เซ็กซี่สวยสะดุ้ง’ไอซ์ ปรีชญา’ชูป้ายอวดหุ่นแซ่บในชุดชั้นในสีแดงซีทรู

เซ็กซี่สวยสะดุ้ง'ไอซ์ ปรีชญา'ชูป้ายอวดหุ่นแซ่บในชุดชั้นในสีแดงซีทรู

เซ็กซี่สวยสะดุ้ง’ไอซ์ ปรีชญา’ชูป้ายอวดหุ่นแซ่บในชุดชั้นในสีแดงซีทรู

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.41 น.

ยืน1เรื่องความเซ็กซี่สวยสะดุ้ดดุจ AI สำหรับสาวสวยอย่าง ไอซ์ ปรีชญา แม้จะเพิ่งเจอดราม่าก็ไม่หวั่น ‘ไอซ์’ ยังคงทำหน้าที่เดินหน้าสาดความแซ่บลงโซเชียลให้หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ตาลุก กับโพสต์ล่าสุดที่ใครก็ต้องหยุดมอง กับภาพที่เธอชูป้ายในชุดชั้นในสีแดงซีทรู  อวดหุ่นแซ่บ ถึงแม้จะมีเสื้อสูทสวมทับ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความแซ่บนั้นลดน้อยลงแต่อย่างใด อากาศที่ว่าร้อนเจอภาพชุดนี้ไป ทำเอาหนุ่มๆ อกแทบระเบิด

โดยเจ้าตัวระบุข้อความว่า “อะไรก็ผิดไปหมด” และแคปชั่นของ ไอซ์ ปรีชญา ที่ติดแฮชแท็กเยอะมากว่า “ฉันผิดอะไร…ผิดที่เธอพิมพ์ยาวกว่าชีวิตฉันอีกอะ” #ฉันผิดอะไร #ตัวแม่มาแล้ว #สวยแล้วผิดตรงไหน #คอมเมนต์ยาวมาก #สายฮา #ฟีดนี้ต้องลุกเป็นไฟ #เอาขำไม่เอาดราม่า #ตัวแม่ขำๆ #คนสวยทำอะไรก็ผิด #ไวรัลหน่อย #ขึ้นฟีดเถอะ #fyp #foryou #foryoupage #viral #tiktokthailand #reelsinstagram”

เสียงในหัวดังไปนิด ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ทำเอาจุกอกรักมากขนาดนั้นจะมีลูกทำไมตั้ง 4คน

เสียงในหัวดังไปนิด ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ทำเอาจุกอกรักมากขนาดนั้นจะมีลูกทำไมตั้ง 4คน

เสียงในหัวดังไปนิด ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ทำเอาจุกอกรักมากขนาดนั้นจะมีลูกทำไมตั้ง 4คน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.29 น.

รอลุ้นมี EP ตอนต่อไปออกมาอย่างแน่นอน สำหรับกรณีความสัมพันธ์ของ ‘สุรชัย สมบัติเจริญ’ และครอบครัวจนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักขณะนี้  ล่าสุดในช่วงหนึ่งของรายการ ‘ตกมันส์บันเทิง’ที่มี บุ๋ม- ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เป็นพิธีกร ได้มีการเล่าข่าวเกี่ยวกับครอบครัว ‘สมบัติเจริญ’ โดยมีช่วงหนึ่งของรายการ ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ได้ตั้งข้อสงสัยและพูดกลางรายการว่า

‘ถ้ารักกับคุณ ‘ไดอาน่า’มานานขนาดนั้น ทำไมไม่อยู่กับเขาไปเลยตั้งแต่แรกนะ  มีลูกมาทำไมต้อง 4 คน เพราะมีลูก 1 คนไม่ใช่ 2วันคลอดนะ หัวอกคนเป็นลูกฟังแล้วมันเจ็บนะถ้าเราอายุขนาดแล้วเจอสิ่งที่ชอบก็ไปที่ชอบเลยได้เลย! ไม่ต้องมาต่อล้อต่อเถียง’

หลังพูดจบประโยคนี้ก็กลายเป็นประเด็นในโซเซียลขึ้นมาทันที  โดยมีเหล่าแฟนคลับมาแสดงความเห็นด้วยกับ ‘บุ๋ม ปนัดดา’เป็นจำนวนมาก งานนี้เชื่อได้เลยว่าทางด้าน ‘สุรชัย สมบัติเจริญ’ ถ้าเห็นการวิพากษ์วิจารณ์ในครั้งนี้ของ‘บุ๋ม ปนัดดา’เชื่อได้เลยว่าจะต้องมีการตอบโต้กับมาอย่างแน่นอน รอติดตามชม EP.ต่อไปได้เลยเร็ว ๆนี้

คนไทยคนแรก’Gawdland’คว้าชัยชนะรายการดังระดับโลก RuPaul’s Drag Race Uk vs The World Season 3

คนไทยคนแรก'Gawdland'คว้าชัยชนะรายการดังระดับโลก RuPaul's Drag Race Uk vs The World Season 3

คนไทยคนแรก’Gawdland’คว้าชัยชนะรายการดังระดับโลก RuPaul’s Drag Race Uk vs The World Season 3

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.57 น.

นับเป็นครั้งแรกของคนประเทศไทย เรียกได้ว่าเป็นวินาทีประวัติศาสตร์ของวงการแดร็ก เมื่อ Gawdland ศิลปินแดร็กจากประเทศไทย คว้าชัยชนะในรายการ RuPaul’s Drag Race UK vs The World Season 3 มาครองได้สำเร็จ หลังจากที่รอคอยมาอย่างยาวนาน ในที่สุด Gawdland ก็ทำให้ความฝันนี้เป็นจริงด้วย C.U.N.T Charisma, Uniqueness, Nerve และ Talent แบบครบเครื่อง

โดย Gawdland ได้นำเสนอเอกลักษณ์เอกลักษณ์ความเป็นไทยที่หลากหลาย ผ่านเสื้อผ้าหน้าผม ควบคู่ไปกับทักษะการแสดงที่โดดเด่น ครองใจแฟนๆ แดร็กทั่วโลก ชัยชนะของ Gawdland ใน RuPaul’s Drag Race UK vs The World Season 3 จึงเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ที่พิสูจน์ว่า ศิลปินไทยมีความสามารถ และศักยภาพที่จะยืนหยัดบนเวทีระดับโลก และคว้าชัยชนะมาครองได้อย่างสง่างาม ตามที่ Gawdland ได้กล่าวไว้ว่า”ชัยชนะครั้งนี้เป็นหลักฐานสำคัญว่า ความฝันของทุกคนยิ่งใหญ่ได้เท่ากับโลก”

Instagram @gawdland

‘กรุงเทพมหานคร’เมือง Premium

'กรุงเทพมหานคร'เมือง Premium

‘กรุงเทพมหานคร’เมือง Premium

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2569 นายเอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า “กรุงเทพมหานคร” คว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดของทวีปเอเชีย ประจำปี 2026 (Best Cities in Asia 2026) ในการประกาศผลรางวัล Readers’ Choice Awards 2026 จากผลการโหวตของผู้อ่านนิตยสาร DestinAsian นิตยสารท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ระดับหรูชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

โดยในหมวดหมู่เมืองที่ดีที่สุดนี้ มีเมืองอื่น ๆ ใน 10 อันดับแรก อาทิ อันดับ 2 โตเกียว (ญี่ปุ่น) อันดับ 3 สิงคโปร์ ซึ่งเหตุผลหลักที่กรุงเทพฯ สามารถคว้าอันดับ 1 มาได้ ด้วย 4 ความโดดเด่นที่ DestinAsian นิยามให้ คือ

1. ความมีเสน่ห์แบบขั้วตรงข้ามที่ลงตัว กรุงเทพฯ ถูกยกย่องว่าเป็นเมืองที่มีความยืดหยุ่นและเปิดกว้าง ด้วยการผสมผสานระหว่างรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง เช่น วัดวาอารามที่สวยงามและตลาดน้ำ กับความทันสมัยระดับโลก อย่างห้างสรรพสินค้าสุดหรูและตึกระฟ้าได้อย่างน่าทึ่ง

2. สวรรค์แห่งอาหารระดับโลก โดยผู้อ่านเทคะแนนโหวตให้กรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านอาหารที่ครบเครื่องที่สุด ไม่ว่าจะเป็น

– Street Food ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีว่าคือสวรรค์ของอาหารริมทางที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก

 – Fine Dining ที่มีการเติบโตของร้านอาหารระดับสูงและเชฟรุ่นใหม่ที่นำเสนออาหารแนว Progressive หรืออาหารที่ใช้ทั้งความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม มายกระดับวัตถุดิบหรือเมนูคุ้นเคยให้กลายเป็นประสบการณ์ใหม่ที่คาดไม่ถึง ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล

3. ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลาย เพราะกรุงเทพฯ มี “ทางเลือก” ที่ตอบโจทย์นักเดินทางทุกกลุ่ม

– การพักผ่อน มีโรงแรมหรูระดับ Ultra-luxury และโรงแรมบูติกที่ได้รับรางวัลมากมาย

– ไลฟ์สไตล์หลากหลาย ตั้งแต่ย่านศิลปะสมัยใหม่ ย่านประวัติศาสตร์ ไปจนถึงสถานบันเทิงยามค่ำคืนที่ติดอันดับโลก

4. การต้อนรับและจิตวิญญาณของเมือง ด้วยบรรยากาศของ “เมืองหลวงแห่งรอยยิ้ม” ที่มีความสนุกสนานและเป็นอิสระ รวมถึงการบริการที่ประทับใจในทุกระดับ ตั้งแต่คนขับรถตุ๊กตุ๊กไปจนถึงพนักงานโรงแรม 5 ดาว เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้อ่านจากทั่วเอเชียแปซิฟิกโหวตให้กรุงเทพฯ เป็นอันดับ 1 ติดต่อกันหลายปี

“กล่าวได้ว่า กรุงเทพฯ คว้ารางวัล ‘เมืองที่ดีที่สุด อันดับ 1’ มาได้เพราะเป็นเมืองที่ เที่ยวสนุก กินอร่อย พักสบาย และมีเสน่ห์ไม่เหมือนใครในทุกหัวมุมถนน ซึ่งนอกจากรางวัลนี้จะสะท้อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลกแล้ว ยังเป็นแรงผลักดันให้เรามุ่งมั่นพัฒนาให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ ‘น่าเที่ยว’ สำหรับผู้มาเยือน และเป็นเมืองที่ ‘น่าอยู่’ สำหรับทุกคนอย่างยั่งยืนต่อไป” โฆษกของกรุงเทพมหานคร กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผลโหวตผู้อ่านนิตยสาร DestinAsian 10 เมืองที่ดีที่สุดของทวีปเอเชีย ประจำปี 2026 ได้แก่ 1.กรุงเทพมหานคร 2.โตเกียว 3.สิงคโปร์ 4.ฮ่องกง 5.จาการ์ตา 6.โฮจิมินห์ซิตี้ 7.กัวลาลัมเปอรื 8.เกียวโต 9.ฮานอย 10.มาเก๊า

และยังมีอีก 1 สถิติที่ตามมาติดๆ ในสัปดาห์เดียวกัน นั่นคือ กรุงเทพฯ คว้าอันดับ 8 เมืองดีที่สุดในโลก ปี 2569 จาก Time Out
 “Time Out” แพลตฟอร์มมีเดียไลฟ์สไตล์ระดับโลก เผยผลสำรวจ “50 เมืองที่ดีที่สุดในโลกประจำปี พ.ศ. 2569” (The 50 best cities in the world in 2026) จากการสำรวจสอบถามความคิดเห็นกว่า 24,000 คน ใน 150 เมืองจากทั่วโลก ในหลากหลายมิติ ทั้งเรื่องของคุณภาพ ราคาอาหาร วิถีวัฒนธรรม และการใช้ชีวิต เป็นต้น ร่วมด้วยการลงคะแนนของผู้เชี่ยวชาญของ Time Out ที่คลุกคลีอยู่ในพื้นที่จริง ก่อนจะนำผลลัพธ์มาจัดอันดับต่อไป

ทั้งนี้ผลการสำรวจดังกล่าว ระบุว่า ปีนี้ (พ.ศ. 2569) เมือง “เมลเบิร์น” คว้าอันดับ 1 ไปครอง ส่วนอันดับได้แก่ เซี่ยงไฮ้ และอันดับ 3 คือ เมืองเอดินเบอะระ ขณะที่ “กรุงเทพมหานคร” คว้าอันดับที่ 8 (ปีที่แล้ว 2568 กรุงเทพฯคว้าอันดับที่ 2)

ลอรี ออสบอร์น (Laurie Osborne) หัวหน้าฝ่ายเนื้อหา ของ Time Out ประเทศไทย เปิดเผยว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลาย มีทั้งความเจริญ วุ่นวาย และสวยงาม รวมถึงเป็นเมืองที่มีความเป็นมิตรเสมอเมื่อคุณหลงทาง นอกจากนี้กรุงเทพฯ ยังมีวัฒนธรรมการกิน ศิลปะ วัดวาอาราม และไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น น่าเดินทางมาสัมผัส อีกทั้งกรุงเทพฯ ยังเป็นอันดับ 1 ของเมืองที่ดีที่สุดของ GEN Z จากการจัดอันดับของ Time Out 1 เมื่อปี่ที่แล้ว (2568) อีกด้วย

สำหรับ 10 อันดับ เมืองที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี พ.ศ. 2569 จากการจัดอันดับของ Time Out มีดังนี้

1.เมลเบิร์น (ออสเตรเลีย)  2.เซี่ยงไฮ้ (จีน)  3.เอดินเบอะระ (สกอตแลนด์)  4.ลอนดอน (อังกฤษ)  5.นิวยอร์ก (สหรัฐฯ)  6.เคปทาวน์ (แอฟริกาใต้)  7.เม็กซิโกซิตี้ (เม็กซิโก)  8.กรุงเทพมหานคร (ไทย)  9.โซล (เกาหลีใต้)  10. โตเกียว (ญี่ปุ่น)

ส่วน 10 อันดับ เมืองที่ดีที่สุดในเอเชีย ประจำปี พ.ศ. 2569 จากการจัดอันดับของ Time Out ได้แก่

1.เซี่ยงไฮ้ (จีน)  2.กรุงเทพมหานคร (ไทย)  3.โซล (เกาหลีใต้)  4.โตเกียว (ญี่ปุ่น)  5.ฮ่องกง (จีน)  6.สิงคโปร์  7.ฮานอย (เวียดนาม)  8.ปักกิ่ง (จีน)  9.เชียงใหม่ (ไทย)  10.โฮจิมินห์ซิตี้ (เวียดนาม)

คำถามที่สำคัญก็คือ สถานที่ที่เป็น “ภาพจำ” ของชาวต่างชาติ ใน “กรุงเทพมหานคร” นั้น คนไทยอย่างเราๆ ไปเช็คอินกันครบหรือยัง  มาดูกันว่า มีสถานที่ใดบ้างในกรุงเทพมหานคร ที่เป็นจุดหมายตาในการมาเที่ยวของคนทั่วโลก
1. วัดอรุณราชวราราม

ไม่เพียงแต่เป็น “จุดหมายตา” ของนักเดินเรือ นักการทูต และพ่อค้าที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับ “บางกอก” ในอดีตเท่านั้น  แต่ “พระปรางค์วัดอรุณ” ยังมีความโดดเด่น งดงาม และเป็นจุดเช็คอินสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกในเวลานี้ ที่มีปลายทางในการเดินทางสู่กรุงเทพมหานคร ซึ่งนอกเหนือจากสถาปัตยกรรมที่สวยงาม โดดเด่น ไม่เหมือนใครในโลกแล้ว  ยังเป็นสถานที่ที่สามารถ “สวมชุดไทย” เพื่อถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ที่มีบริการครบวงจร ทั้งการแต่งกาย แต่งหน้า ทรงผม ตลอดจนเครื่องประดับและช่างภาพที่พร้อมให้บริการ  นั่นทำให้นักท่องเที่ยว ไม่เพียงแต่มีความทรงจำเกี่ยวกับ “ความเป็นไทย” กลับไป แต่บยังได้ภาพที่สวย แปลกตา ไปอวดสายตาเพื่อนฝูง และครอบครัว ในประเทศของเขาด้วย


2.วัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระบรมมหาราชวังเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของ “เขตพระราชฐาน” ที่อาจมีกติกาในการเข้าชมละเอียดอ่อนกว่าสถานที่อื่นๆ สักหน่อย  แต่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ก็ไม่เคยย่อท้อเลย ที่จะต้องเข้าวัด “วัดพระแก้ว” และพระบรมมหาราชวังของไทยให้ได้  ด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยแท้ ไทยประยุกต์ และยังมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน อย่าง Emeral Buddha หรือพระแก้วมรกต ที่พวกเขาอยากมาเห็นกับตาสักครั้ง  การมหาเยือนกรุงเทพมหานคร จึงพลาดไม่ได้เลยที่จะมายัง สถานที่แห่งนี้


3) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามSleeping Budha หรือ “พระนอนวัดโพธิ์” คือฉากฉากหหนึ่งที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ไม่พลาดที่จะต้องมายืนพนมมือถ่ายรูปคู่เป็นที่ระลึก ฉากพระเจดีย์สี่รัชกาลที่สวยงาม ตุ๊กตาจีน ฯลฯ ก็เหสมือนเป็น “สตูดิโอศิลปะ” ระดับโลก ที่จะพลาดไม่ได้


4) พระใหญ่ วัดปากน้ำภาษีเจริญจุดเช็คอินใหม่ล่าสุดของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ที่จะต้องเช่าเหมาเรือล่องไปในคลองบางหลวง เพื่อถ่ายรูปคู่กับพระใหญ่ วัดปากน้ำภาษีเจริญ และหาอาหารอร่อยๆ ย่านตลาดพลูรับประทาน


5) ภูเขาทอง วัดสระเกศก็เป็นอีกหนึ่งทิวทัศน์ ที่ “ตระการตา”  ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า มีคนไทย แม้กระทั่งคนกรุงเทพฯ อีกเป็นจำนวนมาก ไม่เคยไปวัดสระเกศและขึ้นชมทิวทัศน์ของเมือง บนบรมบรรพต หรือ “ภูเขาทอง” ที่ตั้งเด่นเป็นสง่า อยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง

6) โลหะปราสาท วัดราชนัดดาราม สถานที่ที่นักท่องเที่ยวโปรดปรานการมาถ่ายภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ที่ก็มีคนไทยผ่านมาผ่านไป แต่ไม่เคยเข้าชมอีกเป็นจำนวนไม่น้อย

“แนวหน้า” ขอเชิญชวนทุกท่าน เช็คอืนและเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ เหล่านี้ เพื่อไม่ให้น้อยหน้า ที่ได้ชื่อว่า อาศัยอยู่ในเมืองที่คนทั้งโลกรู้จักและอยากมา.

รทสช.จ่อร่วมรัฐบาล เตรียมแถลงร่วม ภท. พรุ่งนี้ เฉลยเหตุ พีระพันธุ์ ไขก๊อก สส.

รทสช.จ่อร่วมรัฐบาล เตรียมแถลงร่วม ภท. พรุ่งนี้ เฉลยเหตุ พีระพันธุ์ ไขก๊อก สส.

รทสช.จ่อร่วมรัฐบาล เตรียมแถลงร่วม ภท. พรุ่งนี้ เฉลยเหตุ พีระพันธุ์ ไขก๊อก สส.

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

รวมไทยสร้างชาติ จ่อร่วมรัฐบาล เตรียมแถลงร่วม ภูมิใจไทย พรุ่งนี้ เฉลยเหตุ พีระพันธุ์ ไขก๊อก สส. เฟดตัวเอง เปิดทางร่วมรัฐบาล ส่งผลให้เสียงร่วมรบ.ดันโหวต อนุทิน ทะลุ 292 เสียง

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2569 รายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทยแจ้งว่า ในวันพรุ่งนี้ (19 มี.ค.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย เตรียมแถลงเปิดตัวร่วมรัฐบาลกับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่รัฐสภา ในเวลา 08.30 น. นำโดยนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อ เปิดทางให้นายอรรถวิชช์ เข้ามาเป็น สส.แทน ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์การร่วมรัฐบาล ซึ่งก่อนหน้านี้นายพีระพันธ์ุ ได้พูดชัดเจนว่าจะไม่โหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ แต่เริ่มมีความชัดเจนเมื่อนายอรรถวิชช์ ได้เข้ารายงานตัวสส. ต่อสภาฯ เช้าวันนี้ (18มี.ค.) พร้อมประกาศว่า 2 เสียงของพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมโหวตนายอนุทิน เป็นนายกฯ จึงมีแนวโน้มสูงที่จะเข้ามาร่วมรัฐบาลนายอนุทิน

ส่งผลให้ขณะนี้มีพรรคการเมืองที่ประสงค์จะลงมติให้ นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี​ รวมแล้วทั้งสิ้น 293 เสียง แต่เนื่องจากจังหวัดสุพรรณบุรี เขต 2 กกต.ยังไม่ได้ประกาศรับรองสส. จึงทำให้เสียงฝั่งรัฐบาลเหลือ 292 เสียง ประกอบด้วยพรรคภูมิใจไทย 191 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง ประกอบร่างกับพรรคเล็ก ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย  พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคไทยสร้างไทย พรรคละ 2 เสียง ส่วนพรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรครวมพลังประชาชน พรรคมิติใหม่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคละ 1 เสียง 

ขุดมันขึ้นมาฝัง! อัษฎางค์ เตือน อนุทิน ระวังตกม้าตาย เพราะประธานสภา

ขุดมันขึ้นมาฝัง! อัษฎางค์ เตือน อนุทิน ระวังตกม้าตาย เพราะประธานสภา

ขุดมันขึ้นมาฝัง! อัษฎางค์ เตือน อนุทิน ระวังตกม้าตาย เพราะประธานสภา

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

วันที่ 18 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  ขุดมันขึ้นมาฝัง

นายกฯ อนุทินแห่งภูมิใจไทยทำมาดีตลอดจนซื้อใจคนไทยให้เทคะแนนกวาด สส.มาได้เกือบ 200 แต่พอเปิดสภา ประธานสภาจากภูมิใจไทยก็ทำลายมันลงในพริบตา เรียกว่า “ขุดมันขึ้นมาฝั่ง” อย่างแท้จริง พรรคคุณมี สส.เกือบ 200 ออกมาตอบโต้ เรื่องตลกไม่ออก กับพรรคที่มี สส.คนเดียว คุณเสียเปรียบและแพ้แบบหมดรูปไปเลย คุณไปเพิ่งคะแนนหรือช่วยฉายแสงให้คุณหมอรงค์ไปโดยไม่รู้ตัว 

การที่พรรคใหญ่ลดตัวลงไปตอบโต้ด้วยอารมณ์หรือใช้กลไกประธานสภามาปิดกั้น มันทำให้พรรค 1 เสียงดูเป็น “ผู้ถูกกระทำ” ซึ่งรสนิยมคนไทยส่วนใหญ่พร้อมจะเทคะแนนสงสารและ “ฉายแสง” ให้ฝั่งที่ดูตัวเล็กกว่าแต่สู้ด้วยเหตุผลหรือความกล้า

ประธานสภาคือตัวแทนของ สส. ทั้งหมด ไม่ใช่ตัวแทนพรรค เมื่อไหร่ที่คนมองว่าประธานทำหน้าที่เพื่อ “ปกป้องพรรคพวก” มากกว่า “รักษากติกา” เมื่อนั้นบารมีของนายกฯ อนุทินที่สะสมมาจะถูกสั่นคลอนทันที เพราะถูกมองว่า “คุมคนของตัวเองไม่ได้” หรือ “ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม”

หมอวรงค์ ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่อยู่เฉยๆ แล้วรอให้พรรคใหญ่ “พลาดเอง” การที่ภูมิใจไทยออกมาตอบโต้แบบ “ตลกไม่ออก” มันคือการประเคนพื้นที่สื่อให้หมอวรงค์ฟรีๆ ซึ่งในทางการเมือง “พื้นที่สื่อคือคะแนนเสียง”

การเมืองไม่ใช่เรื่องของจำนวน สส. เสมอไป แต่มันคือเรื่องของ ‘ความชอบธรรม’ พรรคที่มีเกือบ 200 เสียง แต่ออกมาดิ้นรนตอบโต้พรรค 1 เสียงด้วยวิธีที่ไร้ชั้นเชิง คือการฆ่าตัวตายทางการเมืองแบบ ‘ขุดมันขึ้นมาฝัง’ จริงๆ

นายกฯ อนุทินเดินเกมกระดานใหญ่มาอย่างสวยงาม แต่กลับต้องมาตกม้าตายเพราะ ‘บารมีบนบัลลังก์’ ของคนในพรรคตัวเองที่เปลี่ยนสภาให้กลายเป็นสนามเด็กเล่น ผลคือคุณไม่ได้แค่เสียหน้า แต่คุณกำลังปูพรมแดงให้คู่แข่งเดินเข้าสภาอย่างสง่างาม

ฮ่วย อิหยังวะ

พูดในฐานะที่เชียร์ให้ภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลนะครับไม่ใช่ฝ่ายถล่ม เสียดายที่ไปขุดใครขึ้นมาฝั่งตัวเองทำไม

จับตาพรุ่งนี้ 292 เสียง 16 พรรค โหวต อนุทิน นายกฯ

จับตาพรุ่งนี้ 292 เสียง 16 พรรค โหวต อนุทิน นายกฯ

จับตาพรุ่งนี้ 292 เสียง 16 พรรค โหวต อนุทิน นายกฯ

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (19 มีนาคม 2569) จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 ที่ระบุในวรรคท้ายว่าผู้ที่ได้รับการโหวตเป็นต้องยกฯ ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขณะนี้สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิก 499 คน มากกว่ากึ่งหนึ่งคือต้องมีเสียง 250 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยได้รวบรวมเสียง สส.พรรคร่วมรัฐบาล ที่จะยกมือสนับสนุนให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ได้แล้ว 292 เสียง โดยประกอบด้วย

พรรคภูมิใจไทย 191 เสียง

พรรคเพื่อไทย 74 เสียง

พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง

พรรคประชาชาติ 5 เสียง

พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง

พรรคเพื่อชาติไทย ,พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคไทยสร้างไทย พรรคละ 2 เสียง

พรรคใหม่ ,พรรครวมใจไทย ,พรรคไทยทรัพย์ทวี, พรรครวมพลังประชาชน ,พรรคมิติใหม่ ,พรรคประชาธิปไตยใหม่ ,พรรคทางเลือกใหม่ ,พรรคโอกาสใหม่ พรรคละ 1 เสียง

รวม 292 เสียง

สำหรับวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้ง 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ประธานสภาฯ ได้นัดหมายประชุมในเวลา 10.00 น.วันที่ 19 มีนาคม โดยมีเรื่องด่วนคือการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ผบ.ทร.เผยสร้างรั้วชายแดนจันทบุรีคืบหน้า ยันไร้ปมขัดแย้งกัมพูชา เหตุหลักหมุดชัดเจน

ผบ.ทร.เผยสร้างรั้วชายแดนจันทบุรีคืบหน้า ยันไร้ปมขัดแย้งกัมพูชา เหตุหลักหมุดชัดเจน

ผบ.ทร.เผยสร้างรั้วชายแดนจันทบุรีคืบหน้า ยันไร้ปมขัดแย้งกัมพูชา เหตุหลักหมุดชัดเจน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.12 น.

ผบ.ทร.เผยคืบหน้าสร้างรั้วชายแดน อ.โป่งน้ำร้อน จันทบุรี ไทย-กัมพูชาอยู่ระหว่างพูดคุยรายละเอียด แต่ไร้ข้อขัดแย้ง เหตุหลักหมุดชัดเจน เชื่อไม่เป็นเหตุปะทะรอบ 3

18 มีนาคม 2569 พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องการสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณพื้นที่ของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด หรือ กปช.จต.ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพเรือ ว่า บริเวณพื้นที่ จ.จันทบุรี มีพื้นที่ใน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เป็นพื้นที่ภูเขา ส่วน อ.โป่งน้ำร้อน เป็นพื้นที่ราบ ซึ่งจะต้องมีการพูดคุยกับฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่นี้ก่อน

ส่วนพื้นที่ของภูเขานั้น ถือว่า การเดินไปมาหาสู่กัน หรือข้ามแดน ยังเป็นเรื่องที่ลำบาก ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวครอบคลุมไปถึง จ.ตราด ดังนั้น ในพื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อน จะมีจุดผ่อนปรนที่ข้ามแดนอย่างถูกต้อง และข้ามชายแดนที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งสภาพจริงเป็นสวนของชาวบ้าน ดังนั้น พื้นที่ตรงนี้จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องสร้างรั้วก่อน ซึ่งทั้งสองฝ่ายในพื้นที่ได้เจรจากัน ซึ่งไม่มีประเด็นใดที่เกิดการโต้แย้งกัน เพราะมีหลักหมุดที่ชัดเจน แต่ก็มีข้อตกลงกันว่า หลักหมุดที่ 52-59 ได้มีการพูดคุยระหว่างฝ่ายไทยและกัมพูชาแล้ว ส่วนจะกำหนดเส้นตรง หรือสร้างรั้วปรับพื้นที่กันตรงจุดไหนก่อน อยู่ระหว่างพูดคุยเจรจา

ผบ.ทร.ยังยืนยันว่า การสร้างรั้วดังกล่าว ไม่น่าจะเป็นจุดที่จะไปสร้างความขัดแย้งในรอบที่ 3 ระหว่างไทย-กัมพูชา เพราะการสร้างรั้วถือเป็นความคิดเห็นที่ฝ่ายไทยได้ประโยชน์กับการป้องกันพื้นที่ โดยเฉพาะด้านความมั่นคง เช่น การป้องกันการลักลอบค้ายาเสพติด และข้ามแดนผิดกฎหมาย ดังนั้น การสร้างความขัดแย้งน่าจะเป็นประเด็นอื่น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจกันอย่างชัดเจน แต่ในพื้นที่ราบ และมีหลักหมุดที่ชัดเจน จึงไม่ใช่ประเด็น

มยุรี นารี ลอยเข้าน่านน้ำอิหร่าน รอ กต.ประสานช่วย 3 ลูกเรือไทย

มยุรี นารี ลอยเข้าน่านน้ำอิหร่าน รอ กต.ประสานช่วย 3 ลูกเรือไทย

มยุรี นารี ลอยเข้าน่านน้ำอิหร่าน รอ กต.ประสานช่วย 3 ลูกเรือไทย

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.53 น.

“ผบ.ทร.”เผยได้รับแจ้งจาก”ทัพเรือโอมาน” “เรือมยุรี นารี”ลอยเข้าน่านน้ำอิหร่านแล้ว รอ”กต.”ประสานช่วยเหลือลูกเรือไทยอีก 3 คนต่อ

18 มีนาคม 2569 พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงความคืบหน้าการประสานงานช่วยเหลือลูกเรือไทย “มยุรี นารี” อีก 3 คน ที่ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ว่า เรื่องนี้มีรายงานครั้งสุดท้ายเมื่อ 2 วันก่อนจากประเทศโอมาน ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพเรือไทย โดยกองทัพเรือต้องขอขอบคุณกองทัพเรือโอมาน ที่มีการติดตามเรือของไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดกำลังไปเฝ้าติดตามสถานการณ์ให้ แต่เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา กองทัพเรือโอมาน รายงานว่า เรือดังกล่าวได้ลอยลำข้ามแดนไปยังน่านน้ำประเทศอิหร่าน ทำให้กองทัพเรือโอมานไม่สามารถติดตามได้ แต่ทั้งนี้ หากเรือดังกล่าวลอยกลับมายังเขตน่านน้ำโอมาน กองทัพเรือโอมานก็จะติดตามสถานการณ์ให้ทราบ

ผบ.ทร.กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ได้แจ้งไปยังกระทรวงการต่างประเทศแล้ว ซึ่งได้ขอให้กระทรวงการต่างประเทศไปดำเนินการต่อในการเจรจากับประเทศอิหร่าน และดูลูกเรือไทยต่อไป

ส่วนการแจ้งเตือนของกองทัพเรือ นั้น ผบ.ทร.กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการแจ้งเตือนไปแล้ว 6 ฉบับตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งกองทัพเรือจะแจ้งเตือนไปยังสมาคมเจ้าของเรือไทย เพื่อแจ้งไปยังลูกข่าย เพื่อให้รับทราบว่า ตรงจุดใดมีความเสี่ยงตามที่กองทัพได้แจ้งเตือนตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ช่วงเวลาแรกเมื่อมีความขัดแย้ง ก็ได้มีการแจ้งเตือนให้มีการหลีกเลี่ยง และเมื่อได้ข้อมูลว่ามีการเตือนเรื่องทุ่นระเบิด มีการแจ้งเตือนอีกครั้ง รวมทั้งมีการแจมระบบหาเรือดาวเทียมให้ได้รับทราบว่า อยู่ในจุดที่ต้องระมัดระวัง ซึ่งถือเป็นงานปกติที่กองทัพเรือดำเนินการอยู่ ไม่แตกต่างจากกองทัพอากาศ ที่มีการรายงานสภาพอากาศ และพื้นที่ที่ปลอดภัยให้กับสายการบิน ซึ่งเป็นหลักการเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กองทัพเรือยังคงติดตามสถานการณ์ ขณะที่การช่วยเหลือลูกเรือทั้ง 3 คน ก็ต้องมีการประสานงานไปยังประเทศที่เกี่ยวข้อง เช่น ประเทศโอมาน หรือประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แม้ว่าจะไม่มีเรือไทยอยู่ในน่านน้ำสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็ตาม

ป.ป.ช.เห็นแย้ง DSI ยันปมที่ดินเขากระโดง หน่วยงานรัฐต้องฟ้องเอง

ป.ป.ช.เห็นแย้ง DSI ยันปมที่ดินเขากระโดง หน่วยงานรัฐต้องฟ้องเอง

ป.ป.ช.เห็นแย้ง DSI ยันปมที่ดินเขากระโดง หน่วยงานรัฐต้องฟ้องเอง

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.10 น.

“ป.ป.ช.”แย้ง”DSI”ปม”ที่ดินเขากระโดง” แจงข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดิน รฟท.-เอกชน-ปชช. ชี้หน่วยงานรัฐต้องฟ้องเอง ขณะ”ป.ป.ช.”สอบ”อธิบดีกรมที่ดิน-ผู้ว่า รฟท.-จนท.”ปมไม่เพิกถอนโฉนด 2 แปลงแล้ว

18 มีนาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะโฆษก ป.ป.ช.ชี้แจงความคืบหน้ากรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ส่งสำนวนคดีที่ดินเขากระโดงให้ ป.ป.ช.พิจารณาว่าปัญหาเกี่ยวกับที่ดินเขากระโดงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินที่อาจทับที่หรืออยู่ในเขตที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยและมีโฉนดที่ดินที่มีการครอบครองจำนวนหลายแปลงที่เป็นปัญหาข้อพิพาทระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยกับผู้ที่ครอบครองที่ดินที่อ้างว่าเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน โดยข้อเท็จจริงยังเป็นปัญหาเกี่ยวกับอาณาเขตที่ดินของ รฟท. และการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท รวมทั้งการออกโฉนดที่ดินในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเบื้องต้นยังไม่พบว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าทุจริตต่อหน้าที่ การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมที่อยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการป.ป.ช. ซึ่งที่ผ่านมาเป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชนที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวในปี 2554 คณะกรรม การ ป.ป.ช.ได้ไต่สวนความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐและมีมติให้เพิกถอนโฉนดที่ดินจำนวน 2 แปลง โดยสำนักงาน ป.ป.ช.จึงได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 14 กันยายน 2554 แจ้งให้กรมที่ดินพิจารณาเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 และเลขที่ 8564 ตำบลอีสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เนื่องจากมีการออกโฉนดที่ดินทับที่ของการรถไฟ ตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 โดยปรากฏว่ากรมที่ดินยังไม่ได้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวและการรถไฟซึ่งเป็นผู้เสียหายในฐานะเจ้าของที่ดินกลับไม่ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดิน 2 แปลงดังกล่าวตามมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในการประชุมครั้งที่ 100/2566 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2566 และมีมติให้ดำเนินการไต่สวนอธิบดีกรมที่ดินและผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในขณะนั้น ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ต่อมากรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีหนังสือลงวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ส่งเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบมาให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณากรณีที่มีผู้ร้องขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปล่อยให้มีผู้บุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินของการรถไฟในพื้นที่เขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ และการรถไฟไม่ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกาและไม่ฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกที่ดินต่อศาล ซึ่งรวมถึงโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 และ 8564 ตำบลอีสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ด้วย

ทั้งนี้ เรื่องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ส่งเรื่องมาให้ ป.ป.ช.เป็นเรื่องการกล่าวหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมที่ดิน และคณะกรรมการสอบสวนตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 ว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบบริเวณเขากระโดง

สำนักงาน ป.ป.ช.ยังชี้แจงว่า ข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเอกชนหรือประชาชน เป็นเรื่องที่หน่วยงานของรัฐจะต้องไปดำเนินการใช้สิทธิทางศาลเอง ส่วนเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในการไต่สวนข้อเท็จจริง จะดำเนินการเร่งรัดไต่สวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ส่วนเรื่องที่ปรากฏเป็นข่าวอาจมีข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงกับที่แถลงมาในวันนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เขากระโดง ยังไม่จบ DSI ยืนยันคดีอยู่ในอำนาจ ปปช.-ศาล