เปลี่ยนกำแพงเป็นโอกาส! รัฐเปิดห้องเรียนในเรือนจำ ดันผู้ต้องขังเรียนต่อถึงปริญญา

เปลี่ยนกำแพงเป็นโอกาส! รัฐเปิดห้องเรียนในเรือนจำ ดันผู้ต้องขังเรียนต่อถึงปริญญา

เปลี่ยนกำแพงเป็นโอกาส! รัฐเปิดห้องเรียนในเรือนจำ ดันผู้ต้องขังเรียนต่อถึงปริญญา

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.13 น.

8 กรกฎาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง โดยกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับกรมราชทัณฑ์ ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อจัด ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ สำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ เพื่อให้การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นฟูศักยภาพ สร้างโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ และลดการกระทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลเชื่อว่าการศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต แม้ผู้ต้องขังจะถูกจำกัดอิสรภาพ แต่ไม่ควรถูกจำกัดโอกาสในการเรียนรู้ ความร่วมมือครั้งนี้จึงสอดคล้องกับนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ได้อย่างยืดหยุ่น ทั้งการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ

ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จะนำระบบการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทของเรือนจำมาใช้ เปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังสามารถศึกษาต่อได้ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงระดับปริญญา ควบคู่กับการพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ เพื่อเพิ่มความพร้อมในการประกอบอาชีพและกลับคืนสู่ครอบครัวและสังคมอย่างมั่นคงหลังพ้นโทษ

“รัฐบาลมุ่งสร้างสังคมแห่งโอกาส โดยเชื่อว่าการให้โอกาสทางการศึกษาแก่ผู้ต้องขัง คือการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ เพราะเมื่อผู้พ้นโทษมีความรู้ มีวุฒิการศึกษา และมีทักษะอาชีพ ก็จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี ลดโอกาสการกระทำผิดซ้ำ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

รัฐบาล เผย ข้อมูลธนาคารโลกชี้ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน

รัฐบาล เผย ข้อมูลธนาคารโลกชี้ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน

รัฐบาล เผย ข้อมูลธนาคารโลกชี้ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.11 น.

ข้อมูลธนาคารโลกชี้ไทย ยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน GNI ปี 2568 เพิ่มเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์ รัฐบาลเร่งกลไก กรอ. เติมแรงส่งใหม่ 

เมื่อวันที่ 8 ก.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ล่าสุดธนาคารโลกได้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับรายได้มวลรวมประชาชาติ (Gross National Income : GNI) ของประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในภูมิภาค 

สำหรับ GNI คือมูลค่ารายได้ทั้งหมดที่ประชาชนและธุรกิจของประเทศได้รับ ไม่ว่าจะเกิดจากการทำงาน การผลิต การประกอบธุรกิจ หรือการลงทุนทั้งภายในประเทศและในต่างประเทศ จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่นิยมใช้ประกอบการประเมินระดับการพัฒนาประเทศ และสะท้อนขนาดรายได้ของระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่าปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมี GNI อยู่ที่ 562,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ประมาณ 49,606 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นหนึ่งในขนาดรายได้ประชาชาติที่อยู่ในกลุ่มสูงของอาเซียน โดยข้อมูล 11 ประเทศอาเซียนเรียงตามมูลค่า GNI ปี 2568 ได้แก่ อินโดนีเซีย 1,407,196 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ไทย 562,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ 559,930 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ  สิงคโปร์ 501,837 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ เวียดนาม 500,206 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ มาเลเซีย 455,977 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  เมียนมา 79,988 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  กัมพูชา 50,363 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ  ลาว 17,278 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ  บรูไน 15,518 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ  และติมอร์-เลสเต 2,026 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าไทยยังมีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงในภูมิภาค ทั้งด้านการผลิต บริการ การท่องเที่ยว เกษตรอาหาร โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ สุขภาพ และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจอาเซียน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจกับโจทย์การเติบโตที่ต้องเร่งให้สูงขึ้น นโยบายเศรษฐกิจภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มุ่งจะขับเคลื่อนให้ประเทศไทยผ่านทุนทางเศรษฐกิจมีอยู่เปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใหม่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ การค้า บริการ Wellness และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนการยกระดับเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. อย่างใกล้ชิด ซึ่งมีการประชุมนัดแรกไปเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2569 และมีกำหนดประชุมนัดที่ 2 ในวันที่ 8 ก.ค. นี้ ซึ่งมีวาระสำคัญที่จะติดตามความคืบหน้าข้อเสนอภาคเอกชน แก้คอขวดทางเศรษฐกิจ และเร่งเปลี่ยนศักยภาพของไทยให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้

สำหรับการประชุม กรอ. ครั้งแรกนั้น เห็นชอบในหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ ได้แก่ ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี ด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลแต่ละด้านเป็นประธานคณะอนุกรรมการ พร้อมมอบหมายให้จัดทำประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และจัดลำดับความสำคัญของประเด็นการขับเคลื่อน เพื่อเร่งผลักดันการดำเนินงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นระบบ   ซึ่งคาดว่า คณะอนุกรรมการในแต่ละคณะจะได้มีการรายงานความคืบหน้าให้ที่ประชุมในวันพรุ่งนี้ ทราบด้วย 

“เป้าหมายของรัฐบาลคือทำให้เศรษฐกิจไทยโตเร็วขึ้น ทั่วถึงขึ้น และมีมูลค่าสูงขึ้น โดยใช้จุดแข็งของประเทศเป็นฐานต่อยอดไปสู่การลงทุน งาน รายได้ และโอกาสใหม่สำหรับประชาชน” น.ส.รัชดา กล่าว

กรณ์ ชำแหละ เบื้องหลังหั่นราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ ชี้ สุดท้ายก็คือหนี้ที่ปชช.ต้องจ่ายคืนเอง

กรณ์ ชำแหละ เบื้องหลังหั่นราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ ชี้ สุดท้ายก็คือหนี้ที่ปชช.ต้องจ่ายคืนเอง

กรณ์ ชำแหละ เบื้องหลังหั่นราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ ชี้ สุดท้ายก็คือหนี้ที่ปชช.ต้องจ่ายคืนเอง

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.44 น.

กรณ์ ชำแหละ เบื้องหลังหั่นราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ ชี้ สุดท้ายก็คือหนี้ที่ปชช.ต้องจ่ายคืนเอง

เมื่อวันที่ 8 ก.ค.2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ตอนเช้านายกฯ สั่งการ รัฐมนตรีพลังงานให้ลดราคาน้ำมัน ตกเย็นมีประกาศลดราคาน้ำมันพรุ่งนี้เช้าทันที แต่ที่ลดไม่ได้มาจากการปรับสูตรการคำนวณราคาให้เป็นธรรมมากขึ้น (เหมือนที่พูดไว้เป็นเดือนแล้วว่าจะทำ)

และไม่ได้มาจากการลดภาระภาษีให้ประชาชน แต่มาจากการใช้เงินประชาชนเอง ผ่านกองทุนนํ้ามันที่วันนี้มีหนี้รวมกว่า 57,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่ประชาชนต้องเป็นคนจ่ายคืนเองโดยตรง

โดย​กลุ่มดีเซล ต้องใช้เงินกองทุนไปชดเชยเพิ่มขึ้น (B7 เพิ่มจาก 0.19 บาท ต่อลิตร เป็น 2.90 บาท, B20 เพิ่มจาก 5.79 บาท เป็น 8.46 บาท)

​และกลุ่มเบนซิน/โซฮอล์ ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนลง(เช่น โซฮอล์ 95/91 ลดส่งเข้ากองทุนเหลือแค่ 0.42 บาท จาก 2.49 บาท)

​ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ อยู่ในภาวะ “ติดลบสะสมทะลุ 57,000 ล้านบาท” จากการตรึงราคาในรอบก่อน ซึ่งนั่นคือเหตุผลหลักที่ทำไมเวลาราคาน้ำมันโลกขาลง คนไทยถึงไม่ได้ใช้น้ำมันถูกทันที เพราะเราต้องส่งเงินไป “ใช้หนี้เก่า” ให้กองทุนฯ

ท่านรัฐมนตรีได้กรุณาชี้แจงกับผมว่า มีมาตรการคู่ขนาน คือการเจรจาส่วนลดค่าการกลั่น (discount) ที่เคยเก็บแล้วเว้นไป ซึ่งจะประกาศในราชกิจจาพรุ่งนี้ โดยจะมีเงินก้อนจากโรงกลั่นเข้ามาลดภาระการพึ่งพาการใช้กองทุนนํ้ามัน

ตรงนี้ผมถือว่าดี แต่ยังเป็นการบริหารที่ยังเป็นการแก้หน้างาน (ด้วยการอาศัย พรก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนนํ้ามัน 2516) มากกว่าที่จะมีการปฏิรูปที่จะมีผลที่ยั่งยืน เป็นธรรมกับทุกฝ่าย และโปร่งใสมากกว่านี้”

​นายกฯเรียกเข้าทำเนียบ จี้รมต.โลกลืม อุ้มต่อยังไม่ปรับครม.

​นายกฯเรียกเข้าทำเนียบ จี้รมต.โลกลืม อุ้มต่อยังไม่ปรับครม.

​นายกฯเรียกเข้าทำเนียบ จี้รมต.โลกลืม อุ้มต่อยังไม่ปรับครม.

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯเรียกเข้าทำเนียบ จี้รมต.โลกลืม อุ้มต่อยังไม่ปรับครม. ‘ลูกเทพ’อ้อนขอเวลา เดินหน้าพิสูจน์ผลงาน

นายกฯเรียก“รัฐมนตรี ภท.-พท.”ถกบนตึกไทยฯกระตุก“รัฐมนตรีโลกลืม” เร่งเครื่องสื่อสาร สร้างผลงาน-ประชาสัมพันธ์ไปถึงปชช.ยอมรับเป็นจุดอ่อนที่ปรับปรุงได้ลั่นยังไม่มีเค้าลางปรับครม.ชี้สส.มีโอกาสนั่งรมต.ขึ้นอยู่ผลงาน-สถานการณ์ โวครม.มีสปิริตเชื่อใจกันทำงานย้ำสัมพันธ์‘เพื่อไทย’แน่น‘ภราดร’ขอบคุณโพล เป็นกระจกสะท้อน ขอเวลา‘ลูกเทพ’ทำงาน ลั่น”ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน”ลั่นภท.ไร้ปัญหาการเมืองภายในขณะที่ รมต.ในครม.ต่างขานรับกระตุ้นการทำงาน “จุลพันธ์”มติพท.โหวตรับ กม.นิรโทษฯที่สว.แก้ไข

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 7 กรกฎาคม 2569ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบฯเพื่อเตรียมเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)

นายกฯเรียกรมต.ภท.-พท.หารือ

โดยก่อนการประชุมนายกฯได้เรียกรัฐมนตรีทั้งในส่วนของพรรคภูมิใจไทย(ภท.)และพรรคเพื่อไทย(พท.) ขึ้นหารือบนตึกไทยฯอาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช. ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี น.ส.ศุภมาส อิสรภักดี รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี

จากนั้นเวลา10.00น.นายอนุทินลงจากตึกไทยคู่ฟ้าพร้อมรัฐมนตรีที่เข้าพบ เดินมายังตึกบัญชาการ1เพื่อเป็นประธานการประชุม ครม.ผู้สื่อข่าวถามว่าการเชิญรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยเข้าพบมีการแจ้งเรื่องงานและเรื่องการปรับครม.หรือไม่นายกฯหัวเราะพร้อมกล่าวว่า”ไปทานโจ๊ก”ขณะรัฐมนตรีที่เดินมาด้วยก็หัวเราะกันอย่างอารมณ์ดี

นายกฯกำชับทีมรัฐบาล เร่งสื่อสาร

เวลา 12.25น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย กล่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรีถึงบรรยากาศการทำงานของคณะรัฐมนตรีมีความคึกคักขึ้นหรือไม่หลังจากวานนี้(6ก.ค.)นายกฯส่งสัญญาณให้รัฐมนตรีเร่งสร้างผลงานว่า คึกคักมาตลอดอยู่แล้วซึ่งไม่ใช่คึกคักแบบสนุกสนาน แต่คึกคักเพราะทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ ในรัฐบาลของตนเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาพูดให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับฟังว่าช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีแต่ละท่านทำอะไรไปบ้าง และมีส่วนไหนที่ต้องการให้คณะรัฐมนตรีได้แสวงหาความร่วมมือ และสนับสนุนซึ่งกันและกันเมื่อถามว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้(7 ก.ค.)กำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า กำชับให้ทุกท่านได้สื่อสารการทำงาน และผลงานให้ประชาชนได้รับทราบเยอะๆโดยไม่ได้เจาะจงไปที่กระทรวงใด เพราะทุกกระทรวงมีความสำคัญหมด รวมถึงกระทรวงในโควตาพรรคเพื่อไทยด้วย

ติงสารพัดโฆษก เร่งโชว์ผลงาน

นายกฯกล่าวอีกว่าทั้งนี้ยังพูดคุยกับรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยว่าขอให้ทุกท่านได้ร่วมกันสื่อสารการทำงานของกระทรวงของตัวเองให้ประชาชนรวมถึงกรมประชาสัมพันธ์ และทีมโฆษกรัฐบาล ให้เน้นการประสานกับโฆษกแต่ละกระทรวง เพื่อจะได้เผยแพร่ผลงานออกไปให้ได้มากที่สุด

เมื่อถามย้ำว่าการที่นายกฯบอกว่ารัฐมนตรีไม่ค่อยสื่อสารรวมถึงโฆษกรัฐบาล โฆษกกระทรวงและโฆษกพรรคด้วยหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ต้องถือว่าทั้งทีม งานออกมาเยอะ สิ่งดีๆที่ออกมาเป็นผลงานเป็นประโยชน์ของประเทศ และเป็นสิ่งที่เชื่อมั่นให้กับนานาชาติก็ออกมาเยอะไปหมด แต่ว่าทำไมถึงอยู่แค่วงเล็ก ก็ต้องขยายออกไปถึงวงใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีตัวเลขข้อมูลประกอบ เพื่อให้เป็นดิจิทัลฟุตพรินต์เอาไว้

บอกยังไม่มีเค้าลางปรับครม.

เมื่อถามว่า ผ่านมา 3 เดือน เริ่มเห็นเค้าลางการปรับคณะรัฐมนตรีแล้วหรือยัง นายอนุทินกล่าวว่า“ยัง”

เมื่อถามว่าเวลาที่เหมาะสม คือ 1 ปี 6 เดือน หรือ 4 เดือน นายกฯกล่าวว่า ต้องดูที่ผลงานเป็นหลักซึ่งไม่ใช่เรื่องทางหน้าสื่อเพียงอย่างเดียว เรื่องพวกนี้ประเมินได้ทั้งนโยบาย การทำงานที่ลงไปถึงประชาชน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของทุกคนว่าทำได้มากแค่ไหนเมื่อถามว่าวันนี้เท่ากับเป็นการยอมรับว่าจุดอ่อนของรัฐบาลคือการสื่อสารใช่หรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า ถือว่าเป็นจุดอ่อนที่สามารถปรับปรุงแก้ไขได้

ย้ำสัมพันธ์พท.แน่น เชื่อใจทำงาน

เมื่อถามถึงการเชิญรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อรับประทานโจ๊กได้มีการระบายความรู้สึกหรือความในใจกันหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่าไม่มี ตนคิดว่าเป็นนิมิตหมายและสปิริตการทำงานที่ดี วันนี้เราทำงานกันมา 2-3 เดือน มีความไว้เนื้อเชื่อใจ ความคุ้นเคย และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน

“ผมเชิญนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงานมาถามเรื่องที่ท่านจะเสนอเรื่องเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรีที่ท่านยังทำไม่เสร็จซึ่งถามว่ามีอะไรเร่งด่วนหรือไม่ซึ่งนายจุลพันธ์ ได้ชวนนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมและน.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีตรมช.มหาดไทย มาด้วยซึ่งผมก็ดีใจที่ได้เจอกัน ถือเป็นบรรยากาศการทำงานร่วมกันที่ดี”นายกฯ กล่าว

ปรับเก้าอี้รมต.ใช้มาตรฐานเดียว

เมื่อถามว่าในฐานะเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้มีโอกาสประเมินการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งมีโอกาสจะได้เป็นรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า นี่เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร สส.เป็นคนที่ประชาชนเลือกเข้ามา การประเมินคือการเลือกตั้ง ถ้าตนมองว่าเขายังทำงานไม่เต็มที่ ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้าพรรค ก็จะบอกว่าต้องทำงานให้เข้มข้นมากกว่านี้ แต่ไปทำอะไรเขาไม่ได้เพราะเป็นคนของพี่น้องประชาชน เป็นผู้แทนประชาชน เมื่อถามย้ำว่ามีโอกาสจะได้เป็นรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ นายกฯตอบว่าอยู่ที่ผลงาน ฝีมือและสถานการณ์อย่าเพิ่งไปคิดไกล

‘ภราดร’ขอบคุณโพลกระจกสะท้อน

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจนิด้าโพลที่ระบุว่าความนิยมของรัฐบาลลดลงว่าในฐานะหนึ่งในคณะรัฐมนตรีขอขอบคุณประชาชนที่เป็นคันฉ่อง(กระจก)สะท้อนให้เห็นว่าระยะเวลา3เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลเจอความท้าทายหลายเรื่อง เช่น สงครามตะวันออกกลางซึ่งรัฐบาลพยายามแก้ไขอย่างเต็มที่ เรื่องค่าไฟแฝงจากไฟทางหลวงก็เป็นรัฐบาลนี้เองที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ ส่วนเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นเชื่อว่าไม่มีใครไม่คิดว่าจะเพิ่งมาเกิดในรัฐบาลนี้ แต่เป็นปัญหาสั่งสม ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯในฐานะกำกับดูแลกระทรวงมหาดไทยและนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ก็เร่งแก้ไขปัญหาไม่ใช่แค่การแตะที่ผิวปัญหา

เมื่อถามว่าคะแนนนิยมของรัฐบาลที่ลดลงมองว่าเกิดจากอะไร นายภราดร กล่าวว่ารัฐบาลนี้เกิดขึ้นบนความคาดหวังของประชาชน ในทุกเรื่องที่ได้สัญญาไว้กับประชาชนทั้งในเรื่องของนโยบายพรรค หรือปัญหาอย่างที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นมา รัฐบาลเผชิญกับปัญหาแบบไหนและแก้ปัญหาแบบไหน รวมถึงเรื่องของโครงสร้าง รัฐบาลพยายามที่จะไปแตะโครงสร้างแก้ไขปัญหาให้เห็นผลในระยะยาวกันแบบไหน

ขอเวลา‘ลูกเทพ’ทำงานพิสูจน์

เมื่อถามถึงกรณีนายกฯบอกให้มีการปรับเรื่องการสื่อสารประชาสัมพันธ์นายภราดร กล่าวว่าเรื่องนี้ต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชน บางครั้งก็อาจจะเป็นเรื่องที่ทางตัวรัฐมนตรีเองควรจะต้องพยายามสื่อสารกับพี่น้องประชาชนในประเด็นทางสังคมต่างๆที่ต้องให้ละเอียด และสร้างความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้น

เมื่อถามว่า ตัวของนายภราดรเองก็เป็นหนึ่งในลูกเทพ มองการถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการทำงานอย่างไร นายภราดร กล่าวว่าระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน เรื่องนี้คงต้องใช้เวลา ซึ่ง3 เดือนที่ผ่านมาตนมองว่าทุกคนในรัฐบาลชุดนี้ก็พยายามที่จะทำงานอย่างเต็มที่ แต่ผลที่ออกมาในปลายทางสุดท้ายต้องมาวัดกันอีกครั้ง ว่าประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน

ลั่นภท.ไร้ปัญหาการเมืองภายใน

เมื่อถามว่าบางส่วนมองว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองภายใน นายภราดร กล่าวว่าการเมืองภายในพรรคไม่มีแน่นอน ยืนยันว่าในพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินในฐานะหัวหน้าพรรค และนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรค เป็นเบอร์หนึ่งกับเบอร์สองของพรรคอยู่แล้วหรือแม้กระทั่ง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม แกนนำใหญ่ของพรรคก็ได้ออกมาให้ข่าวแล้วว่าพรรคมีความเป็นปึกแผ่นไม่มีรอยร้าวใดๆเมื่อถามว่าเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่นายกฯ เรียกไปคุยหรือไม่นายภราดรหัวเราะพร้อมแซวตัวเองว่า “ไม่ได้เรียก แต่จะเดินไป”ก่อนเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไปพบนายกรัฐมนตรี

สุชาติไม่หวั่นเป็นรมต.โลกลืม

นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าวถึงการกระแสปรับครม.ที่นายกฯจะใช้ผลงานเป็นตัวชี้วัดว่าตนไม่รู้เรื่องเลย แต่เรื่องการตั้งหรือปรับ ครม.เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ตนยังไม่ได้ข่าวเรื่องนี้ เมื่อถามย้ำว่านายกฯบอกว่าถ้าเป็นรัฐมนตรีโลกลืม นายกฯก็ลืมด้วย นายสุชาติหัวเราะก่อนบอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเราเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายกฯทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ผู้บังคับบัญชาให้ความไว้เนื้อเชื่อใจมากกว่า

“ในส่วนที่เราทำงาน ตื่นมาก็ตั้งตาทำงาน เรื่องที่ตกค้างมายาวนานหลาย 10 ปีทุกเรื่อง ทุกวันนี้ตนก็ไปทำเรื่องโมเดลภูเก็ตที่นายกฯกำชับไปติดป้ายตามมาตรา 25สิ่งก่อสร้าง 22 รายการในหาดฟรีดอมซึ่งต่อเนื่องมาจากกรณีหาดนุ้ยคืนสิ่งที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ทวงคืน หาดต่างๆให้กับประชาชน เราก็ดำเนินการและรายงานนายกอย่างต่อเนื่อง”นายสุชาติและว่าเป็นความโชคดีของตนที่มาอยู่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะปลัดและอธิบดีของกระทรวงฯมีศักยภาพ ที่จะบริหารหน่วยงานของตนเอง สิ่งที่เป็นนโยบายของรัฐบาล และนายกฯ

โวผลงานทส.เพียบเดินหน้าเต็มที่

เมื่อถามย้ำว่ายืนยันว่าทำงานเต็มที่และมีผลงานใช่หรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า จริงๆกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯงานเยอะมาก สื่อมวลชนก็เห็นว่าตนทำงานหนักทุกวัน ก็พยายามทำให้เต็มที่เพราะเราแข็งแรง มีแรงที่จะเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ ทุกอาทิตย์ ก็ทำงานอยู่ เชื่อว่าทั้งหมดที่สื่อถาม นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชา รัฐมนตรีทุกคนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ที่ถูกแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรี ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี ที่จะพิจารณา ว่าใครทำงานแล้วสนองนโยบายรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังให้สัมภาษณ์ นายสุชาติ หันไปแซวนายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ว่า “ถ้าอธิบดีไม่มีผลงาน ผมก็ลืมเหมือนกัน” ก่อนที่ นายพิรุณ จะหัวเราะพร้อมยกมือไหว้และตอบว่า “ทำงานเต็มที่ครับ”

‘สรรเพชญ’ส่งสัญญาณกระตุ้นทำงาน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม กล่าวถึงกรณีนายกฯประกาศจะวัด KPI รัฐมนตรีโลกลืมจะมีปรับการทำงานอย่างไร ว่า เราพยายามทำงานทุกคน คณะรัฐมนตรีทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อตอบสนองนโยบายของนายกรัฐมนตรีเมื่อถามว่า มีการส่งสัญญาณปรับตำแหน่งในครม.หรือไม่ นายสรรเพชญ กล่าวว่า เป็นการกระตุ้นในการทำงาน ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าต้องทำงานให้มากขึ้น และตรงจุด ย้ำว่าคณะรัฐมนตรีทุกคนทำงานอย่างหนัก แต่บางสิ่งเราก็ต้องสื่อสารให้ประชาชนรับทราบ ส่วนของตนก็พยายามทำงานและสื่อสาร เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

‘ยศชนัน’เผยยังไม่มีสัญญาณปรับครม.

ด้านนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีเตรียมวาง KPI วัดผลงานรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยภูมิใจทางพรรคเพื่อไทยมีการพูดคุยถึงกรณีดังกล่าวหรือไม่ว่าเดี๋ยวจะเข้าไปคุย เมื่อถามย้ำว่ามองว่าการประเมินเช่นนี้จะมีการขยับปรับรัฐมนตรีใช่หรือไม่ นายยศชนัน เลี่ยงตอบคำถามโดยบอกว่าขอรอการประชุมคณะรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จ แล้วจะลงมาใหม่ ก่อนย้ำว่า”ไม่มีการส่งสัญญาณการปรับครม.มาจากพรรคภูมิใจไทย”

จุลพันธ์รับนายกฯเร่งสื่อสารงานภาพรวม

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีได้มีเรื่องประเมิน KPIของรัฐมนตรีหรือไม่ว่าการวัดKPIมีอยู่ตลอดอยู่แล้วซึ่งต้องทบทวนตัวเองและดูในเรื่องการทำงานที่ผ่านมา พยายามขับเคลื่อนให้ดีที่สุดและสุดท้ายประชาชนจะเป็นคู่ชี้วัดซึ่งนายกฯในฐานะเป็นผู้กำกับดูแลรัฐบาลคงติดตามอยู่แล้ว ยืนยันว่าการพูดคุยกันเมื่อช่วงเช้านี้ ไม่ได้มีการพูดคุยถึงกรณีดังกล่าวแต่เป็นการพูดคุยถึงการทำงานในภาพรวม

เมื่อถามว่าฝั่งพรรคภูมิใจไทยมีการกำชับรัฐมนตรีโลกลืมในฝั่งพรรคเพื่อไทยจะมีการกำชับในการทำผลงานของรัฐมนตรีหรือไม่ นายจุลพันธ์กล่าวว่า เรายังไม่มีเหตุ และหากติดตามดูการทำงานของทุกคนจะรู้ว่าพวกเราพยายามขับเคลื่อนการทำงานอย่างเต็มที่ ขณะนี้สิ่งสำคัญคือ การสื่อสารกับประชาชน ซึ่งนายกฯได้เน้นย้ำในที่ประชุมครม.ว่าอะไรที่ทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อประชาชน หรืออะไรที่ขับเคลื่อนออกไปแล้วประชาชนได้ประโยชน์ ต้องสื่อสารให้ชัดเจน ซึ่งพวกตนจะพยายามทำให้ดีขึ้นในการสื่อสารหากมีอะไรขาดตกบกพร่อง

ยังไม่ประเมินKPIเพิ่งเริ่มงาน3เดือน

เมื่อถามว่าขณะนี้พอใจกับผลงานของรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ถึงเวลาก็ต้องมานั่งดูและทบทวนกัน แต่ยังไม่ใช่เวลานี้ นี่เพิ่งเริ่มมาแค่ 3 เดือนจะต้องให้เวลาทุกคนได้ทำความคุ้นเคย ในการพิสูจน์ตัวเอง เพื่อพิสูจน์ผลงาน เมื่อถามว่าแล้วระยะเวลาที่เหมาะสมในการประเมินคือเมื่อใด นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้มีกำหนด แต่ต้องดูเป็นระยะไป เมื่อถามย้ำว่าการทำงาน 3 เดือนที่ผ่านมาเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เป็นไปตามเป้าหมายและจะมีการรวบรวมผลงานเพื่อสื่อสารต่อสังคม ว่าได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง และจะวาดภาพให้สังคมเห็น ในวิสัยทัศน์และทิศทางของหน่วยงานในการกำกับดูแล

มติพท.โหวตรับกม.นิรโทษฯที่สว.แก้ไข

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าวถึงจุดยืนของพรรคเพื่อไทยต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)เสริมสร้างสังคมสันติสุขว่าจากที่มีการคุยกันเบื้องต้น เราคงจะเห็นชอบกับการแก้ไขของสมาชิกวุฒิสภา(สว.)เพื่อให้ตัวกฎหมายนี้สามารถออกใบประกาศใช้และมีผลบังคับใช้เพื่อที่จะเป็นประโยชน์กับคนที่จะได้รับการนิรโทษกรรมผ่านทาง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข โดยเร็ว สิ่งที่สว.แก้ไข จากการสอบถามจากนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อซึ่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการในการทำกฏหมายนี้เมื่อสมัยที่แล้ว ได้บอกว่าประเด็นที่ สว.แก้มาไม่ได้กระทบกับสิทธิของใครเลย เพราะสิทธิอย่างเช่นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ก็มีสิทธิ์ตามกฎหมายในการดำเนินการได้อยู่แล้ว ไม่มีการปรับแก้ที่จะทำให้ไปลิดรอนสิทธิใดๆเพราะฉะนั้น เรื่องการแก้ไขของสว. เราคงจะรับเพื่อให้ออกมาเป็นกฎหมายโดยเร็ว

นายจุลพันธ์ เห็นว่าการตั้งกรรมาธิการร่วมกลับจะทำให้เกิดความเสี่ยงด้วยซ้ำ เพราะเราไม่รู้ผลว่า กรรมาธิการร่วมจะพิจารณาอย่างไร และเราก็รู้สภาพของโครงสร้างของกรรมาธิการร่วมเป็นอย่างดี เวลาตั้งกรรมาธิการร่วมของ สส.และสว. สัดส่วนเท่ากัน สัดส่วนของ สส. สัดส่วนของพรรคการเมือง เสียงส่วนใหญ่ในการตั้งกรรมาธิการร่วมที่ผ่านมาก็จะเป็นไปตามทิศทางที่ สว.เห็นชอบเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น กรณีนี้เรารู้อยู่แล้วว่า สุดท้ายผลลัพธ์มันแก้ไขลำบาก ดังนั้น เราพร้อมที่จะเดินหน้าเพื่อให้ประโยชน์ที่เกิดจากกฎหมายฉบับนี้จะเกิดผลได้เร็วที่สุด

เดินหน้าโหวตล้างผิด 6 พันคน

นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงพรรคเพื่อไทยจะเห็นพ้องร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมตามมติวิปรัฐบาลทั้งหมดหรือไม่ว่าแม้พรรคเพื่อไทยอาจมีความเห็นต่างในรายละเอียดเล็กน้อยแต่สามารถใช้วิธีอภิปรายในที่ประชุมสภาฯ ได้ เป้าหมายหลักของพ.ร.บ.ฉบับนี้คือต้องการเห็นคนหลายกลุ่ม หลายสีเสื้อ กลับมาสมานฉันท์และสามัคคีกัน ซึ่งมีผู้ที่จะได้รับการนิรโทษกรรมประมาณ 6,000 กว่าคน

ไม่จำเป็นต้องตั้งกมธ.ร่วม2สภา

“หากเราเลือกที่จะตั้งกรรมาธิการร่วม 2 สภา จะส่งผลให้กระบวนการลากยาวออกไป และทำให้ประชาชนกว่า 6,000 คนที่กำลังรอคอยการนิรโทษกรรมต้องเลื่อนเวลาออกไปอีก พรรคเพื่อไทยมองว่ากฎหมายฉบับนี้ผ่านการพิจารณาอย่างรอบด้านในวาระ2และ3ของสภาฯ มาแล้ว ถือว่าความคิดเห็นตกผลึกแล้ว เมื่อสว.แก้ไขและส่งกลับมา จึงไม่มีความจำเป็นต้องตั้ง กมธ.ร่วมให้เกิดความล่าช้า”นางมนพรย้ำ

มติกกต.รับรอง’ชัชชาติ-ปรเมศวร์’

วันเดียวกัน มีรายงานว่าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติเห็นชอบให้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับเลือกตั้งมาด้วยคะแนนน 1,537,784 คะแนน รวมถึงสมาชิกสภากรุงเทพมหานครทั้ง 50 คน รวมทั้งประกาศรับรองผลการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา ที่นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ รับเลือกตั้งมาด้วยคะแนน 20,184 คะแนน รวมถึงสมาชิกสภาเมืองพัทยาทั้ง 6 คนตามที่สำนักงานกกต.เสนอ เนื่องจากไม่มีเรื่องร้องเรียนว่าในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมามีเหตุที่จะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและโปร่งใส แต่ทั้งนี้ไม่ตัดอำนาจ กกต.ในการที่จะสืบสวนสอบสวนหลังการประกาศรับรองผลแล้วกรณีหากมีเรื่องร้องเรียนหรือร้องคัดค้านการประกาศผลการเลือกตั้ง ทั้งนี้ คาดว่าสำนักงานกกต.จะให้ผู้ที่ได้รับการประกาศรับรองผลเข้ารับหนังสือรับรองได้ตั้งแต่ในวันพรุ่งนี้(8ก.ค.)เป็นต้นไป

นายกฯสั่ง‘เอกนัฏ’หาทางลดราคาน้ำมัน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทยเปิดเผยว่าวันนี้ได้สั่งการให้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ไปหาทางในการลดราคาขายปลีกน้ำมันลงให้ได้ เหตุผลคือประชาชนทั่วไปได้รับทราบราคาน้ำในตลาดโลกได้ลดลงแล้วและราคาอยู่ในระดับที่ทรงตัวราคาขายปลีกในประเทศก็สมควรที่จะลดลง โดยต้องนึกถึงค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน และต้นทุนของผู้ประกอบการที่ทำมาหากินเป็นหลัก รัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะลดค่าน้ำมันลงให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

“ผมก็แค่บอกกับรมว.พลังงานในฐานะผู้บริหารว่าตอนราคาในตลาดโลกขึ้น เราก็ไปขอประชาชนขึ้น ตอนนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกลงแล้ว เราก็ไม่ต้องไปขอประชาชนในการลดราคาลงก็ลงให้เขาไปเลย ลงทันที และลงให้เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่ค่อยๆปรับลง ซึ่งรัฐมนตรีพลังงานก็ได้รับนโยบายในเรื่องนี้ไป”นายกฯย้ำ

เมื่อถามว่ามีกรอบระยะเวลาในการลดราคาน้ำมันหรือไม่ นายกฯล่าวว่าไม่มีกรอบเวลา ทางกระทรวงพลังงานต้องไปทำงานซึ่งมีกลไกในการประชุมคณะกรรมการชุดต่างๆเช่นคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(กบน.)โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายไปแล้วว่าราคาต้องลดลง ท่านคิดว่ารัฐมนตรีจะกลับมา แล้วบอกว่าไม่ลดราคาหรือเปล่าล่ะ

มอบ‘ศุภจี’ไปดูแลราคาอาหาร

เมื่อถามว่ากรณีของราคาอาหารที่กระทรวงพาณิชย์ดูแลอยู่ได้ให้นโยบายอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่าในเรื่องนี้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ได้ทราบเรื่องนี้แล้ว ซึ่งก็ต้องไปดำเนินการ โดยรัฐบาลมีนโยบายที่จะลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนในการดำรงชีวิตประจำวัน โดยในเรื่องของการลดราคาน้ำมันจะมีผลในเรื่องที่ทำให้ราคาสินค้าต่างๆ ลดลง ส่วนนโยบายของเรื่องการทำสินค้าธงฟ้าราคาประหยัด การตรึงราคาสินค้าต่างๆก็ต้องดำเนินต่อไป ทั้งนี้ในเรื่องของโครงการไทยช่วยไทยพลัสก็จะช่วยในเรื่องของการลดค่าครองชีพได้บ้าง

เมื่อถามว่าหากอัตราเงินเฟ้อยังคงสูงอยู่ นโยบายเศรษฐกิจที่ต้องทำควรเป็นอย่างไร นายกฯล่าวว่าเรื่องนี้รัฐบาลก็ต้องดำเนินนโยบายต่างๆ เราไม่ได้มองเป็นจุดเดียว แต่ต้องดูถึงคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกมิติ

‘เอกนัฏ’เรียกถก‘กบง.-กบน.’ด่วนเย็นนี้

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน รับข้อสั่งการจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ให้เร่งดำเนินมาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ โดยได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เป็นการด่วนในช่วงเย็นวันนี้ เพื่อพิจารณาแนวทางลดราคาน้ำมันให้สอดคล้องกับต้นทุนที่ปรับลดลง

ทั้งนี้ ในการประชุม กบง. และ กบน.ช่วงเย็นวันที่ 7 ก.ค.นี้ จะเร่งพิจารณามาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันโดยเร็ว เพื่อให้ราคาภายในประเทศสะท้อนต้นทุนที่ลดลง และให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องรอการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ หากต้นทุนน้ำมันดิบได้ปรับลดลงแล้ว

เผยเส้นทาง ‘ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร’ เริ่มจากข่าวกรอง ผ่านงานโชกโชน ก่อนนั่งเก้าอี้ปลัด ก.ยุติธรรม

เผยเส้นทาง 'ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร' เริ่มจากข่าวกรอง ผ่านงานโชกโชน ก่อนนั่งเก้าอี้ปลัด ก.ยุติธรรม

เผยเส้นทาง ‘ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร’ เริ่มจากข่าวกรอง ผ่านงานโชกโชน ก่อนนั่งเก้าอี้ปลัด ก.ยุติธรรม

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.00 น.

“ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร” ว่าที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ ที่เพิ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ไม่ใช่คนหน้าใหม่สำหรับผู้คนในแวดวงราชการ และกระบวนการยุติธรรม โดยเป็นที่คุ้นเคยกันดีในชื่อ “รองบอย”

“ปิยะศิริ” เติบโตมากับงานสืบสวนสอบสวน งานคดีพิเศษ และงานปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เริ่มชีวิตราชการจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติในปี 2543 ทำงานด้านต่อต้านการก่อการร้าย ก่อนโอนมาอยู่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อมีการตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษในปี 2547 

ชื่อของ “ปิยะศิริ” เป็นที่รู้จักกว้างขึ้นในช่วงที่เขาทำงานคดีพิเศษด้านธุรกิจการเงินนอกระบบ โดยเฉพาะเมื่อดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ และรองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีส่วนร่วมในคดีสำคัญหลายคดี อาทิ Forex-3D, แชร์แม่มณี และเครือข่ายหลอกลงทุนอื่นๆ 

จากดีเอสไอ “ปิยะศิริ” ขยับไปที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ในตำแหน่งรองเลขาธิการ ป.ป.ส. กระทั่งเดือนมีนาคม 2567 เปลี่ยนหน่วยงานอีกครั้ง ไปเป็นรองเลขาธิการ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ก่อนที่วันที่ 14 ตุลาคม 2568 จะได้รับความเห็นชอบจาก ครม. ให้ขยับขึ้นเป็นเลขาธิการ ศอ.บต. 

ด้านการศึกษา จบโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ระดับอุดมศึกษาจบด้านนิเทศศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และศึกษาด้านนิติศาสตร์เพิ่มเติม ก่อนต่อระดับปริญญาโทด้ารัฐประศาสนศาสตร์ 

นอกจากเส้นทางราชการที่ผ่านหน่วยงานสำคัญในกระบวนการยุติธรรมหลายแห่ง “ปิยะศิริ” ยังถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะอยู่ในเครือญาติสกุล “วัฒนวรางกูร” ซึ่งเป็นสกุลเดิมของ “สนองนุช วัฒนวรางกูร” อดีตภรรยาของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี 

“ปิยะศิริ” เป็นบุตรชายของ พล.ต.ต.ศิริชัย วัฒนวรางกูร นายตำรวจเก่า โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 19 และมีพี่น้องร่วมบิดามารดา 1 คน คือ พ.ต.อ.อภิชนันท์ วัฒนวรางกูร ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดระยอง  ด้วยวัยเพียง 52 ปี เติบโตในชีวิตราชการอย่างรวดเร็ว ยังเหลืออายุราชการอีกถึง 8 ปี เส้นทางบนตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายข้าราชการประจำในกระทรวงยุติธรรมของ “ปลัดปิยะศิริ วัฒนวรางกูร” จึงน่าจับตาอย่างยิ่ง

นายกฯร่วมงานวันชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย–อียิปต์

นายกฯร่วมงานวันชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย–อียิปต์

นายกฯร่วมงานวันชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย–อียิปต์

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.59 น.

นายกฯร่วมงานวันชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย–อียิปต์
 
วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลา 18.30 น. ที่โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสวันชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ตามคำเชิญของ นางฮาละฮ์ ยูซุฟ อะห์มัด เราะญับ (H.E. Mrs. Hala Youssef Ahmed Ragab) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ประจำประเทศไทย 
 
เมื่อเดินทางถึง นายกรัฐมนตรีได้รับการต้อนรับจากเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ประจำประเทศไทย ก่อนมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดี และร่วมชมนิทรรศการ “Egyptian Ancient Civilization through the Art of Papyrus” ซึ่งสะท้อนถึงประวัติศาสตร์และอารยธรรมอันยาวนานของสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ 
 
จากนั้น นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมพิธีการอย่างเป็นทางการ โดยมีการบรรเลงเพลงชาติไทยและเพลงชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ พร้อมรับฟังคำกล่าวเปิดงานของเอกอัครราชทูตฯ และกล่าวแสดงความยินดีในนามรัฐบาลไทย ก่อนร่วมพิธีตัดเค้กเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสวันชาติ และถ่ายภาพร่วมกับคณะผู้แทนทางการทูตและผู้เข้าร่วมงาน 


 
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตอียิปต์ฯ สำหรับสารแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งถ้อยคำแสดงความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

นายกรัฐมนตรีรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 74 ปี วันชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ พร้อมย้ำว่า ไทยและอียิปต์มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพ ความไว้วางใจ และมิตรภาพระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศมาอย่างยาวนานกว่า 70 ปี โดยอียิปต์เป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาหรับและทวีปแอฟริกาที่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทั้งสองประเทศให้คุณค่าและภาคภูมิใจร่วมกัน

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการเสด็จแทนพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปเชียน (Grand Egyptian Museum) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ตามคำเชิญของประธานาธิบดีอียิปต์ ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างทั้งสองประเทศ ที่ต่างให้ความสำคัญร่วมกันต่อประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมรดกอารยธรรม

ในด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างไทยและอียิปต์มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศมีมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ภาคธุรกิจไทยได้ขยายการลงทุนในอียิปต์มากขึ้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนที่มีต่อศักยภาพและความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระดับประชาชน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของมิตรภาพไทย–อียิปต์ โดยอียิปต์เป็นจุดหมายสำคัญของนักศึกษาไทยมุสลิมที่เดินทางไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีนักศึกษาไทยประมาณ 3,600 คน ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยอัล-อัซฮาร ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความผูกพันระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยพร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาคแอฟริกาผ่านข้อริเริ่มความร่วมมือระหว่างไทย–แอฟริกา (Thailand–Africa Initiative) และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากอียิปต์ในฐานะมิตรประเทศและหุ้นส่วนที่สำคัญ พร้อมทั้งอวยพรให้รัฐบาลและประชาชนชาวอียิปต์ประสบแต่สันติภาพ ความก้าวหน้า และความเจริญรุ่งเรือง ตลอดจนขอให้มิตรภาพระหว่างไทยกับอียิปต์ยังคงแน่นแฟ้นต่อไป 

รมว.สธ. เดินหน้า กัญชาการแพทย์ เตรียมคลอด พ.ร.บ.กัญชา คุมเข้มตั้งแต่ปลูก รับมีเล็ดลอดร้านเถื่อน

รมว.สธ. เดินหน้า กัญชาการแพทย์ เตรียมคลอด พ.ร.บ.กัญชา คุมเข้มตั้งแต่ปลูก รับมีเล็ดลอดร้านเถื่อน

รมว.สธ. เดินหน้า กัญชาการแพทย์ เตรียมคลอด พ.ร.บ.กัญชา คุมเข้มตั้งแต่ปลูก รับมีเล็ดลอดร้านเถื่อน

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.16 น.

‘พัฒนา’ ยันนโยบายรัฐ- ภท. เดินหน้า ‘กัญชาทางการแพทย์’ เท่านั้น เตรียมคลอด พ.ร.บ.กัญชา กัญชง คุมเข้มตั้งแต่การปลูก-โทษหนัก เตือนพวกลักลอบขน ปลายทางหลายประเทศยังเป็น ‘ยาเสพติด’ เสี่ยงคุก ยอมรับมีเล็ดลอด-ใช้ใบอนุญาตปลอม พร้อมลุยล้างบางร้านเถื่อน-สันทนาการ เผยยอดร้านค้าหมดอายุแล้วกว่า 6,000 แห่ง ทั่วประเทศ

วันที่ 7 กรกฎษคม 2569 เมื่อเวลา 17.30 น. ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขอยืนยันว่านโยบายกัญชาของพรรคภูมิใจไทย จะเป็นกัญชาทางการด้านการแพทย์เท่านั้น ซึ่งตัวร่างพ.ร.บ.ควบคุมกัญชา กัญชง พ.ศ… ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ได้ทำประชาพิจารณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แต่ไม่ทันการพิจารณาในสมัยประชุมนี้ ซึ่งจะเป็นพ.ร.บ.ที่จะควบคุมกัญชา ตั้งแต่การปลูก โดยปัจจุบัน กฎหมายที่คุ้มครองอยู่คือ พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมสมุนไพร และกฎกระทรวงต่างๆ เป็นการควบคุมเรื่องการขาย และการส่งต่อ และควบคุมเรื่องการสกัด แต่ยังไม่เคยมีครอบคลุมจนถึงการปลูก และพ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีโทษฐานฝ่าฝืน ค่อนข้างสูงและโทษหนัก พร้อมย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาล มีนโยบายกัญชาเพื่อการแพทย์เท่านั้น

เมื่อถามถึงโอกาสที่จะทำให้กัญชากลับมาเป็นยาเสพติด นายพัฒนา กล่าวว่า ตอนนี้ต้องทำพ.ร.บ.ควบคุมให้แล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย ส่วนเรื่องพ.ร.บ.ที่จะทำให้กลับมาเป็นยาเสพติด น่าจะอยู่ในส่วนของกฎหมายยาเสพติด ซึ่งอยู่ในความดูแลของกระทรวงยุติธรรม ส่วนกรณีที่มีการทะลักของกัญชาออกนอกประเทศนั้น แม้ปัจจุบันกัญชาในประเทศไทยจะไม่ใช่ยาเสพติด แต่ในประเทศปลายทางที่เดินทางไป หลายประเทศยังคงเป็นยาเสพติดอยู่ เพราะฉะนั้นการขนย้าย ต้องเช็คกฎหมายของประเทศไทยปลายทางด้วยส่วนผู้ที่ลักลอบนำออกไปขาย จำนวนมาก กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ก็ได้มีการประสานกับกรมศุลกากร และการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง 

“ที่ผ่านมามีการใช้ใบอนุญาตปลอมบ้าง แต่ในปัจจุบันกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก จะส่งใบอนุญาตทาง อิเล็กทรอนิกส์ เท่านั้น ก็จะสามารถควบคุมได้อีกทางหนึ่ง แต่ยอมรับว่าหากมีจำนวนมากก็อาจจะเล็ดลอดบ้าง” รมว.สาธารณสุข กล่าว

นายพัฒนา ยังกล่าวถึงกรณีร้านที่ดำเนินกิจการเปิดขายกัญชาอยู่ในขณะนี้ ในอดีตตั้งแต่ปี 2568 มีจำนวน 18,000 ร้านค้า และหมดอายุไป ในช่วงสิ้นปี 2568 หมดอายุไปแล้วประมาณ 1 ใน 3 หรือประมาณ 6,000 ร้าน และมีการต่ออายุประมาณ 1,500 ร้านค้า ซึ่งการให้ใบอนุญาต จะอนุญาตให้เป็นครั้ง คราวละ 3 ปีปฏิทิน ซึ่งจะมีหมดอายุ ปี 2569 และ 2570 ปีละประมาณ 6,000 ร้านค้า โดยกระทรวงสาธารณสุขได้มีคำสั่งให้เพิ่มเจ้าหน้าที่ ที่สามารถเข้าไปตรวจจับได้ ทั้งตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวนหลายหมื่นคนส่วนการตรวจสอบกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ได้นำร้านค้าทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง รวมไว้บนเว็บไซต์ และปักพิกัด GPS ให้แล้ว พร้อมทั้งมีรายละเอียดว่า ใบอนุญาตหมดอายุเมื่อไหร่ หากร้านใดไม่อยู่ในหมวดเหล่านี้ แสดงว่าเป็นร้านค้าที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง สามารถจับกุมได้ทันที

นายพัฒนา กล่าวอีกว่า ส่วนร้านค้าที่ลงทะเบียนอย่างถูกต้อง มีการอัพเดทกฎกระทรวง ต้องมีการปรับตัวให้เป็นสถานพยาบาล ต้องมีแพทย์ เข้าไปประจำ เพื่อกำกับดูแลการจำหน่าย ให้กับผู้ที่จำเป็นต้องใช้กัญชาทางการแพทย์ ให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น รวมถึงป้องกันไม่ให้มีการเซ็นจ่ายกัญชา จำนวนมากให้คนเดิมซ้ำๆ ซึ่งหากพบว่ามี การสั่งในลักษณะนี้ ต้องตรวจสอบโดยละเอียด หากผิดปกติ ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนร้านที่มีการลักลอบเปิดและขายเพื่อสันทนาการ ยืนยันว่าร้านเหล่านี้ต้องเข้าไปจับกุม ถ้าเป็นร้านที่ไม่ได้ลงทะเบียน ไม่ได้ขออนุญาต สามารถจับได้ทันที

ราชกิจจาฯ ประกาศเปลี่ยนแปลง กรรมการบริหาร พรรคประชาชน เหลือ 3 คน

ราชกิจจาฯ ประกาศเปลี่ยนแปลง กรรมการบริหาร พรรคประชาชน เหลือ 3 คน

ราชกิจจาฯ ประกาศเปลี่ยนแปลง กรรมการบริหาร พรรคประชาชน เหลือ 3 คน

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.45 น.

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศนายทะเบียนพรรคการเมืองเรื่อง การเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคประชาชน

ตามที่นายทะเบียนพรรคการเมืองได้มีประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2567 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชน(เดิมชื่อพรรคถิ่นกาขาวชาววีไล) กรณี ประชุมใหญ่วิสามัญพรรคประชาชน ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2567 มีมติแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคถิ่นกาขาวชาววิไล พ.ศ. 2566

โดยให้ยกเลิกทั้งฉบับและให้ใช้ข้อบังคับพรรคประชาชน พ.ศ. 2567 แทน และมีมติเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชนชุดใหม่ จำนวน 5 คน

บัดนี้ หัวหน้าพรรคประชาชนได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 กรณี นายศรายุทธิ์ ใจหลัก ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ลาออกจากเลขาธิการ พรรคประชาชน ทั้งนี้ให้การลาออกดังกล่าวมีผลในวันที่ 24 เมษายน 2569 โดยหัวหน้าพรรคประชาชน

ได้รับหนังสือฉบับดังกล่าว เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 และนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ได้มีหนังสือลงวันที่ 25 เมษายน 2569 ลาออกจากกรรมการบริหารพรรคประชาชน ทั้งนี้ให้การลาออกดังกล่าวมีผลในวันเดียวกัน โดยหัวหน้าพรรคประชาชนได้รับหนังสือฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ทำให้ความเป็นกรรมการบริหารพรรคประชาชนสิ้นสุดลงเฉพาะตัว

ตามข้อบังคับพรรคประชาชน พ.ศ. 2567 ข้อ 37 วรรคหนึ่ง (2)ดังนั้น จึงทำให้คณะกรรมการบริหารพรรคประชาชน คงเหลือ จำนวน 3 คน ได้แก่

1. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค

2. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายทะเบียนสมาชิก

3. นางสาวชุติมา คชพันธ์ เหรัญญิกพรรค

จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

ประกาศ ณ วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

แสวง บุญมี

เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง

นายทะเบียนพรรคการเมือง

นายกฯ ลั่น ยุบไม่ได้ กอ.รมน. เผย ยังไม่ได้คุย วันนอร์ เชื่อ ไม่เป็นประเด็นอ่อนไหว

นายกฯ ลั่น ยุบไม่ได้ กอ.รมน. เผย ยังไม่ได้คุย วันนอร์ เชื่อ ไม่เป็นประเด็นอ่อนไหว

นายกฯ ลั่น ยุบไม่ได้ กอ.รมน. เผย ยังไม่ได้คุย วันนอร์ เชื่อ ไม่เป็นประเด็นอ่อนไหว

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.13 น.

“นายกฯ” ลั่น “ยุบไม่ได้” กอ.รมน. อยู่คู่ชาติไทยมานาน เผย ยังไม่ได้คุย “วันนอร์” เชื่อ ไม่เป็นประเด็นอ่อนไหว

เมื่อเวลา 17.05 น. วันที่ 7 ก.ค. 69 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เสนอให้ยุบกองอำนวยการรักษาความสงบภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เพราะภารกิจงานซ้ำซ้อน และมีผลงานเด่นคือการยิงสส. โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวเพียงว่า “ให้ไปถามนายวันมูหะมัดนอร์”

อนุทิน ชาญวีรกูล

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ในฐานะที่นายมูหะมัดนอร์ เป็นประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีเป็น ผอ.รมน. เห็นอย่างไร นายกฯ ระบุเพียงว่า “ยังไม่ได้พูดคุยกับท่านเลย”

เมื่อถามว่า มีความคิดเห็นอย่างไร เนื่องจากนายกฯได้กำชับให้หน่วยงานรัฐเร่งทำผลงาน และต้องชี้แจงในกมธ.งบประมาณ นายอนุทิน กล่าวว่า ท่านเป็นคนในพื้นที่เวลามีเหตุการณ์อะไร ก็สะท้อนความรู้สึกออกมา เราก็ต้องชี้แจง และอธิบายกัน ตนเชื่อว่าทุกฝ่ายทำงานอย่างเต็มที่

อนุทิน ชาญวีรกูล

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า กรณีที่นายวันมูหะมัดนอร์ ต้องการให้ยุบ กอ.รมน. จะกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ ขออย่าไปคิดแบบนั้น เพราะวันนี้นายวันมูหะมัดนอร์ มาเป็นประธานที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี และการที่ตนเตรียมจะเดินทางไปประเทศมาเลเซีย ท่านก็จะร่วมคณะไปเพื่อช่วยการทำงานครั้งนี้ด้วย และเวลาที่ตนมีการพบปะกับฝ่ายกองทัพ ที่จังหวัดหรือลงไปพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็อยู่ด้วยกันตลอด พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไร 

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับนายวันมูหะมัดนอร์เบื้องต้นหรือไม่ในการให้ยุบ กอ.รมน. นายกฯ กล่าวว่า “มันจะไปยุบได้อย่างไร อยู่คู่ชาติไทยมาตั้งกี่ปีแล้ว” 

ครม. ไฟเขียว งบเพิ่มเติม ‘กลาโหม’ รับมือสถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา

ครม. ไฟเขียว งบเพิ่มเติม ‘กลาโหม’ รับมือสถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา

ครม. ไฟเขียว งบเพิ่มเติม ‘กลาโหม’ รับมือสถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.20 น.

ครม.ไฟเขียว งบเพิ่มเติม ให้กห.รับ สถานการณ์ชายแดนตะวันออก

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมคณะรัฐมนตรี  ที่ประชุมครม.เห็นชอบ ตามที่กระทรวงกลาโหม เสนอ ขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพิ่มเติม เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายรองรับสถานการณ์ชายแดนด้านตะวันออก ซึ่งเสนอเข้ามาเป็นวาระลับ โดยไม่เปิดเผยตัวเลขงบประมาณ รวมถึงรายละเอียดที่จะนำไปใช้ดำเนินการ แต่อย่างใด