บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ทำไมคนไทยจึงควรรู้เรื่องของจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ทำไมคนไทยจึงควรรู้เรื่องของจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ทำไมคนไทยจึงควรรู้เรื่องของจีน

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.12 น.

ในโลกปัจจุบัน การเข้าใจประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างไทยกับจีน   ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของนักวิชาการ แต่เป็นความรู้ที่คนไทยทุกคนควรมี เพราะเกี่ยวข้องสำคัญกับการดำรงชีวิต และการพัฒนา  ตลอดจนเรื่องราวของคนไทยเชื้อสายจีนที่มีบทบาทในด้านเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทย

รากฐานแห่งอารยธรรม: จากจีนสู่แผ่นดินไทย

ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัยโบราณก่อนประวัติศาสตร์และก่อนการก่อตั้งประเทศไทย   เมื่อชนชาติต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมจีน การค้าขายและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมได้เริ่มขึ้นแล้ว  ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ( พ.ศ.337-763)  อาณาจักรฟูนาน (พุทธศตวรรษที่ 6-11)      

ชนเผ่าจ้วง   ไป่เย่ว  ไทเหนือ ไทขาว   ในมลฑลยูนนาน และกวางสีที่มีวัฒนธรรมและพูดภาษาใกล้เคียงกับภาษาไทย เป็นประจักษ์พยานของความเกี่ยวพันระหว่างจีนกับไทยตั้งแต่สมัยโบราณ

อาณาจักรฟูนาน(พุทธศตวรรษที่ 6-11)  เป็นหนึ่งในอาณาจักรแรกๆ ในอินโดจีนได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 8 อาณาจักรฟูนานนี้ ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงไปจนถึงคาบสมุทรมลายู ได้รับอิทธิพลทางการค้าและเทคโนโลยีจากจีนอย่างมาก  ต่อมา อาณาจักรเจนละ (พุทธศตวรรษที่ 11-19) และ อาณาจักรทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-12) ซึ่งเป็นศูนย์กลางอารยธรรมในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ได้รับเทคโนโลยีการเกษตร ระบบชลประทาน และงานหัตถกรรมจากจีน  

พ.ศ. 1172-1188   พระถังซำจัง (Xuanzang) เดินทางทางบก ตามเส้นทางสายไหม จากเมืองฉางอัน(ซีอาน) ประเทศจีนไปยังอินเดีย ท่านได้บันทึกถึงดินแดนชื่อ โถ-โล-โป-ตี้  (T’o-lo-po-ti) ที่อยู่ระหว่างพม่า (ชิลิฉาตาหลอ-ศรีเกษตร)   กับกัมพูชา(อิซางป่อหลอ- อิศานปุระ) 

สมัยสุโขทัย: จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ

สมัยที่อาณาจักรสุโขทัยสถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ.1792   ได้มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับราชวงศ์หยวนของจีน โดยมีการส่งเครื่องราชบรรณาการและการแลกเปลี่ยนทางการค้าอย่างต่อเนื่อง สุโขทัยได้รับเทคโนโลยีการผลิตเครื่องเคลือบดินเผา การทำงานโลหะ และวิธีการเกษตรบางอย่างจากจีน

สมัยอยุธยา: ยุคทองแห่งการค้าและวัฒนธรรม

อาณาจักรอยุธยา ( พ.ศ. 1893-2310 ) เป็นช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ไทย-จีนเจริญรุ่งเรือง กษัตริย์อยุธยาได้สถาปนาความสัมพันธ์กับจีน ทั้งราชวงศ์หมิง (พ.ศ. 1911- 2187)  และราชวงศ์ชิง (พ.ศ.  2187-2454)    พ.ศ. 1943-1936  สมัยราชวงศ์หมิง นายพลเจิ้งเหอ คุมกองเรือจีนจากเมืองกวางตุ้ง ไปอินเดียและแอฟริกา  และส่งเรือบางลำเข้ามาที่อยุธยา  แผนที่เดินเรือเจิ้งเหอเรียกสงขลาว่า ซุ่งกูหมา  และเรียกปัตตานีว่า หลงซีเจีย 

ชาวจีนจากมณฑลฟูเจี้ยน และกวางตุ้ง อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในอยุธยาจำนวนมาก พวกเขานำเทคโนโลยีการผลิต วิธีการค้าขาย และวัฒนธรรมการกินอยู่มาสู่ไทย ชุมชนจีนในอยุธยากลายเป็นกลุ่มพ่อค้าที่สำคัญ ควบคุมการค้าระหว่างประเทศและการขนส่งสินค้า    การค้าข้าวสารเป็นหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์เศรษฐกิจ ข้าวไทยที่มีคุณภาพสูงได้รับความนิยมในตลาดจีนอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่จีนประสบภัยธรรมชาติหรือความไม่แน่นอนทางการเมือง

สำเภาจีนสมัยอยุธยา

ยุครัตนโกสินทร์: ความต่อเนื่องและการปรับตัว

เมื่อมีการสถาปนากรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงใหม่ รัชกาลที่ 1 ได้สืบทอดนโยบายความสัมพันธ์กับจีนต่อมา การส่งเครื่องราชบรรณาการยังคงดำเนินต่อไปจนถึงสมัยรัชกาลที่ 4     ชาวจีนฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว และกวางตุ้งอพยพเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น พวกเขาไม่เพียงแต่เป็นพ่อค้า แต่ยังเป็นช่างฝีมือ เกษตรกร และผู้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา

ยูนนาน: เส้นทางการค้าและวัฒนธรรม

มณฑลยูนนานทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนมีความสำคัญต่อไทย เพราะเป็นเส้นทางการค้าและวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับจีนแผ่นดินใหญ่   ชนชาติไท-ไทในยูนนาน เช่น ไทใหญ่ ไทลื้อ และไทยวน มีความเชื่อมโยงทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมกับคนไทย การแลกเปลี่ยนภาษา ประเพณี และวิธีการครองชีวิตเกิดขึ้นผ่านเส้นทางนี้มาหลายศตวรรษ    ในอดีต มีเส้นทางการค้าโบราณที่เชื่อมต่อยูนนาน เมียนมาร์ และไทย เป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งเกลือ ชา ไหม และสินค้าอื่นๆ

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ชาวจีนมีบทบาทสำคัญในการสร้างทางรถไฟสายต่างๆ ในประเทศไทย  ช่างฝีมือชาวจีนนำเทคโนโลยีการก่อสร้าง และการจัดการมาใช้ ผู้รับเหมาก่อสร้างชาวจีนมีบทบาทสำคัญในการก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม ด้วยหินอ่อนอิตาลี กลางกรุงเทพ ชาวจีนเป็นแรงงานหลักในการขุดคลองสำคัญหลายสาย เช่น คลองภาษีเจริญ  และคลองต่างๆ ที่เชื่อมต่อระบบคมนาคมทางน้ำ

โรงงานอุตสาหกรรมยุคใหม่

นักลงทุนจีนในสมัยรัชกาลที่ 5-6 ได้สร้างโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นมากมาย ทั้งโรงสีข้าว  โรงเลื่อย  โรงงานแป้งมันสำปะหลัง  โรงงานน้ำตาล   โรงงานผลิตรองเท้า และโรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆ โรงงานเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความมั่งคั่ง แต่ยังถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่คนไทย

ความสัมพันธ์ในปัจจุบัน: จากอดีตสู่อนาคต

ในปัจจุบัน  ความสัมพันธ์ไทย-จีนได้กลับมาแน่นแฟ้นอีกครั้ง ไม่ใช่แค่ในแง่การค้าขาย แต่รวมถึงการลงทุน เทคโนโลยี การศึกษา และความร่วมมือในหลายด้าน

โครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง  Belt and Road Initiative”ของจีนได้เชื่อมโยงไทยเข้าสู่เครือข่ายการค้าและการพัฒนาที่กว้างขวาง เช่นโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน

ชาวไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในประเทศไทยกว่า 10 ล้านคน กลายเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ พวกเขาไม่เพียงรักษาประเพณีจีน แต่ยังเป็นคนไทยที่มีส่วนร่วมสร้างสรรค์ประเทศอีกด้วย

การเรียนรู้ภาษาจีนในไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การแลกเปลี่ยนนักเรียนนักศึกษา และความร่วมมือทางวิชาการช่วยให้คนรุ่นใหม่เข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น    มีนักศึกษาจีนเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยนานาชาติในประเทศไทย  จำนวนมาก 

การเข้าใจประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ไทย-จีนไม่ใช่เรื่องของความหลังหรืออดีตเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจปัจจุบันและเตรียมตัวเพื่ออนาคต   

ทางเศรษฐกิจ จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย การเข้าใจวัฒนธรรมทางธุรกิจ ประวัติศาสตร์การค้า และความต้องการของตลาดจีนจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น

ทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมไทยปัจจุบันมีรากฐานจากการผสมผสานวัฒนธรรมหลายชาติพันธุ์ การเข้าใจอิธิพลจีนจะช่วยให้เราเห็นความหลากหลายและความสวยงามของเอกลักษณ์ไทย

ทางการเมือง ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ การเข้าใจประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์จะช่วยให้ไทยสามารถกำหนดท่าทีและนโยบายต่างประเทศได้อย่างเหมาะสม

ทางสังคม ในสังคมไทยที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ การเข้าใจและยอมรับรากฐานทางประวัติศาสตร์จะช่วยสร้างความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

บทสรุป

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนไม่ใช่แค่เรื่องราวในหนังสือประวัติศาสตร์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคน ตั้งแต่อาหารการกิน ประเพณี ภาษา วัฒนธรรม ไปจนถึงเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ การที่คนไทยเข้าใจประวัติศาสตร์พันปีระหว่างจีนกับไทย จะช่วยให้เราเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างชาติไม่จำเป็นต้องเป็นการแข่งขันหรือการขัดแย้ง แต่สามารถเป็นการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และพัฒนาร่วมกันได้

โดย อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : กับดักของ ‘ความปรารถนา’ : ปัจจัยเร่งหนี้ครัวเรือนและการใช้จ่ายที่ย้อนแย้งของไทย โดย จอห์น วากเนอร์-ปราศานต์ เชาดารี

บทความพิเศษ : กับดักของ ‘ความปรารถนา’ : ปัจจัยเร่งหนี้ครัวเรือนและการใช้จ่ายที่ย้อนแย้งของไทย โดย จอห์น วากเนอร์-ปราศานต์ เชาดารี

บทความพิเศษ : กับดักของ ‘ความปรารถนา’ : ปัจจัยเร่งหนี้ครัวเรือนและการใช้จ่ายที่ย้อนแย้งของไทย โดย จอห์น วากเนอร์-ปราศานต์ เชาดารี

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.46 น.

ผู้บริโภคชาวไทยกำลังสะท้อนภาพความย้อนแย้งที่น่าสนใจ กล่าวคือ แม้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ยังคงมีการใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็น (discretionary spending) อย่างยืดหยุ่น ปรากฏการณ์นี้คล้ายกับพลวัตที่พบในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งสะท้อนถึงภูมิทัศน์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ซับซ้อนและเป็นโจทย์สำคัญที่ธุรกิจสมัยใหม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจและเตรียมรับมือ

แม้กำลังซื้อจะตึงตัว แต่ผู้บริโภคในทุกระดับฐานะทางการเงินต่างหาทางประนีประนอมเพื่อตอบสนองความต้องการ ตัวอย่างเช่น พนักงานหนุ่มสาวในกรุงเทพฯ เลือกซื้อสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดด้วยการผ่อนชำระเป็นงวด ขณะที่แรงงานก่อสร้างพาครอบครัวออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน แต่รอช่วงโปรโมชันสิ้นเดือนเพื่อซื้อของใช้จำเป็น ในบางกรณี ผู้บริโภคถึงขั้นกู้ยืมเพื่อรักษามาตรฐานการครองชีพ เหล่านี้สะท้อนถึงวงจรหนี้และการใช้จ่ายที่น่ากังวล ซึ่งทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจควรให้ความสนใจอย่างจริงจัง

พฤติกรรมดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกันในภาพรวม แต่ก็แตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มรายได้ โดยสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ผู้บริโภคทั่วประเทศจัดการการเงินส่วนบุคคล และการเลือกประนีประนอมตามเงื่อนไขชีวิตที่แตกต่างกันไป

บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (BCG) ได้ทำการวิจัยล่าสุดเพื่อประเมินภูมิทัศน์ผู้บริโภคไทยที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง การวิจัยนี้มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 3,000 คนทั่วประเทศ ครอบคลุมการสำรวจสถานะทางการเงินของครัวเรือน มุมมองต่อรายได้ หนี้สิน การใช้จ่าย การออม รวมถึงปัจจัยขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอย

ความเชื่อมั่นโดยรวมและผลต่อการใช้จ่าย

ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยต่อเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับต่ำ โดยกว่าร้อยละ 60 มองว่าสถานการณ์ปัจจุบัน “แย่” หรือ “แย่มาก” อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ (Mass Affluent Consumer: MAC) ซึ่งหมายถึงครัวเรือนที่มีรายได้ต่อเดือนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป ยังคงแสดงมุมมองเชิงบวกมากที่สุด ตรงกันข้ามกับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งมีความเชื่อมั่นในระดับต่ำอย่างมากเมื่อเทียบกับทั้งค่าเฉลี่ยประเทศและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

[ข้อมูลเพื่อการอ้างอิง: ระดับความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเงินส่วนบุคคลของคนไทยอยู่ที่ 39% ใกล้เคียงกับฟิลิปปินส์ (35%) และอินโดนีเซีย (47%) แต่ต่ำกว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภูมิภาคอย่างจีน (59%) และอินเดีย (61%) อย่างมีนัยสำคัญ]

ความเชื่อมั่นที่ลดต่ำนี้สะท้อนสภาวการณ์ภาพใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ ตลาดแรงงานที่อ่อนแอ ความสามารถในการปรับเพิ่มรายได้ที่จำกัดในกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อย ตลอดจนระดับหนี้สินครัวเรือนที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในตลาดเกิดใหม่ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนบั่นทอนความเชื่อมั่นและจำกัดศักยภาพการใช้จ่ายของผู้บริโภค

เมื่อมองไปที่โครงสร้างการใช้จ่าย รายจ่ายจำเป็นยังคงครองสัดส่วนหลักของกระเป๋าเงินที่ตึงตัวอยู่แล้ว แต่ความแตกต่างระหว่าง MAC และผู้บริโภครายได้น้อยกลับชัดเจนอย่างยิ่ง ครัวเรือน MAC ยังสามารถกันเงินส่วนเกินเพื่อยกระดับไลฟ์สไตล์และลงทุนได้ ขณะที่ครอบครัวรายได้น้อยต้องยึดติดกับรายจ่ายพื้นฐานและความต้องการเล็กน้อย ๆ ซึ่งมักทำให้ต้องดึงเงินออมมาใช้ ความเหลื่อมล้ำนี้ยิ่งตอกย้ำช่องว่างระหว่างกลุ่มผู้ที่ ‘มี’ และผู้ที่ ‘ไม่มี’ ในสังคมไทย

เส้นบาง ๆ ระหว่าง “ความต้องการ” และ “ความจำเป็น”

แม้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจะถดถอย แต่ผู้บริโภคชาวไทยกลับโดดเด่นในความสามารถที่จะ “จัดสมดุล” ระหว่างความต้องการกับความจำเป็น

สวนทางกับความเชื่อทั่วไป—และแม้แต่กับสิ่งที่ผู้บริโภคกล่าวอ้างเอง—สัดส่วนการใช้จ่ายในหมวดสินค้าฟุ่มเฟือย (discretionary) ของคนไทยกลับทรงตัวหรือเพิ่มขึ้น ตามรายงาน Global Consumer Radar ของ BCG ผู้บริโภคมักประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคไม่สอดคล้องกับความจริง ส่งผลให้การคาดการณ์พฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเองก็คลาดเคลื่อนไปด้วย

สำหรับผู้บริโภคชาวไทย แนวโน้มเศรษฐกิจในภาพรวมจึงแทบไม่กระทบต่อความตั้งใจที่จะใช้จ่ายเพื่อตอบสนองความต้องการ แม้รายได้จะลดลง ค่าใช้จ่ายในหมวดฟุ่มเฟือยก็ยังคงอยู่ที่ประมาณหนึ่งในสี่ของรายจ่ายทั้งหมด (22%–25%)

สิ่งนี้สะท้อนแรงผลักที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง—ความปรารถนาต่อความมั่งคั่งและไลฟ์สไตล์ที่ใฝ่หา ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว “คู่ควรกับอินสตาแกรม” การซื้อสินค้าราคาแพง การรับประทานอาหารนอกบ้าน หรือการแสวงหาสถานะทางสังคมรูปแบบต่าง ๆ

เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับประสบการณ์และสินค้าที่ตนให้คุณค่ามากที่สุด ผู้บริโภคจึงมักเลือกปรับลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รายการ “ความจำเป็น” อย่างของใช้พื้นฐานคือสิ่งแรกที่ถูกหั่นงบประมาณ การปรับนี้ไม่ได้หมายถึงการซื้อในปริมาณที่น้อยลงเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการหาสินค้าลดราคา หรือการเลือกแบรนด์ที่มีราคาย่อมเยามากขึ้น

การยอมสละสิ่งจำเป็นเพื่อเติมเต็มความปรารถนาส่วนตัวของผู้บริโภคไทยนี้ นำมาซึ่งข้อคิดสำคัญสองประการสำหรับนักการตลาดยุคใหม่ที่ต้องการเข้าถึงผู้บริโภค:

ข้อแรก คือการช่วงชิงสัดส่วนรายจ่ายด้าน “ความต้องการ” ให้ได้มากขึ้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าหรูเสมอไป แต่ควรเป็นสินค้าที่ให้ความรู้สึกว่าได้อัปเกรดไลฟ์สไตล์ เช่น Sephora ที่นำเสนอสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเองในฐานะ “หรูหราในราคาที่เอื้อมถึง” (affordable luxuries) ควบคู่ไปกับการจำหน่ายแบรนด์ระดับโลกในร้านเดียวกัน ทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความพิเศษ ในขณะเดียวกันก็สามารถควบคุมงบประมาณได้

ข้อที่สอง คือการนำเสนอสินค้าจำเป็นที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่า (value-tier offerings) เช่น ของชำหรือผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน ซึ่งผู้บริโภคจำนวนมากมองว่าเป็นหนทางประหยัดที่เป็นรูปธรรม ตัวอย่างเช่น Muji ที่วางกลยุทธ์ครอบคลุมทั้งสเปกตรัม ตั้งแต่สินค้าพื้นฐานราคาไม่แพงอย่างผ้าฝ้ายและอุปกรณ์จัดเก็บ ไปจนถึงสินค้าพรีเมียม เช่น สิ่งทอพิเศษ เฟอร์นิเจอร์โมดูลาร์ขนาดกะทัดรัด และสินค้าไลฟ์สไตล์อื่น ๆ ที่คัดสรรมา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเลือกและควบคุมการใช้จ่ายได้ แม้แต่ในสินค้าจำเป็นก็ตาม

ภูมิทัศน์สินเชื่อ

การใช้จ่ายและการกู้ยืมมักเดินควบคู่กันเสมอ หากต้องการเข้าใจผู้บริโภคไทยอย่างครบถ้วน จึงจำเป็นต้องพิจารณาสถานการณ์หนี้ในปัจจุบันควบคู่ไปด้วย ปัจจุบันราวหนึ่งในสามของครัวเรือนไทย แบกรับหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคมากถึง 80% ของประเทศ (ไม่รวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยและการศึกษา) ภาพนี้สะท้อน “ภูเขาหนี้” ขนาดใหญ่ที่กดทับคนกลุ่มน้อยแต่มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ที่น่าสนใจคือ “กลุ่มลูกหนี้อันดับต้น ๆ” (top-debtors) มีการกระจุกตัวอยู่ชัดเจน โดยเกือบสองในสามของพวกเขาเป็นครัวเรือนชนชั้นกลางที่มีรายได้ต่อเดือน 15,000–49,000 บาท และมียอดหนี้เฉลี่ยสูงกว่าผู้บริโภคไทยโดยรวมถึงราวสามเท่า การทำความเข้าใจภูมิทัศน์ที่ซับซ้อนของกลุ่มนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ

โซนอันตรายของผู้มีหนี้สูง

ความสมดุลที่เปราะบางระหว่าง “ความทะยานอยาก” และ “ศักยภาพทางการเงิน” กำลังก่อให้เกิดกับดักสำหรับกลุ่มผู้มีหนี้สูงสุด พวกเขามักเข้าสู่วัฏจักร “กู้เพิ่มเพื่อใช้เพิ่ม” เริ่มจากการยอมรับ “ไลฟ์สไตล์ที่พึ่งพาการกู้ยืม” และปล่อยให้ความฝันเกินเลยความจริงของฐานะครัวเรือน

ในปีที่ผ่านมา มูลค่าสินเชื่อของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเร็วกว่าผู้บริโภคทั่วไปถึงหกเท่า อีกทั้งยังมีอัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (debt-to-service ratio) สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงสองเท่า ที่น่ากังวลคือ สามในสี่ของกลุ่มนี้ไม่ได้เพิ่มการชำระหนี้ในช่วงเวลาเดียวกัน ปัจจัยเหล่านี้รวมกันเป็นสัญญาณชัดเจนของการเร่งตัวเข้าสู่วงจรหนี้ (debt spiral)

พลวัตนี้สะท้อนเรื่องราวสำคัญของเศรษฐกิจไทย ด้านหนึ่งคือการบ่งชี้ถึง “ความพร้อมที่จะกู้” ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในครัวเรือนชนชั้นกลางที่กลายเป็นผู้กู้รายใหญ่ แต่อีกด้านหนึ่งกลับเผยให้เห็น “ความเปราะบาง” ของครัวเรือนรายได้น้อยที่จำนวนไม่น้อยกำลังแบก “หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพ”

การยกระดับ “การประเมินความเสี่ยง” ของสถาบันการเงินจึงเป็นกุญแจสำคัญเพื่อลดโอกาสผิดนัด ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ออกเกณฑ์ใหม่ว่าด้วย “การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ” (Responsible Lending) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2568 โดยครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการโอนหนี้ เพื่อยกระดับการปฏิบัติต่อผู้บริโภคและแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ

ท้ายที่สุด ความย้อนแย้งของไทย—ที่ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นแต่ยังคงใช้จ่ายได้อย่างยืดหยุ่น—สะท้อนให้เห็นทั้ง “ความเสี่ยง” และ “โอกาส” ผู้บริโภคยังคงเข้าถึงการยกระดับคุณภาพชีวิต แม้หนี้จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสร้างทั้งศักยภาพการเติบโตสำหรับธุรกิจ และความรับผิดชอบมหาศาลสำหรับผู้ปล่อยสินเชื่อ

ในภาพรวม แม้กลุ่มผู้บริโภคมีกำลังซื้อ (MAC) จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งในระยะยาว โดยคาดว่าจำนวนประชากรกลุ่มนี้จะเติบโต 14% ในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่ในระยะสั้นถึงกลาง ประเทศไทยจำเป็นต้องหาทาง “ประสานความปรารถนากับวินัยทางการเงิน” เพื่อสร้างการบริโภคที่ยั่งยืนโดยไม่ผลักภาระหนี้ไปสู่อนาคต

ขอขอบคุณ อาทิตยา บาเทีย (Aditi Bathia, Expert Project Lead, Center for Customer Insight [CCI], BCG) ที่ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองอันทรงคุณค่าแก่บทความนี้

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ กัมพูชาอพยพ

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ กัมพูชาอพยพ

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ กัมพูชาอพยพ

วันเสาร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประวัติศาสตร์ของชาติกัมพูชาอันยาวนานนั้นเต็มไปด้วยความผันผวน การสู้รบ ความขัดแย้งภายใน และการแทรกแซงจากต่างชาติ  ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ต้องละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนออกไปแสวงหาที่ปลอดภัย หรือถูกกวาดต้อนไปใช้แรงงาน  ตั้งแต่สมัยอาณาจักรโบราณจวบจนถึงยุคปัจจุบัน

1. ช่วงการล่มสลายของอาณาจักรขอมโบราณ

พ.ศ.1623  พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ที่เคยมีฐานอำนาจอยู่ที่เมืองพิมาย  ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์กัมพูชา ครองเมืองพระนคร  กษัตริย์ต่อมาคือพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2  (พ.ศ. 1650-1693) และ ชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1724-1761)  สร้างปราสาทหินนครวัด นครธม 

มีเรื่องเล่าที่ไม่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ชัดเจนว่า  ใน พ.ศ. 1879  (ค.ศ. 1336) สมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 9 (ก่อนพระเจ้าอู่ทองสถาปนากรุงศรีอยุธยา พ.ศ.1893) ได้เกิด การปฏิวัติครั้งใหญ่ที่กรุงกัมพูชาทำให้ราชวงศ์มหิธรปุระซึ่งครองอาณาจักรขอมโบราณที่เมืองพระนคร (นครวัด)ล่มสลายลง   โดยการลุกฮือของกลุ่มชาวนาหรือทาสชาวจาม นำโดย นายแตงหวาน (หรือ “พระบาทองค์ชัย ព្រះបាទអង្គជ័យ ) ซึ่งทรงเป็นต้นตระกูล ตระซ็อกประแอม ที่สืบเชื้อสายต่อมาถึงราชวงศ์นโรดมในปัจจุบัน  การปฏิวัติครั้งนั้น อาจจะทำให้ สมาชิกราชวงศ์และขุนนางจาก ราชวงศ์มหิธรปุระ จำนวนหนึ่ง ต้องอพยพหนีภัยจากพระนครหลวง  โดยใช้เส้นทางคมนาคมสำคัญในสมัยนั้น คือ ถนน “ราชมรรคา” จากเมืองพระนครมุ่งหน้าสู่ดินแดนทางเหนือที่เคยอยู่มาก่อนคือเมือง พิมาย และ พนมรุ้ง  และหนีไปทางราชอาณาจักรลาว หรือเวียดนาม       และพวกขแมร์ที่ครองแผ่นดินกัมพูชาสมัยต่อมาได้เลิกล้มประเพณีสร้างปราสาทหินในศาสนาพราหมณ์ฮินดูโดยเด็ดขาด ดังนั้นจึงเป็นที่น่าคิดว่า คนไทยในจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ สมัยปัจจุบัน  ที่พูดภาษาแขมร์ถิ่นไทย ซึ่งไม่เหมือนกับสำเนียงคนขแมร์ในประเทศกัมพูชา   อาจเป็นคนพื้นเมืองโบราณที่อยู่บริเวณนั้นมาตั้งแต่ก่อนในสมัยอาณาจักรขอม   และส่วนหนึ่งอาจสืบเชื้อสายมาจากพวกขอมโบราณที่สร้างปราสาทหิน ซึ่งอพยพหนีภัยการปฏิวัติของพวกทาสจากนครวัดมาที่พิมาย     ส่วนพวกที่หนีไปทางประเทศลาว     อาจเป็นคนลาวที่ใช้ภาษากัมพูชารู้จักกันในชื่อ “เขมรลาว” (Khmer Lao) อยู่บริเวณจังหวัดพระวิหาร (Preah Vihear), รัตนคีรี (Ratanakiri) และสตึงแตรง (Stung Treng) และยังมีบางส่วนในจังหวัดบันเตียเมียนเจย (Banteay Meanchey) ด้วย   สำหรับพวกที่อพยพไปเวียดนาม  อาจเป็นชาวเวียดนามที่พูดภาษาเขมร ที่เรียกว่า “เขมรกรอม” (Khmer Krom) ซึ่งแปลว่า เขมรต่ำ เป็นชนพื้นเมืองเขมรที่อาศัยอยู่ในบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong Delta) ทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม

2. สมัยกรุงศรีอยุธยา   มีการส่งกองทัพกรุงศรีอยุธยา ไปโจมตีกัมพูชาหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง  ขุนหลวงพะงั่ว   และเจ้าสามพระยา ซึ่งสามารถตีกรุงศรียโสธรปุระ (พระนคร) ของกัมพูชาได้ในพ.ศ. 1974 (ค.ศ. 1431) และสมัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ทรงนำกองทัพเข้าโจมตีกรุงละแวก   สงครามเหล่านี้ส่งผลให้มีการกวาดต้อนเชลยศึกจำนวนมากมายังอยุธยา ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านเขมรใกล้วัดค้างคาว  ชุมชนบ้านขอมที่ ต.สามเรือน อ.บางปะกิน        นอกจากนี้ ยังมีการอพยพของกลุ่มชาวกัมพูชาที่หนีภัยสงครามจากเมืองพระนครลงใต้สู่พื้นที่ ปาสาน, จตุรมุข และสถาปนา พนมเปญ เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่

3. สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  ในช่วงรัชกาลของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) และ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ไทยมีบทบาทในกิจการของกัมพูชา โดยเฉพาะในช่วงที่มีความขัดแย้งกับเวียดนาม ทำให้เกิดการกวาดต้อนชาวเขมรจำนวนมากเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ต่างๆ รอบราชธานีของสยาม กลุ่มใหญ่ๆ ถูกนำมาไว้ที่  ราชบุรี (โพธาราม) นครปฐม  (นครชัยศรี ริมแม่น้ำท่าจีน)  กรุงเทพ (โบสถคอนเซปชั่น สามเสนและมิตตคาม)

4. สมัยสงครามเวียดนาม   ในช่วงพ.ศ   2503-2516    สงครามเวียดนามได้ลุกลามเข้ามาในกัมพูชา     นายพลลอนนอล ทำการปฏิวัติ เลิกล้มระบบกษัตริย์  ภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐอเมริกา    สหรัฐอเมริกาใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดในพื้นที่ชนบทกัมพูชา  เพื่อตัดเส้นทางลำเลียงของเวียดกง (Ho Chi Minh Trail) การทิ้งระเบิดดังกล่าว สร้างความเสียหายและคร่าชีวิตประชาชนนับแสนคน ผลักดันให้ชาวนาจำนวนมากต้องไร้ที่อยู่และกลายเป็นแรงสนับสนุนให้กับกลุ่มกองโจรเขมรแดง  นำโดย พล พต   ในสมัยนี้ คนกัมพูชาที่อยู่บริเวณเส้นทางโฮจิมินห์ คงต้องอพยพหนีระเบิดไปอยู่ในที่ปลอดภัยบริเวณใกล้เคียง

5. สมัยเขมรแดง พ.ศ. 2518  พวกเขมรแดงยึดกรุงพนมเปญได้   สั่งอพยพคนจากเมืองใหญ่ไปทำไร่ไถนา   พวกปัญญาชน  ราชวงศ์  ผู้ใส่แว่นตา และประชาชนที่ไม่เห็นด้วย ถูกจับขังคุกหรือสังหารไปราว 2 ล้านคน   ชาวกัมพูชาหนีตายมาสู่เมืองไทยทางจันทบุรี ตราด มีการตั้งค่ายอพยพที่บ้านเขาล้าน   โดยสมเด็จพระบรมราชินีสิริกิติ์ของประเทศไทยทรงช่วยเหลือดูแลผู้อพยพอย่างใกล้ชิด 

6. สมัยการรุกรานของเวียดนาม   พ.ศ. 2522  เฮงสัมรินและ ฮุนเซนนำทหารเวียดนามบุกกัมพูชาล้มล้างรัฐบาลเขมรแดง    พวกเขมรแดงและชาวกัมพูชากว่าแสนคน   หนีไปอยู่ที่อัลลองเวง  และตามค่ายอพยพชายแดนไทยที่สนับสนุนโดยสหประชาชาติ   เช่น บ้านหนองจาน  หนองเสม็ด • Site 2   Site 3

7. สมัยปัจจุบัน: การอพยพเพื่อหางานทำ     ชาวกัมพูชาจำนวนมาก (ประมาณ 5 แสนถึง 1 ล้านคน ) เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย พวกเขาทำงานในสาขาต่างๆ เช่น เกษตรกรรม (เก็บผลไม้), งานในโรงงาน, งานก่อสร้าง, และบริการ(ปั๊มน้ำมัน) และขอทาน ที่ จันทบุรี พัทยา ชลบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร

โดย  สุริยพงศ์

ภาพจาก เพจเฟสบุ๊ก ข่าวสารงานพระพุทธศาสนา

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนเชื้อสายกัมพูชาในประเทศไทย

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนเชื้อสายกัมพูชาในประเทศไทย

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนเชื้อสายกัมพูชาในประเทศไทย

วันศุกร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คนไทยในแผ่นดินสยามกับคนขแมร์ในประเทศกัมพูชา  เป็นเพื่อนบ้านกันมาหลายร้อยปี  ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ผ่านยุคอาณาจักรต่างๆ จนถึงปัจจุบัน บางครั้งก็มีความสัมพันธ์อันดี แต่บางคราวก็ทะเลาะรบพุ่งกัน เหมือนพี่น้องในครอบครัว  ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นหลายช่วงคลื่นของการอพยพและตั้งถิ่นฐาน

สมัยทวารวดีและอาณาจักรละโว้

ราวพันปีมาแล้วดินแดนภาคกลางและอีสานของไทยเคยอยู่ในเขตอิทธิพลของวัฒนธรรมของขอมโบราณมาโดยตลอด เมืองโบราณในยุคทวารวดีหลายแห่ง เช่นอู่ทอง (สุพรรณบุรี) นครปฐม (พระประโทนเจดีย์)  ศรีเทพ (เพชรบูรณ์) รับอิทธิพลทางศิลปะและศาสนาจากขอมโบราณ ต่อมาในยุคอาณาจักรละโว้ (ลพบุรี) ซึ่งเป็นรัฐก่อนสมัยอยุธยา อิทธิพลของวัฒนธรรมขอมเข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากปราสาทหินมากมาย   เช่นปรางค์สามยอด ที่ลพบุรี  หรือ ปราสาทหินพิมายที่นครราชสีมา

ชุมชนดั้งเดิมเหล่านี้คือหลักฐานที่เก่าแก่  ที่แสดงว่าพวกเขาไม่ใช่ “ผู้มาใหม่” แต่คือ “ผู้อยู่ดั้งเดิม” ที่สร้างรากวัฒนธรรมร่วมบนผืนแผ่นดินนี้ ก่อนการสถาปนากรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา

สมัยกรุงสุโขทัย ศิลาจารึกและเอกสารล้านนา กล่าวถึง “ขอมอุโมงค์เสลา   และ “ขอมสบาดโขลญลำพง” ที่เป็นกลุ่มชนอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย

สมัยกรุงศรีอยุธยา  มีชาวขอมที่อยู่ในอยุธยาแต่ดั้งเดิมบริเวณย่านบางปะอิน โดยมี ตำบลบ้านขอม(วัดยม)   เกาะขอม (เกาะท่าพระ) บ้านขอม(ต.สามเรือน อ.บางปะอิน)  ที่บริเวณวัดขนอน อ.บางบาล  และวัดโปรดสัตว์ วัดท่าเลย์ไท อ.บางปะอิน

พ.ศ. 1893 เมื่อกรุงศรีอยุธยาขึ้นมามีอำนาจ ความขัดแย้งกับอาณาจักรขอมแห่งพระนครหลวงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หลังได้รับชัยชนะ   สยามมักใช้นโยบาย “การกวาดต้อนผู้คน” เพื่อลดทอนศักยภาพของศัตรูและเพิ่มแรงงานเพื่อพัฒนาประเทศ

พ.ศ.1975 ในสมัยเจ้าสามพระยา มีการส่งกองทัพไปโจมตีเมืองนครธม  กลุ่มคนกัมพูชาที่เป็นเชลยศึกและทาสจำนวนมากถูกอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในอยุธยาและเมืองชั้นใน เกิดเป็นชุมชน  บ้านขมิ้น เกาะโพธิ์     ในเวลาต่อมา พวกเชลยศึกดังกล่าวกลายเป็นชาวนา ทหาร และขุนนางที่มีบทบาทสำคัญในราชสำนักสยาม นำพาความรู้ด้านสถาปัตยกรรม การชลประทาน การทำเกษตร และศิลปะการแสดงเข้ามา

เอกสารคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม ระบุว่า “ ทุกปีจะมีพ่อค้าชาวเมืองพระตะบอง เดินทางมาโดยคาราวานวัวต่าง มาตั้งร้านค้าอยู่ที่บ้านศาลาเกวียน  ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเมืองอยุธยา ห่างจากหัวรอขึ้นไปราว4-5 กิโลเมตร  สินค้าที่พ่อค้านำมาได้แก่  เร่ว  กระวาน ไหม กำยาน ครั่ง ดีบุก งา  ผ้าปูม  แพรญวน ทอง  พลอยแดง ฯลฯ

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  มีชาวเขมรนับถือคริสต์อพยพลี้ภัยจากการเบียดเบียนทางศาสนาเข้ามา  ตั้งบ้านเรือนอยูที่บ้านเขมร  เมืองบางกอก (บริเวณโบสถคอนเซปชั่น  สามเสน เขตดุสิต ในปัจจุบัน        ร่วมกับชาวคริสต์โปรตุเกส เวียดนาม และฝรั่งเศส   ในสมัยพระเจ้าท้ายสระ มีชาวกัมพูชาพวกเขมรใหม่ และเจ้านายชั้นสูง อพยพมาอยู่ใกล้วัดค้างคาว ในเกาะเมืองอยุธยา   ตอนปลายกรุงศรีอยุธยา  กัมพูชาเป็นรัฐบรรณาการของกรุงศรีอยุธยา   แต่พอกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า  กัมพูชาก็หันไปสวามิภักดิ์กับญวน      สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงยกทัพไปตีกัมพูชาแล้วทรงแต่งตั้งนักองโนน พระอนุชาของกษัตริย์เขมรที่ลี้ภัยเข้ามา ขึ้นเป็นกษัตริย์ครองกรุงกัมพูชาทรงพระนามว่า พระรามราชาธิราช   สมัยกรุงธนบุรีมีชุมชนเขมรตั้งอยู่ที่คลองสำเหร่  คลองสามเสน  คลองสำโรง  คลองทับนาง  วัดบางยี่เรือ 

พ.ศ. 2325  สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศกัมพูชาอยู่ในภาวะอลหม่าน หลังจากการสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์ราชา กัมพูชาเกิดความแตกแยก แย่งชิงราชสมบัติกัน  ชาวเขมรลี้ภัยมาอยู่ในกรุงเทพ บริเวณชุมชนบ้านบาตร  ถนนวรจักร และบางลำพู ในปัจจุบัน  เสนาบดีเขมร พา นักองเอง ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 10 พรรษา หนีเข้ามาพึ่งรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  โดยนักองเอง ได้รับการเลี้ยงดูอย่างโอรสบุตรบุญธรรม และสร้างวังพระราชทานให้ ตรงข้าม วัดสระเกศ และ ส่งกลับไปครองราชย์ ณ กรุงกัมพูชา โดยเมื่อมีพระชนมายุ 22 พรรษา ได้รับพระราชทานนามว่า “สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดี แต่การครองราชย์ของพระองค์อยู่ได้เพียง 3 ปี ก็สิ้นพระชนม์

หลังจากนั้น บรรดาโอรสของ นักองเอง  แยกเป็นฝ่ายๆ แย่งชิงอำนาจ   พระโอรสองค์ใหญ่คือ นักองจันทร์ แม้ได้รับความช่วยเหลือจากไทยให้ขึ้นครองราชย์แต่ภายหลังกลับหันไปพึ่งญวน สร้างความไม่พอใจให้กับทั้งขุนนาง และ ประชาชน ต่อมา พระโอรสองค์อื่นอย่าง นักองอิ่ม และ นักองด้วง ผู้ยืนอยู่ข้างฝ่ายไทยต้องอพยพเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ และได้รับการอุปการะให้อยู่ในวังเดิมของ นักองเอง   โดยเฉพาะ นักองด้วง ที่อยู่ในไทยถึง 29 ปี จนเป็นที่คุ้นเคยของประชาชนไทย ต่อมาได้ขึ้นครองราชย์ในกัมพูชาในสมัย รัชกาลที่ 3โดยได้รับพระราชทานพระนามว่า “สมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี”

สมัย รัชกาลที่ 4 สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์หรือ นักองค์ราชาวดีโอรสนักองด้วง   ที่ทรงเป็นปู่ทวดของ สมเด็จนโรดม สีหนุ  ประสูติในกรุงเทพฯ  ต่อมาได้ขึ้นครองราชย์  ทรงยอมให้อาณานิคมฝรั่งเศสเข้าปกครองกัมพูชา  เพื่อให้พ้นจากการปกครองของสยาม

ในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ มีการกวาดต้อนชาวกัมพูชามายังกรุงสยามหลายครั้ง   เช่น  สมัยกรุงธนบุรี  พ.ศ. 2314   มีการกวาดต้อนเขมรจากเมืองโพธิสัตว์ บาราย  เสียมราฐและพระตะบองมาเลี้ยงช้างที่ราชบุรีริมแม่น้ำแม่กลอง  บริเวณ อ.โพธาราม ปากท่อและ อ.บางแพ อ.วัดเพลง  เพื่อเป็นกำลังสู้รบกับพม่า       จังหวัดนครปฐมซึ่งมีอยู่ตั้งแต่ปากคลองเจดีย์บูชา สะพานรถไฟเสาวภา วัดแค ไปจนถึงวัดสัมปทวน เรียงรายไปตลอดริมแม่น้ำท่าจีน   นอกจากนี้ก็มีที่ ตำบลบ้านโพธิ์และตำบลตลิ่งชัน  อ.เมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งอพยพมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และรัตนโกสินทร์ตอนต้น  

ร่องรอยแห่งอารยธรรมแขมร์บนผืนดินอีสาน ทางภาคอีสาน อิทธิพลของอารยธรรมขแมร์แผ่ขยายผ่าน “ราชมรรคา” หรือถนนโบราณที่เชื่อมเมืองสำคัญต่างๆ    คนไทยเชื้อสายเขมร หรือ เขมรลือ จำนวนกว่าล้านคน อยู่ในจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ตั้งแต่ตอนจักรวรรดิอังกอร์ล่มสลายด้วยการปฏิวัติของพวกทาสนำโดยนายแตงหวาน 

ในบันทึกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จำแนกชาวเขมรในสยาม ไว้เป็น 4 พวก คือ จำพวกที่ 1 เขมรที่เป็นชาวสยามแท้ เรียกในราชการว่า เขมรป่าดง เป็นราษฎรเมืองสุรินทร์ สังฆะ ขุขันธ์ จำพวกที่ 2 เขมรเก่า เป็นคนเขมรที่อพยพมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าตากสินบ้าง รัชกาลที่ 1 บ้าง พวกนี้อยู่ที่มณฑลราชบุรีโดยมาก จำพวกที่ 3 เขมรกลาง คือ เขมรที่อพยพมาในสมัยรัชกาลที่ 3 พวกนี้อยู่ในมณฑลกรุงเทพและมณฑลปราจีนบุรี โดยมาก จำพวกที่ 4 เขมรใหม่ คือ เขมรที่อพยพตั้งแต่ ค.ศ. 1858 มีมากในมณฑลบูรพา หรือเมืองพระตะบองเป็นต้น[6]

ชาวไทยเชื้อสายเขมรนั้นจะมีภาษาที่แตกต่างออกไปจากภาษาเขมรในประเทศกัมพูชา โดยภาษาเขมรที่ใช้พูดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง หรืออีสานใต้ จะเรียกว่า ภาษาเขมรถิ่นไทย หรือเขมรบน โดยมีความต่างจากภาษาเขมรในกัมพูชาในเรื่องของหน่วยเสียงสระ การใช้พยัญชนะ รากศัพท์ และไวยากรณ์ โดยผู้ใช้ภาษาเขมรถิ่นไทยจะสามารถเข้าใจภาษาเขมรทุกสำเนียง ส่วนผู้ใช้สำเนียงพนมเปญจะมีปัญหาในการทำความเข้าใจ

ในยุคปัจจุบัน  มีชาวกัมพูชาเข้ามาทำงานในประเทศไทยราว 5 แสนคน  ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ   ชลบุรี  สมุทรสาคร  สมุทรปราการ   ทำงานก่อสร้าง  เกษตรกรรม  โรงงานแปรรูปอาหาร  สิ่งทอ  ธุรกิจค้าปลีก งานแม่บ้าน   คัดแยกขยะ  จำหน่ายอาหารเครื่องดื่ม  ผลิตจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูป  ค้าส่งค้าปลีกแผงลอยในตลาด สถานีบริการน้ำมัน 

พ.ศ. 2568  รัฐบาลกัมพูชารณรงค์เชิญชวนให้ชาวกัมพูชาที่ทำงานในประเทศไทยกลับไปทำงานในประเทศกัมพูชา  ทำให้มีชาวกัมพูชาเดินทางกลับไปจำนวนมาก

โดย  สุริยพงศ์

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนเชื้อสายสยามในกัมพูชา

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนเชื้อสายสยามในกัมพูชา

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนเชื้อสายสยามในกัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชาวสยามไทยส่วนหนึ่งได้เข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศกัมพูชามาแต่ครั้งโบราณ โดยคนกัมพูชาเรียกคนสยามว่า “เสียม” มีการพบภาพสลักหิน ทหารขี่ช้าง “เสียมกก” ที่ระเบียงปราสาทนครวัดสมัยพุทธศตวรรษที่ 17 และเมื่อ พ.ศ. 1839 โจวต้ากวน ทูตจีนที่เดินทางไปเมืองพระนคร สมัยพ่อขุนรามคำแหงฯ บันทึกถึงชาวสยามในกัมพูชาว่า  ชาวสยามเป็นคนละกลุ่มกับชาวเขมร   ชาวสยามรู้จักวิธีทอเครื่องนุ่งห่ม  ขายหม่อนและหนอนไหมให้ชาวเขมร

ในเอกสาร  เขมรแบ่งเป็นสี่ภาค พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอธิบายไว้ว่า ชาวไทยและชาวเขมรอาศัยอยู่ปะปนกันมาแต่ยุคโบราณ โดยเฉพาะบ้านเมืองในแถบทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน ทรงยกตัวอย่างนามเมืองเสียมราฐ ที่ว่าแปลว่าเมืองคนไทยทำปลาแห้ง ซึ่งตั้งอยู่รอบนอกเมืองพระนคร                  

ยุคอยุธยา  พงศาวดารกัมพูชาระบุว่า  ในรัชสมัยพระบรมรามา (เจ้าพญาคำขัด) (พ.ศ.1906-1916) กษัตริย์กัมพูชาองค์ที่ 36  ราชสกุลตระซ็อกประแอม   ซึ่งตรงกับช่วงต้นกรุงศรีอยุธยาสมัยพระเจ้าอู่ทอง กัมพูชาได้ยกทัพไปตีเมืองจันทบูรและเมืองบางคาง (ปราจีนบุรี)    ก่อนกวาดต้อนคนกลับกรุงจตุมุข (ปัจจุบันคือบริเวณแถบบาสาณ อุดง ละแวก ศรีสันธร และพนมเปญ) และกวาดต้อนราษฎรปลายแดนอยุธยาไปอีก   พ.ศ. 1912 พระเจ้าอู่ทองทรงให้พระราเมศวรและขุนหลวงพะงั่ว ยกทัพไปตีเมืองเขมร เพราะเขมรไม่เป็นไมตรีดังก่อน     พ.ศ. 1974  เจ้าสามพระยาทรงยกทัพไปทำลายเมืองพระนคร ศรียโยธรปุระ ของกัมพูชา  เพราะเขมรมากวาดต้อนคนชายแดนอยุธยาไป  จนทำให้กัมพูชาต้องทิ้งเมืองพระนครหลวงให้รกร้างว่างเปล่า    ย้ายไปเมืองจตุรมุข และตวลบาสาน(อยู่ในกำปงจาม) กองทัพอยุธยาได้กวาดต้อนชาวเขมรไปจำนวนมาก     พ.ศ. 2125  รัชสมัยพระบรมราชาที่ 4 (นักพระสัตถา)และสมเด็จพระมหาธรรมราชาแห่งกรุงศรีอยุธยา   กัมพูชายกทัพมากวาดต้อนคนสยามบริเวณชายแดนภาคตะวันออก     พ.ศ. 2137  สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงยกทัพไปตีเมืองละแวกแตก     พ.ศ. 2164 สมัยพระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา เจ้าฝ่ายหน้าของสยามยกทัพไปภูเขาจังกางเพื่อตีเขมร แต่สมเด็จพระไชยเชษฐา กษัตริย์เขมร เคลื่อนพลไปตีทัพสยามแตก เจ้าฝ่ายหน้าหลบหนีไปได้ ส่วนไพร่พลถูกจับเป็นเชลย เชลยสยามเหล่านี้ถูกเรียกว่า “ไทยจังกาง” ใน พ.ศ. 2173 รัชสมัยพระศรีธรรมราชา และพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา กองทัพกัมพูชาไปกวาดต้อนชาวนครราชสีมากลับกัมพูชา

ในช่วงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง มีคลื่นผู้อพยพชาวสยามลี้ภัยพม่ามายังเมืองเขมรและพุทไธมาศจำนวนมาก    ในเวลาต่อมา สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ยกทัพเข้ามาไปยังเมืองพุทไธมาศและเมืองเขมรเมื่อ พ.ศ. 2314

ในยุคธนบุรีและรัตนโกสินทร์ มีการไปมาหาสู่ระหว่างเขตแดนของชาวไทยและเขมร ในช่วง พ.ศ. 2325 เป็นต้นมา มีกลุ่มชาวไทยอพยพลงไปตั้งชุมชนและสร้าง เมืองมงคลบุรี เมืองศรีโสภณ เมืองวัฒนานคร เมืองอรัญประเทศ เมืองพระตะบอง และเมืองเสียมราฐ ชาวไทยกลุ่มนี้ได้สร้างป้อมและกำแพงเมืองไว้อย่างมั่นคง    อีกทั้งยังมีคณะละครชาวสยามข้ามไปทำการแสดงยังฝั่งเขมร ตัวละครทั้งชายและหญิงผู้มีฝีมือหลายคนเข้ารับราชการในราชสำนักของเขมร บางคนก็เข้าไปเป็นครูละคร ในจดหมายมองซิเออร์วิลแมง ถึงมองซิเออร์เดคูร์วีแยร์ ระบุว่าช่วง พ.ศ. 2328–2329 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สยามทำสงครามแพ้กัมพูชา 

มีชาวไทยจำนวนไม่น้อยเข้าไปในกัมพูชาด้วยความสมัครใจ เช่นไปเป็นเจ้าพนักงาน และหลายคนเข้ารับราชการเป็นบาทบริจาริกากษัตริย์เขมร ในราชสำนักสยามและราชสำนักเขมร มีการเกี่ยวดองทางเครือญาติด้วยการเสกสมรส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในราชสำนักฝ่ายในของพระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตารซึ่งทรงคุ้นเคยกับชีวิตในราชสำนักสยามมาโดยตลอด ก็มีสตรีสยามหรือหญิงลูกครึ่งสยามถวายงานอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น คุณพระนางสุชาติบุปผา พระชนนีของพระองค์เจ้าดวงจักร     บาทบริจาริกาชาวสยามเหล่านี้ มีทั้งหญิงสามัญและเจ้านายจากราชวงศ์จักรี เช่น หม่อมราชวงศ์ตาด ปาลกะวงศ์ ภรรยาพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตาร  หม่อมเจ้าพัชนี (ไม่ทราบราชสกุลเดิม) และหม่อมเจ้าปุก อิศรศักดิ์ เป็นพระเทพีของพระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตารเช่นกัน   

นอกจากกลุ่มนางละครชาวสยามที่เข้าไปยังแดนกัมพูชา ก็คือกองทหารสยามที่แตกทัพในสงครามอานามสยามยุทธ พวกเขาอาศัยปะปนอยู่กับชาวเขมรกรอมแถบปากแม่น้ำโขง ประกอบอาชีพกสิกรรม ปัจจุบันอยู่ในเมืองสักซ้า (หรือกระมวนสอ) ประเทศเวียดนาม โดยยังหลงเหลือนามภูมิ คือ บ้านซแรเซียมจะส์ (ស្រែសៀមចាស់, “นาสยามเก่า”) บ้านซแรเซียม-ทเม็ย (ស្រែសៀថ្មី, “นาสยามใหม่”) และบ้านเซียมจอด (សៀមចត, “สยามจอด [เรือ]”)[6] และยังมีกลุ่มพระภิกษุสงฆ์จากสยามเข้าไปเผยแผ่ศาสนาพุทธ และจำพรรษาในกัมพูชา ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

คนเชี้อสายสยามที่จังหวัดเกาะกง     มีชาวไทยพื้นเมืองที่อาศัยอยู่เป็นกลุ่มก้อนมาช้านานในเขตจังหวัดเกาะกง ซึ่งเดิมเป็นเมืองปัจจันตคิรีเขตรขึ้นกับกรุงสยาม มีรากเหง้าเดียวกันกับคนเชื้อสายไทยในจังหวัดตราด พวกเขามีบรรพบุรุษมาจากบ้านลาดพลี เมืองราชบุรี มีคำเล่าลืออธิบายไว้ว่าอพยพหนีสงครามกับพม่า แต่ไม่แจ้งชัดว่าในยุคกรุงศรีอยุธยาหรือธนบุรี เข้าสู่เมืองตราดหลายร้อยครัวเรือน   ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ตามคลองและลุ่มแม่น้ำ เช่น ลุ่มแม่น้ำเกาะปอ, แม่น้ำครางครืน, แม่น้ำตาไต, แม่น้ำบางกระสอบ, แม่น้ำตะปังรุง, แม่น้ำคลองพิพาท, อ่าวเกาะกะปิ, คลองแพรกกษัตริย์, อ่าวยายแสน, อ่าวพลีมาศ, อาหนี และอาจเลยไปถึงนาเกลือ และส่วนใหญ่มีเชื้อสายจีนประสมอยู่ด้วย

ต่อมารัฐบาลสยามยอมยกเมืองตราดและปัจจันตคิรีเขตรแก่ฝรั่งเศสตามพิธีสารลงวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2447 เพื่อให้ฝรั่งเศสถอนทหารออกจากเมืองจันทบุรี  และมีการทำหนังสือลงนามระหว่างสยามกับฝรั่งเศสอีกครั้งเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 โดยยอมยกเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณแก่ฝรั่งเศส เพื่อแลกกับเมืองด่านซ้าย กับเมืองตราด แต่ฝรั่งเศสไม่ได้ยกเมืองปัจจันตคิรีเขตรคืนมาด้วย ชาวไทยที่ตกค้างในจังหวัดเกาะกงจึงเปลี่ยนสภาพเป็นคนพลัดถิ่นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน     ก่อน พ.ศ. 2514 มีชาวไทยที่อาศัยในเกาะกงราว 40,000 คน แต่เมื่อเข้าสู่ยุคเขมรแดง ชาวไทยในเกาะกงลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว บ้างก็โยกย้ายไปฝั่งไทย บ้างก็ถูกเขมรแดงสังหาร ทำให้ พ.ศ. 2528 เหลือชาวไทยในเกาะกงอยู่ราว 8,000 คน สมัยที่เจ้านโรดม สีหนุเป็นกษัตริย์อยู่นั้นเคยห้ามคนเกาะกงพูดภาษาไทย หากฝ่าฝืนจะถูกตำรวจจับ และบางรายโชคร้ายก็จะถูกฆ่า  จากการกดขี่ดังกล่าว ชาวไทยในเกาะกงจึงอพยพเข้าสู่ประเทศไทยถึงสี่ระลอก ได้แก่ ระลอกที่หนึ่ง (พ.ศ. 2502–2512) ตรงกับยุคนโรดม สีหนุ ระลอกที่สอง (พ.ศ. 2513–2518) ตรงกับยุคลอน นอล ระลอกที่สาม (พ.ศ. 2518–2520) ในช่วงที่เวียดนามยึดครองกัมพูชา และระลอกที่สี่ (พ.ศ. 2520 เป็นต้นมา) ถือว่าเป็นผู้หลบหนีเข้าเมือง ปัจจุบันชาวไทยในเกาะกงล้วนมีเครือญาติอยู่ในประเทศไทย นิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนในประเทศไทย และมีจิตสำนึกว่าตนเองเป็นคนไทย

ชาวไทยจากเกาะกงหลายคนมีบทบาททางการเมืองของกัมพูชา เช่น ใส่ ภู่ทอง จา เรียง (หรือ จำเรียง ศิริวงษ์) และเตีย บัญ (หรือ สังวาลย์ หินกลิ้ง)     ชาวไทยในเกาะกงรวมเป็นกลุ่มพลพรรคไทยเกาะกง ด้วยมุ่งหวังความปลอดภัยและอำนาจอิสระในการปกครองตนเองของคนไทย[46] หลังสิ้นสุดยุคเขมรแดงใน พ.ศ. 2522 รัฐบาลกลางกัมพูชาประกาศยอมรับชาวไทยในเกาะกงเป็นชนชาติส่วนน้อย เป็นประชาชนกัมพูชาโดยนิตินัยเสมอภาคเท่าเทียมกับชาวเขมร มีอิสรภาพปกครองตนเอง มีสิทธิในการกำหนดนโยบายในการบริหารท้องถิ่น          ในรัฐบาลฮุน เซน มีชาวไทยขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเกาะกงอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ยุทธ ภู่ทอง, บุญเลิศ พราหมณ์เกษร, รุ่ง พราหมณ์เกษร และมิถุนา ภู่ทอง   แต่เดิมเกาะกงในปี พ.ศ. 2506 เคยออกกฎห้ามชาวเกาะกงพูดภาษาไทย โดยจะปรับเป็นคำละ 25 เรียล ห้ามมีเงินไทย และห้ามมีหนังสือไทยอยู่ในบ้าน หากเจ้าหน้าที่พบจะถูกทำลายให้สิ้นซาก ต่อมาในปี พ.ศ. 2507 ค่าปรับการพูดภาษาไทยเพิ่มขึ้นเป็น 50 เรียล หากไม่ปฏิบัติจะถูกแขวนป้ายประจาน แต่ทุกวันนี้ภาษาไทยมีความสำคัญมาก ชาวกัมพูชาไม่ว่าไทยหรือเขมรนิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนในเมืองไทย

คนเชื้อสายไทยในจังหวัดพระตะบองและบันทายมีชัย

จากการที่เขมรตกอยู่ภายใต้การปกครองของสยามตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 24–25 ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์  ทำให้มีเจ้านายเขมรเข้าไปพึ่งพระบรมโพธิสมภารของกษัตริย์สยามหลายครั้งก่อนกลับไปเสวยราชย์กรุงกัมพูชา   มีการส่งพระสงฆ์เขมรมาบวชเรียนในสยาม เพื่อสั่งสอนศาสนา รวมทั้งนำรูปแบบศิลปกรรมกลับไปใช้ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

มีชาวไทยหลายคนที่มีเชื้อสายกัมพูชา   เช่น เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์   นายควง อภัยวงศ์ หลวงเรืองเดชอนันต์ (ทองดี ธนะรัชต์)บิดาของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัขต์    และจิตร ภูมิศักดิ์    

โดย  สุริยพงศ

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ทำไมคนกัมพูชา ไม่ชอบให้เรียกว่า ‘เขมร’

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ทำไมคนกัมพูชา ไม่ชอบให้เรียกว่า ‘เขมร’

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ทำไมคนกัมพูชา ไม่ชอบให้เรียกว่า ‘เขมร’

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.14 น.

ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา คนไทยเรียกคนและประเทศกัมพูชาว่า “เขมร” อ่านว่า “ขะ-เหมน” ซึ่งเป็นคำภาษาไทย เกิดจากการเพี้ยนเสียงของคนไทยจากคำว่า “ขแมร์” Khmer และเรียกคนกัมพูชาโบราณ ยุคสร้างปราสาทหินว่า “ขอม” ทั้งในพงศาวดาร จารึก และวรรณกรรม เช่น ขอมสบาดโขลญลำพง ผู้ที่กษัตริย์กัมพูชาส่งให้ไปปกครองกรุงสุโขทัยก่อนที่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ก่อตั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีไม่ยอมตกอยู่ใต้อำนาจขอม มีนิทานเรื่อง ขอมดำดิน เพลงขอมพิสัย เพลงเขมรไทรโยค เขมรลออองค์ เขมรปากท่อ เขมรกล่อมลูก เขมรไล่ควาย แต่เมื่อไม่นานมานี้ มีชาวกัมพูชาทำคลิปวีดีโอบอกว่า  ไม่ชอบให้เรียกว่าเขมร (ขะ-เหมน) แต่ให้เรียกว่า คนหรือประเทศกัมพูชา แทน

เมื่อถามต่อว่าทำไมไม่ชอบให้เรียกว่า “เขมร” ก็ได้รับคำตอบว่าเพราะ คำว่าเขมร มาจากภาษาโบราณว่า กฺญุม กมีร์ หรือ เกมร Khnum แปลว่า ทาส หรือ ข้ารับใช้ บ่าว ไพร่ ผู้ใช้แรงงาน Slave, Bondsman ซึ่งเป็นการมองเชิงลบ ดูถูก ด้อยค่า ลดทอน ล้าสมัย ที่คนกัมพูชาหลายคนไม่ชอบ คล้ายกับที่คนจีน ไม่ชอบให้เรียกว่า “เจ๊ก” คนกูย ไม่ชอบให้เรียกว่า “ส่วย” คนอาข่าไม่ชอบให้เรียกว่า “อีก้อ” และ คน มลาบรีไม่ชอบให้เรียกว่า “ผีตองเหลือง”  

ในสมัยโบราณ ชาวขแมร์เริ่มมีบทบาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใกล้เคียงกับชาวมอญโดยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาในกลุ่มภาษามอญ-ขแมร์และสร้างจักรวรรดิขแมร์ขึ้นในอดีต ชาวขแมร์แบ่งได้เป็นกลุ่มย่อย 3 กลุ่มตามถิ่นที่อยู่และภาษาที่ใช้คือชาวขแมร์กัมพูชา พูดภาษาขแมร์ ขแมร์สูงหรือขแมร์ลือ ជនជាតិខ្មែរខាងជើង อยู่ในประเทศไทย แถบอีสานใต้เช่น สุรินทร์ ศรีสะเกษ  บุรีรัมย์  พูดภาษาขแมร์ถิ่นไทยหรือ ขแมร์บน ที่เป็นสำเนียงอีสานใต้  ที่ไม่เหมือนกับแขมร์กัมพูชา และพูดภาษาไทยด้วยจำนวนราว 1 ล้านคน  บางส่วนมีความสามารถในการเลี้ยงช้าง  ทอผ้าไหม และ ชาวขแมร์กรอมหรือขแมร์ต่ำ  เป็นชาวขแมร์ที่อยู่ทางดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางภาคใต้ของประเทศเวียดนาม จำนวนราว 7 ล้านคน   ต่อมาเนื่องจาก สงครามกลางเมืองกัมพูชา ชาวขแมร์หลายพันคนได้อพยพลี้ภัยไปอาศัยอยู่ในประเทศ ฝรั่งเศสสหรัฐอเมริกา  แคนาดา และออสเตรเลีย

คำว่า “ขอม” เป็นคำภาษาไทย  ที่คนสุโขทัย สมัย พ.ศ. 1800  เรียกกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ทางใต้ของกรุงสุโขทัย  บริเวณละโว้ (ลพบุรี)  อยุธยา นครปฐม อีสานใต้   ส่วนในสมัยอยุธยา ขอมหมายคนชาวขแมร์ในพื้นที่กัมพูชาปัจจุบัน คำว่า ขอม มาจากคำภาษาแขมร์โบราณว่า กโรม หรือ กโรม (Karom) กรอม กล๋อม  กะหล๋อม     แปลว่าผู้อยู่ข้างล่าง อยู่ทางใต้  ที่ลุ่มต่ำกว่า  เช่น ลุ่มน้ำเจ้าพระยา หรือแม่น้ำโขง เชี่ยวชาญการสร้างปราสาทหิน  นับถือศาสนาพราหมณ์ฮินดู และพุทธมหายาน   ชาวกัมพูชาไม่เรียกตัวเองว่าขอม เพราะไม่เคยรู้จักขอม  ไม่เรียกตนเองว่าขอม   และภาษาเขมรไม่มีคำว่าขอม  เหมือนชาวอินเดียไม่เรียกตนเองว่า แขก  ทั้งยังไม่พบคำว่าขอมในจารึกขแมร์โบราณอีกด้วย    อักษรขอม พัฒนามาจากอักษรปัลลวะของอินเดียใต้ เช่นเดียวกับอักษรมอญ อักษรไทย และอักษรกัมพูชาปัจจุบัน  พวกขอมนี้ ตัดผมเกรียน กินข้าวเจ้า  นุ่งผ้าโจงกระเบน นับถือศาสนาพราหมณ์ ฮินดู หรือพุทธมหายาน  ต่างจากพวกลาวที่กินข้าวเหนียว ไว้ผมยาว นับถือพุทธเถรวาท 

คนกับพูชา  เรียกภาษา  ประเทศ และ ตนเองว่า  “ขแมร์ Khmer” ออกเสียงว่า แคฺมร์ (khmaer) ซึ่งมาจากภาษาโบราณ ว่า เกมร  ที่แปลว่าข้ารับใช้ที่เป็นชาวแขมร์

คนขแมร์เรียกดินแดนของตนมาตั้งแต่ยุคสร้างปราสาทหินสมัยก่อนเมืองพระนคร ว่า “กัมพูชา”หรือ “กัมพูเจีย” (Kambuja, Cambodia)  เป็นชื่อประเทศ  มาจากคำว่า “កម្ពុជា” (Kampuchea) ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤต ว่า กัมโพช หรือกัมพุชะ  “कम्बुज” (Kambuja)  ซึ่งเป็นชื่อแคว้นโบราณในประเทศอินเดีย  หมายถึง “ผู้สืบเชื้อสายจากเจ้าชายกัมพู” โดยอ้างอิงถึงพราหมณ์หรือฤาษี ชาวอินเดียชื่อกัมพูมุนี (Kambu Muni) หรือ กามพู สวยัมภูวะ หรือ โกณทัญญะ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษต้นตระกูลในตำนานของชาวเขมร ผู้สร้างอาณาจักรฟูนันในสมัยพุทธศตวรรษที่ 6 แล้วต่อด้วยอาณาจักรเจนละสมัยพุทธศตวรรษที่ 11     นับถือศาสนาพราหมณ์ฮินดูจากอินเดียที่บูชาพระอิศวร

ในพุทธศตวรรษที่ 17-18 อาณาจักรขอมมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมหิธรปุระซึ่งอยู่บริเวณอีสานใต้ของประเทศไทย แถบปราสาทหินพิมาย และพนมรุ้ง  แล้วต่อมาย้ายไปสร้างปราสาทนครวัดที่เมืองพระนครหลวง  จนถูกปฏิวัติในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 9 โดยนายแตงหวาน

ในบันทึกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จำแนกชาวเขมรในสยามไว้ 4 พวก คือ จำพวกที่ 1 เขมรที่เป็นชาวสยามแท้ เรียกในราชการว่า “เขมรป่าดง” เป็นราษฎรเมืองสุรินทร์ สังฆะ ขุขันธ์ จำพวกที่ 2 เขมรเก่า เป็นคนเขมรที่อพยพมาจากเมืองโพธิสัตว์  เสียมราฐ  พระตะบอง ตั้งแต่สมัยพระเจ้าตากสินบ้าง รัชกาลที่ 1 บ้าง พวกนี้อยู่ที่มณฑลราชบุรีเช่น อ.โพธาราม อ.ปากท่อ   กรุงเทพ (ชุมชนวัดคอนเซ็ปชัญ  ซอยมิตตคาม ถ.สามเสน เขตดุสิต)    จำพวกที่ 3 เขมรกลาง คือ เขมรที่อพยพมาในสมัยรัชกาลที่ 3 พวกนี้โดยมากอยู่ในมณฑลกรุงเทพ  ปราจีนบุรี  นครปฐม(ริมแม่น้ำท่าจีน) สุพรรณบุรี(ต.บ้านโพธิ์  และ ต.ตลิ่งชัน)  จำพวกที่ 4 เขมรใหม่ คือ เขมรที่อพยพตั้งแต่ ค.ศ. 1858 มีมากในมณฑลบูรพา หรือเมืองพระตะบองเป็นต้น    คนไทยเชื้อสายขแมร์ที่มีชื่อเสียง  ได้แก่ นายควง อภัยวงศ์ (ชาวพระตะบอง) นายเนวิน ชิดชอบ (นักการเมืองชาวบุรีรัมย์)  นายสุรชัย  จันทิมาธร (นักดนตรีชาวสุรินทร์ )  นายพิศาล มูลศาสตร์สาธร (อดีต รมว.แรงงาน ชาวสุรินทร์)

เมื่อรู้แล้วว่าคนกัมพูชา ไม่ชอบให้เรียกว่า “ขะ เหมน” ที่คนไทยเรียกมาหลายร้อยปี   เพราะแปลว่า ข้าทาส หรือคนรับใช้ คนไทยก็อย่าเรียก  แต่เรียกว่า คนกัมพูชา  และประเทศกัมพูชา ก็หมดเรื่อง ไม่เห็นจะมีปัญหาที่ไหน     

โดย  สุริยพงศ์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ เมื่อ ‘สยาม’..เปิดศึกกัมพูชาที่ ‘เสียมเรียบ’

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ เมื่อ ‘สยาม’..เปิดศึกกัมพูชาที่ ‘เสียมเรียบ’

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ เมื่อ ‘สยาม’..เปิดศึกกัมพูชาที่ ‘เสียมเรียบ’

วันอังคาร ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.15 น.

ในประเทศกัมพูชา มีเมืองสำคัญเมืองหนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทหินนครวัด มรดกโลก ชื่อ เสียมเรียบ” Siem Riap ซึ่งเป็นภาษากัมพูชาแปลว่า สยามพ่ายแพ้ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อใด อย่างไร  เพราะในพงศาวดารไทยมิได้บันทึกไว้

เอกสารโบราณของกัมพูชาและวิกิพีเดีย ระบุว่า ใน พ.ศ.2073 (ค.ศ.1530) ตรงกับสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (หน่อพุทธางกูร) แห่งกรุงศรีอยุธยา ที่กรุงกัมพูชาเกิดกบฏเจ้ากอง พระยาจันทราชาเสด็จหนีไปอยุธยา รวบรวมกำลังกลับมายึดเมืองโพธิสัตว์ แล้วขึ้นครองราชย์กรุงกัมพูชา ทรงพระนามว่า พระบรมราชาที่ 2  หรือ จันรีเซีย มหาราช ทรงตั้งเมืองละแวก Longvek เป็นราชธานีของกัมพูชาแห่งใหม่หลังจากที่กัมพูชาเสียเมืองพระนครให้กองทัพสยาม (สมัยเจ้าสามพระยา) พญาจันทราชาทรงปฏิเสธการส่งบรรณาการมายังอาณาจักรสยาม เหมือนที่เคยปฏิบัติมาก่อน สยามจึงส่งทหาร50,000 คน ผ่านนครราชสีมาไปยังจังหวัดมหานคร ทหารกัมพูชา 70,000 คน ต่อสู้อย่างดุเดือดกับกองทัพสยามในยุทธการที่สตึงอังกอร์ และในที่สุดกองทัพสยามก็พ่ายแพ้อย่างราบคาบ จับเชลยชาวสยามได้ 10,000 คน ชัยชนะอันยิ่งใหญ่นี้ ทำให้มีการเปลี่ยนชื่อจังหวัดมหานครเป็น จังหวัดเสียมเรียบจนถึงปัจจุบัน ขณะที่แม่ทัพสยามชื่อ ปอนเฮา ออง โดมฮัต ก็เสียชีวิตจากการถูกฟัน และตกจากหลังช้าง

ในเอกสาร เขมรแบ่งเป็นสี่ภาค พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอธิบายว่าบริเวณเสียมราฐเป็นบริเวณที่เรียกว่า ขอมแปรพักตร์ หรือ เขมรไทย ที่มีชุมชนไทยและเขมรอาศัยอยู่ปะปนกันมาแต่ยุคโบราณ ทรงกล่าวถึงที่มาของชื่อเสียมราฐไว้ว่า “…อย่างเมืองนครเสียมราฐทุกวันเขมรเรียกว่านักกร แต่คำโบราณเขมรเรียกว่าเสียมเงียบบ้าง เสียมเรียบบ้าง ไทยเรียกว่าเสียมราฐ ตามคำเขมรโบราณ ก็คำนั้นแปลว่าเมืองไทยทำปลาแห้ง คือแต่ก่อนเป็นบ้านเมืองไทยทำปลาแห้งขาย…”[7]

บ้างก็ว่าชื่อ เซียมเรียบ ตั้งขึ้นใหม่แทน “เสียมราฐ” หลังจากที่ในกรณีพิพาทอินโดจีน พลตรี แปลก พิบูลสงคราม ผู้บัญชาการกองทัพอีสานและบูรพาในขณะนั้น ได้เคยบุกข้ามชายแดนขับไล่ฝรั่งเศสออกจากดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง พระตะบอง และเสียมราฐ

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงอธิบายชื่อเมืองเสียมราฐว่า :-

ชื่อนั้นจะเกี่ยวไปในนิทานเรื่อง พญาโคตรตัมบอง เมืองเสียมราฐ เขมรเขาเขียนเสียมราช อ่านว่า เสียมเรียบ เขาว่าไทยแก้เป็นเสียมราฐ ทีก็จะจริง เมื่อฉันยังหนุ่มก็เห็นในราชการใช้ว่าเสียมราบ เขาจะหมายความว่ากะไร ไม่ทราบ แต่เราคงคิดว่าเขาหมายว่าไทยแพ้เขาราบที่นั่นจึงเปลี่ยนเสียเป็นเสียมราฐ (คือ สยามรัฐออกจะไม่มีมูล ที่จริงอ่านประวัติหรือพงศาวดารก็ไม่เคยพบว่าไทยแพ้เขมรที่นั่น

โดย  สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจาก บางกอกแอร์เวย์ 

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนไทยที่พูดภาษาแขมร์ในอีสานใต้…คือผู้สืบเชื้อสาย ‘ขอมโบราณ’ หรือไม่?

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนไทยที่พูดภาษาแขมร์ในอีสานใต้...คือผู้สืบเชื้อสาย ‘ขอมโบราณ’ หรือไม่?

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนไทยที่พูดภาษาแขมร์ในอีสานใต้…คือผู้สืบเชื้อสาย ‘ขอมโบราณ’ หรือไม่?

วันศุกร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในแผ่นดินอีสานใต้ของประเทศไทย อันได้แก่ จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษนั้น ไม่เพียงแต่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งประวัติศาสตร์อันยาวนานจากปราสาทหินโบราณมากมายเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ตั้งของชุมชนขนาดใหญ่ของชาวไทยเชื้อสายขแมร์ ซึ่งใช้ภาษาพูด และมีวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมายาวนาน

คำถามที่น่าสนใจคือ: คนกลุ่มนี้มาจากไหน?”

นักประวัติศาสตร์และนักชาติพันธุ์วิทยาหลายท่านได้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่น่าทึ่งระหว่างชาวเขมรพื้นถิ่นในพื้นที่นี้กับชนเผ่า “ขอม” ที่เคยรุ่งเรืองในดินแดนสุวรรณภูมิที่ลพบุรีและ พิมาย   ซึ่งเป็นผู้สร้างอารยธรรมขอมโบราณอันยิ่งใหญ่ ดังที่ปรากฏในงานสถาปัตยกรรมระดับโลก เช่น ปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ หรือปราสาทหินพิมาย ในประเทศไทย      ก่อนการสร้างปราสาทนครวัด นครธม ในกัมพูชา

ประวัติศาสตร์กัมพูชาระบุว่า   เมื่อสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 9 มีการปฏิวัติยึดอำนาจจากราชวงศ์มหิธรปุระที่นิยมสร้างปราสาทหิน  โดยพวกทาสและชนชั้นล่าง นำโดยนายแตงหวาน ซึ่งได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์ต้นราชวงศ์ตระเซาะผแอม ที่สืบเชื้อสายมาเป็นราชวงศ์นโรดมสมัยปัจจุบัน  แล้วยกเลิกประเพณีสร้างปราสาทหินอย่างเด็ดขาด     ทำให้ประเมินได้ว่าพวกราชวงศ์และผู้นิยมกษัตริย์ทั้งหลายจะต้องอพยพหลบหนีจาก พระนครหลวง ตามเส้นทางราชมรรคา มาสู่พิมายที่เป็นถิ่นเดิมของราชวงศ์มหิธรปุระ        

ไม่ใช่การกวาดต้อน:  เพราะไม่มีหลักฐานจากหน้าประวัติศาสตร์

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยสุโขทัยถึงปัจจุบัน   ไม่เคยปรากฏเรื่องราวการกวาดต้อนประชากรจำนวนมากมายังบริเวณอีสานใต้หรือจากอีสานใต้ไปที่อื่น    ในลักษณะเดียวกับเหตุการณ์ที่ชาวพม่าเคยกวาดต้อนคนสยามจากกรุงศรีอยุธยา การที่สยามเผาเมืองเวียงจันทน์แล้วกวาดต้อนชาวไทดำไปยังราชบุรี   การจับเชลยจากปัตตานีมาขุดคลองแสนแสบ หรือการอพยพของชาวจามที่หนีภัยสงครามมาตั้งรกรากที่บ้านครัวในกรุงเทพฯ เลย       

หากพวกคนไทยเชื้อสายแขมร์ในอีสานใต้  ได้อพยพหรือถูกกวาดต้อนมาจริง น่าจะมีการบันทึกถึงเรื่องนี้ในพงศาวดารหรือเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ แต่กลับไม่มีปรากฎอยู่เลย 

ความแตกต่างนี้ชี้ให้เห็นว่า ชาวไทยเชื้อสายเขมรเหล่านี้อาจไม่ใช่ “ผู้มาใหม่” แต่เป็น “คนดั้งเดิม” ที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้มากว่าหนึ่งพันปีมาแล้วตั้งแต่ยุคที่อาณาจักรขอมยังรุ่งเรือง พวกเขาคือทายาทโดยตรงของผู้สร้างปราสาทหินทั้งหลาย และไม่ได้มีการย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่แต่อย่างใด

รากเหง้าอันแน่นแฟ้น: อัตลักษณ์ที่ไม่มีวันจางหาย

การสืบเชื้อสายมาตั้งแต่ยุคโบราณทำให้ชาวไทยเชื้อสายเขมรในบุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ มีความผูกพันทางวัฒนธรรมกับรากเหง้าอย่างลึกซึ้ง ภาษาเขมรที่ใช้ในพื้นที่นี้มีสำเนียงและคำศัพท์บางอย่างที่แตกต่างจากภาษาเขมรที่ใช้ในกัมพูชาปัจจุบัน ซึ่งอาจเป็นภาษาขอมในยุคโบราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่

นอกจากภาษาแล้ว วัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อก็ยังคงสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นอย่างแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นการรำตรุษ, การแสดงเรือมอันเร หรือประเพณีแซนโฎนตา  หรือ กันตรึม   ซึ่งล้วนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมาอันยาวนานของพวกเขาในดินแดนนี้

ดังนั้น การเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “คนไทยเชื้อสายขแมร์” อาจไม่เพียงพอที่จะอธิบายความลึกซึ้งของความเป็นมาของพวกเขา หากมองลึกลงไปในรากเหง้า จะพบว่าพวกเขาคือผู้สืบทอดอารยธรรม “ขอม” ที่เคยยิ่งใหญ่และยังคงยืนหยัดอยู่ในดินแดนแห่งนี้มานับพันปี               

การมองชาวไทยเชื้อสายเขมรเหล่านี้ว่าเป็น “เจ้าของเดิม” ของดินแดนนี้ จึงเป็นมุมมองที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์มากที่สุด และเป็นการยกย่องบรรพบุรุษผู้สร้างปราสาทหินที่ยังคงยืนยงเป็นพยานแห่งกาลเวลามาจนถึงทุกวันนี้

โดย  สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจาก https://www.beartai.com/

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ฝึกหนูให้กู้กับระเบิด

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ฝึกหนูให้กู้กับระเบิด

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ฝึกหนูให้กู้กับระเบิด

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ข่าวทหารไทยถูกกับระเบิดจนขาขาดหลายคน ที่ชายแดนไทย กัมพูชา ใน พ.ศ. 2568   ได้สร้างความเจ็บปวดให้คนไทยทั่วประเทศอย่างที่สุด  มีการนำอุปกรณ์ค้นหากับระเบิดหลายชนิดมาใช้   เช่นเครื่องตรวจโลหะแต่กับระเบิดสมัยใหม่ เช่น PMN 2 ของรัสเซียนั้นใช้พลาสติกแทนโลหะทำให้เครื่องตราจโลหะใช้การไม่ได้  ถึงแม้มีการพัฒนาหุ่นยบต์ตรวจกับระเบิดหลายชนิด แต่ก็มีราคาสูงมาก

มีรายงานข่าวว่า องค์กรอโพโพ Apopo (Anti-Personnel Landmines Detection Product Development ของเบลเยี่ยม นำโดย นาย Bart Weetjens  ที่ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2550 ได้ฝึกหนูแอฟริกาหูยาว (African Giant Pouched Rat) หรือ HeroRATs  ให้ค้นหากับระเบิดใต้ดินในกัมพูชาได้ผลดี จึงเกิดคำถามว่า เราจะฝึกหนูไทยให้ค้นหาระเบิดเหมือนหนูแอฟริกาได้หรือไม่

หนูยักษ์พันธุ์แอฟริกัน (African Giant Pouched Rat) หรือที่เรียกว่า “HeroRATs” น้ำหนักเบาเพียง 1-1.5 กิโลกรัม ทำให้ไม่สามารถกระตุ้นให้ระเบิดใต้ดินระเบิดได้ เพราะระเบิดส่วนใหญ่ต้องการความดันอย่างน้อย 5 กิโลกรัม จึงสามารถเดินสำรวจพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย หนูเหล่านี้มีจมูกไว ประสาทสัมผัสทางกลิ่นต่อสารเคมีที่เหนือกว่าสุนัข สามารถดมกลิ่นวัตถุระเบิด  แม้ฝังลึกใต้ดินได้ในระยะไกล  พวกมันจะเพิกเฉยต่อเศษโลหะอื่น ๆ ที่ปะปนอยู่ในดิน เช่น ฝาขวด น็อต หรือชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของเครื่องตรวจจับโลหะแบบเดิม   สามารถทำงานได้หลายชั่วโมงต่อวันโดยไม่เหนื่อยล้า ทำให้การทำงานรวดเร็วกว่าคนใช้เครื่องตรวจจับหลายเท่าตัว กินอาหารหลักคือเมล็ดธัญพืชและผัก ขนมรางวัล คือ ผลไม้เมืองร้อน หนูพันธุ์นี้มีอายุขัยถึง 8 ปี ทำให้สามารถใช้งานได้นานกว่าสุนัข  ตัวเล็ก สามารถเข้าถึงพื้นที่แคบ ๆ หรือพื้นที่รกทึบที่มนุษย์หรือสุนัขเข้าถึงได้ยาก    หนูเหล่านี้ฉลาดและเรียนรู้ได้เร็วด้วยเทคนิคการฝึกแบบให้รางวัล (Positive Reinforcement) โดยเมื่อพวกมันดมกลิ่นเจอ ระเบิดทีเอ็นที ก็จะได้รับอาหารที่ชอบ เช่น กล้วย ถั่วลิสง หรืออะโวคาโด

ในกัมพูชานั้น แม้จะมีการดำเนินการกู้ระเบิดมาหลายปี แต่ยังคงมีระเบิดใต้ดินที่ไม่ระเบิดประมาณ 4-6 ล้านลูก สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งในอดีต ทำให้ประชาชนยังคงอยู่ในอันตราย และมีคนขาขาดเพราะกับระเบิดจำนวนมาก

ในพ.ศ. 2563 หนูกู้ระเบิดในกัมพูชาตัวหนึ่งชื่อ “มากาวา”ตรวจพบระเบิดใต้ดิน 71 ลูกและวัตถุระเบิดอื่นๆ 38 ชิ้น     ปี พ.ศ. 2568  หนูชื่อ  “โรนิน”  ที่ประจำการในจังหวัด พระวิหารของกัมพูชาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 ได้ตรวจพบระเบิดใต้ดิน 109 ลูกและวัตถุระเบิดที่ไม่ระเบิด (UXO) อีก 15 ชิ้น

แล้วหนูไทยล่ะ…จะฝึกได้ไหม? คำถามที่น่าสนใจคือ เราสามารถนำหนูท้องถิ่นของไทยมาฝึกหาระเบิดแบบเดียวกันได้หรือไม่? ในทางทฤษฎีแล้วมีความเป็นไปได้ เพราะหนูมีสัญชาตญาณการดมกลิ่นที่ดี    หน่วยค้นหาทำลายวัตถุระเบิด EOD ของตำรวจทหาร   และ หน่วยสุนัขตำรวจทหารที่มีประสบการณ์ ในการฝึกสุนัขค้นหาวัตถุระเบิด น่าจะหาทางทดลองนำ หนูนา ที่มีอยู่ในท้องนา  และสุนัขจรจัด ที่มีอยู่มากมายตามวัดต่างๆ  มาใช้ประโยชน์ในการค้นหากับระเบิดบ้าง

ทหารช่างและนักเทคนิคของไทยน่าจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุปกรณ์เสริม เช่น ชุดเซนเซอร์ติดตัวหนู หรือระบบติดตาม GPS เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน หากสามารถผสานเทคโนโลยีเข้ากับการฝึกสัตว์ได้อย่างลงตัว ก็อาจสร้าง “หนูฮีโร่สายพันธุ์ไทย” ที่พร้อมปฏิบัติภารกิจในสนามจริง

หนูกู้ระเบิด พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า “ฮีโร่” ไม่ได้มีแต่ขนาดใหญ่เสมอไป บางครั้งฮีโร่ก็มีขนาดแค่ฝ่ามือและพร้อมจะช่วยชีวิตคนนับพันได้อย่างน่ามหัศจรรย์

กระบวนการฝึกหนูหาระเบิด

การฝึกหนูเหล่านี้ใช้เวลายาวนาน เริ่มตั้งแต่หนูยังเล็ก:

ขั้นตอนที่ 1: การปรับตัว หนูน้อยจะถูกฝึกให้คุ้นเคยกับมนุษย์และสภาพแวดล้อมการทำงาน ช่วงนี้ใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน

ขั้นตอนที่ 2: การฝึกดมกลิ่น ใช้วิธี “Clicker Training” ฝึกให้หนูรู้จักกลิ่นของวัตถุระเบิด เมื่อดมเจอจะได้รับเสียงคลิกและอาหารรางวัล

ขั้นตอนที่ 3: การฝึกในสนาม หนูจะถูกฝึกให้ทำงานในรูปแบบตาราง เดินสำรวจพื้นที่อย่างเป็นระบบ

วิธีการทำงานในสนาม

เมื่อหนูกู้ระเบิดออกไปทำงานจริง พวกหนูจะถูกผูกสายรัดและเดินสำรวจพื้นที่อย่างเป็นระบบ เมื่อดมกลิ่นวัตถุระเบิดได้ หนูจะหยุดนิ่งและขีดข่วนบริเวณนั้น เจ้าหน้าที่จึงจะเข้ามาตรวจสอบและกู้ระเบิดอย่างระมัดระวัง

ชีวิตประจำวันของหนูฮีโร่

หนูเหล่านี้ไม่ได้ทำงานตลอดเวลา ทำงานในช่วงเช้าเมื่ออากาศเย็น หลีกเลี่ยงความร้อนของตอนบ่าย  มีเวลาเล่นและพักผ่อนอย่างเพียงพอ  ชอบกินอะโวคาโดเป็นขนมรางวัล นอกจากอาหารปกติ

การฝึกหนูให้กู้ระเบิดไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความอดทน: การฝึกแต่ละตัวใช้เวลาหลายเดือน โดยผู้เชี่ยวชาญ  เช่นมาร์ค ชูคูรู ที่เป็นหัวหน้าผู้ฝึกหนูในกัมพูชา มาจากแทนซาเนียซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของหนูสายพันธุ์นี้   โดยต้องฝึกให้หนูปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่าง

พ.ศ. 2558  APOPO ส่งหนูตรวจจับระเบิด (MDR) ไปยังกัมพูชาภายหลังจากโครงการกู้ระเบิดที่ประสบความสำเร็จในแองโกลาและโมซัมบิก นี่เป็นครั้งแรกที่ MDR ถูกส่งไปประจำการในประเทศนอกทวีปแอฟริกา

การทำงานของหนูเหล่านี้ช่วยให้พื้นที่ปลอดภัย ชาวบ้านสามารถกลับมาใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรและอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัย พื้นที่ที่กู้ระเบิดแล้วสามารถนำมาพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ เด็กๆ สามารถเล่นและไปโรงเรียนได้โดยไม่ต้องกลัวอันตราย

กระบวนการฝึกโดยละเอียด

ขั้นพื้นฐาน (2-4 เดือนแรก)  ฝึกให้คุ้นเคยกับผู้ฝึก  สอนให้รู้จักเสียงคลิกเก็อร์  ฝึกพฤติกรรมพื้นฐาน

ขั้นกลาง (4-6 เดือน) ฝึก Clicker Training ให้หนูเชื่อมโยงเสียงคลิกกับอาหารรางวัล เพื่อจูงใจให้เรียนรู้การดมกลิ่นวัตถุระเบิด   ฝึกให้รู้จักกลิ่นระเบิดทีเอ็นที และวัตถุระเบิดอื่นๆ  สอนให้ส่งสัญญาณเมื่อพบเป้าหมาย

ขั้นสูง (6-9 เดือน)  ฝึกให้ทำงานอย่างเป็นระบบภายในรูปแบบตาราง และส่งสัญญาณ

ฝึกในสภาพแวดล้อมจำลอง   ทดสอบความแม่นยำ

วันแรกในสนาม

เมื่อหนูฮีโร่ก้าวเข้าสู่สนามจริงครั้งแรก มันเป็นช่วงเวลาที่ทั้งตื่นเต้นและกังวล เจ้าหน้าที่จะคอยสังเกตอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าหนูทำงานได้ตามที่ฝึกมา

ข้อดีของหนูเหนือเทคโนโลยี

แม้เทคโนโลยีการตรวจจับจะก้าวหน้า แต่หนูก็ยังมีข้อได้เปรียบ เพราะมีความแม่นยำสูงอัตราความผิดพลาดต่ำกว่าเครื่องตรวจจับโลหะ ค่าใช้จ่ายในการฝึกและดูแลต่ำกว่าเทคโนโลยีที่มีราคาแพง     สามารถทำงานในสภาพพื้นที่ที่เครื่องจักรเข้าไม่ได้

ผลงานในกัมพูชา

โครงการมุ่งเน้นที่จังหวัดเสียมราฐในภาคเหนือของกัมพูชา ผลลัพธ์ที่ได้คือผลิตหนูฮีโร่มากกว่า 300 ตัว  กู้ระเบิดได้หลายพันลูก คืนพื้นที่ปลอดภัยให้ชุมชนหลายแสนไร่

เทคนิคการฝึกสมัยใหม่

Positive Reinforcement  การใช้ระบบรางวัลเป็นหลัก ไม่มีการลงโทษ เพื่อให้หนูมีความสุขในการทำงาน

Environmental Training  ฝึกให้หนูคุ้นเคยกับเสียงต่างๆ ในสนาม เช่น เสียงรถ เสียงคน เสียงธรรมชาติ

Systematic Search Pattern ฝึกให้หนูค้นหาอย่างเป็นระบบ ไม่ข้ามพื้นที่ เพื่อความแม่นยำสูงสุด

โดย  สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจาก https://www.beartai.com/

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ประวัติศาสตร์กัมพูชายุคปัจจุบัน

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ประวัติศาสตร์กัมพูชายุคปัจจุบัน

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ประวัติศาสตร์กัมพูชายุคปัจจุบัน

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ประวัติศาสตร์กัมพูชายุคปัจจุบัน (พุทธศตวรรษที่ 21-25) เป็นช่วงที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ เริ่มด้วยการเป็นประเทศราชของสยาม ตามด้วยการตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และการครอบครองระบบเขมรแดงจนถึงการฟื้นฟูประเทศ

สมัยฟูนัน เจนละและขอมโบราณ ดินแดนกัมพูชามีคนอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยหินราว 5,000 ปีมาแล้ว และเมื่อราว 2,000 ปีมาแล้ว ในดินแดนสุวรรณภูมิที่เป็นประเทศไทย ลาว และกัมพูชาในปัจจุบัน มีอาณาจักรฟูนัน (พุทธศตวรรษที่  5-11) เจนละ (พุทธศตวรรษที่ 11-13) และขอมโบราณ (พุทธศตวรรษที่ 13-18) ที่มีอาณาเขตครอบคลุมประเทศกัมพูชาและประเทศไทย นิยมสร้างปราสาทหินบูชาเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ฮินดู เช่น ปราสาทภูมิโปน (พุทธศตวรรษที่ 12) ที่ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ปราสาทวัดพู (พุทธศตวรรษที่ 12) ที่แขวงจำปาสัก ปะเทศลาว ปราสาทเขาพระวิหาร (พ.ศ.1432-1581) ที่ศรีสะเกษ ปราสาทพนมรุ้ง (พุทธศตวรรษที่ 15-17) ที่บุรีรัมย์ ปราสาทหินพิมาย (พ.ศ.1650) ที่นครราชสีมา ปราสาทหินนครวัด (พ.ศ.1656 – 1693) ปราสาทนครธม (1724 – 1763) ที่กัมพูชา

สมัยสุโขทัย  อยุธยา ธนบุรี

พุทธศตวรรษที่ 18 หลังสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 9 อาณาจักรขอมที่เมืองพระนครของราชวงศ์มหิธรปุระที่นิยมสร้างปราสาทหินเริ่มเสื่อมอำนาจ เกิดการปฏิวัติของพวกทาสและชาวนา นำโดย นายแตงหวาน ซึ่งเป็นต้นราชวงศ์ ตระเซาะผแอม ที่เป็นต้นตระกูลนโรดมที่ครองกัมพูชาในปัจจุบัน ยกเลิกการสร้างปราสาทหิน ดินแดนที่เคยอยู่ในปกครองของขอมโบราณพากันตั้งตัวเป็นอิสระ เช่น กรุงสุโขทัย (พ.ศ.1800) และกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.1893)     

พ.ศ.1912 พระเจ้าอู่ทองแห่งกรุงศรีอยุธยาทรงให้พระราเมศวร พระโอรส ที่ครองเมืองละโว้ (ลพบุรี) และขุนหลวงพะงั่วที่ครองเมืองสุพรรณบุรี ยกทัพไปตีกรุงศรียโสธรปุระ หรือเมืองพระนครหลวงของกัมพูชาได้ พ.ศ.1974 กัมพูชาตกเป็นประเทศราชของสยาม โดยเจ้าสามพระยาทรงยกทัพไปตีเมืองพระนครหลวงของกัมพูชาอีก เพราะเขมรมากวาดต้อนคนตามชายแดนกรุงศรีอยุธยาไป ทำให้กรุงศรีอยุธยามีชัยชนะเหนือกัมพูชาที่เคยมีอิทธิพลยิ่งใหญ่อย่างเด็ดขาด ต้องย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองปาสาน แล้วย้ายต่อไปยังกรุงพนมเปญ พ.ศ.2136 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงยกทัพไปยึดเมืองละแวกเมืองหลวงของกัมพูชาได้   พ.ศ.2324 สมัยกรุงธนบุรี เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกทัพไปยึดเมืองเสียมราฐและพระตะบองได้ พ.ศ.2376 สมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าพระยาบดินทร์เดชายกทัพไปทำสงครามอานามสยามยุทธ กับเขมรและญวน สงครามยืดเยื้ออยู่ 14 ปี ไม่มีผู้ใดชนะเด็ดขาดจึงเลิกรากันไปเอง พ.ศ.2404 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนา พระนโรดมหริรักษ์รามาธิบดี ไปครองเมืองเขมร 

การเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส

พ.ศ.2406 พระนโรดมพรหมบริรักษ์ ทรงนำกัมพูชาเข้าไปอยู่เป็น รัฐในอารักขา” (Protectorate) ของฝรั่งเศสสมัยพระเจ้านโปเลียนที่ 1 เพื่อหนีจากอำนาจของสยาม อ้างว่าอยู่กับสยามไม่มีความสุข เกิดกรณีพิพาทสยามฝรั่งเศส ร.ศ.112 ทำให้สยามต้องเสียดินแดนเขมรและเกาะอีก 6 เกาะให้ฝรั่งเศส        

สงครามเวียดนาม และการปฏิวัติของลอน นอล

ในช่วงสงครามเวียดนาม (พ.ศ.2503 – 2518 ) เจ้านโรดมสีหนุ ประมุขของกัมพูชาในขณะนั้น ประกาศเป็นกลาง แต่เวียดนามเหนือใช้พื้นที่ทางตะวันออกของกัมพูชาเป็นเส้นทางลำเลียงอาวุธและกำลังพลไปโจมตีเวียดนามใต้ ทำให้สหรัฐอเมริกาใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดในกัมพูชาเพื่อตัดเส้นทางเสบียงของเวียดนามเหนือ พ.ศ.2513 นายพล ลอน นอล ด้วยการสนับสนุนของสหรัฐอเมริกา ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากเจ้านโรดมสีหนุ แต่รัฐบาลลอนนอลอ่อนแอและทุจริต ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง

เขมรแดงโค่นลอน นอล และยุคของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

การทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ และความไม่มั่นคงของรัฐบาลลอน นอล ทำให้กลุ่มคอมมิวนิสต์หัวรุนแรงที่รู้จักกันในชื่อ เขมรแดง เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในวันที่ 17 เมษายน 1975 เขมรแดงภายใต้การนำของ พอล พต สามารถยึดกรุงพนมเปญได้สำเร็จและโค่นล้มรัฐบาลของลอน นอล ได้สำเร็จ พอล พต พร้อมด้วยผู้นำคนสำคัญ เช่น เอียง ซารี และ เขียว สัมพัน ได้จัดตั้งรัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตย และพยายามสร้างสังคมเกษตรกรรมแบบบริสุทธิ์โดยการอพยพประชาชนออกจากเมืองทั้งหมด บังคับใช้แรงงานอย่างหนัก ประชาชนถูกบังคับให้ออกจากเมืองไปทำงานในไร่นา และกำจัดผู้เห็นต่างอย่างโหดเหี้ยม ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Cambodian genocide) มากกว่า 1.5 ล้านคน

เวียดนามบุกกัมพูชา

พ.ศ.2521 ความขัดแย้งระหว่างเขมรแดงและเวียดนามได้ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้เวียดนามส่งกองทัพบุกกัมพูชาเพื่อโค่นล้มระบอบเขมรแดง ในเดือนมกราคม 2522 กองทัพเวียดนามสามารถยึดกรุงพนมเปญและโค่นล้มรัฐบาลเขมรแดงได้สำเร็จ หลังจากนั้น เวียดนามได้แต่งตั้ง เฮง สัมริน และ ฮุน เซน ซึ่งเคยเป็นสมาชิกเขมรแดงมาก่อนแต่เปลี่ยนฝ่ายมาอยู่กับเวียดนามให้เป็นผู้นำคนสำคัญของรัฐบาลใหม่ พวกเขมรแดงบางคนถูกจับดำเนินคดี แต่ส่วนใหญ่หนีไปอยู่ตามค่ายอพยพชายแดนไทย กัมพูชา เช่น ที่บ้านหนองจาน หนองเสม็ด เขาอีด่าง ไซด์2 ไซด์ 3 โดยสหประชาชาติให้การสนับสนุน สร้างที่พักขนาดใหญ่จุคนกว่าแสนคน เวียดนามได้ส่งทหารมาโจมตีค่ายอพยพเหล่านี้ เพราะเป็นที่สะสมอาวุธและเสบียงอาหาร บางครั้งก็มีการปะทะกับทหารไทย แต่ต่อมาเวียดนามก็ได้ถอนกำลังออกจากกัมพูชา

การสิ้นสุดสงครามกลางเมืองและการปกครองของฮุน เซน

รัฐบาลใหม่ได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา และมีการปกครองภายใต้อิทธิพลของเวียดนามเป็นเวลานานหลายปี ซึ่งทำให้เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลใหม่กับเขมรแดงที่หลบหนีไปตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา การเจรจาสันติภาพเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1980 และนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพที่ปารีสในปี 1991 ทำให้มีการจัดตั้งรัฐบาลผสมและมีการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2537 ฮุน เซน ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2528 จนถึงปี 2566 เขาได้สร้างเสถียรภาพและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับกัมพูชา แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการจำกัดเสรีภาพทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ในปี 2566 ฮุน มาเนต บุตรชายของฮุน เซน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ต่อจากบิดา และถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองของกัมพูชา

พ.ศ.2568 เกิดข้อขัดแย้งเรื่องเขตชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา เพราะยึดถือแผนที่ต่างฉบับกัน กัมพูชายื่นฟ้องต่อศาลโลกให้ตัดสิน แต่ฝ่ายไทยไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก เพราะเคยเสียดินแดนเขาพระวิหารมาก่อนแล้ว จึงมีการปะทะกันด้วยกำลังทหารและเครื่องบินที่ภูมะเขือ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย สัตตะโสม ช่องอานม้า และที่อื่นๆ ทำให้ทหารไทยเสียชีวิตไปกว่าสิบคน ส่วนฝ่ายกัมพูชาเสียชีวิตราว 3,000 คน

โดย สุริยพงศ์

ภาพจากเพจเฟสบุ๊ก อารยธรรมรอบโลก , มิวเซียมไทยแลนด์ , wikipedia