‘หมอสรณ’แห้ว ศาลปกครองไม่รับคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนมติพ้นตำแหน่งประธาน กสทช.

'หมอสรณ'แห้ว ศาลปกครองไม่รับคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนมติพ้นตำแหน่งประธาน กสทช.

‘หมอสรณ’แห้ว ศาลปกครองไม่รับคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนมติพ้นตำแหน่งประธาน กสทช.

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.13 น.

ด่วน!!!  “หมอสรณ” แห้ว ศาลปค.ไม่รับวินิจฉัยปมขอเพิกถอนมติคณะกรรมการสรรหาฯที่ฟันคืนตำแหน่ง เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติมาตั้งแต่ต้น ชี้ยังไม่ใช่ผู้เดือดร้อนเสียหาย เหตุยังไม่มีการทูลเกล้าให้พ้นจากตำแหน่ง

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 มีรายงานว่าศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมาเพื่อขอให้คำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ 1/2569ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ของที่วินิจฉัยว่าตนเองมีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธานกสทช. มาตั้งแต่ต้น โดยขอให้การเพิกถอนมีผลย้อนหลัง นับแต่วันที่มีคำวินิจฉัยดังกล่าว เสมือนไม่มีคำวินิจฉัยดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น

ทั้งนี้ ศาลฯให้เหตุผลของการไม่รับวินิจฉัยว่า เมื่อมาตรา 18 พ.ร.บ.องค์กร จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม พ.ศ. 2553 บัญญัติให้ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการซึ่งยังมีลักษณะ ต้องห้ามตามมาตรา 8(1) (2) หรือ (3) อยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้วนั้นต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ซึ่งต้องเป็นเวลาก่อนที่ นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ในกรณีที่ไม่ได้แสดง หลักฐานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิและให้ดำเนินการสรรหาใหม่

แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าคณะกรรมการสรรหาฯผู้ถูกฟ้องคดีมีคำวินิจฉัยว่านายแพทย์สรณมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8(2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ภายหลังจากที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นประธานกรรมการ กสทช. แล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 เป็นต้นไป ซึ่งการ พ้นจากตำแหน่งของกรรมการ กสทช. ที่คณะกรรมการสรรหาฯวินิจฉัยว่าเป็นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นกรณีที่มีการบัญญัติไว้ในมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) และ ในวรรคสองว่า ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ดังนั้น ในชั้นนี้จึงยังถือไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหาย โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี จึงยังไม่เป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีนี้ ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาได้ และไม่จำต้องพิจารณาคำขอเกี่ยวกับมา ชั่วคราวก่อนการพิพากษา

จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ 

เช็กที่นี่!!! สถ.ประกาศชื่อผู้ผ่านสอบท้องถิ่นลอตปี 68 ใหม่แล้ว แบ่งเป็น 8 กลุ่ม/ภาค

เช็กที่นี่!!! สถ.ประกาศชื่อผู้ผ่านสอบท้องถิ่นลอตปี 68 ใหม่แล้ว แบ่งเป็น 8 กลุ่ม/ภาค

เช็กที่นี่!!! สถ.ประกาศชื่อผู้ผ่านสอบท้องถิ่นลอตปี 68 ใหม่แล้ว แบ่งเป็น 8 กลุ่ม/ภาค

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.05 น.

เช็กที่นี่! ’สถ.‘ ประกาศรายชื่อผู้ผ่านสอบท้องถิ่นล๊อตปี68ใหม่แล้ว แข่งเป็น8กลุ่ม/ภาค กับกลุ่มภาคใต้เขต1-2บางส่วน 

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลาประมาณ00.10น. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) โพสต์ผ่านเพจ ”ท้องถิ่นไทย“ ซึ่งเป็นเพจหลักของ สถ. ถึงประกาศคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น(กสถ.) ที่ลงนามโดยนายวันชัย จันทร์พร ประธาน กสถ. เรื่องยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ และขึ้นบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ ประจำปี 2568 ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (8กลุ่มภาค/เขต และกลุ่มภาคใต้เขต1 และเขต2 บางส่วน) ทั้งนี้ สามารถติดตามรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ที่มีการประกาศใหม่  ได้ตามลิ้งค์ด้านล่าง

คลิก

‘ธนกร’ เผยชาวบ้านเรียกร้องรัฐบาลสานต่อ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เฟส 2 ชี้กระตุ้นจับจ่าย-พิ่มสภาพคล่องศก.ชุมชน

‘ธนกร’ เผยชาวบ้านเรียกร้องรัฐบาลสานต่อ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เฟส 2 ชี้กระตุ้นจับจ่าย-พิ่มสภาพคล่องศก.ชุมชน

‘ธนกร’ เผยชาวบ้านเรียกร้องรัฐบาลสานต่อ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เฟส 2 ชี้กระตุ้นจับจ่าย-พิ่มสภาพคล่องศก.ชุมชน

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.59 น.

”ธนกร” เผยชาวบ้านเรียกร้องรัฐบาลสานต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟส 2 ชี้กระตุ้นจับจ่ายใช้สอย-เพิ่มสภาพคล่องเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างแท้จริง ฝากขอบคุณ“นายก“เหน็บคนโจมตี อย่าแข่งว่าใครแจกมากกว่ากัน แต่ให้ดูว่าที่ใครใช้งบประมาณได้ฉลาดและเห็นผลมากกว่ากัน

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีสั่งเช็กสถานะการคลังด่วน ก่อนลุยต่อโครงการไทยช่วยไทย เฟส 2 ที่อาจจะปรับสัดส่วนเป็น 50:50 ว่า ที่ผ่านมาตนลงพื้นที่ในหลายจังหวัดพบว่า พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในจังหวัดต่างๆ ให้การตอบรับอย่างมาก ภาพรวมการใช้จ่ายภายในประเทศกลับมาคึกคัก ได้ประโยชน์ทั้งผู้ซื้อ และผู้ประกอบการ ทำให้เม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ สะท้อนว่าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ของรัฐบาลสามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเพิ่มสภาพคล่องให้กับเศรษฐกิจในระดับชุมชนได้อย่างแท้จริง ถือเป็นความสำเร็จตั้งแต่โครงการคนละครึ่งที่เริ่มต้นในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาสู่ยุคนายอนุทิน ชาญวีรกูลในปัจจุบัน

“วันนี้พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนจำนวนมากฝากขอบคุณท่านนายกฯ อนุทิน ที่ผลักดันโครงการไทยช่วยไทยพลัส ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม และยังเรียกร้องให้รัฐบาลขยายโครงการไทยช่วยไทยพลัสต่อไปอีก เพราะมองว่านโยบายนี้เข้าถึงและสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม อยากฝากถึงคนที่โจมตีนโยบายนี้ด้วยว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถูกต้อง ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครแจกมากกว่ากัน แต่คือการดูว่ารัฐบาลไหนที่ใช้งบประมาณได้ฉลาดและเห็นผลเป็นรูปธรรมมากกว่ากัน” นายธนกร กล่าว
 

เศรษฐา สะเทือนใจ เหตุยิงในโรงเรียน ชี้ปัญหา ‘บูลลี่’ ไม่ควรถูกเพิกเฉย โรงเรียน-ครอบครัว ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยรับฟัง

เศรษฐา สะเทือนใจ เหตุยิงในโรงเรียน ชี้ปัญหา ‘บูลลี่’ ไม่ควรถูกเพิกเฉย โรงเรียน-ครอบครัว ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยรับฟัง

เศรษฐา สะเทือนใจ เหตุยิงในโรงเรียน ชี้ปัญหา ‘บูลลี่’ ไม่ควรถูกเพิกเฉย โรงเรียน-ครอบครัว ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยรับฟัง

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.47 น.

“เศรษฐา” ห่วงเด็กถูกบูลลี่ ชี้โรงเรียนต้องปลอดภัย ผู้ใหญ่ต้องรับฟังและช่วยเหลือให้ทันเวลา

วันที่ 8 สิงหาคม 2569  นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ถึงกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี วานนี้ ว่า 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ

วันนี้มีเด็กและเยาวชนจำนวนมากได้แบ่งปันเรื่องราวการถูก Bully (บูลลี่) ของตนเองออกมา หลายเรื่องไม่เคยมีใครรับรู้มาก่อน

คำว่า Bullying ไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้กำลังหรือคำพูดรุนแรง แต่ยังรวมถึงการเมินเฉย การกีดกัน การล้อเลียน การสร้างความอับอาย หรือการทำให้ใครคนหนึ่งรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า สิ่งเหล่านี้อาจทิ้งบาดแผลที่มองไม่เห็น และติดตัวเขาไปอีกยาวนาน

โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย ครอบครัวควรเป็นพื้นที่ที่รับฟัง และสังคมควรเป็นพื้นที่ที่ไม่ปล่อยให้ใครต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง

ถึงน้อง ๆ ทุกคนครับ ความแตกต่างไม่ใช่เหตุผลที่จะทำร้ายกัน เราทุกคนเกิดมาไม่เหมือนกัน แต่ทุกคนมีคุณค่าและสมควรได้รับความเคารพอย่างเท่าเทียม

และถึงผู้ใหญ่ทุกคน วันนี้อาจถึงเวลาที่เราต้องรับฟังให้มากขึ้น สังเกตให้มากขึ้น และลงมือช่วยเหลือให้เร็วขึ้น เพราะหลายครั้ง ความช่วยเหลือที่มาถึงทันเวลา อาจเปลี่ยนชีวิตของเด็กคนหนึ่งได้

ไม่มีคำพูดหรือการกระทำใด คุ้มค่ากับการทำให้คนคนหนึ่งหมดศรัทธาในตัวเอง

สังคมที่ดี ไม่ได้วัดจากการไม่มีปัญหา แต่เกิดจากการที่เราไม่เพิกเฉยต่อความทุกข์ของกันและกัน

ผมขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่สูญเสียทุกคนครับ

‘สุรเดช’ เสียใจครอบครัวผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บ เหตุกราดยิง จวกล้มเหลวเชิงโครงสร้าง ความปลอดภัยไม่ถูกใส่ใจ

‘สุรเดช’ เสียใจครอบครัวผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บ เหตุกราดยิง จวกล้มเหลวเชิงโครงสร้าง ความปลอดภัยไม่ถูกใส่ใจ

‘สุรเดช’ เสียใจครอบครัวผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บ เหตุกราดยิง จวกล้มเหลวเชิงโครงสร้าง ความปลอดภัยไม่ถูกใส่ใจ

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

‘สุรเดช’ เสียใจครอบครัวผู้เสียชีวิต- บาดเจ็บ เหตุกราดยิงในรร. จวก ล้มเหลวเชิงโครงสร้าง มาตรการความปลอดภัยไม่ได้ถูกใส่ใจอย่างจริงจัง ระบุ ตอกย้ำให้เห็นมาตรการคุมปืนหละหลวม ชง ออกกม.กำหนดปริมาณครอบครองกระสุน ลดความเสี่ยงก่อเหตุกราดยิง แนะ สถานศึกษาเข้มตรวจยาเสพติด ติดเครื่องตรวจอาวุธในที่สาธารณะ

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงเหตุกราดยิงในโรงเรียน จ.นนทบุรี จนเป็นเหตุให้ครูและนักเรียนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหลายรายว่า ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต และแสดงความเป็นห่วงต่อผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเหตุการณ์ความรุนแรงและเหตุกราดยิงในสถานศึกษาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง ในอดีตหลายรัฐบาลประกาศถอดบทเรียนและจัดทำแผนป้องกันอย่างจริงจังในช่วงเกิดเหตุใหม่ๆ แต่ก็ยังเกิดเหตุการณ์แบบนี้อยู่เป็นระยะ และไม่ใช่เพียงแค่ในโรงเรียนเท่านั้น คำถามคือ ทุกวันนี้มาตรการความปลอดภัยในโรงเรียนเหล่านี้ยังอยู่หรือไม่ มีการซักซ้อมและความเข้มข้นของการรักษาความปลอดภัยยังมีอยู่หรือไม่ มีการติดตามผลอยู่เป็นประจำหรือไม่ และความจริงมาตรการรักษาความปลอดภัยเหล่านี้ไม่ควรโยนให้เป็นภาระของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ไม่ได้มีทักษะและอุปกรณ์ในการป้องกันเหตุ แต่ควรมีผู้ที่ดูแลและทำหน้าที่เฉพาะด้านนี้โดยตรงในทุกโรงเรียน ซึ่งไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระหรืองบประมาณที่มากมายแต่อย่างใด

นายสุรเดช ยังเรียกร้องให้สถาบันนิติเวชตรวจสอบสารเสพติดในร่างกายของผู้ก่อเหตุว่ามีสารเสพติดอยู่ในเลือดหรือไม่ เพราะมีเรื่องของการกราดยิงอย่างอุกอาจ มีการยิงปู่ ย่า ครูและเพื่อนนักเรียน ดังนั้น มีความผิดปกติอยู่ และต่อไปโรงเรียนอาจจะต้องเข้มงวดเรื่องยาเสพติด เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดเรื่องของการทะเลาะวิวาทและทำร้ายกัน เนื่องจากเด็กบางคนเสพยาต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัจจุบันยาเสพติดระบาดอย่างหนัก

นายสุรเดช กล่าวว่า เหตุการณ์นี้ยังเป็นอีกครั้งที่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องความง่ายในการครอบครองอาวุธปืนในประเทศไทย แม้ที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยเคยงดการออกใบอนุญาตปืนบางประเภท หรือสั่งเข้มงวดการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขอครอบครอง แต่ในความเป็นจริง มาตรการเหล่านี้กลับไร้สภาพบังคับที่มีประสิทธิภาพ ช่องว่างทางกฎหมายยังคงเปิดกว้างให้ปืนหลุดรอดไปอยู่ในมือของผู้ที่มีสภาวะจิตใจไม่พร้อม หรือผู้ที่มีประวัติความพฤติกรรมเสี่ยง ยังไม่นับรวมพวกตลาดปืนเถื่อนและการสั่งซื้อชิ้นส่วนปืนทางออนไลน์ สะท้อนให้เห็นว่า การป้องกันยังคงหละหลวม และไม่ตรงจุดเท่าใดนัก

นายสุรเดช กล่าวว่า ตนมีข้อเสนอเร่งด่วนไปยังรัฐบาล คือ 1.ปฏิรูประบบคัดกรองและตรวจสอบผู้ครอบครองปืนอย่างเข้มงวด โดยกำหนดให้มีการตรวจประเมินสุขภาพจิตและสภาวะอารมณ์โดยจิตแพทย์เป็นประจำทุกปีสำหรับผู้ถือครองปืนทุกราย และทบทวนและยกเลิกใบอนุญาตทันทีหากพบประวัติความรุนแรงในครอบครัวหรือสภาวะทางจิตที่ไม่มั่นคง 2.เดินหน้ากวาดล้างและควบคุมช่องทางการเข้าถึงปืนปราบปรามปืนเถื่อน โดยเพิ่มโทษทางอาญาขั้นสูงสุดสำหรับผู้ค้าและผู้ครอบครองปืนผิดกฎหมาย 3.ยกระดับระบบความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยติดตั้งระบบเตือนภัยเร่งด่วนที่เชื่อมต่อกับสถานีตำรวจโดยตรง และฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงมีผู้ที่มีหน้าที่ดูแลโดยเฉพาะในสถานศึกษาแต่ละแห่ง นอกจากนี้ ขอเสนอให้มีการติดตั้งเครื่องจับโลหะและอาวุธก่อนเข้าพื้นทึ่สาธารณะ ทั้งห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล โรงเรียน เป็นต้น

นายสุรเดช กล่าวอีกว่า และ4.เหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในโรงเรียน จ.นนทบุรี จะพบว่า ผู้ก่อเหตุพกพากระสุนจำนวนมาก สามารถกราดยิงจนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย ซึ่งช่องโหว่ทางกฎหมายคือ ปัจจุบันไม่ได้มีการกำหนดการครอบครงจำนวนกระสุน ดังนั้น รัฐบาลต้องออกกฎหมายที่ควบคุมจำนวนกระสุน เช่น สมมุติปืนกระบอกหนึ่งสามารถบรรจุกระสุนได้ 6 นัด จะต้องครอบครองได้แค่ 6 นัด เพราะจำนวนดังกล่าวหากจะไปทำร้ายคนอื่นจะไปทำร้ายได้ไม่มากนัก ให้มีไว้เพียงป้องกันตัวเท่านั้น และห้ามไม่ให้ซื้อเข้ามาเพิ่ม รวมถึงให้แยกการเก็บอาวุธปืนกับกระสุนไม่ให้อยู่ในที่เดียวกัน ไม่เช่นนั้นเด็กอาจจะมาหยิบปืนและนำกระสุนไปใส่ได้ง่าย แต่หากจัดเก็บแยกกันจะลดและป้องกันความเสี่ยงได้ 


‘ผมว่า มันถึงเวลาแล้วที่ต้องดำเนินการมาตรการเหล่านี้อย่างจริงจัง อย่าทำหรือแข็งขันเฉพาะตอนเกิดเหตุใหม่ๆ ไม่เช่นนั้นเหตุการณ์เศร้าสลดใจจะเกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ แล้วต้องมานั่งใช้คำเดิมๆ ว่าถอดบทเรียน ซึ่งคนไทยฟังแล้วไม่ได้เกิดความมั่นใจในชีวิตและทรัพย์สินแต่อย่างใด การตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาลต้องเด็ดขาดและการบังคับใช้นโยบายควบคุมอาวุธปืนอย่างจริงจังเท่านั้น ที่จะสามารถคืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับทุกคน ไม่ใช่แค่ในโรงเรียนเท่านั้น’ นายสุรเดช กล่าว

นายสุรเดช กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์นี้เป็นข่าวโด่งดังไปต่างประเทศ คนต่างประเทศรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งจะกระทบไปหมดในความรู้สึกของคน  ไม่ว่าจะไปที่ไหนในประเทศไทยจะเริ่มกลัว ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ชุมชน สถานที่ที่มีผู้คนอยู่เยอะ รัฐบาลต้องมองภาพกว้าง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะกระทบเรื่องเศรษฐกิจ และเรื่องอื่นๆ จำนวนมาก อย่างเช่นขณะนี้คนจะไปเดินห้างสรรพสินค้าก็เริ่มกลัว กังวลว่ามีผู้เสพยาเสพติดหรือไม่ มีผู้พกพาอาวุธหรือไม่ จะเกิดเรื่องความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รัฐบาลต้องเข้มงวด อย่ามองเพียงแค่จุดเดียว ขณะนี้ประเทศเราเศรษฐกิจก็ย่ำแย่ มันจะยิ่งกลายเป็นการซ้ำเติม

โฆษกรัฐบาลแจง คดีโกงสอบท้องถิ่นยังไม่จบ ​เดินหน้าสาวถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด

โฆษกรัฐบาลแจง คดีโกงสอบท้องถิ่นยังไม่จบ ​เดินหน้าสาวถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด

โฆษกรัฐบาลแจง คดีโกงสอบท้องถิ่นยังไม่จบ ​เดินหน้าสาวถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวทางของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการทุจริตสอบข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ว่าไม่ได้จำกัดวงเพียงแค่การถอดถอนรายชื่อผู้สอบที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต 5,925 ราย 

“ยืนยันการดำเนินการสอบสวนหาตัวผู้ร่วมกระทำการ เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ คืนความถูกต้องและเป็นธรรมแก่ผู้เสียโอกาส เรื่องดังกล่าว นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ไม่ว่าจะเป็นใคร หากเกี่ยวข้องกับการทุจริต ต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด” 

ทั้งนี้ มีการจัดการ 3 ส่วนด้วยกัน คือ

1. การถอดถอนชื่อผู้สอบที่เกี่ยวกับการทุจริต กระทรวงมหาดไทยดำเนินการถอดถอนรายชื่อ 5,295 ราย หลังพบว่ามีการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งทุกอย่างได้สรุปจบในการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2569 ได้รายงานให้คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) รับทราบ เพื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด (ก.จังหวัด)

สำหรับตำแหน่งที่ว่างลงหลังการถอดถอน ทางกสถ. จะต้องหารือถึงแนวทางปฏิบัติ ทั้งการประกาศบัญชีใหม่และการเลื่อนบัญชีผู้สอบแข่งขันรายอื่นขึ้นมาทดแทน

2. การดำเนินคดีอาญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ต้องหา จำนวน 13 ราย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่โดนข้อหา ได้แก่ 1)ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 2) เป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารราชการโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ 3)เป็นเจ้าพนักงานรับรองหลักฐานอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ 4)ร่วมกันเอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายซึ่งเอกสารของผู้อื่น 5)ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และ 6) ร่วมกันเปิดผนึกหรือนำเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความ ซึ่งมีอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มศว. อยู่ในกลุ่มนี้

อีกลุ่มหนึ่ง มี 11 ราย ที่ร่วมกระทำผิดแก้ไขกระดาษคำตอบ ถูกดำเนินคดีในข้อหา อั้งยี่ ซ่องโจร ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ

ทั้งนี้ เมื่อพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหาครบถ้วน จะสามารถสรุปสำนวนส่งให้ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนตามขั้นตอนได้ภายในวันที่ 12 สิงหาคมนี้

ในส่วนของเส้นเงิน ปปง. อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินและกลุ่มเป้าหมายกว่า 200 ราย แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อผู้เกี่ยวข้องได้ เนื่องจากอาจขัดต่อกฎหมาย ซึ่งจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป 

3.นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการและพนักงานท้องถิ่นประจำปี 2568 ได้ดำเนินการสรุปผลการทุจริตการสอบท้องถิ่นแล้วฯ ขั้นตอนต่อไป คือการเสนอรายงานต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อให้นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการต่อ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการทั้งทางแพ่ง อาญา วินัย และจริยธรรม  

 “การดำเนินการทั้ง 3 ส่วน ไม่เพียงเอาผิดผู้ทุจริต แต่ยังเป็นการคืนความเป็นธรรมแก่ผู้สอบแข่งขันโดยสุจริต และเป็นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการสอบเข้ารับราชการทุกระดับ ให้คนที่มีความสามารถมีโอกาสเข้ารับราชการอย่างเป็นธรรม รวมถึงป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตในลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต” นางสาวรัชดากล่าว

เอกนิติ ชี้เงินกู้ 2 แสนล้าน เน้นเปลี่ยนผ่านพลังงาน ประเดิมทำโซลาร์รูฟท็อป-รถโดยสารอีวี

เอกนิติ ชี้เงินกู้ 2 แสนล้าน เน้นเปลี่ยนผ่านพลังงาน  ประเดิมทำโซลาร์รูฟท็อป-รถโดยสารอีวี

เอกนิติ ชี้เงินกู้ 2 แสนล้าน เน้นเปลี่ยนผ่านพลังงาน ประเดิมทำโซลาร์รูฟท็อป-รถโดยสารอีวี

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.17 น.

‘เอกนิติ‘ ชี้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.2 แสนล้านหลังโฟกัสเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นหลัก ทั้งอุดหนุนติดแผงโซลาร์-เปลี่ยนผ่านรถโดยสารเป็น EV  เผยเงินกู้ส่วน 2 แสนล้านแรกเหลือ 4 หมื่นล้านพร้อมให้ใช้กับไทยเที่ยวไทยพลัส ส่วนไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 รอประเมินความเหมาะสม เผย ผู้บริหารแกร๊บ เข้าพบโชว์ช่วยร้านค้ายอดขายเพิ่ม 86% 

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 นายเอกนิติ​ นิติ​ทัณฑ์​ประภาส​ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง​ กล่าวถึงการใช้เงินในพ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วนที่เหลือ ว่าจะมีการจัดลำดับความสำคัญในการใช้งบประมาณอย่างไร เนื่องจากขณะนี้มีการขอโครงการเข้ามาจำนวนมาก ทั้งโครงการ​ ไทยเที่ยวไทยพลัส​  และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ว่า ที่แน่ๆ 200,000 ล้านที่เหลือ​ ต้องนำมาใช้ในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน​  ส่วนงบ ประมาณในส่วน 200,000 ล้านบาทแรก ขณะนี้เหลืออยู่ประมาณ 40,000 ล้านบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้นโยบายว่า ขอประเมินสถานการณ์ก่อน เพราะมีงบประมาณที่จำกัด จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง และตรงเป้ามากที่สุด ก่อนย้ำว่าส่วนตัวมองว่าสิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ผู้สื่อข่าวถามถึง กรณีที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เล็งของบประมาณจากพ.ร.ก.กู้เงิน​ เพื่อใช้ในโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสประมาณ 1,750  -​2,000 ล้านบาท​  นายเอกนิติ​ กล่าวว่า​ ส่วนตัวมองว่าไม่ได้ใช้งบประมาณเยอะ​ ซึ่งตนได้ให้นโยบายไปว่า จะต้องใช้ให้ตรงกับวัตถุประสงค์ เพื่อเยียวยาร้านค้าต่างๆ​ พร้อมยอมรับว่า​ แม้จะมีจำนวนเงินพอเหลือแต่ก็ต้องใช้ให้ถูกกับวัตถุประสงค์ แต่จะต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย เหมือนกับไทยช่วยไทยพลัส  เมื่อถามว่าอาจจะมีเสียงวิจารณ์ว่าโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสอาจจะไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์เงินกู้คือจำเป็นเร่งด่วน หากสถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้น นายเอกนิติ​ กล่าวว่า เรื่องนี้ขอประเมินสถานการณ์ก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากต้องต่อโครงการไทยช่วยไทยพลัสในเฟส​ 2 จะใช้เงินในส่วนของ 200,000 ล้านบาทหลัง ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานมาใช้แทนในโครงการนี้ได้หรือไม่​ นายเอกนิติ​ กล่าวว่า​ ในทางกฎหมายใช้ได้​ แต่ในทางปฏิบัติอยากจะเก็บไว้ใช้ในเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน​ พร้อมยอมรับว่า เงินจำนวน 50,000​ -​60,000  ล้านบาท  จะใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โครงการโซลาร์รูฟท็อป เพื่อช่วยประชาชนในการเปลี่ยนผ่านพลังงานโซล่า​ร์  โดยจะมีสถาบันทางการเงินอย่างธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ เข้ามาช่วยในเรื่องสินเชื่อ

นายเอกนิติ​ ยังกล่าวว่า​ นอกจากนี้ยังจะมีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะเราใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก ซึ่งในส่วนของก๊าซธรรมชาติคือการผลิตไฟฟ้า รวมถึงการขายไฟคืน​ เปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเป็น สมาร์ทมิเตอร์​ และเรื่องระบบสายส่ง เพราะเราต้องคิดทั้งระบบ ไม่เช่นนั้นอาจเหมือนในต่างประเทศที่ทำเรื่องพลังงานสะอาด และเมื่อไฟตกก็จะดับทั้งเมือง​  

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังจะมีการเปลี่ยนผ่านด้านคมนาคม​ โดยรัฐบาลอยากทำเรื่องรถขนส่งสาธารณะ ให้เป็นรถ​ EV ใน​ 7 กลุ่ม​ เพราะรถเหล่านี้มีอายุการใช้งานมายาวนาน ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีการลงรายละเอียดและงบประมาณ​ 

นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงการหารือกับ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท แกร๊บ​โฮลดิ้งส์​ จำกัด​ (ประเทศสิงคโปร์)​ ว่า เขามาขอบคุณในการที่มีส่วนร่วมกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส​ ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบเอไอ คล้ายกับแอปพลิเคชั่น นกกระซิบ​  ส่งผลให้ยอดขายของพ่อค้า แม่ค้า สูงขึ้นกว่า​ 68% ซึ่งนี่เป็นการพิสูจน์ว่า คำว่า “พลัส”ที่ใช้”เอ​ไอ” เป็นการเพิ่มศักยภาพทำให้ร้านค้าเก่งขึ้น และเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้าเหล่านั้น​ และหลังจากนี้ตนจะไปพูดคุยกับประชาชนและร้านค้าเพื่อนำมาต่อยอด

เมื่อถามว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัส​ หลังจากหมดโครงการในช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้แล้ว จะทำต่อในเฟส 2 ทันทีเลยหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า​ ขอพิจารณาให้ครบถ้วนก่อน

‘สมศักดิ์’ เบรกดรามา! โต้ข่าวทุ่ม 5 พันล้านเดินหน้า ‘นาคาร์บอน’ ย้ำต้องชัวร์เกษตรกรได้เงินจริง

'สมศักดิ์' เบรกดรามา! โต้ข่าวทุ่ม 5 พันล้านเดินหน้า 'นาคาร์บอน' ย้ำต้องชัวร์เกษตรกรได้เงินจริง

‘สมศักดิ์’ เบรกดรามา! โต้ข่าวทุ่ม 5 พันล้านเดินหน้า ‘นาคาร์บอน’ ย้ำต้องชัวร์เกษตรกรได้เงินจริง

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.18 น.

‘สมศักดิ์ เทพสุทิน’ สั่งทบทวนโครงการ ‘นาคาร์บอน’ สยบข่าวลือของบ 5 พันล้าน ย้ำตลาดต้องพร้อม-เกษตรกรต้องได้ประโยชน์

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน โพสต์ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีที่มีการนำเสนอข่าวพาดหัวสร้างความสับสนแก่ประชาชนว่า ตนได้สั่งการให้เดินหน้าโครงการข้าวคาร์บอนต่ำสู่ความยั่งยืน พร้อมขออนุมัติตั้งงบประมาณสูงถึง 5,000 ล้านบาทในการดำเนินงาน

สมศักดิ์ เทพสุทิน โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้แจงระบุว่า “จากกรณีมีการพาดหัวข่าวที่สร้างความสับสนให้กับพี่น้องประชาชน ว่าผมมีการสั่งเดินหน้าโครงการข้าวคาร์บอนต่ำสู่ความยั่งยืน ของบ 5,000 ล้านบาท ในการดำเนินงาน

ผมขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า กรณีดังกล่าวนั้น ผมได้สั่งการให้ #ทบทวนศึกษาเพิ่มเติม ‘นาคาร์บอน’ เพื่อทบทวนระบบซื้อขาย ให้แน่ใจว่าสามารถเปลี่ยนเป็นรายได้ จับต้องได้จริง ไม่ทิ้งเกษตรกรไว้กับความเสี่ยง

โดยเน้นย้ำว่ารายได้เกษตรกรต้องมาก่อน ถ้าทำแล้วเกษตรกรต้องได้ประโยชน์ และมีรายได้เพิ่มขึ้นจริง ไม่ใช่ทำเพียงเพราะตามกระแส

ตราบใดที่เรื่องรายได้ของเกษตรกรยังไม่มีความชัดเจน หรือยังไม่แน่ชัดว่าจะแปลงเป็นเงินได้อย่างไร จะต้องศึกษาต่อให้ครอบคลุมก่อน #ยังไม่เร่งเดินหน้า #ให้ศึกษาต่อ

เมื่อพร้อมแล้วค่อยวางระบบ มาตรฐาน และตลาดรองรับ โดยการซื้อขายให้มีความพร้อม แน่นอนเสียก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเกษตรกรลงมือทำแล้ว จะได้รับผลตอบแทนจริง ถึงจะเดินหน้าโครงการต่อ”

‘อนุทิน’ เชิดชู 264 กำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม มอบแหนบทองคำ ‘รางวัลเกียรติยศแห่งการเสียสละ’

'อนุทิน' เชิดชู 264 กำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม มอบแหนบทองคำ 'รางวัลเกียรติยศแห่งการเสียสละ'

‘อนุทิน’ เชิดชู 264 กำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม มอบแหนบทองคำ ‘รางวัลเกียรติยศแห่งการเสียสละ’

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.13 น.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล กำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม ประจำปี 2569 เนื่องในโอกาส “วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน” ซึ่งตรงกับวันที่ 10 สิงหาคมของทุกปี โดยในปีนี้ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครองกำหนดจัดกิจกรรมวันกำนันผู้ใหญ่บ้าน ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 5 – 7 สิงหาคม 2569 ประกอบด้วยการประชุมเชิงปฏิบัติการกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม การศึกษาดูงาน และพิธีมอบรางวัลกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม ประจำปี 2569 ผู้ใหญ่บ้านที่มีผลงานดีเด่นจากทั่วประเทศ จำนวน 264 คน ในวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยกย่องผู้นำท้องที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ และยึดมั่นในอุดมการณ์ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ผู้ได้รับรางวัลในปีนี้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ สมควรได้รับการยกย่องและเชิดชูเกียรติ ทั้งยังเป็นตัวแทนของกำนันและผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศที่ทำงานใกล้ชิดประชาชน และมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของภารกิจรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย

“รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยตระหนักและเห็นความสำคัญของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาโดยตลอด เพราะกำนันและผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการดูแลความเป็นอยู่ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และเป็นผู้เชื่อมโยงการทำงานระหว่างรัฐบาลกับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นายอนุทินกล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญเพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลและการพัฒนาประเทศในหลายมิติ ครอบคลุมด้านความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ ตลอดจนการสนับสนุนและส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภารกิจเหล่านี้ไม่อาจบรรลุผลได้ หากขาดกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นกลไกของรัฐที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด

ปัจจุบัน รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยมุ่งขับเคลื่อนการบริหารราชการภายใต้แนวคิด “ทันโลก ทันสมัย ทันท่วงที” โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกพื้นที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ จึงต้องเป็นกำลังหลักในการนำนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

“ผมเชื่อมั่นว่า ด้วยความมุ่งมั่น ความเสียสละ ความใกล้ชิดกับประชาชน และประสบการณ์ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกท่าน จะสามารถเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และสร้างความผาสุกให้แก่ประชาชนได้อย่างยั่งยืน” นายอนุทินกล่าว

ด้านนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า ก่อนเข้าสู่พิธีมอบรางวัลฯ กรมการปกครองได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม และการศึกษาดูงาน เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับรางวัลฯ ได้พบปะ รับทราบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติหน้าที่จากผู้บังคับบัญชา รวมถึงแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างกัน

การประชุมดังกล่าวมุ่งเสริมศักยภาพผู้นำท้องที่ภายใต้แนวคิด “อำเภอพึ่งได้: DOPA 2026 Better Together” พร้อมย้ำว่า “อำเภอพึ่งได้” จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาด “กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ พึ่งได้” ซึ่งเป็นผู้รู้คน รู้พื้นที่ เข้าใจปัญหา และเป็นบุคคลแรกที่ประชาชนนึกถึงเมื่อเกิดความเดือดร้อน สำหรับปี 2569 มีผู้ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 264 คน แบ่งเป็นกำนันยอดเยี่ยม 131 คน และผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม 133 คน โดยผู้ได้รับรางวัลทั้งหมดเข้ารับประกาศเกียรติคุณ พร้อมแหนบทองคำเพื่อยกย่องผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ เสียสละ และทุ่มเทความรู้ความสามารถในการ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ดูแลประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

การมอบแหนบทองคำในครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการเชิดชูผลงานของผู้ได้รับรางวัล แต่ยังสะท้อนถึงคุณค่าของความเสียสละ ความมุ่งมั่น และความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อสถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง ตลอด 134 ปี

ในส่วนภูมิภาคการจัดงาน “วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน” ประจำปี 2569 ได้ดำเนินการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 10 สิงหาคม 2569 โดยมีพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงร่วมกันทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เพื่อพัฒนาพื้นที่ตำบล หมู่บ้าน

สามารถร่วมติดตามรายละเอียด ตลอดจนผลงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม ประจำปี 2569 ได้ทางเว็บไซต์ http://www.กำนันผู้ใหญ่บ้าน.com (กำนันผู้ใหญ่บ้านดอทคอม)

ปิยบุตร ปั่นหนัก! ปลุกออกจากกรงขังของศาลรัฐธรรมนูญ ยึดประชามติทำรธน.ใหม่ ต่อต้านระบอบปรสิต

ปิยบุตร ปั่นหนัก! ปลุกออกจากกรงขังของศาลรัฐธรรมนูญ ยึดประชามติทำรธน.ใหม่ ต่อต้านระบอบปรสิต

ปิยบุตร ปั่นหนัก! ปลุกออกจากกรงขังของศาลรัฐธรรมนูญ ยึดประชามติทำรธน.ใหม่ ต่อต้านระบอบปรสิต

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 08.35 น.

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เนื่องในวาระครบรอบ 10 ปี การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 พร้อมเสนอให้กลับมารณรงค์เรื่อง “รัฐธรรมนูญใหม่” อีกครั้ง โดยมองว่าผลประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นฐานความชอบธรรมสำคัญที่สะท้อนความต้องการของประชาชน

โดยข้อความระบุว่า “[10 ปี ประชามติรัฐธรรมนูญ 60 ได้เวลาเปลี่ยนรัฐธรรมนูญใหม่]
วันที่ 7 สิงหาคม 2559 ประชาชนออกเสียงประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ภายใต้กติกาไม่เป็นธรรม ฝ่ายไม่เห็นชอบ รณรงค์ได้อย่างยากลำบาก หลายคนถูกจับกุม ดำเนินคดี ผลปรากฏว่า ฝ่ายเห็นชอบชนะไป 16,820,402 เสียง

เกือบ 10 ปีให้หลัง วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนออกเสียงประชามติ ในคำถามที่ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่“ ผลปรากฏว่า ฝ่ายเห็นชอบกับการมีรัฐธรรมนูญใหม่แทนที่รัฐธรรมนูญ 2560 ชนะไปด้วยคะแนนเสียง 21,621,638
การออกเสียงประชามติผ่านมาแล้ว 6 เดือน จนมาถึงวันนี้ 7 สิงหา 69 ครบบรรจบ 10 ปีการออกเสียงประชามติ 7 สิงหา 59 พอดี
ถึงเวลาอันควรที่จะต้องยืนยันว่า ตกลงแล้ว ประชาชน ผู้ทรงอำนาจสูงสุดของแผ่นดิน ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ผู้ทรงอำนาจกำหนดระบอบการเมืองการปกครองของประเทศ เห็นกันอย่างไร?

ประจักษ์พยานชัดเจน วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ บอกว่า แผ่นดินนี้ ประเทศนี้ ต้องมีรัฐธรรมนูญใหม่
จนวันนี้ ทั้งๆที่คะแนนเสียงถล่มทลายขนาดนี้ เหตุใดรัฐธรรมนูญใหม่ยังไม่เกิด ?
เหตุผล คือ เราไป “ติดกับ” อยู่กับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่บอกว่า มีรัฐธรรมนูญใหม่ ได้ แต่ต้องผ่านประชามติ และต้องยกร่างโดยรัฐสภา
ทำให้ สมาชิกรัฐสภา คิดคำนวณว่า แม้จะมีประชามติเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว แต่ก็ต้องทำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม กำหนดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตามแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญวางไว้ และเอาเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา
พรรคการเมือง ผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา จึงต้องหมกมุ่นถกเถียงกันว่า จะออกแบบรูปแบบองค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่อย่างไร ให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ผมเห็นว่า ณ เวลานี้ การเดินตามศาลรัฐธรรมนูญอาจเป็นการตีโจทย์ผิด
ผมอยากเสนอว่า เราลองมาตีโจทย์กันใหม่ ดังนี้
ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ผู้ทรงอำนาจสูงสุดของแผ่นดิน ได้แสดงออกอย่างพร้อมเพรียงในวันที่ 8 ก.พ.69 แล้วว่า ต้องการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นี่คือการใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมต้นตำรับ หรือที่ในทฤษฎีกฎหมายรัฐธรรมนูญเรียกว่า Pouvoir constituant originaire
กล่าวให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น นี่คือการใช้ ปฐมอำนาจสูงสุด ซึ่งติดตัวประชาชนมาแต่กำเนิด ในฐานะที่ประชาชนทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมการเมืองที่ทุกคนต้องอยู่อาศัยร่วมกัน

อำนาจชนิดนี้ ทรงพลานุภาพมากกว่าอำนาจที่รัฐสภาใช้ตรากฎหมาย หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ
อำนาจชนิดนี้ ทรงพลานุภาพมากกว่าอำนาจที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ทำคำวินิจฉัย
เช่นนี้แล้ว เราจะนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมากำหนดกระบวนการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อย่างไร
ก็ในเมื่ออำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญ ได้บอกแล้วว่า ต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 60 ทำรัฐธรรมนูญใหม่ ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ 60

ประชาชนต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งก็รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญที่กำเนิดมาตามรัฐธรรมนูญ 60 ด้วย แล้วเราจะเอาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มาเป็นตัวกำหนดการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 60 และทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้อย่างไร?

ฐานความชอบธรรมจากประชามติ 8 ก.พ.69 ทรงพลังมาก ไม่มีความจำเป็นใดที่เราต้องกังวลกับ “กรงขัง” ที่ศาลรัฐธรรมนูญล้อมคอกเราไว้
ณ เวลานี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรณรงค์ทางความคิด ให้ประชาชนคนส่วนใหญ่ของแผ่นดินนี้ ได้เข้าใจตรงกันว่า
ประชามติให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ มีศักดิ์สถานะทางอำนาจ สูงกว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจออกคำวินิจฉัยจากรัฐธรรมนูญ อาศัยอำนาจที่รัฐธรรมนูญมอบให้มา
แต่ประชาชน ใช้อำนาจตามธรรมชาติ สัมบูรณ์ ไร้ขีดจำกัด สูงสุด บอกว่า ต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 60 และสถาปนารัฐธรรมนูญใหม่
ศาลรัฐธรรมนูญ ที่คลอดออกมาจากรัฐธรรมนูญ 60 จึงไม่มีวันที่จะใหญ่กว่า ประชาชน ผู้ให้กำเนิดรัฐธรรมนูญ ผู้ทรงศักยภาพในการทำลายรัฐธรรมนูญเดิม และสถาปนารัฐธรรมนูญใหม่ได้นิจนิรันดร์
ในโอกาสที่ครบรอบ 10 ปี ประชามติ 7 สิงหาคม 59 ซึ่งเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญ 60 นี้ ผมอยากเสนอว่า เราควรนำประเด็น “รัฐธรรมนูญใหม่” กลับมาชูธงเป็นคำขวัญ เพื่อสร้างแนวร่วมประชาชนต่อต้านระบอบปรสิตที่อาศัยเติบโตจากรัฐธรรมนูญ 60
ด้วยเหตุผล ดังนี้

1. ประเด็น “รัฐธรรมนูญใหม่” เป็นประเด็นที่เอื้อต่อการสร้างแนวร่วมประชาชนออกไปในวงกว้าง ง่ายต่อการเข้าถึง โดนใจคนทุกกลุ่ม ไม่ติดอยู่กับความเป็นมวลชนของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

2. การรณรงค์ “รัฐธรรมนูญใหม่” มีเนื้อหาหลากหลาย ครอบคลุมทั้งประเด็นปัญหาชีวิตประจำวัน และปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่แต่ละคนเผชิญอยู่
วุฒิสภา มาจากไหน ต้องมีหรือไม่ ระบบเลือกตั้งควรเป็นอย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญ ศาล องค์กรอิสระ ควรเป็นอย่างไร หมวด 1 หมวด 2 หมวดอื่นๆ ว่าอย่างไร การกระจายอำนาจ การปฏิรูประบบราชการ การปราบทุจริต สิทธิ เสรีภาพ การศึกษา คุณภาพชีวิต ที่ดินทำกิน สวัสดิการ อีกสารพัดเรื่อง ต่างก็มี ”ห่วงโซ่ความเขื่อมโยง“ กลับมาที่ ”รัฐธรรมนูญ“ เช่นนี้ เอง เราสามารถรณรงค์หลากหลายประเด็น ภายใต้ร่ม ”รัฐธรรมนูญ”

3. ประชามติ 8 ก.พ.2569 คือ ฐานความขอบธรรมที่ทำให้การรณงค์รัฐธรรมนูญใหม่ มาแบบ ถูกที่ ถูกเวลา และชอบธรรม

4. การรณรงค์รัฐธรรมนูญใหม่ อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ภายใต้ระบบ เพดาน แต่ในขณะเดียวกัน ประเด็นเนื้อหาที่รณรงค์กันนััน ก็สามารถไต่เส้นไต่เพดานไปได้มากที่สุดด้วย
ผมทราบดีว่า มีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและพรรคการเมืองจำนวนไม่น้อย ได้รณรงค์การทำรัฐธรรมนูญใหม่มาก่อนหน้านั้นแล้ว
แต่ผมอยากชี้ชวนให้เห็นโจทย์ใหม่ จัดรูปขบวนรณรงค์ใหม่
ต้องไม่เดินตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
ต้องยืนยันว่า การออกเสียงประชามติ 8 ก.พ.69 คือ การใช้อำนาจปฐมสถาปนา ซึ่งสูงและใหญ่กว่าอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
ต้องไม่ติดกับการต่อสู้ในรัฐสภา เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกำหนดที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น
หากเราติดหล่มอยู่ในสมรภูมินี้ พวกเขาก็จะบีบให้เราเลือกอยู่แค่สองทาง
ระหว่าง อยู่กับรัฐธรรมนูญ 60 ต่อไป หรือ แก้รัฐธรรมนูญกำหนดกระบวนการทำรัฐธรรมนูญใหม่ภายใต้การอำนวยการของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่คุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ในวุฒิสภา และว่ากันว่า ในองค์กรอิสระด้วย

หากเราสู้ในรัฐสภา พวกเขาก็ใช้เสียงข้างมากลากไปสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ตามแบบที่พวกเขาต้องการ
เมื่อนั้น เราจะยกความชอบธรรมมาสู้กับเขายากขึ้น เพราะ พวกเขาจะบอกว่า ทั้งหมดมาตามกระบวนการ และหน้าด้านหน้าทน อ้างประชามติอีกด้วย
แต่ถ้าเรายอมอยู่กับรัฐธรรมนูญ 60 ต่อไป ไม่กล้าขยับกระบวนการทำรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะเกรงว่า ระบอบสีน้ำเงินจะกินรวบหมด
เราก็ละทิ้งฐานความขอบธรรมจากประชามติ 8 ก.พ. 69 ไปเสียหมด
สภาวะกลืนไม่เข้า คายไม่ออกเช่นนี้ เราไม่จำเป็นต้องอยู่
ดึงตนเองออกมา ชูธง “อำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญ” จากประชามติ 8 ก.พ.69 ให้สูงเด่น
อธิบายใหม่ รณรงค์ความคิดใหม่
เมื่อประชาชนเข้าใจตรงกันถึงพลานุภาพของตน
สถานการณ์สุกงอม
เมื่อพรรคการเมือง “กองหน้า” (ถ้าหากมี) ประสานพลัง รับภารกิจของประชาชนไป
เดินหน้า ทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยตระหนักว่า “มือ” และ “เท้า” ของตนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ มีพลังมากกว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน
เมื่อนั้น “ประชาชน” จะปรากฏกายขึ้น

“พลังทางการเมือง“ จะเป็นผู้ให้คำตอบ”