บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ บ้านหนองจาน ฐานที่มั่นเขมรแดงตอนแตกทัพ

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ บ้านหนองจาน ฐานที่มั่นเขมรแดงตอนแตกทัพ

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ บ้านหนองจาน ฐานที่มั่นเขมรแดงตอนแตกทัพ

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นสมรภูมิสำคัญในช่วงสงครามกลางเมืองกัมพูชา เป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาล รวมถึงกลุ่มต่อต้านรัฐบาลกัมพูชา เช่น KPNLF และกลุ่มเขมรเสรี ทั้งยังเป็นฐานทัพ ศูนย์บัญชาการและจุดพักพิงสำหรับนักรบเขมรแดงที่ใช้ปฏิบัติการตามแนวชายแดนอีกด้วย

จุดเริ่มต้นของวิกฤต

แต่ก่อนนี้ ชาวบ้านหนองจานส่วนหนึ่งเป็นพวกโจรและผู้ค้าของเถื่อนชายแดนไทย กัมพูชา  หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมือง พ.ศ.2518 และก่อตั้งกัมพูชาประชาธิปไตย พระนโรดม สีหนุถูกกักตัวในบ้านพักรับรอง กลุ่มผู้สนับสนุนพระองค์ถูกกีดกันออกจากอำนาจหรือถูกกวาดล้าง หลังจากที่เขมรแดงถูกกลุ่มเฮงสัมริน ฮุนเซน ที่มีกองทัพเวียดนามหนุนหลังโค่นล้มเมื่อต้นปี พ.ศ. 2522 พระนโรดม สีหนุทรงลี้ภัยออกจากกัมพูชา จนกระทั่งช่วงปี พ.ศ.2522-2523 มีกลุ่มมูลินากา (Moulinaka  Mouvement de Liberation National du Kampuchea) ที่เป็นชาวกัมพูชาสนับสนุนพรรคฟุนซินเปคของเจ้านโรดม สีหนุนำโดย กง ซีเลียห์ อดีตนายทหารเรือ และพันเอกเนม โสภณ เข้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านหนองจาน ต่อมาในปี พ.ศ.2522 เมื่อเวียดนาม และเฮงสัมริน ฮุนเซน เข้ายึดครองกัมพูชา ชาวกัมพูชาจำนวนมากที่ต่อต้านเวียดนาม และกลุ่มเขมรแดงที่พ่ายศึก จึงได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย องค์กรนานาชาติ เช่น UNHCR และ ICRC รวมถึงรัฐบาลไทย ได้ร่วมกันจัดตั้งค่ายอพยพขึ้นที่บ้านหนองจานและโนนหมากมุ่น

การสู้รบที่บ้านหนองจาน

ค่ายผู้ลี้ภัยหนองจานไม่ได้เป็นเพียงที่พักพิง แต่ยังเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเฮงสัมรินของกัมพูชาที่สนับสนุนโดยเวียดนาม โดยเฉพาะแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติประชาชนเขมร (KPNLF) ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากนานาชาติ ทั้งอาวุธและเงินทุนเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามและสหภาพโซเวียต ทำให้ค่ายแห่งนี้ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีจากทหารเวียดนามอย่างต่อเนื่อง

พ.ศ.2520 พวกเวียดนามบุกโจมตีหมู่บ้านคนไทยชายแดน บริเวณบ้านสันรอชงัน บ้านแสง และบ้านโนนหมากมุ่น อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว มีการฆ่าเผาบ้านเรือนและฐาน ตชด.212 จนมีผู้เสียชีวิตกว่า ร้อยคน พ.ท.ประจักษ์ สว่างจิตร ได้นำทหารต่อสู้และบุกเข้าไปถึงกรุงปอยเปต

การโจมตีครั้งสำคัญเกิดขึ้นในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2523 เมื่อทหารเวียดนามและเขมรเฮงสัมรินบุกโจมตีค่ายหนองจานเพื่อบังคับให้ผู้ลี้ภัยกลับประเทศและสังหารผู้ที่ขัดขืน แต่ทหารไทยได้เข้ายึดพื้นที่กลับคืนมาได้

ในช่วงปี พ.ศ.2523-2527 บ้านหนองจานถูกทหารเวียดนามโจมตีบ่อยครั้งทั้งทางบกและทางอากาศ   การต่อสู้ครั้งสำคัญเกิดเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2527 ทำให้ค่ายถูกทำลายและต้องถูกทิ้งร้างในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2527 ผู้ลี้ภัยกว่า 30,000 คนต้องอพยพไปยังค่ายอื่นๆ เช่น เขาอีด่าง และพื้นที่อพยพที่ 2 (ไซต์ 2)

ความช่วยเหลือจากนานาชาติและบทบาทของกลุ่มต่อต้าน

วิกฤตผู้ลี้ภัยในครั้งนี้สะท้อนภาพสงครามเย็น โดยสหรัฐอเมริกาและนานาชาติให้ความช่วยเหลืออย่างมหาศาล เพื่อสนับสนุนกลุ่มต่อต้านเวียดนามที่เข้ายึดครองกัมพูชา ขณะที่เขมรแดงซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีนก็เป็นอีกกลุ่มที่ประกาศต่อต้านรัฐบาลใหม่นี้ ทำให้ในที่สุดแล้ว กลุ่มต่อต้านต่าง ๆ รวมถึง กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติประชาชนเขมร (KPNLF) และ กองทัพเจ้าสีหนุ ได้รวมตัวกันต่อสู้กับกองกำลังเวียดนาม แม้ว่ากลุ่มที่ต่อสู้กับคอมมิวนิสต์นี้จะไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร แต่ก็ทำให้เกิดความขัดแย้งที่ยืดเยื้อตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

โดย  สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจาก ICRC (Muller, Yannick) , ชุมชนคนสุรินทร์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ รู้จักมิตรและศัตรูของ ‘ฮุน เซน’

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ รู้จักมิตรและศัตรูของ ‘ฮุน เซน’

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ รู้จักมิตรและศัตรูของ ‘ฮุน เซน’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในโลกการเมืองกัมพูชา ที่เต็มไปด้วยกลยุทธ์ซับซ้อนและการต่อรองอันแยบยล สมเด็จฮุน เซน ผู้นำที่ครองอำนาจยาวนานที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้สร้างเครือข่ายพันธมิตรและจัดการศัตรูรอบตัวอย่างแยบคายตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

การรู้จักมิตรและศัตรูของผู้ที่เราจะต้องเกี่ยวข้องมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะศัตรูของมิตร คือศัตรู มิตรของศัตรูคือศัตรู ศัตรูของศัตรูคือมิตร มิตรของมิตร คือ มิตร

มิตรแท้หรือแค่ผลประโยชน์?

จีน : พี่ใหญ่ผู้ไม่ตั้งคำถาม….จีนคือพันธมิตรที่ฮุน เซนพึ่งพาอย่างแน่นแฟ้น  เพราะจีนมองกัมพูชาเป็นประตูสู่อาเซียน และเส้นทางสำคัญตามนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง   Belt and Road Initiative  โดยเฉพาะหลังปี 2017 เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับสหรัฐอเมริกา สั่นคลอน จีนให้ทั้งเงินลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการสนับสนุนทางการทหาร     การลงทุนจากจีนหลั่งไหลเข้ากัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน โรงไฟฟ้า ท่าเรือ คาสิโน   ไปจนถึงโครงการพัฒนาเมือง ในขณะเดียวกัน จีนก็ให้การสนับสนุนทางการเมืองแก่รัฐบาลฮุน เซนในเวทีระหว่างประเทศ

เวียดนาม : ผู้ปลดปล่อยและผู้ปกครองเงา….เวียดนามคือผู้พาฮุน เซนขึ้นสู่อำนาจหลังโค่นล้มเขมรแดงในปี 1979 ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นนี้ยังคงอยู่ แม้จะมีแรงต้านจากชาวเขมรบางส่วนที่มองว่าเวียดนามคือ “ผู้ครอบงำ”  และมีประเด็นขัดแย้งบางเรื่อง เช่น เขตแดนและประมงในอ่าวไทย  แต่โดยรวมแล้วยังคงเป็นพันธมิตรสำคัญ

รัสเซีย : มิตรเชิงยุทธศาสตร์…..แม้จะไม่โดดเด่นเท่าจีนหรือเวียดนาม รัสเซียยังคงเป็นพันธมิตรในด้านการทหารและการทูต โดยเฉพาะในเวทีระหว่างประเทศที่กัมพูชาต้องการเสียงสนับสนุน  รัสเซียมองกัมพูชาเป็นพันธมิตรใหม่ในการต่อต้านอิทธิพลตะวันตกในภูมิภาค

สหรัฐอเมริกา : มิตรที่ไม่น่าไว้ใจ ….ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ขึ้นลงตามอารมณ์ของประธานาธิบดีสหรัฐ      และการเมืองภายในกัมพูชา ฮุนเซนเคยพยายาม อวยทรัมป์ เพื่อฟื้นสัมพันธ์หลังสงครามชายแดนกับไทย ปัจจุบัน สหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลกัมพูชาหลายคน และวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์สิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ฮุน เซนหันไปพึ่งพาจีนและรัสเซียมากขึ้น

ไทย : เพื่อนบ้านที่มีทั้งความร่วมมือและต่อสู้

ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชามีประเด็นทั้งความร่วมมือและความขัดแย้ง การค้าชายแดน การลงทุน และการท่องเที่ยวเป็นด้านบวก แต่ก็มีประเด็นพิพาทเขตแดน การอพยพแรงงาน และอิทธิพลทางการเมืองที่ทำให้ความสัมพันธ์ซับซ้อน  ข้อพิพาทเรื่องชายแดนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 จนมีการปะทะกันด้วยปืนใหญ่และเครื่องบินทิ้งระเบิด ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาลดต่ำลงมาก

ศัตรูทางการเมือง

เจ้านโรดม รณฤทธิ์ (Prince Norodom Ranariddh) และ กลุ่มฟุนซินเปค (Funcinpec) เจ้านโรดมรณรณฤทธิ์ โอรสของเจ้านโรดมสีหนุ   เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับฮุนเซนในพ.ศ.2546 ต่อมาถูกฮุนเซนปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาล เมื่อ พ.ศ. 2550 ทำให้เจ้ารณฤทธิ์กลายเป็นผู้นำที่ไร้อำนาจ การล่มสลายของพรรคฟุนซินเปคที่นิยมเจ้าสีหนุ คือจุดเริ่มต้นของการรวมศูนย์อำนาจของฮุน เซน

สม รังสี Sam Rainsy  คือผู้นำฝ่ายค้านของพรรคCNRP (Cambodia National Rescue Party) ที่ถูกถอนสัญชาติและลี้ภัยในฝรั่งเศส เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของฮุน เซน เขาเคยวิจารณ์กองทัพกัมพูชาว่ายิงมั่วใส่พลเรือนไทย ขณะที่ยกย่องทหารไทยยิงแม่นยำ ทำให้ฮุน เซนโกรธจัดและตอบโต้ผ่านเฟซบุ๊กอย่างรุนแรง

มู โซซัว  Mu Sochua และ เกอ โซคา Kem Sokka สองนักการเมืองหญิงจากพรรค CNRP ที่ถูกจับกุมฐานกบฏ และสมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติ ถูกจำกัดสิทธิการเมือง พวกเธอเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในกัมพูชา

พวกเขมรแดงเก่า แม้ฮุน เซนจะเคยเป็นสมาชิกเขมรแดง แต่เขาก็ใช้การต่อต้านเขมรแดงเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมในการขึ้นสู่อำนาจ และกำจัดอดีตผู้นำเขมรแดงที่ยังคงมีอิทธิพลในบางพื้นที่ ทั้งวิธีเจรจาและใช้กำลัง

สนธิ ลิ้มทองกุล และจตุพร พรหมพันธุ์ นักเคลื่อนไหวการเมืองไทยที่เคยวิจารณ์ฮุน เซนอย่างเสียหาย โดยเฉพาะในช่วงความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา

ทักษิณ และแพทองธาร ชินวัตร ทักษิณเคยมีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดี และมีธุรกิจในกัมพูชาหลายอย่าง ฮุน เซนเคยให้การสนับสนุนทักษิณในช่วงที่ถูกโค่นล้ม โดยให้รับตำแหน่งที่ปรึกษาเศรษฐกิจ แต่ต่อมามีการประกาศตัดญาติขาดมิตรกัน เพราะเรื่องอะไรไม่แน่ชัด

โดย  สุริยพงศ์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ค่ายอพยพชาวกัมพูชาในประเทศไทย 2518-2538

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ค่ายอพยพชาวกัมพูชาในประเทศไทย 2518-2538

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ค่ายอพยพชาวกัมพูชาในประเทศไทย 2518-2538

วันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.28 น.

ในช่วง 20 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2518 ถึง 2538 ประเทศไทยได้กลายเป็นที่พักพิงสำคัญของชาวกัมพูชาหลายแสนคนที่หนีภัยสงครามกลางเมืองและความโหดร้ายจากระบอบเขมรแดง รวมถึงสงครามกัมพูชา-เวียดนาม ศูนย์อพยพหลายแห่ง เช่น หนองจาน เขาอีด่าง หนองเสม็ด Site 2, และ Site 3 ได้ถูกจัดตั้งขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

การหลั่งไหลของผู้ลี้ภัย : จากสงครามสู่การพลัดถิ่น

ใน พ.ศ. 2518 สถานการณ์ทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อระบอบคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะในหลายประเทศ ทั้งกัมพูชา (17 เมษายน 2518), เวียดนาม (30 เมษายน 2518) และลาว (4 ธันวาคม 2518) ที่กัมพูชา พล พต และเขียว สัมพัน ได้นำกองกำลังเขมรแดงเข้ายึดกรุงพนมเปญ และเริ่มต้นการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ ผู้คนกว่า 2 ล้านคนเสียชีวิตจากการใช้แรงงานหนัก การขาดแคลนอาหาร และการสังหารหมู่ ทำให้ชาวกัมพูชาจำนวนมากต้องหลบหนีข้ามพรมแดนมายังประเทศไทย โดยระหว่าง พ.ศ. 2518-2522 มีผู้ลี้ภัยเข้ามาในไทยราว 200,000 คน

พ.ศ. 2522 เวียดนาม เฮงสัมริน ส่งทหารเข้ากวาดล้างกองกำลังเขมรแดงในกัมพูชา ทำให้มีผู้ลี้ภัยหลั่งไหลเข้ามาในไทยอีกกว่า 300,000 คน   เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2523 กองทัพเวียดนามบุกเข้าโจมตีเผาค่ายอพยพหนองจาน เพื่อไล่ล่ากองกำลังเขมรแดงที่แฝงตัวอยู่ ทำให้เกิดการปะทะกับทหารไทยเป็นเวลากว่า 3 วัน บริเวณบ้านโนนหมากมุ่น ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่รู้จักกันในนาม “ยุทธการโนนหมากมุ่น” การโจมตีครั้งนี้ทำให้มีผู้ลี้ภัยราว 400 คนเสียชีวิต ผู้ที่รอดชีวิตส่วนหนึ่งถูกย้ายไปยังค่ายอ่างศิลา และบางส่วนได้ย้ายไปสร้างที่พักพิงใหม่ในบริเวณใกล้เคียงปราสาทสด๊กก๊อกธม ซึ่งต่อมาคือ ค่ายหนองเสม็ด    

ศูนย์อพยพสำคัญ: ที่พักพิงแห่งความหวัง

ในบรรดาค่ายอพยพมากมายตามแนวชายแดน มีสามแห่งที่โดดเด่นและมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ได้แก่ 1.ศูนย์อพยพหนองจาน (Nong Chan Refugee Camp) หรือแคมป์ 511  ตั้งอยู่ที่ ต.โคกสูง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ระหว่างหลักเขตที่ 46 และ 47  เป็นค่ายแรกๆที่เปิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2519 ตอนแรกเป็นพื้นที่ที่กองกำลังเขมรเสรีใช้ต่อต้านเจ้าสีหนุ ต่อมาเป็นที่ซึ่งเขมรแดงใช้สะสมกำลังต่อต้านเวียดนาม โดยมีผู้อพยพราว 30,000 คน ใน พ.ศ.2523 จึงเปิดเป็นศูนย์ช่วยเหลือทางมนุษยธรรม ด้วยการสนับสนุนของสหประชาชาติ UNHCR , CARE , UNBRO โดยแจกจ่ายอาหารและเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่ผู้อพยพ กว่า 340,000 ราย

ค่ายหนองจานนี้ถูกโจมตีและเผาทำลายโดยกลุ่มโจรและกองทัพเวียดนามหลายครั้งเพื่อกำจัดกองกำลังเขมรแดงที่แฝงตัวอยู่ ในที่สุดค่ายนี้ต้องปิดตัวทิ้งร้างลงหลังจากการถูกโจมตีครั้งใหญ่ เมื่อ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2527 ประชากรในค่าย 30,000 คนถูกอพยพไปยังพื้นที่อพยพที่ 3 (อ่างศิลา) ซึ่งเป็นเหมืองหินลูกรังที่อยู่ห่างออกไปประมาณสี่กิโลเมตรทางทิศตะวันตก ค่ายใหม่ถูกจัดตั้งขึ้นที่พื้นที่อพยพที่ 6 (เปรยจัน) ผู้ลี้ภัยจำนวนมากไปลงเอยที่ศูนย์ฯเขาอีด่าง และที่เหลือถูกย้ายไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในพื้นที่อพยพที่ 2 ในกลางปี พ.ศ. 2528

2.ศูนย์อพยพเขาอีด่าง (Khao-I-Dang) : ตั้งอยู่ที่ อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ศูนย์แห่งนี้เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2522 เพื่อรองรับผู้ลี้ภัยจากสงครามกัมพูชา-เวียดนาม ด้วยพื้นที่ 2.3 ตารางกิโลเมตร ทำให้เป็นหนึ่งในศูนย์อพยพที่มีขนาดใหญ่และมีประชากรหนาแน่นที่สุด โดยเคยมีประชากรสูงถึง 160,000 คนในเดือนมีนาคม พ.ศ.2523 ผู้ลี้ภัยได้รับที่พัก อาหาร การศึกษา และการรักษาพยาบาลจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น UNICEF, ICRC, และ UNBRO โรงพยาบาลของ ICRC ที่นี่ยังเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำฉากสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่อง The Killing Fields ในปี พ.ศ.2526 เขาอีด่างปิดตัวลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2536 โดยเซอร์จิโอ วิเอรา เดอ เมลโล ผู้แทนพิเศษของ UNHCR ได้กล่าวถึงค่ายนี้ว่าเป็น สัญลักษณ์ที่ทรงพลังและน่าเศร้า ของการอพยพและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

3.ค่ายผู้อพยพ ที่ 2 (Site 2) ตั้งอยู่ที่พื้นที่ตำบลทัพไทย อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ห่างจากชายแดนไทย กัมพูชา ราว 4 กม. เป็นค่ายผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อตั้งโดยรัฐบาลไทยร่วมกับหน่วยบรรเทาทุกข์ชายแดนแห่งสหประชาชาติ (UNBRO) และหน่วยงานสหประชาชาติอื่นๆขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ.2528 ประกอบด้วยประชากรของค่ายผู้อพยพหนองเสม็ด (ฤทธิเสน), ค่ายผู้อพยพบางปู, ค่ายผู้อพยพหนองจาน, ค่ายผู้อพยพน้ำยืน จ.อุบลราชธานี (ค่ายที่ตั้งอยู่บนชายแดนไทย-กัมพูชาทางตะวันออก ใกล้กับลาว[6]) ค่ายซานโร (ค่ายซานโรชางอัน), ค่ายผู้อพยพโอบก จังหวัดบุรีรัมย์, ค่ายบานซังแก (ค่ายอัมพิล) และค่ายผู้อพยพพนมดงรัก  ซึ่งทั้งหมดถูกขับไล่จากการสู้รบระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2527 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ.2528 ค่ายเหล่านี้สนับสนุนการต่อต้านที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ซึ่งนำโดยแนวร่วมปลดปล่อยชาติเขมร (KPNLF) ของซอน ซาน  พื้นที่อพยพที่ 2 นั้นมีความตั้งใจที่จะให้เป็นค่ายผู้ลี้ภัยสำหรับพลเรือนและต้องการให้กองกำลังของแนวร่วมปลดปล่อยชาติเขมร (KPNLAF) ไปตั้งฐานที่มั่นอยู่ที่สถานที่อื่น[9]

4.ศูนย์อพยพหนองเสม็ด (Site 3): ตั้งอยู่ใกล้กับปราสาทสด๊กก๊อกธม จ.สระแก้ว ศูนย์แห่งนี้ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อเป็นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ลี้ภัยที่หนีจากการทำลายค่ายหนองจาน อย่างไรก็ตาม การใช้พื้นที่ใกล้โบราณสถานทำให้เกิดความเสียหาย ชาวกัมพูชาบางส่วนได้ขุดหลุมเพื่อรองน้ำฝนและใช้ศิลาแลงจากปราสาทเป็นก้อนเส้าสำหรับก่อไฟ แม้จะเป็นศูนย์ชั่วคราวแต่ก็ให้บริการขั้นพื้นฐานแก่ผู้ลี้ภัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการจัดการศูนย์อพยพในพื้นที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์

นโยบาย “เปิดประตู” และบทเรียนจากอดีต

ศูนย์อพยพเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “เปิดประตู” ของรัฐบาลไทยในสมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในปี พ.ศ. 2522 ซึ่งอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยข้ามพรมแดนได้อย่างปลอดภัย รัฐบาลไทยร่วมมือกับ UNHCR และองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ เพื่อจัดหาที่พัก อาหาร และการรักษาพยาบาล แม้ประเทศไทยจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาล แต่ก็สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในหลักมนุษยธรรม

ในวันนี้ ศูนย์อพยพเหล่านี้ได้ปิดตัวลงแล้ว ผู้ลี้ภัยจำนวนมากได้เดินทางกลับกัมพูชา หรือไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศที่สาม แต่ยังคงมีชาวกัมพูชาที่ยังหลงเหลืออยู่ที่บ้านหนองจานจำนวนหนึ่ง  ซึ่งต่อมาได้สร้างปัญหาเรียกร้องว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญในการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนของไทย

โดย  สุริยพงศ์

ภาพจาก เพจเฟสบุ๊ก ข่าวสารงานพระพุทธศาสนา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ความรู้สึกต่อต้านไทยในกัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ความรู้สึกต่อต้านไทยในกัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ความรู้สึกต่อต้านไทยในกัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชามีความซับซ้อนและยาวนาน โดยเป็นทั้งเพื่อนบ้านที่มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศาสนาพุทธร่วมกัน แต่ก็มีช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดและความขัดแย้งที่ฝังรากลึกในความทรงจำของผู้คน การทำความเข้าใจความสัมพันธ์นี้ต้องมองย้อนกลับไปในอดีต ตั้งแต่ยุคจักรวรรดิขอมอันยิ่งใหญ่สู่การเป็นรัฐชาติสมัยใหม่     การที่คนกัมพูชาส่วนหนึ่งไม่ชอบคนไทย จนมีการต่อต้านการใช้สินค้าและบริการของไทยเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ที่ควรวิเคราะห์สาเหตุ และ หาวิธีป้องกันแก้ไขโดยด่วน

ปัจจัยความขัดแย้ง: จากอดีตสู่ปัจจุบัน

ความรู้สึก “ไม่ชอบไทย” หรือความรู้สึกเชิงลบที่มีต่อประเทศไทยของชาวกัมพูชาบางส่วนมีรากฐานมาจากหลายปัจจัย:

1.ประวัติศาสตร์การรุกราน: การที่สยามเคยยกทัพไปโจมตีและเข้ายึดครองดินแดนกัมพูชาหลายครั้งในอดีต เช่นการที่ขุนหลวงพะงั่วยกทัพไปตีเมืองยโสธรปุระ เมื่อ พ.ศ. 1912  เจ้าสามพระยายกทัพไปตีเมืองนครธม เมื่อ พ.ศ. 1974 จนต้องย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองปาสาน   ปราสาทนครวัดนครธมถูกทิ้งร้างกว่า 500 ปี   สมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปตีกรุงละแวกเมื่อ พ.ศ. 2130 ทำให้กรุงกัมพูชาตกเป็นเมืองขึ้นของสยามตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา จน ถึงสมัยรัชกาลที่ 3   แห่งกรุงรัตนโกสินทร์    และการยึดครองเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ  ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เหตุการณ์เหล่านี้ถูกนำมาเล่าขานในแบบเรียนประวัติศาสตร์ของกัมพูชาในลักษณะที่สร้างความรู้สึกเชิงลบต่อไทย

2.ปัญหาพรมแดน: ความขัดแย้งในยุคหลังคือกรณี เขาพระวิหาร ที่มีต้นกำเนิดมาจากสนธิสัญญา ฝรั่งเศส-สยาม พ.ศ. 2450 ซึ่งเป็นข้อพิพาทด้านอธิปไตยเหนือตัวปราสาทและพื้นที่โดยรอบ แม้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) จะมีคำตัดสินให้ตัวปราสาทเป็นของกัมพูชาตั้งแต่ปี 2505  และได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกใน พ.ศ. 2550  แต่ความไม่ชัดเจนของเขตแดนโดยรอบก็ยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความตึงเครียดระหว่างสองประเทศอยู่เสมอ จนมีการปะทะกันด้วยกำลังทหารในพ.ศ. 2551 , 2554  และ 2568   นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งยังไม่สามารถตกลงกันได้

3.ปัญหาทางวัฒนธรรมและชาตินิยม: ในบางครั้งประเด็นทางวัฒนธรรมได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อปลุกระดมกระแสชาตินิยม เช่น การกล่าวอ้างสิทธิ์ว่ามวยไทยและโขนมีต้นกำเนิดมาจากกัมพูชา  คนกัมพูชาบางส่วนเชื่อว่า ไทยได้ “ขโมย” มรดกทางวัฒนธรรม เช่น ภาษา นาฏศิลป์ และสถาปัตยกรรมไปจากกัมพูชา ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่คนไทยและนำไปสู่การตอบโต้ทางสื่อสังคมออนไลน์ที่รุนแรง

4.ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ: ประเทศไทยมีความได้เปรียบทางเศรษฐกิจมากกว่ากัมพูชาในหลายด้าน ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามพรมแดนจำนวนมาก แรงงานกัมพูชาจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาทำงานในไทยอาจเผชิญกับการถูกเอารัดเอาเปรียบหรือไม่ได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ส่งผลต่อความรู้สึกที่มีต่อคนไทย   คนกัมพูชาบางส่วนมองว่าไทยเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์มากกว่าการช่วยเหลือ    ความรู้สึกว่าไทย “เอาเปรียบ” หรือ “ดูถูก” กัมพูชาในเชิงเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความไม่พอใจในระดับประชาชน

5.ข่าวลือ   เหตุจลาจลเผาสถานทูตไทยใน พ.ศ. 2546: เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความรู้สึกต่อต้านที่รุนแรง โดยมีสาเหตุมาจากรายงานข่าวหนังสือพิมพ์ที่ผิดพลาดว่า น.ส.สุวนันท์ คงยิ่ง ดารานักแสดงชาวไทยกล่าวว่า  “ปราสาทนครวัดเป็นของไทย” (ซึ่งไม่เป็นความจริง )    นำไปสู่การประท้วงและการเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าความเข้าใจผิดเพียงเล็กน้อยสามารถจุดชนวนความขัดแย้งที่รุนแรงได้ หากมีรากฐานความไม่พอใจเดิมอยู่แล้ว

6.สื่อและการปลุกกระแสชาตินิยม   สื่อทั้งสองประเทศมีบทบาทสำคัญในการปลุกกระแสชาตินิยม โดยเฉพาะในช่วงที่มีความขัดแย้ง   สื่อกัมพูชามักนำเสนอภาพไทยในฐานะ “ผู้รุกราน” หรือ “ผู้แย่งชิงวัฒนธรรม”    ขณะที่สื่อไทยมักมองกัมพูชาในฐานะ “ประเทศที่อ่อนแอ” หรือ “พึ่งพาไทย” ซึ่งสร้างความรู้สึกดูถูกในสายตาคนกัมพูชา

7.การที่คนไทยเรียกคนและประเทศกัมพูชาว่า “เขมร” ซึ่งคนกัมพูชาส่วนหนึ่งไม่ชอบ   เห็นว่าเป็นคำดูถูกเรียกทาสหรือคนรับใช้   คล้ายกับที่คนจีนไม่ของให้ถูกเรียกว่า “เจ๊ก”  โดยต้องการให้เรียกว่า  คนขแมร์ หรือ คนกัมพูชา

8.การที่คนกัมพูชาบางคน เข้าใจว่า ไทยรุกรานแย่งชิงดินแดนกัมพูชาที่ ปราสาทตาเมือนธม  ปราสาทตาควาย  ช่องบก และบ้านหนองจาน

การฟื้นฟูความสัมพันธ์: มิตรภาพและความร่วมมือ

แม้จะมีบาดแผลในประวัติศาสตร์และความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แต่รัฐบาลของทั้งสองประเทศก็พยายามอย่างต่อเนื่องที่จะฟื้นฟูและส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับทวิภาคี

1.ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ :  การค้าชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชามีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไทยเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของกัมพูชา การลงทุนของภาคเอกชนไทยในกัมพูชามีมากขึ้นในหลายภาคส่วน เช่น พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และการเกษตร

2.การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม :  มีการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักศึกษา ศิลปิน และนักวิชาการ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในระดับประชาชน นอกจากนี้ยังมีโครงการความร่วมมือในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมร่วมกัน เช่น การบูรณะโบราณสถาน

3.ความสัมพันธ์ทางการทูต :  เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศมีการเดินทางไปมาหาสู่กันอย่างสม่ำเสมอเพื่อหารือและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านต่างๆ ทั้งด้านการค้า การท่องเที่ยว และความมั่นคงชายแดน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะจัดการกับความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

สรุป

ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทั้งมิตรภาพและความขัดแย้งที่ฝังรากอยู่ในอดีต การทำความเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย การยอมรับในความแตกต่าง และการส่งเสริมความร่วมมือในทุกระดับคือหนทางเดียวที่จะทำให้สองประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนในฐานะประชาคมอาเซียนที่เข้มแข็ง

โดย สุริยพงศ์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย หนึ่งในต้นเหตุข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย หนึ่งในต้นเหตุข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย หนึ่งในต้นเหตุข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

ปัญหาข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในบริเวณอ่าวไทย มิได้เป็นเพียงเรื่องการกำหนดเส้นขอบเขตทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มหาศาลจากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอีกด้วย

ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา (OCA) ใกล้แหล่งเอราวัณของไทย  มีศักยภาพในการผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจำนวนมาก มูลค่าสูงถึงกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 10 ล้านล้านบาท)

ประเทศไทยและกัมพูชาได้มีการเจรจาเรื่องเขตแดนทางทะเลมาตั้งแต่ปี 2513 แต่ไม่สามารถทำความตกลงกันได้ จนเป็นที่มาของต่างฝ่ายต่างลากเส้นเขตไหล่ทวีประหว่างปี 2515-2516 กันขึ้นมาเอง

บริเวณอ่าวไทยประกอบด้วยแหล่งพลังงานที่สำคัญหลายแห่ง รวมถึงเขตสัมปทานที่มีบริษัทพลังงานระหว่างประเทศเข้ามาดำเนินการ อาทิ ยูโนแคล (Unocal) เชฟรอน (Chevron) และโททาล (Total) ซึ่งการดำเนินงานของบริษัทเหล่านี้ได้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการต่อรองทางการเมืองระหว่างสองประเทศ

ข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลในอ่าวไทยมีรากฐานมาจากการที่ไทยและกัมพูชายังไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องการกำหนดเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone – EEZ) และไหล่ทวีปในบริเวณดังกล่าว

เมื่อมีการค้นพบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในบริเวณที่เป็นพื้นที่พิพาท สถานการณ์ได้กลายเป็นซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างต้องการสิทธิในการควบคุมและได้ผลประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้

บทบาทของบริษัทพลังงานระหว่างประเทศ

ยูโนแคล (Unocal Corporation)

บริษัทยูโนแคลเป็นหนึ่งในบริษัทพลังงานแรกๆ ที่เข้ามาดำเนินการในอ่าวไทย โดยได้รับสัมปทานในการสำรวจและผลิตน้ำมันในบริเวณที่ต่อมากลายเป็นพื้นที่พิพาท การดำเนินงานของยูโนแคลได้สร้างแรงกดดันทางการทูตระหว่างไทยและกัมพูชา เนื่องจากกัมพูชาถือว่าการให้สัมปทานดังกล่าวเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของตน

เชฟรอน (Chevron Corporation)

เชฟรอนได้เข้ามาดำเนินการในภายหลัง โดยเฉพาะหลังจากที่ได้ซื้อกิจการของยูโนแคลในปี 2005 การดำเนินงานของเชฟรอนใน “บล็อก A” และ “บล็อก B” ได้กลายเป็นประเด็นการเมืองที่สำคัญ เนื่องจากกัมพูชาอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจศาลของตน

โททาล (Total S.A.)

บริษัทโททาลซึ่งเป็นบริษัทพลังงานของฝรั่งเศสได้รับสัมปทานจากรัฐบาลกัมพูชาในการสำรวจและผลิตน้ำมันในบริเวณที่ไทยถือว่าเป็นเขตทับซ้อน การเข้ามาของโททาลได้เพิ่มความซับซ้อนให้กับข้อพิพาท เนื่องจากทำให้เกิดการแข่งขันในการควบคุมทรัพยากรมากขึ้น

ปตท. (PTT Public Company Limited)

ในฐานะบริษัทพลังงานชาติของไทย ปตท.มีบทบาทสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ของไทยในอ่าวไทย บริษัทได้ดำเนินโครงการต่างๆ ในพื้นที่ที่ไทยถือว่าอยู่ในเขตอำนาจศาลของตน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทย

Memorandum of Understanding (MOU) 44 เป็นความตกลงที่ลงนามระหว่างไทยและกัมพูชาในปี 2544 ภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาทางออกร่วมกันในการจัดการข้อพิพาทเขตแดนทางทะเล

ข้อตกลงนี้กำหนดให้มีการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรร่วมกันในพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาท โดยผลประโยชน์จะถูกแบ่งปันระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ตาม MOU 44 ได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองภายในประเทศไทย เนื่องจากฝ่ายค้านโจมตีว่าเป็นการสูญเสียอำนาจอธิปไตยให้กับกัมพูชา

ข้อพิพาทนี้ได้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทรัพยากรในบริเวณอ่าวไทยอย่างมีนัยสำคัญ การไม่สามารถตกลงกันได้ทำให้การลงทุนในการสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงานเกิดความล่าช้า ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงทางพลังงานของทั้งสองประเทศ

การมีอยู่ของทรัพยากรเหล่านี้มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากสามารถพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานของทั้งสองประเทศ

ผลกระทบทางการเมือง

ปัญหานี้ได้กลายเป็นประเด็นที่มีผลต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยและกัมพูชาในระยะยาว การไม่สามารถหาทางออกที่ยอมรับได้ร่วมกันทำให้เกิดความตึงเครียดทางการทูตเป็นระยะๆ

ภายในประเทศไทย ประเด็นนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้ในการโจมตีรัฐบาลที่อยู่ในอำนาจ โดยเฉพาะในเรื่องการเจรจาและการทำข้อตกลงกับกัมพูชา

ข้อพิพาทเรื่องน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนทั้งในมิติทางการเมือง เศรษฐกิจ และกฎหมาย การมีอยู่ของบริษัทพลังงานระหว่างประเทศ อาทิ ยูโนแคล เชฟรอน โททาล และปตท. ได้เพิ่มความซับซ้อนให้กับสถานการณ์

แม้ว่า MOU 44 จะเป็นความพยายามที่สำคัญในการแก้ไขปัญหา แต่การนำไปปฏิบัติยังคงเผชิญกับอุปสรรคทางการเมืองทั้งในไทยและกัมพูชา บทบาทของผู้นำทางการเมืองอย่างฮุนเซนและทักษิณ แสดงให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความตั้งใจทางการเมืองอย่างแท้จริง

โดย สุริยพงศ์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ จุดยุทธศาสตร์ที่ทหารไทยยึดคืนมาจากเขมร 2568

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ จุดยุทธศาสตร์ที่ทหารไทยยึดคืนมาจากเขมร 2568

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ จุดยุทธศาสตร์ที่ทหารไทยยึดคืนมาจากเขมร 2568

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

ในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2568 กองทัพไทยได้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยและยึดคืนพื้นที่ยุทธศาสตร์ชายแดนบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ที่ถูกกัมพูชารุกล้ำ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยสามารถควบคุมจุดยุทธศาสตร์ทั้งหมด 10 จุดได้สำเร็จ คือ ภูมะเขือ, ช่องอานม้า, ปราสาทตาเมือนธม ช่องบก, ปราสาทโดนตวล, สัตตะโสม, ช่องจอม, ช่องสายตะกู, พระวิหาร และพลาญยาว เหลือเพียงปราสาทตาควายที่ทหารไทยยังยึดไม่ได้ เพราะทหารเขมรวางกับระเบิดไว้ทั่วบริเวณ การปะทะครั้งนี้มีการใช้โดรน ปืนใหญ่ ทุ่นระเบิด และเครื่องบินทิ้งระเบิด ส่งผลให้เกิดการสูญเสียทั้งสองฝ่าย แต่กองทัพไทยสามารถพิชิตและตรึงกำลังในพื้นที่เหล่านี้ได้อย่างเด็ดขาด  

ประวัติความเป็นมาของข้อพิพาทชายแดน

ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชามีรากฐานมาจากการกำหนดเขตแดนที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปราสาทหินโบราณและจุดยุทธศาสตร์สูงหลายแห่ง และบางพื้นที่ซึ่งเคยใช้แผ่นดินไทยเป็นค่ายอพยพคราวศึกเขมรแดง เช่น บ้านหนองจาน ความขัดแย้งเด่นชัดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2505 เมื่อศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่พื้นที่โดยรอบยังคงเป็นข้อถกเถียง นำไปสู่การปะทะหลายครั้ง เช่น ในปี พ.ศ.2551-2554 และล่าสุดในปี 2568 ซึ่งกัมพูชาได้รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ โดยอ้างสิทธิ์ตามแผนที่เก่าแก่หนึ่งต่อสองแสนของฝรั่งเศส แต่ไทยยึดตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 ที่กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายต้องเจรจาเพื่อกำหนดเขตแดนอย่างชัดเจน การปะทะล่าสุดเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 เมื่อกัมพูชาโจมตีก่อนในหลายจุด ส่งผลให้ไทยตอบโต้ด้วยปฏิบัติการยึดคืน

รายละเอียดจุดยุทธศาสตร์ทั้ง 11 จุด

จุดยุทธศาสตร์ดังกล่าว ตั้งอยู่ในจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี โดยมีความสำคัญทั้งทางยุทธศาสตร์ทหาร เช่น ที่สูงสำหรับเฝ้าระวัง เชิงสัญลักษณ์ เช่น ปราสาทโบราณที่สะท้อนถึงมรดกทางวัฒนธรรม และเส้นทางค้าขายสำคัญแต่ในอดีต กองทัพไทยสามารถยึดคืนได้หลังจากการสู้รบที่ดุเดือด โดยใช้รถถัง ปืนใหญ่ และหน่วยรบพิเศษ

1.ภูมะเขือ (Phu Ma Khuea) :  เป็นเนินเขาหินสูง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ  ห่างจากปราสาทเขาพระวิหาร 2.8 กม แม้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) จะมีคำพิพากษาเมื่อปี พ.ศ.2505 ให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา แต่ก็ไม่ได้ระบุชัดเจนเกี่ยวกับ “พื้นที่โดยรอบ” รวมถึงภูมะเขือ ทำให้พื้นที่บริเวณนี้กลายเป็นเขตพิพาทที่ทั้งไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิว่าเป็นของตน แต่ยังไม่สามารถปักปันเขตแดนอย่างชัดเจนได้จนถึงปัจจุบัน ภูมะเขือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวของศัตรู กัมพูชาเคยยึดไว้ใช้เป็นฐานที่มั่น สร้างบันไดและกระเช้าสำหรับส่งยุทโธปกรณ์และเสบียงอาหารตั้งแต่ พ.ศ.2551 แล้วทหารไทยยึดกลับได้เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 ทำให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิตที่ภูมะเขือ 10 คน ทหารไทยได้ปักธงชาติไทย พร้อมยึดอาวุธและทำลายสิ่งปลูกสร้าง เช่น บันไดเหล็ก กระเช้าส่งของ และเสาสัญญาณโทรศัพท์  

2.ช่องอานม้า (Chong An Ma) : อยู่ที่ ม.6 ต.โซง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ในอุทยานแห่งชาติพระวิหาร เป็นช่องทางผ่านเข้าออกบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เป็นเส้นทางการค้าตั้งแต่ยุคขอมโบราณ บริเวณช่องเขาพนมดงรักที่เชื่อมต่อระหว่างสองประเทศลักษณะคล้ายอานม้า ต่อมาเป็นเส้นทางชักลากไม้ซุงเขมรมาไทยจากฝั่ง จ.จอมกระสาน และ จ.พระวิหาร ประเทศกัมพูชา

ห้วงสงครามกลางเมืองภายในกัมพูชา ชาวกัมพูชาหลบหนีภัยการสู้รบเข้ามาบริเวณชายแดน ไทยได้เอื้อเฟื้อพื้นที่จัดตั้งศูนย์อพยพตามหลักมนุษยธรรมโดยมีหน่วยงานของสหประชาชาติอำนวยการ หลังการสู้รบได้ส่งคืนผู้อพยพกลับประเทศแต่มีส่วนหนึ่งปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่ไม่ยอมกลับ ปี 2542 จ.อุบลราชธานี และ จ.พระวิหาร เห็นชอบเปิดช่องอานม้าเป็นจุดผ่อนปรนเพื่อการค้า กำหนดให้ตลาดฝั่งกัมพูชาอยู่บริเวณชุมชนเดิมนี้ ในขณะที่ตลาดฝั่งไทยลึกเข้ามาจากแนวเขตแดนประมาณ 300 เมตร คนกัมพูชาขึ้นมาจับจองพื้นที่ขยายชุมชนจากประมาณ 30 หลัง เป็นกว่า 100 หลังในปัจจุบัน ปี 2554 ในขณะมีข้อขัดแย้งพื้นที่เขาพระวิหาร กัมพูชาสร้างอนุสาวรีย์ตาอม ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทในการปกป้องดินแดนกัมพูชาเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา ฝ่ายทหารได้พยายามเจรจาและประท้วงผ่านกระทรวงการต่างประเทศรวม 65 ครั้งว่าเป็นการละเมิตข้อตกลง MOU43 แต่ฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉย ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2568 อนุสาวรีย์ตาอมถูกทำลายโดยปืนใหญ่

3.ปราสาทตาเมือนธม (Prasat Ta Muen Thom) : อยู่บริเวณช่องเขาตาเมือน เทอกเขาพนมดงรัก ที่บ้านหนองคันนาสามัคคี ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เป็นปราสาทหินขอมโบราณ 3 แห่ง อายุราว 1,000 ปี สมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปราสาทตาเมือนธม (สร้างด้วยหินทรายใช้ทำพิธีกรรม) ปราสาทตาเมือน (บายหรีม สร้างด้วยศิลาแลง ใช้เป็นที่พักคนเดินทาง) และปราสาทตาเมือนโต๊ด (สร้างด้วยศิลาแลง ใช้เป็นอโรคยาศาล สถานพยาบาล) กัมพูชาอ้างสิทธิ์แต่ไทยยืนยันว่าเป็นพื้นที่ข้อพิพาท การสู้รบที่นี่รุนแรงในช่วง 5 วันก่อนหยุดยิง เมื่อ 28 ก.ค. 2568 โดยไทยยึดได้ทั้งตัวปราสาทและพื้นที่โดยรอบ

4.ปราสาทตาควาย (Prasat Ta Khuai) เป็นปราสาทหินทราย ศาสนาฮินดู อยู่ทางตะวันออกของปราสาทตาเมือนธม ห่างกันราว 12 กม ภาษาเขมรเรียก ปราสาทตากรอเบย ប្រាសាទតាក្របី สร้างสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 7  อายุราว 1,000 ปี อยู่บริเวณช่องตาควาย บ้านไทยนิยมพัฒนา ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ กัมพูชาอ้างสิทธิ์ว่าปราสาทนี้ตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านแฌร์สลับ (Chher Slap) คุ้มโคกขปัวส์ (Kouk Khpos) สรุกบันเตียอ็อมปึล (Banteay Ampil) จ.อุดรมีชัย มีการปะทะใน เดือนกรกฎาคม 2568 โดยกัมพูชาใช้ทุ่นระเบิด PMN-2 วางป้องกัน (ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา) แต่ไทยสามารถควบคุมเนิน 350 ที่สูงข่มและพื้นที่รอบปราสาทได้ โดยไม่เข้าไปในตัวปราสาทเนื่องจากความเสี่ยงจากระเบิดและการยิงจรวด BM-21 ของกัมพูชา กัมพูชาอ้างว่ายึดปราสาทตาควายได้ ทหารไทยเสียชีวิต 3 คน คือ สิบเอก นพดล บุญเลิศ, สิบเอก กฤษฎา น้อยโคตร, สิบเอก จิรายุ สิงห์อ้น สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกล ที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6 

5.ช่องบก (Chong Bok) : เป็นช่องเขาตั้งอยู่ในพื้นที่ “สามเหลี่ยมมรกต” (Emerald Triangle) ที่เป็นรอยต่อ 3 ประเทศคือไทย ที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ลาวที่เมืองมูลประมุข แขวงจำปาศักดิ์ และกัมพูชา ที่เมืองจอมกระสานต์ จ.พระวิหาร มีประวัติการสู้รบเมื่อ พ.ศ.2528-2530 ระหว่างทหารไทยกับกองกำลังเวียดนามที่เข้ามาปราบเขมรแดงในกัมพูชา โดยใช้ปืนใหญ่ต่อสู้กัน โดยทหารไทยเสียชีวิต 109 คน บาดเจ็บ 664 คน ต่อมาในเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2568 กัมพูชาเข้ามาขุดคูยาว 650 เมตร ที่ช่องบก ซึ่งฝ่ายไทยได้ประท้วงว่าเป็นการละเมิดข้อตกลง MOU43 จึงเกิดการปะทะ 10 นาที ทหารไทยยึดคืนหลังการปะทะวันที่ 28 พฤษภาคม ซึ่งทำให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย และทหารไทยถูกทุ่นระเบิดบาดเจ็บ 3 นายเมื่อ 16 กรกฎาคม 2568

6.ปราสาทโดนตวล (Prasat Don Tuan) : เป็นปราสาทขอมขนาดเล็กก่อด้วยอิฐและศิลาแลง อายุราว 1,000 ปี ตั้งอยู่ริมหน้าผาสูง บนเทือกเขาพนมดงรัก ในอุทยานแห่งชาติพระวิหาร ที่บ้านภูมิซรอล ต.บึงมะลู อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ใกล้ผามออีแดง เป็นปราสาทหินอีกแห่งที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ 24 ก.ค.68ทหารกัมพูชาได้ใช้จรวดยิงเข้าบริเวณปราสาท ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บหลายนาย การยึดคืนที่นี่ช่วยให้ไทยควบคุมเส้นทางเชื่อมต่อกับจุดอื่นๆ โดยกัมพูชาโจมตีก่อนแต่ไทยตอบโต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

7.เขาสัตตะโสม (Satta Som) : อยู่บริเวณภูเขาสูงข่มที่เป็นรอยต่อ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กับ อ.จอมกระสาน จ.สุรินทร์ ใกล้ช่องตาเฒ่า ปราสาทโดนตวลและผามออีแดง เป็นจุดยุทธศาสตร์ใกล้ชายแดนที่มีความสำคัญในการป้องกันการแทรกซึม เคยมีการปะทะกันช่วง พ.ศ.2550-2560 ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ 20 นาย มีการสร้างอนุสรณ์สถานพิทักษ์ไทยที่สัตตะโสม เมื่อ 25 ก.ค.68 ไทยยึดคืนได้หลังจากการสู้รบที่กัมพูชาใช้รถถัง ปืนใหญ่  จรวด ยิงถล่ม ทำให้ จ.ส.อ. ธวัชชัย บุสภา (จ่าโต๋) ผุ้ตรวจการณ์หน้า ลว.ป6 พัน 106  เสียชีวิต 

8.ช่องจอม (Chong Jom) : อยู่ที่บ้านด่าน ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ตรงข้ามกับบ้านโอร์เสม็ด อ.สำโรง จ.อุดรมีชัย ซึ่งมีถนนต่อไปยังเมืองเสียมราฐ (นครวัด นครธม) ใกล้ปราสาทตาเมือนและปราสาทตาควาย เป็นช่องเขาที่ใช้เป็นเส้นทางลำเลียงวัวควายและสินค้าผิดกฎหมายจากกัมพูชา ปัจจุบันเป็นจุดผ่านแดนถาวร มีบ่อนคาสิโนใกล้พรมแดน การควบคุมที่นี่ช่วยตัดกำลังเสริมของกัมพูชา โดยไทยตั้งฐานมั่นถาวรหลังยึดคืน

9.ช่องสายตะกู (Chong Sai Ta Ku) เป็นจุดผ่อนปรนทางการค้าตั้งอยู่ในตำบลจันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ต่อกับช่องจุ๊บโกกี องบันเตียอัมปิล จ.อุดรมีชัย ซึ่งมีเส้นทางต่อไปยังจังหวัดเสียมเรียบ (นครวัด นครธม) ระยะทางถนนลาดยาง 193 กม. มีความสำคัญทางยุทธวิธีสำหรับการเฝ้าระวัง การปะทะที่นี่ส่วนหนึ่งเกิดจากโดรนบุกรุกแต่ไทยยึดคืนได้สำเร็จ

10.บริเวณรอบเขาพระวิหาร (Preah Vihear) : ปราสาทหินเขาพระวิหารเป็นจุดศูนย์กลางของข้อพิพาท ซึ่งศาลโลกตัดสินให้กัมพูชา แต่พื้นที่โดยรอบยังไม่มีการตัดสินชัดเจน ไทยยึดคืนพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อป้องกันการรุกล้ำเพิ่มเติม โดยเน้นการตั้งกำลังตรึง ปราสาทเขาพระวิหารบางส่วนได้รับความเสียหายจากการสู้รบ 

11.พลาญยาว (Plai Yao) : อยู่ด้านตะวันตกของเขาพระวิหารติดภูมะเขือ ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เป็นพื้นที่สูงที่เชื่อมต่อกับจุดอื่นๆ มีความสำคัญในการควบคุมทัศนวิสัย กัมพูชาโจมตีก่อนแต่ไทยตอบโต้และยึดคืนได้เมื่อ 29 ก.ค. 68

สรุปและผลกระทบ

การยึดคืนจุดยุทธศาสตร์ทั้ง 10 จุดนี้ถือเป็นชัยชนะทางทหารของไทย โดยกองทัพสามารถพิชิตพื้นที่สูงข่มและตัดเส้นทางลำเลียงของกัมพูชาได้ ส่งผลให้เกิดการหยุดยิงชั่วคราว แต่ยังคงมีความตึงเครียดจากโฆษณาชวนเชื่อทางไซเบอร์ของกัมพูชาและการละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศ   . เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทหารไทยในการปกป้องแผ่นดิน แต่ยังเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศกลับสู่โต๊ะเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างสันติ โดยมีประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการอพยพและความเสียหายทางเศรษฐกิจ

โดย  สุริยพงศ์

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ช่องอานม้า และช่องคานม้า – เส้นทางโบราณไทยเขมร

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ช่องอานม้า และช่องคานม้า - เส้นทางโบราณไทยเขมร

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ช่องอานม้า และช่องคานม้า – เส้นทางโบราณไทยเขมร

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ท่ามกลางเหตุการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ในเดือนกรกฎาคม 2568 ชื่อ “ช่องอานม้า” และ “ช่องคานม้า” ได้กลายเป็นจุดสนใจของสาธารณชนอย่างกว้างขวาง หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นสถานที่เดียวกัน แต่ความจริงแล้ว ทั้งสองแห่งนี้เป็นเส้นทางโบราณอยู่ใกล้กัน บริเวณอุทยานแห่งชาติพระวิหาร เคยเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญ บนทิวเขาพนมดงรัก และกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ

ช่องอานม้า  (Chong An Ma)

ช่องอานม้า หรือ อานเซ ในภาษากัมพูชา  เป็นชื่อของช่องทางผ่านเข้าออกบริเวณแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา บนเทือกเขาพนมดงรัก เป็นหนึ่งในจุดผ่อนปรนในการค้าขาย อยู่ที่หมู่ 6 ต.โซง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ครอบคลุมพื้นที่ช่องบก ห่างจากตัวอำเภอน้ำยืนประมาณ 3 กิโลเมตร ที่เรียกว่า “อานม้า” หรือ Saddle ชื่อเรียกนี้น่าจะมาจากชื่อเรียกลักษณะภูมิประเทศ ซึ่งคล้ายกับ อานม้า หรือนาฬิกาทราย ที่สันเขาหรือเนินเขาที่เชื่อมต่อยอดเขาสองยอดเข้าด้วยกัน 

ถ้าดูในแผนที่ภูมิประเทศ L7018. ลักษณะเด่นคือเส้นชั้นความสูงจะเว้าเข้าไปเป็นรูปคล้ายอานม้าหรือนาฬิกาทรายนั้นเอง ช่องอานม้า เป็นจุดผ่านแดนชั่วคราวที่ตามปกติเปิดเฉพาะ วันอังคารและวันพฤหัสบดี เวลา 08:00-15:00 น. โดยฝ่ายกัมพูชาได้ลุกล้ำเข้าครอบครองพื้นที่มาหลายปี โดยส่งคนมาสร้างบ้านเรือน ตลาด และสร้างอนุสาวรีย์ ตาอม ไว้ ถึงแม้ทางฝ่ายไทยจะยื่นประท้วงมาแล้วหลายครั้ง ต่อมากองทัพไทยได้ส่งกำลังเข้ายึดพื้นที่ เมื่อ 4 สิงหาคม 2568 โดยทหารไทยได้ไปวางลวดหนามที่บริเวณช่องอานม้า  และ เมื่อ 5 สค 2568 ทหารกัมพูชาได้เข้ามารื้อลวดหนาม แต่ทหารไทยได้กลับเข้าไปวางลวดหนามใหม่   พร้อมกับใช้รถแทรกเตอร์ทำลายสิ่งก่อสร้าง ตลาด เก็บกู้ทุ่นระเบิด และห้ามคนกัมพูชาเข้ามาอยู่อีกต่อไป

ช่องคานม้า (Chong Kan Ma)

ช่องคานม้า ตั้งอยู่ใน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ใกล้เขาพระวิหารวัดแก้วคีรีสวาระ ซำแต พะลานยาว และภูผี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเหตุการณ์ปะทะในช่วงที่ผ่านมา ช่องคานม้าเป็นเส้นทางที่ชาวบ้านระหว่าง 2 ประเทศไทย-กัมพูชา ใช้ขนของผ่าน อาทิ ใบยาสูบ และอาหาร โดยใช้ม้าเป็นพาหนะ และวางคานไม้ไว้บนตัวม้าสำหรับบรรทุกสิ่งของ จึงเรียกว่า ช่องคานม้า ช่องคานม้าเป็นทางขึ้นภูมะเขือ ซึ่งเป็นจุดสูงชันที่สามารถควบคุมเส้นทางเคลื่อนกำลังพล โดยทหารกัมพูชาเคยยึดไว้และสร้างกระเช้าและบันไดสำหรับลำเลียงส่งของขึ้นไปยังภูมะเขือ ต่อมาเมื่อ 28 ก.ค. 68 ทหารไทยได้ยึดภูมะเขือได้ และใช้โดรนติดระเบิด ทำลายฐานที่มั่นและกระเช้าดังกล่าวเสีย

เส้นทางเหล่านี้เป็นช่องทางการค้าขายที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณ ชาวบ้านทั้งสองฝั่งแดนใช้เป็นเส้นทางสำหรับการแลกเปลี่ยนสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ผลไม้ป่า และของใช้ต่างๆ การขนส่งโดยใช้ม้าเป็นพาหนะหลักทำให้เกิดชื่อเรียกที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคนั้น

สภาพภูมิประเทศและความสำคัญทางยุทธศาสตร์

พื้นที่ช่องอานม้าตั้งอยู่ในเขตป่าเขาและที่ราบสูง มีลักษณะเป็นช่องทางธรรมชาติที่เหมาะสำหรับการสัญจร ภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาและป่าไผ่ทำให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการควบคุมเส้นทางชายแดน สามารถควบคุมและเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ปราสาทตาควาย สมรภูมิเลือด 2568

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ปราสาทตาควาย สมรภูมิเลือด 2568

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ปราสาทตาควาย สมรภูมิเลือด 2568

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

จุดพิพาทชายแดนที่เปลี่ยนจากโบราณสถานสู่สนามรบ

กลางเดือน กรกฎาคม 2568 “ปราสาทตาควาย” ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอารยธรรมขอมโบราณ กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการสู้รบอย่างดุเดือดด้วยปืนใหญ่ จรวด และเครื่องบิน ระหว่างกองทัพไทยกับกัมพูชา   

ประวัติปราสาทตาควาย: มรดกแห่งอารยธรรมขอมโบราณ

ปราสาทตาควาย หรือในภาษาเขมรเรียกว่า ปราสาทตากรอเบย (บฺราสาทตากฺรบี) ตั้งอยู่บนสันเขาห่างจากหน้าผาสูงของเทือกเขาพนมดงรัก ราว 10 เมตร เป็นปราสาทหินศิลาแลง ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของปราสาทตาเมือนธมที่อยู่ห่างไปประมาณ 12 กิโลเมตร บริเวณช่องตาควาย   ซึ่งฝ่ายไทยอ้างว่าอยู่ในเขตบ้านไทยนิยมพัฒนา หมู่ 17 ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ส่วนกัมพูชาอ้างสิทธิ์ว่า ปราสาทตาควาย นี้ตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านแฌร์สลับ (Chher Slap) คุ้มโคกขปัวส์ (Kouk Khpos) สรุกบันเตียอ็อมปึล (Banteay Ampil) จ.อุดรมีชัย ใกล้เมืองสำโรงของกัมพูชา เคยเกิดการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา ใกล้ปราสาทตาควาย ใน พ.ศ.2551 ถึง 2554 และในปี พ.ศ.2568 ทำให้พื้นที่บางส่วนของปราสาทเสียหาย โดยเป็นการทำลายจากอาวุธของทางฝ่ายกัมพูชา

ปราสาทตาควาย สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 16 ในช่วงปลายสมัยนครวัด-ต้นยุคบายน ระหว่างรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ถึง พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ประมาณ 900–1,000 ปีมาแล้ว) ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานสำคัญของศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย และเป็นจุดพักผ่อนสำหรับผู้แสวงบุญที่เดินทางระหว่างเมืองต่างๆ ในอาณาจักรขอม

ตัวปราสาทมีลักษณะจัตุรมุข ก่อสร้างด้วยหินทรายและศิลาแลง ตกแต่งด้วยลวดลายอันประณีต สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองของศิลปกรรมขอมในยุคทองของอาณาจักรนครธม

จุดเริ่มต้นของข้อพิพาท

ปราสาทตาควายกลายเป็นจุดพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชามานานหลายทศวรรษ เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่มีความคลุมเครือทางอธิปไตย โดยฝ่ายไทยอ้างว่า ปราสาทตาความย ตั้งอยู่ในเขต อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ของไทย แต่กัมพูชาได้อ้างสิทธิ์ในพื้นที่ปราสาทตาควายนี้เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของตน

ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นเมื่อทั้งสองฝ่ายมีการส่งกองกำลังทหารเข้าประจำการบริเวณปราสาท โดยอ้างเหตุผลในการอนุรักษ์และคุ้มครองโบราณสถาน แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการแสดงอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่

สมรภูมิเลือดกรกฎาคม 2568

คืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ปราสาทตาควายกลายเป็น “สนามรบ” เดือดอีกครั้ง เมื่อกองกำลังไทยโดยกองพันทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31 รอ.) จากลพบุรี สนับสนุนโดยเครื่องบินเอฟ 16 และกริพเพนทำการทิ้งระเบิด โดยมีการปะทะเดือดช่วง 30 นาที ก่อนขีดเส้นตายหยุดยิงเมื่อช่วงเที่ยงคืน ของวันที่ 29 ก.ค.2568 การสู้รบครั้งนี้มีทหารไทยเสียชีวิต 4 นาย และบาดเจ็บอีกหลายราย ถือเป็นการเสียสละเพื่ออธิปไตยที่ควรจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย

กลยุทธ์ของกัมพูชา ไทยยึดคืนปราสาทตาควายไม่สำเร็จ

ตัวปราสาท เป็นที่หลบ F-16 ได้อย่างดี เนื่องจากกองทัพอากาศไทยไม่มีแผนที่จะถล่มตัวปราสาทโดยตรง ส่งผลให้การที่ทหารไทยจะบุกยึดปราสาทเป็นไปอย่างยากลำบาก ต้องแลกมาด้วยการปะทะอย่างดุเดือด

แม้ทหารไทยจะสามารถยึดปราสาทตาเมือนธมกลับคืนมาได้ (หลังจากการถอนกำลังชั่วคราวเพื่อให้ F-16 ทิ้งระเบิดหลังแนวทหารเขมร) แต่ก็ยังไม่สามารถยึดคืนได้ 100% เนื่องจากทหารกัมพูชายังวางกำลังโดยรอบพร้อมโจมตีได้ตลอดเวลา

ที่ปราสาทตาควายทหารไทยยังไม่สามารถตีคืนปราสาทได้ ณ เวลาที่มีการหยุดยิง โดยเฉพาะในช่วง 1-2 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนเส้นตายเที่ยงคืน ทหารทั้งสองฝ่ายระดมกำลังเข้าห้ำหั่นกันอย่างเต็มที่ ด้วยธรรมเนียมทางทหารที่ว่า “ใครยึดได้ตรงไหน ก็เป็นเจ้าของตรงนั้น” ก่อนการหยุดยิง

โดย สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจาก http://www.tourismthailand.org

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ มันสำปะหลังกัมพูชา ผลกระทบจาการปิดชายแดน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ มันสำปะหลังกัมพูชา ผลกระทบจาการปิดชายแดน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ มันสำปะหลังกัมพูชา ผลกระทบจาการปิดชายแดน

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มันสำปะหลัง (Cassava) เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของกัมพูชา และเป็นแหล่งรายได้หลักของเกษตรกรจำนวนมาก การปิดชายแดนและมาตรการควบคุมการนำเข้าของไทยที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลกระ ทบอย่างรุนแรงต่อการเพาะปลูกมันสำปะหลังของกัมพูชา

จากความตึงเครียดของสถานการณ์ชายแดน เมื่อรัฐบาลกัมพูชาออกคำสั่งห้ามนำเข้าผักผลไม้จากไทย ส่งผลให้เกษตรกรฝั่งไทยได้รับความเดือดร้อนเพียงไม่กี่วัน กระทรวงพาณิชย์ไทยก็ตอบโต้เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2568 โดยสั่งให้กรมการค้าต่างประเทศควบคุมการนำเข้ามันสำปะหลังจากกัมพูชาอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องเกษตรกรไทย รักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ ควบคุมคุณภาพ ป้องกันการสวมสิทธิ และสกัดการแพร่ระบาดของโรคใบด่าง  และต่อมาก็มีการสั่งปิดพรมแดนไทย กัมพูชาตลอดแนว ห้ามรถบรรทุกและคนผ่านเข้าออก

1. แหล่งผลิตและราคา

แหล่งผลิตมันสำปะหลังที่สำคัญของกัมพูชาส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดติดชายแดนไทย อาทิ พระตะบอง, บันเตียเมียนเจย, อุดรมีชัย, เสียมราฐ, และโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสภาพดินและภูมิอากาศเหมาะสมกับการเพาะปลูกมันสำปะหลัง ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ราคาจะผันผวนขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณการรับซื้อจากโรงงานแปรรูปในประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดหลักในการส่งออกมันสำปะหลังดิบของกัมพูชา

2. ผู้ผลิตและพื้นที่เพาะปลูก

มีเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในกัมพูชาหลายแสนคน โดยเฉพาะในจังหวัดที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งหลายครอบครัวมีรายได้หลักจากการเพาะปลูกพืชชนิดนี้ ขนาดของพื้นที่เพาะปลูกแตกต่างกันไปตั้งแต่รายย่อยไม่กี่ไร่ไปจนถึงเกษตรกรขนาดใหญ่หลายร้อยไร่

3. การนำไปใช้และสถานที่แปรรูป

มันสำปะหลังของกัมพูชาส่วนใหญ่จะถูกนำไปแปรรูปเป็น มันเส้น และ มันอัดเม็ด เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ แป้งมันสำปะหลัง และเอทานอล โรงงานแปรรูปส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดที่ติดชายแดนกัมพูชา เช่น สระแก้ว, บุรีรัมย์, และสุรินทร์ นอกจากนี้ยังมีโรงงานแปรรูปในประเทศเวียดนามและบางส่วนในกัมพูชาเอง แต่ยังไม่เพียงพอต่อปริมาณผลผลิตทั้งหมด

4. เส้นทางการส่งออก

มันสำปะหลังกัมพูชาถูกส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านหลักๆ คือ ไทย เวียดนาม และจีน โดย  กว่าร้อยละ 90 ของผลผลิตถูกส่งมายังประเทศไทย รวมมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี   ช่องทางการส่งออกที่สำคัญที่สุดคือผ่าน ด่านพรมแดนทางบก กับประเทศไทย ด่านที่สำคัญได้แก่ ด่านปอยเปต-คลองลึก (สระแก้ว), ด่านโอเสม็ด-ช่องจอม (สุรินทร์), และด่านพนมเปญ-บ้านแหลม (จันทบุรี) การส่งออกไปยังเวียดนามจะผ่านด่านทางบกในภาคตะวันออกของกัมพูชา ส่วนการส่งออกไปจีนมักจะผ่านเวียดนามหรือขนส่งทางเรือผ่านท่าเรือสีหนุวิลล์

5. ความเดือดร้อนจากการปิดด่านและการควบคุมการนำเข้า

เมื่อประเทศไทยประกาศปิดด่านพรมแดน หรือใช้มาตรการควบคุมการนำเข้ามันสำปะหลังอย่างเข้มงวด เช่น การจำกัดโควตา หรือกำหนดเงื่อนไขที่ซับซ้อน จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและเป็นวงกว้างต่อเกษตรกรกัมพูชา:

•             ราคาตกต่ำ: เมื่อไม่สามารถส่งออกไปยังตลาดหลักในไทยได้ ปริมาณมันสำปะหลังที่ล้นตลาดภายในประเทศจะทำให้ราคาตกต่ำอย่างมาก บางครั้งถึงขั้นไม่คุ้มทุนในการเก็บเกี่ยว

•             ผลผลิตเน่าเสีย: มันสำปะหลังเป็นพืชที่เน่าเสียได้ง่ายหากเก็บไว้นาน เกษตรกรต้องเร่งระบายผลผลิต ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

•             ภาระหนี้สิน: เกษตรกรที่กู้ยืมเงินมาลงทุนในการเพาะปลูกต้องเผชิญกับภาระหนี้สินที่ไม่สามารถชำระคืนได้

•             การว่างงาน: อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น แรงงานขนส่ง และพ่อค้าคนกลาง ได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของการค้า

6. แนวทางแก้ปัญหาของรัฐบาลกัมพูชา

รัฐบาลกัมพูชาตระหนักถึงปัญหานี้และพยายามหาแนวทางแก้ไขมาโดยตลอด ซึ่งรวมถึง:

•             เจรจากับไทย: มีการเจรจากับทางการไทยเพื่อขอให้เปิดพรมแดน

•             ส่งเสริมการแปรรูปในประเทศ: รัฐบาลส่งเสริมการลงทุนในการสร้างโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังในกัมพูชา เพื่อลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศและเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต

•             หาตลาดใหม่: พยายามขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ เช่น จีน เวียดนาม และประเทศในกลุ่มอาเซียน เพื่อกระจายความเสี่ยง

•             พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: ปรับปรุงเส้นทางการคมนาคมและระบบโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งออก

•             สนับสนุนเกษตรกร :  ให้คำแนะนำด้านเทคนิคการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว และการแปรรูปเบื้องต้น เพื่อเพิ่มคุณภาพของผลผลิตและลดการเน่าเสีย

โดย สุริยพงศ์

บทความพิเศษ ‘เขารู้เขมร’ : ‘โดรน’ อาวุธสงครามสมัยใหม่

บทความพิเศษ ‘เขารู้เขมร’ : ‘โดรน’ อาวุธสงครามสมัยใหม่

บทความพิเศษ ‘เขารู้เขมร’ : ‘โดรน’ อาวุธสงครามสมัยใหม่

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โดรน (Drone) หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “อากาศยานไร้คนขับ” (Unmanned Aerial Vehicle – UAV) เป็นหนึ่งในอาวุธที่สำคัญที่สุดในสงครามยุคใหม่ ที่กลายเป็นหนึ่งในอาวุธที่ทรงพลังและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสมรภูมิอย่างมากมายที่สามารถควบคุมได้จากระยะไกลหรือบินได้โดยอัตโนมัติตามโปรแกรมที่ตั้งไว้   จากที่เคยเป็นเพียงเครื่องมือถ่ายภาพทางอากาศ และอุปกรณ์การเกษตร  ปัจจุบันโดรนได้กลายเป็นอาวุธที่รัฐและกลุ่มต่าง ๆ หันมาใช้อย่างแพร่หลายทั้งในภารกิจรักษาความปลอดภัย   ลาดตระเวน สอดแนม และโจมตีเป้าหมาย การพัฒนาโดรนเริ่มต้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อกองทัพสหรัฐอเมริกาพยายามสร้างเครื่องบินไร้คนขับสำหรับการข่าวกรอง แต่ความก้าวหน้าอย่างแท้จริงเกิดขึ้นในช่วงสงครามเวียดนาม และพัฒนาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

1. โดรนทางการทหาร: มากกว่าแค่การสอดแนม

โดรนที่ใช้ในกองทัพนั้นมีหลากหลายชนิดและถูกออกแบบมาเพื่อภารกิจที่แตกต่างกันไป

•             โดรนสอดแนมและลาดตระเวน (ISR Drone): มีขนาดเล็ก บินได้นาน และติดตั้งกล้องความละเอียดสูงเพื่อเก็บข้อมูลข่าวกรอง

•             โดรนโจมตี (UCAV: Unmanned Combat Aerial Vehicle): เป็นโดรนติดอาวุธ สามารถยิงขีปนาวุธหรือระเบิดได้ เช่น โดรนรุ่น Predator และ Reaper ที่โด่งดังของสหรัฐฯ

•             โดรนลูกผสม (Hybrid Drone): สามารถสลับโหมดจากสอดแนมเป็นโจมตีได้เมื่อจำเป็น

•             โดรนกามิกาเซ่ (Kamikaze Drone) หรือโดรนพลีชีพ: โดรนขนาดเล็กที่บรรทุกระเบิดและพุ่งเข้าชนเป้าหมายโดยตรง

2.วิธีป้องกันโดรนโจมตี

การป้องกันโดรนแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก: Hard Kill และ Soft Kill

2.1 Hard Kill (การทำลายโดรนให้ตกลงจากฟ้า โดยใช้กำลังอาวุธ)

2.1.1 ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบดั้งเดิม

•             ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน: เช่น Phalanx CIWS, C-RAM

•             ขีปนาวุธต่อสู้อากาศยาน: เช่น Stinger, Iron Dome

2.1.2 อาวุธเลเซอร์(Laser System)  โดยยิงแสงเลเซอรความเข้มสูงเพื่อเผาไหม้ทำลายโครงสร้างของโดรน

•             ระบบเลเซอร์พลังงานสูง: เช่น LAWS (Laser Weapons System) ของกองทัพเรือสหรัฐ

•             ข้อดี: ความเร็วแสง, ต้นทุนการยิงต่ำ, ไม่มีกระสุน

•             ข้อเสีย: ผลกระทบจากสภาพอากาศ, การใช้พลังงานสูง

2.1.3 ปืนยิงโดรน Drone Gun

•             Anti-DroneGun: ปืนรบกวนสัญญาณ โดยยิงกระสุนหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อตัดการสื่อสารระหว่างผู้ควบคุม กับเครื่องโดรนของฝ่ายตรงข้าม

2.1.4 ตาข่ายป้องกันโดรน Anti drone net

•             ยิงตาข่ายดักโดรน เพื่อดักจับโดรนกลางอากาศให้ตกลง  คล้ายการทอดแหจับปลาจับนก

•             กางกำแพงตาข่ายSkywall : ติดตั้งรอบพื้นที่สำคัญ

2.2 Soft Kill (การทำลายโดยไม่ใช้กำลัง)

2.2.1 ระบบรบกวนสัญญาณ (Electronic Warfare)

•             การรบกวนสัญญาณควบคุมJamming System  : โดยส่งสัญญาณวิทยุหรือคลื่นความถี่สูงไปรบกวนการสื่อสาร  ตัดการเชื่อมต่อระหว่างโดรนกับผู้ควบคุม

•             สัญญาณหลอกล่อ (Spoofing): ส่งสัญญาณเทียมให้โดรนเข้าใจผิดและบินออกนอกเส้นทาง

•             การรบกวน GPS: ทำให้โดรนข้าศึกหลงทาง

•             การโจมตีทางไซเบอร (Cyber Attach) : การแทรกเข้ารบกวนหรือ ยึดการควบคุมโดรนของศัตรู  สั่งการให้บินกลับฐาน หรือโจมตีผิดเป้าหมาย

•             อุปกรณ์: DroneShield, AUDS (Anti-UAV Defence System)

2.2.2 การใช้สัตว์ปราบโดรน  กองทัพบางประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ มีการฝึก นกอินทรี และ นกเหยี่ยว ให้จับโดรน ซึ่งเป็นวิธีที่น่าสนใจและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม                   

นกอินทรีย์และนกเหยี่ยว

•             Golden Eagle: กองทัพฝรั่งเศสฝึกนกอินทรีย์ทองให้โฉบจับโดรนกลางอากาศ

•             Wedge-tailed Eagle: ออสเตรเลียใช้นกอินทรีย์หางลิ่มป้องกันสนามบิน

•             ข้อดี: เงียบ, มีประสิทธิภาพสูง, เป็นธรรมชาติ

•             ข้อเสีย: ระยะจำกัด, ต้องการการฝึก, อาจได้รับบาดเจ็บ

นกพิราบ

•             ข้อดี: ขนาดเล็ก, คล่องตัว, ค่าใช้จ่ายต่ำ

•             การใช้งาน: เฝ้าระวังและรายงานโดรน

2.2.3 การใช้โดรนปราบโดรน  (Drone vs. Drone): การใช้โดรนอีกลำยิงปืนลูกซอง หรือพุ่งเข้าชนหรือยิงตาข่ายใส่โดรนของศัตรู

2.2.4  หนังสติ๊กและตะไล

•             หนังสติ๊ก และ หน้าไม้ยิงปลา  : ใช้ยิงโดรนบินต่ำระยะใกล้

•             ตะไล: ใช้จุดเพื่อรบกวนการบินของโดรนเมื่อเข้ามาใกล้

2. ดอกไม้ไฟและบั้งไฟ

•             ดอกไม้ไฟ: สร้างแสงจ้า รบกวนเซนเซอร์โดรน

•             บั้งไฟ: ปล่อยในปริมาณมาก สร้างสิ่งกีดขวาง

3. โคมลอย  บอลลูน  และลูกโป่ง

•             โคมลอย: ใช้กีดขวางโดรน  โดยเทคโนโลยีพื้นบ้าน

•             บอลลูนป้องกัน: ใช้ลากตาข่ายให้ไปพันใบพัดโดรน  ขัดขวางการบินของโดรน

•             ลูกโป่งสวรรค์   ใช้ปล่อยรบกวนเส้นทางการบินของโดรนโจมตีในระยะต่ำ โดยอาจใช้ลูกโป่งพวงลากตาข่าย แบบแพรคลุมป้ายขึ้นไปรบกวนโดรนที่เข้ามาโจมตี

บอลลูนลากตาข่ายของยูเครน  ป้องกันโดรนรัสเซีย

2.2.4 ระบบป้องกันแบบบูรณาการ   C-UAS (Counter-Unmanned Aircraft Systems) 

•             Iron Dome: อิสราเอล   Pantsir-S1: รัสเซีย  NASAMS: นอร์เวย์  Patriot: สหรัฐอเมริกา

2.2.5 ระบบป้องกันที่รวมหลายเทคโนโลยี:

1.            การตรวจจับ: เรดาร์, อินฟราเรด, เสียง

2.            การติดตาม: ระบบคอมพิวเตอร์วิเคราะห์เส้นทาง

3.            การระบุ: แยกแยะโดรนศัตรูจากเป้าหมายอื่น

4.            การต่อกร: เลือกวิธีการทำลายที่เหมาะสม

3.อนาคตของการป้องกันโดรน

เทคโนโลยีใหม่

•             ปัญญาประดิษฐ์: ระบบตรวจจับและต่อกรอัตโนมัติ

•             โดรนต่อสู้โดรน: ใช้โดรนป้องกันโดรนศัตรู

•             คลื่นไมโครเวฟ: ทำลายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

•             อาวุธพลาสม่า: เทคโนโลยีอนาคต

ความท้าทาย

•             โดรนฝูง (Swarm): การโจมตีแบบหมู่

•             โดรน AI: ตัดสินใจด้วยตนเอง

•             ค่าใช้จ่าย: ต้นทุนการป้องกันสูงกว่าโดรนโจมตี

บทสรุป

โดรนได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการสงครามสมัยใหม่อย่างสิ้นเชิง ทั้งในฐานะอาวุธโจมตีและเครื่องมือข่าวกรอง การพัฒนาระบบป้องกันโดรนจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยต้องใช้เทคโนโลยีหลากหลายร่วมกัน ตั้งแต่อาวุธแบบดั้งเดิม ระบบรบกวนอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงการใช้สัตว์และวัตถุบิน

ในอนาคต การแข่งขันระหว่างเทคโนโลยีโดรนและระบบป้องกันจะยังคงดำเนินต่อไป ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องพัฒนาความสามารถทั้งด้านการโจมตีและการป้องกัน เพื่อรักษาความมั่นคงทางชาติในยุคของสงครามโดรน

โดย สุริยพงศ์