NORIKO ดึงเสน่ห์ผ้าไทยสร้างความงามร่วมสมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710470


เป็นหนึ่งในแบรนด์แฟชั่นไทยไม่กี่แบรนด์ ที่หยิบเสน่ห์ของผ้าไทย และผ้าพื้นถิ่น มาสร้างสรรค์เป็นเสื้อผ้าได้อย่างร่วมสมัย สำหรับ NORIKO ภายใต้การนำของ “นงนาถ จิรกิติ” ดีไซเนอร์ทายาทรุ่นสองของห้องเสื้อในตำนาน ล่าสุด จัดแฟชั่นโชว์เอ็กซ์คลูซีฟครั้งแรกในรอบ 10 ปี “NORIKO Showcase Gallery 2016” ณ ชั้น 1 ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ โดยชูคอนเซปต์ “The Colour of Tribes” สไตล์ชนเผ่าร่วมสมัย ผ่าน 25 ลุค ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวตามแบบฉบับของโนริโกะ

ในฐานะดีไซเนอร์ผู้สืบสานห้องเสื้อโนริโกะ ซึ่งมีชื่อเสียงยาวนานถึง 55 ปี “นงนาถ จิรกิติ” บอกเล่าว่า กว่าครึ่งศตวรรษที่ห้องเสื้อโนริโกะอยู่คู่กับสาวๆ ที่หลงใหลการแต่งตัวอย่างมีสไตล์ และเอกลักษณ์เฉพาะตัว แม้กาลเวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษ แต่ จนถึงวันนี้โนริโกะก็ยังเน้นการผสมผสานผ้าไทยและผ้าพื้น เมืองจากประเทศต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์แฟชั่นในรูปแบบ ร่วมสมัย และสามารถนำมามิกซ์แอนด์แมตช์กันได้ทุกชุด จะเห็นว่าเสื้อผ้าทุกชุดในทุกคอลเลกชั่นจะต้องมีผ้าไทยเป็นแกนหลักเสมอ เนื่องจากผ้าไทยเป็นผ้าที่สวยในตัวเอง แต่การจะออกแบบตัดเย็บให้เป็นเสื้อที่สวยเมื่อสวมใส่ ค่อนข้างเป็นเรื่องยาก ดีไซเนอร์จึงต้องมีความเชี่ยวชาญ รวมทั้งต้องทำความรู้จักกับเอกลักษณ์ของผ้าทุกชิ้นว่าสามารถนำมาตัดเย็บเสื้อผ้าดีไซน์ใดได้บ้าง เพื่อให้ดูกลมกลืน และสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน.

10 ไอเท็มแฟชั่นชวนงงแห่งปี รวยไม่พอ ต้องกล้าด้วย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 2 ก.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/701995


แฟชั่นคือเรื่องของการออกแบบที่เน้นความสดใหม่ เหล่านักออกแบบแบรนด์ดังจึงต่างพากันคิดค้นสินค้าหน้าตาแปลกใหม่ออกมาสร้างสีสัน หลายครั้งก็ทำให้รู้สึกว่ามันแปลกเกินไปไหม? หรือใครกันจะซื้อใส่? โดยเฉพาะ 10 ไอเทมชวนงงประจำปี ที่คนใส่นอกจากต้องกระเป๋าหนักแล้ว ต้องมีความกล้าด้วยจึงจะได้ใช้

1. กระเป๋าสายรุ้ง แอนด์ ถุงอิเกีย จาก Balenciaga

กลายเป็นเรื่องทอล์กออฟเดอะทาวน์ตั้งแต่ยังไม่วางขาย เมื่อนายแบบและนางแบบจากบาเลนซิเอก้า (Balenciaga) ภายใต้การดูแลของ เดมนา กวาซาเลีย (Demna Gvasalia) เดินออกมาพร้อมกระเป๋าหนังใบยักษ์ที่หน้าตาคล้ายกับถุงกระสอบสายรุ้ง และถุงกระสอบอิเกียที่เราคุ้นเคย คำถามสำคัญจึงเป็น… คุณจะซื้อถุงสายรุ้ง และถุงอิเกีย ผลิตจากหนังที่แปะป้ายราคาหลักแสนไหม?

2. แจ็กเก็ตออกกำลังกายล่อแสงไฟ จาก Burberry

หากคุณเป็นหนุ่มสตรีท ที่ชอบเสพเสื้อผ้าจากแบรนด์สปอร์ตแวร์ คุณต้องคุ้นเคยกับแจ็กเก็ตแทร็ก (Track Jacket) แต่สำหรับแบรนด์ดังจากเกาะอังกฤษนามเบอร์เบอร์รี่ (Burberry) ถ้าคิดจะผลิตแจ็กเก็ตแทร็ก แจ็กเก็ตนั้นย่อมไม่ธรรมดา ด้วยแรงบันดาลใจจาก เดวิด โบวี่ (David Bowie) แจ็กเก็ตแทร็กหน้าตาบ้านๆ จึงดูซ่าท้าทายขึ้นด้วยการปักเลื่อมทั่วตัวล่อแสงไฟยามราตรี เหมาะมากกับหนุ่มปาร์ตี้ที่ต้องการซีนเด่น

3. เสื้อกล้ามสนูปปี้ จาก Gucci

เรารู้ว่ามันน่ารักมาก เพราะสนูปปี้คือหนึ่งในตัวการ์ตูนที่หลายคนชื่นชอบ รวมถึง อเลสซานโดร มิเคเล (Alessandro Michele) แห่งกุชชี่ (Gucci) ที่ปล่อยตัวการ์ตูนจากเรื่องพีนัทส์ (Peanuts) มาเดินเล่นบนรันเวย์คอลเล็กชั่นล่าสุด ซึ่งถ้าคุณคิดว่าทีเชิ้ตลายตัวการ์ตูนพีนัทส์ในไลน์ UT ของ Uniqlo นั้นเท่ไม่พอสำหรับคุณ จะลองซื้อเสื้อกล้ามลายสนูปปี้จากกุชชี่มาใส่เล่นด้วยก็ไม่มีใครว่า

4. กระเป๋าวิทยุแร็พโย่แนวพกพา จาก Dolce & Gabbana

ท่าทางค่ายแบรนด์เครื่องเสียงแบบพกพาต้องพากันหนาวสั่น เมื่อแบรนด์โดลเช่ แอนด์ กาบบานา (Dolce&Gabbana) ปล่อยกระเป๋าถือกึ่งลำโพง หน้าตาคล้ายวิทยุแนวเรโทร ออกสู่ตลาด ที่สำคัญมันสามารถเสียบสมาร์ทโฟนแล้วเปิดเพลงเสียงดังได้จริง ทั้งยังทำหน้าที่เก็บสัมภาระสำหรับหนุ่มๆ สมัยใหม่ได้ด้วย หากคุณยังไม่มีลำโพงต่อบลูทูธแนวพกพาแล้วล่ะก็ จะรอซื้อกระเป๋าแถมลำโพงจากโดลเช่ แอนด์ กาบบานา ก็ดูเข้าที

5. โอเวอร์โค้ทประดับแถบพลังงานแสงอาทิตย์ จาก Junya Watanabe

อาจเป็นไปได้ว่ามนุษย์โลกยุคสมาร์ทโฟนจะมีปัญหาเดียวกันคือ แบตฯ โทรศัพท์หมดตลอดเวลา แล้วหาที่ชาร์จไม่ได้ ดีไซเนอร์รุ่นเก๋านาม จุนยา วาตานาเบ (Junya Watanabe) จึงหาทางออกด้วยการออกแบบคอลเล็กชั่นล่าสุดให้มีแผ่นโซลาร์เซลล์ชิ้นเล็กๆ ติดไปตามโอเวอร์โค้ท เพื่อทำหน้าที่ชาร์จแบตสมาร์ทโฟนให้คุณได้เดินหาโปเกมอนกันได้ตลอดวัน

6. ชุดวันเกิด จาก Comme des Garçons Homme Plus

นี่คงเรียกได้ว่าเป็นชุดวันเกิดอย่างเต็มปาก เมื่อนายแบบของกอม เดส์ การ์ซงส์ ออมม์ พลุส (Comme des Garçons Homme Plus) ในคอลเล็กชั่นประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน ปี ค.ศ. 2017 เดินออกมาในชุดจัมพ์สูททำจากพีวีซีใส จนเห็นทะลุปรุโปร่งไปถึงข้างใน พร้อมกับวลีเด็ดที่ถูกสกรีนว่า “The King Is Naked” ซึ่งสิ่งนี้ทำให้นึกถึงนิทานเด็กเรื่องฉลองพระองค์ใหม่ของพระราชา ที่เขียนโดย ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน (Hans Christian Andersen)

7. กระเป๋ากล่องใส จาก Louis Vuitton

กระเป๋าที่ทำจากพีวีซีใสนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่ถ้ามีลายพิมพ์รูปสัตว์ หรือมีลักษณะคล้ายกับหีบหรือกล่องใส่เครื่องดนตรีแบบพกพา รับรองว่ายังไม่เคยมีบนรันเวย์ดัง นี่คือกระเป๋าใบเด่นจากโชว์ในคอลเล็กชั่นประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน ปี ค.ศ. 2017 จากหลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) ที่พาเราเดินทางไปสู่แอฟริกากับทริปซาฟารี ที่ดูเหมือนลูกทัวร์จะต้องแต่งตัวจัดเต็มถึงจะได้ออกเดินทางไปด้วยกัน

8. ชุดประดาน้ำแต่ลวงตาเป็นชุดสูท จาก Thom Browne

หากการแต่งตัวในแต่ละวันมันยากนัก ที่จะต้องหยิบชิ้นโน้นมาผสมกับชิ้นนี้ แบรนด์ดังนาม ทอม บราวน์ (Thom Browne) ก็มีทางออกให้ ด้วยของแปลกใหม่กับคอลเล็กชั่นประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน ปี ค.ศ. 2017 ที่เป็นชุดประดาน้ำผ้านีโอพรีน แต่มีการพิมพ์ลายและการเดินเส้นตกแต่งให้หน้าตาเหมือนแจ็กเก็ตสูท ชุดนี้จึงเหมาะมากกับหนุ่มที่อยากนั่งออฟฟิศทำงานแต่พร้อมกระโดดลงทะเลในเวลาเดียวกัน

9. เสื้อยืดพนักงาน DHL จาก Vetements

ใครจะไปคิดว่าอยู่ๆ เครื่องแบบพนักงาน DHL จะกลายเป็นของไฮแฟชั่นในชั่วข้ามคืน ทีเชิ้ต DHL ราคาหลักหมื่น ปรากฏโฉมที่แบรนด์เวตมองต์ (Vetements) ด้วยการย้ายตัวหนังสือมาอยู่ตรงกลาง แล้วขีดเส้นลากยาวสักหน่อยให้ไม่ซ้ำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทีเชิ้ตต้นแบบของ DHL นั้นสามารถสั่งซื้อได้ทางออนไลน์จากเว็บ dhlonlinestore.com ซึ่งราคาถูกกว่ามากหลายเท่าเลยทีเดียว

10. แจ็กเก็ตไบเกอร์เอวลอย จาก Versace

นี่คือผลลัพธ์ของการจับแจ็กเก็ตสิงห์นักบิดมาผสมกับชุดนักบินอวกาศ ก่อนเติมความเผ็ดด้วยความเซ็กซี่สไตล์เวอร์ซาเช (Versace) ผลจึงเป็นแจ็กเก็ตหน้าตาแปลกใหม่เอวลอย ที่ออกแบบมาไว้ให้หนุ่มกล้ามซิกแพ็กได้สวมในขณะที่ยังสามารถโชว์ลูกระนาดที่ท้องของคุณ

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

นุ่ม เนียน เด้ง! เสิร์ฟ 5 ไอเทมใช้แล้วปลื้มขั้นสุด ผิวใสกระชากใจหนุ่ม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ส.ค. 2559 14:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/706649


สวัสดีสาวๆ ชาวออฟฟิศทุกคน ได้เวลามาอัพเดตความงามกันเช่นเคยนะจ๊ะ สัปดาห์นี้เรามีไอเทมเด็ดเพื่อผิวสวยมาฝากกัน เพราะเราเชื่อว่าผิวที่มีสุขภาพดี ย่อมสวยเจิดจรัสมากกว่าสวยด้วยเมคอัพที่ประโคมเครื่องสำอางหนา 8 ชั้นแน่นอนบิวตี้ไอเทม ไทยรัฐออนไลน์ คราวนี้เรายังตามสกินแคร์คุณภาพดีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ช่วยทำความสะอาดผิวหน้า ผิวกาย ผิวริมฝีปากได้อย่างล้ำลึก พร้อมแล้วมาเช็กลิสต์กันเลย

1. เซรั่มเด็ด ที่มาแรงที่สุดนาทีนี้

เริ่มจากผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าที่ได้รับการบอกต่อมากที่สุด นั่นคือ Estee Lauder Advanced Night Repair บอกตรงๆ ตอนแรกเราก็ไม่คิดว่ามันจะดีอะไรขนาดนั้น แต่เนื่องจากเห็นเพื่อน 2 คน ซื้อมาลองใช้ ปรากฏว่านางปลื้มปริ่มกันทีเดียว เราเลยตัดสินใจซื้อตัวเทสต์ขวดจิ๋วๆ มาลองบ้าง และผลลัพธ์ก็ดีเกินคาด

น้องใหม่ เพิ่งลองได้ไม่นาน แต่เลิฟสุดๆ

ทดลองใช้ : ลักษณะเซรั่มเป็นสีขาวขุ่น เข้มข้น เนื้อเซรั่มดูเหนียวนิดๆ แต่พอทาลงบนผิวแล้วซึมซาบเร็ว มอบความชุ่มชื่นได้พอประมาณ แต่เราเป็นคนหน้ามันเลยไม่ทาเยอะ กลัวหน้าเยิ้ม เราทาก่อนนอนมา 4-5 คืน ตื่นเช้ามาปรากฏว่า หน้านุ่มขึ้นจนรู้สึกได้ ผิวหน้าดูเนียนใส แต่สำหรับเรามันไม่ช่วยเรื่องรูขุมขนกว้างเท่าไร (อย่างที่บอกว่าเราเป็นคนหน้ามัน ซึ่งผลลัพธ์มันขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคนด้วย)

2. ชีทมาส์กอะโวคาโด

เนื่องจากเราเป็นคนชอบมาส์กหน้าก่อนนอน ก็เลยไปค้นพบชีทมาส์กตัวเด็ด ลองแล้วปลื้มมาก คือ RJK Best Avocado Serum Mask จากแบรนด์ Rojukiss ของเกาหลีที่สาวๆ หลายคนรู้จักดี ตัวนี้เป็นมาส์กแบบแผ่นสำลี ข้างในแช่เซรั่มใสๆ ไว้จนชุ่ม มีส่วนผสมของวิตามิน A C D ที่ช่วยต่อต้านริ้วรอยก่อนวัย มีมอยส์เจอร์ไรเซอร์ แนะนำว่าให้แช่ตู้เย็นก่อน พอนำมาใช้จะได้เย็นสดชื่นสบายผิว

ทดลองใช้ : พอแกะออกมาก็ค่อยๆ คลี่แผ่นมาส์กออก เนื้อเซรั่มบนแผ่นมาส์กเป็นลักษณะเจลใส ไม่มีสี มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ลองแต้มมาทาลงบนหน้ารู้สึกว่ามันซึมซาบเร็วดี ไม่เหนียวเหนอะหนะ ตื่นตอนเช้ามารู้สึกหน้านุ่มดี ผิวดูเรียบเนียน กระชับรูขุมขน หน้าใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

3. โลชั่นฆ่าแบคทีเรีย เคลียร์ปัญหาสิว

อีกอย่างที่เราใช้อยู่และรู้สึกว่ามันก็ใช้ดีเลยแหละ ดูขวดเล็กๆ แต่ใช้ได้ตั้งนาน สิ่งนี้คือ Acne Lotion Dr. Somchai มันเป็นโลชั่นทาผิวสำหรับผู้ที่ผิวมีแนวโน้มเป็นสิวง่าย ผิวอย่างเรานี่แหละทั้งมันทั้งเป็นสิวอุดตันง่าย เราเลยต้องซื้อตัวนี้ติดบ้านไว้ มีสรรพคุณบอกว่าช่วยลดความมัน สมานผิวกระชับรูขุมขน ลดการอุดตันและการสะสมของแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว

ทดลองใช้ : ตอนแรกเห็นมันเป็นโลชั่นน้ำใสๆ กลัวสิวไม่หายเลยประโคมเข้าไปเยอะ ผลคือแสบหน้ามากจ้า! ถ้าใครซื้อมาลองใช้ อย่าใช้เยอะแบบนี้นะคะ เดี๋ยวหน้าเยิน พอพักผิวไป 2-3 วัน ลองกลับมาใช้ใหม่ โดยใช้เฉพาะช่วงก่อนมีประจำเดือน ส่วนตัวคือช่วงนั้นผิวหน้ามันเยิ้มมากกว่าปกติ และเป็นสิว ส่วนวิธีใช้ก็คือทาทีละหยด แต้มลงไปบนจุดที่สิวชอบขึ้นบ่อยๆ รวมถึงบริเวณทีโซนที่ผิวหน้ามันเร็ว ผลลัพธ์คือ ผิวหน้ามันน้อยลง สิวก็น้อยลงด้วย ชนะเลิศ!

4. บำรุงผิวริมฝีปากกันเถอะ

มาถึงริมฝีปากกันบ้าง ไม่อยากให้สาวๆ มองข้าม ถ้าวันไหนปากแห้งลอกเป็นขุย วันนั้นคือหายนะ บอกเลย! ดังนั้นต้องใส่ใจผิวปากนิดนึง เราเคยใช้ สีผึ้งแม่เลียบ อันโด่งดังเหมือนกัน ใช้ดีบอกต่อจริงๆ! แต่ใช้ได้แค่ก่อนนอน เพราะเนื้อขี้ผึ้งเหนียวเหนอะมาก แต่ถ้าจะเอาแบบพอดีๆ แต่คุณภาพไม่แพ้กัน เราแนะนำ Carmex Original Lip Balm และ Blistex Medicated Lip Balm ทั้ง 2 ยี่ห้อนี้เราใช้มาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ในความเห็นของเราคือใช้ดีที่สุดแล้ว

ทดลองใช้ : อันแรกเนื้อลิปจะใสๆ พอทาปากแล้วรู้สึกเหนอะนิดหน่อย แต่พอนวดและเม้มปากไปเรื่อยๆ ก็ซึมเข้าสู่ผิว ปากนุ่มชุ่มชื่นดี มีความเย็นนิดๆ จากเมนทอล ปากชุ่มได้ทั้งวันแทบไม่ต้องเติม ส่วนตัวที่สองเนื้อลิปคล้ายๆ ขี้ผึ้ง เหนียวเหนอะในตอนแรก แต่พอผ่านไปสักพักก็ซึมซาบดีเหมือนกัน ปากชุ่มนุ่มนาน ทาทิ้งไว้สักพักก่อนเติมลิปสติก สวยเริด!

5. สครับผิวสวย ด้วยมะขามกาแฟ

มาถึงการดูแลผิวหน้าและผิวกายด้วยการใช้สครับ ครั้งนี้เราแนะนำเป็น ชลสุวรรณสครับมะขามกาแฟ จริงๆ สครับแบบนี้มีหลากหลายแบรนด์ เลือกเอาตามชอบใจ แต่ต้องเลือกที่อ่อนโยนต่อผิวด้วยนะ ตัวที่เราใช้มีส่วนผสมคือ เกลือสปาขัดผิว น้ำผึ้ง น้ำนม ผงแตงกวา น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ มะขาม และกากกาแฟ ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ทำให้ผิวขาวใส มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอริ้วรอย ยิ่งถ้าผสมนมสดเข้าไปด้วยก็ยิ่งทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น

ทดลองใช้ : สูตรที่เราใช้ประจำคือ นำสครับมะขามกาแฟมาผสมกับนมสด แล้วสครับผิวกายให้ทั่ว เราไม่ใช้กับผิวหน้านะ เพราะมะขามมีกรดสูง ผิวแพ้ง่ายไม่ควรเสี่ยง หลังจากล้างสครับออกผลลัพธ์คือ ผิวนุ่มลื่นขึ้นทันทีในครั้งแรก ผิวชุ่มชื่น เด้ง และรู้สึกสะอาดล้ำลึกกว่าการอาบน้ำธรรมดาทั่วไป ควรทำต่อเนื่องสัปดาห์ละครั้งเพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

หวังว่าทั้ง 5 ไอเทมนี้จะช่วยให้สาวๆ มีผิวหน้า ผิวกาย ผิวปาก ที่สวยเด้งนุ่มเนียนสดใสได้ดั่งใจกันนะคะ แล้วกลับมาติดตามเรื่องราวความงามดีๆ แบบนี้ได้ใหม่คราวหน้าจ้า!

 

ผลักดันดีไซเนอร์ไทยหน้าใหม่สู่เวทีโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/705414


ประสงค์ นิลบรรจง รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พร้อมคณะผู้บริหาร ZEN และ Harper’s Bazaar Thailand ร่วมแสดงความยินดีกับสุดยอดดีไซเนอร์หน้าใหม่.แสดงจุดยืนสนับสนุนผลงานนักออกแบบไทยหน้าใหม่ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับนานาชาติ สองผู้นำวงการแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ระหว่าง เซน ไลฟ์สไตล์เทรนด์ เมกะสโตร์ โดย ณัฐธีรา บุญศรี และ นิตยสาร Harper’s BAZAAR ประเทศ ไทย โดย บก. บห. ดวง โปษยานนท์ จึงจับ มือกันประกาศผลสุดยอดดีไซเนอร์หน้าใหม่ ตัวแทนประเทศไทยเข้าแข่งขันในเวทีแฟชั่นระดับเอเชีย ภายใต้โครงการ Harper’s BAZAAR Asia New Gen Fashion Award 2016 ณ ZEN Event Gallery ชั้น 8 ห้างสรรพสินค้าเซน เมื่อเร็วๆนี้

บอสใหญ่ห้างสรรพสินค้าเซน กล่าวว่า โครงการนี้มีส่วนสำคัญในการช่วยส่งเสริมผลงานของคนรุ่นใหม่ให้มีเวทีแสดงความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่ รวมถึงมีโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานจริงจากผู้ที่คร่ำหวอดในวงการแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ การสร้างแบรนด์ และแผนการตลาด เพื่อพัฒนาศักยภาพเด็กไทยให้กลายเป็นดีไซเนอร์ระดับแถวหน้าของเอเชียในอนาคต สอดคล้องกับห้างเซนที่มีแนวคิดสนับสนุนผลงานนักออกแบบรุ่นใหม่มาโดยตลอด และเราก็ภาคภูมิใจกับผลงานของไทยดีไซเนอร์มาก โดยเปิดพื้นที่ให้แบรนด์ไทยที่มีเอกลักษณ์หลาก หลาย ได้มีช่องทางโชว์ผลงานให้กลุ่มลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ซึ่งห้างเซนเปรียบเสมือนเป็นสื่อกลางระหว่างนักออกแบบไทยและกลุ่มลูกค้า เพื่อสร้างแบรนด์ให้แข็งแรง และเพิ่มมูลค่าสินค้าในวงการธุรกิจแฟชั่นต่อไป

สำหรับผลงานชนะเลิศชื่อ THE TIPS ของ จิรวัฒน์ ธำรงกิตติกุล ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแกลเลอรี่ภาพในหนังสือ WILDERMANN โดย Charles Fréger ชาวฝรั่งเศส ที่รวบรวมภาพพิธีกรรมอันเก่าแก่ และเฉลิมฉลองตามฤดูกาล ความอุดมสมบูรณ์ของชีวิตและความเชื่อ การปลอมตัวแปลงกายในรูปแบบ ต่างๆ ซึ่งนอกจากจะได้เงินรางวัล 100,000 บาท ยังได้เป็นตัวแทนประเทศไทยร่วมการแข่งขันระดับเอเชียที่ประเทศสิงคโปร์ และมีโอกาสเข้าชิงทุนการศึกษาปริญญาโทด้าน Fashion Management สถาบันออกแบบ Istituto Marangoni ของประเทศอิตาลีเป็นเวลา 1 ปี มูลค่ากว่า 1,600,000 บาทอีกด้วย.

คงความอ่อนวัยด้วย “กระบนใบหน้า”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Women’s Health 29 ส.ค. 2559 16:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/693083


‘กระ’ กลายเป็นความสนุกของเหล่าดีไซเนอร์ ช่างภาพ และช่างแต่งหน้าไปซะแล้ว นอกจากมันจะดูน่ารัก ไม่จำเป็นต้องปกปิด แล้วยังปล่อยให้จุดเล็กๆ บนใบหน้าเฉิดฉายเหมือนกลุ่มดาวบนท้องฟ้าอย่างไม่อายใครผิวเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ สำหรับผู้หญิงมาตลอด แต่ฝ้ากระมีหลายชนิดและหลากหลายเฉดสี ซึ่งแต่ก่อนสาวๆ มักไม่ปลื้ม เพราะมันไม่น่าดู ที่แย่ไปกว่าคือมันบ่งบอกถึงนิสัยไม่ชอบทาครีมกันแดด แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ในขณะที่บนรันเวย์ เซเลบริตี้และศิลปินทั้งหลายต่างภูมิใจและยินดีที่จะเปิดเผยกระสีน้ำตาลบนแก้มให้ทุกคนเห็น นักวิจัยด้านพันธุกรรมกำลังค้นหาต้นกำเนิดของกระ ผลก็คือ ผู้หญิงที่มีกระบนใบหน้า ภูมิใจกับจุดเล็กจุดน้อยเหล่านี้เหลือเกิน และเชิดใส่รองพื้นเนื้อหนาให้การปกปิดดีเยี่ยม ส่วนใครที่ไม่มีและอยากมีน่ะเหรอ ง่ายจะตาย

กระคืออะไรกันแน่?

หากคุณมีกระ ขอให้รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่พ่อกับแม่ให้มา อามิท ชาร์มา (Amit Sharma) แพทย์ผิวหนังแห่ง Mayo Clinic ผู้ศึกษาด้านกรรมพันธุ์ทางผิวหนังบอกว่า กระ-ฝ้าเป็นยีนด้อย ซึ่งทั้งพ่อและแม่จะต้องเป็นพาหะ จึงจะส่งต่อยีนด้อยนี้ให้ปรากฏเด่นชัดได้ กระเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน MC1R ที่ทำหน้าที่ควบคุมเม็ดสี อามิทเสริมว่า แม้จะเป็นความจริงที่การกลายพันธุ์นี้เกิดขึ้นกับชาวยุโรปที่มีผิวขาวและผมแดง แต่ก็ยังปรากฏกับคนชาติอื่นๆ อย่างจีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เมดิเตอร์เรเนียน อิสราเอลและแอฟริกันด้วย

พัฒนาการของกระ

คุณคิดยังไงกับเด็กทารกที่มีกระล่ะ ก็น่ารักสุดๆ น่ะสิ น่าเสียดายมันไม่ได้เป็นอย่างที่พูด เพราะไฝกับปานแดงปานดำอาจได้มาตั้งแต่เกิด แต่กระไม่ได้ติดตัวเด็กมาตั้งแต่แรกเกิด นายแพทย์เด็นดี้ แองเกิลแมน ศัลยแพทย์มะเร็งผิวหนัง และผู้อำนวยการแผนกเภสัชศัลยกรรมประจำ Metropolitan Hospital ใน New York City กล่าว

เมื่อกระขึ้นบนใบหน้าแล้ว มันจะกระจายเพิ่มขึ้นเมื่อสัมผัสกับแสง และสังเกตเห็นชัดตอนอายุ 7 หรือ 8 ขวบ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความเชื่อที่ว่ากระ = ผลจากแดดเผา จริงๆ นะคะที่เราบอกว่ามันเป็นแค่ความเชื่อ เพราะในระดับเซลล์ แดดเผาหมายถึง DNA โดนทำลาย ซึ่งก็คือสารประกอบไนโตรเจนที่ก่อตัวเป็นเกลียว DNA นั้นเกิดผิดพลาดขึ้นมา ซึ่งอาจนำไปสู่การเจริญเติบโตของเนื้องอก และการเสื่อมสภาพของคอลลาเจนกับอีลาสตินที่ทำหน้าที่กระชับผิว เภสัชกรอลิเซีย บาร์บา แพทย์ผิวหนังประจำ Barba Dermatology ใน Miami กล่าว

แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น กระก็เป็นแค่ผิวหนังชนิดหนึ่งเท่านั้น “คุณยังสบายดีแน่นอน ถึงแม้ว่ากระจะกระจายเพิ่มขึ้นก็ตาม ถ้าไม่ออกแดดบ่อยนัก จะไม่มีใครมาคอยพูดกรอกหูว่าผิวคุณเกิดความเสียหาย หรือเหมาคิดเอาเองว่าคุณดูแลผิวไม่ดีพอ”

ครีมกันแดดยังเป็นสิ่งจำเป็น

หากผิวคุณขาวซีดและตกกระ มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งผิวหนังมากกว่าคนสีผิวเดียวกันแต่ไม่มีกระ คุณจึงต้องระวังตัวอยู่เสมอค่ะ ฟรานเซสก้า ฟัสโก้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านผิวหนังแห่งศูนย์แพทย์ Mount Sinai ในนิวยอร์ก แนะนำให้เช็กมะเร็งผิวหนัง 2 ครั้งต่อปี ใช้ครีมกันแดดป้องกันทั้งรังสี UVA และ UVB มีค่า SPF 30 ขึ้นไป

ถ้าไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นกระแดดหรือไม่ (กระที่เกิดจากแสงอาทิตย์) ใช้วิธีนี้ค่ะ หากเป็นกระธรรมชาติที่ไม่ได้เกิดจากผิวถูกทำลาย สีจะเข้มขึ้นเมื่อถูกแดด และจะอ่อนลงจนหายไปในเวลาต่อมา แต่ถ้าเป็นกระแดด สีจะเข้มตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ในแสงแบบไหน ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานที่ที่คุณอาศัยอยู่ (หรือไปเที่ยวช่วงวันหยุดยาว) สีเข้มหรือจางของกระเกิดขึ้นหลากหลายแบบ นอกจากสีที่บ่งบอกว่าเป็นกระแดดแล้ว ยังบอกได้ด้วยขนาดและรูปร่าง (ขอบของจุดมักเข้มและชัดกว่ากระทั่วไป)

แต่ถ้าเป็นกระแดด อย่าเพิ่งตกอกตกใจค่ะ มันเป็นแค่สีผิวที่เข้มผิดปกติ ไม่มีผลกระทบอะไรต่อสุขภาพ คุณสามารถรักษาได้ด้วยครีมที่มีคุณสมบัติช่วยให้ผิวสว่างกระจ่างใส (คุณหมอฟัสโก้แนะนำแบรนด์ที่ผสม Kojic Acid หรือ Licorice Root อย่างเช่น Fresh Peony Spot Correcting Brightening Essence) สำหรับจุดที่เป็นปัญหาหนักๆ อาจต้องรักษาด้วยเลเซอร์ Intense Pulsed Light Treatment ซึ่งจะเปลี่ยนแสงอ่อนๆ ให้เป็นความร้อนเพื่อทำลายเม็ดสีที่มากเกินไป หากคุณหมอสงสัยว่ามันจะพัฒนาเป็นเนื้อร้ายหรือเปล่า หมอถึงจะขอตัดชิ้นเนื้อไปตรวจแล้วรักษาต่อไป

ที่มา – Women’s Health Thailand
www.womenshealththailand.com
www.instagram.com/womenshealththai

 

รู้จักที่มากับประวัติศาสตร์ “เสื้อฮาวาย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 29 ส.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/693056


ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายคนคงจะสังเกตเห็นเหมือนกันว่า ทุกคนเริ่มหันมาใส่เสื้อฮาวาย อันที่จริงแล้วเสื้อฮาวายวนเวียนอยู่คู่กับ scene แฟชั่นบ้านเรามานานหลายสิบปี เพียงแต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เสื้อฮาวายได้กลายเป็นอีกหนึ่ง basic piece ที่ทุกคนมีติดตู้เสื้อผ้า และสามารถนำมาสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวันปกติในบทความนี้ เราจะมาย้อนประวัติถึงความเป็นมาของเสื้อฮาวายให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทราบกัน

เสื้อฮาวายมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่ในช่วงปี 1930 แต่เป็นปี 1935 ที่เสื้อฮาวายเริ่มมีการผลิตและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยเริ่มต้นจาก Mr. Kiochiro Miyamoto เจ้าของห้องเสื้อ Musa-Shiya the Shirtmaker เริ่มตัดเย็บเสื้อฮาวายในแบบ tailor made เป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวบนเกาะฮาวาย โดยได้พิมพ์ลายและตัดเย็บด้วยผ้ากิโมโนสีสันสดใสตามแบบฉบับของญี่ปุ่น แต่มีคัตติ้งที่สวมใส่สบายแบบชาวตะวันตก กระนั้นความต้องการของตลาดก็มีไม่เพียงพอ

ต่อมาร้าน Watumull’s East India Store จึงได้ทำการว่างจ้างดีไซเนอร์นาม Elsie Das ให้ออกแบบลวดลายบนผ้าไหมเพื่อผลิตเสื้อฮาวายกว่า 15 แบบ และทำการจัดจำหน่ายในวงกว้าง ซึ่งในภายหลังนั้นก็ได้มีร้านค้าและผู้จัดจำหน่ายรายอื่นๆ ทยอยผลิตเสื้อฮาวายออกตามมา

จนกระทั่งในปี 1936 นักธุรกิจนาม Ellery Chun ได้ร่วมกับบริษัท King-Smith Clothiers จดทะเบียนการค้าเสื้อฮาวาย ภายใต้ชื่อ Aloha Shirt อย่างเป็นทางการ และถึงแม้ว่าจะมีผู้จำหน่ายรายย่อยอื่นๆ ในตลาด แต่เสื้อฮาวายภายใต้แบรนด์ยี่ห้อ Aloha Shirt ถือได้ว่าเป็นแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่และขายดีที่สุดในยุคนั้น

ในขณะที่เวลาผ่านไป เสื้อฮาวายก็ค่อยๆ ถูกปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตและวัตถุดิบตามยุคตามสมัย จากผ้ากิโมโนสู่ผ้าไหมไปจนถึงผ้าเรยอน จากกระดุมเงินสู่กระดุมเปลือกมะพร้าวมาจนถึงกระดุมหอยมุกในปัจจุบัน

เสื้อฮาวายได้รับความนิยมที่เกาะฮาวายมากจนถึงขนาดในปี 1947 มีการประกาศให้ทุกวันศุกร์เป็นวันรณรงค์ใส่เสื้อฮาวาย หรือที่เรียกกันว่า Aloha Friday

เสื้อฮาวายได้ขยายความนิยมเข้าสู่อเมริกาอย่างเป็นทางการในปี 1953 เมื่อ Montgomery Clift ปรากฏตัวพร้อมเสื้อฮาวายในภาพยนตร์เรื่อง From Here To Eternity แต่นั่นก็ยังไม่เท่ากับในปี 1961 ที่ Elvis Presley ปรากฏตัวพร้อมกับเสื้อฮาวายและอูคูเลเล่คู่ใจในภาพยตร์เรื่อง Blue Hawaii หลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็น Frank Sinatra, Bing Crosby หรือแม้กระทั่งอดีตประธานาธิบดีอย่าง Dwight D. Eisenhower และ Harry S. Truman ก็ต่างพร้อมใจกันใส่เสื้อฮาวายในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ในช่วงปี 1960 นอกเหนือจาก Elvis Presley ใน Blue Hawaii แล้ว เสื้อฮาวายก็ยังไปปรากฏอยู่ตามสื่ออื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์อย่าง Hawaii Five-O, วง The Beach Boys ลามไปถึงช่วงช่วงปี 70 จากซีรีส์ Magnum หรือแม้กระทั่งกลุ่มชาวฮิปปี้บางส่วนที่เลือกที่จะสวมใส่เสื้อฮาวาย

ในปัจจุบันคงไม่ต้องบอกถึงความนิยมของเสื้อฮาวายว่ามีมากขนาดไหน โดยเฉพาะประเทศในแถบทวีปเอเชียอย่างเราที่มีอุณหภูมิและสภาพภูมิอากาศใกล้เคียงกับที่ฮาวาย กระทั่งว่าญี่ปุ่นได้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอิทธิพลต่อวงการเสื้อฮาวาย ไม่ว่าจะในแง่ของความนิยมรวมไปถึงหลายๆ แบรนด์ของญี่ปุ่นเลือกที่จะผลิตเสื้อฮาวายออกมาจำหน่าย

ถ้าคุณมีเสื้อฮาวายไว้ในครอบครองแล้ว บทความนี้คงจะทำให้คุณได้รู้จักถึงประวัติศาสตร์ของเสื้อฮาวายมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าคุณยังไม่มี เราขอแนะนำให้คุณลองหาซื้อเสื้อฮาวายสวยๆ คุณภาพดีสักตัวมาใส่ คุณอาจจะเข้าใจได้มากขึ้นว่า ทำไมเสื้อฮาวายถึงเป็นหนึ่งในเสื้อผ้าตระกูลเสื้อเชิ้ตที่มีความนิยมเป็นอย่างมากบนโลกใบนี้

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

FLYNOW PLUS เปิดประสบการณ์แฟชั่นไม่ซ้ำใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/704495


เป็นแบรนด์แฟชั่นระดับท็อปของเมืองไทยที่ประสบความสำเร็จติดลมบน ล่าสุด FLYNOW ขอเปิดประสบการณ์แฟชั่นแบบใหม่ล้ำจินตนาการ ด้วยการเปิดแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกใน เมืองไทย ภายใต้ชื่อ “FLY-NOW PLUS” ณ ศูนย์การค้า Zpell@FuturePark รวบรวมสินค้าทุกแบรนด์ในเครือมาไว้ด้วยกัน มีทั้งพี่ใหญ่น้องเล็กครบครัน FLYNOW, FlynowIII, GAR-DEN FlynowIII, III, Casually, Flynow The Leather และ Flynow Work เพื่อเอาใจเหล่าแฟชั่นนิสต้าที่มองหาทางเลือกใหม่ๆ

งานนี้ บิ๊กบอส “สมชัย ส่งวัฒนา” ลงทุนออกแบบคอนเซปต์ของ “FLYNOW PLUS” ด้วยตัวเอง โดยใช้สไตล์ของแต่ละแบรนด์ที่มีความต่างอย่างสุดขั้ว มาผสมผสานให้เกิดความแปลกใหม่ได้อย่างลงตัว โดยไม่ทิ้งเอกลักษณ์ของแต่ละแบรนด์ โดดเด่นน่าช็อปด้วยสไตล์การตกแต่งแบบลอฟท์ ผสมกับดีคอนสตรัคชั่น โดยนำงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นรูปเขียนสีน้ำมัน หรือสัตว์สตัฟฟ์มาตกแต่งเพิ่มสีสันความน่าสนใจ.

“F & F Active” สปอร์ตตี้เกิร์ลแฟชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/704484


ในยุคที่ใครๆต่างหลงใหลการออกกำลังกายและหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพรูปร่างให้ดียิ่งขึ้น F & F แฟชั่นแบรนด์ชั้นนำจากอังกฤษ ได้แตกไลน์สินค้าใหม่ “F & F Active” เพื่อเอาใจเหล่า “สปอร์ตตี้เกิร์ล” ให้ได้เลือกช็อปไอเท็มใหม่แบบสุดคูล ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สาวๆผู้ชื่นชอบการแต่งตัวแนวสปอร์ต ให้ได้สนุกกับการออกกำลังกายมากขึ้น โดยคอลเลกชั่นแรก “Autumn Winter 2016” จะมีสินค้าให้เลือกกว่า 100 แบบ อาทิ สปอร์ตบรา เสื้อครอปตัวสั้น เสื้อยืด เลกกิ้ง กางเกงทั้งขาสั้น สี่ส่วน ห้าส่วน และกางเกงขายาว พิเศษด้วยเนื้อผ้า Mag Cool ช่วยให้สวมใส่คล่องแคล่ว มีความยืดหยุ่น ทั้งยังช่วยในเรื่องของระบบหมุนเวียนเหงื่อและเพิ่มการระบายออกให้เหงื่อแห้งเร็วขึ้น โดยเน้นสีเรียบๆ เป็นมูดแอนด์โทน แต่ก็ยังมีสี

สะท้อนแสงไว้เป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับสาวๆ ‘นีออนสไตล์’ ที่รักความสดใส ซึ่งเสื้อผ้าสปอร์ตในแต่ละแบบ ถูกออกแบบเพื่อให้นำมิกซ์แอนด์แมตช์กันได้อย่างลงตัว ทั้งนี้ “F&F Active” ไม่เพียงถูกออกแบบมาสำหรับการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ยังสามารถสวมใส่ไปเที่ยวแนวสตรีทแฟชั่น หรือทำธุระในวันสบายๆ ได้อย่างคล่องตัว เปลี่ยนลุคธรรมดาให้ดูเท่ๆ ชิคๆ เพิ่มเสน่ห์ขึ้นในทันที.

โชว์เพื่อความสะใจ ชูแฟชั่นคือศิลปะที่มีความศักดิ์สิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702850


โรจน์ – พลพัฒน์ – อรประพันธ์เป็น 3 ผู้ยิ่งใหญ่ของวงการแฟชั่นเมืองไทยยุคใหม่ ที่หันมาผนึกกำลังกันสร้างแรงบันดาลใจและพลังบวกไม่รู้จบ สำหรับ “หมู– พลพัฒน์ อัศวะประภา” แห่ง ASAVA, “โรจน์-ภูภวิศ กฤตพลนารา” ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ISSUE และ “แป้ง–อรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์” เอ็มดีสาวแห่ง VICKTEERUT ล่าสุด กลับมาจับมืออีกครั้งเพื่อจัดงาน “Fashion Field Trip” ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 6 ณ BANGKOK CITY CITY GALLERY วันที่ 17 ก.ย.59 โดยปีนี้มาในคอนเซปต์ “เดอะ แกลเลอรี่” ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว โดยชูไอเดียน้อยแต่มาก เน้นนำเสนอแฟชั่นในรูปแบบอาร์ต มากกว่าจะเป็นมหรสพ แข่งกันอัดฉีดงบสร้างความเว่อร์วังอลังการ เพื่อดึงดูดความสนใจ ซึ่งสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจ

“หมู-พลพัฒน์” เปิดประเด็นว่า เทรนด์แฟชั่นโลกยุคนี้ ยิ่งดีไซเนอร์ใหญ่เท่าไหร่ ก็จะจัดโชว์แบบปิดมากขึ้นเท่านั้น หมดยุคสมัยของการแข่งความเว่อร์วังอลังการแล้ว แฟชั่นโชว์ยุคใหม่เน้นความเป็นเอ็กซ์คลูซีฟมากขึ้น และมีการสกรีนคนที่มาดูโชว์ให้เหลือน้อยที่สุด เฉพาะกลุ่มคนที่มีอิทธิพลต่อโลกแฟชั่นจริงๆ และเป็นลูกค้าของแบรนด์จริงๆ พวกเราเองก็อยากทำโชว์ในฝันบ้าง ปีหนึ่งอยากจะฟินกันสักหน จัดโชว์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อความสะใจ โชว์ของเราจะเสพยากกว่าแฟชั่นโชว์บนรันเวย์ปกติ เพราะเน้นคอนเซปต์ล้วนๆ ขายความเป็นศิลปะของแฟชั่น อยากให้คนสนใจที่เสื้อผ้าจริงๆ เลยตั้งใจทำแฟชั่นที่เรียบง่าย เหมือนไม่ได้ทำอะไร ทั้งๆที่คิดทุกอย่างมาอย่างดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากกว่าการทำแฟชั่นปกติ ปีนี้ พวกเราเลือกจัดแฟชั่นฟิลด์ทริป ในรูปแบบเอ็กซ์ฮิบิชั่น คนดูจากเป็นพัน ก็จะสกรีนเหลือแค่หลักร้อย เพื่อทำให้แฟชั่นมีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาอีกครั้ง มีความเป็นศิลปะอีกครั้ง และมีความเป็นสากลมากขึ้น แต่ละแบรนด์จะสเกลดาวน์ตัวเองเหลือแค่คนละ 30 ลุค และจะไม่มีการสร้างแคตวอล์กอย่างแน่นอน

แค่ฟังไอเดียจากโต้โผใหญ่ก็ตื่นเต้นแล้ว งานนี้ ทั้ง 3 ดีไซเนอร์ดังขออุบคอนเซปต์โชว์ของตัวเองไว้ให้ตื่นตาตื่นใจในวันงาน แอบแพลมก่อนเฉพาะคอนเซปต์ของเสื้อผ้าและแอคเซสเซอรี่ โดยแบรนด์ ASAVA นำเสนอแนวคิด “The Eye has to Travel” ได้ไอเดียจากสไตล์ไอคอนตัวกลั่น “ไดอาน่า วรีแลนด์” บก.แฟชั่นคนสำคัญของโลก และ “แคโรไลน์ อิสซ่า” ตัวแทนผู้หญิงยุคใหม่ ซึ่งมักหยิบแรงบันดาลใจที่พบเจอระหว่างเดินทางมาสร้างสรรค์เป็นสไตล์การแต่งกายเฉพาะตัวไม่ซ้ำใคร เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้ผู้หญิงทั่วทุกมุมโลก

ด้าน ISSUE ยังคงดำดิ่งกับเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมและความเชื่อของชนเผ่าเปอรานากัน ซึ่งมีรากเหง้ามาจากศิลปวัฒนธรรมจีนและมลายู โดยครั้งนี้อิชชู่ขอพาเหล่าแฟชั่นนิสต้าไปเยือนลานกลางบ้าน “Courtyard” ของชาวเปอรานากัน ที่พร้อมเปิดรับธรรมชาติตามหลักฮวงจุ้ย เพื่อ แสดงถึงความมั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์

สำหรับ VICKTEERUT นำผลลัพธ์จากการทดลองเล่นกับแสงในรูปแบบต่างๆมาตีความใหม่ เพื่อสร้างสรรค์โครงชุด, ดีเทล และสีสันของเสื้อผ้าในรูปแบบไม่ซ้ำใคร เริ่มต้นจากการสังเกตการหักเหของแสงในทิศทางต่างๆที่ซ้อนทับกัน จนก่อให้เกิดพื้นผิวของผ้าที่เหลือบซ้อน และบิดตัวจัดวางเรียงกันเป็นพื้นผิวใหม่แปลกตา.

 

“ณเดชน์ คูกิมิยะ” ผมอยากเป็น “โทนี่ สตาร์ก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Vogue Thailand 26 ส.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692927


นี่คือพระเอกหนุ่มที่สร้างความสับสนได้มากที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย ว่ากันตั้งแต่นามสกุลภาษาญี่ปุ่น ทั้งที่ไม่มีเชื้อญี่ปุ่นแม้แต่น้อย ส่วนชื่อต้นก่อนจะเป็นณเดชน์ เขาเคยเกิดมาในนามของชลทิศ ยอดประทุม แต่ตอนนี้เขายังมีชื่อว่าแบรี่อีกด้วย และแบรี่คนนี้ถือว่าตัวเองเป็นชาวขอนแก่น ในขณะที่พ่อแท้ๆ ของเขาเป็นชาวออสเตรีย ส่วนหญิงสาวที่เขารักและเทิดทูนในฐานะแม่ แท้ที่จริงเป็นพี่สาวของแม่แท้ๆ ของเขาอีกที ข้อมูลส่วนตัวใดๆ ที่จะทำให้มึนตึ้บได้ เขามีครบหมด ตกลงว่าไอ้ซุปตาร์หนุ่มหน้าตี๋ (แต่ไม่มีเชื้อจีน) คนนี้เป็นใครกัน เราตั้งคำถามนี้ในใจ ขณะมองดูเขาใช้กล้ามแขนงามๆ และนิ้วมือเรียวๆ จกส้มตำปูปลาร้าเข้าปากด้วยความชำนาญทุกครั้งที่มีจังหวะพักกอง เปลี่ยนชุด เติมหน้า เติมตัว ดูรูปที่หน้าจอ ไม่ว่าจะกี่นาทีก็ตาม พระเอกหนุ่มจะวนกลับมาหามะละกอกลิ่นแรงจานนี้เสมอ แล้วก็กลับไปหน้ากล้องทำหล่อ… ส้มตำ ทำหล่อ ส้มตำ ทำหล่อ สลับกันไปอย่างนี้ จนเสร็จภารกิจ เขาหันมายิ้มกว้าง อวดรอยสักที่เป็นแค่รอยเพ้นต์ “ผมไม่เคยเพ้นต์ตัวมาก่อนเลย ไม่ได้ถ่ายอะไรแบบนี้มาสักพักแล้วด้วย ชอบมากเลยครับ” จากนั้นพระเอกหนุ่มก็ตระเวนขอบคุณทุกคน

คุณสวมบทบาทเป็นพระเอกมาก็หลายเรื่อง ถ้าต้องเกิด ‘เป็น’ คนคนนั้นจริงๆ คุณจะเลือกเป็นตัวละครตัวไหน

โห… แต่ละตัวไม่ดีทั้งนั้นเลย (หัวเราะ)

ไม่เวิร์กเลยสักตัว?

เอาละ ถ้าให้ต้องเลือกจริงๆ ตัวละครที่ผมอยากเป็นมากที่สุด ผมคงเลือก ‘อาทิจ’ ในละครเรื่องธรณีนี่นี้ใครครอง คือเกิดเป็นผู้ชายสามัญชนคนธรรมดา แต่มีความใฝ่ฝันที่อยากจะช่วยครอบครัว มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการทำไร่ ทำสวน ทำนา เป็นเรื่องราวของชีวิตเกษตรกร ซึ่งดำเนินตามรอยพระราชดำริของในหลวง ตกหลุมรักกับหลานคุณย่า อะไรงี้ ผมว่าถ้าเกิดใหม่ได้แล้วเรามีชีวิตเรียบง่ายแบบนั้นก็คงมีความสุขดีนะครับ

คราวนี้ขอถามใหม่ ถ้าให้เกิดเป็นตัวละครตัวไหนก็ได้ ไม่ใช่เฉพาะแค่ที่เคยเล่น

ก็ต้องอยากเป็นพวกซูเปอร์ฮีโร่สิฮะ ผมอยากเป็น Iron Man อยากเป็นโทนี่ สตาร์ก เขาเป็นไอดอลของใครหลายคน คือเป็นพระเอกที่ไม่ได้ถึงกับเป็นเพลย์บอย แค่เป็นคนที่สนุกสนาน เฮฮา มีมุกตลก แต่เบื้องหลังมีประวัติที่ค่อนข้างน่าเศร้า

แต่เอาจริงๆ นะ ถามว่าถ้ามีโอกาสกลับไปเกิดใหม่ได้จริงๆ ผมคงไม่เลือกเกิดเป็นใครทั้งนั้น เพราะสุดท้ายผมว่าการที่เราอยากเป็นคนอื่นนอกจากตัวเราเองมันเป็นการหนีปัญหา เราเกิดและมีชีวิตอยู่ในทุกวันนี้ มันก็เหมือนเราผ่านสนามรบผ่านชีวิตจริงไปเรื่อยๆ มันทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น ถ้าเลือกเกิดใหม่ เราไม่รู้เลยว่าเกิดมาจะอ่อนแอกว่าเดิมหรือเปล่า ผมแฮปปี้กับตัวเองทุกวันนี้ครับ คำว่าชีวิต ผมว่ามันไม่ง่ายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราต้องเจอทั้งอุปสรรคและปัญหา แต่ก็มีความสุขเต็มที่ได้อยู่ ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว

คุณเคยบอกว่าถ้าให้ไปอยู่ดาวอังคารปีหนึ่งคุณจะไป ถามจริงว่าจะไปจริงเหรอ

จริงครับ (หนักแน่น) ปีเดียวเอง ไปปีหนึ่งก็กลับ

ไม่เสียดายเหรอ กลับมาอาจไม่มีละครเล่นแล้วนะ

ไม่เสียดายครับ ผมว่าต่อให้ไปถึงแล้วมันน่าเบื่อกว่าที่คิด แต่ถ้าเราเลือกแล้วว่าเราจะไป เฮ้ย ดาวอังคารเลยนะ! ถ้าสมมติว่ามันมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นที่นู่นล่ะ ชาตินี้คงไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาส หรือถ้ามันดันน่าเบื่อ ใครจะรู้ มันก็เป็นอีกทางหนึ่งของการหาความสงบนะ เหมือนผมไปนั่งสมาธิ ไปอยู่กับตัวเอง 1 ปีเต็มๆ ผมคงได้ลองคิดว่าจริงๆ แล้วชีวิตเราต้องการอะไรมากมายขนาดนั้นหรือเปล่า

พูดแบบนี้ได้เพราะผ่านการบวชมาแล้วหรือเปล่า

ก็เป็นไปได้นะ เมื่อก่อนผมเป็นคนไม่ชอบทำอะไรซ้ำๆ ไม่ชอบอยู่กับที่ ตอนนี้ก็ยังไม่ชอบ อาจจะเพราะสมาธิสั้นหรือเปล่าไม่แน่ใจ พอบวชแล้วเราสามารถนิ่งได้มากขึ้น ผมว่าดีนะ

อยู่ไม่นิ่ง คือเลิกงานแล้วยังทำอะไรบ้าง

ชอบทำกิจกรรมทุกอย่างเลยครับ ทุกวันนี้หลังจากที่ทำงานเสร็จ ผมจะไปออกกำลังกาย ไปยิม ไปปีนหน้าผา ไปว่ายน้ำ เสร็จแล้วก็ไปหาอะไรกิน แล้วร้านอาหารเนี่ย ส่วนมากไม่เคยซ้ำเลย ทุกครั้งที่ไปกิน แต่ส่วนมากแค่ในกรุงเทพฯ นะครับ ไม่กระตือรือร้นขนาดออกไปกินต่างจังหวัด

ถ้าวันนั้นคุณเอ ศุภชัย ไม่ไปพบเข้า แล้วชวนมาเข้าวงการ คุณว่าคุณจะทำอะไรอยู่

(คิด) อืม… นั่นสินะ บางทีผมก็อยากรู้ว่าผมจะทำอะไรอยู่เหมือนกัน (หัวเราะ) ผมจำได้ตอนนั้นผมอยู่ ม.5 ปิดเทอม ม.5 กำลังจะขึ้น ม.6 ตอนนั้นมันเป็นวัยที่ผมเรียกว่าวัยกำกวมครับ คือเราไม่แน่สักอย่างว่าจะทำอะไร จะเลือกคณะไหนดี แล้วจะเรียนอะไรดี คิดไม่ออก แต่ผมก็ไม่ตามเพื่อนนะ ผมไปหาหนทางของเราเอง แต่ก็สรุปไม่ได้อยู่ดี ที่สอบไปก็เลือกเอาพวกสถาปัตย์ แต่สุดท้ายเมื่อโอกาสมันมา แล้วเราคว้ามันไว้ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเท่าที่เคยได้สัมผัส คือถ้าไม่ได้มาทำตรงนี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอะไรอยู่

เคยมีเหตุการณ์ไหนในชีวิตที่ผ่านไปแล้วทำให้รู้สึกเหมือนเกิดใหม่ไหม

ก็มีอยู่นะ… สำหรับปัญหาชีวิต อืม เรื่องราวค่อนข้างเยอะน่ะครับ แต่ผมว่าเราเลือกที่จะยอมรับความเป็นจริงของชีวิตครับ คือเราไม่ได้บอกว่าโลกนี้เป็นของเราคนเดียว เราอยู่ร่วมกับคนในสังคม เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคิดต่าง ความเห็นต่าง และการกระทำที่ต่างกัน ผมว่าถ้าเราเข้าใจตรงนี้ การอยู่ในสังคมในชีวิตประจำวันมันจะไม่ใช่เรื่องที่ยากเลย แล้วเราจะเปิดโลกทัศน์ของเราให้กว้างขึ้นด้วย คือมองให้เห็นในมิติอย่างนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องมีเหตุและปัจจัย พอคิดได้มันก็ผ่านไปได้ ผมก็ผ่านมาในระดับหนึ่ง ทำให้เรารู้กุญแจของมัน

เกิดเป็นณเดชน์ ถามจริง ชีวิตไม่ง่ายเหรอ

ไม่ง่ายมาแต่เด็กเลยนะ (หัวเราะ) สิ่งที่อยากย้ำคือโอกาสครับ ถ้าเรามองเห็นโอกาส ทุกอย่างมันเป็นเรื่อง 50:50 อยู่แล้ว เราอาจจะทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ถ้าเราให้โอกาสตัวเองเสมอ มันต้องมีเรื่องที่ดีบ้างแน่นอน

เอาอย่างนี้ดีกว่า เรื่องยากในชีวิตณเดชน์ตอนนี้คืออะไรคะ

ตอนนี้ไม่มีครับ

โห อยากพูดประโยคนี้ได้บ้างจัง

(หัวเราะ) ผมว่าจะมองให้ยากก็ยาก จะมองให้ง่ายก็ง่ายนะครับ อาจจะเพราะผมผ่านช่วงยากมาแล้ว (คิด) ความยากของการเป็นณเดชน์คือทำยังไงให้ตัวเราเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สังคม แก่เยาวชน ในขณะเดียวกันก็ยังคงเป็นตัวของตัวเองด้วย

ตอนอายุ 17 เป็นเด็กต่างจังหวัด คุณเข้ากรุงมาเล่นละคร แล้วก็ได้เข้าชิงแทบทุกเรื่อง ได้รางวัลก็หลายเรื่อง

คุณเล่นละครเป็นตั้งแต่ตอนไหน

ผมทำกิจกรรมโรงเรียนเยอะครับ เป็นเด็กชอบแสดงออก เป็นเชียร์ลีดเดอร์ (หัวเราะ) ผมเป็นคนชอบสังสรรค์กับเพื่อน มีงานก็เล่นตลก เป็นแกนนำเด็กรุ่นน้องอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว แต่ไม่ถึงกับหัวโจกนะ มีคนหัวโจกกว่าผมอีก แล้วพอมาเรื่องของการแสดง ผมก็ได้เข้า Acting Class ด้วย ก็ทำให้มั่นใจขึ้น ช่วงแรกๆ ก็ยากครับ ผมคอยถามผู้กำกับตลอด

เรื่องไหนหรือบทบาทไหนที่อาจไม่ถูกใจคนอื่น แต่เราได้บทเรียนจากมันมากที่สุด

ก็ต้องคู่กรรมครับ ผมไม่เคยเล่นหนังมาก่อน นั่นเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของผม เลยทำการบ้านกันค่อนข้างหนักเหมือนกัน เล่นเป็นคนญี่ปุ่น ต้องพูดญี่ปุ่น พูดไทยไม่ชัดอีก และการแสดงผมค่อนข้างจะติดอารมณ์ละครครับ หนังกับละครมันคนละอารมณ์กันนะ หนังอาจจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวัง แต่ผมถือว่าเป็นงานที่รู้สึกประทับใจและภูมิใจครับ

คุณบอกว่าอยากเกิดใหม่เป็นโทนี่ สตาร์ก แต่ถ้าเป็นการแสดงล่ะ อยากแสดงเป็นโทนี่ สตาร์ก ด้วยไหม

ถ้าเป็นการแสดงนะครับ ผมเคยฝันว่าผมอยากเป็นจิม แคร์รีย์ ครับ ผมอยากตลกให้ได้แบบนั้น แต่พอมาเล่นละครเรื่องเล่ห์ลับสลับร่าง ที่มันมีอารมณ์คอมเมดี้ปนอยู่ ผมเลยได้รู้ว่าการที่จะไปสู่จุดนั้นมันยากมากเลยนะ การเล่นตลกไม่ง่ายเลย จังหวะการเล่นยังไงให้ตลกนี่แหละยาก เพราะฉะนั้นตอนนี้ ผมว่าผมอยากลองเล่นดราม่าจัดๆ บ้างดีกว่า

ก็เคยแล้วนี่

ใช่ เคยแล้ว จริงๆ ก็อยากเล่นแอ็กชั่นเหมือนกันนะ บู๊ระห่ำเต็มสูตรไปเลย

สรุปคืออยากเล่นทุกอย่าง

(หัวเราะ) ใช่ แต่อยากเป็นโทนี่ สตาร์ก ที่สุด

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com