อนุทิน ย้ำ! พร้อมรับมือศึกซักฟอก บอกถ้าฮั้ว สว. มีจริง น่ารังเกียจ แต่ยืนยันไม่เกี่ยวข้อง

20 สิงหาคม 2569 เวลา 11:22 น.

20 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ระหว่างภารกิจเยือนออสเตรเลีย กรณีฝ่ายค้านจะอื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า ไม่มีปัญหาสามารถชี้แจงได้ในทุกประเด็น คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลทุกคนมีความพร้อมที่จะตอบข้อสงสัย และอธิบายให้ประชาชนรับทราบผ่านช่องทางของสภาฯ รัฐบาลโปร่งใสในการดำเนินการทุกโครงการตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งทุกโครงการล้วนก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มเป็นการนำภาษีที่ได้จากการค้าขายของประชาชนมาเร่งพัฒนาต่อยอดสร้างโอกาสและสร้างรายได้กลับคืนสู่ประชาชนอย่างแท้จริง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อครหาฮั้ว สว.ที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน จะนำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย ทั้งที่รัฐบาลเคยชี้แจงมาตลอดว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาบริหารประเทศ นายอนุทินกล่าวว่า ตนได้พูดชัดเจนไปแล้วว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับวุฒิสภา รัฐบาลกับวุฒิสภาถือเป็นคนละสถาบันกันวุฒิสภาอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ เราไม่ก้าวก่ายหรือล่วงล้ำข้ามแดนอำนาจกันและกันอยู่แล้ว เรื่องการใช้คำว่า ฮั้ว สว.มันเป็นเจตนารมณ์ของผู้ที่ต้องการจะกล่าวให้ร้ายกระบวนการนี้ ซึ่งตนก็เป็นคนหนึ่งที่ถือว่า ถ้ามีการฮั้วกันจริงก็เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ แต่พวกตนไม่ได้เกี่ยวข้อง รัฐบาลเข้ามาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ และรัฐมนตรีแต่ละคนได้รับการพิจารณา ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง มีการถวายสัตย์ มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนที่จะมาบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้นส่วนที่ตอบได้ก็ตอบ ส่วนที่ไม่รู้ไม่เห็นไม่เกี่ยว ก็ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปตอบ แต่ยืนยันว่าเรื่อง ฮั้ว สว.ไม่มีอะไรต้องความกังวลเพราะไม่ใช่เรื่องการทำงานของรัฐบาล หากฝ่ายค้านอภิปรายผลงานรมต.พร้อมตอบ

นายอนุทิน กล่าวว่า หากฝ่ายค้านตั้งคำถามในเรื่องผลงาน รัฐมนตรีที่รับผิดชอบก็พร้อมลุกขึ้นตอบทันที เช่น หากเป็นเรื่องนโยบาย AI นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็จะเป็นผู้ตอบ หากเป็นเรื่องเงินกู้ พ.ร.บ.งบประมาณ หรือจีดีพีเศรษฐกิจ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ก็พร้อมชี้แจง หรือหากมีความสงสัยเรื่องการเจรจาความมั่นคงและสนธิสัญญาต่างๆ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้องก็พร้อมที่จะให้ความกระจ่างแก่พี่น้องประชาชนในทุกด้าน

อนุทินชาญวีรกูล,นายกรัฐมนตรี,ด่านตรวจ,ยาเสพติด,

ปกรณ์ เล็งชง ครม. แก้ พ.ร.บ.อาวุธปืน กลาง ก.ย. ชี้นิรโทษไม่ตรงจุด ยัน มท.ค้านซื้อคืน เหตุใช้งบสูง

20 สิงหาคม 2569 เวลา 10:56 น.

“ปกรณ์”เล็งนำร่าง กม.อาวุธปืนฉบับแก้ไข เข้า ครม.กลางเดือน ก.ย. ชี้นิรโทษปืนไม่ค่อยได้ผล เหตุไม่ได้รื้อระบบ รับ มท.ไม่เห็นด้วย แนวคิดซื้อปืนคืน ใช้งบสูง

20 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อาวุธปืนว่า การแก้ไขปัญหาจะแก้ไขกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ อย่าลืมว่า ประเทศไทยมีพรมแดนที่ติดกับเพื่อนบ้านทั้งทางบก ทางทะเล ซึ่งภายในประเทศเพื่อนบ้านสถานการณ์ไม่เรียบร้อย จึงมีการเล็ดรอดของอาวุธเข้ามาในประเทศไทย ส่วนกฎหมายอาวุธปัจจุบันใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2490 ซึ่ง พ.ร.บ.อาวุธปืนฉบับเก่าจะครอบคลุมที่นำเข้าอย่างถูกกฎหมาย แต่มีช่องโหว่

นายปกรณ์ กล่าวว่า ปืนมี 2 ส่วนคือ ปืนที่ชอบด้วยกฎหมาย และปืนเถื่อน ส่วนเรื่องที่ต้องแก้ไขคือ เรื่องอาวุธปืนที่นำเข้าโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยจะต้องมีการปฏิรูประบบปืนเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงทั้งระบบ เนื่องจากที่ผ่านมาต่างคนต่างอนุญาต แม้ก่อนหน้านี้จะพยายามพัฒนาระบบทะเบียนปืนจากส่วนกลาง แต่ยังไม่สมบูรณ์และยังไม่เชื่อมโยง ไม่มีระบบตรวจสอบติดตามที่ดี ในส่วนของร้านปืน กฎหมายไม่ได้เขียนให้ร้านปืนต้องร่วมรับผิดชอบในการดูแล

นายปกรณ์ กล่าวด้วยว่า ปืนที่มีทะเบียนส่วนใหญ่มักไม่มีปัญหา แต่ปัญหาคือ พวกที่มีปืนที่มิชอบด้วยกฎหมายแล้วเอาไปใช้ แม้จะมีการออกใบอนุญาตซื้ออาวุธปืนแล้วแต่ไม่เอาไปขึ้นทะเบียน การขอมีและใช้อาวุธปืน ปืนนั้นก็จะกลายเป็นปืนเถื่อน ปืนเถื่อนมี 3 ประเภทคือ 1.ปืนและเครื่องกระสุนที่ลักลอบนำเข้าตามชายแดน 2.ปืนที่ซื้อโดยชอบแต่ไม่ได้ขอขึ้นทะเบียน และ3.ปืนไทยประดิษฐ์ นอกจากนี้ จะต้องควบคุมสนามยิงให้เข้มข้นด้วย ต้องไปด้วยกันทั้งระบบ ซึ่งตอนนี้ระบบควบคุมยังไม่มี ในส่วนของสนามยิงปืนอยู่ในการดูแลของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องมาทบทวนกันใหม่ สิ่งที่กระทรวงมหาดไทยเสนอมาและหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาคือ ต้องควบคุมปืนในระบบให้ดีผ่านการรื้อระบบ การขึ้นทะเบียนอนุญาต การควบคุมการเล่นปืนหรือใช้ปืน เป็นการป้องกันรอยรั่ว จากนั้นจะต้องดูว่า ของที่มีอยู่จะต้องทำอย่างไร โดยจะมีมาตรการให้นำอาวุธปืนมามอบให้ทางราชการโดยไม่ต้องรับโทษหากไม่แน่ใจว่า ปืนนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นมาตรการที่คล้ายนิรโทษ ซึ่งมาตรการนี้ทำมาแล้วหลายครั้ง ที่ผ่านมาได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ซึ่งเหตุที่ไม่ได้ผลเพราะไม่ได้มีการรื้อระบบ ส่วนเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดคือ การตรวจตราอาวุธปืนและเครื่องกระสุนที่จะลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน

นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ที่จะเกิดขึ้นคือ ผู้ค้าปืน ระบบอนุญาตปืน และเรื่องสนามยิงปืนที่จะต้องถูกควบคุมอย่างเข้มข้น ส่วนแนวคิดเรื่องการซื้ออาวุธปืนคืนนั้น อยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงมหาดไทยและคณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะต้องใช้งบประมาณสูง และหากรับซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคาจริง อาจจะทำให้เขารู้สึกเสียดายและไม่นำมาคืน และกระทรวงมหาดไทยเสนอว่า ให้นำปืนมาคืนดีกว่า ใช้งบประมาณไปซื้อคืนไม่ไหว เพราะใช้งบประมาณจำนวนมาก ส่วนปืนทหารและตำรวจที่ใช้ในราชการนั้น มีมาตรการป้องกันการรั่วไหลอยู่แล้ว แต่ไม่ได้การันตีว่าจะป้องกันได้ 100% แต่เป็นแนวปฏิบัติที่ดี สามารถใช้มาตรการทางบริหารได้

รองนายกฯ กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนการแก้ไขกฎหมาย หลังจากรับฟังความเห็นผ่านระบบกฎหมายกลางจนถึงวันที่ 10 ก.ย.นี้แล้ว จะยกร่างกฎหมายแล้วนำไปรับฟังความเห็นอีกครั้ง และนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งตามมาตรา 19 ตาม พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมาย คือรีบเสนอ ครม.ได้เลย โดยคาดว่าน่าจะสามารถนำร่างกฎหมายเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ได้ประมาณกลางเดือน ก.ย.นี้

ปกรณ์นิลประพันธ์,อาวุธปืน,พรบอาวุธปืน,

ยกเลิกประชุมสภากลาโหม บิ๊กดุลย์ ลุยน่าน เร่งระดมทหารช่วยน้ำท่วม สั่งทุกหน่วยเข้าช่วยเต็มกำลัง

20 สิงหาคม 2569 เวลา 08:39 น.

ยกเลิกประชุมสภากลาโหม บิ๊กดุลย์ ลุยน่าน เร่งระดมทหารช่วยน้ำท่วม สั่งทุกหน่วยเข้าช่วยเต็มกำลัง ย้ำดูแลประชาชน ยึดความปลอดภัยเป็นหลัก

20 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 06.00 น. พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่

พล.ท.อดุลย์ ได้กำชับกำลังพลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ผนึกกำลังและบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างเต็มกำลัง ทั้งการอพยพประชาชน การขนย้ายสิ่งของจำเป็น และการสนับสนุนภารกิจด้านบรรเทาสาธารณภัยตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เน้นย้ำให้ กำลังฝึกทุกรายที่ลงพื้นที่ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่เป็นอันดับแรก พร้อมประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและปรับแผนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหม ได้แจ้งเลื่อนการประชุมสภากลาโหมวันนี้ เวลา 14.00 น.ออกไปก่อน

อดุลย์บุญธรรมเจริญ,บิ๊กดุลย์,น่าน,น้ำท่วมน่าน,

เอ็ดดี้ ร่ายเป็นฉากๆ ปี 62 สมศักดิ์ เจาะรูรอทักษิณ – เล่าต๋า ได้อนิสงส์ หรือไม่!?

20 สิงหาคม 2569 เวลา 08:37 น.

เอ็ดดี้ ร่ายเป็นฉากๆ ปี 62 สมศักดิ์ เจาะรูรอทักษิณ – เล่าต๋า ได้อนิสงส์ หรือไม่!?

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ตำรวจจับ อัยการส่งฟ้อง ศาลตัดสิน ราชทัณฑ์ปล่อยตัว

“ปี 62 สมศักดิ์เจาะรูรอทักษิณ – เล่าต๋า ได้อนิสงส์! หรือไม่?“ หลังศาลปิดคดี ใครเป็นคนกำหนดว่านักโทษจะติดคุกจริงกี่วัน?

หนึ่ง ระบบราชทัณฑ์ของไทยมีอำนาจบริหารโทษหลังคำพิพากษาจริง และปัญหาตรงนี้ควรถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง

พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ซึ่งออกก่อนสมศักดิ์ เทพสุทินเป็น รมว.ยุติธรรม ได้วางกลไกเรื่องลดวันต้องโทษและพักการลงโทษไว้แล้ว โดยมาตรา 52(7) เปิดทางให้พักการลงโทษเมื่อรับโทษมาแล้วตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น การพูดว่า “ศาลตัดสินจำคุก แต่จำนวนวันที่คนหนึ่งอยู่ในเรือนจำจริง อาจแตกต่างจากคำพิพากษามาก เพราะยังมีกระบวนการบริหารโทษอีกชั้นหนึ่ง”

อันนี้ถูกต้อง และผมคิดว่าเป็นประเด็นใหญ่กว่าคดีเล่าต๋าด้วยซ้ำ

แต่คำว่า “ตำรวจจับ ศาลตัดสิน ราชทัณฑ์ปล่อย” เป็นวาทกรรมที่แรงและเข้าใจง่าย แต่ในทางกฎหมายยังไม่ครบ เพราะราชทัณฑ์ไม่ได้มีอำนาจลบคำพิพากษาศาลตามใจ เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ. กฎกระทรวง พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ และกระบวนการพักโทษต่าง ๆ

ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่ “ราชทัณฑ์ใหญ่กว่าศาล” แต่คือ “กฎหมายว่าด้วยการบริหารโทษหลังคำพิพากษา เปิดช่องให้ผลของคำพิพากษาถูกลดทอนลงมากเกินไปหรือไม่?”

สอง ถ้าจะชี้ไปที่ยุคสมศักดิ์ ต้องชี้ให้ถูกฉบับ

กฎกระทรวง พ.ศ. 2562 ที่สมศักดิ์ลงนามวันที่ 27 ธันวาคม 2562 จริง ๆ แล้วไม่ได้เปิดกว้างเสียทีเดียว ในเรื่องพักโทษกรณีปกติ ข้อ 41 กำหนดว่า ต้องเป็นนักโทษที่ต้องโทษจำคุก “เป็นครั้งแรก” และข้อ 42 ยังแบ่งตามชั้นนักโทษ ตั้งแต่ชั้นดีขึ้นไป โดยให้พักได้สูงสุดแตกต่างกันตั้งแต่ 1/5 ถึง 1/3 ของกำหนดโทษ

จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจกว่าคือ ปี 2564

กฎกระทรวงฉบับที่ 2 ซึ่งสมศักดิ์ลงนามเช่นกัน ยกเลิกข้อ 41 ไปเลย หมายความว่าเงื่อนไข “ต้องโทษจำคุกครั้งแรก” หายไป และแก้ข้อ 42 ให้นักโทษตั้งแต่ “ชั้นกลางขึ้นไป” สามารถได้รับพักการลงโทษได้ไม่เกินหนึ่งในสามของกำหนดโทษ

นี่ต่างหากที่ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ควรขุดต่อ เพราะมันเป็น “การขยายประตู” อย่างเป็นรูปธรรม

จากเดิม

นักโทษครั้งแรก + ชั้นดีขึ้นไป กลายเป็น นักโทษตั้งแต่ชั้นกลางขึ้นไป และไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นการติดคุกครั้งแรก

ผมจะไม่เริ่มด้วยข้อกล่าวหาว่า “ปี 62 สมศักดิ์เจาะรูรอทักษิณ”

แต่ผมจะถามว่า “เหตุใดปี 2564 กระทรวงยุติธรรมจึงขยายสิทธิพักโทษอย่างมีนัยสำคัญ ใครเสนอ เหตุผลในเอกสารประกอบคืออะไร และผลในทางปฏิบัติหลังจากนั้นตกแก่ผู้ต้องขังประเภทใดบ้าง?”

และมีข้อเท็จจริงที่น่าสนใจมากคือ เมื่อทักษิณได้รับการพิจารณาพักโทษในปี 2569 กรมราชทัณฑ์ระบุเองอย่างชัดเจนว่า ใช้ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 52(7) ประกอบกฎกระทรวง พ.ศ. 2562 และฉบับแก้ไข พ.ศ. 2564 โดยทักษิณเข้าเกณฑ์เมื่อรับโทษครบ 2 ใน 3 และสามารถพักโทษได้ไม่เกิน 1 ใน 3

ฉะนั้นเราพูดได้เต็มปากว่า “กฎชุดนี้ภายหลังถูกนำมาใช้กับทักษิณจริง”

แต่ยังพูดไม่ได้ว่า “กฎชุดนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อทักษิณ”

เพราะไม่มีหลักฐาน!

สาม – กรณี “เล่าต๋า” ไม่ได้ตรงกับประเด็นข้างต้นเสียทั้งหมด กรมราชทัณฑ์ชี้แจงว่า เล่าต๋าถูกควบคุมตั้งแต่ 11 ตุลาคม 2559 และคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกตลอดชีวิตในเดือนธันวาคม 2562 จากนั้นได้รับพระราชทานอภัยโทษรวม 6 ครั้งในปี 2563, 2564, 2568 และ 2569 จนโทษลดลง ประกอบกับเกณฑ์สำหรับผู้ต้องขังอายุเกิน 70 ปี ทำให้กำหนดโทษสุทธิลดลง และได้รับการปล่อยตัวเมื่อ 14 สิงหาคม 2569

แปลว่า “เครื่องยนต์หลัก” ที่ทำให้โทษตลอดชีวิตของเล่าต๋าหดลงอย่างมหาศาล คือกระบวนการพระราชทานอภัยโทษหลายครั้งประกอบกับเกณฑ์การลดโทษ ไม่ใช่เพียงกฎพักโทษ พ.ศ. 2562–2564 อย่างเดียว

ที่น่าสนใจคือ รมว.ยุติธรรมคนปัจจุบันเองยอมรับหลังกรณีเล่าต๋าว่า หลักเกณฑ์บางส่วนมีปัญหาและ “ไม่เหมาะสม” และตั้งคณะทำงานทบทวน ขณะที่ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามระเบียบที่มีอยู่

ตรงนี้ต่างหากคือหลักฐานแรงมาก เพราะฝ่ายบริหารปัจจุบันกำลังยอมรับเองว่า “ตัวระบบมีช่องโหว่”

ดังนั้น สิ่งที่ผมคิดว่า สิ่งที่ผมจับประเด็นได้ ไม่ใช่เฉพาะ “สมศักดิ์ทำเพื่อทักษิณหรือไม่” แต่เป็นเรื่องใหญ่กว่านั้นมาก

ศาลพิพากษา “จำคุกตลอดชีวิต” หรือ “จำคุก 20 ปี” เพื่อสะท้อนความร้ายแรงของความผิด แต่หลังจากคำพิพากษา มีทั้งการจัดชั้นนักโทษ ลดวันต้องโทษ พักโทษ พักโทษกรณีพิเศษ พระราชทานอภัยโทษ และเกณฑ์ผู้สูงอายุ ซึ่งสามารถซ้อนกันหลายชั้นได้

คำถามคือ เมื่อสิทธิเหล่านี้ซ้อนกันจน “จำคุกตลอดชีวิต” ในทางปฏิบัติอาจเหลือไม่ถึงสิบปี ระบบยังรักษาความหมายของคำพิพากษาศาล สัดส่วนระหว่างความผิดกับโทษ และความปลอดภัยของสังคมไว้ได้หรือไม่?

“หลังศาลปิดคดี ใครเป็นคนกำหนดว่านักโทษจะติดคุกจริงกี่วัน?”

ถ้าขุดเรื่องนี้ ผมคิดว่าเราจะเจอ “ระบบ” ที่น่าสนใจกว่าการไล่เฉพาะทักษิณหรือเล่าต๋ามาก

กรมราชทัณฑ์, ทักษิณ, อนุทิน, เล่าต๋า, เอ็ดดี้, แนวหน้าออนไลน์

ซาบีดา ลุยเอง คุย รมว.วัฒนธรรมออสเตรเลีย เอาโบราณวัตถุไทยคืนถิ่น-เตรียมฉลอง 75 ปี

20 สิงหาคม 2569 เวลา 07:48 น.

“ซาบีดา” ลุยเอง คุย รมว.วัฒนธรรมออสเตรเลีย เอาโบราณวัตถุไทยคืนถิ่น-เตรียมฉลอง 75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ดัน 5 ความร่วมมือวัฒนธรรม

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ร่วมหารือทวิภาคีกับนาย Tony Burke รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศิลปวัฒนธรรม (Minister for the Arts) แห่งเครือรัฐออสเตรเลียโดยการหารือครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือด้านศิลปะและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

โดยได้หารือความร่วมมือสำคัญ 5 ประเด็น ประกอบด้วย การประสานความร่วมมือในการส่งคืนโบราณวัตถุของไทยที่อยู่ในออสเตรเลีย กลับคืนสู่ประเทศไทย รวมถึงดำเนินกิจกรรมสำคัญร่วมกัน อาทิ งาน Bangkok Design Week และความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านศิลปะ ผ่านการแลกเปลี่ยนศิลปิน ผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรด้านศิลปะ (Artist in residence) อีกทั้งการจัดกิจกรรมด้านศิลปะและวัฒนธรรม ในโอกาสครบรอบ 75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ออสเตรเลีย เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Cultural Diplomacy) ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงวัฒนธรรม และจัดทำ Action Plan ความร่วมมือด้านวัฒนธรรม ซึ่งนับเป็นการต่อยอดความตกลงทางวัฒนธรรมที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2517 ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

นายกฯ ลุยงานต่อ! บินนิวซีแลนด์ พบภาคเอกชน-หารือผู้นำ เชื่อมโอกาสทางเศรษฐกิจ

20 สิงหาคม 2569 เวลา 07:17 น.

20 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น.ตามเวลาท้องถิ่นกรุงแคนเบอร์รา ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยภริยา และคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหารแฟร์เบิร์น กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย ไปยังนครโอ๊คแลนด์ เพื่อเยือนประเทศนิวซีแลนด์ อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 20 – 22 สิงหาคม 2569 โดยมี นางแอน แอลลี รัฐมนตรีด้านการพัฒนานะหว่างประเทศ กิจการพหุวัฒนธรรม และดูแลด้านกิจการขนาดเล็กในฐานะผู้แทนนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเป็นผู้มาส่งที่สนามบิน

นายกรัฐมนต รีและคณะ มีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ในเวลาประมาณ 14.35 น.ของวันนี้ ตามเวลาท้องถิ่นนครโอ๊คแลนด์ ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 5 ชั่วโมง โดยมี นางเพนนี ซิมมอนด์ส รัฐมนตรีด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและ
เทคโนโลยีนิวซีแลนด์ เป็นผู้มาต้อนรับ

เมื่อเดินทางถึงนิวซีแลนด์ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเริ่มปฏิบัติภารกิจทันที โดยในช่วงเย็น นายกรัฐมนตรีมีกำหนดพบหารือกับภาคเอกชนนิวซีแลนด์ เพื่อหารือแนวทางต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และเปิดโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ

สำหรับวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 ในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ ทำเนียบผู้สำเร็จราชการแห่งนิวซีแลนด์ ก่อนเข้าร่วมการหารือกลุ่มเล็กกับนายคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ และหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะ จากนั้น ผู้นำทั้งสองประเทศจะร่วมแถลงข่าว ก่อนที่นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์จะเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและภริยา

ในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเยี่ยมชมบริษัท NZAero ผู้ผลิตอากาศยานของนิวซีแลนด์ เพื่อศึกษาศักยภาพด้านอุตสาหกรรมการบิน และแสวงหาโอกาสต่อยอดความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมการบินระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี และคณะ จะเดินทางกลับประเทศไทยในวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ

อนุทินชาญวีรกูล,นายกรัฐมนตรี,ด่านตรวจ,ยาเสพติด,

สองชาติชื่นมื่น หนูนำ14บิ๊กธุรกิจไทย หารือผู้นำออสเตรเลีย

20 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ออสเตรเลียยิงสลุต 19 นัดต้อนรับ“อนุทิน”ยิ่งใหญ่ระหว่างการเยือนอย่างเป็นทางการในรอบ 14 ปี ก่อนเปิดการหารือทวิภาคีเต็มคณะท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น พร้อมนำเอกชน 14 รายจาก 9 บริษัทพบผู้นำออสซี่ลงนาม 2 ความตกลงสำคัญ ประกาศยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์หนุนไทยผงาดเข้าสมาชิก OECD พร้อมขอบคุณช่วยป้อนน้ำมันอากาศยานช่วงวิกฤต ด้าน“อนุทิน”ชูจับมือปราบอาชญากรรมแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่กรุงแคนเบอร์รา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมภริยา และคณะผู้แทนระดับสูงของไทย ได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ณ กรุงแคนเบอร์รา โดยภารกิจตลอดทั้งวันมุ่งเน้นไปที่การยกระดับความร่วมมือระดับทวิภาคีในหลายมิติ ยิงสลุต19นัดต้อนรับนายกฯยิ่งใหญ่ พิธีต้อนรับและการหารือทวิภาคี ในช่วงเช้าเวลา 09.00 น.นายกรัฐมนตรีและภริยาได้เดินทาง ไปยังอาคารรัฐสภาเครือรัฐออสเตรเลีย (Parliament House) เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการอย่างสมเกียรติ โดยมีนายแอนโทนี แอลบานีส (The Hon. Anthony Albanese MP) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ภายในพิธีมีการยิงสลุต 19 นัด และการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ท่ามกลางการบรรเลงเพลงชาติไทยและเพลงชาติออสเตรเลีย โดยพิธีต้อนรับเป็นไปอย่างสมเกียรติและสง่างาม สะท้อนถึงมิตรภาพอันใกล้ชิดและการให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย หารือทวิภาคีเต็มคณะ-ลงนาม2ฉบับ จากนั้นในเวลา 09.50 น. ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมการหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะ ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี (Cabinet Room) ก่อนร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ (Joint Statement on Transnational Crime) และแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการกระชับ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Leaders’Statement on deepening economic engagement) ต่อด้วยการแถลงข่าวร่วมกัน ณ Prime Minister’s Courtyard พร้อมนำเอกชน9บริษัทพบผู้นำออสซี่ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังได้นำภาคเอกชนไทยเข้าพบนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย จำนวน 14 คน จาก 9 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท RATCH Australia จำกัด ได้แก่ นายพุฒิกานต์ เอารัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และ Miss Hilda Luong Community Engagement Advisor 2.บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ได้แก่ ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานกรรมการบริหาร และ ดร.ประศาสน์ ตั้งมติธรรม กรรมการบริษัท และกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน 3.บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้แก่ นายโสภณ ราชรักษา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ 4.บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ได้แก่ นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม 5.บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้แก่ นายธนรัตน์ ชัยสิริ ประธานกรรมการบริหาร (Executive Director) และ Mr.Craig Gillard CEO and Managing Director 6. กลุ่มเซ็นทรัล (Central Group) ได้แก่ นายสุภรัฐ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านพัฒนาธุรกิจองค์กร 7.บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้แก่ นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Group CEO) Mr. Cameron Leggatt Chief Executive Officer, Frasers Property Australia และ นาย Ian Barter : Managing Director Australia, Frasers Property Industrial 8.บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ได้แก่ Mr. Craig Hooley Chief Operating Officer, Minor Hotels Australasia และ 9.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้แก่ นายไวธยางค์ กุลละวณิชย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การค้าระหว่างประเทศ ผู้นำออสซี่-ไทยชื่นมื่นร่วมแถลง เวลา 10.50 น. ที่อาคารรัฐสภา กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียและนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดการแถลงข่าวร่วมภายหลังเสร็จสิ้นการหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะ โดยนายแอนโทนีได้กล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมระบุว่าการเดินทางเยือนครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญที่ออสเตรเลียมีต่อไทยในฐานะพันธมิตรที่ใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า ยกระดับความมั่นคงในภูมิภาค นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เปิดเผยว่าทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญด้วยการออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติฉบับใหม่ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติของทั้งสองประเทศจะทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดและแก๊งมิจฉาชีพออนไลน์นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องให้ยกระดับความมั่นคงในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก โดยจะจัดการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมร่วมกันในทุกสองปี ในด้านเศรษฐกิจ ออสเตรเลียและไทย ได้ตกลงกระชับความร่วมมือผ่านแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจเชิงลึก เพื่อเดินหน้าใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียอย่างเต็มรูปแบบ ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์โลก หนุนไทยผงาดเข้าสมาชิกOECD นายแอนโทนีได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีไทยและประเทศไทยที่ให้ความช่วยเหลือออสเตรเลียในการเข้าถึงเชื้อเพลิงอากาศยานในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมย้ำจุดยืนในการสนับสนุนประเทศไทยอย่างเต็มที่เพื่อก้าวเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ชูร่วมปราบอาชญากรรมข้ามชาติ ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีกล่าวตอบรับว่าความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์นี้จะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการพัฒนาของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะการรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงที่ไร้พรมแดน ซึ่งไทยมุ่งมั่นที่จะใช้แถลงการณ์ร่วมฉบับใหม่นี้จัดการกับปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการฟอกเงินอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกัน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติของไทย และองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพของออสเตรเลีย เพื่อนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและยกระดับขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ร่วมกัน นายกรัฐมนตรีไทยยังได้ชื่นชมบทบาทของชุมชนชาวไทยในออสเตรเลียรวมถึงความนิยมของนักท่องเที่ยวออสเตรเลียที่เดินทางมายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่า ไทยจะสานต่อความร่วมมือกับออสเตรเลียอย่างแน่นแฟ้นผ่านกลไกอาเซียนและความเป็นหุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-ออสเตรเลีย และขอบคุณรัฐบาลออสเตรเลียอีกครั้งที่ให้การสนับสนุนไทยในการผลักดันเข้าสู่ โออีซีดีอย่างเต็มกำลัง เยี่ยมผู้สำเร็จราชการออสเตรเลีย ในช่วงบ่าย เวลา 13.15 น. นายกรัฐมนตรีและคณะได้เดินทางไปยังทำเนียบผู้สำเร็จราชการแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย (Government House) เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะนางแซม มอสติน (H.E. the Hon. Ms. Sam Mostyn AC) ผู้สำเร็จราชการฯและในเวลา 14.20 น. ได้เดินทางไปร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสรณ์สถานสงครามเครือรัฐออสเตรเลีย (Australian War Memorial) เพื่อไว้อาลัยแก่ทหารชาวออสเตรเลียที่เสียชีวิตในสงคราม เวลา 14.55 น. คณะฝ่ายไทยได้เดินทางไปเยี่ยมชมองค์การวิจัยทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือรัฐ (CSIRO) โดยได้เข้าดูงานที่ห้องปฏิบัติการฝ้าย (Cotton Lab) และเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) ความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับ CSIRO ผู้นำออสซี่จัดเลี้ยงรับรองนายกฯ ต่อมาในเวลา 15.35 น. นายกรัฐมนตรีและภริยาได้เดินทางไปยังวัดธัมมธโร เพื่อกราบนมัสการและถวายผ้าไตรแด่เจ้าอาวาส พร้อมถวายราชสักการะพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และร่วมปลูกต้นMagnolia รุ่น “Inspiration” ไว้เป็นที่ระลึก ปิดท้ายภารกิจของวัน ในเวลา 18.35 น. นายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและภริยา ณ บ้านพักประจำตำแหน่ง (The Lodge) ถือเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศตลอดการเยือนในครั้งนี้ ‘ครม.เงา’สับ‘รัฐบาลหนู’เดินศก.ผิดทาง ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงาพรรคประชาชน ครั้งที่ 10 นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โดยนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค นายอิสริยะไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งได้พิจารณาประเมินผลงานเศรษฐกิจของรัฐบาลจากจีดีพีไตรมาสสองและข้อเสนอแก้ปัญหาเศรษฐกิจและวิกฤตยานยนต์จากพรรคประชาชน โดย นายวีระยุทธกล่าวว่าสภาพัฒน์แถลงตัวเลข GDP ไตรมาส 2 โต 1.9% หากเทียบแบบปีต่อปี หรือเทียบไตรมาสต่อไตรมาสถือว่าหดตัว -0.2% ซึ่งในภาพรวมสะท้อนสัญญาณที่ไม่ค่อยดีแต่ก็พอเข้าใจได้เพราะอยู่ในช่วงที่เผชิญกับสงครามตะวันออกกลางที่เจอวิกฤตพลังงานแต่กังวลความเห็นของรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังที่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยกำลังโตถูกทาง ซึ่งหากเดินไม่ถูกทาง ควรมีการปรับนโยบายอย่างไร หากดูไส้ในคือรัฐบาลปล่อยผี ดาตาเซ็นเตอร์ เข้ามาโดยไม่ทำ EIA โดยไม่มีเงื่อนไขโลคอลคอนเทนต์ ซึ่งที่ผ่านมา หากไม่มีตัวเลขจากดาต้าเซ็นเตอร์เศรษฐกิจไทยจะยิ่งแย่ลง อาจถึงขั้นติดลบ ซึ่งการลงทุนที่ขยายตัว 13% เกิดจากการนำเข้าเครื่องจักรแทบทั้งหมด ในช่วง 6 เดือนแรก ทำให้ประเทศไทยขาดดุลการค้า-1 ล้านล้านบาท ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นเดอะแบกของเศรษฐกิจไทยตัวใหม่ ชี้เอาเศรษฐกิจไทยในอนาคตไปแขวนไว้กับตาเซ็นเตอร์ และการนำเข้าที่ขาดทุนมหาศาลขึ้นเรื่อยๆ นายวีระยุทธ ย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการอื่น นอกจากไทยช่วยไทยพลัสที่เน้นกระตุ้นการบริโภค ด้านเศรษฐกิจโดยรวมรัฐบาลจะเดินผิดทาง ตั้งหลักไม่มั่นและยังไม่มีเครื่องมืออื่น นอกจากโครงการคนละครึ่ง ไทยช่วยไทยพลัส เรียกร้องให้ความสำคัญกับภาคแรงงานและอุตสาหกรรม พร้อมทั้งใช้เครื่องมือนโยบายที่มีให้ตรงจุด โดยเฉพาะการกล้าสู้กับต่างประเทศ จีโอโพลิติกและโลคอลคอนเทนส์ ที่จะให้ประโยชน์กับคนในประเทศไทย

ต่างด้าวโผล่อื้อ ผงะเช็คย้อนหลัง10ปี พบต้องสงสัยกว่า3พัน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

มท.4เร่งขยายผลขบวนการ“สวมสิทธิต่างด้าว”เข้าทะเบียนบ้าน รับมีจนท.ปล่อยปละละเลย ลุยสแกนทุกเขตทั่วกทม.ก่อนขยายไปทั่วประเทศ ชี้เป็นเรื่องความมั่นคง ต้องตัดไฟแต่ต้นลม ขณะที่กทม.เปิดผลสอบเขตดินแดง ย้อนหลังปี’60-69 พบต้องสงสัย 3,228 ราย เอี่ยวสวมสิทธิบัตรชมพู กทม.สั่งปูพรมตรวจสอบเชิงลึก ย้ายเข้าทะเบียนราษฎร ขีดเส้น 50 เขต รายงานผลเร็วที่สุดห้ามเกิน 1 กันยายน ด้าน ปปง.ลุยสอบเส้นทางเงินคดีบัตรสีชมพู ชี้หากพบความผิดมูลฐาน พร้อมดำเนินการตามก.ม. เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณึเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองเข้าปราบปรามเครือข่ายทุจริตแจ้งย้ายที่อยู่คนต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้านแฟลตดินแดง เพื่อทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยโดยมิชอบที่มีการกังวลว่าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรหลังจากนี้จะดำเนินการอย่างไรว่าจากที่มีการจับกุม 7 หมายจับ ที่ สน.ดินแดง ปรากฏว่าเราไปพบเจอความผิดปกติทางทะเบียน ว่า มีการย้ายเข้าของคนต่างด้าว เพื่อไปออกบัตรหมายเลข 7 ผิดปกติหลังจากการตรวจสอบของฝ่ายปกครอง รวมถึงกรุงเทพมหานครในปี 2567 จึงได้มีการสอบสวน แล้วออกหมายจับจึงนำไปสู่การจับกุมเมื่อวานที่ผ่านมา มท.1ซัดมีจนท.ปล่อยปละละเลย “ถ้าถามว่าจริงๆ แล้วเกิดได้อย่างไรก็ต้อง ยอมรับโดยตรงว่าเจ้าหน้าที่ก็มีส่วน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการขอย้ายเข้ามาในพื้นที่ แล้วเจ้าหน้าที่เองก็อาจจะปล่อยปละละเลย หรือมีการทุจริตอย่างไรทางตำรวจจะไปว่ากัน อย่างห้องหนึ่งห้องถ้าเอะใจหน่อยว่ามีการย้ายเข้ามาตั้ง60 คน ถามว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ซึ่งมันก็ไม่ควรจะเป็นไปได้ ห้องแค่ 30 กว่าตารางเมตร ฉะนั้น ถ้าพบเจอแบบนั้นก็ต้องดำเนินการ”รมช.มหาดไทย ย้ำ เมื่อถามว่า จะสาวไปถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการทำผิดหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า จากการออกหมายจับทั้ง7 ราย มีส่วนของนายหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ส่วนของเจ้าของบ้านและส่วนของเจ้าหน้าที่ ทั้ง 3 กลุ่ม 7 ราย กำลังดำเนินการในชั้นของตำรวจ เมื่อถามว่า ที่มีการแจ้งเตือนความผิดปกติของการย้ายเข้าจำนวนมากแต่ก็ยังมีการปล่อยปละละเลยส่วนนี้จะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เกิดความรัดกุมมากกว่านี้ นายวรศิษฎ์กล่าวว่า ในขั้นแรกเราดำเนินคดีอยู่แล้ว ในส่วนของเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครก็ให้ออกไว้ก่อนรวมถึงตั้งสอบวินัยร้ายแรง และการดำเนินคดีของตำรวจก็ทำ ซึ่งหลังจากนี้ให้มีการคุยกัน ว่าดุลพินิจหรือการรับแจ้ง ที่มีความผิดปกติอะไรเพิ่มเติม จะมีการประสานให้รายงานผู้บังคับบัญชาเพิ่มเติมด้วย สแกนทุกเขตกทม.ก่อนขยายทั่วปท. เมื่อถามว่าจะมีการประสานกรุงเทพมหานครหรือไม่ เพราะตัวนายหน้าระบุว่ามีการทำลักษณะนี้ในทุกเขต นายวรศิษฎ์กล่าวว่า มี และไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานคร ซึ่งจากเมื่อวานที่เราไปโฟกัสที่ดินแดงและจากตรงนั้นจะสามารถขยายผลได้และตามข้อมูลที่เราตรวจสอบมาหากไปดูในแฟลตดินแดง ตามทะเบียนจะต้องมีเด็กที่เป็นต่างด้าวอยู่ ร่วม 1,000 คน ซึ่งในความเป็นจริงส่วนใหญ่ ก็จะมีแต่ชื่ออยู่แล้ว เพื่อไปออกบัตรสวมสิทธิ นายวรศิษฎ์กล่าวอีกว่าและการขยายผลตอนนี้ได้ให้มีการสแกนทั้งพื้นที่ ซึ่งทางกรุงเทพฯก็พร้อมให้ความร่วมมือและดำเนินการไปด้วยกัน รวมถึง หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตใน ภาครัฐ(ป.ป.ท.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)ซึ่งร่วมการทำงาน และไม่ใช่แค่เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯจะมีการขยายผลไปในพื้นที่อื่นๆด้วย ที่คิดว่าจะมีโอกาสเกิดเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้ ทั้งนี้ เรื่องการทุจริตทางทะเบียน ไม่ใช่แค่เรื่องการสวมบัตรอย่างเดียว ยังรวมไปถึงเรื่องของการแจ้งเกิดเท็จ เรื่องพ่อทิพย์ในลักษณะแบบนี้ด้วย ก็คิดว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมในเร็ววันนี้ แล้วจะขยายผลได้เพิ่มเติม ลั่นเป็นความมั่นคง-ตัดไฟแต่ต้นลม “มันเป็นเรื่องของความมั่นคงด้วยเพราะต่อไปเมื่อเขาเดินทางง่าย ใช้ชีวิตสะดวกมากกว่าที่ควรจะเป็น โอกาสที่จะไปทำอะไรก็ไม่รู้มันก็เยอะมากขึ้นตาม ไปด้วย” นายวรศิษฎ์ ย้ำ เมื่อถามว่า เป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมใช่หรือไม่ นายวรศิษฎ์กล่าวว่า ก็ต้องทำอย่างนั้น เมื่อถามว่าเขาสามารถมีสิทธิ์ขั้นพื้นฐานเหมือนคนไทยได้ หรือไม่ นายวรศิษฎ์กล่าวว่า มันไม่ทั้งหมดแต่หลักๆ ก็เป็นเรื่อง ของการขอสัญชาติในอนาคต กทม.สั่งปูพรมสอบเชิงลึกสวมสิทธิ ที่ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า) เขตพระนคร พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เรียกผู้บริหารสำนักงานปกครองและทะเบียน พร้อมด้วยผู้ที่เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.- Special Agent) รุ่นที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2569 เข้าร่วมประชุมด่วน ณ ห้องประชุมสำนักงานปกครองและทะเบียนและประชุมผ่านระบบทางไกล (ออนไลน์) เพื่อกำชับให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร กรณีรายการย้ายเข้าของบุคคลต่างด้าวที่ถือบัตรสีชมพู ซึ่งมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 7 โดยมิชอบ ซึ่งนับเป็นการดำเนินการสืบเนื่องจากปฏิบัติการ“กวาดบ้านกลางกรุง”เมื่อวานนี้ ที่ปรึกษาฯอดิศร์ได้กำชับให้ฝ่ายปกครองและทะเบียนทั้ง 50 เขต เร่งดำเนินการเชิงรุก ตามข้อสั่งการของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยให้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อมูลการย้ายเข้าของบุคคลต่างด้าวที่ถือบัตรสีชมพู ซึ่งมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 7 ให้ชัดเจนเพราะในบางพื้นที่ มีการย้ายเข้าในจำนวนที่มากผิดปกติ และให้รายงานตัวเลขที่มีการย้ายเข้าผิดปกตินั้นกลับมาโดยเร็วที่สุดในทุกวัน ย้อนหลังปี’60-69พบต้องสงสัย 3,228 ราย ทั้งนี้ ล่าสุด จากการตรวจสอบการแจ้งย้ายเข้าในส่วนของสำนักงานเขตดินแดง พบว่ามีการย้ายเข้าบ้านที่มีจำนวนมากผิดปกติ โดยเฉพาะมีการย้ายเข้ามากกว่า 16 คนต่อ 1 หลัง ซึ่งจากรายงานยอดการทำบัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติไทยในพื้นที่เขตดินแดง ย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560-2569 พบว่ามีการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับกรณีต้องสงสัยดังกล่าว จำนวน 3,228 รายซึ่งจะมีการเร่งตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมโดยเร็ว ขีดเส้น50เขตรายงานผลไม่เกิน1ก.ย. พล.ต.อ.อดิศรณ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม.กล่าวย้ำว่า ทั้ง 50 เขต ต้องเร่งตรวจสอบทันที และให้เจ้าหน้าที่ที่ได้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน เข้าไปมีส่วนสำคัญในการร่วมตรวจสอบด้วย เพื่อให้มีความรอบคอบมากที่สุด จากนั้น ทุกเขตต้องส่งข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง ไม่เกินวันที่ 1 กันยายนนี้เพื่อที่กรุงเทพมหานครจะนำข้อมูลดังกล่าวประสานไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อขยายผลเกี่ยวกับการออกบัตรสีชมพูต่อไป ปปง.ลุยสอบเส้นเงินสวมบัตรสีชมพู ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(รองเลขาธิการปปง.)เปิดเผยถึงกรณีสวมบัตรสีชมพู ซึ่งวันที่ 18 ส.ค. มีการลงพื้นที่ตรวจสอบแฟลตดินแดง และจับกุมผู้ต้องหาได้ 7 ราย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเป็นนายหน้าดำเนินการทำบัตรสีชมพูให้กับเด็กต่างด้าวว่า ในส่วนของ ปปง.หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องมีลักษณะทำเป็นขบวนการนั้น จะประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมาย หากพบว่าเข้าข่ายความผิดมูลฐานและมีทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือและพิจารณาตามข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดความรอบคอบและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ชี้หากพบผิดพร้อมดำเนินการตามกฎหมาย สำหรับกรณีบัตรสีชมพู จะถือเป็นประเด็นใหม่ของปปง.หรือไม่นั้นนายกมลสิษฐ์กล่าวว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่การพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดมูลฐานตามกฎหมายหรือไม่ซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้ 28 มูลฐาน โดยหากพบว่าเป็นการทุจริตหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ก็สามารถดำเนินการตามกฎหมาย ปปง.ได้ ทั้งนี้ นายกมลสิษฐ์กล่าวอีกว่าปปง.มีอำนาจดำเนินการด้านการยึดหรืออายัดทรัพย์สินทางแพ่ง โดยมุ่งติดตามทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดรวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินดังกล่าว หากพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปยังบุคคลหรือจุดใดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก็จะดำเนินการตรวจสอบและติดตามทรัพย์ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

‘ไชยชนก’ ลั่นปรับ ครม.ยึดผลงาน ไม่ได้ยึดเวลา 1 ปี ชี้ใครทำไม่ได้ก็ต้องปรับออก

19 สิงหาคม 2569 เวลา 22:06 น.

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรี ยังควรเป็นกรอบเวลา 1 ปีเหมือนที่เคยระบุไว้หรือไม่ ว่า ที่บอกไว้ว่า 1 ปีก่อนหน้านี้คิดว่าเป็นเวลาที่ทุกคนได้สร้างผลงาน แต่ความเป็นจริงไม่ใช่ว่า 1 ปีต้องปรับหรือไม่ปรับ ซึ่งจริง ๆ แล้วตนรวมถึงรัฐมนตรีทุกคนถูกประเมินอยู่แล้ว ทุกคนมีอำนาจ หน้าที่รับผิดชอบกับประชาชน ประเทศไทยเองมีหลายโอกาสหลายวิกฤติที่ต้องรับมือ หากใครก็ตามที่ปฏิบัติหน้าที่ หรือสร้างผลงานไม่ได้มันก็ต้องเปลี่ยน เพราะเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ แต่การตัดสินใจอยู่ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมย้ำว่า ทุกคนทำอย่างเต็มที่และถูกประเมินไว้อยู่แล้ว

เมื่อถามย้ำว่าเกณฑ์การปรับ ครม.ต้องเป็นเรื่องงานใช่ไหม นายไชยชนก ย้ำว่าต้องเป็นเรื่องงานอยู่แล้ว ต้องให้เรื่องงานเป็นหลักไม่มีเรื่องอื่นอยู่แล้ว

ส่วนกระแสข่าวของพรรคการเมืองสีเขียว พรรคการเมืองสีแดง จะกระทบกับเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่นั้น นายไชยชนก มองว่าไม่ได้กระทบ และคิดว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพมาก ๆ แม้ประสบการณ์การเมืองของตนจะน้อย แต่เท่าที่สังเกตมาเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากที่สุดรัฐบาลหนึ่งที่เคยได้สัมผัสมา

พร้อมระบุว่า กระแสข่าวก็เป็นเรื่องปกติ ยิ่งเป็นช่วงใกล้เวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่หากถามถึงภายในยืนยันว่าไม่ได้สะทกสะท้านหรือสั่นคลอนใด ๆ

เมื่อถามว่า สิ่งที่รัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยโดนโจมตีและขณะนี้ คือคดีฮั้ว สว.และคดีเขากระโดง ที่อาจจะทำให้ประชาชนหมดศรัทธา จะมีแนวทางการฟื้นฟูความเชื่อมั่นหรือไม่ นายไชนชนก กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเมื่อประกอบกับจังหวะที่มาก็จะเป็นรูปที่ต้องการดิสเครดิตทางการเมือง

นายไชนชนก ยังระบุถึงสิ่งจะทำอย่างไรต่อนั้น คือต้องทำงานให้เต็มที่ และชี้แจ้ง นำทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันทั้งสองเรื่องได้ดำเนินการไปอยู่แล้ว ไม่ได้คิดว่าเป็นประเด็นใหม่ แต่คิดว่าเป็นแผนการ (Strategy) ของฝ่ายที่จะจุดประเด็น

”สำหรับผมสะท้อนด้วยซ้ำว่ารัฐบาลมีผลงานพอสมควร จึงเป็นเหตุที่ต้องหยิบผลงานเรื่องเก่าเข้ามาเพื่อดิสเครดิตในช่วงนี้“

ปรับครม, ไชยชนก ชิดชอบ

ยังน่าห่วง! ยศชนัน-สุริยะ รุดลงพื้นที่เมืองน่าน เร่งติดตามสถานการณ์น้ำ หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง

19 สิงหาคม 2569 เวลา 21:51 น.

ยังน่าห่วง! ยศชนัน-สุริยะ รุดลงพื้นที่เมืองน่าน เร่งติดตามสถานการณ์น้ำ หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่านยังคงน่าเป็นห่วง หลังมีฝนตกหนักถึงหนักมากสะสมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตรหลายแห่ง โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอปัว ซึ่งได้รับผลกระทบจากมวลน้ำที่ไหลบ่าลงสู่ลำน้ำปัวและลำน้ำขว้างอย่างรวดเร็ว

โดยล่าสุดวันนี้ (19 สิงหาคม 2569) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด โดยมี นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน นายนพดล น้อยไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 2 นายชุติมันต์ สกุลพราหมณ์ ผู้อำนวยการกองแผนงาน นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา นายณัฐพล วุฒิจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา นายเลอบุญ อุดมทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านจัดสรรน้ำและบำรุงรักษา) และคณะเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และสรุปผลการดำเนินงาน เพื่อกำหนดแนวทางรับมือและให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้จากสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดน่านตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2569 พบว่า ปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมงในพื้นที่อำเภอปัวสูงถึง 277.6 มิลลิเมตร ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำเอ่อล้นตลิ่งจากแม่น้ำน่าน แม่น้ำปัว แม่น้ำย่าง และแม่น้ำขว้าง เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตร ปัจจุบันพบพื้นที่ประสบอุทกภัยแล้ว 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอปัว อำเภอภูเพียง อำเภอสันติสุข และอำเภอท่าวังผา โดยมีระดับน้ำท่วมประมาณ 0.50–1.20 เมตร

โดยกรมชลประทาน โดยโครงการชลประทานน่าน สำนักงานชลประทานที่ 2 ได้เร่งนำเครื่องจักรและเครื่องสูบน้ำเข้าประจำพื้นที่เพื่อสนับสนุนการระบายน้ำ โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 14 นิ้ว จำนวน 1 เครื่อง ในพื้นที่อำเภอเมืองน่าน และเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว จำนวน 3 เครื่อง ในพื้นที่อำเภอเวียงสา พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์น้ำและเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำและลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับกรมชลประทานและโครงการชลประทานในพื้นที่ ติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และเครื่องสูบน้ำให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

นายสุริยะ กล่าวว่า ล่าสุดขณะนี้จังหวัดน่านยังมีฝนตกต่อเนื่อง โดยกรมชลประทานคาดว่า​ ปริมาตรน้ำสูงสุดจะมาถึงพื้นที่เมืองน่านหลังเที่ยงคืนนี้ และจะทยอยลดลงหากไม่มีฝนตกเพิ่ม แต่สิ่งที่ยังเป็นห่วงคือฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานการณ์น้ำ จึงสั่งกรมชลประทานติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะระดับน้ำที่สถานี N.1 บริเวณสะพานพัฒนาภาคเหนือ อำเภอเมืองน่าน ซึ่งเป็นจุดเฝ้าระวังสำคัญของน้ำที่ไหลลงมาจากพื้นที่ตอนบน

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ทันที ทั้งการช่วยขนย้ายข้าวของและสัตว์เลี้ยง ลดความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร ตลอดจนเตรียมเสบียงสำหรับปศุสัตว์ ยาและเวชภัณฑ์ พร้อมกำชับหน่วยงานในสังกัดให้เตรียมความพร้อม สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรได้ตามสถานการณ์

ด้านนายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า ล่าสุดสถานีวัดน้ำที่ต้องเฝ้าระวังขณะนี้ ได้แก่ สถานี N.64 บ้านผาขวาง อำเภอเมืองน่าน สถานี N.1 บริเวณสะพานพัฒนาภาคเหนือ อำเภอเมืองน่าน และสถานี N.49 บ้านน้ำยาว อำเภอปัว ซึ่งมีแนวโน้มระดับน้ำเพิ่มขึ้น โดยมวลน้ำจากอำเภอปัวจะใช้เวลาประมาณ 10-12 ชั่วโมงไหลถึงสถานี N.1 ขณะที่สถานี N.13A บ้านบุญนาค อำเภอเวียงสา มีแนวโน้มระดับน้ำเพิ่มขึ้นเช่นกัน

สำหรับทิศทางของน้ำ หลังไหลผ่านพื้นที่เมืองน่านจะไหลต่อไปยังอำเภอเวียงสา ก่อนลงสู่เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ปัจจุบันเขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 6,227 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 65.56 ของความจุอ่าง และยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 3,275 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 34.44 จึงยังมีพื้นที่ว่างรองรับปริมาณน้ำในช่วงที่เหลือของฤดูฝน รวมถึงมวลน้ำที่ไหลมาจากจังหวัดน่าน

สำหรับการบริหารจัดการน้ำ กรมชลประทานได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 24 นิ้ว 1 เครื่อง ในพื้นที่อำเภอเมืองน่าน และเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว 11 เครื่อง ในพื้นที่อำเภอเวียงสา พร้อมระดมรถแบคโฮและรถบรรทุกเทท้ายรวม 7 คัน เพื่อเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางทางน้ำและบริเวณคอสะพาน รวมทั้งประสานจังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อเตรียมรับมือและลดผลกระทบต่อประชาชน

กรมชลประทานขอให้ประชาชนในจังหวัดน่าน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ริมลำน้ำ และพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ติดตามสถานการณ์น้ำและประกาศแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ยังอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามปริมาณฝนที่ตกลงมาเพิ่มเติม

น่าน, น้ำท่วมน่าน