กกต.ย้ำเตือน ใครพลาดเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.-เมืองพัทยา รีบแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิถึง 5 ก.ค.นี้

กกต.ย้ำเตือน ใครพลาดเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.-เมืองพัทยา รีบแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิถึง 5 ก.ค.นี้

กกต.ย้ำเตือน ใครพลาดเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.-เมืองพัทยา รีบแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิถึง 5 ก.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.17 น.

กกต.เตือน!! แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. / ส.ก. และนายกเมืองพัทยา / สมาชิกสภาเมืองพัทยา ได้ถึงวันที่ 5 ก.ค. นี้

29 มิถุนายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร นายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา ที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั ้งในวันอาทิตย์ที ่ 28 มิถุนายน 2569 สามารถแจ้งเหตุที ่ไม่อาจไปใช้สิทธิ เลือกตั้งได้ ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 

โดยผู้ที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้สามารถแจ้งตามแบบ ส.ถ./ผ.ถ. 1/8 หรือทำเป็นหนังสือ ซึ ่งอย่างน้อยต้องระบุ หมายเลขประจำตัวประชาชน และที ่อยู ่ตามหลักฐานทะเบียนบ้านให้ชัดเจน พร้อมทั ้งแจ้งด้วยว่า ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ด้วยเหตุใด ผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้ • แอปพลิเคชัน Smart Vote หรือ เว็บไซต์ http://www.ect.go.th • ทางเว็บไซต์สำนักบริหารการทะเบียน กระทรวงมหาดไทย https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/abscauselocal/ • แจ้งด้วยตนเอง หรือมอบหมายให้บุคคลอื่นไปยื่นแทนที่นายทะเบียนท้องถิ่น • แจ้งโดยจัดส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนถึงนายทะเบียนท้องถิ่น 

ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และมิได้แจ้งเหตุที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือแจ้งเหตุแล้วแต่เหตุนั้น มิใช่เหตุอันสมควร จะถูกจำกัดสิทธิเป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ดังนี้ 
(1) สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู ้แทนราษฎร (สส.) หรือสมาชิกสภาท้องถิ ่น (ส.ถ.) หรือผู้บริหารท้องถิ่น (ผ.ถ.) หรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) (2) สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน 
(3) เข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 
(4) ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง 
(5) ดำรงตำแหน่งรองผู ้บริหารท้องถิ ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการ ผู้บริหารท้องถิ่น ประธานที ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษา ผู้บริหารท้องถิ่น
(6) ดำรงตำแหน่งเลขานุการประธานสภาท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการประธานสภา ท้องถิ่น และเลขานุการรองประธานสภาท้องถิ่น 

สำนักงาน กกต.ขอความร่วมมือผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่สามารถ ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ดำเนินการแจ้งเหตุภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อรักษาสิทธิของตนเอง สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้งได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้ง http://www.ect.go.th หรือบริการสายด่วน 1444

กมธ.พาณิชย์ฯ ยื่น 4 ข้อถึง ศุภจี เบรกรัฐขยายเวลานำเข้าข้าวโพด 2 เดือน จี้เคาะราคาขั้นต่ำอุ้มเกษตรกร

กมธ.พาณิชย์ฯ ยื่น 4 ข้อถึง ศุภจี เบรกรัฐขยายเวลานำเข้าข้าวโพด 2 เดือน จี้เคาะราคาขั้นต่ำอุ้มเกษตรกร

กมธ.พาณิชย์ฯ ยื่น 4 ข้อถึง ศุภจี เบรกรัฐขยายเวลานำเข้าข้าวโพด 2 เดือน จี้เคาะราคาขั้นต่ำอุ้มเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.14 น.

‘กมธ.พาณิชย์ฯ’ ฝาก4ข้อถึง ‘ศุภจี’ เร่งทำความเข้าใจ ‘เกษตรกร-ผู้ประกอบการอาหารเลี้ยงสัตว์’ ขยายเวลานำเข้าข้าวโพดออกไปอีก 2 เดือน เหตุผลผลิตในประเทศออกช้า-น้อยลง ขอกำหนดราคาขั้นต่ำชั่วคราว – ออกมาตรการรับซื้อฉบับใหม่ก่อนสิ้นอายุ ก.ค.นี้ ป้องเกิดช่องว่างช่วงผลผลิตฤดูกาลใหม่ออกสู่ตลาด – ปรับโครงสร้างเพาะปลูกระยะยาว

29 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การพาณิชย์ และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฏร แถลงกรณีการขยายเวลาให้มีการนำเข้าข้าวโพด จากต่างประเทศ ระหว่าง วันที่ 1 ก.พ. ถึง 30 มิ.ย. เป็น 1 ก.พ ถึง 31 ส.ค.69 ว่า กมธ.ฯ ได้มีการเชิญ ผู้แทนการค้าภายใน และ ต่างประเทศ เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือถึงแนวทาง การรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หลังจากที่รัฐบาลโดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้ขยายระยะเวลานำเข้าวัตถุดิบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และรักษาเสถียรภาพปศุสัตว์ ซึ่งมีการขยายระยะเวลานำเข้าข้าวโพด ออกไปอีก 2 เดือน ส่งผลให้เกษตรกรและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมชะลอการรับซื้อผลผลิตในประเทศ

นายสัมฤทธิ์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมกมธ.ฯ มีข้อเสนอแนะ 4 ข้อ ไปยังนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 1.การสร้างความรับรู้ความเข้าใจ ในเชิงนโยบายโดยรัฐจะต้องเร่งประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจ กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ และเกษตรกร เนื่องจากผลผลิตในประเทศออกสู่ตลาดน้อยลง ประกอบกับมาตรการปลอดการเผา ที่เพิ่มความเข้มงวดทำให้ขั้นตอนการนำเข้า มีความยุ่งยากและใช้เวลามากขึ้น 2.การกำหนดราคาจำหน่ายขั้นต่ำชั่วคราวและมาตรการกำกับดูแล โดย ขอให้รัฐกำหนดราคาจำหน่ายขั้นต่ำชั่วคราว อ้างอิงต้นทุนเฉลี่ยย้อนหลัง 3 เดือน เพื่อคุ้มครองเกษตรกรในระหว่างรอโครงสร้างราคาใหม่ และให้ผู้ประกอบการแจ้งปริมาณ และราคารับซื้อที่เกิดขึ้นจริง รวมทั้งจัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นกวดขัน และลงโทษผู้ประกอบการ ที่มีพฤติกรรมปฏิเสธ หรือชะลอการรับซื้อข้าวโพดโดยไม่มีเหตุผลอันควร ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาคอขวดในการขนส่งและกระทบต่อสภาพคล่อง ต่อเกษตรกรอย่างรุนแรง

นายสัมฤทธิ์ กล่าวอีกว่า 3.การเร่งรัดออกประกาศมาตรการราคารับซื้อฉบับใหม่ โดยขอให้กระทรวงพาณิชย์ เร่งออกประกาศมาตรการราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ภายในประเทศฉบับใหม่ล่วงหน้า ก่อนที่ฉบับเดิมจะหมดอายุในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องว่างทางนโยบาย ในช่วงที่ผลผลิตฤดูกาลใหม่ และ4.การปรับโครงสร้างการเพาะปลูกในระยะยาว โดยประสานความร่วมมือ กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อวางนโยบายเชิงรุกในการจูงใจ และสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการทำนาปรัง เพื่อสร้างความมั่นคงทางวัตถุดิบ และลดการพึ่งพาการนำเข้าอย่างยั่งยืน

ด้าน น.ส.สุภานันท์ ปัญญาทิพย์ สส.เชียงใหม่ พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับเกษตรกรพบว่า พื้นที่เชียงใหม่มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดจำนวนมากและได้รับข้อร้องเรียนจากมาตรการขยายระยะเวลาการนำเข้าจะกระทบกับเกษตรกรหรือไม่ ซึ่งจากการขยายระยะเวลาทำให้เกษตรกรและประชาชนเกิดความสับสน ดังนั้นเมื่อมีมาตรการออกไป ก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาและวางแผน หากเกิดผลกระทบในอนาคต เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร รวมถึงทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลในการดูแลเกษตรกรได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้น

ทรงศักดิ์ โต้ วิโรจน์ น้ำเงินระส่ำ 2 น. ขัดแย้ง บอกการเมืองเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดา

ทรงศักดิ์ โต้ วิโรจน์ น้ำเงินระส่ำ 2 น. ขัดแย้ง บอกการเมืองเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดา

ทรงศักดิ์ โต้ วิโรจน์ น้ำเงินระส่ำ 2 น. ขัดแย้ง บอกการเมืองเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดา

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.11 น.

29 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 13.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ศึกในกระทรวงมหาดไทยที่เป็นความขัดแย้งระหว่าง 2 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย และนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ดว่า เป็นเพียงข่าว เท่าที่ตนดูก็ไม่มีอะไร ซึ่งนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ดเป็นลูกพี่ลูกน้องกับตนก็ไม่มีอะไร คนก็พยายามเอาข่าวมาพูดถึงความขัดแย้ง แต่ตนขอพูดตรงๆ ว่า ความคิดเห็นของคน ไม่มีใครคิดตรงกัน ทุกเรื่องมีความเห็นแตกต่างกันบ้างแต่ไม่ใช่ความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นการที่จะเอาความเห็นที่แตกต่างกัน แล้วมาบอกว่าเป็นความขัดแย้งเริ่มไม่ลงรอยกัน ตนยืนยันว่าไม่มี 

เมื่อถามย้ำว่า นายวิโรจน์ออกมาเตือนว่าอย่าให้ซ้ำรอยเหมือนลุงตู่ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ) ลุงป้อม (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรณ รองนายกฯ ) นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เขาเพียงแต่เปรียบเทียบเฉยๆ จริงๆไม่ใช่ คนละวัยกัน

เมื่อถามย้ำว่า เหมือนสีน้ำเงินจะขัดแย้งกันภายในใช่หรือไม่ นายทรงศักดิ์ย้อนถามว่าสีน้ำเงินคืออะไร ผู้สื่อข่าวตอบกลับว่า เป็นสีของพรรค ก่อนยืนยันว่าไม่มีอะไร แต่การเมืองเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าไม่มีข่าวเลยคนก็ไม่ได้สนใจการเมือง เป็นเพียงข่าวหนึ่งที่ผู้คนสนใจติดตามเท่านั้นเอง ซึ่งก็ดีเหมือนกันเพราะวันนี้รัฐบาลกำลังเร่งรัด โครงการไทยช่วยไทย พลัส ดูว่างบประมาณที่ลงไปไปถึงประชาชน แล้วประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไร จะได้ติดตามสะท้อนให้เห็น วันนี้ประชาชนส่วนหนึ่งก็ชื่นชม และยังบอกว่าน่าจะมีเฟสต่อไป ซึ่งตรงนี้ตนฟังมาจากประชาชนว่าเป็นโครงการที่ดีมาก มีประโยชน์มาก ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในภาพรวมและรากหญ้า

การดี ซัด งบฯดีอี แปะป้าย AI ไม่ตรงปก โครงการกระจัดกระจาย ไร้ทิศทาง ซ้ำซ้อน

การดี ซัด งบฯดีอี แปะป้าย AI ไม่ตรงปก โครงการกระจัดกระจาย ไร้ทิศทาง ซ้ำซ้อน

การดี ซัด งบฯดีอี แปะป้าย AI ไม่ตรงปก โครงการกระจัดกระจาย ไร้ทิศทาง ซ้ำซ้อน

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.07 น.

‘การดี’ ซัด ’งบฯดีอี‘ แปะป้าย AI ไม่ตรงปก โครงการกระจัดกระจาย ไร้ทิศทาง ซ้ำซ้อน หวั่นไทยตกขบวนโลก แนะรัฐบาลวางวิสัยทัศน์ให้ชัดเจน

29 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 13.05 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระแรก ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ เป็นวันแรก 

โดยนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ไทยกำลังตกขบวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องดิจิทัล และเทคโนโลยี ถ้าย้อนกลับไป 1 ใน 5T ของรัฐบาล ที่อยากจะพูดถึงคือTransition เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและภาครัฐ ผ่านการลงทุนคนและดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ทักษะ และกฎหมายเพื่อการแข่งขัน ที่อยู่ในร่างพ.ร.บ.งบฯปี 70 มองว่างบประมาณนี้ ที่เรากำลังดูอยู่คืองบไร้อนาคต งบนี้เป็นงบที่กระจายซ้ำซ้อน และไร้ทิศทางจริงหรือไม่ งบนี้มีคำว่า AI ติดป้ายปลอมของไม่ตรงปกหรือไม่ และงบนี้จะทำ ไทยตกขบวนโลกจริงหรือไม่ น่าเสียดายที่ตนเองและผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ดู คือใช่ทั้ง 3 ข้อ แต่ไม่ใช่ประเด็นที่เงินเรามีไม่พอ คิดว่าคนที่ถือเงินตอนนี้ ยังไม่รู้ว่าจะพาประเทศไปที่ไหน เรื่องแรกงบฯนี้ไร้อนาคตเพราะการกระจายซ้ำซ้อน พอไปดูงบของกระทรวงดีอี อยู่ที่  13,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 30% จะว่าตกใจก็เช่นเดียวกันเพราะ เมื่อเปรียบเทียบคิดเป็นเพียงสัดส่วน 0.36% ของบประมาณทั้งประเทศเท่านั้นเอง ถ้าโลกกำลังจะเปลี่ยนไปสู่งบประมาณไปสู่ประเทศที่ก้าวเข้าไปสู่ AI เศรษฐกิจดิจิทัล จึงมีคำถามว่า ดูน้อยไปหรือไม่หรือ โดนซุกอยู่ในกองทุน หรืออยู่ที่อื่น แต่สัดส่วนน้อยแบบนี้ยังไม่เป็นปัญหา วิธีคิด ตรรกะ วิสัยทัศน์ที่กำลังอยู่เบื้องหลังของงบประมาณชุดนี้ 

นางการดี กล่าวต่อว่า ถ้าไปดูในส่วนของกระทรวงดีอี กว่า 6.5% ที่กระจุกตัวอยู่ 2 โครงการ คือโครงการพื้นฐาน ที่คิดว่าสำคัญมาก คือระบบคลาวด์ตภาครัฐ และอีกโครงการหนึ่งคือ กรมอุตุนิยมวิทยา ส่วนเรื่องคลาวด์เซอร์วิส ด้วยหลักการเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ควรจะรวมข้อมูลหน่วยงานราชการ ซึ่งในปีนี้มีอยู่ในงบประมาณ เกือบ 5,000 ล้านบาท เปรียบเทียบกับปีที่แล้วอยู่ที่ 2,200 ล้านบาท ง่ายๆคือเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เมื่อคลาวด์กลางที่ควรจะมีอยู่แล้วเราลงทุนปีนี้ 5,000 ล้านบาท รวมๆแล้วที่ผ่านมา กว่า 8,000 ล้านบาทเข้าไปแล้ว แต่ยังมีหน่วยงานอื่นๆเช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ก็ยังมีการเช่าคลาวด์ของตัวเองแยกออกไป รวมทั้งหมด 55 โครงการ เป็นมูลค่า 1,530 ล้านบาท แล้วงบที่แท้จริงคืออะไร การกระจัดกระจายตัวทำให้มีทิศทางที่แน่นอนได้หรือไม่ รวมไปถึงไปเจาะเอางบประมาณที่เกี่ยวข้องกับ ดิจิทัลและไอที ที่น่าสนใจคือ มีอยู่กว่า 51,000 ล้านบาท มีทั้งกระทรวงศึกษาฯ อว. กระทรวงมหาดไทย สำนักนายก รัฐมนตรี ประเด็นคือเรายังไม่เห็นพิมพ์เขียว ยังไม่เห็นโรดแมปที่จะพาสิ่งนี้ไป และเป็นสิ่งที่เราเฝ้าตั้งคำถาม และประเด็นถัดมา แผนเรื่องบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลทั้งหมด 8,700 ล้านบาท เป็นงบลงทุนเพียง 9.4% กว่า 70% เป็นงบการดำเนินงาน ลงทุนนิดเดียวแต่อยากที่จะขับเคลื่อนประเทศ เพื่อไปสู่ประเทศดิจิทัล

นางการดี กล่าวอีกว่า เรื่องที่สอง งบไร้อนาคตเพราะเราเจองบ AI ติดป้ายปลอมแบบไม่ตรงปกเป็นจำนวนเยอะมาก ถ้าไปสแกนดู ทั้งหมดว่าเราจะพาประเทศไปสู่ยุค AI และงบนี้มีสูงถึง 2583 ล้านบาท แค่ในงบอยู่ที่กองทุนไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง ทั้งหมด 198 รายการ ใน 91 หน่วยงาน ใน 20 กระทรวง ตื่นเต้นอีกเรื่องคือกว่า 90% ระบุว่าเป็นงบลงทุน ตนเองวิเคราะห์แล้วใจฟูว่า จะลงทุนถึง 90% ของจำนวนนี้ แต่พอลงไปดูเนื้อข้างใน งบที่ว่าลงทุนกลับกลายเป็นว่า งบสร้างห้อวเรียน งบซื้อครุภัณฑ์ มีถึงงบสร้างอาคารปัญญาประดิษฐ์ด้วย การที่ทำงบแบบนี้จะทำให้ผู้บริหาร ผู้วางวิสัยทัศน์และงบประมาณ อาจมีการตีความขีดความสามารถประเทศของเราผิดไป สุดท้ายก็กลายเป็นว่ากระจายไปหมด ไร้ศูนย์กลางยุทธศาสตร์ว่าเราจะไปทางไหน เหมือนเอาป้าย AI ไปแปะเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งงบประมาณ AI แต่ก็ไม่ได้สร้างผลงาน ผลสัมฤทธิ์หรือผลลัพธ์ ทางด้าน AI อย่างแท้จริง

นางการดี กล่าวด้วยว่า และเรื่องที่สาม งบไร้อนาคตจะชวนประเทศไทยตกขบวนอีกรอบ ซึ่งมองหาจากงบประมาณและยุทธศาสตร์ และนโยบาย ว่าเราจะพาประเทศของเราไปทางไหน และแผลสดๆคือ ในยุคที่E-commerceต่างชาติเข้ามา ระวังกฎกติกาไม่ทัน สร้างแฟลตฟอร์มไม่ทัน สุดท้ายตลาดออนไลน์ก็ทำให้พี่น้อง sme เจ็บช้ำและตายลงไปเรื่อยๆ ถ้าเรารู้สึกว่าผู้บริหารยุทธศาสตร์ ผู้บริหารงบประมาณ ทำตัวเหมือนเป็นผู้จัดซื้อจัดจ้าง จะเลือกที่นั่นที่นี่ในราคาถูกมายังไงดี แต่ไม่มีใครมาวางรากฐานสักทีว่าเราจะสร้างพื้นฐาน ให้เติบโตในประเทศแท้จริงได้อย่างไร ตนกลัวเหลือเกินว่าสุดท้ายภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ให้ไม่เกิน 3 ปี เราจะต้องมาถกเถียงกันว่า ข้อมูลความมั่นคง ว่า AI ของบ้านเราไปตกในมือใคร แล้วประชาชน รัฐและ เอสเอ็มอีในไทยไม่สามารถใช้ประโยชน์ในเรื่องนี้ได้เลย ทั้งหมดนี้เราควรจะมีการแก้ปัญหาอย่างไรในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อที่เราจะได้โอกาสนี้ไปด้วยกัน

สภาฯ เดือด! เสรีพิศุทธ์ โดน ภท.รุมประท้วง ก่อนลาม ท้า โสภณ สาบาน

สภาฯ เดือด! เสรีพิศุทธ์ โดน ภท.รุมประท้วง ก่อนลาม ท้า โสภณ สาบาน

สภาฯ เดือด! เสรีพิศุทธ์ โดน ภท.รุมประท้วง ก่อนลาม ท้า โสภณ สาบาน

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.56 น.

เสรีพิศุทธ์ พยายามงัดหาแผลเก่า อนุทิน โยง งบฯ ปี 70 เจอ ภูมิใจไทย ประท้วงพูดนอกประเด็น ลามปะทะเดือดถึงขั้นท้า โสภณ สาบานกลางสภาฯ ว่า ไม่เป็นฝ่ายรัฐบาล? ก่อนช๊อตฟีลไม่อภิปรายเอาดื้อๆ หลังเจอเตือนหนัก เลยเถิด-ก้าวล่วง

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระแรก ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ เป็นวันแรก โดยพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย อภิปรายว่า ไม่เป็นไรที่นายกรัฐมนตรี ไม่มาชี้แจงงบฯ ปี 70 อาจเป็นเพราะขณะนี้รัฐบาลยุ่งเหลือเกิน มีข่าวการทุจริตการสอบท้องถิ่นต่างๆ อุโมงค์ทางภาคเหนือถล่มคนบาดเจ็บล้มตายต่างๆ แต่ตนเชื่อว่าประธานฯสามารถคุมเกมการอภิปรายงบฯ ปี 70ครั้งนี้ให้เป็นไปได้ด้วยดี ตนขอไม่ลงลึกรายละเอียดงบฯ ปี 70 แต่จะดูพฤติกรรมการปฏิบัติหน้าที่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นแนวทางการจัดทำงบประมาณปี 70

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ กำลังจะอภิปรายพร้อมขึ้นภาพประกอบข้อมูลเพื่อเข้าสู่เนื้อหาเกี่ยวกับพฤติกรรมการปฏิบัติหน้าที่ของนายอนุทิน โดยมีการพาดพิงไปถึงนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทำให้นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ทันทีว่า อภิปรายไม่เกี่ยวกับประเด็นที่กำลังหารือกัน ขณะที่นายโสภณ ในฐานะประธานการประชุม พยายามเตือนพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อย่าอภิปรายหรือเปิดคลิปประกอบการอภิปรายพาดพิงหรือเสียดสีไปยังบุคคลภายนอก 

แต่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พยายามยืนยันว่าการอภิปรายงบฯ ปี 70 ครั้งนี้เป็นเรื่องอดีตที่จะชี้ให้เห็นถึงเจตนาการบริหารประเทศชาติเป็นอย่างดี ถ้าคนเราบริสุทธิ์ ซื่อตรง สุจริต มันก็บริหารประเทศสุจริต แต่ทุจริตคดโกง จะบริหารประเทศได้อย่างไร ทำให้นายศุภชัย ลุกขึ้นประท้วงอีกครั้ง โดยย้ำว่า อภิปรายไม่เกี่ยวกับประเด็นงบฯ ปี 70 แล้วยังมีการใส่ร้ายนายกฯ จากที่ฟังมา ตนอภิปรายแทนพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ได้เลยว่าจะบอกว่า นายกฯมีประวัติไม่ดีในอดีตที่ผ่านมา แล้วก็จะบอกว่าไม่สามารถให้บริหารงบประมาณนี้ได้

ทั้งนี้นายโสภณ วินิจฉัยว่า หากพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ มีประเด็นนอกเหนือจากการอภิปรายงบประมาณ คือหากเห็นว่านายกฯไม่สุจริต ขอให้ใช้ช่องทางในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือร้องจริยธรรมต่างๆได้ ดังนั้นขอให้ยึดตามข้อบังคับ แต่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังพยายามยืนยันว่า เข้าใจผิด ไม่ได้กล่าวหานายกฯไม่สุจริต แต่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ยังไม่ได้วินิจฉัยว่านายกฯผิด ทำให้นายโสภณ ปิดไมโครโฟนพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พร้อมชี้แจงว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พูดสวนกับข้อเท็จจริง การจะบอกว่านายกฯสุจริตหรือไม่ เป็นการสันนิษฐานของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ 

แต่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ยังพยายามอภิปรายไปถึงเหตุการณ์ก่อนการเลือกตั้ง โดยอ้างอิงจากข่าว ทั้งการโยกย้ายข้าราชการท้องถิ่นจำนวนมาก ทำให้ถูก สส.ภูมิใจไทย รุมประท้วงอีกครั้ง ขณะที่นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ประท้วงการทำหน้าที่ของนายโสภณที่ไม่เป็นกลาง จนมีการประท้วงตอบโต้กันไปมา ทำให้บรรยากาศเริ่มครุกรุ่น นายโสภณ จึงวินิจฉัยย้ำอีกครั้ง ให้อภิปรายในเนื้อหางบประมาณ 

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อภิปรายต่อว่า “ผมเข้าใจดี ประธานก็อยู่ฝ่ายรัฐบาลมาตลอด เชื่อว่าการตัดสินของท่านไม่เป็นกลาง” ทำให้นายโสภณ ปิดไมโครโฟนพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์อีกครั้งทันทีและชี้แจงว่า “ผมยอมไม่ได้ที่มากล่าวหาว่าไม่เป็นกลาง ไม่ว่าประธานสภายุคไหน ประธานสภาฯ มาจากพรรคการเมือง ทั้งนี้การทำหน้าที่มีข้อบังคับให้ปฏิบัติ จะกล่าวหาผมลอยๆ ด้วยความรู้สึกไม่ได้ หากไม่ได้จับใจความคนจะเข้าใจว่าไม่เป็นกลางและขอให้ถอน รวมถึงที่บอกว่าผมอยู่ฝ่ายรัฐบาล” 

ทำให้พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า “ท่านเป็นจริงหรือไม่” ซึ่งนายโสภณ กล่าวชี้แจงทันทีว่า “ผมไม่เป็น” ทำให้พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ท้าให้สาบานกลางสภา ซึ่งนายโสภณ กล่าวว่า “พูดแบบนี้ เท่ากับเลยเถิดและก้าวล่วงการทำหน้าที่ประธานฯ หากใช้กิริยาไม่สุภาพ จะขอให้ยุติการกระทำและหยุดอภิปราย ทำให้พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จึงตอบโต้ว่า ”ผมไม่อภิปรายต่อแล้ว จบ” 

อภิสิทธิ์ จวกรัฐบาลจัดงบฯ ปี 70 ไร้อนาคต มีใช้แค่ งบประจำ-ใช้หนี้ บี้ปฏิรูปภาษีก่อนหนี้ทะลุ 80%

อภิสิทธิ์ จวกรัฐบาลจัดงบฯ ปี 70 ไร้อนาคต มีใช้แค่ งบประจำ-ใช้หนี้ บี้ปฏิรูปภาษีก่อนหนี้ทะลุ 80%

อภิสิทธิ์ จวกรัฐบาลจัดงบฯ ปี 70 ไร้อนาคต มีใช้แค่ งบประจำ-ใช้หนี้ บี้ปฏิรูปภาษีก่อนหนี้ทะลุ 80%

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.39 น.

อภิสิทธิ์ จวกรัฐบาลจัดงบฯ ปี 70 ไร้อนาคต มีใช้แค่ งบประจำ-ใช้หนี้ ส่วนการลงทุนต้องกู้ อย่าหวังเงินเพิ่มเบี้ย-สวัสดิการ ลงทุนเพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติ หวั่น หนี้สาธารณะ พุ่งทะลุ 80% หากไม่ ปฏิรูปภาษี

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคปรระชาธิปัตย์ อภิปรายต่อที่ประชุมสภาฯ วาระพิจารณาพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ในวันแรก ว่า เป็นการจัดงบประมาณที่มองไม่เห็นอนาคต ทั้งนี้ไม่ได้ตำหนิรัฐบาล เพราะโครงสร้างงบประมาณสะท้อนปัญหาที่สะสม แต่ด้วยสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก และภาวะวิกฤติเป็นความท้าทายและหน้าที่ของรัฐบาลเป็นพิเศษว่าจะสะสางปัญหาที่สะสมอย่างไรให้มีพื้นฐานแข็งแกร่งเดินไปข้างหน้า สิ่งที่ทำให้มองไม่เห็นอนาคต เพราะโครงสร้างงบประมาณ ที่พบการจัดเก็บรายได้ทั้งหมด เพียงพอกับงบประจำและการใช้หนี้ เท่านั้น ส่วนงบลงทุนมาจากการกู้ แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันศักยภาพของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีอากร และหารายได้สามารถทำได้เพียงประคองสิ่งที่มีอยู่และชดใช้หนี้

“ตัวเลขนี้น่ากลัว เพราะเมื่อดูการจัดเก็บภาษีอากร จะพบว่าสัดส่วนภาษีอากร เทียบกับจีดีพี คงอยู่ 14.6% คือ ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ และดำรงอยู่ทั้งที่รู้ถึงความต้องการและความคาดหวังของประชาชน ในเรื่องสวัสดิการที่สูงขึ้น ผมเสียดายที่นายกฯ หรือ รมว.คลัง ไม่มาฟังสภา ใช้เวลาครึ่งวันอภิปรายย้ำว่าถึงเวลาปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ ไม่เช่นนั้นจะไม่ดูแลความต้องการของคนได้อย่างที่ต้องการ และไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่ตั้งเป้าว่า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จะได้เดือนละพันบาท แต่ในงบปี 2570 ไม่สามารถเพิ่มให้ได้ รวมถึงไม่เพิ่มเบี้ยให้คนพิการ ไม่สามารถทำให้เงินอุดหนุนเด็กเป็นแบบถ้วนหน้าแท้จริงตามเป้าหมายที่กำหนดมานาน และเชื่อว่าไม่เฉพาะปีนี้แต่จะเป็นไปเรื่อยจนกว่าจะปฏิรูปภาษี” นายอภิสิทธิ์ อภิปราย 

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่าทั้งนี้ตนอยากฟังจากรัฐบาลว่ามีแนวคิดต่อเรื่องดังกล่าวอย่างไร และตนหวังว่าจะไม่หมกมุ่นเพียงการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็นทางเลือกสุดท้าย  ทั้งนี้งบที่จัดสรรในปี 2570 พบว่ามีส่วนที่เพิ่มขึ้น คือ งบบุคลากร 3.8%  และงบอุดหนุน 5.6% ที่เพิ่มขึ้น แต่งบลงทุนลงทุนลดลงถึง 13.1% ส่วนการลงทุนไม่มีโครงการใหม่ บางเรื่องที่ประชาชนคาดหวัง คือ การลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ประชาชนต้องการ ไม่ปรากฎในร่างงบประมาณ ปี 2570 หากบอกว่าการลงทุนไม่พึ่งงบประมาณ แต่หากรัฐบาลกู้เงิน 4แสนล้านบาท เป็นการส่งเสริมนำเข้าโซลาเซลล์ และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไม่ใช่การลงทุน ส่วนที่พยายามผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์นั้นเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายว่า ประเทศและงบประมาณติดหล่มและจะติดหล่มหากไม่สะสางเรื่องงบที่บานปลาย เช่น งบบุคลากร เบี้ยบำนาญ 3.8แสนล้านบาท เชื่อว่าไม่พอเพราะช่วงปีที่ผ่านมาจ่ายเกิน 3.9  แสนล้านบาทแล้ว ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลของภาครัฐที่ตั้งไว้เท่าเดิม 9หมื่นล้านบาท แต่ปีที่ผ่านมายอดใช้จริงทะลุแสนล้านบาท ดังนั้นงบที่เกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต้องเพิ่ม 2 แสนล้านบาท ตนยืนยันว่าไม่เพียงพอ ตนขอถามรัฐบาลจะแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างไร ต่อทิศทางของบุคลากร จะให้คนเกษียณอายุราชการที่อายุมากขึ้นหรือเกษียณอายุก่อนกำหนด สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ตนมองว่าหากไม่ปรับเปลี่ยนในคนใหม่ที่เข้ามาเงินทั้งหมดจะจมอยู่กับเรื่องดังกล่าว

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่า ส่วนหนี้สาธารณะที่รัฐบาลบอกว่าไม่ชนเพดาน อยู่ที่ 66% แต่หากศาลอนุญาตให้กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเต็มจำนวน หนี้จะไปถึง 69% ทั้งนี้ยังมีหนี้ค้างสถาบันการเงิน อีก 1 ล้านล้านบาท หากรวมจะทะลุ 70% หากไม่อยากให้หนี้ทะลุต้องทำให้รายได้เพิ่ม 4% แต่ไม่เห็นมาหลายปี หากทำไม่ได้ภายใน 5-10 ปี จะเห็นหนี้สาธารณะมีโอกาสทะลุไปถึง 80%-90% ดังนั้นหากรัฐบาลไม่กล้าหาญเพียงพอ จะทำให้มองไม่เห็นอนาคต และ หากดูการจัดสรรงบประมาณที่เป็นครั้งแรกที่หน่วยงานรับงบลดลง แต่มีกระทรวงดีอีที่ได้รับงบเพิ่ม ที่หลายโครงการระบุว่าจะใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ แต่ไม่เห็นอนาคตถึงการใช้เอไอเพื่อสร้างประโยชน์หรือมูลค่าได้อย่างไร  

“คำแถลงของรัฐบาล รวมถึงเอกสารงบประมาณ เหมือนรู้หลักการสิ่งที่ต้องทำ ต้องใช้ เช่น ทำงบที่แม่นยำ มุ่งเป้า ตอบโจทย์แก้ปัญหา ทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ แต่เนื้อในของบประมาณ ไม่เห็นการตั้งงบแบบมมุ่งเป้า หรือเป็นฐานศูนย์อย่างแท้จริง ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นอนาคต และเห็นด้วยกับอีกคำที่สส.ฝ่ายค้านพูดไว้คือ เป็นงบแบบหาเช้ากินค่ำ” นายอภิสิทธิ์ อภิปราย

เสรีพิศุทธ์ ซัด สภาฯเอนเอียง สกัด อภิปรายปมนายกฯ เอี่ยวฮั้ว สว.

เสรีพิศุทธ์ ซัด สภาฯเอนเอียง สกัด อภิปรายปมนายกฯ เอี่ยวฮั้ว สว.

เสรีพิศุทธ์ ซัด สภาฯเอนเอียง สกัด อภิปรายปมนายกฯ เอี่ยวฮั้ว สว.

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.23 น.

เสรีพิศุทธ์ ซัด สภาฯเอนเอียง สกัด อภิปรายปมนายกฯ เอี่ยวฮั้ว สว. ชี้ มีความสำคัญกับการพิจารณางบ 70 

29 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 12.10 น. ที่รัฐสภา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย แถลงข่าวภายหลังอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 ในสภาฯแล้วถูกทักท้วง ว่า ในการแถลงงบฯ สำคัญมากเพราะต้องใช้เงินเงิน 3.78 ล้านล้านบาท แต่วันนี้นายกรัฐมนตรีไม่มา ให้รองนายกฯมาแถลงแทน โดยหลักเกณฑ์ในการของบฯ มีนโยบาย 7 ประการ แต่งบฯ ปี 70 มีอยู่เพียง 2 ประการ คือ 1.ทำตามนโยบายของรัฐบาลและภารกิจของหน่วยรับงบฯ 2.ความจำเป็นในการพัฒนาประเทศและแผนพัฒนาประเทศ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และความเป็นธรรมต่อสังคม ข้อนี้ไม่ได้ใส่ใจ

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า จริงๆแล้วนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรี ไม่ใช่แค่ในสมัยนี้ แต่ในสมัยพรรคไทยรักไทยก็เป็นมาแล้ว การกระทำในอดีตเป็นอย่างไรก็เป็นเครื่องชี้เจตนาว่าบริหารประเทศชาติอย่างไร สุจริตเที่ยงธรรม หรือมีพฤติการณ์ทุจริตหรือไม่ ซึ่งตนก็ได้อภิปรายไปในทำนองนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่าทำเพื่อประโยชน์เพื่อประชาชนก็ดี แต่ถ้าทำเพื่อประโยชน์ของตนเองมันไม่ดี

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวต่อว่า ในการอภิปรายของตนได้เปิด คดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล่าวหานายอนุทิน ว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือกสว. ขึ้นมา ทำให้นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นมาประท้วงทันที หาว่าตนนอกเรื่อง และนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็เห็นด้วย แต่ตนมองว่าไม่ได้นอกเรื่อง เพราะต้องให้ดูพฤติกรรมของนายกฯ และรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ว่ามีพฤติกรรมบริหารอย่างไร ถ้าไม่สุจริตจะบริหารประเทศได้อย่างไร จึงเอาข้อมูลดังกล่าวที่เตรียมจะอภิปรายในห้องประชุมมาเปิดเผยกับสื่อมวลชน 

ทั้งนี้ การที่ตนอภิปรายแค่นี้ก็ถูกนายศุภชัยประท้วง และประธานก็เห็นพ้องไม่ให้ตนพูด ตนมองว่าเป็นความเอนเอง

เปิดประวัติ สาธุ อ้างเป็นมือแกะสูตร ฮั้วสว. พบร่วมงานหลายพรรคการเมือง

เปิดประวัติ สาธุ อ้างเป็นมือแกะสูตร ฮั้วสว. พบร่วมงานหลายพรรคการเมือง

เปิดประวัติ สาธุ อ้างเป็นมือแกะสูตร ฮั้วสว. พบร่วมงานหลายพรรคการเมือง

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

เปิดประวัติ สาธุ อ้างเป็นมือแกะสูตร ฮั้วสว. พบร่วมงานหลายพรรคการเมือง ขณะที่ แหล่งข่าวจากกกต. ระบุ พบพิรุธมากมาย แต่พยานหลักฐานกล่าวอ้างลอยๆ ชี้เจ้าตัวอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายหลายมาตรา

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีนายสาธุ อนุโมทามิ ประธานเครือข่ายคนไทยรักชาติ ออกมาเปิดเผยว่าตัวเองเป็นผู้วางแนวคิดและออกแบบกลยุทธ์เกี่ยวกับการเลือก สว. ล่วงหน้าก่อนมีการเลือกประมาณ 6 เดือน หลังได้รับการติดต่อจากอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งในพื้นที่ภาคกลางให้ช่วยออกแบบระบบการดำเนินการ โดยออกแบบให้ทั้ง 20 กลุ่มวิชาชีพมีตัวแทนกลุ่มละ 4 คน และวางโครงสร้างผู้สมัครไว้กลุ่มละ 5 คน ก่อนรวมทั่วประเทศมีการเพิ่มจำนวนผู้สมัครจากราว 5,000 คน เป็นกว่า 10,000 คน พร้อมจ่ายค่าตอบแทนและค่าสมัครจนได้ผลเลือกตั้งตามที่ปรากฏ

จากการตรวจสอบพบว่า นายสาธุ เดิมชื่อ “วิโรจน์ พูลสุข” อดีตประธานสภาองค์กรวิทยุและโทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติ เคยทำงานเบื้องหลังสนับสนุนนักการเมืองหลายพรรค และเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อเนื่อง โดยเมื่อปี 2568 เคยยื่นหนังสือถึงพรรคประชาชน ขอทบทวนการสนับสนุนนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย โดยอ้างประเด็นการฮั้ว สว. ล่าสุดยังร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่ม สว.สำรอง และทนายอั๋น บุรีรัมย์ ติดตามความคืบหน้าคดีฮั้ว สว. 

แหล่งข่าวจากสำนักงาน กกต. กล่าวว่า หากมองประวัติของนายสาธุ ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง เเละเเถลงข่าวล่าสุด โดยนายสาธุ ยอมรับว่า นายสาธุ คือคนร่วมเสนอเเผนการฮั้วสว. ต่อนักการเมืองรายหนึ่งในภาคกลางนั้น ต้องพิจารณาว่าทำไมนายสาธุเพิ่งออกมายอมรับ และเหตุใดไม่แจ้งความดำเนินคดีตั้งแต่ 2 ปึที่เเล้ว หลังการได้มาซึ่งสว.ทุกระดับเสร็จสิ้น เพราะนายสาธุอ้างว่าตนคือหนึ่งในคนเสนอเเผนการได้มาซึ่งสว.

เเหล่งข่าวจากสำนักงาน กกต.  กล่าวอีกว่า หากพิจารณาสิ่งที่นายสาธุอ้าง ล่าสุดพยานหลักฐานที่กล่าวอ้างมีน้ำหนักค่อนข้างน้อย เพราะการเคลื่อนไหวของนายสาธุในการเเถลงข่าวล่าสุดเพิ่งปรากฏในตอนนี้ หากพิจารณาการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลากกิจกรรมในหลาย 10 ปีที่นายสาธุดำเนินการนั้น เเสดงว่านายสาธุคือนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนหนึ่งที่มีจุดประสงค์บางอย่างทางการเมือง

“นายสาธุ เเถลงเองว่าก่อนหน้านั้น ได้เจอนักการเมืองจากภาคกลางคนนั้นจริง เเละเเนวคิดของนายสาธุโดนนำไปปรับใช้ และผิดจากที่นายสาธุคาดไว้ แต่ทำไมนายสาธุไม่เปิดเผยชื่อ ตำเเหน่งของนักการเมืองคนนั้นให้สังคมรับรู้ และทำไมไม่แจ้งความกับกกต.หรือดีเอสไอตั้งแต่ต้น”  

“สำหรับกรณีนี้อาจตีความได้ว่านายสาธุอาจร่วมวางแผนกระทำผิดไปด้วย และเป็นไปได้ว่าแผนนี้ตามที่นายสาธุอ้างจะถูกกระจายให้พรรค กลุ่มการเมืองต่างๆ ไปปรับใช้แต่อาจไม่ประสบผล เนื่องจากมีนักวิชาการรัฐศาสตร์รายหนึ่งให้สัมภาษณ์ ทุกพรรค ทุกกลุ่มการเมืองมีการวางแนวฮั้วสว.จริง แต่การดำเนินการไม่ประสบผลตามที่คาดไว้“ เเหล่งข่าวกล่าวเเละว่า หากมีการสอบสวนเรื่องนี้เกิดขึ้น และหากพบว่านายสาธุกล่าวอ้างลอยๆ พยานหลักฐานไม่มีน้ำหนัก นายสาธุอาจมีความผิดทางกฎหมายหลายมาตรา

เอาแล้ว! ปลัดมท.แจ้งความเอาผิด CSI LA เผยแพร่ข้อมูลเท็จโยงปม ทุจริตสอบท้องถิ่น

เอาแล้ว! ปลัดมท.แจ้งความเอาผิด CSI LA เผยแพร่ข้อมูลเท็จโยงปม ทุจริตสอบท้องถิ่น

เอาแล้ว! ปลัดมท.แจ้งความเอาผิด CSI LA เผยแพร่ข้อมูลเท็จโยงปม ทุจริตสอบท้องถิ่น

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.07 น.

เอาแล้ว! ปลัดมท. แจ้งความเอาผิด CSI LA เผยแพร่ข้อมูลเท็จโยงปม ทุจริตสอบท้องถิ่น ทำเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความคืบหน้าการดำเนินการตามกฎหมายภายหลังจาก นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงถึงกรณีการเผยแพร่ข้อมูลเป็นเท็จผ่านเพจเฟซบุ๊กแฟนเพจ CSI LA ต่อสื่อมวลชนที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมานั้น ล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นิติกรสำนักกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

โดยนิติกรผู้รับมอบอำนาจ เผยว่า ตนได้รับมอบอำนาจจากปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดกรณีที่ได้มีคลิปวีดีโอปรากฏในสื่อออนไลน์ Facebook Fanpage “CSI LA” โดยแอดมินของ Facebook Fanpage ดังกล่าวกับพวก ได้กระทำการโพสต์ข้อความว่า “แฉคลิปเสียงใหม่ ! เมียปลัดกระทรวง ?? ขบวนการโกงสอบท้องถิ่น 4.5 พันล้าน คลิปเสียงล่าสุดมันฟ้องว่าคนที่อยู่เบื้องหลังงานนี้ “ใหญ่จริง” ถึงกล้าทำตัวเป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อน!แต่ตอนนี้มีความพยายามในการ “ตัดตอน” การทุจริตสอบเข้าเป็นข้าราชการท้องถิ่น เพื่อโยนความผิดทั้งหมดไปให้เจ้าหน้าที่ระดับล่างรับจบ! ใครคือตัวการใหญ่ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง? อยากรู้ว่าเป็นใคร ต้องไปฟังกันในคลิปเอง!” และได้โพสต์คลิปวีดีโอเสียงสนทนาเวลาประมาณ 5.02 นาที

“อันเป็นการใส่ความผู้อื่นในลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่ 3 โดยมีเจตนาที่จะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ด้วยการเผยแพร่ข้อความไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป และข้อความนั้นตามความรู้สึกของวิญญูชนโดยทั่วไปถึงขั้นทำให้ผู้อื่นนั้นน่าจะเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังโดยมิใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม เป็นเหตุให้ผู้อื่นและปลัดกระทรวงมหาดไทยได้รับความเสียหาย” นิติกรผู้รับมอบอำนาจ กล่าว

ทั้งนี้ ในเบื้องต้น พนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้เสียหาย และรับคำร้องทุกข์ไว้เป็นหลักฐานแล้ว หลังจากนี้จะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด เสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ไทยติดอันดับ 27 ของโลก และอันดับที่ 7 เอเชีย ประเทศที่ดีที่สุดสำหรับเริ่มต้นธุรกิจ-ลงทุน

ไทยติดอันดับ 27 ของโลก และอันดับที่ 7 เอเชีย ประเทศที่ดีที่สุดสำหรับเริ่มต้นธุรกิจ-ลงทุน

ไทยติดอันดับ 27 ของโลก และอันดับที่ 7 เอเชีย ประเทศที่ดีที่สุดสำหรับเริ่มต้นธุรกิจ-ลงทุน

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.20 น.

ไทยติดอันดับ 27 ของโลก และอันดับที่ 7 เอเชีย ประเทศที่ดีที่สุดสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจ การลงทุน ด้านรัฐบาลเร่งเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพิ่มความเชื่อมั่นนักลงทุน

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับจาก U.S. News & World Report – Best Countries 2026 ให้เป็น อันดับที่ 27 ของโลก และอันดับที่ 7 ของเอเชีย ในการจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุด (Best Countries) พร้อมได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นด้านความเปิดกว้างในการดำเนินธุรกิจและการลงทุน สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายสำคัญของการลงทุนและการประกอบธุรกิจในภูมิภาค

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดอันดับดังกล่าวประเมินจากหลายปัจจัย ทั้งด้านเศรษฐกิจ การกำกับดูแล โครงสร้างพื้นฐาน โอกาสทางธุรกิจ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน โดยประเทศไทยมีจุดแข็งจากฐานการผลิตที่เข้มแข็ง การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค โครงสร้างพื้นฐานที่มีศักยภาพ และความพร้อมในการรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ผลการจัดอันดับดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการขับเคลื่อนประเทศของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของภาครัฐให้ทัดเทียมนานาชาติ โดยรัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี 2028 ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส หลักนิติธรรม การแข่งขันที่เป็นธรรม และการพัฒนากฎระเบียบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อันจะช่วยยกระดับสภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ เพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

“การที่ U.S. News & World Report จัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ดีที่สุดสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจ เป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนว่าประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติในฐานะประเทศที่มีศักยภาพด้านการลงทุน รัฐบาลจะเดินหน้าปฏิรูปกฎระเบียบและยกระดับมาตรฐานประเทศสู่ OECD อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างการจ้างงานที่มีคุณภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว