อยากให้มีทุกสาย! ผุดโครงการรถเมล์ไฮเทค ติด GPS บอกพิกัดผู้โดยสาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/568524

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ม.ค. 2559 14:05

 

รู้หรือยัง? รถเมล์เมืองไทยมีเทคโนโลยีให้ตรวจสอบการเดินทางได้แล้ว อำนวยความสะดวกผู้โดยสาร ตรวจสอบพิกัดการเดินทางเพื่อคำนวณเวลารอรถถึงป้าย…

เมื่อเทคโนโลยีถูกพัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน… ล่าสุด เราจึงได้เห็นการพัฒนารถโดยสารประจำทาง หรือ รถเมล์ ให้สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ยุคดิจิตอลแก่ประชาชนได้ทันสมัยขึ้นด้วยการให้บริการฟรีไวไฟบนรถเมล์ ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีการประกาศให้บริการแล้วมากกว่า 30 สาย ทำให้มีรถเมล์ที่สามารถให้บริการฟรีไวไฟในประเทศแล้ว มากกว่า 550 คัน (ข้อมูลอ้างอิงจาก ขสมก.) แม้ว่าจะสามารถใช้บริการได้ในระยะสั้นๆ ก็ตาม (แต่ผู้ใช้บางรายระบุว่าสามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง) แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ตอบโจทย์การใช้งานรถเมล์ในยุค 4จี ได้เพียงพอ!

ล่าสุด เราจึงได้เห็นการพัฒนาบริการรถโดยสารประจำทางอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ผู้ใช้รถเมล์หลายคนรอคอย กับ…การติดตั้ง GPS เพื่อทำให้ผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบตำแหน่งของรถเมล์ที่กำลังรออยู่นั่นเอง

สำหรับบริการรูปแบบดังกล่าว ยังเป็นเพียงโครงการทดลองระหว่างศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ซึ่งขณะนี้มีให้บริการข้อมูลเฉพาะรถเมล์สาย 73ก เท่านั้น!!!

เช็กตำแหน่งรถเมล์ได้จากเว็บไซต์นี้…

ทั้งนี้ ผู้ที่ใช้บริการโดยสารรถเมล์สาย 73ก สามารถเข้าชมจำนวนรถและข้อมูลการเดินทาง ผ่านเว็บไซต์ bus.traffy ได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน เพื่อตรวจสอบว่ามีรถเมล์สายดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ใด จากข้อมูลที่แสดงเส้นทางป้ายรถเมล์สาย 73ก ซึ่งสามารถเลือกชมข้อมูลได้ทั้งขาเข้าและขาออก โดยข้อมูลจะถูกอัพเดตทุก 10 วินาที

นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจสอบแผนที่แสดงตำแหน่งรถเมล์ พร้อมทั้งหมายเลขข้างรถ ได้จากเว็บ cloud.traffy อีกด้วย

ตรวจสอบแผนที่แสดงตำแหน่งรถเมล์ได้

สะดวกสบายแบบนี้สิ ถึงจะเรียกว่ายุคดิจิตอลไลฟ์สไตล์…!

ที่มา : Bangkokbusclub.com

มาแล้ว Huawei Mate 8 สมาร์ทโฟนดีไซน์เฉี่ยว เน้นตลาดพรีเมียมในอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569858

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ม.ค. 2559 10:45

 

หัวเว่ยเปิดตัวสมาร์ทโฟนแฟล็กชิป 2 รุ่น Huawei Mate 8 และ Huawei GR5 เสนอประสบการณ์ใช้งานที่ดี สนองไลฟ์สไตล์และเสริมคล่องตัวเพื่อนักธุรกิจและคนรุ่นใหม่ หรูหรา แต่สเปกแรง แบตอึด ดึงอนันดา-อาเล็ก ธีรเดช เป็นพรีเซ็นเตอร์…

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป เปิดตัวสมาร์ทโฟนแฟล็กชิป 2 รุ่นล่าสุด Huawei Mate 8 และ Huawei GR5 อย่างเป็นทางการ โดยเลือกประเทศไทย เป็นสถานที่จัดงานเปิดตัวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่รอยัลพารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ โดยมีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานมากกว่า 500 คนจาก 11 ประเทศ และบรรดาสื่อมวลชนอีกคับคั่ง โดยมีแบรนด์แอมบาสเดอร์ของหัวเว่ย ได้แก่ อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ นักแสดงชายดาวรุ่งของเมืองไทย และ วุต หม่อน ชเว ยี่ ดาราสาวชื่อดังของเมียนมา ร่วมด้วย อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม มาร่วมงานด้วย

นายโทมัส หลิว ประธานบริษัท หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ในปี 2015 ที่ผ่านมา หัวเว่ยทุบสถิติด้วยอัตราการเติบโตทางธุรกิจที่สูงถึง 70% และ พร้อมรุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในปี 2015 เรามีรายรับถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์ และจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนได้มากกว่า 108 ล้านเครื่องทั่วโลก ทำให้หัวเว่ยก้าวสู่สถานะแบรนด์ชั้นนำอันดับ 3 ในตลาดสมาร์ทโฟนระดับโลกอย่างภาคภูมิ

2 ผู้บริหารของ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป

จากการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้หัวเว่ยสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ระดับคุณภาพที่มีความโดดเด่นและถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของตลาดสมาร์ทโฟนทุกกลุ่ม และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคระดับพรีเมียมได้อย่างตรงจุด โดย Huawei Mate 8 ถือเป็นมาตรฐานใหม่ของสมาร์ทโฟน ที่มีการทำงานดีเยี่ยมพร้อมแบตเตอรี่ที่ยาวนาน ตอบสนองการทำงานแบบ “ธุรกิจแนวใหม่ (The New Style of Business)” ของนักธุรกิจมืออาชีพในปัจจุบันได้อย่างดี

หรูหรา สเปกแรง สมาร์ทโฟนสำหรับนักธุรกิจและคนรุ่นใหม่

Huawei Mate 8 เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ใช้ชิปรุ่น Kirin 950 เป็นชิปประมวลผล เสริมศักยภาพการทำงานของสมาร์ทโฟนได้เร็วที่สุดในโลก โดยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผลให้ทำงานได้เต็ม 100% และหน่วยประมวลผลกราฟิกได้ถึง 125% รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้มากถึง 70% เมื่อเปรียบเทียบกับชิปรุ่น Kirin 925 โดย Huawei Mate 8 ใช้แกนประมวลผลแบบ 8 แกน (Octacore) แบ่งเป็น A72 2.3 GHz 4 แกนประมวลผล และ A53 1.8 GHz อีก 4 แกนประมวลผล โดยแยกการทำงานแต่ละชุดอย่างสมดุลและสอดคล้องกับการใช้งาน

Huawei Mate 8

จอแสดงผลขนาด 6 นิ้ว ด้วยอัตราส่วนขนาดจอแสดงผลต่อขนาดตัวเครื่องที่ 83% ตัวเครื่อง Huawei Mate 8 ประกอบด้วย วัสดุกระจกตัดขอบแบบ Diamond Cut 2.5D และอะลูมิเนียมเกรดเดียวกับยานอวกาศ อีกทั้งเทคโนโลยี สแกนลายนิ้วมือรุ่นใหม่และระบบปกป้องข้อมูลสำคัญ ด้วยเซ็นเซอร์รุ่นใหม่เพิ่มประสิทธิภาพการระบุลักษณะบนพื้นที่สแกนมากกว่าเดิม 10% แบตเตอรี่ความจุถึง 4,000 mAh ใช้งานตามปกติได้นานถึง 2 วัน พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีการชาร์จไฟความเร็วสูง ทำให้ชาร์จไฟเพียง 30 นาที ก็ใช้งานสมาร์ทโฟนได้นานถึง 1 วัน และโดยปกติผู้ใช้งาน Huawei Mate 8 สามารถใช้งานได้นานถึง 2.36 วัน และได้นาน 1.65 วัน ใช้งานนานๆ แล้วไม่ร้อน เพราะกระจายความร้อนระหว่างการใช้งานได้ดีกว่า

นอกจากนี้ การแมตช์แรงเสียดทานจากลายนิ้วมือ ยังทำงานบนระบบรักษาความปลอดภัยถึง 3 ชั้น ผู้ใช้จึงมั่นใจในการรักษาข้อมูลได้มากกว่า อีกทั้งเซ็นเซอร์ยังสามารถปลดล็อกสำหรับผู้ใช้งานได้เร็วขึ้นถึง 100% ในด้านการใช้งาน Huawei Mate 8 ทำงานบนอินเตอร์เฟซของหัวเว่ยรุ่น EMUI 4.0 บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์  6.0 Marshmallow รองรับการเชื่อมต่อในช่องความถี่ที่มากกว่าสมาร์ทโฟนแบบสองซิมรุ่นอื่นๆ โดยรองรับคลื่นความถี่แบบ 2G 4 ช่วง คลื่นความถี่แบบ 3G 9 ช่วง และคลื่นความถี่แบบ 4G 18 ช่วง ใน 217 ประเทศทั่วโลก โดยตั้งค่าผู้ให้บริการเครือข่ายได้ถึง 1,334 แบบ

Huawei GR5

ส่วน Huawei GR5 เป็นโมเดลแฟล็กชิปรุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูล G series สำหรับวัยรุ่นผู้หลงใหลในเทคโนโลยี ออกแบบมาให้ขนาดเข้ากับฝ่ามือ 151.3×76.3×8.15 มม. ใช้ชิปประมวลผล 8 คอร์ ของ ควอลคอมม์ แบบ Snapdragon 616 1.5Ghz 4 แกน และ 1.2Ghz อีก 4 แกน จอภาพขนาด 5.5 นิ้ว ฟูลเอชดี ความละเอียด 1080x 1920 กล้องถ่ายภาพหลักด้านหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล หน่วยความจำขนาด 2GB พื้นที่เก็บข้อมูลในเครื่องขนาด 16 GB แบตเตอรี่ 3,000 mAh มาพร้อมกับ เทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือรุ่นที่ 2 โดยสแกนนิ้วทั้งในขณะที่มือแห้งและเปียก และใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 5.1 รองรับการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สาย 4G LTE.

จากนี้ให้เรียก ‘แกร็บ’ ห้ามพลาด 10 เรื่องแอพฯ เรียกรถ ทางเลือกคนสัญจร!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569464

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ม.ค. 2559 06:01

 

“แกร็บแท็กซี่” (Grabtaxi) ประกาศพลิกโฉมแบรนด์ใหม่เป็น “แกร็บ” (Grab) หลังให้บริการในไทยราว 2 ปี พร้อมตั้งเป้าสู่การเป็นระบบขนส่งสาธารณะระดับโลกที่สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ท้องถิ่นได้…

หลังจากประเทศไทยเริ่มมีบริการเรียกรถแท็กซี่ผ่านแอพพลิเคชั่น…แกร็บแท็กซี่ ถือเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการรายแรกๆ ด้วยระยะเวลาราว 2 ปีในไทย ทำให้รูปแบบความสะดวกสบายในการเรียกใช้งานแท็กซี่เช่นนี้ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปัจจุบัน ล่าสุด แกร็บแท็กซี่ ได้ประกาศปรับโฉม (รีแบรนด์ดิ้ง) เป็นแกร็บ เพื่อสร้างมิติใหม่ในการให้บริการด้วยความทันสมัย และสามารถรองรับความต้องการใช้งานได้มากขึ้น พร้อมทั้งเปิดให้อัพเดตแอพพลิเคชั่นแล้ว

“ภายใต้โฉมใหม่ของแกร็บจะสื่อถึงความรวดเร็ว ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ซึ่งมาพร้อมกับภาพลักษณ์ในการเป็นชุมชนระบบขนส่งสาธารณะ” นายแอนโทนี่ ตัน ประธานกลุ่มบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งแกร็บ เปิดเผยและกล่าวว่า จากจุดเริ่มต้นในการคิดค้นบริการแกร็บแท็กซี่ เพื่อแก้ปัญหาด้านการจราจรและความไม่ปลอดภัยของการเดินทางในประเทศมาเลเซีย จากนั้นจึงได้ขยายสู่การให้บริการอีกหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งไทย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ส่วนจุดเด่นของการเป็นชุมชนระบบขนส่งสาธารณะของแกร็บ คือ การที่ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้บริการได้อย่างหลากหลายตามความต้องการ ทั้งจากแกร็บคาร์ แกร็บแท็กซี่ แกร็บไบค์ เป็นต้น

นายแอนโทนี่ กล่าวอีกว่า แกร็บตั้งเป้าสู่การเป็นนวัตกรรมระดับโลกที่เหมาะสมกับการใช้งานในท้องถิ่น ส่วนการเติบโตในปีนี้ คาดว่าจะสามารถเติบโตได้ในระดับเดียวกับที่ผ่านมาหรือประมาณ 10 เท่าตัวทั้งด้านผู้ใช้งานและผู้ขับ สำหรับประเทศไทย แกร็บแท็กซี่เป็นบริการที่มีผู้ใช้งานสูงเป็นอันดับ 1 ซึ่งสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากมีรถแท็กซี่เป็นจำนวนมากในประเทศไทย ส่วนบริการที่ได้รับความนิยมรองลงมาคือ แกร็บคาร์ และแกร็บไบค์

ตัน ฮุย ลิง (ซ้าย) และแอนโทนี่ ตัน (ขวา) 2 ผู้ร่วมก่อตั้งแกร็บ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการประกาศปรับโฉมแบรนด์ใหม่แล้ว แต่เชื่อว่าหลายคนอาจยังไม่เคยทำความรู้จักกับผู้ให้บริการรายนี้มากนัก “ไทยรัฐออนไลน์” จึงอาสาพาทุกท่านไปทำความรู้จักแบบเจาะลึกกับ 10 ข้อ “แกร็บ” บริการชุมชนระบบขนส่งสาธารณะ หลังจากประกาศปรับแบรนด์เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2559 พร้อมกันทั้ง 6 ประเทศ…

1. แกร็บ เปิดให้บริการใน 6 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย รวม 28 เมือง ซึ่งในประเทศไทยมีให้บริการในกรุงเทพฯ พัทยา เชียงราย ภูเก็ต

2. ปัจจุบันมีผู้เรียกใช้งานแอพพลิเคชั่นแกร็บ เฉลี่ยวันละ 1.5 ล้านครั้ง และมียอดดาวน์โหลดแอพฯ ทั้งหมด 11 ล้านครั้ง

3. พนักงานขับรถประเภทต่างๆ ของแกร็บมีจำนวนรวมกว่า 200,000 คน จากบริการต่างๆ อาทิ แกร็บแท็กซี่, แกร็บไบค์, แกร็บคาร์ อีโค, แกร็บคาร์ พรีเมียม, แกร็บ เอ็กซ์แอล เป็นต้น

4. บริการล่าสุดที่แกร็บกำลังจะเปิดให้บริการ คือ แกร็บฮิทช์ (GrabHitch) บริการทางเดียวกันไปด้วยกัน, แกร็บเอ็กซ์เพรส (GrabExpress) บริการส่งสินค้าเพื่อรองรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ใหม่ๆ เพื่อพัฒนาการใช้งานให้สะดวกยิ่งขึ้น อาทิ แฟลช (Flash) เพียงแตะปุ่มเดียวก็จะสามารถค้นหารถแกร็บแท็กซี่และแกร็บคาร์ที่อยู่ใกล้ผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว, แกร็บเพย์ (GrabPay) รองรับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต, แกร็บเวิร์ค (GrabWork) สะดวกสำหรับผู้ใช้งานที่มีการเดินทางส่วนตัวและการทำงาน ซึ่งต้องการแยกรายละเอียดการเดินทางให้พร้อมเบิกค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น

ให้บริการภายใต้แนวคิด…ชุมชนขนส่งสาธารณะ

5. ฟีเจอร์แฟลช เปิดให้บริการแล้วในสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยจะเปิดตัวในประเทศไทยภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ส่วนแกร็บเพย์คาดว่าจะเปิดให้บริการในไทยและเวียดนามได้ภายในช่วงครึ่งแรกของปีนี้เช่นกัน ขณะที่แกร็บเวิร์คและแกร็บเอ็กซ์เพรส พร้อมเปิดให้บริการแล้วในประเทศไทย

6. เป้าหมายหลังจากเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์ แกร็บตั้งเป้าสู่การเป็นผู้ให้บริการระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งยังต้องการสร้างโอกาสในการเข้าถึงการใช้งาน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชนดังกล่าวให้กับผู้ใช้บริการ ผู้ขับขี่ รวมถึงพาร์ตเนอร์

7. อย่างที่บอกไปแล้วว่า แกร็บ ถูกสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิดที่ต้องการแก้ปัญหาการเดินทางในท้องถิ่น แต่ด้วยโมเดลที่น่าสนใจและสามารถตอบสนองการใช้งานได้ดี จึงมีการขยายบริการไปสู่ประเทศอื่นๆ ภายใต้เป้าหมายในการมอบความปลอดภัยให้ผู้ใช้บริการ รวมไปถึงพนักงานขับรถของแกร็บทุกประเภท

8. บริการของแกร็บยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยแกร็บคาร์มีอัตราการเติบโตราว 35% ต่อเดือน แกร็บไบค์ 75% ต่อเดือน

9. แกร็บยืนยันว่าจะไม่ระดมทุนเพิ่ม แต่ยินดีเปิดกว้างสำหรับนักลงทุนที่สนใจ โดยที่ผ่านมาแกร็บมีงบประมาณจากการระดมทุนแล้วกว่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 25,000 ล้านบาท) ซึ่งจะยังขยายบริการให้ครอบคลุมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด

10. เทคโนโลยีที่แกร็บใช้เพื่อการให้บริการ คือ การวิเคราะห์ข้อมูลแบบบิ๊กดาต้า โดยใช้งบในการวิจัยและพัฒนาราว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 3,600 ล้านบาท) โดยปัจจุบันมีศูนย์วิจัยและพัฒนา 3 แห่ง สิงคโปร์, ซีแอตเติล, ปักกิ่ง ขณะเดียวกันก็ใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ของอะเมซอนในการจัดเก็บข้อมูลด้วย

ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับการเดินทางในยุคดิจิตอล…!

หรือโฉมใหม่จอเล็กลง? ลือแอปเปิลเตรียมออก ‘ไอโฟน 5se’ ขาย เม.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/567936

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ม.ค. 2559 14:05

 

มีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับไอโฟนรุ่นล่าสุดของแอปเปิลอีกครั้ง โดยในครั้งนี้เป็นการเปิดเผยว่าไอโฟนรุ่นใหม่จะมาในชื่อ 5se หน้าจอขนาด 4 นิ้ว…

นอกจากข่าวลือเกี่ยวกับการเปิดตัว “ไอโฟนรุ่นใหม่” ที่หลายคนรอคอยและหวังให้เป็นไอโฟน 7 แต่เมื่อไม่นานนี้…เริ่มมีกระแสข่าวเกี่ยวกับไอโฟนไซส์เล็กออกมาให้ได้ยินอีกครั้ง ซึ่งล่าสุด เว็บไซต์ macthai ได้รายงานข้อมูลใหม่เกี่ยวกับไอโฟนหน้าจอ 4 นิ้ว โดยอ้างอิงจากสื่อต่างประเทศ

สำหรับรายละเอียดดังกล่าวถูกเปิดเผยโดย 9to5mac ระบุว่า ภายในเดือนมีนาคมหรือเมษายน แอปเปิลจะเปิดตัวไอโฟนในชื่อ ไอโฟน 5se ที่คาดว่าจะมีหน้าจอขนาด 4 นิ้ว ซึ่งคำว่า se นั้นมาจาก special edition หรือ e ที่มาจาก enhanced

ส่วนสเปกของไอโฟน 5se เชื่อว่าภายนอกจะมีลักษณะคล้ายกับรุ่นไอโฟน 5s แต่จะใช้หน้าจอกระจกขอบโค้งแบบเดียวกับไอโฟน 6 และไอโฟน 6s กล้องหลังความละเอียด 8 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 1.2 ล้านพิกเซล (เทียบเท่ากับไอโฟน 6) รองรับการถ่ายภาพแบบพาโนรามาที่กว้างขึ้น มีออโต้โฟกัสสำหรับการถ่ายวิดีโอ รวมถึงคุณสมบัติ Live Photos (เหมือนไอโฟน 6s) ทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีเอ็นเอฟซีเพื่อรองรับการใช้งานแอปเปิล เพย์ อีกด้วย แต่เทคโนโลยี 3D Touch อาจไม่สนับสนุนกับไอโฟนรุ่นดังกล่าว เนื่องจากแอปเปิลต้องการให้ผู้ใช้งานอัพเกรดไปใช้เครื่องรุ่นใหม่ๆ มากกว่า

ลือกันมานาน สำหรับไอโฟนหน้าจอเล็ก แต่จะเป็นจริงหรือไม่คงต้องติดตามกันต่อไป…!

ที่มา : 9to5mac , macthai

ลมหนาวพัดเข้าไทย ทำชุดชั้นในเซ็กซี่ ขายผ่านเว็บดีกว่าเสื้อกันหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569307

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ม.ค. 2559 10:20

 

เว็บไซต์ WearYouWant ร้านเสื้อผ้าออนไลน์ เผยข้อมูลช่วงฤดูหนาวและอากาศเย็นลงที่ผ่านมา ยอดขายเสื้อกันหนาวไม่เพิ่ม แต่กลายเป็นว่า ชุดชั้นในเซ็กซี่ของสตรีกลับขายดีมากกว่า ด้าน ผู้ประกอบการคาด ลมหนาวทำให้คนไม่อยากออกบ้าน…

WearYouWant ร้านค้าสินค้าแฟชั่นและผลิตภัณฑ์ความงามออนไลน์ชั้นนำของไทย เปิดเผยรายงานจากข้อมูลการจำหน่าย ระบุว่า เดิมทีทางร้านคาดว่าจะมีการสั่งซื้อเสื้อผ้ากันหนาวกันมากขึ้น แต่ผลที่ออกมากลับตรงกันข้าม เพราะตั้งแต่ลมหนาวโชยมา กลับมียอดสั่งซื้อชุดชั้นในเซ็กซี่กันมากขึ้นแทน

สงสัยคุณแม่บ้านต้องการสร้างบรรยากาศโรแมนติกในช่วงที่อากาศหนาว

ดูเหมือนว่า คนมีคู่จะไม่ได้ต้องการเสื้อกันหนาวมากเท่าไรนักสำหรับปรากฏการณ์ความเย็นในครั้งนี้ เพราะไหนๆ กรุงเทพฯ จะมีอากาศที่เรียกได้ว่า “หนาว” กับคนอื่นเขาบ้างสักที ก็ต้องสร้างบรรยากาศโรแมนติกให้สมกับการรอคอยอากาศแบบนี้สักนิดหนึ่ง ว่าไหม

นายจูเลียง ชาล์ท ซีอีโอ ของ WearYouWant

นายจูเลียง ชาล์ท ซีอีโอ ของ WearYouWant กล่าวว่า ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ยอดขายชุดชั้นในบนเว็บไซต์ของ WearYouWant เพิ่มขึ้นถึง 70% ตั้งแต่อากาศเริ่มเย็นลง ในขณะที่หลายๆ คนอยากจะให้อากาศแบบนี้อยู่ต่อไปอีกหน่อย เผื่อจะได้เดินตากลมเย็นๆ ที่หาได้น้อยนิดในเมืองหลวงแห่งนี้ เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะนึกอยากซื้อชุดชั้นในใหม่เป็นแน่ แค่สั่งซื้อร้านค้าออนไลน์ ง่ายๆ แค่นี้ความเซ็กซี่ก็มาเยือนถึงประตูบ้าน ไม่ต้องฝ่าลมหนาวออกไปให้วุ่นวาย

สินค้ากลุ่มชุดชั้นในเซ็กซี่ ซีทรู จีสตริง ขายดีมากช่วงนี้

ซีอีโอ ของ WearYouWant กล่าวด้วยว่า ที่จริงผมก็ไม่อยากจะฟันธงนะว่ามันเป็นเพราะอากาศ แต่จะว่าไป เวลาอากาศหนาวคนเรามักจะหาอะไรทำในบ้านอยู่แล้ว ผมหวังว่าชุดชั้นในที่ขายออกไปเยอะขนาดนี้ จะตอบโจทย์เหล่าคนขี้หนาวที่ไม่ยอมออกจากบ้านกันมากกว่า.

ภัยไซเบอร์เพิ่ม ทำองค์กรมั่นใจน้อยลง แนะอุดช่องโหว่ระบบเก่า-เบราว์เซอร์รั่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569234

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ม.ค. 2559 09:15

 

ซิสโก้ เผยรายงานความปลอดภัย องค์กรมั่นใจน้อยลง ขณะที่ผลกระทบต่อจากผู้บุกรุกเพิ่มมากขึ้น แนะให้ เสริมความแข็งแกร่งรับมือกับการโจมตีจุดอ่อน โครงสร้างพื้นฐานรุ่นเก่า และข้อมูลรั่วผ่านเบราว์เซอร์ ช่วยรับภัยคุกคามที่ไม่คาดฝัน…

รายงานด้านความปลอดภัยประจำปี 2559 ของซิสโก้ ที่สำรวจตรวจสอบแนวโน้มความปลอดภัยไซเบอร์และข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภัยคุกคาม เปิดเผยว่า มีองค์กรทั่วโลกเพียง 45% เท่านั้นที่มั่นใจในสถานะความปลอดภัยของตนเอง ขณะที่ปัจจุบันผู้บุกรุกดำเนินการโจมตีอย่างซับซ้อน รุนแรง และรวดเร็ว แม้ว่าผู้บริหารอาจไม่แน่ใจเกี่ยวกับความแข็งแกร่งด้านความปลอดภัยขององค์กร แต่ผู้บริหาร 92% เห็นพ้องต้องกันว่า หน่วยงานกำกับดูแลและนักลงทุนจะคาดหวังให้บริษัทต่างๆ จัดการความเสี่ยงด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้อย่างเหมาะสม  ผู้บริหารเหล่านี้ดำเนินมาตรการเพิ่มมากขึ้นเพื่อรักษาอนาคตขององค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่องค์กรพยายามปรับเปลี่ยนการดำเนินงานให้เป็นรูปแบบดิจิตอล

รายงานดังกล่าวเน้นย้ำถึงปัญหาท้าทายที่องค์กรธุรกิจต้องเผชิญ โดยเป็นผลสืบเนื่องมาจากการพัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของผู้โจมตี  ปัจจุบัน แฮ็กเกอร์ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ “ถูกกฎหมาย” เพื่อเริ่มต้นการโจมตีอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างผลกำไร นอกจากนี้ ลำพังเพียงแค่การโจมตีโดยตรงโดยอาชญากรไซเบอร์ที่ใช้มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) สามารถสร้างรายได้ถึง 34 ล้านดอลลาร์ต่อปี (หรือ 1,224 ล้านบาทต่อปี) และอาชญากรเหล่านี้ยังคงดำเนินการโจมตีอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สะทกสะท้านต่อมาตรการป้องปรามของหน่วยงานกำกับดูแล

องค์กรธุรกิจต้องรับมือกับปัญหาท้าทายด้านความปลอดภัยที่ยับยั้งความสามารถขององค์กรในการตรวจจับการโจมตีทางไซเบอร์ รวมทั้งบรรเทาปัญหา และกู้คืนระบบภายหลังการโจมตี  โครงสร้างพื้นฐานรุ่นเก่า รวมถึงโครงสร้างองค์กรและแนวทางปฏิบัติที่ล้าสมัย ทำให้องค์กรตกอยู่ในความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น

รายงานดังกล่าวเรียกร้องให้ทั่วโลกร่วมมือกันมากขึ้น และลงทุนในกระบวนการเทคโนโลยีและบุคลากร เพื่อต่อสู้กับอาชญากรที่มุ่งโจมตีอุตสาหกรรมต่างๆ

ประเด็นสำคัญจากผลการศึกษาวิจัย ได้แก่

อินโฟกราฟฟิกของรายงานด้านความปลอดภัยประจำปี 2559 ของซิสโก้

·ความเชื่อมั่นลดลง ความโปร่งใสเพิ่มขึ้น: ไม่ถึงครึ่งหนึ่งขององค์กรธุรกิจที่ตอบแบบสอบถามมั่นใจในความสามารถของตนเองในการระบุขอบเขตความเสี่ยงของเครือข่ายและแก้ไขความเสียหาย  แต่ผู้บริหารฝ่ายการเงินและธุรกิจส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าหน่วยงานกำกับดูแล และนักลงทุนคาดหวังว่าบริษัทต่างๆ จะมีความโปร่งใสเพิ่มมากขึ้น ในการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงทางด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ในอนาคต แนวโน้มนี้แสดงให้เห็นว่าปัญหาเรื่องความปลอดภัยได้รับความสนใจจากคณะกรรมการบริหารเพิ่มมากขึ้น

·โครงสร้างพื้นฐานรุ่นเก่า: ในช่วงปี 2557 ถึง 2558 จำนวนองค์กรที่ระบุว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยของตนเองมีความทันสมัยลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ ผลการสำรวจชี้ว่า 92 เปอร์เซ็นต์ของอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตมีช่องโหว่ที่รู้จัก 31 เปอร์เซ็นต์ของอุปกรณ์ทั้งหมดที่วิเคราะห์ไม่ได้รับการสนับสนุนหรือบำรุงรักษาโดยผู้ขายอีกต่อไป

·ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMB) คือจุดอ่อน: ขณะที่องค์กรต่างๆ สำรวจซัพพลายเชนและความร่วมมือกับองค์กรธุรกิจขนาดเล็กอย่างใกล้ชิด ก็พบว่าองค์กรเหล่านี้ใช้เครื่องมือและกระบวนการป้องกันภัยคุกคามน้อยกว่า ตัวอย่างเช่น ในช่วงปี 2557 ถึง 2558 จำนวน SMB ที่ใช้ระบบรักษาความปลอดภัยบนเว็บลดลงกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งบ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อองค์กรต่างๆ อันเนื่องมาจากจุดอ่อนบนโครงสร้าง

·เอาต์ซอร์สเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง: ภายใต้แนวโน้มในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากร องค์กรทุกขนาดตระหนักถึงคุณประโยชน์ของบริการเอาต์ซอร์สที่ช่วยเสริมสร้างความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นบริการให้คำปรึกษา การตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัย และการตอบสนองต่อกรณีปัญหาที่เกิดขึ้น ธุรกิจ SMB ซึ่งมักจะขาดแคลนทรัพยากรสำหรับการรักษาความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพ กำลังดำเนินการปรับปรุงแนวทางด้านความปลอดภัยด้วยการใช้บริการเอาต์ซอร์ส ซึ่งมากถึง 23 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2558 เปรียบเทียบกับ 14 เปอร์เซ็นต์ ในปีก่อนหน้า

·การเปลี่ยนไปโจมตีเซิร์ฟเวอร์: อาชญากรออนไลน์ได้เปลี่ยนไปโจมตีเซิร์ฟเวอร์ที่มีช่องโหว่ เช่น เซิร์ฟเวอร์ของ WordPress เพื่อสนับสนุนการโจมตี โดยใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพื่อจุดประสงค์ร้าย  ตัวอย่างเช่น จำนวนโดเมน WordPress ที่อาชญากรใช้เพิ่มขึ้นถึง 221 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงตุลาคม 2558

·การรั่วไหลของข้อมูลบนเบราว์เซอร์: แม้ว่าทีมงานฝ่ายรักษาความปลอดภัยมักจะมองว่าส่วนขยายของเบราว์เซอร์ที่เป็นอันตราย (malicious browser extensions) ถือเป็นภัยคุกคามระดับต่ำ แต่ก็อาจเป็นช่องทางที่ทำให้ข้อมูลรั่วไหล โดยส่งผลกระทบต่อองค์กรต่างๆ มากกว่า 85% แอดแวร์ (Adware), โฆษณาที่มีมัลแวร์แฝงอยู่ (Malvertising) และแม้กระทั่งเว็บไซต์ทั่วไปหรือคอลัมน์แจ้งข่าวมรณกรรม อาจนำไปสู่ปัญหาข้อมูลรั่วไหลสำหรับผู้ใช้ที่ไม่ได้อัพเดตซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอ

ช่องโหว่บนเว็บเบราว์เซอร์จากส่วนขยาย แม้จะเป็นภัยคุกคามแบบต่ำ แต่ก็นำไปสู่ปัญหาข้อมูลรั่วไหลขององค์กรได้

·จุดบอดของ DNS (Domain Name Service): เกือบ 92% ของมัลแวร์ “อันตราย” ใช้ DNS เป็นความสามารถหลักมักจะเป็น “จุดบอด” ด้านความปลอดภัย เพราะโดยทั่วไปแล้วทีมงานฝ่ายรักษาความปลอดภัย และผู้เชี่ยวชาญ DNS ทำงานในกลุ่มไอทีคนละกลุ่มภายในบริษัท และไม่ค่อยได้ประสานงานร่วมกัน

·ตรวจจับได้รวดเร็วขึ้น: แวดวงอุตสาหกรรมประเมินว่าเวลาที่ใช้ในการตรวจจับอาชญากรรมไซเบอร์อยู่ที่ประมาณ 100 ถึง 200 วัน ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่นานเกินไปจนไม่อาจยอมรับได้ ซิสโก้ได้ลดระยะเวลาดังกล่าวจาก 46 เป็น 17.5 ชั่วโมง นับตั้งแต่ที่รายงานด้านความปลอดภัยกลางปี 2558 ของซิสโก้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ การลดระยะเวลาการตรวจจับจะช่วยลดความเสียหายจากการโจมตีทางไซเบอร์ ลดความเสี่ยงและผลกระทบต่อลูกค้า และโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก

·ความน่าเชื่อถือคือสิ่งสำคัญ: ขณะที่องค์กรต่างๆ ปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ระบบดิจิตอลเพิ่มมากขึ้น ข้อมูล อุปกรณ์ เซ็นเซอร์ และบริการต่างๆ จึงมีจำนวนเพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดความต้องการใหม่ๆ สำหรับความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจสำหรับลูกค้า

นายจอห์น เอ็นสจ๊วต รองประธานอาวุโสฝ่ายรักษาความปลอดภัยของซิสโก้ กล่าวว่า ระบบการรักษาความปลอดภัยควรปรับสภาพได้ตามการออกแบบ ความเป็นส่วนตัว และความรับผิดชอบที่โปร่งใส ด้วย IoT ที่เกิดขึ้นในทุกธุรกิจ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีจะต้องสร้าง ลงทุน และดำเนินการได้ในทุกภาคส่วน เราไม่ควรสร้างหนี้ที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เราต้องเผชิญความท้าทายที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้

นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีนของซิสโก้

ด้าน นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีนของซิสโก้ กล่าวว่า แนวโน้มอินเทอร์เน็ตออฟธิงค์ส หรือ IoT และ Digitization เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกธุรกิจ ด้วยเหตุนี้ความสามารถด้านการรักษาความปลอดภัยจึงต้องถูกสร้างขึ้น และใช้งานในทุกภาคธุรกิจ ขณะที่ภัยคุกคามส่วนใหญ่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ข้อมูลเชิงลึกในรายงาน Annual Security Report ของซิสโก้ชี้ให้เห็นว่าผู้โจมตีมีการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ด้านความปลอดภัย และมีการใช้ทรัพยากรออนไลน์ที่ถูกกฎหมายเพื่อทำการโจมตีเพิ่มมากขึ้น

ศูนย์ประสานงานการรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ (ThaiCERT) เปิดเผยว่า คนไทย 48% มีความเสี่ยงในเรื่องความปลอดภัยทางออนไลน์ และมีการรายงานปัญหาด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ 2,534 กรณีในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยครอบคลุมถึงปัญหาการปลอมแปลง การบุกรุก และโค้ดอันตราย ขณะที่การลงทุนด้านการรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้น แต่ไซเบอร์ซีเคียวริตี้มีความซับซ้อนมากขึ้น และผู้โจมตีไม่เคยละความพยายามที่จะโจมตีองค์กรธุรกิจในแต่ละปี

ทุกวันนี้มาตรการด้านการรักษาความปลอดภัยจะต้องมีความสอดคล้องกับทิศทางธุรกิจ มีการปรับใช้อย่างเหมาะสมในระดับโครงสร้าง และผสานรวมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ผู้บริหารระดับสูงในองค์กรต่างๆ จำเป็นต้องรับทราบและปรับใช้กลยุทธ์ด้านความปลอดภัย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่ไม่คาดคิด ขณะที่บริษัทไอทีจะต้องพัฒนาโซลูชั่นที่เชื่อถือได้สำหรับผู้ใช้งานและองค์กร.

หลุดภาพร่าง ไอแพด แอร์ 3 เผยเล็งใส่ 4 ลำโพงพร้อมแฟลช LED

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/568911

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ม.ค. 2559 15:35

 

ลือแอปเปิลอาจออก ไอแพด แอร์ 3 (iPad Air 3) รุ่นใหม่ มาพร้อมกับลำโพง 4 ตัวเหมือนไอแพด โปร พร้อมทั้งแฟลช แอลอีดี ติดกับกล้องด้านหลัง หลังมีภาพแบบร่างหลุดออกมา…

เว็บไซต์แอปเปิลอินไซเดอร์ เผยข่าวอ้างอิงภาพร่างที่คาดว่าจะเป็น แอปเปิล ไอแพด แอร์ 3 (iPad Air 3) ที่ออกมาโดยเว็บไซต์ nowhereelse แหล่งข่าวที่ยังยืนยันได้ไม่ 100%

ภาพหลุดแบบร่าง iPad Air 3 โดย เว็บไซต์ nowhereelse

ภาพร่างดังกล่าวแสดงถึงไอแพดรุ่นใหม่ที่มีช่องลำโพง 4 ตัวแบบเดียวกับไอแพดโปร คือ ด้านบนและด้านล่าง ข้างละ 2 ตัวซ้ายและขวา ที่จะให้ระบบเสียงสเตอริโอที่สมจริงมากขึ้น เช่นเดียวกับแฟลช LED สำหรับถ่ายภาพ หลังจากที่มีผู้ใช้งานใช้ไอแพดด้านภาพถ่าย รวมทั้งการสแกนเอกสารต่างๆ เป็นไฟล์ดิจิตอลมากขึ้น โดยแต่เดิมแอปเปิลตัดแฟลชสำหรับกล้องถ่ายรูปออกจากไอแพดทุกรุ่น รวมทั้งไอแพดโปรใหม่ล่าสุดที่เพิ่งออกไม่นานมานี้

นักวิเคราะห์เชื่อว่า การที่แอปเปิลต้องการอัพเกรดไอแพดให้มีการทำงานที่ดีขึ้น สืบเนื่องจากช่วงหลังยอดขายไอแพดร่วงลงมาติดต่อกันหลายไตรมาส และแท็บเล็ตรุ่นเล็กอย่าง ไอแพด มินิ ก็ไม่ได้เป็นแท็บเล็ตขนาดยอดนิยมของตลาดอย่างที่คาดไว้ ทั้งนี้ คาดว่าแอปเปิลอาจจะเปิดตัวไอแพด แอร์ รุ่นใหม่ นี้ในช่วงเดือน มี.ค.2559 หรือไม่ก็ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้.

ที่มา : appleinsider

ไอดีซี ชี้ ตลาดพีซีเอเชียปี 58 ยังฟุบต่อเนื่อง ปี 59 ยังท้าทาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/568679

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ม.ค. 2559 08:30

 

ไอดีซี ชี้ ตลาดพีซีในเอเชียปี 58 ยังซบต่อเนื่อง ปรับลดลง 6.5% ด้วยยอดจัดส่งเพียง 26.9 ล้านเครื่องเพราะคนสนใจสมาร์ทโฟนมากกว่า โดยปี 59 ยังต้องท้าทายต่อไปจากสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ขยายตัว และความผันผวนของตลาดเงินจีน…

ไอดีซี เปิดเผยผลการศึกษาตลาดพีซีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2558 ผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ยอดจัดส่งพีซีทั้งหมดมีจำนวนแค่ 107.6 ล้านเครื่อง เปรียบเทียบกับปี 2557 ลดลง 7.7% (เปรียบเทียบปี 2557 กับปี 2556 ลดลง 5.7%) โดยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2558 ตลาดปรับลดลง 6.5% ตามที่ไอดีซีได้คาดการณ์ไว้เมื่อก่อนหน้านี้ โดยมียอดจัดส่งเพียง 26.9 ล้านเครื่องเท่านั้น

ผู้บริโภคเองก็ให้ความสำคัญกับการซื้อสมาร์ทโฟนมากกว่าพีซี

ไอดีซี เอเชียแปซิฟิกเผยว่า โครงการขนาดใหญ่ในภาคการศึกษาของประเทศไทยและอินเดีย ช่วยกระตุ้นตลาดได้บางส่วน แต่การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีนทำให้ภาพรวมของภูมิภาคไม่สดใสในปี 2558 โดยมาตรการต่อต้านการคอร์รัปชันของรัฐบาลจีนส่งผลกระทบต่อการลงทุนของภาครัฐ ส่วนการลงทุนภาคเอกชนก็ถดถอยลงจากการหดตัวของภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และเหมืองแร่ ในขณะที่ผู้บริโภคเองก็ให้ความสำคัญกับการซื้อสมาร์ทโฟนมากกว่าพีซี

อินโดนีเซียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ตลาดพีซีปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีสาเหตุมาจากภาครัฐลดการลงทุน ผู้บริโภคทั่วไปมีการใช้จ่ายลดลง และปัญหาเรื่องปริมาณสินค้าคงคลังที่สูงเกินไป นอกจากนี้ตลาดในประเทศญี่ปุ่นก็หดตัวลงอย่างมาก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาสินค้าคงคลังและการผันผวนของค่าเงินเยนตลอดทั้งปี

ตลาดพีซีปี 59 จะยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งเศรษฐกิจที่หดตัว และความผันผวนของค่าเงินจีน

นายมาเช็ค กอร์นิคกี ผู้จัดการฝ่ายงานศึกษาตลาดพีซีประจำไอดีซีเอเชียแปซิฟิก ระบุว่า การที่ผู้บริโภคเลือกที่จะซื้อพีซีน้อยลง ประกอบกับค่าเงินที่ผันผวนในหลายๆ ประเทศส่งผลให้ยอดขายหดตัวลงอย่างมาก โครงการลงทุนต่างๆ จากภาคเอกชนเองก็ต้องเลื่อนออกไป ในขณะที่เอสเอ็มอีก็เลือกที่จะรัดเข็มขัด เช่นเดียวกับปี 2559 จะยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย สาเหตุหลักมาจากสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงไม่ขยายตัวนัก และความผันผวนของตลาดการเงินในประเทศจีนจะส่งผลกระทบในแง่ลบต่อการลงทุนด้านไอทีในแต่ละภูมิภาคด้วย

เลอโนโวยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำไว้ได้ ถึงแม้ว่ายอดขายในจีนจะลดลงก็ตาม ซึ่งต้องขอบคุณโครงการขนาดใหญ่ในภาคการศึกษาของอินเดียและไทย รวมถึงยอดขายส่วนของผู้บริโภคทั่วไปที่ปรับตัวดีขึ้นในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ส่วนเดลล์ครองอันดับ 2 เนื่องจากยอดขายที่ดีขึ้นต่อเนื่องในส่วนของตลาดองค์กรขนาดใหญ่ เอชพีตามหลังมาเป็นอันดับ 3 ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของยอดขายส่วนภาครัฐในจีน และโครงการด้านการศึกษาในอินเดียและไทย

เอซุสแซงหน้าเอเซอร์ขึ้นมาเป็นอันดับ 4 จากยอดขายส่วนของผู้บริโภคทั่วไปเพิ่มขึ้นในอินโดนีเซียและจีน ประกอบกับการชนะโครงการต่างๆ ในภาคการศึกษาในไต้หวันและไทยด้วย

ตลาดพีซีในไทยปี 2558 นั้น สวนทางกับตลาดระดับภูมิภาคเพราะปี 58 โต 2%

ด้าน นายชัยกร  จิววุฒิพงค์ นักวิเคราะห์ฝ่ายงานศึกษาตลาดพีซีประจำไอดีซีประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดพีซีในไทยปี 2558 นั้นมีทิศทางสวนทางกับตลาดระดับภูมิภาค ตลาดในปีที่ผ่านมาเติบโตขึ้น 2% หลังจากที่หดตัวลงตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้บริโภคเองยังคงซื้อพีซีน้อยลง แต่ตลาดได้แรงหนุนจากการลงทุนของภาครัฐและภาคการศึกษา.

ลั่นกลองรบ! AIS เปิด ‘4จี แอดวานซ์’ หวังลูกค้า 10 ล้านรายในสิ้นปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/568413

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ม.ค. 2559 16:30

 

เอไอเอส เปิดตัวบริการ 4จี แอดวานซ์ คาดพร้อมให้บริการทั่วประเทศภายในเดือนพฤษภาคมนี้ มุ่งสู่เป้าหมายผู้ให้บริการชีวิตยุคดิจิตอลของไทย…

เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันนี้ (26 ม.ค.2559) สำหรับบริการ 4จี ภายใต้เครือข่ายเอไอเอส ภายใต้ชื่อ AIS 4G Advanced (เอไอเอส 4จี แอดวานซ์) ด้วยแนวคิดที่ต้องการนำเสนอความแตกต่าง 3 ประการ คือ เร็วที่สุด แรงที่สุด สนุกที่สุด

นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า จากเป้าหมายในการเป็นดิจิตอล ไลฟ์ เซอร์วิส โพรวายเดอร์ บริษัทมุ่งมั่นในการสร้างความพร้อมเพื่อให้บริการลูกค้าในยุค 4จี ด้วยดิจิตอล เซอร์วิส, คอนเทนต์ รวมถึงการเตรียมดีไวซ์ เพื่อสร้างความมั่นใจในการให้บริการ 4จี แอดวานซ์

ปัจจุบันเอไอเอสมีจำนวนลูกค้ารวม 38 ล้านเลขหมาย และมีผู้ใช้งานบริการ 4จี ประมาณ 4 ล้านเครื่อง โดยแนวโน้มดังกล่าวยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ย 1 แสนเครื่องต่อเดือน เนื่องจากมือถือรุ่นใหม่สามารถรองรับบริการ 4จี ได้แล้ว ซึ่งขณะนี้ลูกค้าเอไอเอสใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือ (โมบายล์ดาต้า) เฉลี่ย 1.2GB ต่อเดือน และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้อาจเพิ่มเป็น 2GB ต่อเดือน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีลูกค้าใช้งานโมบายล์ดาต้ามากกว่า 20 ล้านราย ซึ่งคาดว่าจะมีลูกค้าจำนวนดังกล่าวย้ายมาใช้งานบริการ 4จี ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านราย ขณะที่ลูกค้า 2จี ที่มีอยู่ราว 12 ล้านรายในปัจจุบัน ยังคงทยอยเข้ามาใช้บริการ 3จี อย่างต่อเนื่อง

ส่วนงบประมาณการลงทุนในปีนี้ คาดว่าบริษัทจะใช้งบไม่ต่ำกว่า 54,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนด้าน 4จี ไปแล้ว 14,000 ล้านบาท และจะเป็นการลงทุนเพิ่มเติมทั้งบริการ 3จี และ 4จี รวม 40,000 ล้านบาท

“เชื่อว่าลูกค้าใหม่จะเลือกใช้แพ็กเกจใหม่ที่สามารถใช้บริการได้ทั้ง 3จี และ 4จี ทั้งยังมีราคาจูงใจและมีความหลากหลายเพื่อรองรับการใช้งานไลฟ์สไตล์ต่างๆ ซึ่งแพ็กเกจที่คาดว่าจะได้รับความนิยมคือระดับราคา 400 บาท จากปัจจุบันที่มีแพ็กเกจให้เลือกใช้งานตั้งแต่ราคา 299 บาท สามารถใช้งานได้ 1.5GB และราคาสูงสุด 1,888 บาท ใช้งานได้ 75GB รวมถึงการนำเสนอทางเลือกในการใช้งานทั้งแบบ 1 เครื่อง มัลติซิม หรือแชร์การใช้งานภายในครอบครัว อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าภายในเดือนพฤษภาคมจะพร้อมเปิดให้บริการ 4จี แอดวานซ์ ได้ครบ 77 จังหวัด ด้วยจำนวนสถานีฐานรวมกว่า 14,000 สถานี จากปัจจุบัน 7,000 สถานี ใช้งานได้ 42 จังหวัด”

นอกจากการนำเสนอบริการที่มีคุณภาพผ่านเครือข่ายเอไอเอส บริษัทยังมีความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในการให้บริการคอนเทนต์และอุปกรณ์ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นเลิศทางเครือข่าย แอพพลิเคชั่น บริการ และบุคลากรอีกด้วย

“การแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมช่วงนี้คาดว่าแต่ละค่ายจะมีกลยุทธ์ที่หลากหลาย ในการนำเสนอเพื่อให้บริการลูกค้า เชื่อว่าไม่ใช่การทำสงครามราคา แต่จะเป็นการนำเสนอแพ็กเกจสำหรับใช้บริการทั้งอินเทอร์เน็ต ค่าโทร และบริการคอนเทนต์อื่นๆ เข้ามารองรับความต้องการของลูกค้า”.

แวลลูฯ ปรับทัพ ตั้ง ‘ธงชัย’ คุมการขาย หวังพลิกกลยุทธ์การตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/567801

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ม.ค. 2559 16:05

 

แวลลู ซิสเตมส์ ประกาศแต่งตั้ง “ธงชัย พรรควัฒนชัย” ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ ดูแลงานขายและการตลาดทั้งหมด มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2559…

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท เดอะแวลลู ซิสเตมส์ จำกัด ในเครืออีซีเอสและวีเอสที ได้ประกาศแต่งตั้งให้ นายธงชัย พรรควัฒนชัย ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ ดูแลด้านการขายและการตลาดของฝ่ายดิสทริบิวชันและฝ่ายเอนเตอร์ไพรส์ซิสเตมส์ รวมถึงดูแลระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารและการสื่อสารการตลาดของบริษัท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา

นายณรงค์ อิงค์ธเนศ ประธานบริหารและผู้ก่อตั้งบริษัทเดอะแวลลูซิสเตมส์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับโครงสร้างการบริหารงานใหม่ โดยแต่งตั้งให้นายธงชัย พรรควัฒนชัย ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ (COO) รับผิดชอบงานด้านการขายและการตลาดของฝ่ายดิสทริบิวชันและฝ่ายเอนเตอร์ไพรส์ซิสเตมส์ ซึ่งถือเป็นธุรกิจหลักของเดอะแวลลูซิสเตมส์ รวมถึงดูแลระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร (MIS) และการสื่อสารการตลาด (MarCom) ของบริษัททั้งหมด

“การปรับโครงสร้างในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนสืบทอดการบริหารธุรกิจของแวลลูฯ ก่อนที่ผมจะเกษียณอายุงานในสิ้นปี 2559 ซึ่งจะเร็วกว่าที่บริษัทกำหนดไว้ 1 ปี โดยแผนขั้นต่อไปหลังจากที่ผมเกษียณจากแวลลูฯ ไปแล้ว คือ คุณสมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร (President) จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานบริหาร (Executive Chairman) แทนที่ผม และคุณธงชัยจะได้โปรโมตขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารแทนคุณสมศักดิ์ในที่สุด เพื่อเปิดโอกาสให้คุณธงชัยได้สัมผัสกับงานด้านการขายและการตลาดทั้งหมดของบริษัทอย่างใกล้ชิด ซึ่งผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าจากประสบการณ์การทำงานของคุณธงชัยที่ได้คลุกคลีกับวงการไอทีบวกกับความเชี่ยวชาญด้านการบริหารช่องทางการจัดจำหน่ายที่สั่งสมมายาวนานเกือบ 30 ปี จะสามารถนำพาธุรกิจของแวลลูฯ ไปสู่ยุคใหม่ที่รุ่งเรืองและเติบโตขึ้นในภายภาคหน้าได้อย่างแน่นอน”

นายสมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช ประธานกรรมการบริหาร กล่าวว่า ผมมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของคุณธงชัยเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถบริหารจัดการและนำพาธุรกิจของแวลลูฯ ไปสู่ยุคใหม่ที่เจริญก้าวหน้า ด้วยความสามารถในการกำหนดกลยุทธ์ที่ทรงประสิทธิภาพ การมีทักษะการบริหารจัดการในระดับสูง รวมถึงการมีเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งเวนเดอร์และดีลเลอร์ คือคุณสมบัติสำคัญที่ช่วยให้คุณธงชัยสามารถบริหารธุรกิจของแวลลูฯ ให้ดำเนินรุดหน้าไปด้วยความราบรื่นและประสบความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผมต้องขอแสดงความยินดีกับคุณธงชัยมา ณ โอกาสนี้อีกครั้ง

นายธงชัย พรรควัฒนชัย ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากคุณณรงค์และคุณสมศักดิ์ มอบหมายให้ทำหน้าที่บริหารธุรกิจของเดอะแวลลูซิสเตมส์ต่อจากทั้ง 2 ท่าน ซึ่งผมยินดีที่จะทุ่มเทแรงกายแรงใจในการบริหารจัดการธุรกิจของแวลลูฯ ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

“สำหรับงานที่จะเริ่มดำเนินการเป็นอันดับแรกคือ การปรับการทำงานของฝ่ายดิสทริบิวชันและฝ่ายเอนเตอร์ไพรส์ซิสเตมส์ ที่แต่เดิมต่างฝ่ายต่างทำงานค่อนข้างเป็นเอกเทศจากกัน ก็จะปรับให้มีการประสานงานกันให้ใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดและลูกค้าที่มีความประสงค์จะซื้อผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมตั้งแต่สินค้าในกลุ่มเอนเตอร์ไพรส์ไล่ลงมาจนถึงสินค้าในกลุ่มดิสทริบิวชันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และในอนาคตเราจะสร้างทีมเอนเตอร์ไพรส์และคอมเมอร์เชียลของฝ่ายดิสทริบิวชันให้มีการทำงานที่สอดคล้องและประสานกันด้วยดีเพื่อการดูแลลูกค้าของเราได้อย่างสมบูรณ์แบบ รวมถึงการสร้างทีมเอสเอ็มบีที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งเพื่อตอบสนองแก่ลูกค้าทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลให้แวลลูฯ กลายเป็นผู้จัดจำหน่ายแบบเพิ่มมูลค่าในสายตาของเวนเดอร์ได้อย่างแท้จริง”.