ผบ.ทบ.ขันน็อต‘การข่าว’หลังป่วนใต้กว่า 50 จุด ด้าน โฆษก ทบ. ยันข่าวกรองไม่ได้ล้มเหลว

24 สิงหาคม 2569 เวลา 13:58 น.

“ผบ.ทบ.” สั่งปรับปรุงงานด้านการข่าว หลังป่วนใต้กว่า 50 จุด ด้าน “โฆษก ทบ.“ ยันข่าวกรองไม่ได้ล้มเหลว แค่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ เหตุไม่ได้ก่อเหตุในพื้นที่ชุมชุน-เพ่งเล็ง เชื่อเป็นปฏิบัติการหวังผลทางจิตวิทยาให้สังคมกดดันเจ้าหน้าที่ เข้าทางผู้ก่อเหตุ ปัดข่าวเฮลิคอปเตอร์ยิงประชาชน ชี้หลักยุทธวิธีทำไม่ได้ในเวลากลางคืน ชี้ที่ผ่านมามีการปั่นข่าวมาโดยตลอด เผยทุกเหตุการณ์ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้อง BRN

วันที่ 24 สิหาคม 2569 เวลา 12.10 น.ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ร.ต. สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม และพล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวร่วมกัน ภายหลังที่ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมที่กองบัญชาการกองทัพบก ถึงกรณีเกิดเหตุความสงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ติดตามสถานการณ์ภาคใต้มาโดยตลอด พร้อมกำชับให้สืบสวนข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่บิดเบือน โดยได้กำชับให้รีบออกมาแก้ไข เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ เช่นการกล่าวหาการปฏิบัติการของกองทัพ ที่อ้างว่า มีการใช้อาวุธบนเฮลิคอปเตอร์ยิงประชาชน ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว โดยกระทรวงกลาโหมจะทำหน้าที่สนับสนุนกองทัพภาคต่าง ๆ

พล.ต. วินธัย กล่าวเสริมว่า พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการบิดเบือนข่าวสารมาโดยตลอด หรือที่เรียกว่าการปั่นข่าว เพื่อให้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งในช่วงหลังกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ได้ปรับวิธีการสื่อสาร ซึ่งกรณีเหตุการณ์การก่อเหตุกว่า 51 จุด ในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวพร้อมกันในหลายพื้นที่ และไม่ได้มีความรุนแรง หรือเป้าประสงค์ต่อชีวิตประชาชน แต่เป็นการปฏิบัติ เพื่อหวังผลทางจิตวิทยา โดยใช้การสื่อสาร ซึ่งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการสู้รบ ในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย และข่าวสาร ซึ่งยอมรับว่า ในช่วงเกิดเหตุค่อนข้างวุ่นวาย และมีความเคลื่อนไหวของคนจำนวนมาก ในขณะที่เจ้าหน้าที่ก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็ลงพื้นที่ไปแก้ไขสถานการณ์ ดังนั้นความเห็นที่ไม่ตรงกันอาจเกิดขึ้นได้ และส่วนใหญ่เป็นการให้ข้อมูลโดยไม่ได้ตรวจสอบ เช่น การพูดของระดับฝ่ายการเมือง

พล.ต. วินธัย ยังย้ำว่า เฮลิคอปเตอร์ไม่ได้ถูกออกแบบ มาใช้กับเป้าหมายที่มีลักษณะเช่นนั้น เนื่องจากมีการเคลื่อนที่เร็ว และเป็นช่วงเวลากลางคืน ซึ่งทัศนวิสัยการมองเห็นเป็นไปไม่ได้ หากเห็นตามภาพยนตร์ ก็จะมีการใช้เฮลิคอปเตอร์ในลักษณะกับเป้าหมายเป็นกลุ่มมากกว่า เช่น การคุ้มกัน ซึ่งตามหลักยุทธวิธีไม่ใช่อยู่แล้ว

นอกจากนี้การใช้กำลังพลของกองทัพบก ในการสนับสนุนภารกิจของ กอ.รมน. อยู่ในกรอบ และกติกาทุกอย่าง และเป็นสากล ซึ่งการใช้อาวุธเป็นไปได้ยาก ยกเว้นมีการใช้อาวุธต่อเจ้าหน้าที่ ส่วนการติดตามผู้ก่อเหตุนั้น อยู่ระหว่างการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ และมีความคืบหน้าพอสมควร

ส่วนที่มีการมองกันว่า การก่อเหตุคืนเดียว กว่า 51 จุด เจ้าหน้าที่หายไปไหนหมด พล.ต. วินธัย กล่าวว่า หากเปรียบเทียบพื้นที่กับจำนวนเจ้าหน้าที่ แล้วนำมาหารเฉลี่ย ก็ไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นหลักทั่วไปของ กอ.รมน. ต้องใช้ควบคู่กับงานด้านการข่าว และงานด้านการข่าวปัจจุบันก็ยังสามารถทำได้ แต่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ เพราะการก่อเหตุส่วนใหญ่ไม่ใช่พื้นที่ชุมชน และส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่พื้นที่เพ่งเล็งสูง ต้องดูว่า แผนทางยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่ทหาร, ตำรวจ และฝ่ายปกครองได้กำหนดพื้นที่ไว้อย่างไร ซึ่งจะมีความเข้มข้นในการดูแลแตกต่างกัน แต่เหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวมีแนวโน้มก่อกวนมากกว่า โดยการเน้นให้มีจำนวนการก่อเหตุให้มาก เพื่อนำสิ่งที่เกิดขึ้นในการเป็นขวัญ และกำลังใจของวัยรุ่น ไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องชีวิต เพราะเป็นลักษณะการเผาทำลายทรัพย์สิน เพื่อต้องการให้มีสัญลักษณ์เหล่านี้เกิดขึ้น และการก่อเหตุดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำได้ด้วยจำนวนพื้นที่ที่เยอะมาก และเรื่องพื้นที่ที่ไม่มีความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ อีกทั้งยังไม่ใช่พื้นที่ที่ถูกเพ่งเล็ง เช่น การทำลายเสาไฟฟ้า ซึ่งมีเป็นแสนต้น

พล.ต. วินธัย ยังระบุถึงข้อกังขาการข่าวในพื้นที่มีปัญหาว่า การข่าวมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับพื้นที่ และการข่าวในระบบ ซึ่งการก่อเหตุในลักษณะอย่างนี้ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า จะต้องเพิ่มการข่าว ในระดับเหตุการณ์เล็ก ๆ ซึ่งการทำงานของหน่วยข่าวมีลักษณะสอดประสานกัน ข้อมูลทางด้านการข่าวถือว่า มีประโยชน์ ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ประชาคมข่าว เพราะจะเห็นการบูรณาการทางด้านการข่าวมากที่สุด และเชื่อว่า ไม่น่าจะใช่ระบบการข่าวสั่นคลอน ซึ่งเรียกว่า แยกกันทำ แต่รวมกันคิด

พล.ต. วินธัย กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า การข่าวยังไม่แม่นนั้น หากพิจารณาเขาต้องการที่จะก่อเหตุทุกวัน แต่อาจทำได้แค่วันเดียว หรืออาจจะเกิดจากความไม่พร้อม ซึ่งก็ยังมองยาก แต่โดยลักษณะการปฏิบัติที่เกิดขึ้นยอมรับว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรู้ได้ทั้งหมดจากงานทางด้านการข่าว ซึ่งในแต่ละจังหวัดมีหลายพื้นที่ และในแต่ละพื้นที่ก็มีหลายอำเภอ ซึ่งมีจำนวนมาก แต่จังหวัดนราธิวาส ถือเป็นจังหวัดที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากที่สุด พร้อมยอมรับว่า เจ้าหน้าที่มีไม่พอเพียง โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน

พล.ต. วินธัย ยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นเจ้าหน้าที่รัฐ และขอยืนยันว่า งานด้านการข่าวไม่ได้ล้มเหลว ซึ่งความพยายามของผู้ก่อเหตุมีค่อนข้างสูง เพราะรู้ว่า คำถามเหล่านี้จะย้อนกลับไปที่เจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้สังคมกดดันเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งผลให้แนวทางการแก้ไขปัญหาเข้าทางฝ่าย แต่สถานการณ์ในภาพรวมจากสถิติยังดีอยู่ การสูญเสียชีวิตทรัพย์สิน หากเทียบกับอดีต ถือว่า มีการพัฒนาที่ดีขึ้น

ในขณะที่ พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้มีการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์โดยตลอด และได้เน้นย้ำในเรื่องงานด้านการข่าว ให้มีการปรับปรุงเพิ่มขีดความสามารถให้มากขึ้น และเพิ่มมาตรการการคุ้มครองความปลอดภัย

พล.ต. วินธัย กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับขบวนการ BRN

ด้าน พล.ร.ต. สุรสันต์ กล่าวเสริมว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีการประสานการทำงานของกลุ่มผู้ก่อเหตุ ที่ทำให้เกิดการสอดรับพร้อม ๆ กัน และมีในเรื่องของวัตถุประสงค์ซ่อนเร้น โดยไม่มุ่งเอาชีวิตประชาชน แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า วัตถุประสงค์คืออะไร แต่การทำงานเป็นขบวนการ และต้องสาวให้ลึกว่า สาเหตุหลักในการก่อเหตุต้องการอะไร

3จังหวัดชายแดนใต้ข่าวกรองชายแดนใต้

เลขาฯ สมช. คาด เหตุป่วนใต้ ตอบโต้เชิงสัญลักษณ์ ไม่ฟันธง BRNใหม่ เอี่ยว

24 สิงหาคม 2569 เวลา 13:48 น.

“เลขาฯสมช.” ชี้เหตุป่วนใต้ล่าสุดเกิดจากกลุ่มในพื้นที่โต้รัฐปราบเข้ม ไม่ฟันธง “BRNใหม่” เอี่ยว ชี้ มีปัจจัยแทรกซ้อน-เรื่องท้องถิ่นผสม บอก “มาเลฯ” เข้มชายแดนอยู่แล้ว มั่นใจพร้อมดูแลความปลอดภัยประชุม ครม.สัญจร สงขลาปลายเดือนนี้

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 11.20 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคง ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า วันนี้ได้มีการประเมินสถานการณ์ภาคใต้ ซึ่งขณะนี้กองทัพภาคที่ 4 ดำเนินการขับเคลื่อน ภารกิจ และพิสูจน์ทราบกลุ่มที่มาก่อเหตุ

เมื่อถามว่าจะมีการอุดช่องโหว่ไม่ให้มีการก่อเหตุได้อย่างไรบ้าง นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขณะนี้ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า กำลังควบคุมและดูแลสถานการณ์ ตั้งแต่วันแรกที่มีเหตุความไม่สงบ และมีการวางเป้าหมาย เพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนเป็นหลัก เพราะเรื่องดังกล่าวกระทบกับประชาชนโดยตรง ทั้งร้านค้า และที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เมื่อถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดบ่อยครั้ง เกิดจากปัจจัยอะไร นายฉัตรชัย กล่าวว่า โดยพื้นฐานเหตุดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยเกิดการก่อความไม่สงบหลายจุดมาแล้วหลายครั้ง ปีนี้เกิดมาแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งอาจจะเกิดจากกลุ่มผู้ก่อเหตุหรือคนในพื้นที่ ที่จะแสดงการตอบโต้ หรือแสดงสัญลักษณ์ต่อภาครัฐ ที่มีความเข้มข้นในการปฏิบัติการ จึงเป็นไปได้ที่ฝ่ายตรงข้ามจะตอบโต้ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาล ส่วนเรื่องจำนวนเหตุการณ์ ต้องแยกแยะไปดู ไม่ใช่ว่าวางเผากล่อง 1 กล่อง จะเป็นหนึ่งเหตุการณ์ จึงต้องประเมินเหตุการณ์ตรงนั้น ว่าหนักเบาอย่างไร จึงจะนับเป็นจำนวน หากจะนับว่าเผายางรถยนต์ 1 เส้น เป็นหนึ่งเหตุการณ์ ก็คงจะละเอียดมากเกินไป

ส่วนกังวลหรือไม่ ว่าจะมีการก่อเหตุในช่วงประชุมคณะรัฐมนตรี นอกสถานที่อย่างเป็นทางการ ที่จังหวัดสงขลาช่วงปลายเดือนนี้ นายฉัตรชัย ตอบว่าไม่กังวล มีความพร้อมที่จะดูแล ประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และทราบว่าผู้บัญชาการทหารบก กองทัพภาคที่ 4 ดูแลเรื่องนี้อย่างเต็มที่

สำหรับเป้าประสงค์ในการก่อเหตุ เป็นการปลุกปั่นหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า หากสังเกตว่าจะไม่มีผู้เสียชีวิต มีเพียงทรัพย์สินเสียหาย หากนับจำนวน จะมีที่ทำการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประมาณ 15 แห่ง ส่วนเหตุที่เหลือเป็นการวางเพลิง จึงต้องเป็นเรื่องที่ไปดูต่อว่า ใครทำอย่างไร และเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายกองทัพภาคที่ 4 กำลังดำเนินการอยู่

เมื่อถามว่าได้มีการประสานชายแดนไทย – มาเลเซียให้สกัดผู้ก่อเหตุ ที่อาจหลบหนีออกทางชายแดนหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขณะนี้ทราบว่าทางมาเลเซียเข้มข้นในการควบคุมคนเข้าออก ปิดท่าข้ามที่เป็นช่องทางธรรมชาติ จึงเชื่อว่าการก่อเหตุครั้งนี้ เป็นข้างในของเราเป็นคนข้างใน

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าเป็นกลุ่มเยาวชนของ BRN ใหม่ นายฉัตรชัย มองว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องผสมผสานกัน คงต้องมีการไปดู กลุ่ม BRN คงไม่ถึงขนาดนั้น ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มภัยแทรกซ้อนมาเกี่ยวข้อง โดยสังเกตได้จากการวางเพลิง องค์การปกครองท้องถิ่น จึงเป็นจุดที่ต้องสืบสวนสอบสวน และวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาแต่ละแห่งที่เกิดขึ้น

นายฉัตรชัย ย้ำว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับ ให้ดูแลความสำคัญ และให้ความปลอดภัยกับประชาชนเป็นหลัก บังคับใช้กฎหมาย ให้เกิดความเป็นรูปธรรมโดยเร็วมากที่สุด

ส่วนการก่อเหตุมีมูลเหตุจากเรื่องการเมืองหรือไม่นั้น นายฉัตรชัย กล่าวว่า อาจจะเป็นการตอบโต้ ว่าพวกเขามีศักยภาพและขีดความสามารถ เหมือนที่กล่าวไปข้างต้น เนื่องจากการปราบปรามของภาครัฐที่เข้มข้น หลังมีโจมตีทหารพรานจนเสียชีวิต 5 นาย แต่ทั้งหมดนี้ จะไม่ไปเหมารวมกลุ่มขบวนการอย่างเดียว เพราะอาจจะมีภัยแทรกซ้อน เช่นเรื่องอาชญากรรม สิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ ซึ่งเราต้องตรวจสอบ ไม่ได้เหมาว่าเป็นกลุ่มBRNเพียงอย่างเดียว

ส่วนที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบอกว่า ทางการข่าวระบุว่าเจ้าหน้าที่ทราบล่วงหน้าว่าจะมีการก่อเหตุนั้น นายฉัตรชัย กล่าวว่า เหมือนกับที่แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุว่าการข่าวอาจจะยากเหมือนกัน แม้ว่าทราบว่าจะมีการก่อเหตุ แต่วันและเวลา เป็นเรื่องที่ตรวจสอบยาก

เมื่อถามว่าจะมีการรับมือโดยดึงมวลชน เข้ามามีส่วนร่วมอย่างไร นายฉัตรชัยกล่าวว่า เบื้องต้นจะต้องใช้ขีดความสามารถของทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น รวมถึงข้อมูลการข่าว รวมถึงเรื่องชายแดน แม้ว่าเราจะทราบอยู่แล้ว ว่าเป็นเรื่องภายในประเทศ แต่เรื่องชายแดนและท่าข้ามต่างๆก็มีความสำคัญ พร้อมระบุว่ามี 3 ส่วนคือการข่าว ขีดความสามารถของการปฏิบัติ ของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง และเรื่องชายแดนต้องทำควบคู่กัน รวมทั้งการบูรณาการส่วนกลางและพื้นที่ เพื่อประสานข้อมูลในการแก้ไขปัญหา

ส่วนฝ่ายทหารต้องมีความเข้มข้นขึ้นหรือไม่ นายฉัตรชัย เชื่อว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทหารมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ และต้องมีการบูรณาการร่วมกันอย่างจริงจังมากขึ้น ที่ผ่านมา เป็นจังหวะพอดี ที่ฝ่ายเรามีความเข้มข้นในการปฏิบัติหน้าที่ ฝั่งโน้นเขาถึงต้องแสดงอะไรบางอย่างออกมา ซึ่งอาจจะมีปัจจัยแทรกซ้อนอื่น พร้อมตั้งข้อสังเกต เหตุเกิดในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของท้องถิ่นด้วยหรือไม่

ชายแดนชายแดนใต้

เลขาฯป.ป.ท. แย้ม คิวต่อไป ลุยปฏิบัติการล้างขบวนการปืนเถื่อน

24 สิงหาคม 2569 เวลา 13:22 น.

“เลขาฯป.ป.ท.” แย้ม คิวต่อไป ลุยปฏิบัติการล้างขบวนการปืนเถื่อน – กระสุนปืนเถื่อน ผนึกปกครอง-ตร. เล็งบังคับใช้กฎหมายเร็วๆ นี้ ลั่น ทุจริตออกบัตรสีชมพู สาวถึงใครส่งไปให้หน่วยงานที่มีอำนาจจัดการ

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 10.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการทุจริตนำชื่อของบุคคลต่างด้าวผิดกฎหมายไปสวมรอยใส่ในระบบทะเบียนราษฎรเพื่อออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) ว่า ผู้ว่าฯกทม. และที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบแล้ว แต่ตนยังไม่เห็นว่า มีรายงานหรือรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่อย่างน้อยจะเห็นว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจริงๆ ได้ลงไปดำเนินการแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องดี เป็นสิ่งที่สำนักงาน ป.ป.ท.ภายใต้การขับเคลื่อนของนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายและมอบมาโดยตลอดว่า จริงๆ แล้วเราต้องลงไปขับเคลื่อนให้หน่วยงานที่มีอำนาจและหน้าที่เข้าไปดำเนินการ

เลขาธิการ ป.ป.ท. กล่าวว่า ในส่วนของการตรวจสอบเส้นทางการเงินเป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เรื่องนี้มีเรื่องของเส้นทางการเงินอยู่แล้ว ซึ่งถ้า ป.ป.ท.หรือ กทม. หรือตำรวจ มีข้อมูลเราจะส่งให้ ปปง.ไปดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า เจ้าหน้าที่ระดับเขตอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ท.ใช่หรือไม่ นายภูมิวิศาล กล่าวว่า ในบางระดับอยู่กับ ป.ป.ท. เมื่อถามย้ำว่า มีเหนือกว่าระดับข้าราชการหรือไม่ นายภูมิวิศาล กล่าวว่า ที่เราตรวจสอบขณะนี้ยังไม่พบ ซึ่งวันนี้กระบวนการพึ่งเริ่ม ถ้าไปถึงใครก็แล้วแต่จะส่งไปหน่วยงานที่มีอำนาจและหน้าที่ ถ้าเป็นอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะส่งไปที่ ป.ป.ช. แต่ถ้าอยู่ในอำนาจ ป.ป.ท.เราก็จะดำเนินการเองได้

เมื่อถามว่า นอกจากพื้นที่ กทม. มีการพบพฤติกรรมแบบนี้ในต่างจังหวัดอีกหรือไม่ นายภูมิวิศาล กล่าวว่า วันนี้เป็นการขยายผลจากที่เราได้ดำเนินการไปแล้ว และบังเอิญมามีข้อมูลตรงกับข้อมูลของ กทม. และ กทม.ได้รับลูก โดยที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.ลงไปดำเนินการตรวจสอบ เท่าที่ตนได้ฟัง ท่านได้ไปดำเนินการ ซึ่งท่านคงมีข้อมูลมาระดับหนึ่งแล้วที่ไปตรวจพบ แต่ในรายละเอียดตนไม่ทราบ ต้องรอให้ที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม.เป็นผู้แถลง

เมื่อถามว่า มีการโยงไปถึงเรื่องพ่อทิพย์ด้วยใช่หรือไม่ นายภูมิวิศาล กล่าวว่า เกี่ยวข้องกันหมด ตนอยากให้มองว่า วันนี้รัฐบาลมีแนวนโยบายที่ชัดเจนว่า หากการกระทำทุจริตไปเกี่ยวข้องกับความมั่นคง สำนักงาน ป.ป.ท.จะต้องลงไปบังคับใช้กฎหมาย และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงชัดเจน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลดำเนินการปราบปรามการทุจริตสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่น และขบวนการการทุจริตนำ บัตรสีชมพู จากนี้จะมีการดำเนินการเรื่องใดอีกบ้าง นายภูมิวิศาล กล่าวว่า มี อะไรก็ตามที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทุจริต นโยบายของนายกฯชัดเจน โดยนายกฯมอบหมายให้นายภราดรให้ลงมากำกับ เพราะฉะนั้น ทุกเรื่องเราจะรายงานเมื่อได้พบเห็นอะไรก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการทุจริตและเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศไทยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เราจะไม่เพิกเฉย จะดำเนินการด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะหลังจะเห็นเรื่องบัตรสีชมพู ทุจริตสอบท้องถิ่น และวันนี้ไม่อยากบอกว่า มีเรื่องของอาวุธปืนที่เราต้องลงไปตรวจสอบ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราพยายามดำเนินการ

เมื่อถามย้ำว่า เรื่องปืนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการล้างปืนเถื่อนเมืองสองแคว หลังพบอาวุธปืนหายจากระบบ มีแต่ใบอนุญาตให้ซื้อหรือ ป.3 แต่ไม่มียื่นขอใบ ป.4 มากสุดในประเทศถึง 2,255 กระบอกหรือไม่ นายภูมิวิศาล ยอมรับว่า ใช่ ถูกต้อง ส่วนเรื่องของความเสียหายอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง ยังไม่อยากลงไปในรายละเอียด

เมื่อถามว่า เรื่องปืนทำกันเป็นขบวนการใช่หรือไม่ นายภูมิวิศาล กล่าวว่า เวลาเราพูดว่า เป็นขบวนการดูแล้วค่อนข้างที่จะน่ากลัว เอาเป็นว่า เรื่องนี้เป็นความผิดของบุคคลที่มีอำนาจและหน้าที่ในการออกใบอนุญาต เขาอาจจะไปใช้อำนาจและหน้าที่ของเขาในการไม่ควร หรือผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ หรือสรรหาผลประโยชน์ที่ไม่ควรได้ แต่การที่เขาทำแบบนั้นมันส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศมาก ปืนจึงมีจำนวนมาก ไม่รวมถึงกระสุนปืนอีก สิ่งนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักงาน ป.ป.ท. ลงไปขับเคลื่อนร่วมกับกรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในเร็ววันนี้คิดว่า น่าจะมีการเข้าบังคับใช้กฎหมาย เมื่อถามย้ำว่า ทำให้ได้เห็นช่องโหว่ที่ผ่านมาเลยใช่หรือไม่ว่า กลไกและขบวนการเหล่านี้ทำกันมานานแล้ว นายภูมิวิศาล ยอมรับว่า ใช่

อาวุธปืนใบป.3

ปิดฉาก 10 ปี! ‘พุทธิพงษ์’เผยความในใจ คดีความจบด้วยดี ลั่นอุดมการณ์ยังอยู่ พร้อมก้าวใหม่ หลังนิรโทษกรรมพ.ร.บ.บังคับใช้

24 สิงหาคม 2569 เวลา 12:27 น.

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2556 จนถึงวันนี้ กว่าสิบปีของการเดินทางที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและบททดสอบมากมาย

เราเคยยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิ่งที่เราเชื่อว่าถูกต้อง
เคียงข้างประชาชนเป็นล้าน ๆ คน
ด้วยความมุ่งมั่น ความเข้มแข็ง และความอดทน

ตลอดเส้นทาง มีทั้งวันที่ดีและวันที่หนักหนาที่สุด
ต้องเผชิญกับคดีความ ความไม่เป็นธรรม
และหลายสิ่งที่เราไม่อาจเลือกได้

แต่วันนี้…เรื่องราวเหล่านั้นได้เดินทางมาถึงบทสรุปด้วยดี

เมื่อมองย้อนกลับไป ผมเลือกที่จะไม่จดจำด้วยความขมขื่น แต่เลือกที่จะขอบคุณทุกๆประสบการณ์และทุกๆบททดสอบ
เพราะทั้งหมดได้หล่อหลอมให้เราเข้มแข็งขึ้น เข้าใจชีวิตมากขึ้น และทำให้รู้คุณค่าของคนที่ไม่เคยทอดทิ้งกัน

ขอบพระคุณทุกกำลังใจ
ขอบคุณครอบครัว เพื่อนๆ พี่น้อง และทุกคนที่ยืนเคียงข้างกันมาตลอด
ผมไม่เคยลืมว่า เราเคยผ่านวันหนัก ๆ มาด้วยกัน

วันนี้ บทหนึ่งของชีวิตได้จบลงแล้ว
และบทใหม่กำลังเริ่มต้นขึ้น

สิ่งที่ผ่านมาไม่ใช่บาดแผลที่จะฉุดรั้งเราไว้
แต่จะเป็นบทเรียนและพลัง
ให้เรากลับมายืนอย่าง มั่นคง เข้มแข็ง และสง่างามกว่าเดิม

อุดมการณ์และความเชื่อในสิ่งที่ถูกต้องยังคงอยู่
จากวันนี้…เราจะก้าวต่อไป
ด้วยสติ ด้วยความเข้าใจ และด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

ขอบคุณทุกเรื่องราวที่ผ่านมา
และขอบคุณทุกคนที่ยังคงอยู่เคียงข้างกัน
#เคียงบ่าเคียงไหล่
#พลังเริ่มต้นใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การโพสต์ครั้งนี้ เกิดหลังจาก พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งผู้ที่ถูกดำเนินคดีในความผิดทางการเมืองจะไ้ด้รับการนิรโทษกรรม

พุทธิพงษ์อุดมการณ์ยังอยู่

ชงครม.เคาะงบกลาง เยียวยา น้ำท่วมน่าน 9,000 บาท ส่วนงบซ่อมแซม ยึดเกณฑ์ ปภ.

24 สิงหาคม 2569 เวลา 12:12 น.

“ภราดร”คาด“เจเศรษฐ์”ชง”นายกฯ”ลงนามงบกลาง เยียวยาน้ำท่วมน่านเบื้องต้น 9 พันบาท นำเข้าครม.อังคารนี้ ส่วนซ่อมแซมบ้าน ใช้หลักการเดิม ย้ำเร่งรัดเยียวยาเร็วที่สุด

เมื่อเวลา 09.10 น.วันที่ 24 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมจ.น่านว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้ลงพื้นที่จ.น่าน ทันทีหลังจากกลับจากปฏิบัติราชการต่างประเทศ โดยได้พบกับนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม และนายนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ซึ่งทั้ง 2 ท่านที่อยู่ในพื้นที่และได้รายงานสถานการณ์กับนายกฯ แล้ว

นายภราดร กล่าวว่า ที่ผ่านมาบนสถานการณ์วิกฤตแบบนี้ จะพยายามเร่งรัดการเยียวยาประชาชนให้เร็วที่สุด โดยเงินเยียวยาเบื้องต้นคือ 9 พันบาท ตนเชื่อว่าขณะนี้ในนายเจเศรษฐ์ ซึ่งกำกับดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กำลังเร่งรัดกระบวนการ ซึ่งเข้าใจว่าถ้าไม่มีอะไรคลาดเคลื่อน วันที่ 24 ส.ค. จะมีการเสนอนายกฯลงนาม ก่อนนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 25 ส.ค. เพื่ออนุมัติงบกลางในการเยียวยาประชาชนในส่วนนี้

นายภราดร กล่าวว่า สำหรับการเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต จำนวน 3 ราย จะมี 2 ส่วนคือ 1.การขออนุมัติงบกลาง โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)จะทำเรื่องขึ้นมา และ2.กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี โดยได้พูดคุยกับปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ถึงหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า ผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยจะได้รับช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีเสียชีวิต ได้แก่ ค่าจัดการศพ 50,000 บาทและเงินทุนเลี้ยงชีพ 30,000 บาท(หากบุตรมีอายุไม่เกิน 25 ปี เพิ่มอีก 5 หมื่นบาท) โดยผู้เสียชีวิตจะได้เงินเยียวยาโดยรวมแล้วประมาณ 3 กว่าแสนบาท

เมื่อถามว่า มีหลักเกณฑ์ในการเยียวยาซ่อมแซมบ้านเรือนอย่างไร นายภราดร กล่าวว่า สำหรับเกณฑ์การเยียวยาซ่อมแซมบ้านเรือนก็จะเป็นเกณฑ์ของปภ.เดิม อาจจะต้องใช้เวลามากกว่าการเยียวยาเบื้องต้น 9 พันบาท เพราะจะต้องมีการไปสำรวจบ้านเรือน เพื่อดูความเสียหายว่า เสียหายแบบไหน ซึ่งในรายละเอียด ตนไม่แน่ใจว่ามีหลักเกณฑ์อะไรบ้าง แต่กระบวนการและขั้นตอน ท้องถิ่นและปภ.จะลงสำรวจพื้นที่จริงและดูสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้น

งบกลางน้ำท่วมน่าน

นายกฯ เรียกหน่วยงานมั่นคง หารือเหตุชายแดนใต้ ถกเครียด หลังถูกวิจารณ์การข่าวล่าช้า

24 สิงหาคม 2569 เวลา 11:34 น.

“นายกฯ” เรียก หน่วยงานความมั่นคง หารือ เหตุความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ถก เครียดหลังถูกวิจารณ์การข่าวล่าช้า

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัญมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเรียกหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ขึ้นหารือบนตึกไทยคู่ฟ้า หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบหลายจุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

โดยนายอนุทิน ได้เรียกนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ ๕ กอ.รมน.และ ผู้อำนวยการกองความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้และชนต่างวัฒนธรรม สมช.

สำหรับการพูดคุย คาดว่าจะมีการประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ โดยเฉพาะด้านการข่าวที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่มีความพร้อม รวมถึงการแจ้งการข่าวล่วงหน้าที่ค่อนข้างล่าช้า

ข่าวกรองชายแดนใต้นายก

โฆษกรัฐบาล สรุปผลนายกฯ เยือน 9 ประเทศ เชื่อมโยงยุทธศาสตร์สถานการณ์โลก สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและประโยชน์สูงสุดแก่ ปชช.

24 สิงหาคม 2569 เวลา 11:20 น.

“โฆษกรัฐบาล” สรุปอีเว้นท์ นายกฯ เยือนตปท.เชื่อมโยงยุทธศาสตร์สถานการณ์โลก พร้อมใช้ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการทูต ชี้แจงผลงานต่อสภา

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. ทึ่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในโอกาสที่สภาผู้แทนราษฎรเตรียมเปิดสมัยประชุมและคาดว่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลพร้อมชี้แจงต่อสภาฯ และประชาชนด้วยข้อเท็จจริงและผลการดำเนินงานที่ตรวจสอบได้ โดยเฉพาะผลจากนโยบายต่างประเทศของรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ใช้นโยบายการทูตเชิงรุกเพื่อนำประเทศไทยกลับเข้าสู่ความสนใจของประชาคมโลก และได้ยกระดับความสัมพันธ์ที่ดีให้เป็นโอกาสประเทศ ทั้งด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี ความมั่นคง และการจ้างงาน

ที่ผ่านมา นายกฯ ได้เดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการและเข้าร่วมการประชุมระดับภูมิภาค หารือกับผู้นำ 9 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ฝรั่งเศส รัสเซีย เวียดนาม มาเลเซีย จีน อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ขณะเดียวกัน ต้อนรับผู้นำต่างประเทศทื่มาเยือนไทย ได้แก่นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสัปดาห์หน้า นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัญสิงคโปร์ เยือนไทยในวันที่ 2 กันยายน 2569 ซึ่งทุกภารกิจเชื่อมโยงเป็นยุทธศาสตร์สอดรับกับสถานการณ์โลกที่ไร้ระเบียบและภาวะโลกร้อน ตามแนวทางการสร้างอาเซียนให้เข้มแข็ง ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภูมิภาค และความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ตั้งเป้าการขยายตลาด ดึงดูดเงินลงทุนและนวัตกรรม

ในเรื่องส่งเสริมการลงทุน การเยือนประเทศต่าง ๆ ของนายกรัฐมนตรีได้มีการหารือกับนักลงทุนต่างประเทศ และยังจัดให้มีการจับคู่ธุรกิจระหว่างนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างประเทศด้วย ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนจริง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ขอเสียงสนับสนุนในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ควบคู่กับการย้ำจุดยืนของไทยที่ยึดมั่นในสันติวิธี การเจรจา และกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงการเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ล่าสุดจากการเยือนออสเตรเลีย นายกฯได้สานต่อความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นวัตกรรม และการศึกษา พร้อมยกระดับความร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และภัยไซเบอร์

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้หารือกับ Canva แพลตฟอร์มออกแบบระดับโลก เพื่อผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เชื่อมโยงครีเอเตอร์และ SMEs ไทยสู่ตลาดสากล

ขณะที่ ไทย-นิวซีแลนด์ ยกระดับความสัมพันธ์สู่ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้า 3 เท่า สู่ 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2588 (ค.ศ. 2045) เตรียมเปิดเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ–โอ๊คแลนด์ ในปี 2570 และเชิญชวนภาคเอกชนชั้นนำเข้ามาลงทุน เช่น Skyline Enterprises ในภาคการท่องเที่ยวและนันทนาการ รวมถึง T&G Global ด้านเกษตรและอาหาร เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าสู่ภูมิภาค

นอกจากนี้ การทูตเชิงรุกของรัฐบาลยังสะท้อนผ่านการเปิดบ้านต้อนรับผู้นำต่างประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสในการสานต่อความสัมพันธ์ระดับผู้นำและกำหนดทิศทางความร่วมมือร่วมกัน โดยที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้ให้การต้อนรับนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 และนายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 และเตรียมให้การต้อนรับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งมีกำหนดเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 กันยายน 2569 สะท้อนถึงบทบาทของไทยในฐานะประเทศที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนความร่วมมือในภูมิภาค และความเชื่อมั่นของมิตรประเทศที่มีต่อประเทศไทย

“รัฐบาลพร้อมรับการตรวจสอบและชี้แจงต่อสภาฯ และประชาชนด้วยข้อมูลและข้อเท็จจริง โดยผลสัมฤทธิ์ของการทูตเชิงรุกไม่ได้วัดเพียงจำนวนประเทศที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือน แต่ต้องดูถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการสร้างโอกาสด้านเศรษฐกิจ การลงทุน ความมั่นคง และความร่วมมือในด้านต่าง ๆ รวมถึงการที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้ต้อนรับผู้นำต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทและความเชื่อมั่นของนานาประเทศที่มีต่อประเทศไทย และเป็นเครื่องยืนยันว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้กลับเข้าสู่ จอเรดาร์โลก อีกครั้ง ในฐานะมิตรและพันธมิตรที่น่าเชื่อถือของทุกฝ่าย รัฐบาลพร้อมเปลี่ยนความสัมพันธ์และความร่วมมือระดับสากลให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยที่เป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ของคนไทย” นางสาวรัชดา กล่าว

ผอ.ข่าวกรอง ประเมิน 3 ปัจจัยเหตุป่วนใต้ ใกล้ตั้งโต๊ะเจรจา-สับเปลี่ยนกำลัง เล็งประสานมาเลเซียคุมเข้มชายแดน

24 สิงหาคม 2569 เวลา 11:13 น.

“ผอ. ข่าวกรอง” ประเมิน 3 ปัจจัยเหตุป่วนใต้ “ใกล้เวลาตั้งโต๊ะเจรจา-สับเปลี่ยนกำลัง-ได้จังหวะพอดี” เล็ง ประสานมาเลเซีย คุมเข้มชายแดนเชื่อ จนท. รู้ตัวผู้ก่อเหตุ แต่บอกไม่ได้ เหตุเป็นเรื่องความมั่นคง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และหัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวถึงสาเหตุการก่อเหตุการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายจุดว่า จากการประเมินมี 3 สาเหตุหลักคือ

1. การพูดคุยสันติสุขกำลังจะเดินหน้า คาดว่า เป็นช่วงปลายเดือน ต. ค. ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นการสร้างอำนาจเพื่อต่อรองในโต๊ะเจรจา ถ้าเรารีบวิ่งไปเจรจาจะเสียเปรียบ และรีบยอมรับข้อเสนอของเขาเพื่อส่งผลให้เราเสีย

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องวางแผนต่อไปว่า จะต้องเตรียมการพูดคุยอย่างไร

2. ขณะนี้เป็นช่วงใกล้สับเปลี่ยนกำลังของทหาร เขาอาจจะมองเป็นช่องว่าง เพื่อประเมินท่าทีของเจ้าหน้าที่ว่า มีจุดแข็งหรือจุดอ่อนอย่างไร และการก่อเหตุลักษณะนี้เป็นลักษณะการก่อกวน อย่างเช่น ในพื้นที่ จ. ยะลา และมีหลากหลายมิติในการก่อเหตุ นอกจากนี้ ยังมีการก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์ เห็นได้จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นเป้ามากกว่า เห็นได้จากการเผาสถานที่และรถของทางราชการ ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยข่าวจะต้องมาประเมิน และมาชี้ให้เห็นว่า มีปัจจัยอะไรบ้าง และ

3. ขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูฝน ของที่เตรียมอาจจะเสียหาย ซึ่งช่วงนี้ได้จังหวะพอดี ซึ่งมีคำถามเสมอว่า ทำไมรัฐไม่รู้ว่า มีผู้ก่อเหตุเยอะกันขนาดนี้ ตนอยากจะบอกว่า บางครั้งพวกเขาไม่ต้องบอกกันล่วงหน้า แต่เมื่อเกิดเหตุจะรู้กันโดยทันที ไม่ใช่หมายความว่า วางแผนตรงนี้เวลานี้ต้องมาพร้อมกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามที่ฝ่ายทหารอ้าง หรือว่า เกิดจากการเสียผลประโยชน์จากที่รัฐบาลปราบสิ่งผิดกฎหมาย นายฐนัตถ์ กล่าวว่า ก็มีส่วน อย่างเช่นในพื้นที่ จ. ยะลาเป็นเหตุก่อกวนส่วนใหญ่ และในพื้นที่ไม่มีเหตุการณ์การจับสิ่งกฎหมาย แต่ในพื้นที่ จ. นราธิวาสมีการจับสิ่งผิดกฎหมาย เช่น การจับยาบ้าจำนวนมาก รวมถึงใน จ. ปัตตานี ฉะนั้น จึงต้องมาจำแนกแยกว่า เป็นกลุ่มของใครและเชื่อมโยงไปกลุ่มใด พื้นที่ไหน หากนำมาจัดหมวดหมู่จะเห็นภาพ แต่ถ้าถามระบุให้ชัดตอนนี้ว่า เป็นกลุ่มใด ขณะนี้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่กำลังรวบรวมหลักฐานอยู่ ยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจน

เมื่อถามย้ำว่า รู้ตัวผู้ก่อเหตุในพื้นที่หรือไม่ นายฐนัตถ์ กล่าวว่า เขารู้กันแหละ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเป็นเรื่องความมั่นคง เช่น หากเป็นเรื่องอาชญากรรมจะรู้ว่า ซุ้มมือปืนไหนเป็นผู้ก่อเหตุ เพราะจะรู้กันว่า แต่ละกลุ่มจะมีวิธีการปฏิบัติการแบบไหน จะเป็นซิกเนเจอร์ซึ่งรู้กัน เมื่อถามอีกว่า การข่าวในพื้นที่ไม่ทราบเรื่องหรือ นายฐนัตถ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่และแม่ทัพภาคที่ 4 ที่เป็นเจ้าภาพหลักในการให้ข่าว

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะมีมาตรการรับมืออย่างไร เมื่อเกิดสถานการณ์ถี่ขึ้น นายฐนัตถ์ กล่าวว่า มองได้ 2 อย่าง ซึ่งทหารจะต้องมีการจัดเตรียมกำลังกันใหม่และจะต้องออกแนวทางแก้ปัญหาใหม่หรือไม่ รวมถึงนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่โต๊ะการพูดคุยและประเมินกันอีกที เช่น ควรจะมีพื้นที่ปลอดภัยหรือไม่ และคณะผู้แทนพิเศษจะต้องมีการคุยกับทหารในพื้นที่ว่า จะดำเนินการกันอย่างไร

เมื่อถามว่า จะต้องให้ทางการมาเลเซียช่วยอะไรหรือไม่ นายฐนัตถ์ กล่าวว่า มาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยอยู่แล้ว แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะต้องมีความร่วมมือจากมาเลเซียในการควบคุมดูแลชายแดนด้วย เพื่อไม่ให้ผู้ก่อเหตุข้ามไปข้ามมา และช่วงนี้อาจจะต้องขอความเข้มข้นในเรื่องการเฝ้าระวังตามแนวชายแดนด้วย

ข่าวกรองชายแดนใต้ป่วนใต้

ภราดร เผย นิรโทษกรรมคดีการเมืองตั้งแต่ปี 48–68 ต้องนำเข้า คกก.วินิจฉัยทุกกรณี

24 สิงหาคม 2569 เวลา 10:36 น.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 สิงหาคม 2569  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการนิรโทษกรรมคดีการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองว่า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 มีผลบังคับใช้แล้ว โดยจะมีคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข 1 ชุดขึ้นมาพิจารณา โดยคดีใดๆ ที่จะเข้าเงื่อนไขนิรโทษกรรมหรือไม่ ต้องให้คณะกรรมการชุดนี้ให้วินิจฉัย

ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะกรรมการชุดนี้เริ่มต้นที่รัฐบาลหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า มีหลายส่วน ทั้งในส่วนของรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎร และภาคราชการด้วย ซึ่งโดยตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตั้ง

เมื่อถามว่า เฉพาะคดีที่มีเหตุสงสัยหรือไม่ จึงจะสามารถเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการชุดนี้ นายภราดร กล่าวว่า คนที่มีคดีตั้งแต่ปี 48 จนถึงปี 68 น่าจะต้องเข้าทุกเคส ทุกกรณี โดยหลักใหญ่เป็นคดีทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมทั้งหลาย ที่ไม่เข้ากับข้อยกเว้น 3 ข้อจะเข้าเงื่อนไขนิรโทษทั้งหมด แต่ตนไม่ทราบว่า มีจำนวนทั้งหมดกี่คนที่เข้าข่าย และบางคนก็มีหลุดคดีไปแล้วด้วย

นิรโทษกรรมนิรโทษกรรมคดีการเมือง

สีหศักดิ์ เตรียมถกฝ่ายมั่นคง เหตุป่วนชายแดนใต้หลายจุด รับน่าเป็นห่วง ต้องรัดกุมทุกจุด

24 สิงหาคม 2569 เวลา 10:28 น.

“สีหศักดิ์” เตรียมถกฝ่ายความมั่นคง หลังเกิดเหตุจว.ชายแดนใต้หลายจุด รับ น่าเป็นห่วง แม้รู้การข่าวล่วงหน้า แต่อาจยังคาดการณ์ไม่ดีพอ ระบุ ต่อไปต้องรัดกุมในทุกจุด
 
วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 08.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า วันนี้จะการหารือกับนายกรัฐมนตรี ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทางเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประเมินสถานการณ์ เพื่อดูเรื่องการดำเนินการในขั้นต่อไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าเป็นห่วง เราต้องยอมรับความจริง เรื่องของการข่าว ทราบว่า เราก็รู้ล่วงหน้าในเรื่องของการปฏิบัติการที่เกิดขึ้นนี้ ต่อไปเราต้องมาดูว่า เราจะดำเนินการให้ทันท่วงทีอย่างไร คิดว่า เราต้องมาประเมินสถานการณ์ว่า ผู้ก่อเหตุครั้งนี้เป็นใคร และต้องมาดูว่า การเตรียมพร้อมของเราให้รัดกุมยิ่งขึ้นในทุกจุด
 
ผู้สื่อข่าวถามว่า แม้การข่าวจะรู้ล่วงหน้า แต่ยังคงมีการก่อเหตุถึง 50 กว่าจุด นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การข่าวอาจจะรู้ล่วงหน้า แต่การจะรู้ว่าปฏิบัติการเมื่อไหร่เราอาจจะยังคาดการณ์ไม่ดีพอ บางครั้งการปฏิบัติการอย่างนี้มันก็กระจายไป ดังนั้น การที่จะคาดการณ์มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องมานั่งดูกันในเรื่องของการข่าว และในเรื่องของการเตรียมความพร้อมที่จะสกัดกั้น ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ไม่ให้กระทบต่อประชาชน ล่าสุดที่นายกฯสั่งไปคือ ให้มีการเยียวยากับผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่
 
เมื่อถามว่า ได้มีการประสานกับทางมาเลเซียหรือไม่ เพื่อไม่ให้ผู้ก่อเหตุข้ามแดนกลับไป นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ต้องนี้ต้องดูกัน เพราะทางมาเลเซียก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือถ้าเราแจ้งไป ความจริงมีการพูดคุยกันตั้งแต่นายกฯไปเยือน เดี๋ยวมาดูกันว่า ผู้ก่อเหตุเป็นใครและหลบหลีกไปที่ใดบ้าง
 
เมื่อถามว่า ล่าสุดมีการข่าวว่า เหตุที่เกิดขึ้นเป็นการดิสเครดิตเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะมีการปราบปรามการค้าของเถื่อน นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า คงจะมีสาเหตุหลายปัจจัยด้วยกัน ขอคุยกันก่อนกับทุกฝ่ายว่า สาเหตุนั้นมันมาจากอะไรบ้าง มีปัจจัยอะไรเกี่ยวข้องบ้าง ตนยังไม่อยากสรุปในตอนนี้ ขอหารือกันก่อน โดยวันนี้ (24 ส.ค.) จะมีการหารือกันภายหลังประชุมเตรียมการเรื่องการเยือนประเทศไทยของนายกฯสิงคโปร์เสร็จสิ้น  
 
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการวิเคราะห์หรือไม่ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คาดว่า ผู้ก่อเหตุต้องการอะไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ขอหารือกันก่อน ยังไม่อยากสรุป เมื่อถามว่า มีการประเมินหรือไม่ว่า ทำไมช่วงหลังจึงเกิดเหตุการณ์ถี่ขึ้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ใช่ เราต้องไปดูว่า มันมีเหตุผลอะไรบ้าง สถานการณ์อะไรบ้าง มีแรงจูงใจจากอะไรหรือไม่ ผู้ก่อเหตุ ใครทำอะไร มีอะไรแทรกซ้อนหรือไม่ ต้องมาพูดคุยกันอีกที
 
เมื่อถามย้ำว่า ต้องทบทวนกลไกที่มีอยู่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ต้องทบทวนตลอดถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ เราต้องมานั่งดูกันว่า ในทุกส่วน โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง และดูความพร้อมของเรารัดกุมเพียงพอหรือไม่ เมื่อถามว่า การที่มีการก่อเหตุถี่มากขนาดนี้ ประเมินหรือไม่ว่า มีเจ้าหน้าที่ไปเกี่ยวข้องหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า อันนี้เดี๋ยวขอคุยกันก่อน  

ชายแดนภาคใต้ชายแดนใต้สีหศักดิ์