เหมือนบันทึกไว้ในสมอง! บอกต่อวิธีดูภาพจากแชตที่รับ-ส่ง ด้วย ‘Messenger’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/567426

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ม.ค. 2559 06:05

 

เรียกดูภาพถ่ายทั้งหมดจากแชต Messenger (แมสเซนเจอร์) ได้ง่ายๆ ผ่านทุกอุปกรณ์ เพียงเลือกหัวข้อรูปภาพที่แชร์…

แม้ปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีทำหน้าที่บันทึกช่วยจำ ทำให้เราสามารถเก็บรักษาความทรงจำเพื่อระลึกถึงได้โดยสะดวก ผ่านรูปแบบต่างๆ อาทิ ภาพถ่าย วิดีโอ หรือข้อมูลที่เป็นไฟล์ดิจิตอล แต่การใช้งานข้อมูลต่างๆ อาจไม่มีความสะดวกเท่าที่ควร เนื่องจากการใช้งานสังคมออนไลน์หรือโปรแกรมในปัจจุบันนั้นมีข้อมูลเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ทำให้การค้นหาหรือเรียกดูข้อมูลเก่านั้นทำได้ยาก

ล่าสุด เว็บไซต์ cnet ได้อัพเดตเทคนิคค้นหาภาพถ่ายที่ถูกส่งหรือเคยได้รับจากโปรแกรม Messenger แชตสำหรับผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก ซึ่งเทคนิคดังกล่าวสามารถใช้ได้กับโปรแกรม Messenger ทุกระบบปฏิบัติการ ทั้งแอนดรอยด์ ไอโอเอส และเว็บไซต์ เพื่อทำให้ผู้ใช้งานสามารถเรียกดูไฟล์ภาพทั้งหมดที่เคยมีการรับหรือส่งเกิดขึ้นในบทสนทนาจากโปรแกรมดังกล่าว

หลายคนมีความทรงจำมากมาย…บนเฟซบุ๊ก

สำหรับผู้ใช้ Messenger ผ่านแอพพลิเคชั่นในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ สามารถเรียกดูภาพได้ทันที โดยเข้าไปยังแอพพลิเคชั่น Messenger จากนั้นให้กดเลือกผู้สนทนาที่ต้องการดูภาพที่เคยมีการแชร์ร่วมกัน แตะสัญลักษณ์จุด 3 จุด ซึ่งเรียงกันเหมือนอักษรไอที่อยู่ด้านบนทางขวามือ และเลือก Shared Photos (รูปภาพที่แชร์)

ส่วนผู้ใช้บนอุปกรณ์ระบบไอโอเอสนั้น สามารถเรียกดูภาพถ่ายทั้งหมดได้เช่นเดียวกับผู้ใช้แอนดรอยด์ เพียงทำการเลือกคู่สนทนาจากแอพ Messenger โดยกดเข้าไปที่ชื่อของผู้ติดต่อและเลือกหัวข้อ Shared Photos (รูปภาพที่แชร์)

เช่นเดียวกับ ผู้ใช้งานบนเว็บไซต์ที่สามารถดูภาพทั้งหมดที่เคยรับหรือส่งระหว่างคู่สนทนา เพียงเข้าสู่เว็บไซต์เฟซบุ๊กและทำการเข้าสู่ระบบ จากนั้นให้เลือกหัวข้อ Messages (ข้อความ) ซึ่งปรากฏอยู่ทางด้านซ้ายมือ พร้อมทั้งเลือกชื่อคู่สนทนาที่ต้องการ และเลือกสัญลักษณ์รูปฟันเฟืองที่เขียนว่า Actions (การดำเนินการ) ที่อยู่ทางมุมบนด้านขวามือ หลังจากนั้นก็เลือก View Photos in Thread (ดูรูปภาพในหัวข้อการสนทนา)

เพียงเท่านี้ก็สามารถเรียกดูภาพทั้งหมด หรือจะบันทึกเก็บภาพเก่าไว้ดูก็ทำได้ตามสบาย…!

ที่มา : cnet

4 จีต้องพร้อมตอบโจทย์! ค่ายมือถือเร่งเครื่อง รับดิจิตอลไลฟ์สไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/566055

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ม.ค. 2559 16:05

 

เปิดเวทีสัมมนา 4จี ผู้ให้บริการเครือข่ายร่วมอัพเดตบริการ เตรียมความพร้อมขยายเครือข่ายทั่วประเทศ หวังครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศภายในสิ้นปี…

หลังเสร็จสิ้นการประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ก็เข้าสู่ช่วงที่ผู้ใช้บริการรวมถึงผู้ให้บริการต่างเฝ้ารอ กับการเผยโฉมรูปแบบบริการใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ด้วยความหวังที่ผูกไว้กับเทคโนโลยีว่าจะมีความรวดเร็วและรองรับการใช้งานในยุคชีวิตดิจิตอลได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งล่าสุด ผู้ให้บริการเครือข่าย (โอเปอเรเตอร์) 4 ราย จาก ดีแทค, เอไอเอส,​ ทรู, ทีโอที ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเทคโนโลยี 4จี ในงานสัมมนา “Welcome 4G เทคโนโลยีเติมเต็มชีวิต จุดประกายธุรกิจใหม่” ซึ่งจัดโดยผู้จัดการไซเบอร์บิส เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์

รังสรรค์ จันทร์นฤกุล

โดย นายรังสรรค์ จันทร์นฤกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาดและเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริการที่คาดว่าจะมาแรงที่สุดในปีนี้คือบริการด้านมัลติมีเดีย ซึ่งได้รับความนิยมต่อเนื่องจากช่วงที่ผ่านมา ส่วนแนวโน้มด้านอินเทอร์เน็ตที่สำคัญคือความครอบคลุม ซึ่งในปีนี้บริษัทจะเน้นการทดสอบคุณภาพเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมมือกับโอเปอเรเตอร์ทุกรายในการเป็นพันธมิตรให้บริการจากโครงสร้างพื้นฐานที่ทีโอทีลงทุนไว้

ส่วนการให้บริการเพื่อรองรับกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งให้ความสำคัญกับธุรกิจออนไลน์มากขึ้นนั้น บริษัทก็เล็งเห็นความสำคัญกับกลุ่มดังกล่าว และมีให้บริการโซลูชั่นเฉพาะกลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาเว็บไซต์บริการเพื่อให้ลูกค้ามีช่องทางที่รวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น

ภัคพงศ์ พัฒนมาศ

นายภัคพงศ์ พัฒนมาศ รองผู้อำนวยการธุรกิจโมบายล์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากทรูได้เปิดให้ทดลองใช้บริการ 4จี ราว 2 ปี พบว่ามีผู้ใช้งานแล้วประมาณ 2 ล้านราย โดยแนวโน้มการขยายตลาด 4จี จากนี้จะเน้นการเพิ่มลูกค้าในกลุ่มโพสเพด (ระบบรายเดือน) ให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การขยายบริการดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ใช้บริการสะดวกขึ้นจากราคาอุปกรณ์และแพ็กเกจที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญของผู้ให้บริการคือคุณภาพเครือข่าย สาเหตุที่โอเปอเรเตอร์ต้องให้บริการก็เพื่อรองรับความต้องการใช้งานของลูกค้าอย่างเพียงพอ ขณะเดียวกันก็เพิ่มความเร็วในการใช้งาน หลังจากมีคลื่นความถี่บนใบอนุญาตเป็นจำนวนมากที่สุดในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

ฐิติพงศ์ เขียวไพศาล

นายฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาดและการขาย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า บริษัทเปิดให้ทดลองใช้บริการ 4จี ตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา และจะเปิดตัวบริการ 4จี เต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการวันที่ 26 มกราคมนี้ โดยปัจจุบันเอไอเอสมีลูกค้าที่ใช้อุปกรณ์สามารถรองรับ 4จี ได้มากกว่า 4 ล้านเครื่อง เชื่อว่าภายในสิ้นปี 2559 จำนวนผู้ใช้งาน 4จี ของเอไอเอสจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“สำหรับ 4จี คือความเร็วในการให้บริการเป็นชื่อเทคโนโลยี ดังนั้นประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับคือความเร็วที่มากขึ้น บริการที่ทันสมัยมากขึ้น จากนี้เอไอเอสจะพัฒนาเครือข่ายอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างประสิทธิภาพสูงสุดในการให้บริการ” นายฐิติพงศ์ กล่าว

ปริศนา รัตนสุวรรณศรี

นางสาวปริศนา รัตนสุวรรณศรี ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานธุรกิจโพสต์เพด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คแซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า แม้ดีแทคจะไม่ได้คลื่นจากการประมูลใบอนุญาตที่ผ่านมา แต่บริษัทจะเร่งขยายโครงข่ายเพื่อให้บริการ 4จี โดยเร็ว ซึ่งภายในสิ้นปีนี้คาดว่าจะมี 4จี พร้อมให้บริการได้ทั่วประเทศ

“จากผลสำรวจระบุว่าปัจจุบันคนไทยใช้สมาร์ทโฟนเฉลี่ย 6.6 ชั่วโมงต่อวัน และแตะสมาร์ทโฟนไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งต่อนาที สะท้อนให้เห็นว่าโอเปอเรเตอร์ต้องให้ความสำคัญกับเครือข่าย รวมถึงบริการ อุปกรณ์ และค่าบริการที่ต้องสามารถตอบสนองการใช้งานได้ทั้งกลุ่มผู้บริโภคและภาคธุรกิจ”

ทั้งนี้ ดีแทคพร้อมนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาให้บริการแก่ลูกค้า และอยากให้ทุกคนมั่นใจถึงบริการที่ดีที่สุด เพื่อสร้างการเข้าถึงและการใช้งานอย่างต่อเนื่อง.

ผลสำรวจ เผยคนไทยใช้เวลาบนจอสมาร์ทโฟนเพื่อดูวิดีโอนานติดอันดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/565858

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ม.ค. 2559 09:50

 

ผลสำรวจการตอบสนองโฆษณาบนวีดิโอสื่อดิจิตอล ของมิลวาร์ด บราวน์ พบว่า ผู้ใช้อุปกรณ์มัลติสกรีนในประเทศไทย ระบุคนไทยชมวีดิโอผ่านสื่อดิจิตอลมากกว่าโทรทัศน์ และยังติดกลุ่มประเทศที่ใช้เวลาสูงสุดบนหน้าจอ 4.1 ชั่วโมงต่อวัน…

ผลการวิจัยล่าสุดในหัวข้อ AdReaction: Video Creative in a Digital World, ของ มิลวาร์ด บราวน์ พบว่า ผู้ใช้อุปกรณ์มัลติสกรีน (multiscreen users) ในประเทศไทย ใช้เวลารับชมวีดิโอคอนเทนต์ผ่านสื่อดิจิตอลมากกว่าโทรทัศน์ โดยผู้บริโภคชาวไทยใช้เวลาอยู่กับหน้าจอรวมๆ แล้วนานถึง 463 นาทีต่อวัน ซึ่งร้อยละ 54 ของเวลาที่ใช้บนหน้าจอนั้นเป็นการชมวีดิโอคอนเทนต์นานถึง 4 ชั่วโมงต่อวัน (246 นาที, 4.1 ชั่วโมง) เมื่อดูเจาะถึงเวลาในการชมวีดิโอนั้น พบว่า ร้อยละ 59 เป็นการรับชมผ่านช่องทางดิจิตอล เช่น สมาร์ทโฟน (76 นาที) แท็บเล็ต (29 นาที) แล็ปท็อป (42 นาที) และร้อยละ 41 รับชมผ่านทางโทรทัศน์ (102 นาที)

ผลวิจัยยังแสดงข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติมอีกว่า ผู้บริโภคในประเทศไทยการใช้เวลาบนจอสมาร์ทโฟนสูงกว่าอัตราเฉลี่ยทั่วโลกถึงร้อยละ 20 ทำให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้เวลากับการดูวีดิโอมากที่สุดในโลก โดยมีไนจีเรียติดอันดับประเทศที่ดูวีดิโอมากที่สุดในโลก คือ 4.5 ชั่วโมงต่อวัน และฮังการีเป็นประเทศที่ใช้เวลาในการดูวีดิโอน้อยที่สุด คือ 2.5 ชั่วโมงต่อวัน รายงานผลการวิจัยประจำปี 2558 ดังกล่าว จัดทำโดยบริษัท มิลวาร์ด บราวน์ บริษัทวิจัยชั้นนำของโลก ที่ได้มีการสำรวจผู้ใช้งานอุปกรณ์มัลติสกรีนผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต อายุระหว่าง 16-45 ปี จำนวนกว่า 13,500 คน ใน 42 ประเทศ  นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา ผลงานวิจัยชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมในการรับชมวีดิโอของผู้บริโภคว่า มีลักษณะการชมอย่างไร รับชมที่ไหน และทำไมถึงเลือกรับชมวีดิโอ ช่วงเวลาที่ผู้บริโภคเปิดดูโฆษณา และรูปแบบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับงานโฆษณาในการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านจออุปกรณ์ที่แตกต่างกันควรเป็นอย่างไร

สำหรับ ประเทศไทย ผลวิจัยระบุว่าการรับชมวีดิโอโดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่บ้านและผ่านสื่อโทรทัศน์เป็นหลัก ในขณะที่การชมวีดิโอผ่านสื่อดิจิตอลเกิดขึ้นทั้งที่บ้าน ในขณะเดินทางและที่ทำงาน ผลวิจัยยังพบอีกว่า โทรทัศน์มักเป็นช่องทางการบริโภคสื่อภายใต้บริบททางสังคม ซึ่งผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะดูทีวีร่วมกับสมาชิกคนอื่นในครอบครัว ส่วนการดูผ่านสื่อดิจิตอลนั้น ผู้บริโภคชาวไทยซึ่งมีมากถึงร้อยละ 50 มักทำโดยลำพัง

ผลวิจัย AdReaction ยังชี้ให้เห็นถึงโอกาสต่างๆ สำหรับบริษัทและนักการตลาดของไทย เพื่อสร้างสรรค์วีดิโอคอนเทนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ ดังนี้

1. คนไทยรับได้กับการเป็นเป้าหมายทางการตลาด แต่ไม่ชอบถูกสะกดรอยตาม ผลวิจัยพบว่าผู้บริโภคชาวไทยเป็นกลุ่มที่ยอมรับได้มากที่สุดสำหรับการถูกจัดให้เป็นกลุ่มเป้าหมายของวีดิโอโฆษณาตามแบรนด์ที่ตนชื่นชอบ (ประเทศไทยรับได้ร้อยละ 43 ทั่วโลกรับได้ร้อยละ 40) และตามความสนใจ (ประเทศไทยรับได้ร้อยละ 42 ทั่วโลกรับได้ร้อยละ 41) แต่ชาวไทยจะยอมรับน้อยที่สุดหากเป็นโฆษณาที่เข้าถึงตนโดยเป็นผลมาจากการ ติดตามประวัติการเข้าเว็บไซต์ โดยเฉพาะการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (ประเทศไทยรับได้ร้อยละ 27 ทั่วโลกรับได้ร้อยละ 25) ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แอพพลิเคชั่นที่คำนึงถึงเรื่องความละเอียดอ่อนด้านความรู้สึกมาใช้กำหนดกลุ่มเป้าหมายน่าจะมีความเหมาะสมที่สุด

2. ความสำคัญของปัจจัยแวดล้อม ร้อยละ 43 ของผู้บริโภคชาวไทย กล่าวว่า มีแนวโน้มที่จะข้าม (Skip) การชมวีดิโอโฆษณาออนไลน์น้อยลง และจะรู้สึกสนใจมากขึ้นหากโฆษณาวีดิโอออนไลน์นั้นมีการนำเสนอสิ่งตอบแทน โดยเป็นรูปแบบโฆษณาที่คนไทยเปิดรับได้มากที่สุด นอกจากนี้ผู้บริโภคชาวไทยยังเปิดรับโฆษณาที่สามารถข้ามการรับชมได้ (ประเทศไทยรับได้ร้อยละ 28 ทั่วโลกรับได้ร้อยละ 34) และโฆษณาในรูปแบบที่มี click-to-play ที่ให้อำนาจผู้บริโภคในการเลือกรับชม (ประเทศไทยยอมรับร้อยละ 36 และทั่วโลกยอมรับร้อยละ 28) ผู้บริโภคยังรู้สึกด้วยว่าตนมีอำนาจในการเลือกรับชมโฆษณาผ่านสื่อดิจิตอล มากกว่าการชมผ่านโทรทัศน์ โดยคนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าอุปกรณ์ดิจิตอลที่ทำให้ตนรู้สึกว่ามีอำนาจมากที่สุดในการเลือกชมโฆษณาคือ แล็ปท็อป (ประเทศไทยลงความเห็นร้อยละ 69 ทั่วโลกลงความเห็นร้อยละ 63)

3. เนื้อหาสำคัญที่สุด ผลวิจัยระบุว่า การคำนึงถึงสื่อดิจิตอลตั้งแต่ขั้นตอนแรกของกระบวนการสร้างสรรค์งานโฆษณา เป็นสิ่งจำเป็น และควรคำนึงถึงความเหมาะสมของโฆษณาดังกล่าวเมื่อปรากฏบนจออุปกรณ์ต่างๆ และแม้รูปแบบของวีดิโอโฆษณาที่ผู้บริโภคสามารถกดข้ามได้ ยังคงเป็นสิ่งท้าทายสำหรับการสร้างสรรค์งานโฆษณา แต่ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ บริษัทจึงควรมุ่งสร้างความน่าสนใจให้เกิดขึ้นให้ได้ตั้งแต่ช่วงแรกของวีดิโอโฆษณา

นางสาวอุษณา จันทร์กล่ำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลวาร์ด บราวน์ ไฟร์ฟลาย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบัน เราสามารถเข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางต่างๆ ได้ในวงกว้าง แต่แบรนด์ต้องใส่ใจในรายละเอียดเมื่อเข้าถึงผู้บริโภคที่ถนัดและรอบรู้การใช้สื่อดิจิตอล เพราะเราไม่สามารถใช้วิธีคิดแบบเดิมๆ แบบเดียวกับที่ใช้กับโทรทัศน์ได้อีกต่อไป ผลวิจัยนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวไทยได้พัฒนาไปพร้อมกับอิทธิพลของสื่อดิจิตอล และมีความต้องการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกรับชมผ่านหน้าจอต่างๆ ดังนั้น นักการตลาดจึงควรปรับเปลี่ยนวิธีการรับมือให้เหมาะสม.

แปลงโฉมกันมั้ย? ส่อง 3 แอพเปลี่ยนหน้าให้สนุก ตามจินตนาการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/565160

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ม.ค. 2559 06:05

 

แนะนำ 3 แอพพลิเคชั่นน่าสนใจสำหรับตกแต่งภาพ ใช้งานง่ายในไม่กี่ขั้นตอน ดาวน์โหลดได้ทั้งไอโอเอสและแอนดรอยด์…

หากเป็นเมื่อก่อน…การเปลี่ยนแปลงหน้าตาหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ไม่ว่าจะเปลี่ยนมากหรือน้อย ล้วนต้องใช้วิธี “ศัลยกรรม” เป็นทางออก แต่ในยุคที่“เทคโนโลยี” เข้าใกล้ชีวิตเราอย่างที่สุดในปัจจุบัน บอกได้เลยว่าไม่ต้องเจ็บตัว แถมไม่ต้องเปลืองเงิน!

เพราะ “แอพพลิเคชั่น” สามารถดลบันดาลให้เราได้ทุกอย่าง อยากทำหน้าเนียน ปรับตาโต จมูกโด่ง ทำผอม หรือแม้แต่จะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนอื่น ก็ทำได้ง่ายดายผ่านสมาร์ทโฟนเครื่องโปรดของคุณ

สำหรับผู้ที่กำลังเบื่อๆ หรืออยากหาอะไรสนุกๆ ทำ… เราแนะนำให้คุณหยิบมือถือขึ้นมาดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นแปลกดูบ้าง! เหมาะกับคนที่อยากเปลี่ยนตัวเอง แถมยังทำง่ายในไม่กี่ขั้นตอนและสามารถสร้างสรรค์ได้ทั้งแบบภาพนิ่งและวิดีโอ

Face Stealer
ชื่อเต็มของแอพพลิเคชั่นนี้คือ Face Stealer – Realtime Face Swap Booth FX บอกเลยว่าเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแต่งภาพหลากหลายแนว หรืออยากสวมบทบาทเป็นคนอื่นดูบ้าง! แอพนี้สามารถให้คุณเปลี่ยนภาพตัวเองได้ทั้งในรูปแบบภาพนิ่งและวิดีโอ แค่เลือกรูปแบบที่ชอบ ก็กดถ่ายภาพ ถ่ายเป็นวิดีโอได้ทันที พร้อมแชร์ไปให้เพื่อนๆ บนโลกโซเชียลได้เห็น ที่สำคัญดาวน์โหลดฟรีสำหรับผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการไอโอเอสอีกด้วย

ถ่ายวิดีโอได้เจ๋งๆ ด้วย… Face Stealer

VivaVideo
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งแอพสำหรับผู้ที่ชื่นชอบตกแต่งวิดีโอ ค้นหาได้ด้วยชื่อ VivaVideo หรือจะให้แน่ใจกับชื่อยาวๆ ก็ลองเพิ่มคำต่อท้ายให้ยาวขึ้นอีกว่า Free Video Editor, Movie Maker & Video Camera App ให้แน่ใจว่าดาวน์โหลดได้ถูกแอพจริงๆ จุดเด่นของแอพนี้ คือ สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีทั้งบนไอโอเอสและแอนดรอยด์ เหมาะกับคนที่ชื่นชอบสร้างสรรค์หรือตัดต่อวิดีโอที่สุด

แต่งวิดีโอได้ตามจินตนาการ จาก VivaVideo

PicsArt
ใครชอบแต่งภาพถ่ายให้มีสไตล์ แนะนำว่าไม่ควรพลาดแอพพลิเคชั่นนี้! เพราะวิธีการแต่งภาพภายในแอพนี้มีหลากหลายด้วยรูปแบบการปะติด ละเลงสี หรือแก้ไขภาพระดับมืออาชีพ แถมยังมีให้ดาวน์โหลดได้ทั้งบนไอโอเอสและแอนดรอยด์แบบฟรีๆ อีกด้วย รับรองว่าคุ้มสำหรับการดาวน์โหลด

แอพ PicsArt ช่วยให้ออกแบบไอเดียสนุกๆ

มาคลายเครียด ด้วยการเปลี่ยน (ภาพ) ตัวเองกันเถอะ….!

ถึงเวลาเปลี่ยนเทคโนโลยี! เดลล์ มั่นใจวินโดวส์ 10 หนุนคนใช้จ่ายตลาดไอที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/565593

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ม.ค. 2559 19:17

 

เดลล์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ชุดใหญ่ เปลี่ยนโฉมรับการมาของวินโดวส์ 10 ตั้งเป้ารักษาภาพลักษณ์แบรนด์ไฮเอนด์ พร้อมชูแนวคิดเอ็นทูเอ็นโซลูชั่น ให้บริการได้ครบวงจรนำเสนอลูกค้า…

นายธเนศ อังคศิริสรรพ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เดลล์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากเข้าสู่เป้าหมายในการเป็นผู้ให้บริการที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมตั้งแต่ต้นจนจบ (เอ็นทูเอ็น โซลูชั่น) บริษัทยังคงยึดแนวทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บริการลูกค้าทั้งในภาคธุรกิจและผู้บริโภค โดยในปีนี้คาดว่าจะมีผลิตภัณฑ์พร้อมให้บริการในกลุ่มธุรกิจไม่ต่ำกว่า 19 รุ่น และกลุ่มผู้บริโภคไม่ต่ำกว่า 22 รุ่น ขณะเดียวกันก็ยังมีการปรับโฉมผลิตภัณฑ์รุ่นเดิมอีกไม่ต่ำกว่า 20 รุ่นด้วย

อย่างไรก็ตาม จากสภาพตลาดไอทีที่ชะลอตัวมานาน เชื่อว่าถึงเวลาที่องค์กร และผู้บริโภคจะปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี เพื่อรองรับการใช้งานรูปแบบใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาแนวโน้มการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของเดลล์นั้น แบ่งเป็น ภาคธุรกิจ 65% และผู้บริโภค 35% โดยบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับทั้ง 2 ส่วนธุรกิจอย่างต่อเนื่อง สำหรับปัจจัยสนับสนุนการลงทุนด้านไอทีของภาคองค์กรนั้น มาจากความต้องการเปลี่ยนเทคโนโลยีเพื่อรองรับรูปแบบการดำเนินงานด้านนวัตกรรม รวมถึงความต้องการสร้างการแข่งขันทางธุรกิจทั้งการแข่งขันภายในและต่างประเทศ ขณะที่ เทคโนโลยี 4จี ยังช่วยผลักดันให้เกิดการลงทุนด้านไอที และดิจิตอลคอนเทนต์ด้วย

“เดลล์ ยังคงรักษาภาพลักษณ์แบรนด์ระดับไฮเอนด์ ซึ่งไม่เน้นการทำตลาดแบบลดราคาเพื่อดึงดูดความสนใจจากลูกค้า แต่เน้นความทันสมัย ให้ภาพลักษณ์ที่ดีในการใช้งาน และสามารถตอบสนองได้ด้วยเทคโนโลยีที่หลากหลาย สำหรับกลุ่มนักศึกษา วัยเริ่มทำงาน ตลอดจนวัยทำงานที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง รวมถึงกลุ่มธุรกิจสุขภาพ โทรคมนาคม ธนาคาร ภาคอุตสาหกรรม และเอสเอ็มบี ซึ่งเป็นลูกค้าหลักในส่วนองค์กรของเดลล์ โดยในปีนี้เดลล์จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำตลาดให้มากความหลากหลาย และน่าสนใจยิ่งขึ้นด้วย”

สำหรับเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ที่เดลล์เตรียมนำเสนอสู่ผู้ใช้งานนั้น เป็นความร่วมมือกับไมโครซอฟท์และอินเทล ภายใต้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 10 พร้อมระบบประมวลผลอินเทล คอร์ โปรเซสเซอร์ รุ่นที่ 6 หรือ อินเทล ซีออน โปรเซสเซอร์ รุ่นล่าสุด สำหรับโมบาย เวิร์กสเตชั่น โดยผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่เดลล์นำเสนอ ได้แก่ โน้ตบุ๊ก ละติจูด13 7000, ละติจูด12 7000 และ ละติจูด11 5000 สำหรับกลุ่มองค์กร รวมถึงโซลูชั่น พรีซิชั่น เวิร์คสเตชัน, เดลล์ ออพติเพล็กซ์ เดสก์ท็อปยุคใหม่, จอเดลล์ อัลตร้าชาร์ป 30 อัลตร้า เอชดี 4เค โอแอลอีดี มอนิเตอร์แบบโอแอลอีดีตัวแรกของเดลล์ ซึ่งมีหลายผลิตภัณฑ์ที่พร้อมวางจำหน่ายและเตรียมเปิดตัวในเร็วๆ นี้

นายรชฏ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้จัดการกลุ่มธุรกิจและการตลาดวินโดวส์ และเซอร์เฟซ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หลังจากเปิดตัววินโดวส์ 10 ปัจจุบันมีอุปกรณ์ต่างๆ ใช้งานระบบปฏิบัติการดังกล่าวกว่า 200 ล้านเครื่องทั่วโลก ทั้งยังส่งผลให้ยอดขายคอมพิวเตอร์ในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับความต้องการใช้งานวินโดวส์ 10 ส่วนการลงทุนระบบไอทีขององค์กรในประเทศไทยนั้น เชื่อว่าขณะนี้ทุกองค์กรกำลังให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อธุรกิจ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพ การเข้าถึงข้อมูลจากช่องทางต่างๆ และความสะดวกในการใช้งาน.

แค่มีไข่อะไรก็ง่าย! ‘ขายดี’ เปิดช่องทางใหม่ ใช้ไข่จ่ายแทนเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/564071

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ม.ค. 2559 14:05

 

เว็บขายดี เปิดช่องทางใหม่การชำระเงินในชื่อ Kaidee Egg เสนอให้ใช้บริการพิเศษด้วยแพ็กเกจไข่ราคาถูกลง ตอบโจทย์คนซื้อของมือ 2 ผ่านออนไลน์…

นายทิวา ยอร์ค เฮดโค้ช เว็บไซต์ขายดี ผู้ให้บริการซื้อ-ขายสินค้ามือสองออนไลน์ เปิดเผยว่า ขายดี (Kaidee) จะเปิดตัวช่องทางชำระค่าบริการพิเศษ โดยใช้ไข่ขายดี (Kaidee Egg) ในการชำระค่าบริการ โดยมีค่าเงินเป็นหน่วยที่เรียกว่า เอ้ก เนื่องจากมีแนวคิดว่าคนไทยนิยมนำสิ่งของที่ไม่ได้ใช้มาแลกกับไข่ และปัจจุบันทุกบ้านล้วนต้องมีไข่ติดบ้าน ไข่จึงนับว่ามีความสำคัญและจำเป็นสำหรับคนไทย

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้นำร่องด้วยการเปิดตัวสมาชิกขายดี เพื่อรับชำระเงินค่าบริการพิเศษผ่านเอสเอ็มเอส (SMS) แต่พบว่าลูกค้าต้องการช่องทางการชำระเงินที่ง่ายและสะดวกโดยไม่ต้องการกดรหัสใดๆ จึงได้มีการศึกษาและพัฒนาระบบชำระเงินที่สะดวกขึ้นผ่านบริการล่าสุด เพื่อทำให้การเลื่อนประกาศง่ายขึ้นและถูกลงด้วย เปรียบเสมือนการนำไข่มาแลกกับการได้เลื่อนประกาศขายสินค้าให้อยู่ลำดับต้นๆ เพื่อให้มีคนเห็นสินค้าของคุณก่อนใคร โดยรูปแบบการใช้ไข่นี้จะเปิดให้ใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 19 ม.ค. 2559

ใช้ “ไข่” ช่วยให้ลูกค้าเห็นสินค้าของคุณก่อนใคร

ถูกกว่าใช้รูปแบบ SMS

ซื้อง่าย… จะใช้ก็สะดวก

ทั้งนี้ ข้อดีของการเลื่อนประกาศด้วยวิธีชำระค่าบริการพิเศษจากไข่ Kaidee Egg คือ 1. ถูกลง จากการใช้ไข่ดังกล่าวในการชำระค่าบริการพิเศษ เนื่องจากราคาจะถูกกว่าการชำระผ่านเอสเอ็มเอส ทั้งยังเลือกได้ตามความต้องการ ด้วยแพ็กเกจที่มีให้เลือกตั้งแต่ 50 เอ้ก ไปจนถึง 2,500 เอ้ก พร้อมโบนัสยิ่งซื้อเยอะยิ่งคุ้ม 2. ง่ายขึ้น ไม่ต้องคอยพิมพ์รหัสและส่งเอสเอ็มเอสทุกครั้ง โดยสามารถจ่ายด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตเพียงครั้งเดียว จากนั้นสามารถใช้ไข่ Kaidee Egg เพื่อเลื่อนประกาศหรือใช้บริการพิเศษอื่นๆ โดยไม่ต้องพิมพ์ จนกว่าไข่ในแพ็กเกจของคุณจะหมด 3. สุขยิ่งขึ้น จากโอกาสให้คนได้เห็นสินค้าของคุณก่อนใคร เรียกว่าเพิ่มความสุขในการขายที่คุณจัดการได้ด้วยตนเอง.

ชูไอทีเพื่อการศึกษา ‘ล็อกซเล่ย์’ ลุยตลาดความรู้ หวังพลิกโฉมเรียนยุคใหม่!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/565001

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ม.ค. 2559 16:30

 

“ล็อกซเล่ย์” รุกตลาดโซลูชั่นเพื่อการเรียน หลังได้รับแต่งตั้งจากแอปเปิ้ลให้เป็นตัวแทนจำหน่ายโซลูชั่นการศึกษา ล่าสุดจับมือ “ม.หอการค้าไทย” ใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียน…

นายธงชัย ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทได้ทำตลาดโซลูชั่นด้านการศึกษา ซึ่งเน้นการนำเสนอโซลูชั่นครบวงจรแก่สถาบันการศึกษา หลังจากได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายด้านโซลูชั่นการศึกษา (Apple Authorized Education Reseller) จากบริษัท แอปเปิ้ล เซาท์ เอเชีย (ประเทศไทย) โดยในเบื้องต้นสามารถให้บริการไปแล้วประมาณ 7-8 แห่ง อาทิ โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ สีลม โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ โรงเรียนเซนต์โยเซฟทิพวัล โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย 2 เป็นต้น โดยล่าสุดบริษัทได้ลงนามความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อยกระดับการศึกษาสู่ระดับสากล

หลังจากการขยายธุรกิจด้านดังกล่าว ทำให้บริษัทมีรายได้ในปีที่ผ่านมา ไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท และตั้งเป้าเพิ่มรายได้เป็น 100 ล้านบาท จากจำนวนสถาบันการศึกษาที่ใช้บริการรวม 20 แห่ง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้ลงทุนด้านบุคลากรเพื่อทำการฝึกอบรมการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีที่เรียกว่า เอพีดี (Apple Professional Development) จากแอปเปิ้ลอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม พบว่ามีสถาบันการศึกษาให้ความสนใจใช้งานเทคโนโลยีเพื่อปรับโฉมสู่รูปแบบการเรียนสมัยใหม่เป็นจำนวนมาก ไม่เพียงแต่สถานศึกษาภาคเอกชนแต่ยังรวมถึงภาครัฐด้วย แต่การลงทุนด้านสมาร์ท คลาสรูม บริษัทจึงพยายามนำเสนอรูปแบบที่เหมาะสมทั้งการใช้งานและงบประมาณภายใต้ความพร้อมของแต่ละสถาบันการศึกษา ซึ่งบริษัทสามารถให้บริการได้ตั้งแต่งบประมาณเริ่มต้น 50,000 บาท โดยเฉพาะสถาบันที่มีวิสัยทัศน์ มุ่งสู่การใช้งานเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการเรียนการสอน ซึ่งเบื้องต้นยังคงเน้นสถานศึกษาในกรุงเทพฯ เป็นหลัก

นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีแนวคิดสนับสนุนการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา ในรูปแบบที่เรียกว่าดิจิตอล เลิร์นนิ่ง ซิสเต็มส์ (Digital Learning Systems) ซึ่งได้มีการลงทุนด้านไอทีอย่างต่อเนื่องคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5% จากรายได้ทั้งหมด โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้มอบไอแพด เพื่อเป็นอุปกรณ์ประกอบการเรียนแก่นักศึกษาทุกคน จำนวนกว่า 17,000 เครื่อง หรือคิดเป็นงบประมาณในส่วนดังกล่าวราว 80-90 ล้านบาทต่อปี รวมถึงมีการลงทุนพัฒนาระบบไวไฟไปแล้วกว่า 60 ล้านบาท

ปัจจุบันการเรียนในรูปแบบดิจิตอล เลิร์นนิ่ง ซิสเต็มส์ มีบทเรียนวิชาต่างๆ ถึง 800-900 บทเรียนในระบบดังกล่าว คิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ของการเรียนในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ภายหลังปรับใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนมากขึ้น พบว่าได้รับความพึงพอใจจากทั้งนักศึกษาและอาจารย์ โดยสามารถวัดผลได้จากการเรียนของนักศึกษาซึ่งมีจำนวนผู้ได้รับเกรดเอ เพิ่มขึ้นเป็น 8% จากเดิม 5% ต่อวิชา

นอกจากนี้ ล็อกซเล่ย์และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังได้จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม Apple Regional Training Centre ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อให้บริการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการแก่อาจารย์และนักศึกษา รวมถึงบุคลากรทางการศึกษาจากสถาบันต่างๆ ด้วยหลักสูตรที่ได้รับการออกแบบ โดยแอปเปิ้ล เอ็ดดูเคชั่น อีกด้วย.

แวร์เอเบิลมาแรง ‘ฟิตบิท เบลซ’ คว้า 17 รางวัลจากงาน CES 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/563204

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ม.ค. 2559 14:05

 

‘ฟิตบิท เบลซ’ นาฬิกาอัจฉริยะสำหรับผู้ที่รักการออกกำลังกายรุ่นล่าสุด คว้า 17 รางวัล จากงาน CES2016 ที่ลาสเวกัส ด้าน ซีบีโอ ฟิตบิท เชื่อจะได้กระแสตอบรับไปในทางที่ดีไม่แพ้ในโซเชียลมีเดีย…

ฟิตบิท เบลซ อุปกรณ์สวมใส่ได้อัจฉริยะ หรือ แวร์เอเบิล สมาชิกใหม่ล่าสุดจากตระกูลฟิตบิท (FitBit) ผู้นำตลาดด้านอุปกรณ์การดูแลสุขภาพและกิจกรรมการออกกำลังกาย ได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลามจากนักวิจารณ์ชั้นแนวหน้า ที่เข้าร่วมงานคอนซูเมอร์ อิเล็กทรอนิกส์ โชว์ 2559 (Consumer Electronics Show: CES 2016) ซึ่งเป็นงานระดับโลกที่รวบรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคมาจัดแสดง ประจำทุกปี ที่เมืองลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

ฟิตบิท เบลซ เปิดตัวไปแล้วเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ในงานแถลงข่าวของฟิตบิท ที่จัดขึ้นที่งาน CES 2016 ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้รับกระแสตอบรับอย่างดีตั้งแต่วันเปิดตัว มีคนพูดถึงบนโลกโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊กเป็นอันดับ 1 ทวิตเตอร์เป็นอันดับ 3 และได้เข้ารับรางวัลถึง 17 รางวัล ในฐานะที่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกผู้สื่อข่าว ผู้นำในด้านอุตสาหกรรมนั้นๆ และผู้บริโภค

นายวู้ดดี้ สแคล ซีบีโอ (Chief Business Officer) ฟิตบิท กล่าวว่า ฟิตบิทได้มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยในเรื่องการออกกำลังกายและพยายามตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้มากที่สุด ฟิตบิทเป็นแอพพลิเคชั่นฟรีที่ได้รับความนิยมมากในช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่ผ่านมา เป็นอันดับหนึ่งใน iOS แอพฯ สโตร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และจากที่ ฟิตบิท เบลซ ได้รับเกียรติเข้ารับรางวัลที่งาน CES 2016 พวกเราหวังว่าเมื่อฟิตบิท เบลซ วางจำหน่ายทั่วโลกในเดือนมีนาคมนี้ จะได้รับกระแสตอบรับไปในทางที่ดีเช่นกัน”

ฟิตบิท เบลซ จะเริ่มจำหน่ายพร้อมกันทั่วโลกในเดือนมีนาคม 2559 นี้ โดยมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันฟีเจอร์การออกกำลังกายและฟิตเนสให้ก้าวไปอีกขั้น เช่น FitStar เทรนเนอร์ส่วนตัวบนหน้าจอ, เชื่อมต่อ GPS, โหมดออกกำลังกายหลากหลาย, และ PurePulse ฟีเจอร์ ตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจบนข้อมือ เป็นนาฬิกาอัจฉริยะสำหรับการออกกำลังกายที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้ได้เต็มที่กับการออกกำลังกายมากที่สุด ฟิตบิท เบลซ ออกแบบให้หลากหลายเพื่อให้เหมาะกับสไตล์ของแต่ละคน และการแจ้งเตือนที่ชาญฉลาด ทั้งหมดอัดรวมอยู่ในนาฬิกาอัจฉริยะดีไซน์เก๋ที่เข้ากับชีวิตได้อย่างไร้รอยต่อ

คุณสมบัติของ ฟิตบิท เบลซ ได้แก่ คุณสมบัติเพื่อการออกกำลังกายที่เพิ่มขึ้น เช่น FitStar by Fitbit แสดงการออกกำลังบนหน้าปัด, เชื่อมต่อ GPS, PurePulse ฟีเจอร์ตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจ และ SmartTrack ที่สามารถติดตามการออกกำลังกายแบบอัตโนมัติ ช่วยเป็นแรงผลักดันให้ออกกำลังกายมากยิ่งขึ้น และไปได้ไกลกว่าเดิม โดยฟิตบิท เบลซ มีการแจ้งเตือน ทั้งสายโทรศัพท์เรียกเข้า ข้อความ และการแจ้งเตือนนัดหมายในปฏิทินที่สามารถเชื่อมต่อได้ พร้อมแบตเตอรี่ใช้งานต่อเนื่องได้ถึง 5 วันติดต่อกัน.

ยุคใหม่เสียงดนตรี! ผุด ‘JOOX’ มิวสิกสตรีมมิ่ง แอพตอบโจทย์คนออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/564515

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ม.ค. 2559 20:30

 

สนุก ออนไลน์ เปิดตัวแอพพลิเคชั่น JOOX (จูคส์) เอาใจคนรักเสียงเพลง ด้วยรูปแบบแอพพลิเคชั่น ชูจุดเด่นใช้งานง่ายฟังได้ทั้งใช้เน็ตและไม่ใช้…

นายกฤตธี มโนลีหกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สนุก ออนไลน์ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันรูปแบบการฟังเพลงทั่วโลกนิยมฟังแบบดิจิตอลผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น โดยพบว่าตั้งแต่ปี 2557 สัดส่วนการฟังเพลงออนไลน์อยู่ที่ 46% เท่ากับรูปแบบเดิมที่ 46% และรูปแบบต่างๆ 8% คิดเป็นมูลค่ารวม 14,000-15,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศไทยยังมีสัดส่วนการฟังเพลงออนไลน์เพียง 2% แต่เชื่อว่าภายในอีก 2-3 ปีจากนี้ จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นและอยู่ในระดับเดียวกันได้ จากไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่มีความคุ้นชินเทคโนโลยีและการมาของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 4จี

จากไลฟ์สไตล์ดังกล่าวของผู้บริโภคที่ชื่นชอบการฟังเพลงออนไลน์ (มิวสิกสตรีมมิ่ง) ส่งผลให้ตลาดเพลงดิจิตอลของไทยมีมูลค่าราว 1,200 ล้านบาท ล่าสุด บริษัทได้เปิดตัวแอพพลิเคชั่น JOOX เพื่อให้บริการเพลงออนไลน์ โดยไทยเป็นประเทศที่ 4 ในการเปิดให้บริการรองจากฮ่องกง, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นบนกูเกิล เพลย์ รวมกว่า 5 ล้านครั้ง

กฤตธี มโนลีหกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สนุก ออนไลน์ จำกัด

“อนาคต JOOX อาจเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สามารถเติบโตและแข่งขันกับธุรกิจเกมรวมถึงธุรกิจอื่นๆ ได้ เนื่องจากยังไม่มีผู้ให้บริการลักษณะดังกล่าวในประเทศไทย แม้จะมีผู้ให้บริการมิวสิกสตรีมมิ่งในประเทศไทยอยู่บ้างแต่มีความแตกต่างกัน ด้วยจุดเด่นของ JOOX เช่น การใช้งานได้ต่อเนื่องแม้ว่าจะปิดหน้าจอไปแล้ว การฟังเพลงแบบออนดีมานด์ เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าการให้บริการดังกล่าวจะเป็นการสนับสนุนให้ผู้บริโภคหันมานิยมฟังเพลงแบบถูกลิขสิทธิ์มากขึ้น ซึ่งในอนาคตอาจมีการทำตลาดร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายเพื่อขยายโอกาสในการใช้งานด้วย โดยปัจจุบันผู้บริโภคที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์ 44% ระบุว่ามีการใช้จ่ายเพื่อซื้อเพลงออนไลน์ ขณะที่อีก 39% ระบุว่ามีการใช้บริการประเภทมิวสิกสตรีมมิ่ง”

สำหรับจุดเด่นของ JOOX คือ ความง่ายในการใช้งาน ผู้ใช้สามารถเลือกฟังเพลงได้ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์จึงมีความสะดวกสำหรับผู้ที่ไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ทั้งยังสามารถเลือกฟังออนไลน์ได้บนอุปกรณ์หลายประเภท เช่น เดสก์ท็อป โน้ตบุ๊ก และสมาร์ทโฟน โดยปัจจุบันมีเพลงพร้อมให้บริการถึง 3 ล้านเพลง จากค่ายเพลงในประเทศและต่างประเทศ อาทิ แกรมมี่, โซนี่-บีอีซี, ยูนิเวอร์แซล มิวสิค เป็นต้น โดยสัดส่วนกว่า 80% ของเพลงทั้งหมดจะเป็นเพลงที่สามารถเลือกรับฟังได้ฟรี ผ่านฟีเจอร์การใช้งานต่างๆ อาทิ การค้นหาเพลงที่ชื่นชอบด้วยตนเอง การเลือกฟังเพลงจากเพลย์ลิสต์ที่คุณสร้างเองหรือเพลย์ลิสต์ที่มีผู้จัดไว้ หรือฟังเพลงจากสถานีวิทยุต่างๆ

ทั้งนี้ หลังจากบริษัทได้เปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการประมาณ 2 เดือนในประเทศไทย พบว่า 71% ของผู้ใช้งาน JOOX นิยมเลือกฟังเพลงไทย โดยใช้งานเฉลี่ย 1.5 ชั่วโมงต่อวัน โดยเฉพาะเวลา 7.00-8.00 น. และ 21.00-22.00 น. และมีผู้เข้าชมแอพพลิเคชั่นถึง 20 ล้านสกรีนวิวต่อวัน

อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้ารายได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ภายในปีแรกที่เปิดให้บริการ และมีผู้ใช้งานในรูปแบบวีไอพี (ซื้อเพลง) ไม่ต่ำกว่า 2 แสนราย ซึ่งเชื่อว่าในช่วงแรกที่เปิดให้บริการนี้ จะมีผู้ใช้งานรูปแบบวีไอพีประมาณ 2% จากผู้ใช้งานทั้งหมด.

เทคโนโลยีดักโกง! ปปง.ใช้ไอทีช่วยวิเคราะห์ หวังจับข้อมูลฟอกเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/564063

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ม.ค. 2559 16:18

 

“ปปง.” เล็งใช้เทคโนโลยี “แซส” ช่วยวิเคราะห์ธุรกรรมการเงินระดับโลก เลือกตาข่ายไอทีอัจฉริยะดักจับข้อมูลฟอกเงิน เพิ่มประสิทธิภาพการจับข้อมูลฟอกเงิน…

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้แถลงความร่วมมือกับ บริษัท แซส ซอฟท์แวร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ในการนำเทคโนโลยีระดับโลกมาวิเคราะห์ธุรกรรมทางการเงิน เพื่อสนับสนุนการทำงานด้านการป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน

พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ปัญหาการฟอกเงินถือเป็นปัญหาที่มีความสำคัญ เนื่องจากกระทบต่อสังคมและประเทศชาติ ทั้งยังมีการกระทำความผิดในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ในฐานะหน่วยงานหลักในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ปปง. จึงร่วมมือกับ แซส ซอฟท์แวร์ (ไทยแลนด์) โดยนำเทคโนโลยีที่เรียกว่า แซส (SAS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เปรียบได้กับสมองกล เพื่อเป็นตาข่ายไอทีอัจฉริยะในการดักจับธุรกรรมทางการเงิน และสรุปธุรกรรมต้องสงสัยได้ถูกต้อง เพื่อสนับสนุนการทำงานของ ปปง. ด้านการวิเคราะห์ธุรกรรมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และคาดว่าหากมีการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ ก็จะช่วยเพิ่มปริมาณข้อมูล และเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ธุรกรรมได้ในอนาคต

นายทวีศักดิ์ แสงทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท แซส ซอฟท์แวร์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า เทคโนโลยีแซสได้รับการยอมรับ และรับรองจากหน่วยงานทางการเงินในประเทศสหรัฐฯ อาทิ ธนาคารกลาง นิวยอร์ก มีการใช้โซลูชั่นส์ดังกล่าวในการตรวจสอบกิจกรรมต่างๆ ของธนาคารกลาง 250 แห่ง ที่มีการเคลื่อนย้ายเงินผ่านระบบธนาคารกลางของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้เทคโนโลยีแซสขนาดใหญ่ที่วิเคราะห์ข้อมูลตลาด และสภาพคล่องของสถาบันต่างๆ ที่ได้รับการควบคุม ขณะเดียวกันก็ยังมีหน่วยงานต่างๆ ที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว อาทิ สำนักงานควบคุมเงินตรา (OCC) ซึ่งใช้เทคโนโลยีสถิติของแซส เพื่อตรวจสอบการทดสอบสภาพคล่องการทำงานและความเสี่ยงของธนาคารที่ได้รับการควบคุม, เครือข่ายการบังคับใช้กฎหมายอาชญากรรมทางการเงิน (FinCEN) และ สำนักงานบริการทางการเงิน สหราชอาณาจักร เป็นต้น.