ขานรับ ‘โครงการฮักโลก Hug The Earth ปีที่ 2’ ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม ชวนช้อปสินค้ารักษ์โลก

ขานรับ ‘โครงการฮักโลก Hug The Earth ปีที่ 2’  ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม ชวนช้อปสินค้ารักษ์โลก

ขานรับ ‘โครงการฮักโลก Hug The Earth ปีที่ 2’ ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม ชวนช้อปสินค้ารักษ์โลก

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.26 น.

ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าความร่วมมือกับ หอการค้าไทย ใน “โครงการฮักโลก (Hug The Earth)” ภายใต้แนวคิด “เลือกเพื่อโลก” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ตอกย้ำบทบาท Total Home Solution ที่ช่วยให้ผู้บริโภคเลือก สินค้าและโซลูชันเพื่อบ้านได้ครบในที่เดียว พร้อมตอบรับเทรนด์ Green Living ท่ามกลางต้นทุนพลังงานและค่าใช้จ่ายในการอยู่อาศัย ที่เป็นโจทย์สำคัญของทุกครัวเรือน โดยคัดสรร สินค้ารักษ์โลกกว่า 1,800 รายการ ครอบคลุมกลุ่ม ประหยัดพลังงาน ประหยัดน้ำ และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสุขภาพภายในบ้าน เพื่อเปลี่ยนการเลือกซื้อสินค้าเข้าบ้านจาก ค่าใช้จ่ายทั่วไป ให้เป็น การลงทุนระยะยาว ที่ช่วย ลดต้นทุนการอยู่อาศัย และสร้างความยั่งยืนที่จับต้องได้

นางสาวชุติพร คงเจริญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการตลาด บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ตลาดสินค้าเพื่อบ้านกำลังก้าวเข้าสู่ จุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ ราคาและคุณภาพสินค้าเป็นหลัก วันนี้การตัดสินใจซื้อเริ่มขยายไปสู่มิติของ ต้นทุนการใช้งานระยะยาว โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ พลังงาน และคุณภาพชีวิตภายในบ้าน เพราะสินค้าเหล่านี้ไม่ได้จบต้นทุน ณ วันที่ซื้อ แต่ยังส่งผลต่อ ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าบำรุงรักษา และความสบายในการอยู่อาศัย อย่างต่อเนื่อง ความยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น Value-driven Choice ของผู้บริโภคที่มองหา ความคุ้มค่าในชีวิตประจำวัน ควบคู่ไปกับ ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม”

ภายใต้บริบทดังกล่าว ไทวัสดุ และบีเอ็นบี โฮม ได้คัดสรรสินค้ารักษ์โลกกว่า 1,800 รายการ จาก 46 แบรนด์ชั้นนำ ในหลากหลายหมวดสินค้าเพื่อบ้าน ตั้งแต่ สี กระเบื้อง เครื่องใช้ไฟฟ้า สุขภัณฑ์ ประตู-หน้าต่าง เครื่องทำน้ำอุ่น ปั๊มน้ำ แอร์ ไปจนถึงวัสดุก่อสร้าง โดยสินค้ากลุ่มดังกล่าวอ้างอิงฉลากและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่ตรวจสอบได้ อาทิ ฉลากเขียว ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ฉลาก SCG Green Choice ฉลาก Carbon Footprint ฉลาก Green Industry และอื่น ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสินค้าที่เข้าร่วมโครงการไม่ได้ตอบโจทย์เพียงการใช้งานในบ้าน แต่ยังสนับสนุนการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โครงการนี้ยังสะท้อนเจตนารมณ์ร่วมระหว่างไทวัสดุ บีเอ็นบี โฮม และแบรนด์พันธมิตร ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุค Green Living และทิศทางโลกที่มุ่งสู่ Low Carbon Economy และ Net Zero ในระยะยาว พร้อมทำให้การเลือกซื้อสินค้ารักษ์โลกเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายขึ้น ผ่านการจัดแสดงสินค้าและป้ายสัญลักษณ์ “ฮักโลก” ที่จุดขายทั่วสาขา เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถมองเห็น เลือกซื้อ และตัดสินใจได้สะดวกยิ่งขึ้น”

เมื่อแนวคิด “เลือกเพื่อโลก”: สร้างคุณค่าที่จับต้องได้จริงผ่าน Green Living ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม จึงคัดสรรสินค้ารักษ์โลกที่สะท้อนให้เห็นว่า การเลือกซื้อในวันนี้ สามารถสร้างความคุ้มค่า ลดค่าใช้จ่าย และยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยได้จริงในระยะยาว  ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 24 กันยายน 2569 ที่ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม ทุกสาขาทั่วประเทศ มองหาสัญลักษณ์ “ฮักโลก” ที่จุดขาย แล้วเริ่มเลือกสินค้าที่ช่วยให้บ้านประหยัดขึ้น อยู่สบายขึ้น และดีต่อโลกมากขึ้น

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม และโปรโมชันดีๆ ได้ที่ไทวัสดุ และบีเอ็นบี โฮม www.thaiwatsadu.com 
Facebook Fanpage:Thai Watsadu และ LINE Official: @Thaiwatsadu หรือ โทร. 1308 และ BnB home: www.bnbhome.com , LINE Official: @bnbhometh , Facebook: BnB home หรือ โทร. 1308

‘หมอพีท นพ.พิชญุตม์’ รับรางวัลเชิดชูเกียรติจาก ป.ป.ส. ร่วมขับเคลื่อนการบำบัดรักษาปัญหายาเสพติดผ่านสื่อออน์ไลน์

‘หมอพีท นพ.พิชญุตม์’ รับรางวัลเชิดชูเกียรติจาก ป.ป.ส.  ร่วมขับเคลื่อนการบำบัดรักษาปัญหายาเสพติดผ่านสื่อออน์ไลน์

‘หมอพีท นพ.พิชญุตม์’ รับรางวัลเชิดชูเกียรติจาก ป.ป.ส. ร่วมขับเคลื่อนการบำบัดรักษาปัญหายาเสพติดผ่านสื่อออน์ไลน์

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.23 น.

เพราะปัญหายาเสพติดในประเทศไทย ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีมาตรการการปราบปรามและการบำบัดรักษาจากภาครัฐแต่จำนวนผู้เสพหน้าใหม่ ตั้งแต่เยาวชนจนถึงวัยทำงานยังคงมีจำนวนเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นวิกฤตที่ต้องเร่งแก้ไข

จากปัญหาดังกล่าว การพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงการบำบัดรักษาที่มีมาตรฐานจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ได้จัดพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแด่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสนับสนุน ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในหลากหลายสาขาอาชีพ เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติด ประจำปี 2569 ซึ่งในปีนี้ นพ.พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ จิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับโล่ประกาศเกียรติคุณบุคคลหรือองค์กรที่มีผลงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ประเภท “ผู้มีอิทธิพลบนสื่อ สื่อมวลชน และรายการโทรทัศน์” จากนายกรัฐมนตรี จากบทบาทในการเป็น “ความหวังและกำลังใจ” ให้แก่ครอบครัวและผู้ที่มีปัญหาจากการใช้ยาเสพติด รวมถึงการส่งต่อองค์ความรู้ด้านการบำบัดรักษา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างยั่งยืน ผ่านทางสื่อออนไลน์ในเพจ “หมอพีท Addiction Story”

 “ผมเชื่อว่าหมอทุกคนตั้งใจอยากให้ผู้ป่วยดีขึ้น แต่ด้วยภาระงานที่ล้นมือเราจึงรักษาผู้ป่วยได้จำกัด ผมจึงคิดว่าหากผมสามารถให้คำแนะนำผ่านโซเชียลมีเดียได้ ผมอาจช่วยคนที่กำลังประสบปัญหาด้านยาเสพติดได้ในวงกว้างขึ้น”  นพ. พิชญุตม์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นในการทำสื่อออนไลน์

หลังจากคุณหมอเรียนจบเฉพาะทางด้านจิตเวชศาตร์การเสพติด คุณหมอยังได้ไปศึกษาต่อในประเทศอังกฤษ ที่ King’s College London เพื่อศึกษาเชิงนโยบายและนำแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพ มาพัฒนาการบำบัดรักษายาเสพติดในประเทศไทยต่อไป

 “ผมอยากแชร์ประสบการณ์และความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการรักษาด้านการเสพติดให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และสร้างความหวัง กำลังใจ ในการช่วยเหลือผู้ป่วยและครอบครัว ซึ่งเป็นหัวใจในการรักษาที่สำคัญที่สุด”  นพ. พิชญุตม์ กล่าวถึงความตั้งใจ

นอกจากเป็นอาจารย์แพทย์ประจำโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ แล้ว คุณหมอยังผสานความร่วมมือกับทีมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ก่อตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติด Day One Rehabilitation Center จังหวัดนครนายก และ Piti Clinic (ปีติ คลินิก) คลินิกสุขภาพจิต ในเขตกรุงเทพฯ เพื่อรองรับผู้ป่วยที่ต้องการรับการรักษาที่มีความเป็นส่วนตัว

สำหรับ Day One Rehabilitation Center ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครนายก เป็นสถานบำบัดและฟื้นฟูผู้ที่มีปัญหาจากการใช้ยาเสพติดที่มีแนวคิดว่า “ทุกคนมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ การบำบัดรักษาไม่ใช่แค่การเลิกยา แต่คือการฟื้นฟูทั้งกายและใจ” ซึ่งจิตแพทย์และทีมผู้เชี่ยวชาญจะวางแผนโปรแกรมการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ด้วยสิ่งแวดล้อมท่ามกลางธรรมชาติที่ช่วยให้ผู้พักอาศัยรู้สึกสงบและผ่อนคลาย ควบคู่ไปกับการดูแลและบำบัดรักษาทางจิตวิทยาโดยทีมสหวิชาชีพอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมให้ผู้เข้ารับการบำบัดสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีคุณค่าและมีความสุขได้อีกครั้ง

ศึกษาข้อมูลหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่  Facebook: ศูนย์บำบัดยาเสพติด Day One Rehabilitation Center    Website: www.dayonerehabcenter.com  ปรึกษาฟรี โทรศัพท์ 02 028 7775 (ข้อมูลเป็นความลับสูงสุด) หรือติดตามข้อมูลวิชาการและสาระน่ารู้ได้ที่ Facebook: หมอพีท Addiction Story

SACIT เดินหน้าขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่ความยั่งยืน ขานรับนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ยกระดับกระจูดพัทลุงสู่งานคราฟต์รักษ์โลก

SACIT เดินหน้าขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่ความยั่งยืน  ขานรับนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ยกระดับกระจูดพัทลุงสู่งานคราฟต์รักษ์โลก

SACIT เดินหน้าขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่ความยั่งยืน ขานรับนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ยกระดับกระจูดพัทลุงสู่งานคราฟต์รักษ์โลก

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่ความยั่งยืน ผ่าน Sustainable Craft Business Model เพื่อยกระดับศักยภาพงานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ตามกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) โดยยกกระจูดวรรณี (VARNI Craft) จังหวัดพัทลุง เป็นต้นแบบความสำเร็จในการสร้างความยั่งยืนให้กับงานหัตถกรรมท้องถิ่น ตามกรอบ ESG ยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ธุรกิจสร้างสรรค์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า SACIT มุ่งขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยภายใต้วิสัยทัศน์ “Nurturing Thai Crafts to Global Trends” โดยใช้โมเดลธุรกิจ Sustainable Craft Business Model เป็นกรอบการยกระดับผู้ประกอบการงานหัตถกรรมไทยแบบบูรณาการตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การสืบสานองค์ความรู้และทุนวัฒนธรรม การยกระดับทักษะของช่างฝีมือ การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิตอย่างรับผิดชอบ การสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน ตลอดจนการสร้างแบรนด์และขยายตลาด เพื่อให้งานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดยุคใหม่ โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ควบคู่กับการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชุมชน

ทั้งนี้ Sustainable Craft Business Model คือการต่อยอดความสำเร็จแนวคิดการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายการดำเนินงานของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ โดยเชื่อมโยงผู้สร้างสรรค์ นักออกแบบ นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และตลาดเข้าด้วยกัน ภายใต้กรอบ ESG และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางสังคม การอนุรักษ์วัฒนธรรม และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรับผิดชอบโมเดลนี้ไม่เป็นเพียงแนวทางปฏิบัติเพื่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยพลิกโฉมงานคราฟต์ไทยสู่การเป็นผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม นอกจากนี้ยังช่วยขับเคลื่อนระบบนิเวศงานคราฟต์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนโดยเฉพาะในมิติการขับเคลื่อนนวัตกรรมหมุนเวียนอย่างเป็น
รูปธรรม และสร้างความแตกต่างให้งานคราฟต์ไทยกลายเป็น “แบรนด์รักษ์โลก” อย่างแท้จริง ตลอดจนช่วยสร้างโอกาสในการเจาะตลาดประเทศต่างๆ ที่ให้ความสำคัญกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด

ด้าน นางสาวแสงระวี สิงหวิบูลย์ รองผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า แบรนด์กระจูดวรรณี (VARNI Craft) จังหวัดพัทลุง ซึ่งก่อตั้งโดย นายมนัทพงศ์ เซ่งฮวด ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประเภทเครื่องจักสาน ปี 2557 ของ SACIT นับเป็นหนึ่งในต้นแบบการนำ Sustainable Craft Business Model ไปประยุกต์ใช้จริง (Model in Practice) โดยต่อยอดภูมิปัญญาการจักสานกระจูด
ของชุมชนทะเลน้อยสู่ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย ผ่านการพัฒนาลวดลายอัตลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Signature Pattern) การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานยุคใหม่ และการยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้แก่เครือข่ายผู้ผลิตในชุมชน และขยายโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ

จุดเด่นของ VARNI Craft เป็นการพัฒนาตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การอนุรักษ์แหล่งวัตถุดิบ การพัฒนาทักษะของช่างฝีมือ การสร้างอาชีพให้ผู้สูงอายุ แม่บ้านและคนรุ่นใหม่ การถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านศูนย์เรียนรู้และกิจกรรม Workshop ตลอดจนการต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ VARNI Craft ยังเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการงานหัตถกรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม โดยนำแนวคิด Zero Waste มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต ลดการสูญเสียวัตถุดิบ และต่อยอดเศษกระจูดให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้ง
ดำเนินการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) ตลอดวัฏจักรของผลิตภัณฑ์ ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ รวมถึงเครื่องหมาย Net Zero Product จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ซึ่งสะท้อนศักยภาพของงานหัตถกรรมไทยในการก้าวสู่มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากล

ความสำเร็จของ “กระจูดวรรณี” ภายใต้โมเดลนี้ ยังพิสูจน์ให้เห็นถึงการพลิกโฉม “ต้นกระจูด” ซึ่งเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเพียงวัชพืชริมผืนน้ำในเขตทะเลน้อยให้กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าของชุมชนผ่านกระบวนการอัปไซเคิล และการใส่ความคิดสร้างสรรค์ จนสามารถเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้กลับคืนสู่ท้องถิ่นได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้รับการยกระดับด้วยการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI อันมีลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื่องจาก “กระจูด” ที่เติบโตในระบบนิเวศเฉพาะของพรุพัทลุงน้อยและทะเลน้อย จะมีคุณสมบัติพิเศษคือ เส้นใยมีความเหนียว ทนทาน นุ่มมือ และมีสีสันตามธรรมชาติที่สวยงาม เมื่อนำมาผสานกับภูมิปัญญาการจักสานที่สืบทอดกันมา จึงกลายเป็นสินค้าคราฟต์ที่มีทั้งเรื่องราวทางวัฒนธรรมและคุณภาพในระดับสากล

“การพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมืออย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดย SACIT พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนและขยายผล “Sustainable Craft Business Model” ไปสู่กลุ่มผู้สร้างสรรค์ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริม
การนำนวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่มาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของหัตถศิลป์ไทยในเวทีโลก ควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นับเป็นพลังสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังสร้างความภาคภูมิใจและความยั่งยืนให้กับชุมชนในระยะยาว” นางสาวแสงระวี กล่าวทิ้งท้าย

BEYOND THE SMILES การให้ที่มากกว่ารอยยิ้ม ฉลอง 40 ปี ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ

BEYOND THE SMILES การให้ที่มากกว่ารอยยิ้ม  ฉลอง 40 ปี ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ

BEYOND THE SMILES การให้ที่มากกว่ารอยยิ้ม ฉลอง 40 ปี ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.

เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “4 ทศวรรษ ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ : มาตรฐานสากลสู่ความยั่งยืน” ภายใต้แนวคิด 40 ปี แห่งการให้ที่มากกว่ารอยยิ้ม BEYOND THE SMILES เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 40 ปี แห่งการอุทิศตนในการดูแลผู้ป่วยและเผยแพร่ความสำเร็จของการดำเนินงานของ ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยมี รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ มหาทุมะรัตน์ หัวหน้าศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ และ ศ. นพ.นนท์ โรจน์วชิรนนท์ รองหัวหน้าศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ ร่วมงาน เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569 ณ โถงกิจกรรม ชั้น M1 อาคารรัตนวิทยาพัฒน์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย     

    
ภายในงานจัดแสดงนิทรรศการบันทึกเรื่องราวการเดินทางแห่งความหวังภายใต้แนวคิด “THE MIRACLE OF HOPE / THE MIRACLE OF DREAMS” ที่จะจัดแสดงต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 พร้อมกันนี้ยังมีเวทีเสวนา 3 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ “40 ปี Beyond The Smiles” โดย ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ มหาทุมะรัตน์ ศ.นพ.นนท์ โรจน์วชิรนนท์ และ ภาคิน (อิคคิว) โซ๊ะเลาะ ผู้ป่วยในความดูแลของศูนย์ฯ เสวนาช่วงที่ 2 หัวข้อ “แรกเริ่มจนถึงวันนี้” โดยตัวแทนผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์ฯ ผศ.นพ.ช่อเพียว เตโชฬาร และ ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ และเสวนาช่วงที่ 3 หัวข้อ “ที่สุดของการรักษาของศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ” ร่วมพูดคุยกับผู้ป่วยในความดูแลของศูนย์ฯ โดยทีมสหวิชาชีพ เพื่อสะท้อนพัฒนาการของศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ การรักษาแบบองค์รวม และการคืนคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตและยืนหยัดในสังคมอย่างภาคภูมิ            

การแสดงชุดพิเศษ บทเพลง “Live & Learn” ซึ่งได้รับเกียรติจากศิลปินกิตติมศักดิ์ กมลา สุโกศล พร้อมครอบครัว มาร่วมถ่ายทอดความซาบซึ้ง ร่วมกับทีมแพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยของศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ นอกจากนี้ยังมีมินิคอนเสิร์ตจาก หญิง-รฐา โพธิ์งาม, โญฮวัน/เคนจิ จาก Xebis (Cupid Wall) รวมถึงการแสดงจากชมรมยิ้มถาวร ภายในงานยังมีการเชิญชวนให้ทุกท่านร่วมส่งต่อความหวังในโอกาสพิเศษนี้ ผ่านการบริจาคเงินสมทบทุนพร้อมรับของที่ระลึกภายในงาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิกัลฟ์

ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ มหาทุมะรัตน์ หัวหน้าศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 ภายใต้ชื่อ “คณะทำงานแก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ จุฬาลงกรณ์” โดยการบูรณาการความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญจากสหสาขาวิชาชีพ เพื่อร่วมกันดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะชนิดรุนแรงแบบสหสาขาวิชาชีพอย่างครบวงจร นับเป็นศูนย์แห่งแรกในประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในปี พ.ศ. 2551 ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินเปิดศูนย์อย่างเป็นทางการ และพระราชทานนามใหม่ในเวลาต่อมาว่า “ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย” (Princess Sirindhorn Craniofacial Center) ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ตลอดจนเป็นขวัญและกำลังใจอันยิ่งใหญ่แก่ทีมแพทย์และพยาบาล”

ตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษที่ศูนย์แห่งนี้ทำหน้าที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายของผู้ป่วยที่มีความผิดปกติบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะชนิดรุนแรง ไม่ใช่เพียงแค่การศัลยกรรมเพื่อความงาม แต่คือการรักษาระดับสูงที่ต้องอาศัยทีมแพทย์และบุคลากรหลากหลายสาขา ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยทั้งรายใหม่และรายเก่าที่เข้ารับบริการ จำนวนกว่า 3,670 ราย โดยมีผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดรักษาแล้ว 2,029 ราย นอกจากนี้ ศูนย์ฯ ยังได้ดำเนิน โครงการคลินิกเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นโครงการให้บริการเชิงรุก โดยขยายการค้นหา คัดกรอง รักษา และติดตามผู้ป่วยในส่วนภูมิภาค โครงการดังกล่าวดำเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 จนถึงปัจจุบัน และยังดำเนินโครงการเพื่อผู้ป่วยในด้านต่าง ๆ อีกกว่า 10 โครงการ อาทิ โครงการเกษตรเติมฝัน โครงการชีวิตนี้ยังมีหวัง โครงการสื่อ สาน ผ่านใจ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถหายใจ กินอาหาร มองเห็น และดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นใจและภาคภูมิ ตามมาตรฐานสากลสู่ความยั่งยืน           

Donation HUB สภากาชาดไทย และศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อความหวังในครั้งนี้ ด้วยการร่วมบริจาคเงินและรับของที่ระลึกสนับสนุนโดยมูลนิธิกัลฟ์ หรือร่วมบริจาคผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ www.iredcross.org รายได้สมทบทุนสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ทุกการบริจาคลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่    ฝ่ายประชาสัมพันธ์เพื่อการจัดหารายได้  โทรศัพท์ 0 2256 4440 กด 1

‘SEA THE CHANGE’ นิทรรศการรักษ์ทะเลแห่งปี ชวนคนไทยร่วม ‘สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา’

‘SEA THE CHANGE’ นิทรรศการรักษ์ทะเลแห่งปี  ชวนคนไทยร่วม ‘สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา’

‘SEA THE CHANGE’ นิทรรศการรักษ์ทะเลแห่งปี ชวนคนไทยร่วม ‘สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา’

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.02 น.

มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ขอชวนทุกคนร่วมออกเดินทางสู่โลกรักษ์ทะเล ผ่านงาน YOUNG รักษ์ทะเล : SEA THE CHANGE สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา มหกรรมนิทรรศการด้านการอนุรักษ์ทะเลครั้งใหญ่แห่งปี ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้เรียนรู้ ลงมือทำ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูทะเลไทย ระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม–12 สิงหาคม 2569 ณ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เข้าชมฟรี

งานมหกรรมครั้งนี้จะพาทุกคนไปซึมซับประสบการณ์การอนุรักษ์ทะเล ผ่านการรวมพลังของภาครัฐ ภาคเอกชน และคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และจุดประกายให้ผู้เข้าร่วมงานก้าวสู่การเป็น “ผู้พิทักษ์ทะเล” พร้อมสัมผัสนิทรรศการ 360° Immersive Experience สุดล้ำ ที่จะพาคุณดำดิ่งสู่โลกใต้ทะเลอันงดงาม และร่วมสนุกกับกว่า 30 กิจกรรมที่อัดแน่นด้วยความรู้ควบคู่กับความสนุก จนค้นพบว่า “ทะเลไม่ใช่เรื่องไกลตัว”  งานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงนิทรรศการ แต่คือประสบการณ์ที่จะทำให้ทุกคนค้นพบว่า “ทะเลคือโลกที่น่าอัศจรรย์ และการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นได้จากตัวเรา”

ดำดิ่งสู่โลกใต้ทะเล ผ่านประสบการณ์ Immersive 360° เริ่มต้นการเดินทางด้วย 360° Immersive Experience ที่จะพาผู้ชมดำดิ่งสู่โลกใต้ทะเลผ่านภาพและเสียงรอบทิศทางสุดสมจริง พบกับฝูงสัตว์ทะเลและแมงกะพรุนยักษ์เรืองแสง พร้อมสัมผัสความงดงามของมหาสมุทร ก่อนพาเข้าสู่เรื่องราวของวิกฤติทะเลไทยที่กำลังรอการเปลี่ยนแปลง

เรียนรู้เบื้องหลังการกอบกู้ทะเลไทย ภายใน Exhibition Area จะพาผู้ชมไปเปิดโลกการทำงานของนักวิจัย นักอนุรักษ์ และหน่วยงานพันธมิตร ผ่านนิทรรศการที่เข้าใจง่ายและลงมือทดลองได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการส่อง ไมโครพลาสติกด้วยตาตนเอง การเรียนรู้การฟื้นฟูแนวปะการัง ห้องฉุกเฉินช่วยสัตว์ทะเล รวมถึงการถ่ายทอดพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทะเลของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

สนุกกับกว่า 30 กิจกรรม ตลอด 15 วัน เติมเต็มประสบการณ์ด้วยกิจกรรมกว่า 30 กิจกรรม และ Talk & Workshop ที่ออกแบบให้ทุกวัยได้ร่วมเรียนรู้และลงมือทำ อาทิ เวิร์กชอปปลูกปะการัง การเตรียมตัวสำหรับการดำน้ำเชิงอนุรักษ์ การลดขยะสู่ทะเล ตลอดจนเวทีเสวนาจากนักวิจัย นักอนุรักษ์ และผู้เชี่ยวชาญด้านทะเลที่มาร่วมแบ่งปันแรงบันดาลใจตลอดการจัดงาน

ชอปอย่างมีความหมาย สนับสนุนชุมชนและทะเลไทย อีกหนึ่งไฮไลต์คือ Community Market พื้นที่รวมสินค้าชุมชนและผลิตภัณฑ์รักษ์โลกจากเครือข่ายทั่วประเทศ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน ควบคู่กับการร่วมสร้างคุณค่าให้ทะเลไทยอย่างยั่งยืน

เพราะ “การเปลี่ยนแปลง” เริ่มต้นได้จากทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็ก เยาวชน ครอบครัว นักเรียน นักดำน้ำ หรือคนที่ไม่เคยคิดว่าทะเลเกี่ยวข้องกับชีวิต งาน SEA THE CHANGE จะทำให้คุณค้นพบว่า ทุกการเลือกใช้ชีวิตของเราล้วนเชื่อมโยงกับมหาสมุทร และทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโลกทะเลใหม่ได้

ร่วมสัมผัสมหกรรมประสบการณ์รักษ์ทะเลแห่งปี YOUNG รักษ์ทะเล : SEA THE CHANGE สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา ระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม–12 สิงหาคม 2569 ณ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เปิดให้เข้าชมฟรีตลอดงาน

เตรียมจัดงาน ‘Northern S1 Signature Expo 2026’ ยกขบวนสินค้าอัตลักษณ์เปิดตลาดเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจสู่เวทีสากล

เตรียมจัดงาน 'Northern S1 Signature Expo 2026' ยกขบวนสินค้าอัตลักษณ์เปิดตลาดเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจสู่เวทีสากล

เตรียมจัดงาน ‘Northern S1 Signature Expo 2026’ ยกขบวนสินค้าอัตลักษณ์เปิดตลาดเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจสู่เวทีสากล

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.46 น.

5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 รวมพลังประกาศความพร้อมจัดงาน “Northern S1 Signature Expo 2026” ยกขบวนสินค้าอัตลักษณ์ และเกษตรแปรรูปบุกชลบุรี เปิดตลาดเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจสู่เวทีสากล คาดเงินสะพัดกว่า 30 ล้านบาท

กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 ทั้ง 5 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก, สุโขทัยเพชรบูรณ์, ตาก, และอุตรดิตถ์ ประกาศความพร้อมเตรียมจัดงานมหกรรมแสดงและจำหน่ายสินค้าสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “Northern S1 Signature Expo 2026” ยกระดับผู้ประกอบการไทย พร้อมขยายฐานการตลาดเชื่อมโยงภูมิภาคจากภาคเหนือตอนล่างสู่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) มุ่งสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนอย่างไร้ขีดจำกัด

นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยถึงแนวทางการพัฒนาผู้ประกอบการกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรและผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้เข้มแข็งและสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสูงมาก ทั้งในด้านการเป็นฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดภัย และสินค้าอัตลักษณ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตลอดจนเป็นจุดเชื่อมโยงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ NSEC และ EWEC ซึ่งการจัดงาน “Northern S1 Signature Expo 2026” ระหว่างวันที่ 20 – 24 กรกฎาคม 2569 ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี ถือเป็นส่วนสำคัญหนึ่งในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ รวมถึงขยายตลาดให้กับสินค้าศักยภาพของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 ซึ่งประกอบไปด้วยจังหวัดพิษณุโลก, สุโขทัย, เพชรบูรณ์, ตาก, และอุตรดิตถ์ ที่แต่ละจังหวัดล้วนมีสินค้าที่มีเอกลักษณ์ และมีศักยภาพพร้อมต่อยอดขยายตลาดสู่สากล

“การยกขบวนสินค้ามาจัดงาน Northern S1 Signature Expo 2026 ที่จังหวัดชลบุรีในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการต่อยอดอดีต ปรับปัจจุบัน และสร้างคุณค่าใหม่ โดยเรามุ่งเน้นการขยายฐานการตลาดไปสู่พื้นที่ที่มีกำลังซื้อสูงและมีความหลากหลายอย่างจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นประตูสู่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการของเราได้พบกับกลุ่มลูกค้ารายใหม่ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนในระดับสากลต่อไป” นายเกียรติศักดิ์ กล่าว

ด้าน นายพิชัย เมืองมัจฉา พาณิชย์จังหวัดพิษณุโลก ได้กล่าวถึงรายละเอียดของการจัดงาน “Northern S1 Signature Expo 2026” เพิ่มเติมว่า การจัดงาน Northern S1 Signature Expo 2026 นี้ นับเป็นการรวมพลังครั้งสำคัญของผู้ประกอบการกว่า 150 ราย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม SMEs, OTOP และเครือข่าย Moc Biz Club จากทั้ง 5 จังหวัด ที่จะมานำเสนอสุดยอดผลิตภัณฑ์ที่คงคุณค่าทางวัฒนธรรมไว้ได้อย่างงดงาม อาทิ สินค้าเกษตรปลอดภัย พืชเมืองหนาว สินค้าเกษตรแปรรูป นวัตกรรมอาหารชั้นนำ งานหัตถศิลป์และงานคราฟต์ระดับสูง เช่น ผ้าทอโบราณ และเครื่องเงิน-เครื่องทอง รวมถึงบริการด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่น

“ไฮไลต์สำคัญนอกเหนือจากการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าแล้ว เรายังมุ่งเน้นการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ Business Matching ทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะเกิดคู่เจรจาธุรกิจไม่น้อยกว่า 25 คู่ เพื่อสร้างช่องทางตลาดที่ยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการ และคาดว่าการจัดงานในครั้งนี้จะสามารถสร้างมูลค่าการค้าภายในงานได้ไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท” พาณิชย์จังหวัดพิษณุโลก กล่าว

กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 จึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวจังหวัดชลบุรี จังหวัดใกล้เคียง นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ รวมถึงนักธุรกิจและนักลงทุน มาร่วมพิสูจน์ศักยภาพ สัมผัสความงดงาม และร่วมอุดหนุนสินค้าคุณภาพระดับพรีเมียมในงาน “Northern S1 Signature Expo 2026” ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นเวลา 5 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 20 – 24 กรกฎาคม 2569 ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี …งานนี้นอกจากจะเป็นการส่งเสริมขยายตลาดสินค้า 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่างแล้ว ยังนำเทรนด์ด้วยการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการทำ Carbon Neutrality หรือการคำนวณค่าความเป็นกลางทางคาร์บอนจากการจัดกิจกรรม แล้วนำไปชดเชยด้วยการซื้อเครดิตคาร์บอนด้วย นับเป็นเทรนด์ใหม่ของการจัดงานแสดงสินค้าในปัจจุบัน ดังนั้น ประชาชนที่เข้าร่วมงานครั้งนี้ จึงถือได้ว่ามีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย … มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตพร้อมดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน งานนี้นักช้อป นักชิม นักลงทุน…ห้ามพลาด!!!                                            

152 ปี วัฒนาวิทยาลัย กางโรดแมปการศึกษา 2570-2575 ชูหลักสูตรรับอนาคต ย้ำภาพลักษณ์ บ้านหลังที่ 2

152 ปี วัฒนาวิทยาลัย กางโรดแมปการศึกษา 2570-2575 ชูหลักสูตรรับอนาคต ย้ำภาพลักษณ์ บ้านหลังที่ 2

152 ปี วัฒนาวิทยาลัย กางโรดแมปการศึกษา 2570-2575 ชูหลักสูตรรับอนาคต ย้ำภาพลักษณ์ บ้านหลังที่ 2

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.35 น.

โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยสถาบันการศึกษาชั้นนำที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 152 ปีประกาศทิศทางการพัฒนาการศึกษาในช่วงปีการศึกษา 2570-2575 กางโรดแมปดีไซน์หลักสูตรรับโลกอนาคตด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐานสากลพร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ “โรงเรียนแห่งความรักและบ้านหลังที่ 2”ควบคู่กับการสืบทอดสายสัมพันธ์ “แดง-ขาว”ที่แข็งแกร่งและการเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จในการเปิดรับนักเรียนชายในระดับอนุบาลเพื่อสร้างสุภาพบุรุษที่มีคุณภาพป้อนสู่สังคมไทย

นางสาวลานทิพย์ ทวาทศิน ผู้จัดการโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย เปิดเผยถึงโรดแมปการศึกษา 5 ปีนี้ว่า โรงเรียนได้วางเป้าหมายเตรียมความพร้อมผู้เรียนสู่โลกอนาคต  เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ปกครองที่มองหาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและมีคุณภาพสูง  โดยในด้านการยกระดับวิชาการ โรงเรียนจะเดินหน้าต่อยอดความเป็น Microsoft

Showcase School พร้อมทั้งพัฒนาหลักสูตรสู่มาตรฐานสากลผ่าน CambridgeAssessment International Education และบูรณาการเทคโนโลยี AI เข้ากับการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21 และสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการด้วยนวัตกรรมที่พร้อมตอบโจทย์โลกยุคใหม่

ทางด้าน ว่าที่ร้อยตรีหญิงดารญาตันตินีรนาท ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักเรียนและนักเรียนประจำกล่าวเสริมถึงแนวคิดการดูแลนักเรียนและรูปแบบการเรียนการสอนว่าการศึกษาในปัจจุบันต้องเตรียมผู้เรียนให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขภายใต้แนวคิด “Smart School Smart Teachers Smart Students” มุ่งเน้นให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยและเป็นโรงเรียนแห่งความรักด้วยการพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม (Holistic Education) ควบคู่ไปกับการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย

สำหรับประเด็นการเปิดรับเด็กชายในระดับอนุบาลนั้นโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยได้เริ่มเปิดรับนักเรียนชายมาเป็นระยะเวลาหนึ่งจนประสบความสำเร็จและมีพัฒนาการที่เด่นชัดและในโรดแมปใหม่นี้โรงเรียนยังคงมุ่งมั่นเปิดรับพร้อมทั้งเตรียมความพร้อมอย่างเต็มเปี่ยมในการดูแลเอาใจใส่นักเรียนชายอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาให้เติบโตเป็น “Little Gentlemen” หรือสุภาพบุรุษตัวน้อยที่ได้รับการปลูกฝังมารยาท การให้เกียรติผู้อื่น และความอ่อนโยนตั้งแต่ปฐมวัย “เราเชื่อว่าความสุขเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้เป้าหมายของเราจึงไม่ใช่แค่การสร้างเด็กที่เก่งวิชาการเท่านั้นแต่คือการปั้นนักเรียนที่มีคุณภาพรอบด้าน เป็นคนดีมีคุณธรรมเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบและนี่คือสิ่งที่จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งของสายสัมพันธ์แดง-ขาว ตลอด 152 ปีของวัฒนาวิทยาลัยให้เติบโตอย่างยั่งยืน” นางสาวลานทิพย์กล่าว

คุณแหน : 15 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 15 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 15 กรกฎาคม 2569

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 00.00 น.

ll พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรกาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 52 โดยกองทัพเรือ ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เวลา 19.30 น. วันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2569

ll เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร พร้อมด้วย เซอร์ทิม ลอว์เรนซ์ พระสวามี เสด็จฯ เยือนพระราชอาณาจักรไทย วันที่ 16-17 กรกฎาคม 2569 หมายกำหนดการเยือนประกอบด้วย เสด็จเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี และทรงร่วมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

 ll เจ้าหญิงแอนน์ได้เสด็จฯ เยือนไทย มาแล้ว 3 ครั้ง คือในปี 2515 2522 และ 2530

ll เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม 2569 ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทอดพระเนตรการแสดงเดี่ยวเปียโนโดยคุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์ อายุ 12 ปี และการขับร้องเพลงโดย ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน และ ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ณ ศาลาดนตรีสุทธสิริโสภา ซอยลาดพร้าว 41 หลังการแสดจบทรงกอดประทานกำลังใจแด่คุณลีโอ

 ll ม.ล. ศิริเฉลิม สวัสดิวัตน์ คุณหมึกแดง จะไปฉลองวันเกิดปีนี้ แต่ไม่ยอมบอกว่าครบรอบปีที่เท่าไร ที่จังหวัดอุทัยธานี โดยให้เหตุผลว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข แต่กำลังใจยังมีเกินร้อยเสมอ

‘วัคซีนภูมิแพ้’ นวัตกรรมปรับภูมิคุ้มกัน เพิ่มโอกาสหายขาดจากโรคเรื้อรัง

‘วัคซีนภูมิแพ้’ นวัตกรรมปรับภูมิคุ้มกัน เพิ่มโอกาสหายขาดจากโรคเรื้อรัง

‘วัคซีนภูมิแพ้’ นวัตกรรมปรับภูมิคุ้มกัน เพิ่มโอกาสหายขาดจากโรคเรื้อรัง

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.52 น.

โรคภูมิแพ้ (Allergy) ถือเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพยอดฮิตที่พบได้บ่อยในทุกช่วงอายุ ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ หลายคนมักเข้าใจผิดว่าหากเป็นแล้วจะต้องทนอยู่กับอาการนี้ไปตลอดชีวิต แต่ในปัจจุบัน มีการรักษาด้วย “วัคซีนภูมิแพ้” ซึ่งเข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้โดยตรง ทำให้สามารถลดอาการของโรคและเพิ่มโอกาสในการหายขาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายแพทย์พงศ์สวัสดิ์ รอดสวาสดิ์ อายุรแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ภาวะภูมิแพ้เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ตอบสนองไวต่อสารบางชนิดมากผิดปกติ โดยเกิดความผิดพลาดในการสร้างอิมมูโนโกลบูลินอี (Immunoglobulin E หรือ IgE) ต่อสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ส่งผลให้เกิดอาการแพ้ภายในเวลาไม่กี่นาทีถึงไม่กี่ชั่วโมงหลังการสัมผัส ผ่านทางการหายใจ ผิวหนัง หรือการรับประทาน

โรคภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยในปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่

โรคจมูกและเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ ที่มักมีอาการคันจมูก จาม คัดจมูก และคันตา อันเนื่องมาจากไรฝุ่น ขนสัตว์ หรือเกสรดอกไม้

โรคหืดจากภูมิแพ้ ทำให้หายใจลำบาก แน่นหน้าอก และมีเสียงหวีด โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสสัตว์เลี้ยง

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่งเป็นภาวะผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่มีอาการคันและผิวแห้งกำเริบเป็นระยะ

การแพ้พิษแมลงกลุ่มผึ้ง ต่อ แตน และมด ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเกิดภาวะช็อกหรือ Anaphylaxis ที่อันตรายถึงชีวิต

โรคแพ้อาหาร ซึ่งในผู้ใหญ่มักพบการแพ้อาหารทะเลจำพวกกุ้ง ปู ปลาหมึก หอย รวมถึงข้าวสาลีและผลไม้ โดยแสดงอาการตั้งแต่คันใน
ช่องปาก ลมพิษ ไปจนถึงอาการแพ้รุนแรง

การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ในปัจจุบัน แพทย์จะเริ่มต้นจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย เพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างอาการและการสัมผัสสาร
ก่อภูมิแพ้ จากนั้นจึงทำการทดสอบภูมิแพ้ (Allergy Test) เพื่อค้นหาหลักฐานการไวต่อสารก่อภูมิแพ้ (IgE sensitization) ซึ่งทำได้ 3 วิธีหลัก คือ 

การทดสอบทางผิวหนัง (Skin Prick Test) โดยสะกิดสารสกัดบนผิวหนังและรออ่านผลใน 15–20 นาที ซึ่งผู้ป่วยต้องงดยาแก้แพ้ก่อนตรวจ

การเจาะเลือดตรวจสารเฉพาะภูมิแพ้ (Serum specific IgE) ซึ่งยาแก้แพ้ไม่มีผลต่อการตรวจและหาชนิดสารได้หลากหลายกว่า 

การทดสอบโดยการกระตุ้นด้วยสารก่อภูมิแพ้ (Allergen Challenge Test) ด้วยการให้
ผู้ป่วยสัมผัสสารที่สงสัยโดยตรง โดยวิธีนี้จำเป็นต้องทำในโรงพยาบาลภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง
อย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัย

เมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษา แพทย์จะมี 3 แนวทางหลักในการดูแลผู้ป่วย เริ่มจากการรักษาตามมาตรฐานของโรคนั้นๆ เช่น การพ่นจมูกด้วย
ยาสเตอรอยด์ ร่วมกับการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เพื่อลดการกำเริบ แม้ว่าในชีวิตประจำวันอาจจะทำได้ยาก เช่น การจัดการกับไรฝุ่นหรือการเลิกเลี้ยงสัตว์ และแนวทางที่สามที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ ภูมิคุ้มกันบำบัดด้วยสารสกัดก่อภูมิแพ้ (Allergen Immunotherapy) หรือ วัคซีนภูมิแพ้

วัคซีนภูมิแพ้ เป็นวิธีที่ให้สารก่อภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยแพ้ เข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่องในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อปรับระบบภูมิคุ้มกันให้เกิดภาวะทนต่อสารก่อภูมิแพ้ (Tolerance) นำไปสู่การควบคุมโรคได้ระยะยาวและมีโอกาสหายขาดได้ในที่สุด ปัจจุบันวัคซีนภูมิแพ้มีรูปแบบการรักษาที่ตอบโจทย์ผู้ป่วยอย่างหลากหลาย ทั้งชนิดฉีดใต้ผิวหนัง (SCIT) ,ชนิดอมใต้ลิ้น (SLIT) ซึ่งในประเทศไทยมีใช้เฉพาะสำหรับการรักษาอาการแพ้ไรฝุ่นเท่านั้น และชนิดรับประทาน (OIT)

“โรคที่สามารถรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ได้ ครอบคลุมทั้งโรคจมูกและเยื่อบุตาอักเสบ โรคหืด และโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โดยสามารถใช้ได้ทั้งวิธีฉีดใต้ผิวหนังและอมใต้ลิ้น ส่วนกลุ่มที่แพ้พิษแมลงจะรักษาด้วยวิธีฉีดใต้ผิวหนัง และกลุ่มโรคแพ้อาหารจะรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดชนิดรับประทาน” นายแพทย์พงศ์สวัสดิ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเริ่มต้นเข้ารับการรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการประเมินและยืนยันผลโดยแพทย์เฉพาะทางด้าน
โรคภูมิแพ้ เพื่อระบุสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุที่แท้จริง และร่วมกันพิจารณาเลือกรูปแบบวัคซีนที่เหมาะสม ปลอดภัย และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อตัวผู้ป่วยแต่ละราย

Life & Health : เปิดบทบาทเภสัชกรใน CAR T-Cell Therapy จากห้องปฏิบัติการสู่การรักษาโรคมะเร็ง

Life&Health : เปิดบทบาทเภสัชกรใน CAR T-Cell Therapy จากห้องปฏิบัติการสู่การรักษาโรคมะเร็ง

Life&Health : เปิดบทบาทเภสัชกรใน CAR T-Cell Therapy จากห้องปฏิบัติการสู่การรักษาโรคมะเร็ง

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.36 น.

CAR T-Cell Therapy เป็นเทคโนโลยีการรักษามะเร็งขั้นสูง โดยนำเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ (T-cell) จากเลือดผู้ป่วยหรือผู้บริจาคมาดัดแปลงในห้องปฏิบัติการ ให้มีตัวรับพิเศษที่เรียกว่า Chimeric Antigen Receptor หรือ CAR เพื่อให้ทีเซลล์รู้จักและโจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะเจาะจง เทคโนโลยีนี้จัดอยู่ในกลุ่ม Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) และถูกเรียกว่า “ยาที่มีชีวิต” เนื่องจากผลิตเฉพาะรายบุคคล และสามารถคงอยู่ในร่างกายได้นาน

ข้อมูล ภญ.ณัฐพร ลิขิตสกุลชัย เภสัชกรคลินิก ศูนย์เซลล์บำบัดและยีนบำบัด คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า ปัจจุบัน CAR T-cell therapy ถูกนำมาใช้รักษามะเร็งทางโลหิตวิทยาในหลายประเทศ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ดื้อต่อการรักษามาตรฐาน และได้รับการบรรจุในแนวทางการรักษามาตรฐานระดับสากล อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญคือต้องอาศัยกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน และต้นทุนการรักษาที่สูง

ประเทศไทยได้พัฒนาองค์ความรู้ด้าน CAR T-cell อย่างต่อเนื่อง โดยมีหลายสถาบันการแพทย์และมหาวิทยาลัยร่วมวางรากฐานงานวิจัยด้านเซลล์บำบัดและยีนบำบัด หนึ่งในก้าวสำคัญคือ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยศาสตราจารย์นายแพทย์สุรเดช หงส์อิง รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อุษณรัสมิ์ อนุรัฐพันธ์และคณะ ได้พัฒนา CD19-specific CAR T-cell ของไทยขึ้นเป็นรายแรก โดยเริ่มการศึกษาในระยะหลอดทดลองตั้งแต่ ปี พ.ศ.2557 และดำเนินการศึกษาต่อเนื่องมาจนถึงระยะคลินิก จนประสบความสำเร็จในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดบีเซลล์ (B-ALL) ที่ดื้อต่อการรักษาหรือกลับเป็นซ้ำ ต่อมารองศาสตราจารย์แพทย์หญิงพิมพ์ใจ นิภารักษ์
และคณะ ได้ต่อยอดแพลตฟอร์มดังกล่าวสู่การศึกษารักษาผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดบีเซลล์ในผู้ใหญ่ (B-cell Lymphoma)
ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีทางเลือกการรักษาจำกัด

การพัฒนา CAR T-cell สัญชาติไทยเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคเอกชน ผ่านการจัดตั้งบริษัทเจเนพูติก ไบโอ จำกัด (Genepeutic Bio) เมื่อปี พ.ศ. 2563 ร่วมกับ สวทช. และ TCELS เพื่อพัฒนาหน่วยผลิตเซลล์และยีนบำบัดตามมาตรฐาน Good Manufacturing Practice (GMP) แห่งแรกของประเทศไทย ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ CD19-specific CAR T-cell ของรามาธิบดีและ Genepeutic Bio อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยทางคลินิกระยะที่ 2 เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัย สำหรับขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นอกจากนี้คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีพร้อมเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์ม CAR T-cell ชนิดอื่น ๆ เช่น GD2-specific CAR T-cell สำหรับมะเร็งนิวโรบลาสโตมาในเด็ก (Neuroblastoma) และ BCMA-specific CAR T-cell สำหรับมะเร็งไขกระดูกชนิดมัลติเพิลมัยอิโลมา (Multiple myeloma) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาขั้นสูงในอนาคต

จุดเปลี่ยนสำคัญของการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศกำหนดให้ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง หรือ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) ที่มีส่วนผสมของยีน เซลล์ หรือเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตในกลุ่มความเสี่ยงปานกลางถึงสูง รวมถึง CAR T-cell ถือเป็น “ยา” ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นการยกระดับและทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้นจากประกาศฉบับก่อนหน้าเมื่อปี 2567 ที่ได้วางหลักการให้ ATMPs เป็นยาไว้แล้ว

ประกาศดังกล่าวทำให้การวิจัย การผลิต และการนำ CAR T-cell มาใช้รักษาผู้ป่วยในประเทศไทยต้องอยู่ภายใต้ระบบกำกับดูแลด้านยาอย่างเป็นทางการ ครอบคลุมทั้งมาตรฐานการผลิต คุณภาพ ความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และการติดตามผลหลังการใช้

ทั้งนี้ แม้ CAR T-cell ที่มุ่งเป้าโปรตีน CD19 เหมือนกัน แต่หากมีความแตกต่างด้านโครงสร้าง เช่น ลำดับกรดอะมิโนของ scFv หรือชนิดของ costimulatory domain จะถือเป็นผลิตภัณฑ์คนละชนิดในทางเภสัชกรรมและกฎหมาย จึงต้องมีข้อมูลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของตนเอง ไม่สามารถอ้างอิงผลการศึกษาข้ามผลิตภัณฑ์ได้โดยตรง

เมื่อ CAR T-cell ถูกกำกับดูแลในฐานะยา “เภสัชกร” จึงมีบทบาทสำคัญตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ได้แก่

1. ดูแลคุณภาพตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต

• ควบคุมกระบวนการผลิตให้สะอาดปลอดภัย — เภสัชกรกำกับดูแลทุกขั้นตอนการผลิต CAR T-cell ในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานสากล (เรียกว่า GMP) เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีความปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย

• ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ก่อนปล่อยให้ใช้ — ก่อนนำผลิตภัณฑ์ไปใช้กับผู้ป่วยจริง ต้องผ่านการตรวจสอบหลายด้าน เช่น การทดสอบเอกลักษณ์ การทดสอบประสิทธิภาพ จำนวนเซลล์มีชีวิตอยู่ในสัดส่วนที่เพียงพอ ไม่มีเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราปนเปื้อน เปรียบเสมือนการตรวจสอบคุณภาพยาก่อนส่งถึงมือผู้ป่วยทุกครั้ง

2. ดูแลการจัดเก็บและขนส่งด้วยความเย็นจัด

• เก็บรักษาในอุณหภูมิเย็นจัดมาก — ผลิตภัณฑ์ CAR T-cell ต้องเก็บในถังไนโตรเจนเหลวที่เย็นจัดกว่าตู้แช่แข็งทั่วไปมาก
(ต่ำกว่า -150 องศาเซลเซียส) เพื่อคงสภาพผลิตภัณฑ์ไว้ไม่ให้เสื่อมคุณภาพ เภสัชกรมีหน้าที่ตรวจสอบอุณหภูมิอย่างสม่ำเสมอ

• ควบคุมคุณภาพระหว่างการขนส่ง — เมื่อต้องเคลื่อนย้าย
ผลิตภัณฑ์จากสถานที่ผลิตมาถึงโรงพยาบาล ต้องมั่นใจว่าอุณหภูมิเย็น จัดถูกรักษาไว้ตลอดเส้นทาง ไม่มีช่วงใดที่อุณหภูมิสูงขึ้นจนอาจทำให้ผลิตภัณฑ์เสียหาย

3. ดูแลขั้นตอนการเตรียม บริหารผลิตภัณฑ์ให้ผู้ป่วย และเฝ้าระวังและดูแลอาการไม่พึงประสงค์

• เตรียมร่างกายผู้ป่วยก่อนรับผลิตภัณฑ์ — ร่วมวางแผนการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อ “เคลียร์พื้นที่” ในร่างกาย ช่วยให้ CAR T-cell
ที่ให้เข้าไปสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

• ตรวจสอบว่าเป็นผลิตภัณฑ์ของผู้ป่วยคนนั้นจริง — เนื่องจาก CAR T-cell ผลิตขึ้นเฉพาะสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย (ไม่ใช่ยาที่ใช้ร่วมกันได้) เภสัชกรต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่าผลิตภัณฑ์ตรงกับตัวผู้ป่วยแน่นอน ป้องกันความผิดพลาดที่ร้ายแรง

• เตรียมความพร้อมก่อนใช้งาน — ก่อนบริหารให้
ผู้ป่วย ต้องนำผลิตภัณฑ์มาละลายอย่างถูกวิธีและถูกเวลา เพราะเมื่อละลายแล้วจะมีเวลาใช้งานได้จำกัด ต้องบริหารผลิตภัณฑ์ให้
ผู้ป่วยภายในเวลาที่กำหนด

• ควบคุมขั้นตอนการให้ยา — ดูแลความถูกต้องของวิธีบริหารผลิตภัณฑ์ทางหลอดเลือดดำ พร้อมเตรียมทีมและอุปกรณ์ให้พร้อมรับมือหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

• เฝ้าระวังและจัดการอาการไม่พึงประสงค์เฉพาะทาง — ติดตามภาวะหลั่งสารไซโตไคน์มากเกินไป (CRS) ที่ทำให้ไข้สูง ความดันโลหิตต่ำ หรือหายใจลำบาก และภาวะทางระบบประสาทจากภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้น (ICANS) ที่ทำให้สับสนหรือพูดลำบาก ซึ่งมักเกิดร่วมกัน พร้อมจัดเตรียมยารักษา เช่น tocilizumab และ corticosteroid รวมถึงให้คำแนะนำกับผู้ป่วย โดยทำงานร่วมกับสหสาขาวิชาชีพ

4. จัดทำทะเบียนผู้ป่วยและติดตามผลระยะยาว

• บันทึกข้อมูลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ — จัดทำทะเบียนเก็บข้อมูลผลการรักษาของผู้ป่วยแต่ละรายในระยะยาว ทั้งในแง่ประสิทธิภาพและความปลอดภัย

• ติดตามความปลอดภัยในระยะยาว — CAR T-cell สามารถอยู่ในร่างกายผู้ป่วยได้เป็นเวลานาน จึงต้องเฝ้าระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง เช่น ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงจนติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

5. การกำกับดูแลและขึ้นทะเบียนยา จัดเตรียมเอกสารเพื่อขึ้นทะเบียนยาอย่างถูกต้อง — รวบรวมข้อมูลด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พิจารณา เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ CAR T-cells ของไทยได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างปลอดภัยในระยะยาว

การที่ CAR T-cell ได้รับการกำกับดูแลในฐานะ “ยา” จึงเป็นทั้งก้าวสำคัญของระบบกฎหมายยาไทย และสะท้อนบทบาทใหม่ของเภสัชกรในฐานะกำลังสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมการรักษาขั้นสูง ตั้งแต่ห้องปฏิบัติการผลิตจนถึงการดูแลผู้ป่วยจริง

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ คืนชีวิตใหม่..ให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็ก

นับตั้งแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมี พระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศใน รพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือของกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ คือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา
รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย ที่ผ่านมาผลงานสำคัญที่เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ
ที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุน คือ การเพิ่มอัตราการหายขาดเพิ่มขึ้นในโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในระยะแพร่กระจายจากไม่ถึง 20% เพิ่มเป็น 50% โดยการใช้ยาเคมีบำบัดตัวใหม่ นอกจากนี้ได้ช่วยเหลืองานวิจัยการรักษาโรคมะเร็งสมองโดยใช้ชีวโพลิเมอร์กับยามะเร็ง SN38 เป็นต้น สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร. 0-27183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตรงกับวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานและขอถวายพระพรให้ทรงหายจาก พระอาการประชวรโดยเร็ววัน

ผศ.(พิเศษ) ดร.เภสัชกร อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

กรรมการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ