ปธ.วิปรัฐบาล ยันชัด รบ.พร้อมแจง พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ให้เวลาซักเต็มที่ เผยฝ่ายค้านยังไม่ประสานยื่นซักฟอก

24 สิงหาคม 2569 เวลา 16:55 น.

24 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 26 ส.ค.นี้ ว่า จะมีกฎหมายสำคัญ คือ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ซึ่งได้มีการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน ให้เวลาค้านซักถามเต็มที่ เริ่มประชุมตั้งแต่เวลา 09.00 – 21.00 น.รวมเวลา 12 ชั่วโมง แบ่งเป็น สส.ฝ่ายค้าน 8 ชั่วโมง , ครม. 3 ชั่วโมง , สส.ฝ่ายรัฐบาล 1 ชั่วโมง ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถชี้แจงถึงเหตุผลความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาสถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้ในสัปดาห์นี้ เป็นไปได้หรือไม่ที่นายกรัฐมนตรีจะมาตอบกระทู้ด้วยตนเอง นายกรวีร์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ เพราะยังไม่ได้ประสานกับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี แต่ก็เป็นสิทธิ์ที่นายอภิสิทธิ์จะตั้งกระทู้ถามได้ และเป็นสิทธิ์ของนายกรัฐมนตรีว่าจะมาตอบเองหรือมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดมาตอบแทน

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 นายกรวีร์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการจะพิจารณาแล้วเสร็จในสัปดาห์นี้ และส่งเรื่องให้สภาผู้แทนราษฎรภาย ในวันศุกร์ที่ 28 ส.ค.นี้ และจะบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาวารที่ 2 – 3 ในวันที่ 7 – 9 ก.ย.ซึ่งทันตามกรอบที่กำหนดไว้

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านได้ประสานเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ยังไม่มีการประสานมา ทราบเพียงจากข่าวว่ามีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถือว่าไม่ได้ผิดพลาดอะไร เพราะฝ่ายค้านจำเป็นต้องต้องใช้สิทธิ์ที่ต้องยื่นภายในสมัยประชุมสภานี้ ภายในเดือน ธ.ค.ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่ยังไม่มีการพูดคุย ส่วนเรื่องเสียงรัฐบาลนั้นตอบตอนนี้เร็วไป ต้องให้เกียรติฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ซักฟอก ตั้งข้อสังเกต ถามคำถามกับรัฐมนตรี และให้รัฐบาลตอบคำถามก่อน

กรวีร์ปริศนานันทกุล,วิปรัฐบาล,ฝ่ายค้าน,พรกกู้เงิน,กู้เงิน4แสนล้าน,

ตุลาการเคลื่อนไหว ลงชื่อเสนอ ปธ.ศาลฎีกา ตั้ง คกก.ศึกษา บังคับโทษอย่างจริงจัง หลังปรากฏข่าว โทษประหาร แต่ติดคุกเดี๋ยวเดียว

24 สิงหาคม 2569 เวลา 16:43 น.

“ตุลาการ”เคลื่อนไหว! ลงชื่อเสนอ”ปธ.ศาลฎีกา” ตั้ง คกก.ศึกษา บังคับโทษอย่างจริงจัง หลังปรากฏข่าว”โทษประหาร” แต่ติดคุกเดี๋ยวเดียว ชี้ส่งผลสังคมไม่เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมอาญาทั้งระบบ

24 สิงหาคม 2569 ที่ศาลฎีกา สนามหลวง นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ครั้งที่ 8/2569 โดยที่ประชุมมีคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม สายผู้ทรงคุณวุฒิจากข้าราชการตุลาการ 12 ราย (คัดเลือกจากผู้พิพากษาทั่วประเทศ รวม 3 ชั้น ศาลๆ ละ 4 คน รวม12 คน) ได้ร่วมลงนามทำบันทึกข้อความ เรื่อง ขอให้บรรจุระเบียบวาระการประชุม เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาและพัฒนาการบังคับโทษทางอาญาและมาตรการป้องกันการกระทำความความผิดช้ำที่มีประสิทธิภาพ ต่อประธานศาลฎีกาในฐานะประธานกรรมการบริหารศาลยุติธรรม

โดยเนื้อหาบันทึกข้อความดังกล่าวระบุว่า ศาลยุติธรรมมีภารกิจหลักและเป็นผู้นำในการอำนวยความยุติธรรมเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและความมั่นคงของสังคม อันจะทำให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองในสิทธิเสรีภาพอย่างมีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ แต่จากสภาพสังคมปัจจุบันเกี่ยวกับการ บังคับโทษทางอาญาที่มีการลดโทษในชั้นบังคับโทษในคดีร้ายแรงที่มีโทษสูง บางรายมีโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต แต่กลับได้รับการลดโทษในชั้นบังคับโทษทางอาญาหลายครั้งทำให้รับโทษสุทธิเพียงเล็กน้อย ซึ่งแตกต่างจากโทษตามคำพิพากษาอย่างมาก ทำให้สังคมเกิดความไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั้งระบบ และกรณีการกลับมากระทำความผิดซ้ำของผู้พ้นโทษบางราย

โดยโทษที่กระทำนั้นก็ความผิดร้ายแรง ทั้งที่มีพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2565 และข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขกำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2566 ใช้บังคับอยู่แล้ว ทำให้สังคมรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน รวมถึงการเป็นอยู่อย่างปกติสุข

ศาลยุติธรรม ในฐานะผู้นำในการอำนวยความยุติธรรมเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และความมั่นคงของสังคม จึงจำเป็นต้องมีคณะกรรมการศึกษาและพัฒนาการบังคับโทษทางอาญาการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและปลอดภัยแก่สังคม

อาศัยอำนาจตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ว่าด้วยการประชุมของคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม พ.ศ.2544 ข้อ 5 กรรมการบริหารศาลยุติธรรมตามที่มีรายนามท้ายหนังสือนี้ จึงขอกราบเรียนท่านประธานศาลฎีกาได้โปรดบรรจุระเบียบวาระการประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม เพื่อพิจารณา “แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาและพัฒนาการบังคับโทษทางอาญาและมาตรการป้องกันการกระทำความความผิดซ้ำที่มีประสิทธิภาพ” ในวาระการประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม เพื่อให้คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมพิจารณาต่อไป จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ทั้งนี้ มีแหล่งข่าวอธิบายเพิ่มเติม ก.บ.ศ.ทุกท่านได้ร่วมกันลงลายมือชื่อขอให้บรรจุวาระการประชุม สืบเนื่องมาจากที่ปรากฏทางสื่อมวลชน ว่าศาลมีคำพิพากษาประหารชีวิตจำเลย จำเลยถูกควบคุมตัวในระยะเวลาสั้น ไม่เป็นไปตามคำพิพากษา แล้วได้รับการปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำ แล้วยังไปก่อให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำ ในความผิดฐานฆ่าคนตาย ทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการบังคับโทษต่อศาล ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ศาลได้มีการพิจารณาและพิพากษาลงโทษจำเลยเป็นไปตามข่าวที่ปรากฏ แต่การบังคับโทษเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์

ทาง ก.บ.ศ.เห็นว่า กระบวนการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่และความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน จึงเห็นควรขอให้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษา วิจัย และพัฒนากระบวนการบังคับโทษดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับการอำนวยความยุติธรรม และเป็นแนวทางการการบังคับโทษที่มีประสิทธิภาพ

ตุลาการประหารชีวิตศาลฎีกาโทษประหาร

นายกฯ ต้อนรับทูตกาตาร์คนใหม่ เดินหน้าหุ้นส่วนพลังงาน-อาหาร ชูไทยจุดหมายท่องเที่ยว-การแพทย์ ต่อยอดความร่วมมือรูปธรรม

24 สิงหาคม 2569 เวลา 16:13 น.

24 สิงหาคม 2569 ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอับดุลอะซีซ มุฮัมมัด เค. เอ. อัสซาดะฮ์ (H.E. Mr. Abdulaziz Mohammed K. A. Al-Sada) เอกอัครราชทูตรัฐกาตาร์ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเข้ารับหน้าที่

นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีแก่เอกอัครราชทูตกาตาร์ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ พร้อมยืนยันความพร้อมทำงานร่วมกับกาตาร์อย่างใกล้ชิด เพื่อกระชับความสัมพันธ์และต่อยอดความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

เอกอัครราชทูตกาตาร์กล่าวถึงความสนใจของนายกรัฐมนตรีกาตาร์ที่จะเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมแสดงความยินดีที่ไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF โดยกาตาร์พร้อมส่งผู้แทนระดับสูงเข้าร่วม ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกาตาร์ ซึ่งจะเป็นอีกโอกาสสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเงินระหว่างสองประเทศ

ด้านการท่องเที่ยว เอกอัครราชทูตกาตาร์แสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยในฐานะจุดหมายสำคัญของชาวกาตาร์ โดยเฉพาะด้านการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ขณะที่นายกรัฐมนตรีเชิญชวนชาวกาตาร์เดินทางมาท่องเที่ยวและใช้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทยมากขึ้น พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไทยพร้อมอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นถึงศักยภาพในการต่อยอดความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร โดยกาตาร์เป็นหุ้นส่วนด้านพลังงานที่สำคัญของไทย ขณะที่ไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ในการสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารและเสริมความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน

นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า การดำรงตำแหน่งของเอกอัครราชทูตกาตาร์จะช่วยขับเคลื่อนความสัมพันธ์ไทย-กาตาร์ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น และนำไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในหลากหลายมิติ

กาตาร์ทูตกาตาร์นายกรัฐมนตรีอนุทินชาญวีรกูล

อธิบดีปกครอง ร่อนหนังสือด่วน สั่งเข้มยกระดับความปลอดภัย 3 จังหวัดชายแดนใต้ ขั้นสูงสุด รับมือเหตุไม่สงบในพื้นที่ ยึดความปลอดภัย ปชช.-กำลังพลเป็นสำคัญ

24 สิงหาคม 2569 เวลา 16:04 น.

24 สิงหาคม 2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง (ปค.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ส่งหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 23 ส.ค.2569 ถึงปลัดจังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี และสงขลา สั่งการยกระดับการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา สู่ระดับสูงสุดตามแผนระดับ 3 (ขั้นเผชิญเหตุ) ภายหลังเมื่อคืนวันที่ 22 ส.ค.2569 ได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบหลายเหตุการณ์ในพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และประชาชนในพื้นที่

สำหรับแนวทางการปฏิบัติ ให้ปลัดจังหวัดและนายอำเภอในพื้นที่ยกระดับการรักษาความปลอดภัยในทุกระดับ ตั้งแต่จังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน โดยมีข้อสั่งการสำคัญ ดังนี้

ระดับจังหวัด ให้ปลัดจังหวัดยกระดับการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดตามแผนระดับ 3 (ขั้นเผชิญเหตุ) เรียกรวมกำลังพลของหน่วยกลับที่ตั้ง ให้พร้อมปฏิบัติหน้าที่ทันที พร้อมพิจารณางดลาพักและงดลา ตรวจสอบความพร้อมของอาวุธยุทโธปกรณ์ วัสดุอุปกรณ์ และยานพาหนะ รวมทั้งเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานที่สำคัญ สถานที่ราชการ และสถานที่ที่มีประชาชนรวมตัวกัน

ระดับอำเภอ ให้นายอำเภอในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ (ผอ.ศปก.อำเภอ) บูรณาการการปฏิบัติร่วมระหว่างฝ่ายพลเรือน ฝ่ายทหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมยกระดับการรักษาความปลอดภัยตามแผนรักษาความปลอดภัยอำเภอและแผน รปภ.เมือง โดยใช้กลไกฝ่ายปกครองทุกระดับในการดูแลพื้นที่อย่างใกล้ชิด

พร้อมกันนี้ ให้เรียกรวมกำลังพลกลับที่ตั้ง เตรียมความพร้อมด้านกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ วัสดุอุปกรณ์ และยานพาหนะ รวมถึงยกระดับการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สำคัญและพื้นที่ที่ประชาชนรวมตัวกัน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนเป็นหลัก

ระดับตำบล ให้ปลัดอำเภอหัวหน้าชุดคุ้มครองตำบล (หน.ชคต.) หรือปลัดอำเภอผู้ประสานงานประจำตำบล ร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) จัดกำลังออกลาดตระเวน ตรวจตรา รักษาความสงบเรียบร้อย และรักษาความปลอดภัยในสถานที่สำคัญ โดยยกระดับการรักษาความปลอดภัยตำบลตามแผนระดับ 3 (ขั้นเผชิญเหตุ)

ระดับหมู่บ้าน ให้ผู้ใหญ่บ้านในฐานะผู้บังคับหมวดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ยกระดับการรักษาความปลอดภัยตามแผนระดับ 3 โดยเรียกรวมกำลังพล ชรบ. จัดกำลังออกลาดตระเวน ตรวจตรา รักษาความสงบเรียบร้อย และอยู่เวรยาม ณ ป้อมรักษาการณ์ รวมทั้งตั้งจุดตรวจ จุดสกัด เพื่อตรวจสอบบุคคลและยานพาหนะที่ผ่านเข้า-ออกหมู่บ้าน โดยประสานการปฏิบัติร่วมกับ ชคต. และหน่วยงานด้านความมั่นคง ทั้งนี้ หากเกิดเหตุการณ์สำคัญในพื้นที่ ให้รายงานนายอำเภอทราบโดยทันที

นอกจากนี้ เมื่อเกิดเหตุการณ์หรือสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ ให้ฝ่ายปกครอง ยกระดับการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด และประสานการปฏิบัติกับฝ่ายทหารและตำรวจ เข้าพื้นที่โดยทันที เพื่อป้องกัน ระงับยับยั้งเหตุการณ์ความรุนแรง และเข้าควบคุมพื้นที่และสถานการณ์ เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยอย่างทันท่วงที

อธิบดีกรมการปกครอง ยังได้กำชับให้ข้าราชการฝ่ายปกครองทุกระดับ ธำรงการติดต่อสื่อสารตลอด 24 ชั่วโมง และหากเกิดเหตุการณ์หรือสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ ให้รายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นโดยทันที เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์ สั่งการ และเข้าควบคุมเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ยกระดับการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ โดยยึดความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพลเป็นสำคัญ เป็นแนวทางสำคัญของฝ่ายปกครองในการดูแลความสงบเรียบร้อยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

อธิบดีกรมการปกครอง,จังหวัดชายแดนภาคใต้,ความไม่สงบ,

เปิดไทม์ไลน์นิรโทษกรรม คดีการเมือง ราชทัณฑ์รอเกณฑ์ 30 วัน ก่อนเดินหน้าคัดผู้ต้องขัง คาดไม่ถึงหมื่นคน

24 สิงหาคม 2569 เวลา 15:52 น.

เปิดไทม์ไลน์”นิรโทษกรรม” คดีการเมือง ราชทัณฑ์รอเกณฑ์ 30 วัน ก่อนเดินหน้าคัดผู้ต้องขัง คาดไม่ถึงหมื่นคน “รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์”แจงขั้นตอนหลัง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ มีผลใช้บังคับ กรมราชทัณฑ์มีหน้าที่รับคำร้องและรวบรวมรายชื่อผู้ต้องขังที่อาจได้รับนิรโทษกรรม ครอบคลุมคดีการเมืองตั้งแต่ 1 ม.ค.2548 ถึง 16 ก.ค.2568 แต่ต้องรอคณะกรรมการ 9 คน วางหลักเกณฑ์ก่อน โดยนัดแรกต้องเกิดขึ้นภายใน 30 วัน และกรอบแนวทางต้องมีความคืบหน้าภายใน 180 วัน

24 สิงหาคม 2569 ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า สำหรับกรณีที่มีการประกาศ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติ สุข พ.ศ.2569 หรือกฎหมายนิรโทษกรรม ลงในราชกิจจานุเบกษา ในส่วนบทบาทของกรมราชทัณฑ์นั้น จะมีหน้าที่ในการรวบรวมรายชื่อผู้ต้องขัง ตามมาตรา 6 ของกฎหมาย ซึ่งระบุว่าให้รับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรมจากผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยว ข้องทั้งรับจากทางผู้ต้องขังที่ร้องขอ หรือญาติของผู้ต้องขังเอง โดยต้องจัดให้มีช่องทางอำนวยความสะดวกในการร้องขอการนิรโทษกรรม ซึ่งคุณสมบัติของผู้ต้องขังที่เข้าข่ายตามกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ คือ ผู้ต้องขังในคดีทางการเมือง นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2548 – 16 ก.ค.2568 แต่อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนในปัจจุบันนี้ กรมราชทัณฑ์จะต้องรอให้ทางคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ได้มีการประชุมหารือเพื่อกำหนดกรอบ หลักเกณฑ์ และแนวทางมาให้ก่อน ซึ่งคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขนี้ จะเริ่มประชุมภายใน 30 วัน หลังจากที่กฎหมายฉบับนี้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา จากนั้นหลักเกณฑ์เหล่านี้ กรมราชทัณฑ์จะได้นำไปปฏิบัติต่อไป

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่จะต้องมีการประชุมวางกรอบแนวทางและหลักเกณฑ์ โดยจะต้องประชุมภายใน 30 วันนับตั้งแต่มีการประกาศพระราชบัญญัติฉบับนี้ลงในราชกิจจานุเบกษา ประกอบด้วย 1.นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ 2.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ 3.ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นกรรมการ 4.เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นกรรมการ

5.ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 1 คนเป็นกรรมการ 6.ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 1 คน เป็นกรรมการ 7.ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม อธิการบดีแห่งประเทศไทย จำนวน 1 คน เป็นกรรมการ

8.ผู้เชี่ยวชาญในองค์กรภาคประชาสังคมเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งและอำนวยความยุติธรรมเป็นที่ประจักษ์ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอ จำนวน 1 คน เป็นกรรมการ และ 9.ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ อนึ่งให้มีการประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขครั้งแรกภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ

อย่างไรก็ตาม มีรายงานเพิ่มเติมว่า กรอบเวลาที่จะต้องมีความคืบหน้าเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติจากที่ประชุมของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข จะต้องเกิดขึ้นภายใน 180 วันแรก นับแต่มีการประชุมนัดแรกของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งเบื้องต้นจำนวนผู้ต้องขังทั่วประเทศในคดีที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ตามกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ อาจมีไม่ถึง 10,000 ราย แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มของผู้ต้องขังคดีต่อเนื่อง (หมายถึง ผู้ต้องขังที่ต้องโทษหลายคดี) ที่มีจำนวนมากสุด และมีคุณสมบัติเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายนิรโทษกรรม

กรมราชทัณฑ์การเมืองไทยคดีการเมืองนิรโทษกรรม

กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ลั่นหยุดใช้ปชช.เป็นตัวประกัน ชี้ความรุนแรงไม่ใช่เครื่องมือพูดคุย

24 สิงหาคม 2569 เวลา 14:53 น.

เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2569 ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า แจ้งเรื่อง “หยุดใช้ประชาชนเป็นตัวประกัน ความรุนแรงไม่ใช่เครื่องมือของการพูดคุย” เนื้อหาระบุว่า ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเชื้อชาติหรือศาสนาใด ล้วนมีสิทธิที่จะดำรงชีวิตอย่างปกติ ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี

การใช้ความรุนแรงเพื่อสร้างแรงกดดัน หรือหวังผลต่อกระบวนการพูดคุย ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และประชาชนไม่ควรถูกนำมาเป็นตัวประกันเพื่อการต่อรองในรูปแบบใดทั้งสิ้น

หากต้องการพูดคุย ต้องหยุดใช้ความรุนแรง หากยังเลือกใช้ความรุนแรง ย่อมไม่ใช่หนทางสู่สันติสุข เพราะ “สันติสุข” ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากความหวาดกลัว แต่ต้องเริ่มต้นจากการเคารพชีวิต สิทธิ และศักดิ์ศรีของประชาชนทุกคน

กอ.รมน.ชายแดนใต้สันติสุขแนวหน้าออนไลน์

โสภณ สั่งตั้ง คกก.สืบหาข้อเท็จจริง ปมเรียกรับ 5 แสน แลกเข้าหลักสูตร ปปร.30 ลามโยงเลขาฯพระปกเกล้า ยันไม่นิ่งนอนใจ-ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

24 สิงหาคม 2569 เวลา 14:46 น.

24 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า ให้สัมภาษณ์กรณีมีการเรียกรับเงินจำนวน 500,000 บาท ผ่านการเข้าศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 30 (ปปร.30) ของสถาบันพระปกเกล้า โดยมีการเชื่อมโยงไปถึงเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าว่า ได้รับทราบแล้วที่มีการกล่าวหาไปยังเลขาฯสถาบันพระปกเกล้า เรื่องนี้พอเกิดขึ้นตนได้เคยให้มีการชี้แจงไปแล้ว แต่พอเป็นกระแสข่าวออกมาแบบนี้ ตนในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า ก็คงจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริง เพื่อพิสูจน์ความจริงต่อตัวของเลขาฯสถาบันพระปกเกล้า และเป็นการรักษาภาพพจน์ของสถาบันพระปกเกล้า ที่ถือเป็นสถาบันฯที่ใช้ชื่อของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน สมมติว่าหากเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง เราก็รับไม่ได้ แต่ต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ทั้งนี้ ตนได้แจ้งเลขาฯสถาบันพระปกเกล้าไปแล้วว่าให้เคลียร์ตัวเอง เราจะได้ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงที่มีความน่าเชื่อถือไปตรวจสอบ

“ตั้งแต่ที่เกิดเรื่อง ผมได้ให้เลขาฯสถาบันพระปกเกล้าชี้แจงในที่ประชุมของสถาบันพระปกเกล้า ท่านก็ชี้แจงด้วยวาจาว่าเรื่องนี้เกิดจากความเข้าใจผิด แล้วก็มีเอกสารถอนแจ้งความมาให้ผมดูก็รับฟังได้ระดับหนึ่งว่าในเมื่อมีเอกสารส่งมาเราก็ดู แต่มันยังเป็นการชี้แจงฝ่ายเดียว ดังนั้นการสอบหาข้อเท็จจริงก็จะดำเนินการให้เร็ว” นายโสภณ กล่าว

เมื่อถามว่า หากท้ายที่สุดข้อมูลที่ออกมาเป็นจริง ทางเลขาฯสถาบันพระปกเกล้าต้องพ้นจากตำแหน่งเลยหรือไม่ นายโสภณ ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า หัวเราะก่อนกล่าวว่า “โอ้ย อย่าเพิ่งไปคาดอะไร ต้องดูก่อน ต้องให้ความเป็นธรรม การจะทำอะไร ถ้าเรามีธงในใจมันจะไม่สามารถให้ความเป็นธรรมได้ ก็ต้องอยู่ที่คณะกรรมการไปตรวจสอบมา เรื่องนี้ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะเป็นสถาบันฯที่เราเคารพนับถือ อย่างสถาบันฯแบบนี้ถ้าไม่มีธรรมาภิบาล คงขาดความน่าเชื่อถือ”

เมื่อถามว่า ที่มีการให้เลขาฯสถาบันฯ ชี้แจงก่อนหน้านี้มันไม่ชัดเจนเพียงพอต่อการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ตอนนั้นตนเห็นในสื่อและมีคนส่งข้อมูลให้ดู ตนในฐานะประธานก็ไม่นิ่งนอนใจ เราปฏิบัติตามหลักของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พอเกิดเรื่อง ก็ให้ชี้แจง แต่พอเป็นข่าวขึ้นมาอีกในช่วง 2 – 3 วันนี้ เราจะให้ชี้แจงอีกมันไม่ได้แล้ว มันข้ามขั้นตอนแล้ว ก็ตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริง หากผลออกมาพบว่าผิด ตามหลักของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ลงโทษทางวินัย มันก็เป็นไปตามขั้นตอน

เมื่อถามถึงกรอบระยะเวลาการสอบสวนข้อเท็จจริง นายโสภณ กล่าวว่า ต้องฟังเสียงคณะกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้าก่อนที่ตนจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุม เมื่อถามต่อว่าในระหว่างการสอบข้อเท็จจริง ทางเลขาฯ สถาบันพระปกเกล้า จะยังสามารถปฏิบัติหน้าได้ปกติหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ยังไม่สอบ เป็นการสืบหาข้อเท็จจริง มีมูลก็สอบ มันมีลำดับราชการอยู่ ถ้าคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริง สืบมามีมูล กรรมการที่จะสอบบางทีก็ไม่สอบ เขาเอาผลของคณะกรรมการสืบฯ มาดำเนินการก็ได้

เมื่อถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเสนอชื่อผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้า ส่วนใหญ่จะเป็นคนมีเส้นสายมากกว่าพิจารณาจากคุณสมบัติ จะต้องตรวจสอบด้วยหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ต้องตรวจสอบ ก่อนหน้านี้ตนไม่รู้เป็นอย่างไร แต่ตอนที่ตนเข้ามารับตำแหน่ง และให้นโยบายต่อสถาบันพระปกเกล้า ตนก็บอกว่า เราเข้าใจว่าการเรียนร่วมกันของสถาบันฯมีทั้งสร้างคอนเนคชั่น หรืออะไรก็ตาม แต่สิ่งสำคัญคือการนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ทั้งกับภาคเอกชน หรือหน่วยงานของรัฐ แล้วตนยังให้นโยบายว่า ถ้าใครก็ตามที่เป็นข้าราชการแล้วไปเรียน หากไม่ไปลงชื่อเรียนตามเวลาที่หลักสูตรกำหนด ตนไม่อนุญาตให้ซ่อม เพราะเอาเงินราชการไปเรียน แล้วไม่ไปเรียนตามนั้น แล้วก็มาซ่อมให้มันจบ ตนไม่อนุญาต ก่อนหน้านี้เขาให้ซ่อม แต่ในยุคตน ไม่ให้ซ่อม ก็จริงจัง

นักบริหารระดับสูง,ปปร30,โสภณซารัมย์,ประธานรัฐสภา,สถาบันพระปกเกล้า,

โสภณ ลงตรวจความเรียบร้อยห้องอาหารก่อนเปิดประชุมสภาฯ เล็งจัดนิติบัญญัติพบสื่อ เดือนละครั้ง

24 สิงหาคม 2569 เวลา 14:28 น.

โสภณ ลงตรวจความเรียบร้อยห้องอาหารก่อนเปิดประชุมสภาฯ เผย ต้องทำให้คุณภาพ-ราคาไปด้วยกัน เล็งจัดนิติบัญญัติพบสื่อ เดือนละครั้ง

เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เดินตรวจบริเวณห้องอาหารชั้น B2 เพื่อตรวจความเรียบร้อยก่อนเปิดสมัยประชุมสภาฯ โดยระหว่างเดินตรวจ ได้มีการทักทายพ่อค้าแม่ค้าที่เข้ามาขายอาหาร ซึ่งในวันนี้มีการจัดกิจกรรมธีมงานวัด ภายในห้องอาหาร เพื่อให้บุคลากรหรือผู้ที่มาใช้บริการร่วมกิจกรรม

นายโสภณ ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า ในเมื่อสภาฯ ไม่ได้มีการจัดอาหารไว้สำหรับสส. ที่ผ่านมาตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากสส.ว่า อาหารมีความน่าสนใจน้อย รวมถึงเรื่องคุณภาพ ตนจึงลงมาดู เพื่อจะได้จัดอาหารที่มีคุณภาพ ส่วนเรื่องราคาก็เป็นไปตามคุณภาพของอาหาร เพื่อจะได้ถูกปากเพื่อนสมาชิก ส่วนหากสมาชิกท่านใดที่มีกำลังซื้อก็สามารถซื้อจากข้างนอกเข้ามาได้ แต่เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน เราก็ต้องจัดบริการอาหารให้มีคุณภาพ

นายโสภณ กล่าวว่า ส่วนบริเวณรอบสระมรกตที่มีการจัดงานต่างๆ และให้ร้านค้ามาออกบูธ ตนได้ไปเดินตรวจ ตอนนี้ตนกำลังให้ทำระเบียบขึ้นมาว่าการใช้สถานที่เราต้องใช้ให้เหมาะสม ส่วนอะไรที่พังเราต้องมีการบำรุงรักษาตลอด ส่วนเรื่องอะไรที่ต้องมีการปรับปรุงเมื่อสร้างแล้ว เราก็ต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้เกิดประโยชน์

จากนั้นนายโสภณ ได้เดินมาตรวจความเรียบร้อยที่ห้องสื่อมวลชน โดยได้ระบุเพิ่มเติมว่า อาจจะมีการจัดกิจกรรมให้ฝ่ายนิติบัญญัติพบสื่อ เช่น ประธาน รองประธาน หรือแม้กระทั่งเพื่อนสมาชิก โดยคาดว่าเดือนละครั้ง เป็นลักษณะการเสวนากัน

รัฐสภาสภาฯแนวหน้าออนไลน์โสภณ

ประธานสภาฯ เผยเร่งตั้งคนเหมาะสม ร่วมกรรมการนิรโทษกรรม ส่งนายกฯ ภายใน 2 วัน

24 สิงหาคม 2569 เวลา 14:17 น.

24 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 (พ.ร.บ.นิรโทษกรรม) และประธานสภาต้องตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ว่า ตามมาตรา 4 (8) เป็นอำนาจของประธานสภา ในการเสนอชื่อบุคคลในองค์กรที่มีความชำนาญเรื่องการขจัดความขัดแย้งซึ่งเสนอได้ 1 รายชื่อ ขณะนี้ตนกำลังพิจารณารายชื่อผู้เหมาะสมเพื่อเสนอโดยเร็ว เพื่อให้กรรมการชุดนี้เดินหน้าทำงาน และใครที่เข้าองค์ประกอบได้รับการนิรโทษกรรมก็จะได้รับการนิรโทษกรรมโดยเร็ว แต่กำลังหาอยู่ว่าใครที่เป็นที่ประจักษ์ในองค์กรที่ขจัดความขัดแย้ง

เมื่อถามว่า มีการกำหนดคุณสมบัติไว้หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ตนเพิ่งให้ฝ่ายกฎหมายไปดูขอบเขต เพราะเราต้องตั้งตามที่กฎหมายให้อำนาจ ซึ่งคาดว่าน่าจะได้รายชื่อใน 1-2 วันนี้ และส่งรายชื่อไปถึงนายกรัฐมนตรีได้เลยโดยไม่ต้องนำเข้าที่ประชุมสภาฯ

นิรโทษกรรม,คดีการเมือง,การเมืองไทย,

เสริมความพร้อมรบ! ทบ. ชง บิ๊กดุลย์ จัดหารถเกราะล้อยาง-ปืนใหญ่ M777-จรวด Himars ผุดศูนย์สงครามโดรน

24 สิงหาคม 2569 เวลา 14:07 น.

“กองทัพบก“ ขอ ”บิ๊กดุลย์“ เสริมความพร้อมรบ จัดหา “รถเกราะล้อยาง-ปืนใหญ่ M777-จรวด Himars” พร้อมตั้ง “ศูนย์สงครามอากาศยานไร้คนขับ”

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 12.10 น.ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ร.ต. สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม และพล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวร่วมกัน ภายหลังที่ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมที่กองบัญชาการกองทัพบก พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปเรื่องบทบาทของกองทัพบก, ปัญหาข้อขัดข้องที่ต้องเผชิญ และต้องมีการปรับปรุงแก้ปัญหา ซึ่งกองทัพบกได้มีข้อเสนอในการเพิ่มเติมขีดความสามารถ เนื่องจากภัยคุกคามที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ เช่น ด้านยุทโธปกรณ์, ข่าวสาร, ระบบต่าง ๆ ที่กองทัพบกมีความต้องการ และการปรับกฎระเบียบข้อบังคับให้ทันสมัย รวมถึงงานด้านข่าวกรองที่ต้องร่วมมือกับนานาประเทศให้เกิดความทันสมัย ซึ่งกองทัพบกได้มีการหยิบยก การปรับปรุงโครงสร้างของหน่วย ที่เกี่ยวข้องกับอากาศยาน โดยให้มีการจัดตั้ง “ศูนย์สงครามอากาศยานไร้คนขับ” หรือ กองพันอากาศยานไร้คนขับ เพื่อสอดรับกับภารกิจ รวมถึงการจัดหายุทโธปกรณ์ เช่น ยานเกราะล้อยาง, อาวุธยิงสนับสนุน, ปืนใหญ่ M777, จรวด Himars โดยได้มีการแจ้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรับทราบ

นอกจากนี้กองทัพบกได้มีการเสนอให้ปรับปรุงงบประมาณเพิ่มเติม ในเรื่องของการปรับปรับปรุงขีดความสามารถ การพัฒนาทั้งโครงสร้าง และกำลังพลให้กับกองทัพบก โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ให้แนวทางกับกองทัพบอกว่า การปฏิบัติการทหารตามพื้นที่หน้าแนวมีความสำคัญ แต่จะมีปัญหาเรื่องของสงครามข้อมูลข่าวสาร ที่มีการปฏิบัติภายในประเทศ หรือระหว่างประเทศ ซึ่งอยากเห็นการปรับปรุงพัฒนาขีดความสามารถในภาพรวม เป็นลักษณะการสร้างการรับรู้ผ่านช่องทางเดียว (Single Source) เช่นเดียวกับศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หรือ JIC เพื่อให้ประชาชนรับทราบ และติดตามต่อเนื่อง โดยไม่ให้หลงเชื่อข่าวทางโซเชียลมีเดีย และมีการพาดพิง ซึ่งอยากให้อ้างอิงจากแหล่งข่าวที่เป็นทางการเท่านั้น พร้อมเน้นการสื่อสารเชิงรุก

กองทัพบกรถเกราะล้อยางวินธัย สุวารี