เจาะสัมพันธ์ ไอติม-ยิ่งชีพ ทิ้งบอมบ์ 9 เเกนนำพรรคภูมิใจไทย บี้หวดฮั้วสว. 229 คน

เจาะสัมพันธ์ ไอติม-ยิ่งชีพ ทิ้งบอมบ์ 9 เเกนนำพรรคภูมิใจไทย บี้หวดฮั้วสว. 229 คน

เจาะสัมพันธ์ ไอติม-ยิ่งชีพ ทิ้งบอมบ์ 9 เเกนนำพรรคภูมิใจไทย บี้หวดฮั้วสว. 229 คน

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

จากกรณีนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ยื่นหลักฐานเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือก สว. ให้นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน)เพื่อตรวจสอบเอาผิดเเกนนำบางพรรคที่ร่วมกระทำผิดการฮั้วสว.

โดย นายยิ่งชีพ กล่าวว่า ได้เก็บรวบรวมข้อมูลหลักฐานตั้งแต่ปี 2568 แต่ยังไม่มีความคืบหน้า นอกจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะทำหน้าที่พิจารณาเรื่องนี้แล้ว ตนมองว่าฝ่ายค้านสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลเป็นหลัก เพราะมีบุคคลสำคัญในรัฐบาลจำนวนมากตกเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ด้วยและมีโอกาสที่จะลอยนวลด้วยน้ำมือของกกต. ตนจึงนำข้อมูลมาเสนอต่อวิปฝ่ายค้านเพื่อขอให้ช่วยกันตรวจสอบรัฐบาล สำหรับข้อมูลที่นำมายื่นกับวิปฝ่ายค้านวันนี้ มีข้อมูลของรัฐมนตรีและสส.รวม 9 คน สังกัดพรรคภูมิใจไทยร่วมกระทำผิด

นายพริษฐ์ กล่าวว่า การฮั้วสว.เป็นขบวนการขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายนักการเมืองและพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง ข้อมูลบางส่วนของนายยิ่งชีพสอดรับกับข้อมูลที่พยานได้พูดในเวทีเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. เจาะหลักฐานคดีฮั้ว สว.”เวทีของวิปฝ่ายค้าน เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา ดังนั้นวิปฝ่ายค้านจะรับมาดำเนินการต่อไปยืนยันว่ากระบวนการนี้ เป็นกระบวนการที่คาดว่าจะมีเครือข่ายนักการเมือง และพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง และขอให้สังคมร่วมกันจับตาคือการตรวจสอบไม่ให้ กกต. ตัดตอนให้เรื่องนี้ไปไม่ถึงศาล ซึ่งขบวนการตัดตอนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การที่กกต. ยกคำร้องทั้ง 229 คนนั้น

เเหล่งข่าวจากสำนักงานกกต. เเจ้งว่า การเคลื่อนไหวของนายยิ่งชีพเเละนายพริษฐ์รวมทั้งสว.อิสระ สว.สำรอง นักวิชาการบางส่วนในกรณีข้างต้นนั้นเสมือนกดดันการพิจารณาของคณะกรรมการกกต.ทั้งเจ็ดคน เเละกรณีล่าสุดทั้งสองคนคือนายพริษฐ์เเละนายยิ่งชีพมีความเสี่ยงที่จะผิดกฎหมายหลายข้อ เช่นกล่าวหาว่ากกต.อยู่ใต้ระบอบสีน้ำเงินเเละการกดดันกกต.ว่าควรตัดสินเอาผิด 229 คน 

โดยยึดมติคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ที่ระบุว่าต้องชี้มูลความผิด229คนในการฮั้วสว. โดยไม่ต้องนำมติคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าข้อกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. จำนวน 229 คนนั้นให้ตีตกคำร้อง

เเหล่งข่าวจา กกกต.กล่าวว่า กรณีเวทีเสวนาวันที่12กค.ที่ผ่านมา มีการนำพยานคืออดีตผู้สมัครสว.สี่คนจากสี่จังหวัดมาเปิดเผยข้อมูลในเวทีเสวนาดังกล่าวนั้น กรณีนี้อาจผิดกฎหมายเพราะพบว่าพยานบางคนในวันนั้น ตอนเเรกให้การกับกกต.เเละดีเอสไออีกอย่างหนึ่ง ต่อมาพยานคนนั้นก็มาขอกลับคำให้การเเละนำข้อมูลไปเผยเเพร่ในเวทีเสวนาดังกล่าวเเละยังพบว่า ช่วงต้นปีที่ผ่านมาพยานบางคนก็ยังไปลงสมัครเลือกตั้งสส.กับบางพรรค ตรงนี้น่าพิจารณาว่าอาจมีการกระทำเป็นขบวนการในการดิสเครดิตเเละกดดันกกต.ให้วินิจฉัยตามความต้องการของนายยิ่งชีพ นายพริษฐ์เเละพวกเท่านั้น

เเหล่งข่าวเเจ้งว่า กรณีนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้งให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการพิจารณาคดีการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา ว่า ขณะนี้การพิจารณาคดีมีความคืบหน้าไปมาก และคาดว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 7 คนจะสามารถลงมติในคดีดังกล่าวได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้เพราะได้มีการพิจารณาไปเยอะแล้ว แต่ตอนนี้เราทำตามใจที่เราคิดทุกอย่างไม่ได้ เพราะมีกฎหมายให้เราใช้ในการพิจารณาอยู่ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานนั้น  ตรงนี้ชัดเจนว่ากกต.พิจารณาคดีฮั้วสว.รอบคอบ ยึดหลักกฎหมายเเละตัดสินตามพยานหลักฐาน เเละเเม้มติคดีฮั้วสว.จะออกมาเเบบใด กกต.มีโอกาสที่จะถูกบางฝ่ายนำไปฟ้องร้องในอนาคต

เเหล่งข่าว กล่าวว่า กกต.พิจารณากรณีนี้รอบคอบเเละไม่ได้อยู่ในสังกัดพรรคใด/ระบอบสีน้ำเงินตามที่บางฝ่ายกล่าวหาในตอนนี้   เพราะหากมองขั้นตอนเเละโครงสร้างคณะกรรมการสรรหาบุคคลที่จะมาเป็นกรรมการองค์กรอิสระก่อนที่จะส่งผู้ที่ผ่านการสรรหาไปให้สว.ตรวจสอบเเละลงมติตามรัฐธรรมนูญนั้น คณะกรรมการสรรหามี 9 คน ประกอบด้วย 1. กรรมการโดยตำแหน่ง (ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ) จำนวน 4 คน ประธานศาลฎีกา เป็น ประธานกรรมการ  ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็น กรรมการ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็น กรรมการ ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นกรรมการ 2.กรรมการจากศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ (ระบบเวียนกัน) จำนวน 5 คน เป็นกรรมการ

เเหล่งข่าว กล่าวว่า พบว่าการเลือกตั้งสส.ปี2562-2566-2569 นั้นพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล พรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้าน เเต่การเลือกตั้งสส.ปี2566เเละ2569 หลังจากพรรคก้าวไกลโดนยุบพรรคเเละก่อตั้งเป็นพรรคประชาขน พบว่าหัวหน้าพรรคประชาชนได้รับการโปรดเกล้าฯเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้เเทนฯ  ดังนั้นหัวหน้าพรรคประชาชนจึงเป็นหนึ่งในเก้าคนของคณะกรรมการสรรหาฯเเละมีสิทธิลงคะเเนนเช่นกัน ดังนั้นการสรรหาเเละลงมติเลือกกรรมการในองค์กรอิสระมีการกลั่นกรองตามขั้นตอนเเละไม่ถูกบางพรรค/ระบอบสีน้ำเงิน/สว.ครอบงำตามที่บางฝ่ายกล่าวหา

“อย่าลืมว่าไอลอว์ใกล้ชิดกับพรรค/กลุ่มการเมืองใดในตอนนี้ เเละพรรคประชาชนมีข้อกล่าวหาว่าอาจกระทำกฎหมายเลือกตั้งสส.เเละอาจโดนยุบพรรค  กรรมการบริหารพรรคอาจโดนตัดสิทธิทางการเมือง คือกรณีพรรคประชาชนขอข้อมูลเลเซอร์ไออีหลังบัตรประชาชนจากสมาชิกพรรคเเละยังไม่ได้รับการอนุญาตให้เชื่อมข้อมูลกับกรมการปกครอง แต่พรรคอ้างว่าไม่ได้เก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ก็ตาม กรณีนี้เเกนนำบางคนในพรรคประชาชนจึงออกมากดดันการทำงานของกกต.ก็เป็นได้“เเหล่งข่าวระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อนึ่งช่วงการรณรงค์การรับสมัครบุคคลเข้าสมัครรับการสรรหาเป็นสว.นั้นพบว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เเละอดีตหัวหน้าพรรคอนาตตใหม่ได้จัดกิจกรรมรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนออกมาลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ชุดใหม่ในปี 2567  ส่วนนายยิ่งชีพเเละเว็บไซต์ไอลอว์นั้นได้ติดตามการสมัครสว.ในตอนนั้นเเละพบว่าบางกลุ่มเมือง/บางพรรคก็ส่งผู้สมัครสว.ด้วยเเต่จำนวนมากไม่ผ่านการสรรหา

กกต.ปักธงตั้ง 7 ประเด็น ข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว. ยันไม่เลื่อนบทสรุปจบเดือน ส.ค.

กกต.ปักธงตั้ง 7 ประเด็น ข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว. ยันไม่เลื่อนบทสรุปจบเดือน ส.ค.

กกต.ปักธงตั้ง 7 ประเด็น ข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว. ยันไม่เลื่อนบทสรุปจบเดือน ส.ค.

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.26 น.

กกต.ปักธง ตั้ง 7 ประเด็นข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว. ยันไม่เลื่อนบทสรุปจบเดือน ส.ค. รับข้อหายังไม่แน่น บางประเด็นแม้อยากสอบเพิ่ม แต่สังคมกดดัน หวั่นถูกมองยื้อคดี

22 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมเซ็นทาราไลทฟ์ ศูนย์ราชการ กรุงเทพฯ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสสังคมและฝ่ายค้านยังไม่มั่นใจในการทำหน้าที่ของ กกต.ในการทำคดีฮั้ว จึงมีการนำข้อมูลออกมาตีแผ่ว่ามีกระบวนการฮั้ว สว.เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะที่มีนักการเมืองระดับสูงโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีเข้าไปมีเกี่ยวข้องนั้น

นายสิทธิโชติ ชี้แจงว่า สำนวนการสอบสวนคณะอนุกรรมการที่ 26 เป็นสำนวนตัวตั้งที่รวบรวมหลักฐานทั้งหมดไว้ หากมีการพูดถึงพยานหลักฐานใหม่ หรือพยานอื่นที่ออกมาพูดในตอนนี้ให้เห็นว่ามีการกระทำเช่นนั้นจริง ถ้าพยานเหล่านี้ไม่ได้นำเข้าสู่สำนวนในชั้นคณะอนุกรรมการที่ 26 ด้วยเหตุผลที่ไม่มาแจ้ง หรือคณะฯที่ 26 ไม่ทราบ ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะพอไม่ได้อยู่ในสำนวน อย่างที่เรียนว่าพยานหลักฐานเราต้องพิจารณาจากในสำนวน เนื่องจากพยานหลักฐานได้รับการพิสูจน์ และโต้แย้งกันจากฝั่งผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาแล้ว แต่ถ้าอยู่นอกสำนวน มันก็จะเหมือนเหตุการณ์ทุกวันนี้ ถ้ามีคนมาพูดเพิ่มเติมนอกเหนือจากพยานที่ปรากฏอยู่ในสำนวนแล้ว แม้จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่ว่าอีกฝ่ายไม่ได้แก้ข้อกล่าวหาด้วย จึงไม่สามารถนำมาพิจารณาได้

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) นำข้อมูลเก่าที่อยู่ในสำนวนออกมาตีแผ่ เพื่อให้สังคมเห็นความโปร่งใสของ กกต.หรือกลัวว่า กกต.จะเป่าคดีทิ้งกลางทาง มองเรื่องนี้เป็นการล้ำเส้นการทำงานของ กกต.หรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่านายยิ่งชีพ เอาข้อมูลนี้มาจากไหน อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลอยู่ว่าสมมุติถ้าหากข้อมูลนี้มีอยู่จริงในสำนวนส่งต่อศาลแล้วเอามาพูดต่อ ตนเกรงว่าข้อมูลดังกล่าวจะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถเตรียมตัวในการแก้ลำ ซึ่งเรื่องนี้ก็ดี 2 ทางคือ เหมือนกับพูดให้ประชาชนรู้ แต่อีกทางหนึ่งก็เป็นความเสียหายในเชิงของการดำเนินคดี ทำให้ผู้ถูกหาหรือว่าพยานหลักฐานไปถูกทำลาย หรือรู้วิธีการ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ความไม่มั่นใจในการทำหน้าที่ในคดีนี้ของ กกต.เนื่องจากมี กกต. 4 คน ที่ถูกเลือกโดย สว.ชุดนี้ อาจถูกครอบงำหรือชี้นำได้นั้น นายสิทธิโชติ กล่าวว่า กกต.ท่านเป็นคนดี ท่านเป็นคนเก่ง เพราะฉะนั้นท่านจะรู้ว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏมันมีเพียงใดที่จะพอรับฟังได้ ทุกคนมีดุลพินิจ อย่าไปกังวล เชื่อว่าทุกคนจะเห็นแก่บ้านเมือง

สำหรับความคืบหน้าในการพิจารณาคดีฮั้ว สว. นายสิทธิโชติ กล่าวว่า คืบหน้าไปพอสมควรแล้ว เราพิจารณาไปหลายข้อหา ซึ่งเราตั้งทั้งหมด 7 ประเด็น และไล่ไปเรื่อยๆ ตอนนี้เหลือเพียงปลีกย่อยและส่วนสำคัญที่ยังไม่ได้พิจารณา โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพาดพิงถึงนักการเมือง ซึ่งคาดว่าจะมีการพิจารณาในช่วงกลางเดือนหน้า

เมื่อถามอีกว่า คาดว่าในปีนี้จะเห็นความชัดเจนผลสรุปของคดีหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า แน่นอน เพราะประธาน กกต.ก็ได้วางไทม์ไลน์ไว้แล้วอยากจะให้จบภายในเดือน ส.ค.ซึ่งไม่น่าจะขยายเวลาแล้ว แม้ว่าข้อมูลจะไม่พอ แต่ถ้ากกต.ไปสั่งให้สอบเพิ่มก็เกรงว่าจะเกิดความล่าช้า ทั้งนี้อยู่ที่มติของกกต.ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร เพราะบางเรื่องคณะฯชุดที่ 26 ทำไม่ทัน ซึ่งกว่าตั้งคณะชุดนี้ได้ก็ล่วงเลยเวลามานานมากเป็นปี และคณะชุดที่ 26 ก็มีเวลาทำงานเพียงเดือน 4 แต่ที่เขาทำได้เร็วเพราะว่ากกต.ใช้อำนาจเรียกเอกสารจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) อย่าลืมว่ากกต.ไม่ได้รับโอนสำนวนจากดีเอสไอ แต่กกต.ตั้งสำนวนจากเป็นความปรากฏ  และได้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนร่วมกันระหว่าง กกต.กับดีเอสไอ ซึ่งกฎหมายให้อำนาจเราเรียกเอกสารหลักฐานในสำนวนของดีเอสไอได้ ซึ่งเราก็เรียกมาหมด ทำให้คณะทำงานได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คณะชุดที่ 26 ได้เห็นในสำนวนแล้วอยากจะสืบสวนสอบสวนต่อ แต่ไม่มีเวลาดำเนินการ เพราะสังคมมองว่าคดีล่าช้าเกินไปแล้ว จึงต้องเร่งสรุป ทั้งนี้บางสิ่ง กกต. พิจารณา ยังเห็นว่ามันไปไม่สุด ถ้าเราไปสั่งสอบเพิ่มก็จะช้า เดี๋ยวจะมีคนมาหาว่ากกต.ดึงเกม เราถูกกดดันและอยู่ในข้อกังขาของประชาชน

เมื่อมีการตั้งข้อสังเกตว่าการสอบสวนที่ไม่สมบูรณ์อาจทำให้บางคนหลุดจากคดีได้นั้น นายสิทธิโชติ กล่าวว่า สมมุติว่าเรามีพยานอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ถ้าเรามีเพิ่มเติมมาด้วยก็จะเต็มที่ แล้วพอพยานที่มีเกิดข้อสงสัยอยู่ก็เป็นไปได้ ที่ว่าเมื่อเป็นข้อสงสัยก็ไปไม่ได้” แต่หากไปสั่งสอบเพิ่มก็จะถูกมองว่าดึงเวลาให้ล่าช้า

ส่วนข้อเสนอแนะให้ส่งสำนวนฟ้องทั้งหมดให้ศาลพิจารณาและไปหาหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นศาลนั้น นายสิทธิโชติ กล่าวว่า พูดอย่างนั้นมันง่าย แต่ว่า กกต.มีไว้กลั่นกรองว่าสิ่งไหนที่ในเบื้องต้นสมควรจะไปถึงศาลหรือสมควรจะยุติแค่นี้ เพราะว่าการส่งไปหมดบางครั้งคนที่ถูกกล่าวหาและเขาไม่ควรจะต้องถูกดำเนินคดีต่อไปก็มี เพราะฉะนั้น กกต.ต้องใช้ดุลพินิจ มิฉะนั้นแล้วกกต.ก็ไม่สามารถกลั่นกรองอะไรได้

แข็งแรงทนทาน! ผบ.ทสส. ตรวจรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา แจงสร้าง ประตูคร่อม หลักเขตแดน

แข็งแรงทนทาน! ผบ.ทสส. ตรวจรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา  แจงสร้าง ประตูคร่อม หลักเขตแดน

แข็งแรงทนทาน! ผบ.ทสส. ตรวจรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา แจงสร้าง ประตูคร่อม หลักเขตแดน

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.18 น.

“ผบ.ทสส.” ตรวจรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ”กองทุนหทัยทิพย์“ พลสภาพแข็งแรงทนทาน แจงสร้าง “ประตูคร่อม” หลักเขตแดน หวั่น “กัมพูชา” ร้อง “ไทย” สร้างผบกระทบ ชี้ยังมี JBC ในอนาคต แม้ไม่ใช่เร็ววัน รับลูก “กต.-รัฐบาล” ชะลอคุยเขตแดนทางบก เดินหน้าคุยทางทะเลภายใต้ UNCLOS ชี้เป็นพื้นที่ตรงกลาง ย้ำอย่าไปอยู่ในจุดที่เขาอยากให้เราคุย

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่บริเวณบ้านแหลม ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.)เดินทางไปยังพื้นที่ก่อสร้างรั้วความมั่นคงชายแดนไทย–กัมพูชา ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน และรับฟังบรรยายสรุปความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างรั้วความมั่นคงชายแดนไทย–กัมพูชา

พร้อมชี้แจงที่มาของโครงการก่อสร้างรั้วต้นแบบบริเวณชายแดน หลังถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องการใช้งบประมาณ โดยระบุว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่ในระยะแรกได้รับการสนับสนุนจาก “กองทุนหทัยทิพย์” ซึ่งสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานเงินสนับสนุน โดยเงินของกองทุนมาจากการร่วมบริจาคของประชาชน เพื่อนำมาจัดทำรั้วต้นแบบในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เห็นรูปแบบจริง และใช้เป็นต้นแบบสำหรับการดำเนินงานในอนาคต

นอกจากนี้กองทุนหทัยทิพย์ ยังสนับสนุนการก่อสร้างบังเกอร์สำหรับกำลังพล ซึ่งออกแบบให้มีคุณลักษณะพิเศษด้านการป้องกันภัย พร้อมเสริมความแข็งแรงด้วยกระสอบทราย และวัสดุป้องกันอื่น ๆ รวมถึงการสร้างหลุมหลบภัยด้วยบล็อกคอนกรีต และอุปกรณ์ป้องกันภัยให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน โรงเรียน และชุมชน โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่า ทั้งหมดเป็นพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และเกิดจากน้ำใจของประชาชนไทยที่ร่วมบริจาค

พลเอก อุกฤษฎ์ ระบุว่า ที่ผ่านมาไม่ได้ให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชน เพราะต้องการรอให้โครงการมีความชัดเจนและพิสูจน์ได้ถึงความมั่นคงปลอดภัยก่อน จึงเปิดเผยรายละเอียดในวันนี้ หลังผ่านการทดสอบ และประเมินตามหลักวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมแล้ว ยืนยันว่า รั้วมีความสูงมากกว่าศีรษะคนประมาณ 2 คน และเลือกใช้วัสดุที่มีความแข็งแรงทนทาน

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่า รั้วดังกล่าวเป็นเพียงต้นแบบ ซึ่งจะนำไปพัฒนาต่อในอนาคต โดยในพื้นที่ที่ยังมีข้อจำกัด หรืออาจต้องปรับเปลี่ยนภายหลัง จะใช้เครื่องกีดขวางแบบกึ่งถาวรเป็นมาตรการชั่วคราว เพื่อดูแลความปลอดภัยของกำลังพล และประชาชนก่อน พร้อมระบุว่า การเปิดเผยโครงการครั้งนี้เปรียบเสมือนการ “Soft Opening” เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน แม้อาจให้ข้อมูลล่าช้ากว่าที่หลายฝ่ายคาดหวัง แต่ต้องการให้ข้อมูลที่ชัดเจน และตรวจสอบได้ ทั้งนี้ในวันที่ 10 สิงหาคม จะมีการถวายรายงานความคืบหน้าต่อองค์ประธานมูลนิธิจุฬาภรณ์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมรับฟังการถวายรายงานความคืบหน้าด้วย

ส่วนแผนการขยายการก่อสร้างรั้วในพื้นที่อื่น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ระบุว่า แนวชายแดนไทยมีลักษณะภูมิประเทศแตกต่างกัน ทั้งสันปันน้ำ คลอง และเส้นตรง จึงต้องพิจารณาเป็นรายพื้นที่ โดยยึดหลักว่า เลือกดำเนินการเฉพาะจุดที่เกิดประโยชน์และ “ต้องไม่เกิดปัญหาในอนาคต” เพื่อหลีกเลี่ยงภาระ หรือข้อพิพาทที่ไทยอาจต้องกลับมาแก้ไขเองในภายหลัง

สำหรับข้อเสนอที่ให้สร้างไปก่อนแล้ว ค่อยรื้อถอนหากมีปัญหา พลเอก อุกฤษฎ์ ยอมรับว่า สามารถทำได้ เปรียบเทียบกับกำแพงเบอร์ลินที่เคยถูกรื้อถอน แต่ย้ำว่า การตัดสินใจสร้าง ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะหากสร้างแล้วกลายเป็นภาระ หรือปัญหาในอนาคต ก็ไม่ควรดำเนินการ อย่างไรก็ตาม หากเป็นพื้นที่ที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายไทยก็พร้อมเดินหน้าต่อ โดยยกตัวอย่างพื้นที่ต้นแบบแห่ง นี้ที่มีการตกลงตำแหน่งหลักเขตแล้ว แม้รายละเอียดแนวเส้นระหว่างหลักเขตบางช่วงยังอยู่ระหว่างการหารือ

พลเอก อุกฤษฎ์ ยังกล่าวว่า ทุกพื้นที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมชื่นชม กอ.รมน. จังหวัด หน่วยงานราชการ ฝ่ายปกครอง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ร่วมกันสร้างความเข้าใจกับประชาชนจนสามารถขับเคลื่อนโครงการได้ พร้อมย้ำว่ารั้วต้นแบบแห่งนี้จะเป็น “โมเดล” หรือห้องทดลองของประเทศไทย เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เรียนรู้ก่อนนำไปใช้ในพื้นที่อื่น

สำหรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนหน้านี้เรื่องการสร้างรั้วกำแพง ที่อาจมีการเข้าใจผิดในบางจุด พลเอก อุกฤษฎ์ กล่าวว่า ไม่อยากมองว่า เป็นการบิดเบือนข้อมูล เพราะประชาชนจำนวนมากอาจได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือสั้นเกินไป จึงเกิดการตีความแตกต่างกัน ซึ่งเป็นธรรมชาติของยุคข่าวสารที่ทุกคนเข้าถึงและเผยแพร่ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญคือ การนำข้อคิดเห็นเหล่านั้นมาวิเคราะห์ และปรับปรุงการทำงาน ไม่ใช่ปฏิเสธเสียงสะท้อนจากสังคม

ส่วนการเปิดให้ประชาชนเข้าชมรั้วชายแดนในอนาคตนั้น พลเอก อุกฤษฎ์ ระบุว่า ยังต้องประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคง และความปลอดภัยก่อน เพราะพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นพื้นที่อ่อนไหว

นอกจากนี้ยังมีการ ติดตั้งเครื่องกีดขวางชั่วคราว (ลวดหนามหีบเพลง) ในพื้นที่ที่ ยังไม่มีการตกลงเขตแดนชัดเจน เพื่อปกป้องกำลังพล และประชาชนในพื้นที่ด้วย 

พลเอก อุกฤษฎ์ กล่าวว่า  การสร้างรั้วครั้งนี้ เพื่อดูแลความสงบดูแลความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยของประชาชน พร้อมปกป้องอธิปไตยของประเทศไทย สิ่งที่เกิดขึ้นตนอยากให้เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ ที่จะอยู่ร่วมกันต่อไปในอนาคต แต่ผลของการเรียนรู้ก็อยู่ที่ทั้งสองฝ่ายต้องให้ความร่วมมือด้วยความจริงใจซึ่งกัน และกัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกระทำอยู่ฝ่ายเดียว และไม่ได้รับความร่วมมือจากอีกฝ่าย ความสำเร็จจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งการแสดงออกถึงความความจริงใจนั้นต้องชัดเจน เราถึงจะเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกัน

“ในอนาคต จึงอยากฝากทุกคนที่เกี่ยวข้องว่า ทุกคนมีสิทธิ์เลือกทางเดินของตัวเอง ซึ่งการที่จะเลือกทางเดินของตัวเองนั้นก็ให้มองถึงประชาชน และอนาคตของแต่ละประเทศ อย่าพิจารณาถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้น ๆ ฉะนั้นการที่จะตกลงใจในการเลือกทางเดินแบบไหน เราก็พร้อมที่จะเดินไปกับคุณ ดังนั้นอนาคตข้างหน้าระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเป็นยังไง ก็อยู่ในทางที่คุณเลือกนั่นเอง” ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าว

พลเอก อุกฤษฎ์ ยังกล่าวถึงเหตุผลที่ต้องทำประตูบานพับบริเวณหลักเขตแดนที่ 52 เพราะหลักเขตแดนจะเป็นข้ออ้างอิงตามกฎหมายระหว่างประเทศ หากเราไปกระทำสิ่งใด แล้วเขาไปพูดว่า เราไปสร้างผลกระทบต่อหลักเขต ก็จะมีประเด็นอื่นขึ้นมา ดังนั้นเราต้องแสดงให้เห็นว่า บริเวณนี้เราไม่ได้ไปเกี่ยวข้อง แต่เราก็รักษาสิทธิของเราไว้ชัดเจน ซึ่งเดิมบริเวณนี้เราก็คิดหนักว่า จะใช้วิธีใด โดยเดิมทีจะใช้วิธีคร่อมปิดเอาไว้เลย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ เรามีคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ซึ่งจะต้องมีการสำรวจ อันนี้หมายถึงอนาคต ไม่ใช่ในเร็ววันนี้ ซึ่งจะต้องทำเผื่อไว้ หากปิดไปเลย เมื่อถึงเวลาก็ต้องมาเจาะ มารื้อ มาทุบ 

เมื่อถามว่า เห็นด้วยกับที่กระทรวงการต่างประเทศ และรัฐบาล ให้ชะลอการพูดคุยเขตแดนทางบก โดยเอาเรื่องทางทะเล ภายใต้กฎหมายอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ  UNCLOS ก่อนหรือไม่ พลเอก อุกฤษฎ์ ถามกลับว่า

“เราจะไปอยู่ในพื้นที่เขาไหม ไม่ไปหรอก เรื่องอะไร เราจะไปพื้นที่เขา ต้องมาคุยในพื้นที่กลาง อย่าไปอยู่ในจุดที่เขาอยากให้เราคุย“ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าว 

กมธ.พลังงาน วุฒิฯ เสนอหลักการแก้ปัญหาค่าไฟสาธารณะ ใครเป็นผู้ใช้ คนนั้นเป็นผู้จ่าย

กมธ.พลังงาน วุฒิฯ เสนอหลักการแก้ปัญหาค่าไฟสาธารณะ ใครเป็นผู้ใช้ คนนั้นเป็นผู้จ่าย

กมธ.พลังงาน วุฒิฯ เสนอหลักการแก้ปัญหาค่าไฟสาธารณะ ใครเป็นผู้ใช้ คนนั้นเป็นผู้จ่าย

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.02 น.

กมธ.พลังงาน วุฒิฯ เสนอหลักการแก้ปัญหาค่าไฟสาธารณะ ใครเป็นผู้ใช้ คนนั้นเป็นผู้จ่าย

เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2569  นายพรเพิ่ม ทองศรี สว.ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพลังงาน วุฒิสภา แถลงเรื่อง “ค่าไฟแฝง” ว่า กมธ.ได้ตั้งคณะทำงานพิจารณาติดตามตรวจสอบต้นทุนค่าไฟฟ้าแฝงที่มีผลต่อราคาค่าไฟ เพื่อพิจารณาตรวจสอบหลักเกณฑ์การกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า ทั้งในส่วนของต้นทุนระบบผลิตไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า ระบบจำหน่ายไฟฟ้า และการให้บริการ โดยมีการเชิญหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลแก่คณะทำงาน อาทิ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง กิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงบประมาณ ฯลฯ เห็นว่า ในการแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าสาธารณะที่เกิดขึ้น ควรพิจารณาให้เป็นไปตามหลักการ “ผู้ใช้เป็นผู้จ่าย” และแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะเป็นประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทใหม่ให้มีความชัดเจน พร้อมเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ดังนี้

1. การบริหารจัดการค่าไฟฟ้าสาธารณะในอนาคตควรดำเนินไปภายใต้หลักการสำคัญว่า “ผู้ใดใช้บริการ ผู้นั้นเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย” เพื่อให้การจัดสรรภาระค่าใช้จ่ายเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และสะท้อนต้นทุนการให้บริการที่แท้จริง ทั้งยังช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถวางแผนงบประมาณและบริหารทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หลักการดังกล่าวมุ่งสร้างความชัดเจนในบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน ลดความซ้ำซ้อนในการรับภาระค่าใช้จ่าย และส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าในระยะยาว การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายสามารถที่จะบริหารจัดการการสูญเสียในระบบจำหน่ายได้ถูกต้องมากขึ้น

2. ปัจจุบัน หน่วยงานที่รับผิดชอบภาระค่าไฟฟ้าสาธารณะให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายได้ติดตั้งมิเตอร์วัดหน่วยการใช้ไว้แล้ว คิดเป็นเงินรวม 19,000 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ย 0.0983 บาท/หน่วย ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หมายความรวมถึงกิจการไฟฟ้าสวัสดิการฐานทัพเรือสัตหีบ ยังไม่มีภาระค่าใช้จ่ายในการปักเสาและพาดสายไฟฟ้าสาธารณะ คิดเป็นเงินรวมประมาณ 2,030 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ย 0.0105 บาท/หน่วย คิดตามอัตราค่าไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่ เพียงแต่ยังมิได้เก็บเงินค่าไฟฟ้าเนื่องจากได้รับการผ่อนผันตามมติ ครม. ซึ่งหากปรับปรุงมติ ครม. ดังกล่าว รายได้จะเพิ่มขึ้นสุทธิ 17,000 ล้านบาท/ปี คิดเป็น 0.0878 บาท/หน่วย แล้วจะสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง ในการให้บริการไฟฟ้าทั้งหมดในภาพรวมของประเทศ ดังนั้น จากแนวทางดังกล่าว หากมีการปรับระบบการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับหลักการข้างต้น จะส่งผลให้ฐานะทางการเงินของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 17,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปัจจุบัน หากการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายมีรายได้เกินเกณฑ์ฐานะการเงินที่กำหนดไว้ (ROIC) กิจการหลักไม่เกิน ร้อยละ 4.26 แล้ว ดังนั้นรายได้ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวจะสามารถนำไปลดค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของประเทศได้ประมาณ 0.0878 บาทต่อหน่วย คำนวณจากปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 193,397 ล้านหน่วยต่อปี ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

3. ในด้านการลดภาระงบประมาณของภาครัฐ ได้เสนอให้กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินมาตรการ Demand Side Management (DSM) โดยเร็ว โดยเฉพาะการทยอยเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าแสงสว่างเป็นหลอดไฟ Light Emitting Diode : LED ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้พลังงานน้อยกว่าหลอดส่องสว่างแบบเดิมที่เป็นหลอดโซเดียมความดันสูง (High Pressure Sodium หรือ HPS) เป็นหลอดไฟประเภทปล่อยประจุความเข้มสูง (H I D) ที่ให้แสงสีเหลืองอมส้ม และหลอด LED ในปัจจุบันมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าเมื่อเทียบกับหลอดไฟแบบเดิม โดยสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ  ร้อยละ 52 การดำเนินมาตรการดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว แต่ยังช่วยลดภาระในการบำรุงรักษา เพิ่มความสว่างและความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ ตลอดจนสนับสนุนเป้าหมายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

4. สำหรับแนวทางการดำเนินงาน เสนอให้เริ่มใช้อัตราค่าไฟฟ้าสาธารณะตั้งแต่รอบบิลค่าไฟฟ้าประจำเดือนต.ค.69 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของปีงบประมาณ ปี70 โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เงินงบประมาณคงเหลือ (เหลือจ่าย) มาดำเนินการก่อน หากงบประมาณยังไม่เพียงพอ ขอให้มีมติให้บันทึกเป็นหนี้ค้างรับกับการไฟฟ้า และจัดทำคำของบประมาณเพื่อชำระหนี้พร้อมของบประมาณใหม่ในปีงบประมาณ ปี 71 แนวทางนี้จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่กระทบต่อการให้บริการสาธารณะ และเปิดโอกาสให้หน่วยงานสามารถปรับตัวตามโครงสร้างค่าใช้จ่ายใหม่ได้อย่างเหมาะสม

5. นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้กำหนดนิยามของค่าไฟฟ้าสาธารณะให้ชัดเจนเป็นแนวทางเดียวกันทุกการไฟฟ้า จะหมายความรวมถึงการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) หรืออุปกรณ์สาธารณะอื่น ๆ บนเสาไฟฟ้าสาธารณะด้วยหรือไม่ และพิจารณาประเภทไฟฟ้าสาธารณะให้แก่หน่วยงานนิติบุคคล หมู่บ้านจัดสรร คอนโด ที่จัดบริการให้ลูกบ้านด้วย เพื่อความเป็นธรรม เพราะบ้านอยู่อาศัยในโครงการเหล่านั้น ได้ร่วมกันจ่ายค่าไฟฟ้าสาธารณะเป็นประจำทุกเดือนสำหรับไฟฟ้าแสงสว่างตามท้องถนนจนมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน กลับต้องมาจ่ายค่าไฟฟ้าส่วนกลางของนิติบุคคลเพิ่มเติมอีก

6. พิจารณาการแบ่งปันรายได้จากการใช้โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ เช่น การติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) หรืออุปกรณ์สาธารณะอื่น ๆ บนเสาไฟฟ้าสาธารณะ โดยแบ่งรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในสัดส่วนที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น 70 : 30 เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันระหว่างหน่วยงานเจ้าของพื้นที่และหน่วยงานผู้ให้บริการ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในการดูแล บำรุงรักษา และพัฒนาระบบไฟฟ้าสาธารณะให้มีความมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

7. การกำหนดประเภทอัตราค่าไฟฟ้าสาธารณะ สามารถดำเนินการได้เป็น 2 ระยะ ระยะแรกกำหนดให้ใช้อัตราค่าไฟฟ้าส่วนราชการเช่นเดียวกับที่เคยมีการใช้งานมาในอดีต โดยยกเว้นยกเว้นการเก็บค่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Demand Charge) ที่เป็นตัวคำนวณการเก็บค่าไฟฟ้าขั้นต่ำ (Minimum Charge คิด ร้อยละ 70  ของค่า Demand Charge สูงสุดในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา) เพราะ อปท. ประสบปัญหาค่าไฟฟ้าแสงสว่างของสนามกีฬาตามธรรมชาติที่เปิดใช้งานในช่วงหัวค่ำ (18.00-22.00 น.) ที่ยังอยู่ในช่วง Peak (09.00-22.00 น. ของวันจันทร์ – ศุกร์) ด้วย ก็จะบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าของ อปท. ได้ ในส่วนของระยะที่สอง ให้ศึกษาพร้อมกันกับการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ ปี 2570-2574 ตามที่ กพช. มีมติให้ดำเนินการต่อไป

นายพรเพิ่ม กล่าวว่า กมธ.จะนำข้อเสนอแนะของคณะทำงานฯ ปรึกษาหารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าสาธารณะ ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดภาระค่าไฟฟ้าของประเทศ และสนับสนุนการบริหารงบประมาณภาครัฐให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด เพื่อตอบสนองต่อประโยชน์ของประชาชนในระยะยาวอย่างแท้จริง

นายกฯ มอบนโยบายความมั่นคงผู้นำท้องถิ่นภาคตะวันออก ลั่น พร้อมเป็นแบ็กหนุนจนท.ปราบโกง

นายกฯ มอบนโยบายความมั่นคงผู้นำท้องถิ่นภาคตะวันออก ลั่น พร้อมเป็นแบ็กหนุนจนท.ปราบโกง

นายกฯ มอบนโยบายความมั่นคงผู้นำท้องถิ่นภาคตะวันออก ลั่น พร้อมเป็นแบ็กหนุนจนท.ปราบโกง

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

นายกฯ มอบนโยบายความมั่นคงผู้นำท้องถิ่นภาคตะวันออก เปรียบในพื้นที่มีคนทำชั่วเหมือนโดนเท้าลูบหัว ปลุกต้องไม่ยอม ลั่น ใช้สัญญาลูกผู้ชายรบ.เป็นแบ็ก หนุนจนท.จัดเต็มสุดซอย ล่าคนทำลายประเทศ บอก มีคนกระซิบ นายอําเภอเอาจริง ยาเสพติดไม่เข้าหมู่บ้าน ชี้ ผู้ว่าฯ-ผบก.ภ.จว. ถูกกันหรือไม่ต้องทํางานร่วมกัน ถือเป็นKPI นำร่องโมเดล จัดสัมมนาระดับอำเภอ-ผกก.ภูธร 

เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2569 ที่ห้องสัมมนาลอยฟ้า ฮอลล์ 1 สวนนงนุชพัทยา อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมมอบนโยบาย “การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในพื้นที่จังหวัดชลบุรี” โดยมีพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง 
นายกัมพล ตันสัจจา ผู้อำนวยการบริษัทนงนุชแลนด์สเคป แอนด์ การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด และนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี  กำนัน ผู้ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารท้องถิ่นในจังหวัดชลบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ร่วมด้วย

โดยนายกฯ กล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า การมาพบกันในวันนี้ถือว่าคุ้มค่ามากในการมาในสถานที่แห่งนี้ ในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทยไม่ได้มีเฉพาะ ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดชลบุรี แต่มีข้าราชการที่มาจากจังหวัดใกล้เคียงในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย ถือเป็นโอกาสสำคัญที่เราได้มาร่วมกันหารือและกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจความมั่นคงของรัฐบาลเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันภัยคุกคามต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากด้านความมั่นคงมีความซับซ้อนและมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน คุณภาพชีวิตของประชาชนตลอดจนความเชื่อมั่นต่อการบังคับใช้กฎหมายของรัฐ การให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามทุกรูปแบบ 

จะเห็นได้ว่าเวลาที่ที่ท่านไปดำเนินการปราบปราม การกระทำผิดกฎหมายจับกุมสแกมเมอร์ทำลายบ่อนการพนัน ไม่เคยมีใครได้รับโทรศัพท์ลึกลับ ไม่เคยมีใครถูกถามว่ารู้ไหมว่าคนที่ท่านจับอยู่เป็นใคร โรคความจำเสื่อมหายไปหมดแล้วเพราะรัฐบาลให้ความเชื่อมั่นและให้การสนับสนุน ถ้าภาษาวัยรุ่นอย่างพวกเราคือสุดซอยกับพวกที่กระทำผิดกฎหมาย ไม่เคารพกฎหมายเราจะเรียกตัวเราเองว่าเป็นข้าราชการของแผ่นดินเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เป็นผู้คุ้มครองประเทศเป็นผู้รักษากฎหมายเป็นนักปกครองไม่ได้ถ้าเราปล่อยให้คนที่กระทำสิ่งที่ผิดกฎหมายลอยนวลหรือสามารถทำในสิ่งที่เขาต้องการทำโดยที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายทั้งที่พวกเรามีหน้าที่รักษากฎหมาย ถ้าพูดกันตรงๆ มาทำสิ่งชั่วร้ายบนหัวของพวกเรา ซึ่งเราไม่ยอมเด็ดขาด ประเพณีของเราใครมาจับหัวเราก็ไม่ยอมอยู่แล้ว ไม่ต้องทำความชั่วร้ายแต่นี่มาทำความชั่วร้ายอยู่บนพื้นที่ที่เราต้องรับผิดชอบดูแลทำผิดกฎหมาย อันนี้ไม่ใช่เอามือลูบหัวต้องถือว่าเขาเอาเท้าลูบหัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครยอมได้เป็นอันขาด นึกสภาพว่าถ้าคนเอาเท้ามาโดนศีรษะเรา เราจะตอบสนองอย่างไร ฉะนั้นพวกผิดกฎหมายเหล่านีมันจะต้องเกรงกลัวแล้วจะต้องไม่ทำสิ่งเหล่านั้นนี่คือวิธีการทำงานของรัฐบาลนี้ต่อผู้ที่คิดว่าจะทำผิดกฎหมายและท้าทายกฎหมาย 

นายกฯ กล่าวต่อว่า จ.ชลบุรีเป็นเมืองท่องเที่ยวเป็นเมืองเศรษฐกิจเงินสะพัด ประชาชนในจังหวัดมีคุณภาพชีวิตที่ดี  ส่งเสริมให้ลูกหลานมีการศึกษาที่ดี ไม่ใช่ว่าจะมีกลไกสีดำ สีเทาบางอย่างคอยทำให้รายได้ของพวกเขาเหล่านี้ถูกเจียดออกไปแล้วทำให้อนาคตของพวกเขามีความลำบาก ฉะนั้นเรื่องนี้ตนต้องขออนุญาตเราต้องรักษามาตรการและยกระดับในเรื่องของความปลอดภัยและการป้องกันอาชญากรรมให้อยู่ในระดับที่ต้องถือว่าเป็นต้นแบบให้ได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน เสริมสร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศ ย้ำว่ารัฐบาลพร้อมอย่างเต็มที่แล้วสนุกด้วยที่จะเห็นท่านไปทำการคุ้มครองความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนจัดเต็มสุดซอย สำหรับคนที่ทำลายประเทศชาติ คนที่ไม่เคารพกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่เคารพกฎหมายในยุคที่พวกท่านถือกฎหมาย

ฉะนั้นสิ่งนี้คือสิ่งที่รัฐบาลขอร้องขอให้ท่านได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ ตนให้การรับประกัน ตนไม่ใช่คนที่มีอำนาจสูงสุด มีบารมีมากที่สุด หรือมีอิทธิพลสูงสุดในประเทศนี้ คนสูงสุดในประเทศนี้มีอีกเยอะ แต่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล ฉะนั้นตนคิดว่าในระดับที่ตนรับผิดชอบรัฐบาลนี้ ตนให้คำยืนยันว่าการกระทำต่างๆของท่าน เพื่อปราบปรามป้องกันไม่ให้สิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้เกิดขึ้นในเขตความรับผิดชอบของท่าน จะไม่มีเหตุใด สิ่งใดที่จะทำให้หน้าที่การงานของท่านตำแหน่งของท่าน สถานะของท่านจะได้รับผลกระทบ ถ้าจะทำให้ได้รับผลกระทบคือกระทบให้สูงขึ้นจากการปฎิบัติหน้าที่ที่ทุ่มเทเสียสละเพื่อประชาชน ถือว่าวันนี้เรามามีสัญญาลูกผู้ชายต่อกัน ทุกท่านที่อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ถือกฎหมายทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องบำบัดทุกข์ บำรุงสุขพิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล สโลแกนที่เราตกลงกันไว้มีความชัดเจน ไม่ต้องแปลความไม่ต้องกลับมาถามว่าทำได้แค่ไหน เพราะวันนี้ทุกคำที่ตนได้มอบหมายให้กับท่านในฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาลก็คือจัดเต็มและสุดซอยกับผู้ที่ทำผิดกฎหมาย

นายกฯ กล่าวอีกว่า ดังนั้นนโยบายในการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคง ความปลอดภัยของประชาชนมีอยู่ 3 มิติสำคัญ คือ 1.มิติด้านการป้องกันขอให้ผวจ.และผู้การตำรวจภูธรจังหวัด เดี๋ยวคนก็ตีความว่านายกฯพูดแต่จ.ชลบุรี ภาคใต้ไม่เกี่ยว อีสานไม่เกี่ยวแต่พูดตรงนี้ขอให้เป็นนโยบายครอบคลุมไปทั่วประเทศให้เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการทำงานแบบทีมจังหวัดบูรณาการรวบรวมความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเชื่อมโยงข้อมูลวิเคราะห์สถานการณ์และวางแผนการปฏิบัติเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้ภาคีเครือข่ายในทุกที่เป็นกำลังในการเฝ้าระวังแจ้งเตือนสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องยาเสพติด เรื่องอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและกลุ่มผู้มีอิทธิพลเพื่อป้องกันและสกัดกั้นปัญหาตั้งแต่ต้นทาง โดยยึดถือเป้าหมายสำคัญในการปฏิบัติงาน 

นายกฯ กล่าวต่อว่า 2.มิติด้านการปราบปรามทุกหน่วยงานจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังเด็ดขาดและต่อเนื่อง และความเสมอภาคทางกฎหมาย ยึดหลักนิติธรรมเราไม่ทำอะไรนอกเหนือกฎหมาย ความจริงกฎหมายเรามีเพียงพอถ้าเราใช้อย่างเต็มที่ โดยที่ไม่หวั่นเกรงต่ออิทธิพล เราไม่ต้องการให้ใครดวลปืนหรือใครมายิงกันหรือเอาชีวิตกัน แต่เราต้องการให้เขา ได้อยู่ภายใต้กฎหมาย เมื่อเขาไม่เคารพกฎหมายท้าทายกฎหมายเขาก็จะได้รับโทษภายใต้กฎหมายเท่านั้นตนไม่ขออะไรมากกว่านี้ ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องทำมากกว่านี้ ถ้าเขาได้รับโทษานุโทษจากการกระทำของเขาภายใต้กฎหมายแล้วนั้นเราก็ต้องถือว่าเราได้ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรมแล้ว 

นายกฯ กล่าวต่อว่า 3. การช่วยเหลือประชาชน ให้ทุกหน่วยยกระดับการให้บริการประชาชน โดยให้ศูนย์ดำรงธรรมเป็นกลไกหลักในการรับเรื่องร้องเรียนและติดตามการแก้ไขปัญหา พร้อมยกระดับการให้บริการของสถานีตำรวจทุกแห่ง เพิ่มประสิทธิภาพการรับแจ้งเหตุ การจัดกำลังสายตรวจ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ดังนั้นภารกิจจะตกหนักอยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นสำคัญ เพราะท่านคือผู้ที่มีหน้าที่ประสานงานท่านจะบอกว่าหน้าที่เป็นของตำรวจทหารและอัยการหรือกรมศุลกากรถูกต้องแต่ท่านต้องมีหน้าที่ไปทำให้เขาได้ใช้กฎหมายอย่างเต็มที่นี่คือสิ่งที่ตนอยากจะเน้นย้ำในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย ทั้งนี้มาตรการปราบยาเสพติด 90 วันพิฆาตยาเสพติด ผ่านปฏิบัติการ Operation 90 Days พิฆาตยาเสพติดตัดวงจรการค้า การลำเลียง การเสพยาเสพติด ขอให้จังหวัดทำงานร่วมกันเหมือนกับเรื่องการปราบปรามผู้มีอิทธิพล

“มีคนกระซิบผมถ้านายอำเภอเอาจริงเอาจังยาเสพติดไม่มีทางเข้าไปในอำเภอ หมู่บ้าน ตำบลได้ ผมเชื่อ ถ้าแค่นายอำเภอเอาจริงเอาจังอย่างเต็มที่ทำความเข้าใจกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ของท่านชุมชนเหล่านั้นเป็นตำบลสีขาวยังไงก็ลดลง และการประชุมระหว่างผวจ. และผู้บังคับการตำรวจภูธรเป็นส่วนหนึ่งของเคพีไอด้วยต้องทำงานร่วมกัน เพราะถือเป็นหน้าที่ ไม่ว่าจะถูกกันหรือไม่ถูกกัน แต่เมื่อสวมใส่เครื่องแบบและเข้ารับหน้าที่ผวจ.แล้วและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด แล้วไม่มีทางเลือกอื่นต้องรวมตัวกันทำงานเพื่อประชาชน โดยหลังจากนี้ผมจะขยายความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครองกับตำรวจกับตำรวจจากเดิมในระดับจังหวัดจะให้ไปถึงระดับอำเภอทั้ง 8,000กว่าอำเภอ โดยจะจัดสัมมนานายอำเภอและผู้กำกับการตำรวจภูธรในพื้นที่ โดยแบ่งเป็นแต่ละภาค“นายกฯ กล่าว

สีหศักดิ์ หารือ รมว.กต.เกาหลี ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ

สีหศักดิ์ หารือ รมว.กต.เกาหลี ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ

สีหศักดิ์ หารือ รมว.กต.เกาหลี ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.45 น.

“สีหศักดิ์” หารือ “รมว.กต.เกาหลี” ยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับเกาหลีในทุกมิติ

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือทวิภาคีกับนายโช ฮย็อน (Cho Hyun) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

ทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นในการยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐเกาหลีในทุกมิติ และเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงทางออนไลน์ ผ่านความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย การเสริมสร้างศักยภาพ และความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

โดยทั้งสองฝ่ายพร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง และยังได้หารือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ โดยไทยสนับสนุนการเร่งรัดการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (CEPA)

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค รวมถึงสถานการณ์ในเมียนมา และสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ในโอกาสนี้ ฝ่ายสาธารณรัฐเกาหลีขอบคุณสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งฝ่ายไทยย้ำความพร้อมสานต่อการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

ปธ.กกต. ไม่หนักใจ กระแสสังคมกดดันคดีฮั้ว สว. ให้ส่งศาลทั้งหมด ชี้ทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐาน

ปธ.กกต. ไม่หนักใจ กระแสสังคมกดดันคดีฮั้ว สว. ให้ส่งศาลทั้งหมด ชี้ทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐาน

ปธ.กกต. ไม่หนักใจ กระแสสังคมกดดันคดีฮั้ว สว. ให้ส่งศาลทั้งหมด ชี้ทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐาน

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.20 น.

“ประธาน กกต.”บอกไม่หนักใจ กระแสสังคมกดดันคดีฮั้ว สว. ให้ส่งศาลทั้งหมด ชี้ทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐาน เผยคืบหน้าเกินครึ่ง เป็นไปตามไทม์ไลน์ ย้ำ กกต.จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด โยนถามเลขาฯ ปมประเมินผลงาน ด้าน”แสวง”ปิดวาจา

22 กรกฎาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนการทุจริตการเลือก สว.ในวันเลือกระดับประเทศ ว่า การพิจารณาเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ โดยเหลือการพิจารณาสำนวนอีก 4 ครั้ง ซึ่งมีความคืบหน้าไปมากแล้ว

ส่วนกรณีที่พรรคประชาชนและกลุ่ม iLaw นำข้อมูล การเลือก สว.ระดับ จ.สุราษฎร์ธานี ออกมาเปิดเผย และพบว่ามีบุคคลทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น ได้มีอยู่ในสำนวนด้วยหรือไม่ นายณรงค์ ระบุว่า ตนไม่ทราบว่า เขาเอาข้อมูลอะไรไปบ้าง แต่กกต.ก็พิจารณาในสำนวนทั้งหมด ขอให้วางใจ กกต.พิจารณาเป็นไปตามไทม์ไลน์ ไม่มีอะไรน่าหนักใจ ทุกอย่างอยู่ในสำนวน

ส่วนการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองและภาคประชาชน ที่มีการกดดันให้ กกต.ส่งศาลทั้งหมดนั้น นายณรงค์ ย้ำว่า กกต.พิจารณาตามพยานหลักฐานโดยไม่ได้คิดว่าเป็นการกดดัน เราทำตามหน้าที่ของเรา และจะทำให้ดีที่สุด

สำหรับกรณีการประเมินผลการปฏิบัติงานในปี 2568 ของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.นั้น ประธาน กกต.หัวเราะพร้อมกล่าวว่า “ให้ไปถามเลขาฯ” ขณะที่นายแสวง ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในกรณีดังกล่าว

อนุทิน เดินหน้าฟ้อง ยิ่งชีพ iLaw ไม่มียอมความ บอกมีหลายครั้งแล้ว ทีหลังก่อนพูดได้คิดบ้าง

อนุทิน เดินหน้าฟ้อง ยิ่งชีพ iLaw ไม่มียอมความ บอกมีหลายครั้งแล้ว ทีหลังก่อนพูดได้คิดบ้าง

อนุทิน เดินหน้าฟ้อง ยิ่งชีพ iLaw ไม่มียอมความ บอกมีหลายครั้งแล้ว ทีหลังก่อนพูดได้คิดบ้าง

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.40 น.

“อนุทิน”เดินหน้าฟ้อง”ยิ่งชีพ iLaw”หมิ่นประมาท ไม่มียอมความ บอกมีหลายครั้งแล้ว ทีหลังก่อนพูดได้คิดบ้าง มองเดินเกมเพราะกลัว ภท.ได้ดี เย้ยอาจผิดหวังกลัวอะไรบางอย่าง ยันไม่เกี่ยวข้อคดีฮั้ว สว. ไม่ได้ทำจะไปกังวลอะไร

22 กรกฎาคม 2569 ที่สวนนงนุชพัทยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเตรียมฟ้องหมิ่นประมาทกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่กล่าวหาบุคคลพรรคภูมิใจไทย 9 คน มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.โดยมีชื่อนายอนุทิน รวมอยู่ด้วย ว่า ตามกฎหมายการจะพูดกล่าวหาใครต้องมีหลักฐานชัดเจน เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมและยังไม่มีการส่งฟ้อง แล้วเขาเป็นใครเที่ยวมาพิพากษาแล้วมาเอ่ยชื่อแบบนั้นทำให้คนได้รับความเสียหาย เมื่อดูจากรายงานก็อ้างถึงพยานคนโน้นพูดอย่างนี้ และพยานที่อ้างคือใคร เราก็เคารพกันทุกคนมีสิทธิที่จะพูดแต่พูดอะไรต้องรับผิดชอบ

เมื่อถามว่า มองนายยิ่งชีพ มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่รู้จะพูดอย่างไร วัตถุประสงค์คงไม่อยากให้พวกผมได้ดี อาจมีความผิดหวังอะไรอย่างนี้”

เมื่อถามว่า มองว่ามีการเมืองอยู่เบื่องหลังหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่คิดไม่เสียเวลาคิด เราก็มีกฎหมายทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ถ้าใครมีเจตนาไม่ดีก่อให้เกิดความเสียหาย ทำให้เกิดความแตกแยกของสังคม ความชิงชังซึ่งกันและกันเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ในประเทศนี้ ทุกคนต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง

เมื่อถามว่า นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามถึงเงินบริจาคให้ iLaw ว่ามาจากต่างชาติ และใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นายศุภชัยได้รับมอบหมายจากพรรคให้ไปดำเนินคดี ท่านก็มีแนวทางวิธีการดำเนินการไป สมัยก่อนมีแบบนี้เยอะถึงเวลาฟ้องไปแล้วก็มาขอประนีประนอมขอศาลให้เมตตาแต่ครั้งนี้คงไม่ เพราะหลายครั้งแล้ว

เมื่อถามว่า จะฟ้องหมิ่นประมาทเฉพาะนายยิ่งชีพ รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็แล้วแต่นายศุภชัย พรรคบอกว่าหากทำให้พรรคและสมาชิกพรรคเสียหายก็ต้องดำเนินการอีกหน่วยเวลาพูดจะได้คิดบ้าง เป็นคนที่มีผู้ติดตาม เป็นอินฟลูเอนเซอร์ไม่ใช่อย่ากจะพูดอย่างจะทำอะไรก็ทำ

เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดีฮั้ว สว.ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมถึงขั้นไหนแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่ทราบ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้อง” เมื่อถามว่า ไม่ได้กังวลใจกับคดีนี้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ถามอย่างนี้แปลว่าอะไร ไม่ได้ทำจะไปกังวลอะไร ถ้ามีส่วนเกี่ยวข้องคงโดนไปนานแล้ว เพราะคดีนี้เพิ่มมาตั้งแต่ผมยังไม่ได้เป็นนายกฯ จึงไม่ต้องมีใครมาเกรงใจ และผมไปเป็นฝ่ายค้าน 3 – 4 เดือน ไม่มีอำนาจวาสนาอะไรเลย จะไปต่อรองอะไรกับใครได้ สิ่งที่ยืนยันได้คือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องและไม่มีความคิดเข้าไปเกี่ยวข้อง”

รัฐบาลไม่กังวล มิน อ่อง หล่าย เยือนไทย ยันไม่กระทบภาพลักษณ์

รัฐบาลไม่กังวล มิน อ่อง หล่าย เยือนไทย ยันไม่กระทบภาพลักษณ์

รัฐบาลไม่กังวล มิน อ่อง หล่าย เยือนไทย ยันไม่กระทบภาพลักษณ์

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.11 น.

“โฆษกรัฐบาล” แจง ไม่กังวล “มิน อ่อง หล่าย” เยือนไทย กระทบภาพ รบ. เหตุเป็นประเทศเพื่อนบ้าน คนอื่นไม่เข้าใจ บอก ถ้าเมียนมา เกิดสันติภาพ ไทยได้ประโยชน์ เผย “นายกฯ”จ่อถกหลายเรื่อง “ยาเสพติด-สารพิษในแม่น้ำ-
สแกมเมอร์” 

 
เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา มีกำหนดการเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือน ส.ค.ว่า ค่อยๆ ให้เมียนมาเข้ามามีบทบาทในอาเซียนมากขึ้น ส่วนประเทศไทยจะเดินหน้าในเรื่องของการช่วยเหลือสร้างสันติภาพในประเทศของเขา เพราะถ้าเมียนมาสงบสุข คนที่อยู่ในชายแดนในประเทศไทยจะมีความสุขไปด้วย ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเมียนมาก็มีความเกี่ยวข้องกับประเทศไทย ถ้าจะให้เกิดการแก้ปัญหาความร่วมมือระหว่างประเทศได้ผล จึงต้องให้ผู้นำประเทศได้คุยกัน โดยเร็วๆ นี้ นายกฯได้เชิญพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา มาเยือนประเทศไทย 
 
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีวาระหารือเรื่องอะไรบ้าง น.ส.รัชดา กล่าวว่า จะมีการหารือทุกเรื่อง ทั้งเรื่องสันติภาพ การแก้ปัญหายาเสพติด สแกมเมอร์ ปัญหาสิ่งแวดล้อม การเผาต่างๆ หรือสารพิษในแม่น้ำ ซึ่งมีผลเชื่อมต่อทั้งสองประเทศ ดังนั้น ทุกเรื่องต้องนำมาคุยกัน เพราะเราเป็นประเทศที่อยู่ติดกัน ที่สำคัญ สิ่งที่ทางเมียนมาขอบคุณประเทศไทยคือ เรื่องของความจริงใจที่รัฐบาลยื่นให้เขา เปิดพื้นที่ให้เขา ได้มีโอกาสที่จะกลับมาสู่ประชาคมอาเซียนจากการจัดเวทีอย่างไม่เป็นทางการของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่ให้รัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียนทุกคนได้มาพบปะพูดคุย รวมถึงเมียนมาด้วย ถือเป็นจุดริเริ่มที่สำคัญมาก และถือเป็นความจริงใจของรัฐบาลไทย 
 
เมื่อถามว่า เรื่องมลพิษจะพูดกันในเชิงไหน น.ส.รัชดา กล่าวว่า มีการพูดแน่นอน สืบเนื่องจากรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาได้มาพบกับนายกฯ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขารับทราบปัญหาว่า ปัญหาที่กระทบกับคนไทยมาจากเมียนมา ดังนั้น หลายเรื่องเขาพร้อมที่จะช่วยเหลือ แต่สิ่งที่เขาอยากจะได้จากเราด้วยคือ ความร่วมมือทางวิชาการในเรื่องการเผาและมลพิษต่างๆ เขาอยากให้เราไปช่วย และจะมีอีกหลายเรื่องที่จะได้ร่วมมือกันสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้น เพื่อประชาชน  
 
เมื่อถามอีกว่า กังวลเรื่องภาพของรัฐบาล พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ที่คนมองเป็นภาพลบหรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะคนอื่นที่ไม่ใช่ประเทศเพื่อนบ้านคงไม่เข้าใจว่า ในความเป็นประเทศเพื่อนบ้านเราต้องอยู่ด้วยกัน ถ้ามีสันติภาพและสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในเมียนมา คนไทยและประเทศไทยจะได้ประโยชน์ตรงนั้นด้วย เราต้องช่วยกัน ไม่ใช่ไปกีดกันเขา 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา มีกำหนดการเยือนประเทศไทยเพื่อจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำระดับภูมิภาค (BIMSTEC) ที่ กทม.ในช่วงต้นเดือน ส.ค.นี้

นายกฯ ประกาศวิสัยทัศน์ Green Thailand ชูเศรษฐกิจสีเขียวเป็นรากฐานการเติบโตระยะยาว

นายกฯ ประกาศวิสัยทัศน์ Green Thailand ชูเศรษฐกิจสีเขียวเป็นรากฐานการเติบโตระยะยาว

นายกฯ ประกาศวิสัยทัศน์ Green Thailand ชูเศรษฐกิจสีเขียวเป็นรากฐานการเติบโตระยะยาว

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.02 น.

นายกฯ ประกาศวิสัยทัศน์ Green Thailand บนเวที Green Bridge Forum ชูเศรษฐกิจสีเขียวเป็นรากฐานการเติบโตระยะยาว ย้ำ ธรรมาภิบาลคือกุญแจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมผลักดันความร่วมมือโลกด้านสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2569 ที่ศูนย์การประชุมนานาชาตินงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Navigating the Green Transition: Thailand’s Vision for Sustainable Development and Global Climate Action” ในการประชุมเสวนาคณะทำงานด้านการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาคและภาคีที่เกี่ยวข้อง ครั้งที่ 1 (The 1st Green Bridge Forum) ซึ่งจัดโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน โดยมีผู้แทนองค์กรตรวจเงินแผ่นดินสูงสุดจากหลายประเทศเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางส่งเสริมธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Green Bridge Forum ครั้งแรก พร้อมชื่นชมสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่ริเริ่มเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติ ซึ่งสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการผลักดันธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบันทุกประเทศกำลังเผชิญความท้าทายร่วมกันในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม โดย Green Transition ไม่ใช่เพียงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญของโลก ประเทศที่สามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และเพิ่มความพร้อมในการรับมือกับวิกฤตในอนาคต

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ประเทศไทยยึดหลักการพัฒนาเศรษฐกิจและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่กัน โดยมองว่าความยั่งยืนไม่ใช่ข้อจำกัดของการพัฒนา แต่เป็นรากฐานสำคัญของความมั่งคั่งในระยะยาว พร้อมเดินหน้าสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีนวัตกรรม และมีความยืดหยุ่น ผ่านการลงทุนด้านพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการส่งเสริมนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวจะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ต้องอาศัยธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า การดำเนินนโยบายที่สามารถวัดผลได้ และความโปร่งใสตรวจสอบได้ พร้อมระบุว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีบทบาทสำคัญในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบายภาครัฐ สนับสนุนการกำหนดนโยบายบนพื้นฐานของข้อมูล สร้างความโปร่งใส และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในโลกที่เชื่อมโยงถึงกัน ความไว้วางใจถือเป็นทุนสำคัญของการพัฒนา เพราะช่วยส่งเสริมการลงทุน ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในระยะยาว โดยองค์กรตรวจสอบอิสระมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นดังกล่าว

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แนวคิด Green Bridge เปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมนโยบายกับการปฏิบัติ เชื่อมนวัตกรรมกับความรับผิดชอบ เชื่อมการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการดูแลสิ่งแวดล้อม และเชื่อมลำดับความสำคัญของแต่ละประเทศเข้ากับความร่วมมือระดับโลก พร้อมย้ำว่า ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้โดยลำพัง ประเทศไทยจึงพร้อมทำงานร่วมกับประชาคมโลก และเดินหน้ามีบทบาทในคณะทำงานด้านการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมขององค์การระหว่างประเทศขององค์กรตรวจเงินแผ่นดินสูงสุด (INTOSAI Working Group on Environmental Auditing) เพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำคัญของโลก หากทุกประเทศร่วมมือกันด้วยวิสัยทัศน์ นวัตกรรม ความเป็นหุ้นส่วน และธรรมาภิบาลที่ดี จะสามารถสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง สังคมที่มีภูมิคุ้มกัน และอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่คนรุ่นต่อไป พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยในฐานะประธานคณะทำงานด้านการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมขององค์การสถาบันตรวจเงินแผ่นดินระหว่างประเทศ จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสีเขียวด้วยหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน