไข่แต่เพิ่มความเรียวยาวลงมาอีกนิดหนึ่ง แต่สิ่งที่คุณควรหลีกเลี่ยงคือการตัดผมด้านข้างสั้นจนเกินไป เพราะจะทำให้หน้าคุณนั้นดูยาวเกินไปจนแปลกประหลาด

สื่อสารกับช่างตัดผม

“ขอทรงคลาสสิก ไถด้านข้างได้แต่เอาออกไม่เยอะ แล้วช่วยเอากรรไกรเก็บรายละเอียดให้ด้วยครับ”

หมายเหตุ

หากคุณเป็นคนผมหยักศก แล้วมั่นใจในความเท่ของผมที่คุณได้มาตั้งแต่เกิด การปล่อยให้ผมด้านบนยาวสัก 4-5 นิ้ว แล้วปล่อยให้เส้นผมอยู่ในทิศทางตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม เท่านี้คุณก็จะได้ลุคใหม่ที่ดูไม่พยายามมากจนเกินเหตุ

หน้ารูปเพชร (Diamond Face Shape)

ผู้ชายหน้ารูปเพชรจะมีโครงหน้าและกรอบหน้าที่คมชัด และมีคางที่ยาวกว่าคนรูปหน้าแบบอื่น ดังนั้นทรงผมที่เน้นความยาวนั้นดูจะเหมาะกับคุณเป็นที่สุด ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูโรเบิร์ต แพตทินสัน เป็นตัวอย่าง และที่สำคัญคือคุณควรเลือกเข้าร้านซาลอนมากกว่าร้านที่ตัดแบบบาร์เบอร์ เพราะการตัดผมด้วยกรรไกรจะช่วยให้ทรงผมของคุณดูไม่แข็งและคมชัดเกินไป มีความเป็นธรรมชาติเพื่อสร้างสมดุลให้ใบหน้าและสอดรับกับโหนกแก้ม

สื่อสารกับช่างตัดผม

“ซอยออกนิดหน่อยด้วยกรรไกร แต่ข้างบนอย่าเอาออกเยอะ จะเลี้ยงให้ยาวสำหรับเซตทรงครับ”

หมายเหตุ

ทั้งผู้ชายผมตรงและผมหยักศก คุณควรเลี้ยงผมด้านบนไว้ให้ยาวสัก 5-6 นิ้ว แล้วบอกช่างตัดผมให้เอาความหนาออก ส่วนผมด้านข้างและด้านหลังคุณควรเลี้ยงให้ยาวอย่างน้อย 1 นิ้ว แล้วเซตให้ดูมีวอลลุ่มแบบไม่ได้ตั้งใจ เพื่อให้ทรงผมของคุณมาช่วยเบรกความคมของใบหน้าให้สมดุลขึ้น

หน้ารูปสามเหลี่ยม (Triangular Face Shape)

กรามกว้างแต่หน้าผากแคบอย่างคริส เฮมส์เวิร์ธ นี่แหละผู้ชายหน้ารูปสามเหลี่ยม ดังนั้นการหาทรงผมที่จะมาช่วยเสริมเพิ่มความหล่อนั้นดูจะเป็นเรื่องยากสักหน่อย แต่เรามีทางออก เพราะสิ่งที่จะช่วยสร้างสมดุลให้กับใบหน้าของคุณได้ดีที่สุดคือการสร้างวอลลุ่มให้กับทรงผม และควรหลีกเลี่ยงการเซตผมตั้งเพราะจะไปทำให้ใบหน้าคุณดูดุและหน้าแหลม ตอกย้ำเหลี่ยมคมบนใบหน้ามากขึ้นไปอีก

สื่อสารกับช่างตัดผม

“เล็มผมด้านบนและด้านข้างออกเล็กน้อย” หรือ “ผมอยากดัดผมลอนใหญ่ครับ”

หมายเหตุ

สำหรับผู้ชายผมตรง การเลี้ยงผมทั่วหนังศีรษะสัก 3 นิ้วให้เท่ากันดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อที่คุณจะสามารถสร้างวอลลุ่มของทรงผมให้รับกับใบหน้า และอย่าลืมว่าการตัดผมสั้นเกินไปจะทำให้ใบหน้าของคุณเหลี่ยมขึ้นไปอีก

Good to Know

บางครั้งการที่คุณดื้อเกินไปโดยคิดว่าทรงผมที่คุณอยากตัดจะช่วยให้คุณหล่อขึ้น ทั้งที่ความจริงเส้นผมและรูปหน้าของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน จากคำบอกเล่าของช่างตัดผมว่า ผู้ชายร้อยละ 70 ที่เดินเข้ามาในร้านตัดผมมักจะมีทรงผมและภาพหลังตัดผมอยู่ในหัว ไม่ว่าจะเป็นแบบทรงผมของนักแสดง นักฟุตบอล หรือนายแบบ แต่ลืมคำนึงถึงเส้นผมและรูปหน้าของตัวเอง เลยทำให้ตัดออกมาไม่เหมือนกับแบบที่อยากได้เป๊ะๆ ช่างตัดผมส่วนใหญ่จึงมักจะไม่ตัดผมของคุณสั้นจนเกินไป เพื่อที่จะให้มีเส้นผมยาวพอสำหรับการแก้ไข และเซตอย่างสุดฝีมือเพื่อให้ออกมาคล้ายกับแบบที่คุณอยากได้มากที่สุด

แต่คุณก็รู้ดีอยู่แล้วว่า เมื่อถึงเวลาที่คุณต้องเซตผมเองที่บ้าน มันคงไม่เหมือนกับตอนที่ออกมาจากร้านแน่นอน ดังนั้นการเลือกทรงผมให้เข้ากับสภาพเส้นผม รูปหน้า ไลฟ์สไตล์ และทักษะการเซตผมที่คุณสามารถประดิษฐ์ได้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณต้องนึกถึงก่อนเดินเข้าร้านตัดผมในครั้งถัดไป

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

16 เทรนด์เด่นประจำฤดูกาล Fall/Winter 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 18 ก.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715245


เตรียมตัวให้พร้อม เพราะนี่คือ 16 เทรนด์เด่นประจำฤดูที่คุณไม่ควรพลาดแม้แต่เทรนด์เดียว

1. That ’70s trend

สไตล์จากยุค 70s ยังคงวนเวียนอยู่ในกระแสแฟชั่นไม่ทิ้งห่างไปไหน กับลุคย้อนยุคที่ดึงเอาความเท่แบบร็อกเกอร์รุ่นเก๋าอย่างมิก แจ็กเกอร์ แห่งวงเดอะ โรลลิ่ง สโตนส์ หรือความซ่าแบบเดวิด โบวี่ มาสาดกระจายทั่วทุกรันเวย์

2. Baggy Suit

ถึงเวลาเก็บชุดสูทคัตติ้งสลิมฟิตเข้าตู้เสื้อผ้า เพราะฤดูกาลนี้แจ็กเก็ตสูทพอดีตัวถูกจับคู่กับกางเกงตัวโคร่ง เพื่อซิลูเอตต์ที่ดูแปลกและแตกต่าง

3. Metalic

เพิ่มความตื่นเต้นกันสักนิดกับเสื้อผ้าที่ถูกตกแต่งด้วยวัสดุแปลกตาล่อแสงไฟ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เลื่อม การปักประดับ ตอกหมุด ไปจนถึงวัสดุแบบเมทัลลิกจากรันเวย์ของคาลวิน ไคลน์ คอลเลกชั่น ที่จะพาคุณก้าวเข้าสู่โลกอนาคต

4. De-Construction

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อโครงสร้างเสื้อผ้าที่แสนธรรมดาถูกปรับเปลี่ยนให้แปลกตาขึ้น ด้วยการย้ายเส้นแกนของโครงสร้างหลัก ไปจนถึงการยืดหดสัดส่วนของเสื้อผ้าให้เท่ขึ้นกว่าเดิม แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ได้คือโครงสร้างเสื้อผ้าที่ดูน่าสนใจและผ่านการคิดมาอย่างเฉียบคม ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูลุคชุดสูทกางเกงตัดต่อสุดเท่ของเคนโซดูก็ได้

5. Denim

เสื้อผ้าสไตล์เดนิมยังคงเป็นอีกเทรนด์ที่เข้ามาให้เช็กชื่อตลอดทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นลุคเดนิมตั้งแต่หัวจรดเท้า หรือฟอกด่างฟอกซีดเป็นลวดลายก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ สุดท้ายแล้วก็อยู่ที่ว่าคุณจะเลือกผสมไอเท็มชิ้นไหนให้ออกมาเท่ตามสไตล์ของคุณ

6. Dark Floral

ถึงแม้ฤดูกาลหน้า สภาพอากาศจะหนาวเกินกว่าดอกไม้จะผลิบาน แต่โลกของแฟชั่นยังแน่นไปด้วยลายพิมพ์ดอกไม้ แต่ปรับแต่งด้วยโทนสีเข้มไม่สดในแบบฤดูกาลที่แล้ว ชวนให้รู้สึกถึงความหม่นหมองผ่านผ้าทอไปจนถึงงานปักประดับ

7. Fringe

จะหนุ่มคาวบอยก็ใช่ หรือจะสิงห์นักบิดก็ถูก เพราะแจ็กเก็ตหนังตกแต่งพู่ถูกดึงมาเป็นแรงบันดาลใจให้น่าลองในฤดูกาลนี้ ซึ่งถูกจับแตกยอดออกไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแจ็กเก็ตหนังตกแต่งพู่ของจีวองชี่ ไปจนถึงแจ็กเก็ตสูทคัตติ้งเนี้ยบตกแต่งพู่ของกุชชี่

8. Fur

ฤดูกาลนี้ไม่ต้องกลัวความหนาวอีกต่อไป เพราะดีไซเนอร์ดังต่างพากันขนเฟอร์เข้ามาหยอดในคอลเลกชั่นให้คุณได้คลายความหนาวกัน ตั้งแต่เฟอร์นิดๆ ไปจนถึงชุดใหญ่ ซึ่งเราขอแนะนำให้ใส่เฉพาะช่วงเดินทางไปต่างประเทศเท่านั้น

9. Grunge

ความดิบของวัฒนธรรมสตรีทจากยุค 90s ค่อยๆ ปกคลุมทั่วทุกรันเวย์ เมื่อลุคสไตล์กรันจ์ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นคีย์หลัก ไม่ว่าจะเป็นลายพิมพ์มัดย้อมไปจนถึงเสื้อตัวโคร่งปล่อยชายเสื้อยาวพลิ้วแบบดิบๆ ชวนสนุกจนคุณอยากจะกลับไปหยิบอัลบั้มโปรดของวงเนอร์วานามาฟังอีกรอบ

10. Hybrid Fabrics

ดูเหมือนการผสมผสานวัสดุที่แตกต่างกันในเสื้อผ้าชิ้นเดียวกันจะถูกดึงมาเล่นสนุกในฤดูกาลนี้แทบทุกรันเวย์ ไม่ว่าจะเป็นแจ็กเก็ตสูทผ้าวูลตัดต่อหนัง ไปจนถึงแจ็กเก็ตผ้านิตตัดต่อกับหนังกลับจากแอร์เมส ที่สร้างความแตกต่างให้ออกมาลงตัว

11. Plaid & Check

ลายตารางไม่ว่าจะด้วยการทอผ้าหรือการพิมพ์ผ้านั้นดูจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้บนรันเวย์ของเสื้อผ้าผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ทาร์ทันหรือปรินซ์ออฟเวลส์ก็ถูกดึงให้มาเป็นส่วนผสมเด็ดบนโค้ตผ้าวูล แสดงถึงพลังของอนุรักษนิยมที่ถูกปรับแต่งไม่ให้น่าเบื่อ

12. Post Punk

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่สไตล์การแต่งตัวสุดขบถจากยุค 60s ตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่นี่คือพังก์ยุคใหม่ที่ถูกซักคราบความสกปรกให้หลุดออกแล้วเติมแต่งด้วยวัสดุแปลกตาที่ส่งความรู้สึกเท่แบบพังก์ได้แบบไม่ต้องพยายาม อย่างลุคเดนิมเทคนิคพิเศษแบบญี่ปุ่นที่ให้ลายแตกขาดตั้งแต่หัวจรดเท้าจากหลุยส์ วิตตอง หรือซิลูเอตต์พังก์แบบใหม่ชวนขัดใจแม่แต่ไม่เละเทะจากดิออร์ ออม

13. Quilt

แจ็กเก็ตควิลต์ในฤดูกาลนี้ไม่ได้ช่วยให้คุณอุ่นจากลมหนาวเพียงอย่างเดียว แต่ถูกนำมาปรับแต่งใหม่ให้เข้ารูปพอดีตัวกว่าทุกครั้งจนใส่ง่ายขึ้น ทำให้นี่อาจจะกลายเป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่เราอยากให้คุณหามาติดตู้เสื้อผ้าไว้

14. Satin Chic

เตรียมตัวเดินทางสู่เส้นทางสายไหม เมื่อผ้าไหมซาตินนั้นกลายมาเป็นวัสดุหลักที่ดีไซเนอร์ต่างดึงมาใช้อย่างพร้อมเพรียงกันในฤดูกาลนี้ มีให้เลือกตั้งแต่แจ็กเก็ตบอมเบอร์ผ้าไหมซาติน หรือลุคสไตล์ชุดนอนผ้าไหมซาตินที่ดูแล้วสวมสบายใส่ออกนอกบ้านได้

 

15. Trench Coat

ฝนตกหรือไม่ตกไม่รู้ แต่เรารู้ว่าเทรนช์โค้ตกลายมาเป็นอีกหนึ่งไอเท็มหลักที่น่าใส่ก่อนออกจากบ้าน โดยเฉพาะโทนสีคาราเมลและสีเบจที่สามารถใส่เข้ากับเสื้อผ้าได้แทบทุกสี

16. The Wild West

เตรียมม้าให้พร้อมแล้วมุ่งหน้าสู่ตะวันตกกับเทรนด์คาวบอย ที่ถูกตัดทอนให้ใส่ง่ายเข้ากับวิถีคนเมืองใหญ่มากขึ้น โดยเฉพาะแจ็กเก็ตกำมะหยี่คัตติ้งแบบคาวบอยสุดฟิตจากแซงต์ โลรองต์ ที่เราคิดว่ามาแรงแซงโค้งและเข้าเส้นชัย

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

เซ็กซี่ขยี้ใจ โจอี้ บอย! ซูมแฟชั่นซี้ด กวาง The Face แซ่บจังแม่คุณเอ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/723623


อุ๊ย! ช่วงนี้แลดูโลกของสาวกวางจะเป็นสีชมพู หลังจากมีตาดีเห็นสาว กวาง – วรรณปิยะ ออมสินนพกุล หรือ กวาง The Face กับหนุ่มโจอี้ บอยไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ และสาวสวยคนนี้ก็ออกมายอมรับว่ากำลังคุยๆ กันอยู่กับหนุ่มโจอี้ บอย (อ่านเพิ่ม : กวาง เดอะเฟซ เลิกแฟน! ปัด โจอี้ บอย มือที่ 3 รู้จักจริง ขอดูไปเรื่อยๆซึ่งในอนาคตความสัมพันธ์นี้จะเป็นอย่างไร เราต้องติดตามกันต่อไปจ้า…สำหรับวันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ไม่ได้มาเล่นๆ เราขอพาไปส่องแฟชั่นเซ็กซี่ เริดๆ เก๋ๆ ขยี้ใจนักร้องแรพเปอร์ โจอี้ บอยมาฝากกัน ลองไปดูซิว่าสาวสวยหุ่นดี ที่มีแฟนคลับอยู่ทั่วบ้านทั่วเมืองคนนี้ สไตล์การแต่งตัวของเธอจะเป็นอย่างไร ส่องด่วนๆ ให้สาวๆ เอาไปเป็นอินสไปเรชั่นในการแต่งตัว บอกเลยสวยแซ่บ.

ภาพ : IG @gwangoamsinn

 

เลือกนาฬิกาอย่างไรให้เหมาะกับคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Playboy Thailand 15 ก.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713300


นอกจากจะเป็นเครื่องบอกเวลาแล้ว นาฬิกายังเปรียบเสมือนกับสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงตัวตนของผู้ที่สวมใส่ด้วย ดังนั้น การเลือกนาฬิกาสักเรือนจึงไม่ได้บ่งบอกแค่รสนิยม แต่ยังบ่งบอกถึงความเป็นตัวตนที่แท้จริงของคุณด้วย

ขนาด : ตรงนี้สำคัญมากสำหรับผู้ที่สวมใส่ เพราะคนเรามีข้อมือที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นการเลือกขนาด ซึ่งหมายถึงเส้นผ่าศูนย์กลาง หรือ Diameter ของมันจึงเป็นสิ่งสำคัญ จริงอยู่ที่ในปัจจุบัน นาฬิกาเรือนใหญ่ หรือ Oversize กำลังมาแรง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเหมาะกับคุณ หรือสามารถใช้ได้ทุกโอกาส ดังนั้น ลองทาบดูก่อนทุกครั้งก่อนตัดสินใจ แล้วดูว่านาฬิกาเรือนนั้นยิ้มให้คุณหรือไม่

กลไก : ปัจจุบันนาฬิกามีหลากหลายกลไก ทั้งแบบอัตโนมัติ ไขลาน ควอตซ์แบบเข็ม แบบเข็ม-ดิจิตอล หรือ Analogue-Digital หรือแบบดิจิตอล รวมถึงแบบ SamrtWatch ซึ่งแต่ละอย่างมีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างกันออกไป เลือกซื้อตามความต้องการของคุณ

การใช้งาน : บางครั้งเรามักจะเลือกซื้อนาฬิกาเพราะความสวยงามและถูกใจ โดยที่ไม่สนใจในเรื่องของตัวนาฬิกาจริงๆ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ควรที่จะดูด้วย เพราะนั่นหมายความว่าเรากำลังจะต้องจ่ายเงินที่เกินความจำเป็นกับของที่เราแทบจะไม่ได้ใช้ฟังก์ชั่นอะไรของมันเลย นอกจากใช้ดูเวลาเพียงอย่างเดียว ซึ่งถ้าคุณพอใจที่จะจ่าย ก็ถือว่าไม่ผิดอะไร

สาย : มีหลากหลายแบบ ตั้งแต่หนัง ยาง ซิลิโคน เหล็ก นาโต้ ผ้า ฯลฯ ลองมองหาสายที่เหมาะกับการใช้งาน และถ้าเป็นไปได้พิจารณาด้วยว่านาฬิกาที่คุณกำลังสนใจนั้น มีความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนสายแบบอื่นๆ หรือไม่ เพราะนั่นเท่ากับว่าคุณมีโอกาสที่จะเปลี่ยนบรรยากาศและสไตล์ให้กับนาฬิกาของคุณเองได้ เพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบของสายเท่านั้นเอง

ที่มา – Playboy Thailand
www.playboy.co.th
www.facebook.com/playboythailand

 

ดูแลสุขภาพผิวเป็นธรรมชาติ จากภายในสู่ภายนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/721265


แม้ความงามที่แท้จริงจะเกิดจากการดูแลสุขภาพผิวที่ดีจากภายในสู่ภายนอกอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ความงามที่ยั่งยืนนั้น ต้องไม่มองข้ามการเลือกทานอาหารให้ครบทั้งห้าหมู่ เพื่อให้ได้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย Bloss แบรนด์ ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ โดย เนตรนพิศ รุ่งธนเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บลัชบิวตี้ไทย จำกัด จึงคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ Bloss Natura เพราะตระหนักดีว่า ในความเป็นจริง การรับประทานอาหารที่ดี รวมถึงการดูแลตัวเองที่ดี หรือการออกกำลังกายท่ามกลางไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ ยังไม่เพียงพอต่อการช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีได้ทั้งหมด เราจึงสรรค์สร้าง Bloss ขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์และอาหารเสริม ที่คัดสรรด้วยสารสกัดของพืชพรรณนานาชนิด พร้อมจะเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับคนรักสุขภาพผิว ที่ต้องการดูแลผิวหน้าจากภายในสู่ภายนอกอย่างเป็นธรรมชาติและยั่งยืน

สำหรับ Bloss natura ประกอบด้วย Bloss Facial Emulsion ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า สูตรสำเร็จที่ดีผสานคุณค่าด้วย Glow Radiant Essence เต็มไปด้วยพลังของสารสกัดจากธรรมชาติ Bloss Jeli Booster ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแบบเจลลี่ ผสานสารสกัดจากธรรมชาติ จนได้สารต้านอนุมูลอิสระที่ประสานการทำงานร่วมกัน ในการทำหน้าที่ดูแลผิวให้นุ่มลื่น เรียบเนียน น่าสัมผัส ผลัดผิวใหม่ ปรับสีผิวให้กระจ่างใส ป้องกันผิวคล้ำจากการโดนแสง ทั้งรังสี UVA และ UVB ให้ผิวเปล่งประกายความสวยจากภายในสู่ภายนอก.

 

สวยอลังฯ แบบชนเผ่า! อวดคอลเลกชั่นฝีมือ ‘ณิชา จิรกิติ’ ทายาทรุ่น 3 โนริโกะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ย. 2559 13:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/705669


กลับมาเปิดฟลอร์ใหม่ให้วงการแฟชั่นอีกครั้ง สำหรับแบรนด์ห้องเสื้อดังระดับตำนานอย่าง Noriko ที่ล่าสุดได้จัดแฟชั่นโชว์สุดพิเศษ ’Noriko Showcase Gallery 2016’ ขึ้นในรอบหนึ่งทศวรรษ เผยโฉมคอลเลกชั่นใหม่ ‘The Colour of Tribes’ สไตล์ชนเผ่าร่วมสมัยกว่า 25 ลุค มาให้แฟนๆ ได้ชมกัน ณ โนริโกะ ช็อป แกลอรี่ ศูนย์การค้าดิ เอ็มควอเทียร์…

และแน่นอนว่า ไทยรัฐออนไลน์ ไม่พลาดไปร่วมชมโชว์ครั้งนี้ พร้อมคว้าตัวดีไซเนอร์สาวสวยหน้าคม ‘จ๋า-ณิชา จิรกิติ’ เจเนอเรชั่นรุ่นที่ 3 มาเม้าท์มอยแบบเอ็กซ์คลูซีฟถึงคอลเลกชั่นล่าสุดนี้ ท่ามกลางมนต์เสน่ห์ของลวดลาย-สีสันผ้าพื้นถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว !!

คอลเลกชั่นล่าสุด ‘The Colour of Tribes’ สไตล์ชนเผ่าร่วมสมัย

ประวัติแบรนด์เริ่มมายังไง
เริ่มมาจากคุณยาย หลังคุณยายแต่งงานตอนอายุ 24 ปี ก็ย้ายมาอยู่ที่ไทยเลย เพราะคุณตาเป็นคนไทย ทั้งสองคนก็ย้ายมาอาศัยอยู่ที่นี่กัน แล้วตอนนั้นที่เมืองไทยเองไม่ค่อยมีร้านเสื้อผ้ามากมาย แต่คุณยายเป็นคนชอบแต่งตัว ชอบใส่เสื้อผ้าสวยๆ ครั้นจะให้ส่งมาจากญี่ปุ่นก็ลำบาก คุณยายก็เลยจ้างช่างมาตัดเย็บให้ เป็นคนออกแบบลวดลายทั้งหมดเอง สั่งตัดทำใส่เองก่อน จนพอหลังๆ มีคนชอบสนใจก็ได้จ้างคุณยายให้ช่วยทำให้ แล้วก็ไปสั่งตัด ทีนี้พอมีคนมาขอเยอะมากขึ้น คุณยายก็เลยเปิดเป็นบริษัทเล็กๆ ภายใต้ห้องเสื้อแบรนด์ ‘Noriko’ ซึ่งเป็นชื่อจริงของคุณยาย (ก่อตั้งปี 2533) ตอนนั้นใครที่สนใจก็วัดไซส์สั่งตัด คุณยายรับทำชุดให้

จนพอมารุ่นคุณแม่ก็เริ่มเปิดเป็นร้านขายเสื้อผ้า มี Shop หน้าร้านให้เลือก เริ่มทำเป็นคอลเลกชั่นออกมา โดยแตกแบรนด์ขึ้นมาอีกหนึ่งชื่อว่า แบรนด์ ‘Riko’ อันนี้จะแตกต่างจาก ’Noriko’ ตรงที่เน้นเป็นผ้ายืดใส่สบาย ใส่ง่าย สามารถใส่ในชีวิตประจำวันได้ Every day look ให้มันมีความทันสมัยมากขึ้นเข้ามาประยุกต์ด้วย ในขณะที่ Noriko จะเน้นผ้าไทย ใส่ออกงานมากกว่า และไม่มี Shop หน้าร้านให้เลือก พอมารุ่นเรา Generation 3 ก็ได้แตกแบรนด์ขึ้นมาอีกหนึ่งแบรนด์ ชื่อว่า ’Nich’ (มาจากชื่อจริงของเรา : ณิชา) เปิดมาได้ 2 ปีแล้ว อันนี้เราตั้งใจที่จะขยายกลุ่มลูกค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น เป็นผู้หญิงอายุปลาย 20-30 ต้นๆ ซึ่งตอนนี้แบรนด์ของเรามีขายอยู่ที่พารากอนที่เดียว ทว่าก็มี Items Select ไปตั้งขายที่แบรนด์ Noriko และ Riko ด้วย เพื่อเป็นไอเทมสินค้าให้ลูกค้าเลือกแมตช์

ความแตกต่าง และโดดเด่นของแบรนด์ Noriko ที่ตีตลาดเมืองไทยได้
เราว่าอยู่ที่ดีไซน์ และการคัตติ้ง ตั้งแต่แรกแล้วที่คุณยายดีไซน์เอง คุมการตัดเย็บเองทั้งหมด ทุกขั้นตอน แล้วคนก็เริ่มชอบ-สนใจกันจนขอให้คุณยายทำให้บ้าง ด้วยงานตัดเย็บที่ประณีต เรียบร้อย และมีการพัฒนาฝีมือขึ้นเรื่อยๆ ดีไซน์เราก็เก๋ เลยทำให้ลูกค้ายอมรับจนมีฐานลูกค้าที่แน่น อีกทั้งแบรนด์ Noriko ยังใช้ผ้าไทยที่เดี๋ยวหาได้น้อยมากแล้ว มันเลยเป็นจุดขาย และความน่าสนใจ สังเกตได้ว่าที่ดังจริงๆ ก็จะเป็น Jim Thompson ไปเลย ทว่าถ้าเป็นไทยดีไซเนอร์เองจะไม่ค่อยเห็นกันแล้ว

จริงๆ ทั้งแบรนด์ Noriko, Riko และ Nich ต่างก็ยังเห็นคุณค่า และเสน่ห์ของผ้าไทยอยู่ ซึ่งเราเอามาปรับให้เข้ากับยุคสมัยนี้ วิธีการตัดเย็บที่โดดเด่นร่วมสมัยมากขึ้น หลายคนอาจติดภาพว่าใครที่สวมใส่ผ้าไทยจะต้องเป็นคนมีอายุหน่อย ล้าสมัย ดูเฉย แต่เราจะทำให้คนยุคนี้คิดเกี่ยวกับผ้าไทยใหม่ว่า วัยรุ่นทั่วไปก็ใส่ได้ การหยิบโน่นหยิบนี่มาแมทซ์ให้เกิดเป็นลูกเล่น ลวดลายใหม่ๆ สามารถใส่เดินเล่นชิลๆ หรือใส่ไปข้างนอกก็เก๋ไปอีกแบบ เหมือนกับคอลเลกชั่นล่าสุดนี้…

อินสไปร์คอลเลกชั่นล่าสุด
บอกก่อนว่า คุณแม่ชอบสะสมผ้าไทยมาตั้งแต่เด็กๆ จนถึงตอนนี้ก็สะสมมาได้ประมาณ 20 กว่าปีแล้ว ฉะนั้นคอลเลกชั่นนี้หลายๆ ชุดที่ได้เห็นก็มาจากผ้าที่คุณแม่เก็บสะสมมา ซึ่งมีเยอะมาก แต่ละผืนมันเก่า และไม่สามารถหาดูได้ง่ายๆ แล้ว ย้อนกลับไปเล่าให้ฟังว่า คอลเลกชั่นนี้จริงๆ คุณแม่เราเป็นคนเริ่มคิดนะ เพราะว่าผ้าไทยที่สะสมมันมีเยอะจนไม่มีที่เก็บแล้ว จากตอนแรกกินที่แค่ห้องทำงาน ตอนหลังมันเยอะขึ้นจนลามไปกินที่ที่บ้าน คุณแม่ก็เลยรู้สึกว่าน่าจะเอาผ้ามาทำอะไรสักอย่าง อีกทั้งแต่ละผืนก็เป็นผ้าหายาก และสวยมาก อยากให้คนเมืองได้เห็นบ้าง เพราะผ้าพวกนี้เดี่ยวนี้ไม่ค่อยได้เห็นสักเท่าไหร่ ก็เลยคุยกันว่า มันน่าจะดีกว่าถ้าเราหยิบมาทำเป็นคอลเลกชั่น ปรับให้ดูทันสมัยขึ้น สามารถใส่แมตช์ได้ง่าย และไม่ดูแปลกตาเวลาใส่เดินออกไปข้างนอก

สำหรับคอลเลกชั่นนี้เราร่วมกันทำกับคุณแม่ ซึ่งคุณแม่ก็จะมีสไตล์ของเขาเองอยู่แล้ว ส่วนเราก็จะช่วยเลือกธีมสีผ้า ลายผ้า คิด Pattern ต่างๆ แล้วหยิบเอาแมตช์กัน อีกทั้งยังช่วยคิดเรื่องลูกเล่นต่างๆ ในชุด เพื่อที่จะให้เวลาเดิน หรือเวลาขยับตัวดูมีมิติมากขึ้น

ถามว่าส่วนไหนที่ยากที่สุด เราคิดว่าเป็นการเลือกชนิดผ้าที่นำมาแมตช์กัน ธีมของคอลเลกชั่นนี้ คือเราตั้งใจที่จะให้แต่ละชุดมีหลายการทอผ้าแตกต่างกัน เป็นการเอาหลายๆ ลายปะปนกันไป ที่นี้การที่จะหยิบมามิกซ์มันก็ต้องเลือกนิดหน่อย เพราะอย่างที่บอกผ้าแต่ละผืนเป็นผ้าเก่า และมีแค่ผืนละแบบเท่านั้น ตรงนี้ก็อาจจะยากหน่อยที่ต้องมานั่งคิดว่า เราจะหยิบใช้ลายไหนกับลายไหน สีไหนกับสีไหน ให้มันมิกซ์กันลงตัวออกมาสวย เราจะพลาดไม่ได้เลย !!

จุดเด่นของคอลเลกชั่นนี้
คอลเลกชั่นนี้ชื่อว่า ‘The Colour of Tribes’ สไตล์ชนเผ่าร่วมสมัย แน่นอนว่าจุดเด่นของมันคือ ลายผ้าไทย-(สีสัน) ลายผ้าพื้นเมืองชนเผ่าที่หาไม่ได้แล้ว ซึ่งมันมาจากหลายเผ่าต่างๆ ทั้งในประเทศ และของประเทศพื้นบ้าน ฉะนั้นลวดลายผ้าก็มีความแตกต่างกัน (ไม่ซ้ำกันเลยสักผืน) มีเสน่ห์ไม่เหมือนกัน รวมถึงวิธีถักทอก็เช่นกัน ถามว่ามันแตกต่างจากคอลเลกชั่นอื่นผ่านๆ มายังไง เราคิดว่าคงเป็นการผสมผ้าไทยเข้ามาเยอะมาก (กว่าคอลเลกชั่นอื่น) ส่วนใหญ่ Noriko กับ Riko จะมีเสื้อผ้าที่ไม่ได้จัดเต็มผ้าไทยขนาดนี้ เราอาจหยิบมาใส่แค่บางส่วน บางชิ้น เช่น บริเวณปก หรือแขนเสื้ออะไรก็ว่ากันไป แต่กับคอลเล็กชั่นนี้เราตั้งใจที่จะคัตติ้งให้เห็นลายทอผ้าอย่างชัดเจนไปเลย ใช้ผ้าเยอะแล้วมาต่อลายกันให้ประณีตสวย ถือว่าเร็วมากเลยนะทุกอย่างเสร็จภายใน 1 เดือน ตั้งแต่คิดธีม ดีไซน์ เข้ากระบวนการตัดเย็บ จนออกมาเป็นผลงานอย่างที่เห็น

คอลเลกชั่นนี้วาง Target ผู้หญิงแบบไหน
จริงๆ มันเหมาะกับทุกวัยนะ เพราะว่ามันสามารถเอาไปแมตช์กับอย่างอื่นได้ แยกเป็นชิ้นบน ชิ้นล่าง ก็ทำให้ดูเก๋ขึ้น แฟชั่นขึ้น คุณอาจคิดว่าผ้าไทยเป็นอะไรที่เฉยมาก ดูโบราณ-ใส่แล้วดูแก่มีอายุ แต่คอลเลกชั่นนี้จะทำให้มุมมองคุณเปลี่ยนไป ถึงจะเป็นไอเทมเดียวกัน ถ้าแต่ละคนเอาไปใส่ มันก็ออกมาไม่เหมือนกัน ยิ่งใส่ความเป็นตัวเองหยิบไปแมตช์กับตัวนี้ตัวนี้บ้าง มันยิ่งทำให้การแต่งตัวสนุกขึ้น อย่างชุดนี้ (ชุดข้างบน) ถ้าเอาไปแมตช์กับเสื้อเชิ้ต หรือเสื้อที่มันโก้ๆ หน่อยก็สามารถใส่ออกงานสังคมได้เลย

ดึงดูดให้คนสนใจในชุดผ้าไทย กล้าใส่ออกข้างนอกมากขึ้น
เอาจริงๆ คุณแม่ยายมีพื้นฐานลูกค้าเดิมที่สนใจในผ้าไทยอยู่แล้ว ตั้งแต่เริ่มทำแบรนด์ Noriko แต่ถามถึงสมัยนี้เราก็เห็นบางคนสนใจอยู่นะ อย่างไม่กี่วันก่อนมีคนอายุราว 20 กว่าๆ เดินเข้ามาถามว่า ขอจองได้ไหม ราคาเท่าไหร่ สวยดี ไม่รู้นะ แต่ยังไงเราก็ยืนยันว่า ที่ลูกค้าชอบ สนใจ และยังยึดติดกับแบรนด์เราเป็นเพราะคัตติ้งของเสื้อผ้า คัตติ้งดีให้ดูน่าสนใจก็ทำให้คนอยากใส่ ใส่แล้วไม่ดูแก่อย่างที่คิด ผสานกับดีไซน์สวย มันก็ดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาเอง

ณิชาชอบด้านดีไซน์ เรียนออกแบบมาโดยตรงเลยรึเปล่า
เราเรียนจบออกแบบมาจาก BUNKA FASHION GRADUATE UNIVERSITY ที่ประเทศญี่ปุ่น เอาจริงๆ เราก็ชอบดีไซน์นะ เหมือนมันซึมซับมาตั้งแต่เด็กๆ เรียนรู้มาจากคุณยายและคุณแม่ เห็นเขาสองคนปลุกปั้นแบรนด์ขึ้นมาเรื่อยๆ เราก็รู้สึกชอบและอยากทำบ้าง ซึ่งพอมาทำแล้วก็สนุกเพลินดี ทั้งสองคนสอนเทคนิคทำเสื้อผ้ายังไงบ้าง ? สอนเยอะเลย บางทีโรงเรียนมันไม่มีสอน แต่มันเกิดขึ้นจากประสบการณ์ และด้วยความที่บ้านเรามีแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง เป็น In House Production ฉะนั้นพอเราทำก็จะเจอปัญหาจริง ลงมือทำจริงๆ ตั้งแต่เลือกผ้า เลือกวัสดุ ออกแบบเอง ตัดเย็บเองหมด เวลาที่คุณแม่หรือคุณยายคอยสอน เราก็จะได้ประสบการณ์ตรงนั้นไป

เรามีโอกาสได้เห็นการตัดเย็บเสื้อผ้า ขั้นตอนต่างๆ นับเป็นความโชคดีมาก เพราะบางแบรนด์สมัยนี้นิยมไปจ้าง Outsource ซึ่งเขาก็จะรู้แค่ในส่วนงานดีไซน์ของเขา ทว่าเขาจะไม่ได้เห็นขั้นตอนมันจริงๆ ว่ากว่าจะออกมาเป็นเสื้อตัวหนึ่ง หรือชุดๆ หนึ่งมันเป็นยังไง แต่เราเห็นตรงนั้น มันก็เหมือนเราได้เรียนรู้จากช่างของเราด้วย

หาอินสไปเรชั่นออกแบบมาจากไหน
ก็หลายๆ อย่างนะรอบๆ ตัว อย่างเวลาไปเที่ยว ไปดูงานอาร์ตต่างๆ เราก็จะจดบันทึกไว้เป็นไอเดียกันลืม หรือถ่ายรูปเก็บไว้บ้าง ยิ่งสมัยนี้สามารถดูงานอาร์ตจากศิลปินที่เราชอบตามอินสตาแกรมได้ เราก็เปิดดูโน่นนี่หลายๆ อย่าง ทุกอย่างมันเป็นอินสไปเรชั่นได้หมด เวลาที่เราเกิดไอเดียตัน คิดอะไรไม่ออก เราก็จะเปิดย้อนดูผลงานเก่าๆ ของตัวเอง แล้วมันก็จะคิดขึ้นมาได้ว่า เราเคยอยากจะทำแบบนี้ๆ นะ อยากจะลองเปลี่ยนตรงนี้ให้มันออกมาเป็นอีกลุคหนึ่งนะ เราก็ลองดู

อินสไปร์จากแบรนด์โปรด ? เรามีแบรนด์ที่ชอบเยอะนะ แต่ไม่เคยเอามาเป็นไอเดียเลย (หัวเราะ) ถ้าจะเอามาเป็นไอเดียก็คิดว่าน่าจะเป็นแบรนด์ของคุณแม่ และคุณยายนี่แหละ ไม่รู้สิ ด้วยความที่มันเห็น-อยู่กับมันมาตั้งแต่เด็ก ก็เลยรู้สึกเหมือนว่ามีอะไรบางอย่างซึมซับเข้ามาในตัวเรา

ฟีดแบ็กแต่ละคอลเลกชั่นเป็นยังไงบ้าง และคาดหวังคอลเลกชั่นล่าสุดแค่ไหน
ดีมากเลยนะคอลเลกชั่นที่ผ่านๆ มา ลูกค้าเห็นก็ชอบกัน ส่วนคอลเลกชั่นนี้เราก็คิดว่าจะออกมาดีเหมือนกัน (หัวเราะร่า) เพราะอย่างที่บอกว่ามันไม่มีคนอื่นทำ และผ้าไทยที่เราเอามาใช้ก็ล้วนแต่เป็นผ้าเก่าหายากทั้งนั้น ถ้าใครสนใจผ้าไทยก็อยากให้ลองแวะมาดูกัน !!

แบรนด์ Noriko และแบรนด์ในเครือ (Riko, Nich) มีขายที่ไหนบ้าง
แบรนด์ Noriko และแบรนด์ Riko ตอนนี้มีทั้งหมด 3 สาขาด้วยกัน คืออยู่ที่ สุขุมวิท 49 อันนี้เป็นแฟล็กชิพของ Noriko สาขาแรกคุณยายตั้ง, สยามพารากอน และดิ เอ็มควอเทียร์ ชั้น 1 ส่วนแบรนด์ Nich เพิ่งคลอดมาได้ 2 ปี ตอนนี้มีเปิดแค่สาขาเดียว คือสยามพารากอน แบรนด์ Noriko มีเปิดตลาดที่ญี่ปุ่นไหม ? ไม่มีเปิดที่ญี่ปุ่นนะ มันเป็นแบรนด์สัญชาติไทยนี่แหละ เพราะคุณยายเริ่มมาทำที่เมืองไทย แต่ถามว่ามีคิดไหมจะไปเปิดตลาดที่ญี่ปุ่น เราก็กำลังคิดอยู่เหมือนกัน แล้วก็คิดว่าอาจจะขยายไปเมืองนอกด้วยเพื่อเปิดตลาดให้ตัวเอง แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ดีลกับใครไว้เลย

สุดท้าย Gen 3 อย่างณิชา ถ้าขึ้นมาแทนคุณยาย และคุณแม่ คิดไว้รึยังจะสร้างความต่างให้แบรนด์ยังไง
เราก็คิดอยู่นะ แต่หลักๆ เราก็อยากจะรักษามาตรฐานคุณยายเอาไว้ เพราะว่าแบรนด์ Noriko ทำมา 55 ปี ครึ่งศตวรรษแล้ว เราอยากที่จะให้มันคงอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ พร้อมกับรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ ทว่ารูปแบบการดีไซน์ก็อาจจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย อย่างไรก็ดี เรายังคงอยากจะเก็บส่วนผ้าไทยไว้อยู่ และนำเสนอตรงนี้ออกไปให้ได้มากที่สุด ยิ่งถ้าเราขยายสาขาไปในต่างชาติ เขาจะได้เห็นถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยตรงนี้ด้วย สิ่งสำคัญที่สุด เรามองว่าแบรนด์ควรจะมีเอกลักษณ์ของตัวเอง แล้วมันจะเติบโตไปง่าย และไปเร็ว !!

***สำหรับใครที่อยากติดตามความน่ารักสดใสของเธอต่อ สามารถฟอลโล่อินสตาแกรมเธอได้ที่ nichanichnich

 

การเดินทางของ “แฟชั่นผู้ชายไทย” จากอดีตจนถึงปัจจุบัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 11 ก.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/705804


IN THE BEGINNING

ก่อนหน้าที่จะมีเสื้อผ้าสำเร็จรูปเกิดขึ้นเป็นล่ำเป็นสัน หนุ่มไทยในช่วงทศวรรษ 70s ลากยาวจนถึงทศวรรษ 80s ต่างต้องพึ่งพิงร้านตัดเสื้อเป็นหลัก โดยในสมัยนั้นร้านตัดเสื้อหลักๆ ของคุณผู้ชายมักกระจัดกระจายอยู่ในโซนสะพานควาย บรรทัดทอง ประตูน้ำ (ซึ่งดังมากเรื่องกางเกงยีนส์ที่ห้างอินทรา ประตูน้ำ) และแน่นอนโซนสยามสแควร์ ทั้งนี้ตัวอย่างร้านตัดเสื้อที่ดูไฮเอนด์ขึ้นมาหน่อยก็มี เช่น ลานสล็อต และบอดี้ช็อป ซึ่งหนุ่มๆ ในยุค 70s ที่นิยมแต่งตัวสไตล์มอด เข้ารูปฟิตเปรี๊ยะบวกกางเกงขาบานในแบบจอห์น ทราโวตรา จากภาพยนตร์เรื่อง Saturday Night Fever ที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ร้านตัดเสื้อเหล่านี้มักมีรูปแบบชุดตัวอย่างจัดแสดงอยู่หน้าร้าน หรือมีแค็ตตาล็อกให้เลือกชม รวมไปถึงการก๊อปแบบเสื้อผ้าจากนิตยสารต่างประเทศเช่นนิตยสาร GQ ที่ตอนนั้นมีขายเฉพาะห้างเซ็นทรัล สาขาสีลม ฉะนั้นการจะเห็นผู้ชายสองคนใส่ชุดแบบเดียวกันในแบบทุกวันนี้จึงยากยิ่ง เพราะเสื้อผ้าทั้งหมดถูกสั่งตัดแบบ Made-to-order ทั้งสิ้น

ในขณะที่เสื้อผ้าสำเร็จรูปเริ่มจะมีให้เห็นประปราย แต่นักออกแบบคนแรกๆ ที่เริ่มทำเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่คนแฟชั่นกล่าวถึงคงเป็นไข่-สมชาย แก้วทอง เจ้าของแบรนด์ ‘ไข่’ ที่มีสาขาในห้างสยามเซ็นเตอร์ หลายคนอาจจะนึกว่าแบรนด์ไข่ทำแต่เสื้อผ้าผู้หญิง แต่ที่จริงในคอลเลกชั่นหนึ่งๆ โดยเฉพาะคอลเลกชั่นที่มีการคอลลาบอเรทกับศิลปิน แบรนด์ไข่จะทำคอลเลกชั่นเสื้อผู้ชายผสมอยู่ด้วย

แต่ถ้าพูดถึงความแมสเป็นหลัก แบรนด์ผู้ชายไทยวัยรุ่นในยุค 70s จนถึงต้นยุค 80s คงต้องเป็นแบรนด์ชูลาภ ซึ่งมีเอกลักษณ์ของการนำผ้าลินินมาใช้ ผสมผสานกับผ้ายืด เช่น ข้างหน้าเป็นผ้าลินิน ข้างหลังเป็นผ้ายืด ข้างหน้าผ้ายืดข้างหลังลินิน ตัวลินินแขนผ้ายืด หรือตัวผ้ายืดแขนลินิน ที่สำคัญคือด้านหลังเสื้อต้องมีสกรีนคำว่า ‘ชูลาภ’ เท่านั้น ความฮิตของเสื้อชูลาภในหมู่หนุ่มเมืองหลวงผ่านการบอกเล่าเป็นอย่างดีจากเล้ง-อดิศักดิ์ โรจน์ศิริพันธ์ ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ Zenithorial ที่ว่า “ก่อนสยามเซ็นเตอร์เปิด 10 โมง มันเหมือนกับตอนที่ H&M x Balmain เปิดขายวันแรกไม่มีผิด คือมีคนไปยืนเข้าคิวรอตั้งแต่ห้างยังไม่เปิด แล้วเชื่อไหมว่าพอ 11 โมงเช้า ร้านชูลาภก็ปิดเพราะของขายจนหมด ต้องรอพนักงานจัดสต๊อกใหม่เพื่อเตรียมขาย ลูกค้าที่ซื้อไม่ทันตอนช่วงเช้าก็เลยต้องกลับมาช็อปกันอีกครั้งตอนบ่ายสองเป็นต้นไป”

ด้านเด็กหนุ่มรุ่น ‘ทีนเอจ’ ในยุคเดียวกันดูจะคุ้นเคยกันดีกับแบรนด์เสื้อ Domon เป็นพิเศษ โดมอนอาจไม่ได้รับการจัดไว้ในประเภทเสื้อผ้าดีไซเนอร์ไทย แต่โดมอนนั้นมีความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ต่อแฟชั่นไทยอย่างยิ่งยวด เพราะเด็กหนุ่มหลายคนนั้นเติบโตมาพร้อมเสื้อผ้าแบรนด์โดมอน ทั้งนี้โดมอนเป็นแบรนด์นำเข้ารูปแบบ ‘ก๊อบปี้’ โดยเจ้าของแบรนด์เป็นคนในวงการเสื้อผ้าที่ทุกคนเรียกอย่างสนิทสนมว่า ‘เฮียหมา’ ก่อนจะเกิดร้านโดมอนที่สยามเซ็นเตอร์ เฮียหมามีร้านเสื้อผ้าที่โด่งดังชื่อซาซูยะ ที่ถนนข้าวสาร

เสื้อผ้าของเฮียหมาไม่ว่าจะเป็นแบรนด์มัสซูดะ, กอม เดส์ การ์ซง, นิโคเล่, แพคชิโน่ ฯลฯ คือการซื้อเสื้อผ้าจริงจากต่างประเทศ (ซึ่งเน้นแบรนด์ญี่ปุ่นเป็นหลัก) แล้วเอามาใช้เป็นแบบก๊อบปี้ผลิตขายกันอีกที ซึ่งคนแฟชั่นทั้งหลายต่างก็ไปซื้อเสื้อผ้าจากร้านซาซูยะกันทั้งนั้น โดยราคาเสื้อผ้าตัวก๊อบปี้ก็มีหลักพันหรือสองพันต้นๆ เชียวละ! (แพงมากหากย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว) หลังจากที่เฮียหมาเปิดร้านโดมอนที่สยามเซ็นเตอร์ เสื้อผ้าแบรนด์โดมอนก็เริ่มมีชื่อเสียงไม่เฉพาะแค่ในกรุงเทพฯ แต่ยังขยายวงกว้างออกไปยังต่างจังหวัด ทำให้เด็กหนุ่มวัยรุ่นในต่างจังหวัดได้รู้จัก ‘เสื้อผ้าแบรนด์’ เป็นชื่อแรกๆ โดยเฉพาะการประกวด “โดมอนแมน” ที่ถือเป็นงานประจำปีที่ทำให้แบรนด์โดมอนมีชื่อเสียงในระดับประเทศ

THE BIRTH OF THAI DESIGNERS

จากเสื้อเชิ้ตเข้ารูปกางเกงขาบานในยุค 70s เมื่อเข้าสู่ยุค 80s แฟชั่นก็เปลี่ยนไปอย่างไม่เหลือเค้าเดิม เชิ้ตตัวแน่นฟิตเปรี๊ยะถูกแทนที่ด้วยเชิ้ตตัวหลวมโพรก กางเกงขาบานกลายเป็นกางเกงทรงแบ็กกี้ที่สะโพก เสื้อผ้าประจำตัวหนุ่มสาวกลายเป็นเสื้อยืดกางเกงยีนส์ โดยไม่มีแบรนด์ไหนในเวลานั้นจะเป็นตำนานได้มากกว่าแบรนด์โซดาป๊อปในห้างสยามเซ็นเตอร์

ก่อนหน้าจะมีร้านโซดาป๊อป กบ-เมนาท นันทขว้าง เจ้าของแบรนด์ Soda ทำเสื้อทีเชิ้ตฝากขายตามร้านต่างๆ ทั้งร้านไชโยที่สะพานควาย ร้านเกนหลง ที่ราชดำริอาเขต จนมาเปิดร้านโซดาป๊อปที่สยามเซ็นเตอร์ ซึ่งขายเพียงทีเชิ้ตอย่างเดียว ทั้งนี้ทีเชิ้ตของโซดาป๊อปเป็นทีเชิ้ตที่มีดีไซน์ มีคาแรกเตอร์จากคัตติ้งสลิม หรือคอเสื้อแบบวีลึก คอปาดมากกว่าปกติ บวกเสื้อแขนกุด เสื้อกล้ามและลวดลายในแบบงานอาร์ต หลังจากนั้นจึงเริ่มมีไอเท็มของนักออกแบบคนอื่นๆ ร่วมวางจำหน่ายจนเหมือนร้านมัลติแบรนด์ให้ลูกค้าสามารถจับคู่การใส่ทีเชิ้ตโซดาป๊อปกับแบรนด์อื่นๆ เสื้อทีเชิ้ตของโซดาป๊อปจึงเป็นไอเท็มเด็ดที่หนุ่มสาวในยุคนั้นต้องมีอย่างน้อยคนละหนึ่งตัว (เช่นเดียวกันกับถุงกระดาษของร้าน) ความโด่งดังของโซดาป๊อปเลยทำให้เกิดร้านสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะที่ชื่อ Soda Guy ในที่สุด

นอกจากนั้นยังมีอีกหนึ่งนักออกแบบที่ทำทั้งเสื้อผ้าผู้หญิงและผู้ชายอันโด่งดังนั่นคือ ป๋อง-องอาจ นิรมล เจ้าของแบรนด์ Ong-Art Niramon โดยเสื้อผ้าผู้ชายขององอาจ นิรมล เต็มไปด้วยความเรียบโก้ มาสคูลีน ใส่สูทผูกไทมีความภูมิฐาน ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นแฟชั่นในโครงสร้างแบบยุค 80s ที่ทุกอย่างดูโอเวอร์ไซส์ไปเสียหมด จนตอนหลังประสบความสำเร็จจนต้องแตกไลน์ผู้ชายโดยเฉพาะที่ชื่อ Ong-Art Niramon Homme

เช่นเดียวกันกับโหน่ง-ปริญญา มุสิกมาศ อีกหนึ่งนักออกแบบในตำนาน ที่ทำทั้งเสื้อผ้าผู้ชายและผู้หญิงภายใต้ชื่อตัวเอง ก่อนจะเปิดห้องเสื้อผู้ชายในชื่อ Gable by Prinya ที่มาบุญครอง (คาดว่าชื่อ Gable น่าจะมาจากชื่อ Clark Gable พระเอกฮอลลีวูดระดับตำนานในยุค 30s – 40s) ทั้งนี้เสื้อผ้า Gable by Prinya นั้นดูสนุกสนานและมีความเป็นแฟชั่นชั้นสูงทั้งรายละเอียดการตกแต่ง งานปัก งานพิมพ์บนเชิ้ตตัวหลวมอย่างลายหัวไก่ ซึ่งนำลายโลโก้ยากันยุงตราหัวไก่มาใช้เป็นลายพิมพ์ได้อย่างเก๋ไก๋จนกลายเป็นหนึ่งในชิ้นมาสเตอร์พีซที่หนุ่มยุค 80s ต้องมี

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ภาณุ อิงคะวัต (และเพื่อนๆ) จึงสร้างแบรนด์ Greyhound ขึ้นมาในปี 1980 และเปิดร้านที่ชั้น 3 สยามเซ็นเตอร์ “เกรย์ฮาวด์เริ่มต้นขึ้นมาในรูปแบบเสื้อผ้าที่เป็นสตรีทสไตล์มากๆ เพราะแบรนด์ในห้างสรรพสินค้าจะเป็นพวกคลาสสิกแบรนด์จากเมืองนอกเสียส่วนใหญ่ ในขณะที่เด็กวัยรุ่นสมัยนั้นก็กระหายที่จะแต่งตัว อยากจะมีแบรนด์เสื้อผ้าที่ทันสมัยและยังดูแคชวล ไม่ใช่เสื้อผ้าสำหรับคนทำงานเท่านั้น เกรย์ฮาวด์จึงอยากทำเสื้อผ้าที่ยังไม่มีในตลาดตอนนั้น ที่สำคัญคือเป็นเสื้อผ้าที่เราชอบและอยากใส่เองด้วย ผมเป็นคนแต่งตัวแคชวลมากๆ ชอบใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ ผมทำงานโฆษณาอยู่ในตอนนั้น โตมากับสายงานกราฟิกดีไซน์ โดยงานที่ทำให้เกรย์ฮาวด์มีชื่อเสียงจนขายดิบขายดีในตอนนั้นคงเป็นพวกทีเชิ้ตพิมพ์ลายสนุกๆ มีข้อความที่มีความหมายน่าสนใจอะไรบางอย่างบวกลูกเล่นในการใช้ตัวอักษร ยังจำได้เลยว่ามีเสื้ออยู่ตัวหนึ่งที่เอารูปไม้ทีมาใช้แล้วเขียนคำว่าเชิ้ตลงไป มันเลยกลายเป็นทีเชิ้ตซึ่งฮิตมาก กางเกงยีนส์ก็เอาเรื่องประโยชน์ใช้สอยมาผสมจนดูไม่เหมือนกางเกงยีนส์แบบปกติ” ภาณุ อิงคะวัต เล่าถึงสไตล์เสื้อผ้าเกรย์ฮาวด์ในยุคเริ่มแรก

แต่ทั้งนี้ลูกค้าเกรย์ฮาวด์ไม่ใช่เด็กวัยรุ่นทั่วไปซะทีเดียว เพราะราคาเสื้อผ้านั้นเริ่มต้นที่หลักพัน (เมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว เสื้อเชิ้ตตัวละ 2,200 บาท) กลุ่มลูกค้าหลักจึงเป็นเด็กมหาวิทยาลัยขึ้นไปจนถึงหนุ่มวัยทำงาน แต่เนื่องด้วยเสื้อผ้าในแบบเกรย์ฮาวด์เป็นสไตล์เสื้อผ้าที่ไม่มีในท้องตลาด เกรย์ฮาวด์จึงกลายเป็นแบรนด์เสื้อผู้ชายอยากเท่ของคนรุ่นใหม่ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และถือเป็นแบรนด์ดีไซเนอร์ไทยแบรนด์แรกที่ทำเฉพาะเสื้อผ้าผู้ชายเท่านั้นแล้วประสบความสำเร็จอีกด้วย (ในช่วงต้นเท่านั้น ก่อนเพิ่มคอลเลกชั่นเสื้อผ้าผู้หญิงตามมาในคราหลัง)

ไม่เพียงแต่สยามเซ็นเตอร์เท่านั้นที่จัดเป็นศูนย์กลางแฟชั่นของกรุงเทพฯ ในยุค 80s แต่ยังมีตึกชาญอิสสระที่เปิดในระหว่างปี 1986 (พ.ศ. 2529) ตึกชาญอิสสระจึงกลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กใหม่ของวงการแฟชั่นพร้อมการเกิดแบรนด์ดังที่ชื่อเธียเตอร์ (Theatre) ซึ่ง จ๋อม-ศิริชัย ทหรานนท์ เจ้าของห้องเสื้อเธียเตอร์เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงก่อให้เกิดกระแสการเปิดสาขาของกลุ่มก้อนนักออกแบบไทยในตึกชาญอิสสระ

“เพราะเราชอบทั้งเสื้อผ้าผู้ชายและผู้หญิง เพราะฉะนั้นเสื้อผ้าของเธียเตอร์จึงดูเป็นแบบยูนิเซ็กซ์ เสื้อผ้าที่ผู้ชายและผู้หญิงสามารถใส่ได้ ผู้ชายในแบบเธียเตอร์จึงมีความเป็นเฟมินีน มีความดาร์ก มีความเป็นโกธิคอยู่ ผสมกลิ่นอายแบบปารีเซียง (Parisien) ในขณะเดียวกันก็มีความคลาสสิกอยู่ในตัว เสื้อผ้าจึงเป็นแบบใส่ทับซ้อนกันหลายชิ้น เพราะฉะนั้นใครอยากได้ของที่มันเบสิกๆ ก็เชิญไปหาซื้อที่ร้านอื่น เพราะเราจะขายของแบบนี้ นี่เป็นคอนเซปต์ของเรามาตั้งแต่ต้น” จ๋อม-ศิริชัย ทหรานนท์ กล่าว ซึ่งหลังจากก่อตั้งแบรนด์มา 4 ปี เธียเตอร์ก็แยกไลน์เสื้อผ้าผู้ชายและผู้หญิงออกจากกันอย่างชัดเจน

ความโดดเด่นของเสื้อผ้าผู้ชายจากดีไซเนอร์ไทยในยุค 80s จึงถูกถ่ายทอดลงในนิตยสารไลฟ์สไตล์-แฟชั่นผู้หญิงที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นมากมายไม่ว่าจะเป็น BR, ลลนา, เปรียว, แพรว และดิฉัน โดยมีนายแบบดังหลายคนอย่างเบน อิศรางกูร ณ อยุธยา, รัฐ จำเดิมเผด็จศึก, เอก-อติชาต รักษะจิตร, เฮนรี่ ปรีชาพานิช และบดินทร์ ดุ๊ก ทำหน้าที่ต้นแบบการแต่งตัวของยุคที่ยังไม่มีคำว่ามิกซ์แอนด์แมตช์เกิดขึ้น

ALL ABOUT CELEBRITY

“เสื้อผ้าของ Time’s End เป็นเสื้อผ้าง่ายๆ สำหรับเด็กวัยรุ่น ไม่มีอะไรซับซ้อนแต่มีความสนุกของมันอยู่ในแบบ เช่น จับนู่นมาใส่นี่ บ้าๆ บอๆ กางเกงลายสกอต ผ้าพันคอ ผ้าโพกหัว ฯลฯ เด็กวัยรุ่นในยุคนั้นจะแต่งตัวตามศิลปิน ซึ่งผมมีโอกาสได้ทำเสื้อผ้าให้กับศิลปินอย่างใหม่-เจริญปุระ อัลบั้มชุดที่สอง สมชาย เข็มกลัด, ลิฟท์-ออย และศิลปินอาร์เอสหลายๆ คนในช่วงยุคต้น 90s จึงส่งผลให้เสื้อผ้า Time’s End ขายดิบขายดี” สิทธิ์-ชนะชัย จรียะธนา เล่าถึงการทำงานของแบรนด์ไทมส์เอนด์ (Time’s End) หนึ่งในแบรนด์ระดับตำนานของยุค 90s ที่โดดเด่นด้วยงานปัก งานเพ้นต์ งานประดิษฐ์ ที่ดูเป็นศิลปะตามแนวเด็กศิลปากร มหาวิทยาลัยที่เขาจบการศึกษา ก่อนจะออกมาสร้างแบรนด์ตัวเองในวัยเพียง 22 ปี

แม้เสื้อผ้าผู้ชายไทมส์เอนด์จะขายดี แต่สิทธิ์-ชนะชัยก็เปรยว่าแฟชั่นผู้ชายไทยจะมีผลต่อผู้ชายบางกลุ่มเท่านั้นละ โดยเฉพาะกลุ่มคนแฟชั่นกันเอง ซึ่งถือว่าน้อยมาก เพราะผู้ชายส่วนใหญ่ในสังคมคือผู้ชายแต่งตัวธรรมดา เสื้อผ้าแบรนด์ห้างสรรพสินค้าฝั่งดีพาร์ตเมนต์ไม่ว่าจะเป็น S’ Fare, Arrow, Guy Laroche และแบรนด์อื่นๆ จึงเป็นที่นิยมและสะท้อนให้เห็นว่าเสื้อผ้าผู้ชายแนวแฟชั่นจัดจ้านยังเป็นตลาดที่แคบอยู่

เช่นเดียวกัน เล้ง-อดิศักดิ์ โรจน์ศิริพันธ์ จากแบรนด์ Zenith (ชื่อเก่าก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น Zenithorial ตั้งแต่ปี 2007 จนถึงปัจจุบัน) ซึ่งเปิดตัวหลังแบรนด์ Time’s End ในปี 1988 (พ.ศ. 2531) เล่าให้ฟังถึงการแต่งตัวของหนุ่มๆ ยุคต้น 90s ว่า “หลังจากกระแสเสื้อลายพิมพ์ในแบบ Versace ฮิต ก็เข้าสู่สไตล์มินิมัลที่มี Armani และ Jil Sander เป็นสไตล์หลัก เด็กผู้ชายไทยจึงเริ่มใส่เสื้อยืดเรียบๆ สกรีนชื่อแบรนด์อย่าง Banana Republic หรือ Emporio Armani ที่หน้าอก และใส่กางเกงยีนส์ขาใหญ่ลากพื้น จนปลายขากางเกงขาดรุ่งริ่งบวกรองเท้าแตะ ซึ่งตอนนั้นมองไปทางไหนก็เห็นเด็กผู้ชายแต่งตัวสไตล์นี้หมด” หลังจากเปิดแบรนด์ Zenith เพียงไม่นาน เล้ง-อดิศักดิ์จึงเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษเพื่อเรียนรู้การตัดเย็บเสื้อผ้าผู้ชาย และแบรนด์ Zenith นี่เองที่นำเอาการแต่งตัวสุดเนี้ยบแต่มีดีเทลที่น่าตื่นตาตื่นใจของผู้ชายลุคสูทเข้าสู่วงการแฟชั่นไทยในยุค 90s เป็นผลสำเร็จ

“ในยุค 80s ผู้ชายยังไม่ใส่สูทออกงานมากนัก เพราะเสื้อผ้าไหมพิมพ์ลายตัวหนึ่งมันแพงมาก ใส่แล้วต้องโชว์ จะใส่สูททับก็ไม่ได้ ดูตัวอย่างได้จากคุณชาติชาย ชุณหะวัณ พอเข้ายุค 90s จึงเริ่มหันมาใส่สูทกัน Zenith ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากกระแสดีไซเนอร์โลกในช่วงนั้นทั้ง Jean Paul Gaultier, Thierry Mugler และ Claude Montana ซึ่งจะมีความอาวองต์การ์ดและมีโครงสร้างชุดที่แปลกตา สมัยแรกๆ ของ Zenith เราจึงเคยทำเชิ้ตปกที่เป็นแบบเจ็ดชั้นพับไปมาเหมือนงานพับกระดาษออริกามิซึ่งขายดีมาก”

ความชัดเจนในสไตล์มินิมัลที่ส่งอิทธิพลในวงการแฟชั่นช่วงยุค 90s ยังเห็นได้ชัดจากเสื้อผ้าแบรนด์ Anurak ของหมู-อนุรักษ์ ตั้งสมบูรณ์ หนึ่งในดีไซเนอร์ Power 5 ของวงการแฟชั่นไทยยุค 90s (กลุ่ม Power 5 คือกลุ่มนักออกแบบที่จัดงานแฟชั่นโชว์แล้วได้รับการพูดถึงมากที่สุด ได้แก่ Zenith, กรกนก, Huego Jarre ของโก้-ชัยชน สวันตรัจฉ์ ชื่อเดิมก่อนเปลี่ยนเป็น Good Mixer ในปัจจุบัน, Anurak และ Flynow โดยฟลายนาวเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์เดียวในกลุ่มนี้ที่ไม่ได้ทำเสื้อผ้าผู้ชายด้วย)

หมู-อนุรักษ์เริ่มต้นทำแบรนด์ Anurak ซึ่งเป็นเสื้อผ้าผู้หญิงวัยทำงานแนวคุณหญิงคุณนายติดสวยหรู หลังจากนั้น 3 – 4 ปี เขาจึงเริ่มทำเสื้อผ้าผู้ชายภายใต้แบรนด์ anr เพราะโดยส่วนตัวเสื้อผ้าผู้ชายเป็นสิ่งที่เขาคุ้นชินและใกล้ชิดมากกว่า โดย anr เริ่มขายที่อิเซตันก่อนย้ายไปอยู่ที่ชั้น 3 สยามเซ็นเตอร์ “ผมชอบเสื้อผ้าผู้ชายมากกว่า มันเป็นสิ่งที่ใกล้ตัว ผมจึงหันมาทำเสื้อผ้าผู้ชาย เสื้อผ้า anr เป็นแนวสตรีทที่เปลี่ยนไปตามกระแสแฟชั่นในแต่ละช่วง แต่ก็มีความเรียบง่ายสไตล์มินิมัลเพื่อหนุ่มออฟฟิศที่ไม่ได้ต้องการอะไรจืดชืดเสียทีเดียว โดยเฉพาะเชิ้ตกับกางเกงสแล็คในคัตติ้งดีเยี่ยม ซึ่งถือเป็นซิกเนเจอร์ของเสื้อผ้า anr” หมู-อนุรักษ์กล่าว

แม้กระแสหลักของแฟชั่นโลกในยุค 90s จะเป็นสไตล์มินิมัลควบคู่กับสไตล์กรันจ์และนิวโรแมนติก แต่แฟชั่นของชายไทยนั้นกลับเต็มไปด้วยความหลากหลายที่มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ดังเห็นได้จากผลงานออกแบบของโก้-ชัยชน สวันตรัจฉ์ ที่นำเอาสไตล์ความชอบส่วนตัวมาถ่ายทอดลงเสื้อผ้าในแบรนด์ Huego Jarre ที่ก่อตั้งในปี 1991 “เสื้อของ Huego Jarre จะเน้นงานฝีมือ เสื้อผ้าจะเป็นใยธรรมชาติทั้งหมด มีความยับและความดิบเท่ โดดเด่นด้วยงานปักเพราะเรามีช่างปักที่มีความสามารถ โครงเสื้อเป็นแบบหลวมๆ ตามสไตล์นิยมในยุคนั้น เราทำเสื้อในแบบที่ตัวเองชอบล้วนๆ ไม่สนใจใครเลย ผมชอบดูงานศิลปะไทย ก็จะนำเอาสิ่งรอบตัวของไทยมาใช้” โก้-ชัยชนเล่าถึงแบรนด์แรกที่เขาสร้างขึ้น

แบรนด์ Huego Jarre มีอายุสั้นๆ เพียง 3-4 ปีก่อนที่จะปิดตัวไป แล้วโก้-ชัยชนจึงเปิดแบรนด์ใหม่ที่ชื่อ Hewgo ตามด้วยแบรนด์ Good Mixer ในปี 1999 ซึ่งเป็นสไตล์ ‘East Meets West’ หรือตะวันออกพบตะวันตก ซึ่งไม่อิงกับเทรนด์ใดๆ ของโลกทั้งนั้น แต่เน้นจับความเป็นไทยมาใช้ในลายพิมพ์ ทั้งลายไก่แจ้ ปลากัด งานวัด นักมวย หรือลายแถบผ้าสีแปลกๆ ทั้งผ้าถุง ผ้ามูมู่แนวคุณยาย หรือนำเอาสีสันสิ่งของต่างๆ ของกรุงเทพฯ มาบิดใหม่ให้น่าสนใจ

THE BOLD AND BRAVE ERA

“จำได้ว่า Zenith เคยจัดแฟชั่นโชว์ที่เกษร เช้าวันถัดมา รายการข่าวของสรยุทธเอาคลิปแฟชั่นโชว์มาวิพากษ์วิจารณ์ว่าน่าเกลียดใครจะใส่ เดี๋ยวนี้ผู้ชายใส่กางเกงเป้าสั้นขนาดนี้แล้วเหรอ เพราะเราเอานายแบบหุ่นดีอย่างเอ็กซ์-ปิยะมาเดินแฟชั่นโชว์ใส่กางเกงยีนส์เอวต่ำโชว์วีเชฟ ซึ่งในยุคนั้นร้านผมขายกางเกงยีนส์เอวต่ำได้ดีมาก เพราะว่ายังไม่ค่อยมีคนทำ” เล้ง-อดิศักดิ์เล่าด้วยความขบขัน Zenith พลิกภาพจากแบรนด์เสื้อผ้าที่เน้นสูทและเชิ้ตมาเป็นแบรนด์ที่มีความเซ็กซี่ในช่วงต้นยุค 2000 ด้วยการสไตลิ่งบนรันเวย์ เช่นเดียวกันกับ anr ที่รับเอาอิทธิพลแฟชั่นสมัยใหม่ของผู้ชายมาใช้ด้วย แฟชั่นโชว์ของ Zenith กลายเป็นความฮือฮาและเป็นแฟชั่นโชว์แรกๆ ของเมืองไทยที่นำเสนอนายแบบในชุดกางเกงว่ายน้ำทั้งหมด ซึ่งตอนนั้นก็เห็นจะมีเพียงแบรนด์อย่าง 27 November และ Issue เท่านั้นที่นำเสนอความเซ็กซี่ของผู้ชายในกางเกงว่ายน้ำผ่านเวทีแฟชั่นโชว์

ต้นยุค 2000 รูปแบบเสื้อผ้าผู้ชายจึงเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการหันมาสวมใส่เสื้อผ้าที่เข้ารูปอย่างชัดเจน รวมไปถึงความกล้าแต่งตัวมากขึ้น คำว่า ‘มิกซ์แอนด์แมตช์’ หรือที่แปลว่า ‘การผสมผสานหลากหลาย’ จึงเริ่มเข้ามามีบทบาทในการแต่งตัว หนึ่งในแบรนด์ไทยที่เรียกว่าฮือฮาที่สุด เพราะนำเสนอแนวคิดมิกซ์แอนด์แมตช์สไตล์แฟชั่นชั้นสูงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเรียลลิสติก ซิทูเอชั่น (Realistic Situation) หนึ่งในแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายภายใต้ร้านเฮดควอเตอร์ (Headquarter) ของ ใหม่-พลัฏฐ์ พลาฎิ

“เสื้อผ้าผู้ชายทางเลือกในท้องตลาดค่อนข้างน้อย เสื้อที่เป็นแฟชั่นจริงๆ ยังไม่ค่อยมีเท่าไร ถึงจะเป็นสตรีทแวร์ก็เป็นสตรีทแวร์แนวแมสทั่วไปไม่ใช่แนวแฟชั่น เฮดควอเตอร์จึงอยากให้เสื้อผ้าผู้ชายดูมีความเป็นแฟชั่นมากขึ้น ส่วนตัวผมเป็นคนชอบเสื้อผ้าแนววินเทจพวกแจ็กเก็ตในยุค 70s หรือพวกเสื้อโค้ต เราจึงนำเสื้อผ้าเหล่านั้นมาลดทอนหรือเพิ่มรายละเอียด เพราะตลาดเสื้อผ้าผู้ชายตอนนั้นเป็นสไตล์มินิมัลเสียส่วนใหญ่ เราจึงอยากสร้างมุมมองใหม่ หลายคนจึงมองว่าเสื้อผ้าของร้านเฮดควอเตอร์ดูเยอะ แต่ความจริงมันคือเสื้อที่สามารถใส่แค่ตัวเดียวก็จบได้” ใหม่-พลัฏฐ์อธิบายสิ่งที่ทำให้เฮดควอเตอร์ได้รับการพูดถึงในตอนนั้น

แต่เสื้อผ้าผู้ชายในสไตล์เรียลลิสติก ซิทูเอชั่น ก็ใช่ว่าจะถูกใจผู้ชายทั่วไปทุกคน เพราะความเป็นจริงมันเหมาะกับผู้ชายที่ชอบการแต่งตัวและมีความกล้ามากหน่อย เรียลลิสติก ซิทูเอชั่น จึงเป็นเพียงกระแสหนึ่งในหมู่แฟชั่นนิสต้าของประเทศเท่านั้น ขณะที่อีกแบรนด์ภายใต้การทำงานของเขาที่ชื่อ 4×4 Man กลับสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการแต่งกายของผู้ชายไทยได้ในที่สุด

“4×4 Man เริ่มต้นจากการไปออกแบบแคปซูลคอลเลกชั่นเล็กๆ ให้กับแบรนด์เสื้อผ้าเวิร์กแวร์ผู้ชายของเครือเซ็นทรัล เป็นสูท กางเกงสแล็ค เชิ้ต ทำไปทำมาทางผู้ใหญ่เห็นโอกาสทางด้านงานดีไซน์และการเติบโตทางธุรกิจ จากที่ให้ทำแค่ราวเดียวเลยกลายเป็นเต็มคอลเลกชั่น จากที่จะไปอยู่รวมกันกันแบรนด์อื่นๆ ในดีพาร์ตเมนต์สโตร์ก็กลายมาเป็นแบรนด์เดี่ยว จนในที่สุดกลายมาเป็น 4×4 Man ซึ่งใช้ระยะเวลาไม่นาน” ใหม่-พลัฏฐ์กล่าว

อาจเพราะเสื้อผ้าของ 4×4 Man นั้นเป็นลักษณะเสื้อผ้าทำงานปกติของผู้ชายเสียส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเชิ้ต กางเกงสแล็ค บวกสูทที่ใส่ลูกเล่นให้มีความเป็นแฟชั่นผ่านงานกราฟิกและเส้นสายทางสถาปัตย์ ต่างจากแบรนด์ห้างทั่วไปที่ห่างไกลจากคำว่าเท่เก๋ดูแฟชั่น 4×4 Man จึงเข้ามาทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างความต้องการนี้ และหลังจากความสำเร็จ เราจึงได้เห็นแบรนด์ดังรายอื่นเริ่มทำเสื้อแนวเดียวกันในที่สุด ใหม่-พลัฏฐ์ยังให้ข้อคิดที่น่าสนใจของการแต่งตัวของชายไทยกับเทรนด์แฟชั่นว่า

“ผู้ชายทั่วไปไม่ได้ตามแฟชั่นขนาดนั้น เขาไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ 2016 เทรนด์อะไรกำลังมา เขาจะเห็นเฉพาะเสื้อที่แขวนอยู่บนราว หรือโชว์อยู่หน้าร้าน ชอบก็ซื้อ ไม่ชอบก็ไม่ซื้อ เทรนด์ของผู้ชายมันผนวกอยู่กับไลฟ์สไตล์สูง เพราะเวลาเกินครึ่งหนึ่งของพวกเขาคือเวลาทำงาน เสื้อทำงานจึงมีความสำคัญมากสำหรับผู้ชายยุคนี้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากตามเทรนด์ ไม่อยากใส่เสื้อผ้าที่เป็นแฟชั่นนะ แต่ชีวิตเกินครึ่งเขาต้องใส่ชุดทำงานน่ะสิ”

แต่ก็ยังมีแบรนด์น้องใหม่ที่กล้าทำกล้าเสี่ยง นำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ๆ มาท้าทายความต้องการของผู้ชายยุคปัจจุบัน ประสบการณ์นี้เป็นประสบการณ์ตรงของสามพี่น้องตระกูลเฑียรฆประสิทธิ์ ที่สร้างแบรนด์เพนคิลเลอร์ (Painkiller) ในช่วงต้นยุค 2000s ผ่านเสื้อผ้าสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกที่มีความวินเทจนิดๆ ซึ่งผู้ชายไทยยังไม่เก๊ต (เข้าใจ) ในช่วงแรก

“อรเรียนที่ฝรั่งเศสมาตั้งแต่มัธยม พอกลับมาเมืองไทย ทำแบรนด์เพนคิลเลอร์ รู้สึกได้ว่าทำไมคนเขาไม่ได้แต่งตัวในแบบที่เราคุ้นเคย แต่อรก็ทำสิ่งที่ตัวเองชอบและคุ้นเคย เราเริ่มทำเสื้อผ้าในสไตล์ที่ยังไม่มีใครทำขึ้นมาเลยในวงการแฟชั่น ตอนแรกเราก็มีความงง ตอนที่เปิดร้านครั้งแรก คนมายืนมองดิสเพลย์ที่ร้านเหมือนไม่เคยเห็นเสื้อผ้าแบบนี้มาก่อน ทำไมอยู่ดีๆ เอาเสื้อผ้าแบบลุงๆ ป้าๆ รุ่นพ่อรุ่นแม่มาขาย คนไม่เข้าใจ ทำให้ช่วงแรกคนตั้งคำถามมากว่าผู้ชายเขาแต่งตัวกันอย่างนี้เหรอ” อร-สิริอร เฑียรฆประสิทธิ์ ดีไซเนอร์แบรนด์เพนคิลเลอร์ เล่าถึงการทำงานในช่วงแรกของเธอ

นอกจากนั้นเรายังได้เห็นการยืนหยัดในสไตล์ตนเองอันมีเอกลักษณ์ผ่านแบรนด์ดังอีกแบรนด์ที่ชื่อทูบว์แกลลอรี่ (Tube Gallery) ซึ่งเริ่มขึ้นในปี 2000 หรือแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนในสไตล์ชนเผ่าที่ชื่ออิชชู่ (Issue) ซึ่งเปิดตัวในปี 1999 โดยโรจน์-ภูภวิศ กฤตพลนารา “ผมก็แค่ทำในสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ บางทีเสื้อผ้าที่มีความแตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ก็มีข้อดีและข้อเสีย แต่กว่า 16 ปีที่ผ่านมามันทำให้เราเรียนรู้ว่าการทำแบรนด์ไม่ใช่แค่ออกแบบเสื้อผ้าอย่างเดียว การออกแบบเสื้อผ้ามีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องของเทรนด์ ใครคือกลุ่มลูกค้า หรืออะไรคือความต้องการของพวกเขา แต่ไม่ว่าอย่างไรเราก็ยังคงไว้ซึ่งการออกแบบเสื้อผ้าที่เรารักและคิดว่ามันเป็นตัวเรา” โรจน์-ภูภวิศกล่าว

FASHION NOW

ไม่เพียงแค่แบรนด์ที่ต้องมีเอกลักษณ์ในงานออกแบบอย่างชัดเจน การแต่งตัวของผู้ชายในปี 2010 ก็ต้องมีสไตล์ที่เป็นตัวของตัวเองด้วย เทรนด์สตรีทสไตล์และเสื้อผ้าวินเทจจึงกลับมาฮิตติดลมก่อเกิดตลาดเสื้อผ้าทางเลือกหลากหลาย ทั้งในแง่ของสไตล์ตลอดจนระดับราคา จนทำให้ยุคนี้ไม่มีเทรนด์ไหนที่โดดเด่นแบบใส่กันทั้งบ้านทั้งเมืองเหมือนในอดีต นี่จึงเป็นเทรนด์ให้เกิดแบรนด์แนวใหม่ที่เป็นแบบร้านค้ามัลติเลเบลหรือมัลติสโตร์ (ร้านที่รวมหลายๆ แบรนด์และสินค้าหลากหลายประเภทจำหน่ายในร้านเดียวกัน) ดังตัวอย่างของแบรนด์สุภาพบุรุษแนวมัลติเลเบล ชั้น 3 สยามเซ็นเตอร์ ที่ชื่อ Gin & Milk ซึ่งเน้นแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายเลือดใหม่ที่มีคุณภาพในการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็น Leisure Project, P.Mith, SSAP NYC และอีกหลายแบรนด์ ซึ่งข้อดีของร้านมัลติเลเบลคือ ลูกค้าสามารถหาซื้อเสื้อผ้าที่ตอบโจทย์ตนเองได้ในร้านเดียว

ฟลุค-วัฒนเกียรติ พัชรโชคมงคล Senior Section Manager ร้าน Gin & Milk เล่าให้เราฟังถึงแนวคิดร้าน รวมไปถึงวิธีการทำงานที่ไม่เพียงพยายามหาแบรนด์ไทยเลือดใหม่มารวมกันเพื่อให้เกิดโอกาสซื้อให้มากที่สุด “การทำแบรนด์ในปัจจุบันยังต้องมองถึงเรื่องระดับของราคาที่ทำให้เกิดการจับจ่ายง่าย รวมไปถึงการมองดูเทรนด์ที่เกิดขึ้นเพื่อทำให้มีชิ้นที่ขายได้คล่องมากขึ้นอีกด้วย”

ความหลากหลายที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ ระดับราคา หรือสไตล์ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ จึงทำให้เกิดภาพการเติบโตของวงการแฟชั่นเสื้อผ้าผู้ชายไทยอย่างยิ่งใหญ่ แต่ดีไซเนอร์หลายคนกลับให้ความเห็นตรงกันว่ามันคือการเติบโตในวงแคบๆ เท่านั้น และจะไม่โตไปมากกว่านี้ ดูได้จากลูกค้ากลุ่มหลักของแบรนด์ดีไซเนอร์ไทยที่สยามเซ็นเตอร์ที่มักเป็นลูกค้าต่างประเทศถึงมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ สิ่งหนึ่งที่ทำให้แบรนด์ไทยไม่สามารถเติบโตไปมากกว่าการเป็นแบรนด์ในประเทศเล็กๆ เพราะนักธุรกิจไทยไม่เคยมองมันเป็นธุรกิจที่ทำเงินอย่างแท้จริง มันจึงไม่มีการลงทุนเพื่อให้แบรนด์เติบโตในระดับโลกได้ในที่สุดนั่นเอง

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

เหลือเชื่อ! 4 ประโยชน์ควรรู้ที่จะได้จากการทำสปา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.ย. 2559 14:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713288


เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ร่างกายต้องการพักผ่อน ทำอย่างไรดี สัปดาห์นี้คู่มือคนเมือง ไทยรัฐออนไลน์ เรามีโอกาสได้ไปเยือน ‘เอวาปุรี มาสสาจแอนด์สปา’ ซึ่งบอกเลยว่านับเป็นสถานที่ทำสปาที่สามารถมอบช่วงเวลาการพักผ่อนให้กับผู้มาเยือนได้เป็นอย่างดี โดยในครั้งหน้าเราจะไปสแกนทุกซอกทุกมุม ว่าที่นี่มีอะไรบ้างมาให้ได้ชมกัน แต่วันนี้เรียกน้ำย่อยด้วยการนำประโยชน์ของการทำสปามาบอกต่อกัน…

การดูแลสุขภาพร่างกายและผิวพรรณ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหลังจากการทำงานในแต่ละวันแล้วร่างกายและสมองก็ควรได้รับการปรนนิบัติดูแลเป็นอย่างดี ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จะเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง แต่อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยสร้างความผ่อนคลายให้กับสุขภาพกายและสุขภาพจิตได้อย่างดีนั้นก็คือการทำสปา

โดยวันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ได้พูดคุยกับกูรูด้านการทำสปา ภูริตา อุษณาภิรักษ์ ผู้บริหารเอวาปุรี มาสสาจแอนด์สปา ได้พูดถึง 4 ประโยชน์หลักที่ได้จากการทำสปามีดังต่อไปนี้

1. ผ่อนคลายสุขภาพกายและสุขภาพจิต

เพราะทุกวันนี้ความเครียดนับเป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ผิวแย่ลง ดังนั้นการทำสปาจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้สุขภาพผิวอ่อนเยาว์ขึ้น

2. ช่วยทำให้ผิวพรรณดูสดใสเปล่งปลั่ง

เพราะการทำสปาส่วนหนึ่งก็คือการดีท็อกซ์ของเสียออกจากผิวที่ได้รับผลกระทบจากมลภาวะต่างๆ ในแต่ละวัน การทำสปาจึงเป็นการทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึกและขจัดสิ่งอุดตันจากรูขุมขน และเมื่อทำสปาด้วยการเติมทรีทเมนต์ผิวด้วยการขัดหรืออบไอน้ำ ก็จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปยังผิวทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น

3. ผิวจะสามารถซึมซาบครีมบำรุงผิวได้ดียิ่งขึ้น

เพราะความมันและสิ่งสกปรกที่ตกค้างบนผิวจะสกัดกั้นการดูดซึมของครีมบำรุงผิว ดังนั้นหลังจากการทำสปาโดยการเคลียร์ผิวให้สะอาดแล้ว ครีมบำรุงผิวต่างๆ ก็จะสามารถซึมลงสู่ผิวได้ง่ายและลึกยิ่งขึ้น

4. ช่วยป้องกันริ้วรอยและผิวหย่อนคล้อย

การทำสปาด้วยการนวด จะทำให้ผิวได้รับการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ซึ่งจะทำให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์ และส่งผลให้ผิวกระชับเต่งตึงมากขึ้น

*ล้อมกรอบ*

พิกัด: ‘เอวาปุรี มาสสาจแอนด์สปา’ ชั้น 4 เจ-อเวนิว ทองหล่อ เปิดตั้งแต่เวลา 10.30-00.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-712-9666

 

ฉีกกฎจำเจ ค้นหาสไตล์ที่ใช่!! อัพลุคใหม่ 30 ไอเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717640


ไอเดียบรรเจิดสุดในสามโลก ห้างเซ็นทรัล ลุกขึ้นมาชวน 30 ไฮโซคนดังและเซเลบริตี้แถวหน้าของเมืองไทย สร้างลุคสวยในแบบฉบับตัวเอง กับ 30 วัน 30 สไตล์ ภายใต้แคมเปญ “Central 30Days30Looks” เพื่อจุดประกายให้เหล่าแฟชั่นนิสต้าได้ค้นหาสไตล์ที่ใช่ และสนุกกับการแต่งตัว โดยไม่ตามกระแสซ้ำซากจำเจ

นำขบวนสร้างสีสันโดยแฟชั่นสไตลิสต์ตัวพ่อ “หนุ่ม-อภิวัฒน์ ยศประพันธ์” ให้ไอเดียว่า การแต่งตัวไม่มีผิดถูก อยู่ที่ว่าชอบหรือไม่ชอบ แต่ต้องพิจารณาให้เหมาะกับหน้าที่การงาน และกาลเทศะด้วย คนเราแต่งตัวมีสไตล์ มีความเป็นตัวของตัวเองก็จริงอยู่ แต่อย่าโฟกัสแค่การมีสไตล์ จนมองข้ามความเหมาะสม ความถูกต้อง และกาลเทศะ แคมเปญนี้ เราต้องการให้คนทั่วไปเห็นและสร้างสไตล์ให้กับตัวเอง โดย 30 ลุค ที่ถ่ายทอดจากสไตล์การแต่งตัวของเซเลบริตี้ทั้ง 30 คน สามารถนำไปปรับใช้ได้ บางคนอาจไม่เคยคิดว่า ใส่แบบนี้แล้วจะเหมาะกับเรา แต่อยากชวนให้ลองดู อาจจะเจอสไตล์ที่ใช่ ในแบบของตัวเราเอง

ด้าน “แม่อุ๊-มณฑ์ลัชชา สกุลไทย” บอกเล่าเคล็ดลับว่า เมื่อก่อนจะชอบแต่งตัวแนวญี่ปุ่น เป็นแฟน “กอมเด กาซอง” กับ “โยจิ ยามาโมโตะ” ซึ่งไม่ค่อยมีสีสัน แต่หลังๆมาเริ่มสนใจแบรนด์ไทยดีไซเนอร์ โดยหนึ่งในแบรนด์โปรดคือ“Anchavika” ตอนแรกก็ไม่ค่อยอินในสไตล์ แต่พอลองใส่แล้วมีเสียงตอบรับดี มีแต่คนชม ทำให้มั่นใจ และรู้สึกว่ามันใช่สำหรับเรา เลยใช้แบรนด์นี้เรื่อยมา

หนึ่งในแฟชั่นไอคอนแห่งยุค ต้องยกให้ “ดวง-วรรณพร โปษยานนท์” ร่วมจุดประกายว่า สไตล์ของดวงจะหลากหลาย แต่ชอบผสมผสานความ

เป็นมัสคิวลิน เฟมินีน เน้นแต่งตัวแบบผู้หญิงลุคเท่ๆ ทะมัดทะแมง โดยหยิบแฟชั่นไอเท็มที่เป็นสไตล์ผู้ชายมาแมตช์ในสไตล์ของผู้หญิง ดวงเป็นเวิร์คกิ้งวูแมนต้องกระฉับกระเฉง ฉะนั้น จะเห็นว่าเสื้อผ้าส่วนใหญ่จะไม่เกิร์ลลี่จนเกินไป สไตล์ที่ชอบเป็นแจ็คเก็ตที่ไม่เรียบ แต่มีความแฟชั่น ประเภทแขนใหญ่ๆ เหมือนโคคูล (รังไหม) ส่วนไอเท็มที่ขาดไม่ได้คือการ ใส่ทักซิโด้ เบรเซอร์คัตติ้งเนียบกับกางเกงเท่ๆสีดำ

อัพเดตตู้เสื้อผ้าให้จี๊ดจ๊าดขึ้นได้ที่ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา และเซน รวมถึงศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี พร้อมรับโปรโมชั่นส่วนลดสุดพิเศษ “Central/Zen The 1 Card X-Treme” วันนี้ ถึง 25 ก.ย.59.

ดีไซเนอร์เลือดไทยสุดปัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717648


เรื่องงานฝีมือต้องอาศัยการประดิดประดอย คนไทยมีพรสวรรค์ชนิดหาตัวจับยาก เพื่อส่งเสริมนักออกแบบรุ่นใหม่ ที่มีไอเดียสร้างสรรค์อย่างมีเอกลักษณ์ สร้างเลือดใหม่ให้วงการแฟชั่นไทย สำนักส่งเสริมการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ บุกเบิก “โครงการพัฒนาผู้ประกอบการสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย 2559 เพื่อเจาะตลาดสหรัฐอเมริกา” เปิดเวทีให้นักออกแบบจิวเวลรี่และเครื่องประดับรุ่นใหม่ ได้เข้าร่วมการ อบรมอย่างเข้มข้น เพื่อพัฒนาสินค้าให้เหมาะกับตลาดสหรัฐอเมริกา พร้อมนำผลงานมาจัดแสดงให้ตื่นตาตื่นใจในงาน “บางกอก เจมส์ แอนด์ จิวเวลรี่ ครั้งที่ 58” ณ อาคารชาเลเจอร์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ ถึง 11 ก.ย.59

น่าชื่นชมในไอเดียสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ ต้องยกให้ “Ornaments & L’Or” โดย “สุพัจนา ลิ่มวงศ์” ครีเอทเครื่องประดับจากผ้าไหมปักธงชัย เพื่อนำเสนอภูมิปัญญาสร้างสรรค์ของผ้าไหม ที่เปลี่ยนรูปมาเป็นเครื่องประดับระดับสากล

ด้าน “PILANTHA” (ปิลันธา) ผลงานออกแบบของ “จุฑาพัชร์ นิเวศรัตน์” หยิบคุณค่าความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และชีวิตความเป็นอยู่ ผนวกกับงานออกแบบเครื่องประดับ ตอกย้ำความเชื่อที่ว่าทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวล้วนมีเอกลักษณ์ มีสัญชาติ มีเรื่องราวเป็นของตนเอง

สำหรับ “SARRAN” (ศรัณย์) โดย “ศรัณย์ อยู่คงดี” นำหัตถกรรมการประดิษฐ์ดอกไม้ในวังหลวงมาประยุกต์ ตั้งแต่การขึ้นรูป ตอกงาน ไปจนถึงการย้อมสี เพิ่มเสน่ห์ด้วยการผสมผสานกลิ่นหอมของบุหงาในเครื่องประดับทุกชิ้น.