บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมื่อคนจีนอพยพหนีภัยคอมมิวนิสต์ พ.ศ 2493-2503

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมื่อคนจีนอพยพหนีภัยคอมมิวนิสต์ พ.ศ 2493-2503

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมื่อคนจีนอพยพหนีภัยคอมมิวนิสต์ พ.ศ 2493-2503

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การอพยพชาวจีนหลายล้านคนออกจากจีนแผ่นดินใหญ่  ช่วงพ.ศ 2493-2503   ของชนชั้นกลาง พ่อค้า นักวิชาการ และผู้มีฐานะ  เพื่อหนีภัยคอมมิวนิสต์    เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญและสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้ทั่วโลก       คนจีนนับล้านพากันละทิ้งบ้านเกิดและทรัพย์สินเพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ภายใต้ความหวังของเสรีภาพ   เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) นำโดยเหมา เจ๋อตง ได้ชัยชนะเหนือพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) และสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน

ทำไมจึงหนี? – ความหวาดกลัวและวิกฤต   สาเหตุหลักที่ทำให้ชาวจีนจำนวนมากต้องอพยพหนีออกจากแผ่นดินใหญ่คือ ชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ที่นำโดยเหมา เจ๋อตุง เหนือพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ในสงครามกลางเมืองจีน และการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) ในปี พ.ศ. 2492  ค.ศ. 1949

ผู้ที่อพยพส่วนใหญ่คือกลุ่มบุคคลที่รู้สึกว่าตนเองกำลังเผชิญกับภัยคุกคามภายใต้ระบอบการปกครองใหม่    ผู้สนับสนุนพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ทหาร ข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ROC)    ชนชั้นกลางและชนชั้นสูง  เจ้าของที่ดิน ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และผู้มีทรัพย์สินจำนวนมาก ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ผู้เอารัดเอาเปรียบ” และเสี่ยงต่อการถูกริบทรัพย์และลงโทษปัญญาชน    ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ หรือผู้ที่ยังคงยึดมั่นในปรัชญาและศาสนาจีนโบราณ ซึ่งถูกกวาดล้างในช่วง การปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) ในเวลาต่อมา     รวมทั้งความอดอยากและวิกฤตเศรษฐกิจ  นโยบายบริหารประเทศที่ผิดพลาด เช่น “การก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้า” (Great Leap Forward) พ.ศ. 2502-2504  ที่นำไปสู่ทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ ระบบการผลิตเกษตรกรรมแบบคอมมูนล่มสลายทำให้ผู้คนนับสิบล้านคนเสียชีวิตจากความอดอยากและต้องหาทางหนีตาย    

การอพยพครั้งใหญ่เกิดขึ้นในหลายช่วงเวลา โดยมีช่วงสำคัญคือ:

1.คลื่นลูกแรก   พ.ศ. 2488-2593  ค.ศ. 1945 – 1950 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ปลายสงครามกลางเมือง ระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นช่วงที่การสู้รบใกล้จะสิ้นสุด และพรรคก๊กมินตั๋งกำลังพ่ายแพ้ คนจำนวนมาก โดยเฉพาะทหารและข้าราชการ ก๊กมินตั๋ง กว่า 2 ล้านคน  อพยพหนีออกไปก่อนการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน PRC อย่างเป็นทางการ (1 ตุลาคม พ.ศ. 2492)

2.ช่วงที่สอง  พ.ศ. 2493-2503 ค.ศ. 1950-1960: หลังจากพรรคคอมมิวนิสต์เข้ายึดครองแผ่นดินใหญ่ ผู้ที่ยังหลงเหลือและถูกคุกคามพยายามลักลอบหนีออกมาอย่างต่อเนื่อง    โดยเฉพาะช่วงพ.ศ. 2493-2495 ที่มีการปราบปรามเจ้าของที่ดินและนายทุน  ช่วง พ.ศ. 2501-2503 ที่มีการต่อต้านพวกขวาจัด (Anti-Rightist Campaign)   ช่วงพ.ศ. 2501-2505 มหากระโดดไปข้างหน้า (Great Leap Forward) ที่นำไปสู่การอดอยากครั้งใหญ่

ช่วงที่สาม   พ.ศ.  2509-2513 ระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม  เพื่อขจัด “สี่ล้าหลัง”คือประเพณีวัฒนธรรม นิสัย และความคิดดั้งเดิมที่ล้าหลัง(Old Customs, Old Culture, Old Habits, Old Ideas ) ที่ถูกมองว่าขัดต่อหลักการสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์   โดยกลุ่มเยาวชนแดง Red Guards ออกทำลายวัด สัญลักษณ์ทางศาสนาขงจื๊อ และทำการ “จับกุม ปลุกปั่น และสังหาร” ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นศัตรูทางชนชั้น, ปัญญาชน, ข้าราชการระดับสูง, หรือผู้มีแนวคิดต่าง ทำให้ เศรษฐกิจหยุดชะงัก ระบบการศึกษาล่มสลายเนื่องจากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยปิดทำการ ปัญญาชนและครูถูกส่งไปใช้แรงงานในชนบท    เกิดความวุ่นวายทางสังคม มีผู้เสียชีวิตหลายแสนหรือหลายล้านคน   เกิดการทำร้ายร่างกาย การข่มเหง และการฆ่าตัวตายของเหยื่อทางการเมืองและปัญญาชน

ช่วงที่สี่  พ.ศ. 2513-2523  หลังการเปิดประเทศในยุคเติ้งเสี่ยวผิง ยังมีการอพยพอย่างต่อเนื่องแต่ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ

ทำไมจึงหนี?

•             ภัยทางการเมือง: กลัวการปราบปรามจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะผู้เกี่ยวข้องกับพวกก๊กมินตั๋ง เจ้าหน้าที่รัฐบาลเดิม และนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามถูกมองว่าเป็น “ศัตรูของประชาชน” ถูกประหารชีวิต จำคุก หรือส่งไปค่ายแรงงานแก้ไขความคิด (Laogai)

•             การยึดทรัพย์: รัฐบาลใหม่ยึดกิจการเอกชนและที่ดิน ทำให้พ่อค้าและเจ้าของกิจการถูกตราหน้าว่าเป็น “ชนชั้นกดขี่” การยึดที่ดิน โรงงาน ร้านค้า และทรัพย์สินส่วนตัวโดยไม่มีค่าชดเชย       เจ้าของที่ดินหลายคนถูกประหารชีวิตในการชุมนุม “ศาลประชาชน” (People’s Court) นักธุรกิจและพ่อค้าถูกบังคับให้ “บริจาค” ทรัพย์สินให้รัฐ

•             อุดมการณ์ต่างกัน: หลายคนไม่เห็นด้วยกับลัทธิคอมมิวนิสต์  เพราะขาดเสรีภาพ  มีการควบคุมอย่างเข้มงวด  เช่นควบคุมการเดินทาง ไม่สามารถย้ายที่อยู่อาศัยได้โดยเสรี   เซ็นเซอร์สื่อและข้อมูลข่าวสาร  ขาดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น  ชีวิตประจำวันถูกควบคุมผ่านระบบ “หน่วยงาน” (danwei)

•             การทำลายการทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิม   ห้ามประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและประเพณีดั้งเดิม    ทำลายวัด ศาสนสถาน     สิ่งของเก่า ความคิดเก่า วัฒนธรรมเก่า และประเพณีเก่า

จุดหมายปลายทางหลักของการอพยพสามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ คือ:

•             ไต้หวัน (Taiwan): คือจุดหมายปลายทางหลักของการอพยพครั้งใหญ่ (The Great Retreat) ในช่วงปี 1949 โดยทหาร ข้าราชการ และผู้สนับสนุนพรรคก๊กมินตั๋งรวมกันกว่า 1 ล้านคน ได้อพยพไปยังเกาะไต้หวัน และได้ก่อตั้งรัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ROC) ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเจียงไคเชค โดยนำทองคำสำรองและสมบัติมีค่าไปด้วย  

•             ฮ่องกงและมาเก๊า (Hong Kong and Macao): กลายเป็นจุดพักพิงสำคัญของพ่อค้าและชนชั้นกลาง  เนื่องจากเป็นอาณานิคมของอังกฤษและโปรตุเกส ตามลำดับ คาดว่ามีชาวจีนกว่า 1 ล้านคน อพยพเข้าสู่ฮ่องกง-มาเก๊า ในช่วงต้นของภัยคอมมิวนิสต์

•             เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia): ประเทศต่าง ๆ เช่น ไทย (ถึงแม้ว่าชาวจีนในไทยส่วนใหญ่อพยพมานานก่อนยุคคอมมิวนิสต์ แต่ก็มีกลุ่มที่เข้ามาในช่วงนี้ด้วย) เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์, และฟิลิปปินส์

•             ประเทศตะวันตก: สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, อังกฤษ  ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย  และประเทศอื่น ๆ ในยุโรป  เป็นพวกนักวิชาการ  นักธุรกิจ

การอพยพเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและอันตราย:

•             ทางเรือ   พ.ศ. 2492 มีการอพยพจัดโดยรัฐบาลก๊กมินตั๋ง    โดยใช้เรือรบขนส่งทหารและเรือประมงหลายร้อยลำจากเซี่ยงไฮ้ กวางโจว ไปเกาะไต้หวัน  

•             ทางบก/ทะเล (สำหรับฮ่องกงและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้): ผู้คนจำนวนมาก โดยสารเรือ รถไฟ  เครื่องบิน  เดินเท้า ข้ามภูเขา และว่ายน้ำข้ามพรมแดน จาก เซินเจิ้น  เซี่ยงไฮ้ ไปยังฮ่องกง   เวียดนาม ลาว หรือพม่า แล้วเข้าสู่ไทย

•             การหอบหิ้วทรัพย์สิน: ผู้ที่พอมีฐานะจะพยายามนำทองคำ เงินตรา หรือวัตถุมีค่าติดตัวมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นทุนในการเริ่มต้นชีวิตใหม่

•             การหลบหนีในภายหลัง: หลังปี 1949 การอพยพถูกจำกัดอย่างเข้มงวด การหนีจึงเป็นการ ลักลอบเข้าเมือง โดยเสี่ยงต่อการถูกจับกุมและลงโทษอย่างหนัก

การเริ่มต้นชีวิตใหม่

เมื่อไปถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ผู้อพยพส่วนใหญ่ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยความยากลำบาก แต่ด้วยความมุมานะและทักษะที่ติดตัวมา พวกเขาก็ได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ใหม่:

•             ไต้หวัน: ทหารและข้าราชการ KMT ได้ก่อตั้งรัฐบาล ROC และกองทัพขึ้นใหม่ เพื่อรักษาอุดมการณ์จีนเสรีและวางรากฐานการพัฒนาประเทศ

•             ฮ่องกง: ผู้อพยพจำนวนมากกลายเป็นแรงงานราคาถูกในโรงงานสินค้าส่งออก งานก่อสร้าง บริการ สิ่งทอ  อิเลกทรอนิกส์  พลาสติก   ช่วยให้ฮ่องกงก้าวขึ้นเป็นโรงงานการผลิต   ศูนย์กลางทางการค้าและการเงินของโลก

•             เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศตะวันตก: ผู้อพยพจำนวนมากใช้ความรู้ ทักษะ และเครือข่ายในการก่อตั้งธุรกิจ เปิดร้านอาหาร ร้านขายของชำ หรือธุรกิจนำเข้า-ส่งออก   และกลายเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนชาวจีนโพ้นทะเล (หัวเฉียว) ในประเทศนั้น ๆ

การอพยพของคนจีนหนีภัยคอมมิวนิสต์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องราวการหนีภัยทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล ของผู้คนจำนวนมากที่ต้องพลัดถิ่น ข้ามพรมแดนวัฒนธรรม และต่อสู้เพื่อค้นหา “บ้าน” และ “ตัวตน” ใหม่ในโลกที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

โดย อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สาธารณรัฐประชาชนจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สาธารณรัฐประชาชนจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สาธารณรัฐประชาชนจีน

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตั้งแต่การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน (People’s Republic of China – PRC) ในปี  พ.ศ. 2492 ประเทศจีนได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายใต้การนำของผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และนโยบายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเดินทางอันยาวนานกว่า 7 ทศวรรษนี้ สามารถแบ่งออกเป็นสามยุคสำคัญที่กำหนดทิศทางของประเทศอย่างลึกซึ้ง คือ ยุคการปฏิวัติของเหมาเจ๋อตุง, ยุคปฏิรูปและเปิดประเทศของเติ้งเสี่ยวผิง และ ยุคฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของสีจิ้นผิง

ยุคที่1 ยุคเหมาเจ๋อตุง (พ.ศ. 2492-2519)..

หลังจากได้ชัยชนะในสงครามกลางเมืองกับพวกก๊กมินตั๋ง วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2492 เหมาเจ๋อตุง ได้ประกาศก่อตั้ง “สาธารณรัฐประชาชนจีน” (People’s Republic of China – PRC)ขณะที่รัฐบาลก๊กมินตั๋งของเจียงไคเช็คถอยไปยังไต้หวัน ในเวลานั้น จีนเป็นประเทศที่ถูกทำลายจากสงคราม ประชากรกว่า 540 ล้านคนกว่าร้อยละ 80 เป็นชาวนาที่ยากจน อัตราการรู้หนังสือต่ำกว่าร้อยละ 20 และรายได้ต่ำ

เหมาเจ๋อตุงกำหนดนโยบายพัฒนาประเทศให้เปลี่ยนจากจากสังคมศักดินา ให้เป็นสังคมชนชั้นกรรมมาชีพ ปราศจากการกดขี่ ภายใต้อุดมการณ์คอมมิวนิสต์อย่างเคร่งครัด     โดยให้รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตทั้งหมด   รวมศูนย์อำนาจ   และการปฏิรูปที่ดิน

การปฏิรูปที่ดิน (พ.ศ. 2493-2499) โดยยึดที่ดินจากเจ้าของที่ดินแจกจ่ายให้ชาวนา จากนั้นรวมเป็นสหกรณ์และคอมมูน

•             มหาวิถีก้าวกระโดดครั้งใหญ่ (Great Leap Forward) (พ.ศ. 2501-2504): ความพยายามเปลี่ยนจีนจากเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรมอย่างเร่งรัด เช่นการผลิตเหล็ก แบบเตาหลอมหลังบ้าน  แต่ทำให้ชาวนาละทิ้งไร่นา ส่งผลให้เกิดความอดอยากครั้งใหญ่ คร่าชีวิตผู้คนไปราว 15-45 ล้านคน

•             การปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) (พ.ศ. 2509-2519):เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคมขนาดใหญ่ที่มุ่งกำจัดอิทธิพลของทุนนิยมและประเพณีโบราณ     เยาวชนแดงหรือเรดการ์ด ได้ทำลายวัฒนธรรมเก่า  เพื่อกำจัดองค์ประกอบทุนนิยม  สร้างความวุ่นวายทางสังคมและการเมืองอย่างรุนแรง ระบบการศึกษาล่มสลายและเศรษฐกิจถดถอยอย่างหนัก

 ยุคที่ 2: ยุคเติ้งเสี่ยวผิง ถึง โจวเอนไหล: การปฏิรูปและเปิดประเทศ (พ.ศ. 2521-2546)

หลังอสัญกรรมของเหมาเจ๋อตุงในปี พ.ศ. 2519 เติ้งเสี่ยวผิง ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำและริเริ่มนโยบาย “ปฏิรูปและเปิดประเทศ (Reform and Opening Up)” ใน พ.ศ. 2521 เพื่อนำจีนออกจากความยากจนและล้าหลัง คำกล่าวโด่งดังของเขาคือ “ไม่ว่าแมวจะสีดำหรือสีขาว ถ้าจับหนูได้ก็พอ” ซึ่งสื่อถึงการไม่ยึดติดกับอุดมการณ์ หากสิ่งนั้นนำมาซึ่งความเจริญ    นโยบายการปฏิรูปของเติ้ง เสี่ยวผิง  ด้วยการยกเลิกระบบนารวม  อนุญาตให้มีการลงทุนจากต่างชาติ   จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) เช่น เซินเจิ้น และการส่งเสริมการพัฒนาภาคเอกชน ทำให้จีน “ร่ำรวยขึ้น” และหลุดพ้นจากความยากจนอย่างรวดเร็ว กลายเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงที่สุดในโลกต่อเนื่องยาวนาน ทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างไม่เคยมีมาก่อน ยกระดับคนนับร้อยล้านให้พ้นจากความยากจน และนำพาจีนเข้าสู่เวทีโลกในฐานะผู้เล่นที่ทรงอิทธิพล

นโยบาย 4 ทันสมัย: เน้นการพัฒนา 4 ด้านหลัก คือ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การป้องกันประเทศ และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

•             เศรษฐกิจที่เน้นตลาด: โดยค่อย ๆ นำกลไกตลาดและระบบความรับผิดชอบส่วนบุคคลมาผสมกับสังคมนิยม   ยกเลิกระบบคอมมูน ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ความอดอยากจึงหมดไป ประชาชนหลายร้อยล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน

•             เปิดรับการลงทุน: จัดตั้ง เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones – SEZs) เช่น เซินเจิ้น จูไห่ เซี่ยเหมิน ซานโถว ในพ.ศ. 2523  เพื่อดึงดูดเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทำให้จีนกลายเป็น “โรงงานของโลก”  และเซินเจิ้นเปลี่ยนจากหมู่บ้านชาวประมงเป็นมหานครเทคโนโลยีในเวลาอันสั้น

โจวเอนไหล (พ.ศ. 2541-2546)ได้สานต่อการเปิดประเทศ โดยเฉพาะการเจรจาให้จีนเข้าเป็นสมาชิก องค์การการค้าโลก (WTO) ในปี พ.ศ. 2544 การเข้าร่วม WTO ทำให้จีนกลายเป็น “โรงงานของโลก” การส่งออกและการลงทุนจากต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีการลงทุนขนาดมหึมาในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคตะวันตก เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ   ผลจากนโยบายปฏิรูป ทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดดต่อเนื่องหลายทศวรรษ ประชาชนหลายร้อยล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน

ยุคที่ 3: สีจิ้นผิง: ความฝันจีนและมหาอำนาจใหม่ (พ.ศ. 2555-ปัจจุบัน)

สีจิ้นผิง ขึ้นมาพร้อมกับวิสัยทัศน์ “ความฝันจีน (Chinese Dream)” เพื่อฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติ โดยมีเป้าหมายให้จีนเป็นประเทศสังคมนิยมทันสมัยที่เจริญแล้วภายในปี พ.ศ. 2592 (ครบรอบ 100 ปี ของสาธารณรัฐประชาชนจีน)  นำจีนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่เน้นการรวมอำนาจ  ต่อต้านการทุจริต และผลักดันให้จีนกลับมายิ่งใหญ่บนเวทีโลกอีกครั้ง

•             ขยายอิทธิพลโลก: โครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative – BRI) ที่เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2556 เป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองในระดับสากล ครอบคลุม 140 ประเทศ

•             เศรษฐกิจและสังคม:

o             ประกาศกำจัด ความยากจนขั้นรุนแรง  ยกระดับชีวิตประชากรกว่า 800 ล้านคน ได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2563

o             ผลักดันปรัชญา “ความมั่งคั่งร่วมกัน (Common Prosperity)” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

o             ริเริ่มแผน “Made in China 2025” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสู่เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI, หุ่นยนต์ และยานยนต์ไฟฟ้า

•             การปกครอง: ดำเนินการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันครั้งใหญ่ และในขณะเดียวกันก็เพิ่มการควบคุมทางสังคม การเซ็นเซอร์สื่อ และจำกัดเสรีภาพในบางพื้นที่

•             การรวมศูนย์อำนาจ: การยกระดับสถานะของตนเองเทียบเท่ากับเหมา เจ๋อตง และเติ้ง เสี่ยวผิง ผ่าน “มติครั้งประวัติศาสตร์” และการยกเลิกการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

มิติการเติบโตและการท้าทาย

การอพยพและเครือข่ายจีนโพ้นทะเล “เสื่อผืนหมอนใบ” คือสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นของชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพไปทั่วโลกตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 24 เครือข่ายนี้มีบทบาทสำคัญในการนำเงินลงทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้กลับสู่จีนแผ่นดินใหญ่

โรงงานของโลกและตลาดผู้บริโภค จีนเป็นผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมประมาณร้อยละ 28 ของโลก และมี ชนชั้นกลางขนาดใหญ่ถึง 400 ล้านคน ซึ่งเป็นตลาดผู้บริโภคที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การปฏิรูปทำให้เกิด เศรษฐีพันล้าน มากเป็นอันดับสองของโลก เช่น Jack Ma (Alibaba) และ Pony Ma (Tencent)

ความท้าทายในอนาคต แม้จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ จีนยังคงเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ:

•             ประชากรสูงวัย: นโยบาย “ลูกหนึ่งเป็นพอ” ทำให้โครงสร้างประชากรไม่สมดุล สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว และประชากรวัยทำงานลดลง

•             ความตึงเครียดกับตะวันตก: สงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกา   ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ และประเด็นไต้หวัน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตึงเครียด

•             สิ่งแวดล้อมและความเหลื่อมล้ำ: การพัฒนาอย่างรวดเร็วส่งผลให้เกิดปัญหามลพิษรุนแรง ขณะที่ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบทก็ยังคงสูง

บทสรุป

การเดินทางของสาธารณรัฐประชาชนจีนจาก “เสื่อผืนหมอนใบ” สู่มหาอำนาจโลก เป็นเรื่องราวแห่งความมุ่งมั่น การปฏิรูปที่กล้าหาญ และการปรับตัวที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกวันนี้จีนเป็น เศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และมีอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ “ความฝันจีน” และการรักษาสถานะมหาอำนาจโลกยังคงขึ้นอยู่กับการจัดการกับความท้าทายทางประชากร เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเมืองระหว่างประเทศที่ซับซ้อนในอนาคต

บทความ: สามยุคสามผู้นำ – วิถีแห่งการพลิกโฉมสาธารณรัฐประชาชนจีน จากเหมาเจ๋อตุง สู่เติ้งเสี่ยวผิง ถึงสีจิ้นผิง

นับตั้งแต่การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน (People’s Republic of China – PRC) ในปี ค.ศ. 1949 ประเทศจีนได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายใต้การนำของผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และนโยบายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเดินทางอันยาวนานกว่า 7 ทศวรรษนี้ สามารถแบ่งออกเป็นสามยุคสำคัญที่กำหนดทิศทางของประเทศอย่างลึกซึ้ง คือ ยุคการปฏิวัติของเหมาเจ๋อตุง, ยุคปฏิรูปและเปิดประเทศของเติ้งเสี่ยวผิง และ ยุคฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของสีจิ้นผิง

1. ยุคของการปฏิวัติและอุดมการณ์: เหมาเจ๋อตุง (ค.ศ. 19491976)

เหมา เจ๋อตุง คือผู้ก่อตั้งและบิดาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ท่านได้ประกาศการก่อตั้งประเทศในปี 1949 หลังนำพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมือง ยุคสมัยของเหมาเน้นหนักไปที่การสร้างสังคมนิยมตามอุดมการณ์คอมมิวนิสต์อย่างเคร่งครัด โดยมีเป้าหมายคือการเปลี่ยนแปลงจีนจากสังคมศักดินาไปสู่สังคมชนชั้นกรรมาชีพ

•             แก่นนโยบาย: รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตทั้งหมด, การรวมศูนย์อำนาจ, และการปฏิรูปที่ดิน

•             เหตุการณ์สำคัญ:

o             นโยบายก้าวกระโดดครั้งใหญ่ (Great Leap Forward) ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 เป็นความพยายามที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมและการเกษตรอย่างก้าวกระโดด แต่กลับส่งผลให้เกิดภาวะอดอยากครั้งใหญ่และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

o             การปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) (ค.ศ. 1966–1976) เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคมขนาดใหญ่ที่มุ่งกำจัดอิทธิพลของทุนนิยมและประเพณีโบราณ แต่ได้สร้างความวุ่นวาย ความเสียหาย และความแตกแยกทางสังคมอย่างร้ายแรง

ในยุคนี้ จีน “ลุกขึ้นยืน” บนเวทีโลกในฐานะประเทศเอกราชที่ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม แต่ก็ต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจอย่างหนักจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด

2. ยุคปฏิรูปและเปิดประเทศ: เติ้งเสี่ยวผิง (ค.ศ. 19781989)

หลังการอสัญกรรมของเหมา เจ๋อตุง ในปี 1976 เติ้ง เสี่ยวผิง ก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดของจีนอย่างไม่เป็นทางการ แม้จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีหรือประธานพรรคอย่างเป็นทางการ แต่บทบาทของท่านคือ “สถาปนิก” แห่งจีนยุคใหม่ที่ได้เปลี่ยนแปลงทิศทางของประเทศไปอย่างสิ้นเชิง

•             แก่นนโยบาย: “ปฏิรูปและเปิดประเทศ” (Reform and Opening-Up) ซึ่งเป็นแนวคิดที่นำหลักการตลาดบางส่วนมาใช้ภายใต้การควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์ (เรียกว่า “สังคมนิยมแบบมีลักษณะเฉพาะของจีน” หรือการใช้สำนวนที่ว่า “ไม่ว่าจะแมวขาวหรือแมวดำ ขอให้จับหนูได้ก็พอ”)

•             การเปลี่ยนแปลง: การยกเลิกระบบฟาร์มรวม, การอนุญาตให้มีการลงทุนจากต่างชาติ, การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) เช่น เซินเจิ้น และการส่งเสริมการพัฒนาภาคเอกชน นโยบายนี้ทำให้จีน “ร่ำรวยขึ้น” และหลุดพ้นจากความยากจนอย่างรวดเร็ว กลายเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงที่สุดในโลกต่อเนื่องยาวนาน

ยุคของเติ้งได้วางรากฐานสำคัญที่ทำให้จีนกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยเปลี่ยนประเทศจากสังคมที่ปิดสู่สังคมที่เปิดรับการค้าและเทคโนโลยีจากภายนอก

3. ยุคแห่งความยิ่งใหญ่และการรวมอำนาจ: สีจิ้นผิง (พ.ศ.  2555ปัจจุบัน)

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้นำจีนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่เน้นการรวมอำนาจ การต่อต้านการทุจริต และการผลักดันให้จีนกลับมายิ่งใหญ่บนเวทีโลกอีกครั้ง

•             แก่นนโยบาย: “ความฝันจีน” (Chinese Dream) ซึ่งหมายถึงการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติจีน (Great Rejuvenation of the Chinese Nation) โดยมีเป้าหมายเพื่อให้จีนกลายเป็น “ประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัยและยิ่งใหญ่” ภายในปี 2049

•             นโยบายเด่น:

o             การรณรงค์ปราบปรามการทุจริต: การกวาดล้างเจ้าหน้าที่ทั้งระดับสูงและระดับล่างเพื่อเสริมสร้างความชอบธรรมของพรรคและรวมอำนาจ

o             นโยบายต่างประเทศเชิงรุก: การริเริ่มโครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative – BRI) เพื่อขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองทั่วโลก

o             การรวมศูนย์อำนาจ: การยกระดับสถานะของตนเองเทียบเท่ากับเหมา เจ๋อตง และเติ้ง เสี่ยวผิง ผ่าน “มติครั้งประวัติศาสตร์” และการยกเลิกการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

ในยุคนี้ จีนกลายเป็นมหาอำนาจโลกทั้งทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการทหาร ภายใต้การนำที่เข้มแข็งและเน้นการควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์อย่างสูงสุด

บทสรุป

การเดินทางของสาธารณรัฐประชาชนจีนภายใต้ผู้นำทั้งสามคนนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์อย่างน่าทึ่ง

•             เหมา เจ๋อตุง: ทำให้จีน “ยืนขึ้น” ด้วยการสร้างชาติที่เป็นเอกราชและมีอุดมการณ์

•             เติ้ง เสี่ยวผิง: ทำให้จีน “ร่ำรวยขึ้น” ด้วยการเปิดประเทศและปฏิรูปเศรษฐกิจ

•             สี จิ้นผิง: พยายามทำให้จีน “ยิ่งใหญ่ขึ้น” ด้วยการรวมอำนาจและการเป็นผู้นำระดับโลก

โดย อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยเหมาเจ๋อตุง: การเดินทางสู่ความเปลี่ยนแปลง

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยเหมาเจ๋อตุง: การเดินทางสู่ความเปลี่ยนแปลง

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยเหมาเจ๋อตุง: การเดินทางสู่ความเปลี่ยนแปลง

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประวัติศาสตร์จีนในพุทธศตวรรษที่ 25 ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการพลิกผันครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยของ เหมา เจ๋อตุง (毛泽东) (พ.ศ.2492-2519) ซึ่งเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลก      ประธานเหมาได้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนก้าวขึ้นสู่อำนาจและสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปีพ.ศ. 2492 ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่อย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ  ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม   เป็นช่วงเวลาที่ประเทศจีนเปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่รัฐสังคมนิยมภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ยึดหลักการคอมมิวนิสต์รัสเซียของ มากซ์-เลนิน แล้วพัฒนาเป็น”ลัทธิเหมา”   ซึ่งเน้นการปฏิวัติชนบทและการต่อสู้ของชนชั้น

การเดินทางไกล (Long March 长征)  ก่อนที่จะขึ้นสู่อำนาจ เหมาและพรรคคอมมิวนิสต์ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูสำคัญอย่างพรรค ก๊กมินตั๋ง ที่นำโดยเจียง ไคเช็ก การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดจนกระทั่งในปีพ.ศ. 2477  ทหารพรรคคอมมิวนิสต์ 86,000 คน ถูกกองทัพก๊กมินตั๋งล้อมไว้ จึงต้องตัดสินใจ เดินทางไกล (Long March) จากมณฑลเจียงซีไปยังส่านซี เพื่อหลบหนีการโจมตี การเดินทางครั้งนี้กินระยะทางกว่า 12,500 กิโลเมตร ผ่านภูมิประเทศที่ทุรกันดารและเต็มไปด้วยอันตราย เสียทหารไปกว่าร้อยละ 80  การเดินทางไกลไม่เพียงแต่เป็นเส้นทางหลบหนี แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการอุทิศตนและความอดทนของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งช่วยสร้างความชอบธรรมและความแข็งแกร่งให้กับเหมาในฐานะผู้นำ

กองพล 93 : ชะตากรรมของทหารก๊กมินตั๋ง   กองพล 93 เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพก๊กมินตั๋งที่ต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะ กองพลส่วนหนึ่งได้ถอยร่นเข้ามาในเขตชายแดนไทย-พม่า และไม่สามารถเดินทางกลับเมืองจีนได้ ทหารเหล่านี้ต้องใช้ชีวิตในพื้นที่ดังกล่าวและมีส่วนร่วมในการต่อสู้ในพื้นที่ชายแดน การดำรงอยู่ของกองพล 93 สะท้อนให้เห็นถึงชะตากรรมของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองและประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนของจีน

การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม  พ.ศ. 2492 เหมาเจ๋อตุงได้ประกาศก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน หลังจากชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเหนือพรรคก๊กมินตั๋ง (國民黨) ของเจียงไคเช็ก ในสงครามกลางเมืองจีนที่ยาวนานกว่า 20 ปี    เจียงไคเช็กนำทหารหนีไปเกาะไต้หวัน     การสถาปนารัฐบาลใหม่ของเหมาเจ๋อตุงนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจของจีน  มีการฟื้นฟูเมืองต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายจากสงครามกลางเมือง เมืองใหญ่อย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกวางโจว

นโยบายปฏิรูปที่ดิน (_Land Reform 土地改革)  : โดยยึดที่ดินจากเจ้าของที่ดินรายใหญ่และแจกจ่ายให้ชาวนาที่ไม่มีที่ทำกิน หรือมีที่ดินน้อย โดยเจ้าของที่ดินจะถูกนำตัวมาต่อหน้าสาธารณชนและถูกประณามในความผิดฐานกดขี่ขูดรีดชาวนา   ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชนบท  ชาวนาที่ได้รับผลประโยชน์จากนโยบายนี้กลายเป็นฐานกำลังที่สำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์จีน   ในระหว่างกระบวนการปฏิรูปที่ดิน มีเจ้าของที่ดินจำนวนมากถูกสังหารหรือลงโทษอย่างรุนแรงโดยกลุ่มชาวนาที่โกรธแค้น ซึ่งส่งผลให้เกิดความสูญเสียชีวิตอย่างมากมาย   ในระยะต่อมา ที่ดินที่ถูกแจกจ่ายให้กับชาวนาได้ถูกรวมเข้าเป็น “สหกรณ์การเกษตร” (农业合作社)  ซึ่งเป็นก้าวแรกของการรวมกลุ่มการผลิต และในที่สุดก็นำไปสู่การจัดตั้ง “คอมมูนประชาชน” (人民公社 )  ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจของจีน

นโยบาย การก้าวกระโดดครั้งใหญ่ (Great Leap Forward): เริ่มในปี 1958 เพื่อเร่งอุตสาหกรรมและการผลิตเหล็ก เมืองจีนได้รับการผลักดันให้เป็นศูนย์กลางการผลิตเหล็กและเหล็กกล้าขนาดเล็ก ประชาชนในเมืองถูกระดมให้ทำงานในเตาหลอมเหล็กในสวนหลังบ้านและโรงงานขนาดเล็ก แม้ว่านโยบายนี้จะล้มเหลวในที่สุด นำไปสู่ความอดอยากครั้งใหญ่ มีผู้เสียชีวิตหลายสิบล้านคน  แต่ก็สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการทำให้เมืองเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรม

นโยบาย การปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution文化大革命): พ.ศ.  2509-2519 เพื่อกำจัด “แนวคิดเก่า” และศัตรูทางอุดมการณ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อกำจัด “ชนชั้นนำเก่า และค่านิยมดั้งเดิม” รวมทั้งผู้ที่มีแนวคิดทุนนิยมออกจากพรรคคอมมิวนิสต์ การปฏิวัติครั้งนี้ก่อให้เกิดความวุ่นวายอย่างรุนแรงในสังคม มีการล้างสมองเยาวชน  ทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิม และสิ่งของเก่าแก่มากมาย นักปราชญ์ นักวิทยาศาสตร์ และผู้มีความรู้จำนวนมากถูกสังหารหรือถูกส่งไปใช้แรงงานในชนบท   นักเรียนและเยาวชนในเมืองจำนวนมากถูกส่งไปทำงานในไร่นาและฟาร์มรัฐ อาคารและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่งถูกทำลาย ชื่อถนนและสถานที่ต่างๆ ถูกเปลี่ยนให้สอดคล้องกับอุดมการณ์สังคมนิยม  การปฏิวัติวัฒนธรรมสร้างความวุ่นวายในเมืองต่างๆ กองกำลังเยาวชนแดง เรดการ์ด Red Guards  ทำลายทรัพย์สินและข่มขู่ประชาชน ระบบการศึกษาและสถาบันวัฒนธรรมหลายแห่งถูกปิดหรือหยุดการดำเนินงาน

แก๊งค์สี่คนและบทบาททางประวัติศาสตร์ ในช่วงปลายยุคของเหมา แก๊งค์สี่คน (Gang of Four四人帮) ซึ่งนำโดยเจียง ชิง ภรรยาของเหมา ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินนโยบายต่างๆ พวกเขาใช้อำนาจที่มีในการควบคุมสื่อและการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสนับสนุนการปฏิวัติวัฒนธรรมและขับเคลื่อนแนวคิดแบบสุดโต่ง หลังจากที่เหมาเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2519 แก๊งค์สี่คนก็ถูกจับกุมจำคุกและถูกตั้งข้อหาเป็นอาชญากรทางการเมือง การสิ้นสุดของแก๊งค์สี่คนถือเป็นการสิ้นสุดของยุคสมัยที่วุ่นวายและเปิดโอกาสให้จีนเข้าสู่ช่วงการปฏิรูปประเทศ

สี่ทันสมัย : การเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่  หลังจากการปฏิวัติวัฒนธรรมและแก๊งค์สี่คนสิ้นสุดลง   เติ้ง เสี่ยวผิง ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำและผลักดันนโยบาย สี่ทันสมัย (Four Modernizations) เพื่อพัฒนาประเทศจีนในสี่ด้านหลัก ได้แก่ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และการป้องกันประเทศ นโยบายนี้มุ่งเน้นการเปิดรับเศรษฐกิจแบบตลาดและต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ทำให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์จีนสมัยเหมา เจ๋อตุงเต็มไปด้วยเรื่องราวความขัดแย้ง ความสูญเสีย และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากการเดินทางไกลเพื่อสร้างรากฐานของพรรคคอมมิวนิสต์ การปฏิวัติวัฒนธรรมที่ทิ้งบาดแผลไว้ในสังคม ไปจนถึงการก้าวเข้าสู่ยุคสี่ทันสมัยที่นำพาจีนไปสู่ความรุ่งเรืองในปัจจุบัน เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองและพลังของการเปลี่ยนแปลงในสังคมจีน

ความดี 7 ข้อ และข้อผิดพลาด 3 ข้อของเหมา เจ๋อตุง  

เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำจีนรุ่นต่อมาได้ประเมินว่าเหมาเจ๋อตุงได้ทำความดี 7 ประการคือ

1.รวมชาติและฟื้นฟูอำนาจของจีน : เหมา เจ๋อตุงเป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนสู่ชัยชนะในสงครามกลางเมือง และการล่าอาณานิคม สามารถรวมจีนให้เป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง หลังจากที่ตกอยู่ในสภาวะแตกแยกสงครามกลางเมืองมานานหลายทศวรรษ สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปีพ.ศ. 2492 ยุติช่วงเวลาแห่งสงครามและความวุ่นวาย

2. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน : รัฐบาลของเหมาได้ริเริ่มโครงการขนาดใหญ่เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น การสร้างถนน ทางรถไฟ และเขื่อน ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาในอนาคต

3. สร้างความเท่าเทียมทางสังคม : ยุติระบบศักดินา ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม  เพิ่มความเท่าเทียมในชนบท  โดยเฉพาะการปฏิรูปที่ดินกระจายทรัพย์สิน ทำให้ชาวนาได้เป็นเจ้าของที่ดิน เลิกธรรมเนียมการคลุมถุงชนและการกดขี่ผู้หญิง  ส่งเสริมให้หญิงจีนมีสิทธิและบทบาทมากขึ้น  ลดความแตกแยกทางภูมิภาคและชนชั้น

4. ส่งเสริมการศึกษาและการรู้หนังสือ : รัฐบาลของเหมาได้เปิดโรงเรียนทั่วประเทศและดำเนินโครงการส่งเสริมการศึกษาขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้คนจีนจำนวนมากสามารถอ่านออกเขียนได้ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

5. พัฒนาสาธารณสุขพื้นฐาน : เหมาให้ความสำคัญกับการสาธารณสุข โดยส่งหมอเท้าเปล่า และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ไปยังพื้นที่ชนบทเพื่อให้บริการแก่ประชาชน ซึ่งช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคภัยต่างๆ ได้เป็นอย่างมาก

6. สร้างความมั่นคงของชาติ : ภายใต้การนำของเขา จีนสามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงในเวทีระหว่างประเทศ และสามารถต่อต้านการแทรกแซงจากต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ    ชนะในสงครามต่อต้านญี่ปุ่นและสงครามกลางเมือง ด้วยยุทธศาสตร์ “ชนบทล้อมเมือง” และสงครามประชาชน

7. เป็นแรงบันดาลใจให้แก่การต่อสู้เพื่อปลดปล่อย : อุดมการณ์ของเหมา หรือที่เรียกว่า ลัทธิเหมา (Maoism) ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ขบวนการคอมมิวนิสต์และขบวนการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยในประเทศโลกที่สามหลายแห่ง

ความผิดพลาด 3 อย่างของเหมา เจ๋อตุง

1. การก้าวกระโดดครั้งใหญ่ (The Great Leap Forward): เป็นโครงการเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนจีนจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วในช่วงปลายทศวรรษ 1950 อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงและนำไปสู่ภาวะอดอยากครั้งใหญ่ที่คร่าชีวิตคนจีนไปหลายสิบล้านคน ซึ่งนับเป็นหนึ่งในภัยพิบัติที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

2. การปฏิวัติวัฒนธรรม (The Cultural Revolution): เป็นขบวนการที่เหมาเริ่มต้นขึ้นเมื่อพ.ศ. 2509 เพื่อกำจัด “ชนชั้นกระฎุมพี” และผู้ที่มีความคิดต่อต้านการปฏิวัติ (ลัทธิแก้) ที่เขาอ้างว่าแทรกซึมเข้ามาในพรรคคอมมิวนิสต์และสังคมโดยรวม การปฏิวัตินี้ส่งผลให้เกิดความรุนแรงและความวุ่นวายอย่างกว้างขวาง โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต้องปิดตัวลง ผู้คนจำนวนมากถูกสังหารหรือส่งไปใช้แรงงานในชนบท และทำลายวัฒนธรรมอันล้ำค่าของจีนไปเป็นจำนวนมาก

3. การรวบอำนาจเบ็ดเสร็จและการปราบปรามทางการเมือง: เพื่อรักษาอำนาจ เหมาได้ใช้วิธีการที่รุนแรงในการปราบปรามผู้เห็นต่างและผู้ที่ถูกมองว่าเป็นศัตรูของพรรคคอมมิวนิสต์ ควบคุมสื่อไม่ให้เสรีภาพในการแสดงออกซึ่งนำไปสู่การสังหารหมู่และลงโทษผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก   

โดย อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สาธารณรัฐจีน ..การเปลี่ยนแปลงการปกครองของแดนมังกร

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สาธารณรัฐจีน ..การเปลี่ยนแปลงการปกครองของแดนมังกร

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สาธารณรัฐจีน ..การเปลี่ยนแปลงการปกครองของแดนมังกร

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 ราชวงศ์ชิงซึ่งปกครองจีนมานานกว่า260 ปี เผชิญกับความอ่อนแออย่างหนัก ทั้งจากปัญหาการคอร์รัปชันภายใน ความขัดแย้งทางสังคม และที่สำคัญคือการถูกรุกรานและกดดันจากมหาอำนาจตะวันตกและญี่ปุ่น ทำให้จีนต้องยอมเสียสิทธิและดินแดนหลายครั้ง ความไม่พอใจในหมู่ปัญญาชนและประชาชนจึงทวีความรุนแรงขึ้น

การสิ้นสุดของ ราชวงศ์ชิง (พ.ศ. 2187-2455) ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีน (แมนจู)  เป็นจุดเริ่มต้นของสาธารณรัฐจีน (Republic of China – ROC) (พ.ศ.2455-2492)    ในช่วงนั้น  ประเทศจีนอ่อนแอลงมากจากปัญหาภายใน เช่น การเพิ่มขึ้นของประชากร การฉ้อราษฎร์บังหลวง และการกบฏครั้งใหญ่ เช่น กบฏไท่ผิง(Taiping Rebellion) และ กบฏนักมวย (Boxer Rebellion) รวมถึงการถูกรุกรานจากต่างชาติและการทำสงครามที่พ่ายแพ้ เช่น สงครามฝิ่น(Opium Wars), สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่ง) ซึ่งนำไปสู่การลงนามใน “สนธิสัญญาที่ไม่เท่าเทียม”(เช่น สนธิสัญญานานกิง) และถูกบังคับให้เปิดเมืองท่าค้าขาย จนต้องสูญเสียดินแดนและอำนาจอธิปไตยบางส่วน

การปฏิวัติซินไฮ่ (Xinhai Revolution)ในปี  พ.ศ. 2454 ทำการโค่นล้มราชวงศ์ชิงได้สำเร็จ  เป็นการ สิ้นสุดของระบอบจักรวรรดิ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ที่ปกครองจีนมานานกว่า 2,000 ปี และนำไปสู่การก่อตั้ง สาธารณรัฐจีน ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2455 (ค.ศ. 1912) มีดร.ซุนยัดเซ็น เป็นประธานาธิบดีคนแรก (แต่เป็นไม่นานก็ลาออกให้ยวนซือไขดำรงตำแหน่งแทน )  โดยมีปรัชญาการเมืองสำคัญคือ ลัทธิไตรราษฎร์ (San-min Chu-i) ได้แก่ ชาตินิยม ประชาธิปไตย และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน  ซึ่งต่อมาประสบความล้มเหลวในการนำไปปฏิบัติ เพราะขาดคำจำกัดความที่ชัดเจน และการตีความที่แตกต่างกันระหว่างพวกก๊กมินตั๋งกัยพวกคอมมิวนิสต์

การก่อตั้งสาธารณรัฐจีน (Republic of China)  (พ.ศ. 2455-2492)

การก่อตั้งสาธารณรัฐจีนไม่ได้นำมาซึ่งความมั่นคงในทันที ประวัติศาสตร์จีนในช่วงนี้ถูกแบ่งออกเป็นหลายช่วง:

•             ยุคสมัยขุนศึก(Warlord Era) (พ.ศ.2459-2471 ) หลังจากการสละตำแหน่งของประธานาธิบดี ยวนซือไข (ซึ่งเคยพยายามตั้งตนเองเป็นจักรพรรดิ) อำนาจส่วนกลางก็อ่อนแอลงอย่างมาก ทำให้จีนแผ่นดินใหญ่ถูกแบ่งแยกโดยอำนาจของ ขุนศึก ต่าง ๆ ที่แย่งชิงความเป็นใหญ่กัน

•             การรวมชาติของก๊กมินตั๋ง: พรรค ก๊กมินตั๋ง (Kuomintang – KMT) ภายใต้การนำของ เจียง ไคเช็ก ได้ดำเนินการ การกรีฑาทัพขึ้นเหนือ (Northern Expedition) ในช่วงปี พ.ศ. 2469-2471) เพื่อปราบปรามขุนศึกและรวมประเทศให้เป็นหนึ่งภายใต้ รัฐบาลชาตินิยม ที่เมือง หนานจิง

•             สงครามกลางเมืองจีนและสงครามต่อต้านญี่ปุ่น: ในช่วงเวลานี้ สาธารณรัฐจีนต้องเผชิญกับภัยคุกคามสองด้าน คือ การสู้รบกับ กองทัพแดงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน(Chinese Communist Party – CCP) ที่นำโดย เหมา เจ๋อตุง   โดยเหมาเจ๋อตุงสู้ไม่ได้ ต้องนำทหารหลายหมื่นคนเดินทางไกล (Long March)  10,000 กิโลเมตร ผ่านเส้นทางยากลำบาก  เพื่อถอยหนีการโจมตีของทหารก๊กมินตั๋ง ของเจียงไคเชค  จากมณฑลเจียงซีทางภาคใต้ของจีน ไปยังมณฑลส่านซีทางภาคเหนือ 

การแบ่งแยกดินแดนและการถอยร่นสู่ไต้หวัน

หลังญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในปี ค.ศ. 1945 สงครามกลางเมืองระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง ในที่สุด พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็มีชัยชนะและได้เข้ายึดครองจีนแผ่นดินใหญ่  สถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน (People’s Republic of China – PRC) ปกครองด้วยระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ มีเมืองหลวงคือกรุงปักกิ่ง   ส่วนสาธารณรัฐจีน  (Republic of China – ROC) หนีไปตั้งมั่นอยู่ที่เกาะไต้หวัน มีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงไทเป  ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย  

โดย อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมืองจีนสมัยราชวงศ์ชิง: เมื่อชาวแมนจูครองแผ่นดินจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมืองจีนสมัยราชวงศ์ชิง: เมื่อชาวแมนจูครองแผ่นดินจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมืองจีนสมัยราชวงศ์ชิง: เมื่อชาวแมนจูครองแผ่นดินจีน

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ราชวงศ์ชิง หรือต้าชิงหรือ หรือราชวงศ์แมนจู  (清朝 Qing Dynasty  พ.ศ. 2187-2455 ค.ศ. 1644-1912) เป็นราชวงศ์จีนที่ต่อจากราชวงศ์หมิง การปกครอง 268 ปีสร้างมรดกทางวัฒนธรรม ศิลปะ และความรู้ที่ยังคงอิทธิพลต่อจีนสมัยใหม่ แต่ความล้มเหลวในการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงและปัญหาภายในที่สะสมมานาน นำไปสู่การล่มสลายและการสิ้นสุดของระบบจักรพรรดิจีนที่มีมาเป็นเวลาหลายพันปี

ราชวงศ์ชิงเป็นราชวงศ์สุดท้ายของระบบจักรพรรดิจีน ที่ยึดอำนาจมาจากราชวงศ์หมิง  ปกครองโดยชนเผ่าแมนจู ที่เป็นชนกลุ่มน้อยเร่ร่อนอยู่ในแคว้นแมนจูเรีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน  คนแมนจูมิใช่ชาวฮั่นซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของจีน  สมัยราชวงศ์ชิง เป็นช่วงเวลาที่จีนมีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์  สมัยราชวงศ์ชิงตรงกับเมืองไทยตั้งแต่สมัยพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา  ถึงรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ในช่วงปลายราชวงศ์หมิง ประเทศจีนประสบปัญหาหลายประการ เช่นความอ่อน  แอของระบบราชการและการทุจริตคอรัปชั่น  ภัยธรรมชาติ ทำให้เกิด ความแห้งแล้ง น้ำท่วม การระบาดของโรคภัยไข้เจ็บ   เมื่อพ.ศ. 2187 (สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา) ที่เมืองจีนเกิดกบฏชาวนาที่เดือดร้อนจากภาษีและภัยธรรมชาติ เข้ายึดกรุงปักกิ่ง   ฮ่องเต้ชงจิ่นของราชวงศ์หมิงฆ่าตัวตาย ทำให้ราชวงศ์หมิงล่มสลายลง   ทหารจีนได้ขอให้กองทัพแมนจูเข้ามาช่วยปราบกบฏ แต่เมื่อปราบกบฏสำเร็จแล้ว กองทัพแมนจูไม่ยอมถอนทหาร    กลับเข้ายึดอำนาจปกครองประเทศจีน แล้วก่อตั้งราชวงศ์ชิงขึ้นปกครองจีน

ราชวงศ์ชิงได้ขยายอาณาเขตจีนจนกว้างใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยรวมทิเบต (Tibet)  เขตซินเจียง (新疆)มองโกลตอนใน (Inner Mongolia)ไต้หวัน   และส่วนใหญ่ของเอเชียกลาง

ราชวงศ์ชิงได้พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจีนหลายประการ  เช่นปรับปรุงเทคนิคการเกษตร ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและรองรับประชากรที่เพิ่มมากขึ้น   พัฒนาเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการค้าผ่านเส้นทางสายไหม     มีประชากรเพิ่มจากประมาณ 100 ล้านคนในช่วงต้นราชวงศ์เป็น 400 ล้านคนในช่วงปลายราชวงศ์  มีการนำพืชจากทวีปอเมริกามาปลูก เช่น ข้าวโพด มันเทศ และมันฝรั่ง

ในรัชสมัยของจักรพรรดิคังซี (พ.ศ. 2204–2265) ภายหลังการต่อต้านของชาวฮั่น ทำให้ราชวงศ์ชิงหันมาใช้นโยบายประนีประนอมและผ่อนปรน โดยอนุญาตให้ชาวฮั่นมีสิทธิ์สอบจอหงวนเข้ารับราชการ และมีสิทธิ์เท่าเทียมกับชาวแมนจูได้   พ.ศ.2265 สมัยพระเจ้าท้ายสระ  มีการส่งทูตอยุธยาไปเฝ้าพระเจ้ากรุงจีน  จักรพรรดิคังซีขอให้อยุธยาส่งข้าวสารมาขายที่มณฑล ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง และเจ้อเจียง โดยทางจีนไม่เก็บภาษี  เพราะเมืองจีนแห้งแล้ง ปลูกข้าวไม่พอกิน   โดยเรือที่ไปส่งข้าวนั้นขากลับก็ซื้อผ้าไหม เครื่องเคลือบดินเผา และเครื่องทองเหลืองกลับมาอยุธยา 

ในรัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง Qianlong Emperor (พ.ศ. 2278-2339) ซึ่งตรงกับสมัยอยุธยาตอนปลายถึงต้นรัตนโกสินทร์    ถือเป็นยุคทองที่รุ่งเรืองของราชวงศ์ชิง พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะขยายอาณาเขตของจักรวรรดิต้าชิงโดยรวมเอเชียกลางและบางส่วนของ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

พ.ศ. 2308-2312 สมัยจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง ของจีน และพระเจ้ามังระแห่งราชวงศ์คองบอง ของพม่า  ช่วงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2  ได้เกิดสงครามจีนพม่า ที่จีนส่งกองทัพบุกพม่าตอนเหนือ ชายแดนยูนนาน  เพราะขณะนั้นพม่าส่งทหารคุกคามแคว้นไทใหญ่  เจ้าฟ้าไทใหญ่ไปขอความช่วยเหลือจากจีน จึง เกิดการสู้รบระหว่างจีนกับพม่า ต่อเนื่อง 4 ปี โดยพม่าได้รับชัยชนะ  เพราะทหารจีนที่มาจากปักกิ่งไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศที่เป็นป่าทึบ จึงป่วยด้วยไข้ป่าเป็นจำนวนมาก  ทหารจีนเสียชีวิตถึง 70,000 คน ส่วนพม่าเสียทหารไปราว 20,000 คน    พงศาวดารพม่าระบุว่า กองทัพพม่าของเนเมียวสีหบดี ที่ยึดกรุงศรีอยุธยาได้รับคำสั่งจากอะแซหวุ่นกี้ ให้เดินทางกลับพม่าโดยรีบด่วน เพื่อตั้งรับกองทัพจีน  ทำให้พระเจ้าตากสินสามารถกู้เอกราชของสยามได้ในเวลาอันสั้น

มีการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับสยาม ไว้ในบันทึกประวัติศาสตร์พงศาวดารจีนที่จัดทำขึ้นในราชวงศ์ชิง รัชสมัยเฉียนหลง เช่น เฉียนหลงตงฮวาลู่  (乾隆東華錄)  และ ชิงสือลู่清实录) ถึงการติดต่อระหว่างสยามกับจีน ว่า คณะทูตจากกรุงศรีอยุธยาได้เดินทางไปถึงกรุงปักกิ่งในปี พ.ศ. 2309 (ก่อนเสียกรุงฯ เพียงเล็กน้อย) และตกค้างอยู่ที่เมืองกวางโจว เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกในปี พ.ศ. 2310    มีการส่งทูตไปจีนในสมัยกรุงธนบุรีและต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการค้ากับราชสำนักต้าชิง

ในช่วงแรกของการก่อตั้งกรุงธนบุรี (หลัง พ.ศ. 2310) ราชสำนักจีนภายใต้การปกครองของจักรพรรดิเฉียนหลง ไม่ยอมรับสถานะความเป็นกษัตริย์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน   เพราะจักรพรรดิเฉียนหลงทรงยึดมั่นในหลักการของขงจื๊ออย่างเคร่งครัด ทรงมองว่าการที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (ซึ่งเคยเป็นขุนนาง) ขึ้นมาตั้งตนเป็นกษัตริย์แทนที่ราชวงศ์อยุธยาเดิมที่ถูกโค่นล้มไปนั้น เป็นการกระทำที่ ไม่ชอบธรรม และถือเป็น กบฏ ต่อผู้เป็นนายโดยในบันทึกช่วงแรกๆ ราชสำนักจีนมักเรียกสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ด้วยคำที่ไม่เป็นทางการ มองว่าพระองค์เป็นเพียง “นักฉวยโอกาส” หรือ “ผู้แสวงโชค” ที่ตั้งตนขึ้นมาเป็นเจ้าเมือง  ต่อมา ภายหลัง พ.ศ. 2314-2315 เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสามารถปราบปรามชุมนุมต่างๆ ได้อย่างเด็ดขาดและทำให้สยามมีความมั่นคง ราชสำนักจีนจึง ยอมรับสยามในฐานะรัฐบรรณาการ  และเริ่มส่งสินค้ามาค้าขายด้วย     การยอมรับสยามช่วยให้จีนมีพันธมิตรในการถ่วงดุลอำนาจกับพม่า ซึ่งเป็นคู่สงครามกับจีนในขณะนั้น

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในปี พ.ศ. 2325 ก็ได้ทรงรื้อฟื้นความสัมพันธ์แบบรัฐบรรณาการกับจีนและส่งพระราชสาส์นและเครื่องบรรณาการไปถวายจักรพรรดิเฉียนหลงตามธรรมเนียมเดิม ซึ่งนำมาสู่การค้าที่เจริญรุ่งเรืองระหว่างสองประเทศ

พ.ศ.2382  และ 2399  ได้เกิดสงครามฝิ่นระหว่างจีนกับอังกฤษ เนื่องจากบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ต้องการนำฝิ่นที่ปลูกในอินเดียเข้าไปขายในจีน  แต่จีนตระหนักถึงพิษภัยของสารเสพติดจึงประกาศห้ามนำเข้า และยึดฝิ่นจากพ่อค้าอังกฤษทิ้งลงทะเลที่ท่าเรือกวางโจว  อังกฤษจึงยกทัพเรือปิดล้อมเมืองชายทะเลกวางตุ้งและฮ่องกง จีนแพ้สงคราม ต้องยอมให้การค้าฝิ่นถูกกฎหมาย   ยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษเช่า99 ปี และยกเลิกการค้าแบบผูกขาด

พ.ศ. 2393-2407  (ค.ศ. 1850 – 1864)  เกิดกบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว(Taiping Rebellion) ซึ่งเป็นเป็นสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน เกิดขึ้นในช่วงปลายราชวงศ์ชิง    เกิดการสู้รบระหว่าง กองทัพของรัฐบาลราชวงศ์ชิง กับ กลุ่มกบฏที่เรียกตัวเองว่า ไท่ผิงเทียนกั๋ว (Taiping Heavenly Kingdom) หรือ อาณาจักรสวรรค์มหาสันติสุข   ผู้นำกบฏคือ หง ซิ่วเฉฺวียน (Hong Xiuquan) สาเหตุเกิดจากความไม่พอใจของชาวนาและชนชั้นล่างต่อการปกครองของราชวงศ์ชิง ความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการกดขี่ รวมถึงอิทธิพลจากความคิดแบบคริสต์ที่นำมาผสมกับความเชื่อดั้งเดิมของจีน   เป็นสงครามที่นองเลือดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ มีผู้เสียชีวิตประมาณกันว่ามีตั้งแต่ 20 ล้านคนขึ้นไปจนถึง 70-100 ล้านคน    กลุ่มกบฏยึดเมืองสำคัญได้หลายแห่ง รวมถึงเมืองหนานจิงและตั้งเป็นเมืองหลวง  แม้กบฏจะถูกปราบปรามลงได้ในที่สุด แต่เหตุการณ์นี้ทำให้รัฐบาลกลางของราชวงศ์ชิงเสื่อมอำนาจลงอย่างมาก และทำให้หัวเมืองต่างๆ มีกำลังทหารและอำนาจแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของราชวงศ์ชิงในเวลาต่อมา

พระนางซูสีไทเฮา  慈禧太后  เป็นผู้สำเร็จราชการแทนจักรพรรดิ เป็นเวลา 47 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2404 ถึง 2451 มีการสร้างทางรถไฟไปแมนจูเรียและสร้างพระราชวังฤดูร้อน    ในพ.ศ. 2438  เกิดสงครามจีน-ญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นสมัยเมจิต้องการขยายดินแดนมาทางแผ่นดินใหญ่   จึงส่งทหารบกและทหารเรือเข้ายึดเกาหลีซึ่งเป็นรัฐบรรณาการของจีน เพื่อควบคุมแหล่งแร่เหล็กและถ่านหิน   ทำให้จีนสูญเสียเกาหลีและเกาะไต้หวันให้แก่ญี่ปุ่น       

ต่อมาได้ เกิดกบฏนักมวยBoxer Rebellion ในพ.ศ. 2442-2443 ทางภาคเหนือแถบมณฑลชานตง และชิงเต่า เนื่องจาก ความไม่พอใจชาวต่างชาติตะวันตก  และการแพร่ขยายของศาสนาคริสต์  โดยมีพระนางซูสีไทเฮาสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง   มีการสังหารหมู่มิชชันนารีและผู้นับถือศาสนาคริสต์   เป็นชนวนให้พันธมิตรแปดชาติ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรีย-ฮังการี อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น และรัสเซีย นำทหาร 20,000 คนเข้าปราบปรามเอาชนะพวกกบฏได้  จีนต้องเสียค่าปรับ 450 ล้านเหรียญเงิน  และเป็นหนึ่งในเหตุล่มสลายของราชวงศ์ชิง

พ.ศ. 2427-2428   เกิดสงครามระหว่างจีนกับฝรั่งเศส(Sino-French War) เพื่อแย่งชิงอิทธิพลบริเวณตังเกี๋ยหรือเวียดนามตอนเหนือซึ่งเป็นรัฐบรรณาการของจีน เพื่อควบคุมเส้นทางการค้าแม่น้ำแดงไปยังมณฑลยูนนานของจีน   กองทัพเรือฝรั่งเศสก็ประสบความสำเร็จในการยึดเมืองฮานอย และ เซินเตย      ฝรั่งเศสสามารถทำลายกองเรือจีนที่ฝูโจวและยึดครองพื้นที่บางส่วนของไต้หวัน    ฝรั่งเศสมีชัย เวียดนามตกเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส  นำไปสู่การก่อตั้งอาณานิคมอินโดจีนของฝรั่งเศสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ตลอดระยะเวลาที่ราชวงศ์ชิงระส่ำระส่าย เป็นประเทศล้าหลังและวุ่นวาย ชาวจีนถูกชาวตะวันตกและญี่ปุ่น ขนานนามว่าเป็น คนขี้โรคแห่งเอเชีย ทำให้ชาวจีนบางส่วนมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศให้เจริญและเป็นประชาธิปไตย โดย มี ดร. ซุน ยัตเซ็น เป็นผู้นำ         

ราชวงศ์ชิงครองแผ่นดินจีนจนถึงปี พ.ศ. 2454 เกิดการปฏิวัติซินไฮ่(辛亥革命)นำโดยซุนยัดเซ็น และยวนซือไข  เริ่มโดยทหารใหม่ก่อจลาจล ลุกฮือต่อต้านราชวงศ์ชิงของชาวแมนจู   เกิดการลุกฮือทั่วประเทศ มีการสู้รบและเสียชีวิตจำนวนมาก พ.ศ. 2455 จักรพรรดิผู่อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายถูกบังคับให้สละราชสมบัติ ถือเป็นจุดอวสานของราชวงศ์ชิง และการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นเวลากว่า 2,000 ปีของประวัติศาสตร์จีน        ซุนยัดเซ็นได้เปลี่ยนแปลงประเทศนำไปสู่การปกครองแบบประชาธิปไตย ตั้งชื่อประเทศว่า สาธารณรัฐจีน (Republic of China)  นำไปสู่ยุคของความวุ่นวายทางการเมือง รวมถึงยุคขุนศึก การสู้รบระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์

การปฏิวัติซินไฮ่  พ.ศ. 2454 เป็นจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่ เป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบสาธารณรัฐ นำแนวคิดประชาธิปไตยและความทันสมัยเข้าสู่เอเชีย  และเป็นแรงบันดาลใจให้กับขบวนการปฏิวัติในเอเชียหลายประเทศ รวมทั้งการกบฏทหารหนุ่ม ร.ศ. 130(พ.ศ 2454) สมัยรัชกาลที่ 6  และ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 สมัยรัชกาลที่ 7 ในประเทศไทย

โดย อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์หยวน เมื่อมองโกลเข้าครองแผ่นดินมังกร

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์หยวน เมื่อมองโกลเข้าครองแผ่นดินมังกร

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์หยวน เมื่อมองโกลเข้าครองแผ่นดินมังกร

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ราชวงศ์หยวน (元朝 Yuan Dynasty พ.ศ. 1814-1911 ค.ศ. 1271-1368) เป็นราชวงศ์ที่มีเอกลักษณ์เป็นพิเศษในประวัติศาสตร์จีน เนื่องจากเป็นราชวงศ์แรกที่ก่อตั้งและปกครองโดยชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่ชาวฮั่น ภายใต้การนำของจักรพรรดิคุบไลข่าน ผู้เป็นหลานชายของเจงกิสข่าน จักรวรรดิมองโกลได้โค่นอำนาจราชวงศ์ซ่ง แล้วขยายอิทธิพลครอบคลุมดินแดนจีนทั้งหมด

การรุกรานของมองโกล มองโกลเป็นชนเผ่าจากมองโกเลีย ทางภาคเหนือของประเทศจีน มีความสามารถในการรบบนหลังม้าในพื้นที่ทุรกันดาร การรุกรานจีนของมองโกลเริ่มต้นในสมัยเจงกิสข่าน แต่การพิชิตจีนใต้สำเร็จในสมัยคุบไลข่าน คุบไลข่านได้รับการแต่งตั้งเป็นจักรพรรดิจีน และประกาศตั้งราชวงศ์หยวนในปี พ.ศ.1822 โดยชื่อ “หยวน” (元) หมายถึง “จุดเริ่มต้น” หรือ “ต้นกำเนิด”

การพิชิตราชวงศ์ซ่ง การต่อสู้ที่ยาวนานที่สุดคือการพิชิตราชวงศ์ซ่งใต้ ซึ่งใช้เวลานานถึง 45 ปี มองโกลได้ใช้เทคโนโลยีการทำสงครามที่ล้ำสมัย รวมถึงการใช้ปืนใหญ่และกองเรือขนาดใหญ่ การล่มสลายของราชวงศ์ซ่ง  ทำให้จีนตกอยู่ภายใต้การปกครองของต่างชาติเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

คุบไลข่านได้ดำเนินการปฏิรูปการปกครองหลายประการ รวมถึงการจัดตั้งเมืองหลวงใหม่ที่ปักกิ่ง (ขณะนั้นเรียกว่าต้าตู) และการสร้างระบบราชการที่ผสมผสานระหว่างแบบมองโกลและจีน

ราชวงศ์หยวนเป็นยุคทองของการค้าระหว่างประเทศ เส้นทางสายไหมมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก มาร์โค โปโลนักเดินทางชาวอิตาลีได้เดินทางมายังจีนในสมัยนี้และได้รับการต้อนรับจากคุบไลข่าน

การพัฒนาเทคโนโลยี  เทคโนโลยีการพิมพ์ได้รับการพัฒนาและแพร่หลาย สร้างหอดูดาวและการพัฒนาปฏิทิน แลกเปลี่ยนความรู้ทางการแพทย์ระหว่างตะวันออกและตะวันตก

ราชวงศ์หยวนเป็นราชวงศ์แรกที่ใช้ธนบัตรกระดาษเป็นเงินตราหลัก โดยมีการควบคุมจากส่วนกลาง ระบบนี้ช่วยให้การค้าขายสะดวกขึ้น แต่ก็ก่อให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อในภายหลัง

สมัยราชวงศ์หยวนเป็นยุคของการผสมผสานทางวัฒนธรรมอย่างมากมาย วัฒนธรรมมองโกล เปอร์เซีย อาหรับ และจีนได้หลอมรวมกัน เซรามิกสีน้ำเงินขาวได้รับการพัฒนาในสมัยนี้

ปัญหาและความท้าทาย เงินเฟ้อจากการพิมพ์ธนบัตรมากเกินไป การทุจริตในราชการ ความไม่เท่าเทียมระหว่างชนชั้น การจลาจลของเกษตรกร ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

การล่มสลาย

1. ปัญหาเศรษฐกิจ – เงินเฟ้อและความยากจนของประชาชน

2. ความไม่พอใจของชาวจีน – การถูกปฏิบัติเป็นพลเมืองชั้นสอง

3. ความแตกแยกภายใน – การแย่งชิงอำนาจในราชวงศ์

4. ภัยธรรมชาติ – น้ำท่วมและความแห้งแล้งที่รุนแรง

การปฏิวัติและการสิ้นสุด

การจลาจลที่นำโดยจู หยวนจาง (Zhu Yuanzhang) ซึ่งต่อมาเป็นจักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์หมิง ได้รวบรวมกำลังต่อต้านการปกครองของมองโกล การสู้รบที่ยาวนานสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 1911 เมื่อกองทัพหมิงยึดปักกิ่งได้สำเร็จ

บทเรียนสำคัญ การปกครองของมองโกลในจีนแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวทางวัฒนธรรมและความจำเป็นในการรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการปฏิรูป แม้ว่าราชวงศ์หยวนจะมีอายุสั้นเมื่อเทียบกับราชวงศ์อื่นๆ แต่อิทธิพลของพวกเขายังคงส่งผลต่อการพัฒนาของจีนในศตวรรษต่อมา

โดย  อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์จิ้นถึงราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. 813-1822) พันปีของจีนถึงยุคการก่อตั้งประเทศไทย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์จิ้นถึงราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. 813-1822) พันปีของจีนถึงยุคการก่อตั้งประเทศไทย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์จิ้นถึงราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. 813-1822) พันปีของจีนถึงยุคการก่อตั้งประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ช่วงเวลาของอาณาจักรจีน จากราชวงศ์จิ้นถึงราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. 813-1822) เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานเกือบ พันปี เทียบได้ตั้งแต่สมัยอาณาจักรฟูนัน เจนละ ทวารวดี จนถึงยุคที่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ทรงก่อตั้งกรุงสุโขทัยนั้น     เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการที่สำคัญ มีการแตกแยกและรวมชาติ การเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม ไปจนถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีผลกระทบต่อโลก      มีนวัตกรรมสำคัญมากมายเกิดขึ้น ยุคนี้ เช่น กระดาษ การพิมพ์ เข็มทิศ ดินปืน และธนบัตร ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เปลี่ยนแปลงโลกและมีความสำคัญถึงปัจจุบัน ในขณะที่วรรณกรรม ปรัชญา และศิลปะจากยุคนี้ยังคงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของมนุษยชาติ

1.ราชวงศ์จิ้น (Jin Dynasty 晋) พ.ศ. 813-962 (ค.ศ. 265-420) 

ช่วงปลายของยุคสามก๊ก     สุมาเอี้ยน (司馬炎) หลานปู่ของสุมาอี้ ได้รบชนะ วุยก๊ก ง่อก๊ก  รวมประเทศจีนให้เป็นหนึ่งเดียวได้ในปี พ.ศ. 823 แล้วสถาปนาราชวงศ์จิ้น 晉朝Jìn Cháo  ขึ้นครองอำนาจ เป็นจักรพรรดิจิ้นอู่ตี้ (司马炎) โดยใช้เมืองลั่วหยาง หรือลกเอี๋ยง (Luoyang) และ ฉางอาน หรือซีอาน (Chang’an) เป็นเมืองหลวง   ในสมัยราชวงศ์จิ้นนี้ มีการพัฒนาตัวอักษรจีน การแพทย์แผนจีน    การหลอมเหล็กและการแปรรูปโลหะเจริญก้าวหน้า  ราชวงศ์จิ้น ล่มสลายจากการก่อจลาจลของบรรดาอ๋อง (จลาจล 8 อ๋อง 八王之亂) และการรุกรานของชนเผ่า 5 เผ่าจากทางเหนือ

2.ราชวงศ์เหนือใต้ (南北朝  Northern and Southern dynasties) พ.ศ. 962-1131 (ค.ศ. 420-589)  

ในยุคนี้   จีนเข้าสู่การแตกแยกเป็น 2 ส่วน คือ ราชวงศ์ทางเหนือ (ส่วนใหญ่ปกครองโดยชนเผ่าไม่ใช่ฮั่น) และราชวงศ์ทางใต้ (ปกครองโดยชาวฮั่น)     พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง วัฒนธรรมฮั่นและชนเผ่าต่างๆ ผสมผสานกัน  ระบบชลประทานได้รับการพัฒนา   เครื่องเคลือบดินเผา คุณภาพสูงเริ่มมีชื่อเสียง

ราชวงศ์สุ่ย (隋   Sui Dynasty) พ.ศ. 1124-1161 (ค.ศ. 581-618) 

เป็นราชวงศ์ที่ปกครองจีนเพียง 37 ปี แต่สำคัญมากในการรวมประเทศจีนเหนือและใต้เข้าด้วยกันอีกครั้งหลังจากแยกกันนานกว่า 300 ปี  มีการสร้างคลองใหญ่ต้ายุ่นเหอ 大运河เชื่อมโยงแม่น้ำฮวงโห และแยงซีเกียงเข้าด้วยกัน ยาว 1,776 กม.มีการพัฒนาการพิมพ์ด้วยแกะไม้เป็นตัวอักษร     มีการทำสงครามกับเกาหลีแต่พ่ายแพ้

ราชวงศ์ถัง (唐 Tang Dynasty ) พ.ศ. 1161-1450 (ค.ศ. 618-907)

ราชวงศ์ถัง เป็นราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีน ปกครองจีนยาวนานเกือบ 300 ปี โดยมีเมืองหวงอยู่ที่ฉางอาน (ซีอาน)   เป็นยุคทองของอารยธรรมจีน โดยเฉพาะในสมัยของถังไทจงฮ่องเต้  (唐太宗Tang Taizong) มีการขยายดินแดนจีนไปทั่วเอเชียกลาง  การค้าขายระหว่างประเทศเจริญรุ่งเรืองผ่านเส้นทางสายไหม     พระถังซำจั๋ง  หรือ เสวียนจั่ง (玄奘 Xuanzang): เดินทางไปสืบพระพุทธศาสนาที่ อินเดีย     มีการทำหนังสือพิมพ์แกะไม้แผ่นแรกของโลก “พระสูตรเพชร” (พ.ศ. 1411)   คิดค้นดินปืนเครื่องมือหาตำแหน่งดาวและนาฬิกาน้ำ   เซรามิกสามสีสวยงามพัฒนากระดาษและหมึก  ราชสำนักและรัฐบาลกลางเข้าสู่ช่วงเสื่อมอำนาจลงในช่วงครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 14 จากการเกิดกบฏชาวนาที่ส่งผลให้เกิดการสูญเสียและการพลัดถิ่นของประชากรจํานวนมาก ความยากจนที่แพร่กระจายมากขึ้น ความขัดแย้งภายในรัฐบาลนำไปสู่การสิ้นสุดของราชวงศ์ถังใน พ.ศ. 1450

ยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร (Five Dynasties and Ten Kingdoms) พ.ศ. 1450-1503 (ค.ศ. 907-960)

เป็นช่วงเวลาของ ความวุ่นวายทางการเมือง และ สงครามชิงอำนาจ ระหว่างบรรดาขุนศึกและอาณาจักรต่างๆ ที่ต่างก็อ้างสิทธิ์ในการเป็นผู้สืบทอดอำนาจที่ชอบธรรมของราชวงศ์ถัง  ยุคนี้สิ้นสุดลงใน พ.ศ. 1503 เมื่อพระเจ้าซ่งไท่จู่ ได้ยึดอำนาจและสถาปนา ราชวงศ์ซ่ง (Song Dynasty) ขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมจีนให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้ง

ราชวงศ์ซ้อง หรือ ซ่ง  (宋 Song Dynasty) พ.ศ. 1503-1822  (ค.ศ. 960-1279)

สมัยราชวงศ์ซ้อง เป็นยุคแห่งความเจริญทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี     เจริญรุ่งเรืองด้วยการค้าและอุตสาหกรรม  เกิดสงครามกับจักรวรรดิมองโกลที่ยืดเยื้อ    เริ่มใช้เข็มทิศในการเดินเรือ   นำดินปืนไปใช้ในอาวุธสงครามจริง   คิดค้นธนบัตรซึ่งเป็น เงินกระดาษชิ้นแรกของโลก “เจียวซื่อ” (交子)  คิดค้นเทคโนโลยีการหลอมเหล็กเพื่อผลิตเหล็กกล้าคุณภาพสูง  ประดิษฐนาฬิกาน้ำแบบดาราศาสตร์ที่ซับซ้อนและแม่นยำ   ประดิษฐ์เครื่องมือทางการแพทย์เช่นเข็มฝังเข้าหู และศัลยกรรมขั้นพื้นฐาน  ประดิษฐ์แว่นขยาย

สมัยปลายราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. 1503-1822) ตรงกับสมัยที่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ครองกรุงสุโขทัย (พ.ศ.  1792-1822)   เมืองจีนถูกพวกมองโกลนำโดยเจงกิสข่านเข้าโจมตี จนถึงปักกิ่ง  ทำให้สิ้นราชวงศ์ซ้อง  แล้วสถาปนาราชวงศ์หยวนขึ้นแทน

โดย  อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สามก๊ก : เรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์จีนหลังราชวงศ์ฮั่น

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สามก๊ก : เรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์จีนหลังราชวงศ์ฮั่น

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สามก๊ก : เรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์จีนหลังราชวงศ์ฮั่น

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“สามก๊ก” (The Three Kingdoms, 三国) เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 60 ปี (พ.ศ. 763–823 / ค.ศ. 220–280) หรือราว 1,000 ปีก่อนตั้งกรุงสุโขทัย  ซึ่งถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของประวัติศาสตร์จีน หลังจากราชวงศ์ฮั่นตะวันออกเสื่อมอำนาจลง แผ่นดินจีนแตกออกเป็นสามอาณาจักรหลัก ได้แก่:

• วุยก๊ก ของโจโฉ (ปกครองทางเหนือ มีฐานที่มั่นอยู่ที่เมืองฮุยโต๋)

• จ๊กก๊ก ของเล่าปี่ (ตั้งมั่นทางตะวันตกเฉียงใต้  ฐานที่มั่นอยู่ที่มณฑลเสฉวน)

• ง่อก๊ก ของซุนกวน (ปกครองทางตะวันออกเฉียงใต้ ติดทะเล มีกองทัพเรือเข้มแข็ง มีเมืองกังตั๋งเป็นเมืองสำคัญ)

การช่วงชิงอำนาจระหว่างผู้นำทั้งสามกลายเป็นมหากาพย์ที่เล่าขานกันมานับพันปี และต่อมาได้ถูกเรียบเรียงเป็นวรรณกรรมชื่อ “สามก๊ก” โดยหลอกว้านจงในสมัยราชวงศ์หมิง  แปลเป็นภาษาไทย โดย  เจ้าพระยาพระคลัง(หน) ในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

จุดเริ่มต้นแห่งความวุ่นวาย

ในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่น (ราว พ.ศ. 701 / ค.ศ. 158) สมัยพระเจ้าเลนเต้ เมืองหลวงลกเอี๋ยง (ลั่วหยาง) ตกอยู่ใต้อำนาจของขุนนางขันที 10 คนที่ใช้อำนาจในทางมิชอบ เกิดการลุกฮือครั้งใหญ่ของชาวนาในนาม “โจรโพกผ้าเหลือง” ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ โรคระบาด และความอยุติธรรม แม้กบฏจะถูกปราบปราม แต่เหตุการณ์นี้ทำให้อำนาจของราชสำนักอ่อนแอลง เปิดทางให้ขุนศึกและข้าราชการท้องถิ่นขึ้นมามีอำนาจ

พระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ฮั่น แต่เป็นเพียงหุ่นเชิดทางการเมือง ผู้ที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในช่วงแรกคือ ตั๋งโต๊ะ ต่อมาก็เป็นโจโฉ

โจโฉ ควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ทางภาคเหนือของจีน และได้รับความไว้วางใจจากพระเจ้าเหี้ยนเต้ จนสามารถใช้อำนาจในนามราชสำนักฮั่นได้อย่างชอบธรรม

เล่าปี่ แห่งจ๊กก๊ก เป็นผู้สืบเชื้อสายราชวงศ์ฮั่น มีความตั้งใจจะฟื้นฟูราชวงศ์ เขาสาบานเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับ กวนอู และ เตียวหุย สองยอดนักรบผู้ภักดี และต่อมาได้ ขงเบ้ง (จูกัดเหลียง) นักยุทธศาสตร์อัจฉริยะมาเป็นที่ปรึกษา ทำให้กองทัพของเขาแข็งแกร่งทั้งด้านกำลังใจและกลยุทธ์ โดยใช้เมืองเกงจิ๋วเป็นฐานที่มั่นสำคัญ

เหตุการณ์สำคัญที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์จีนคือ ศึกผาแดง (โจโฉแตกทัพเรือ  หรือยุทธการเช็กเพ็ก ) ในปี พ.ศ. 751 / ค.ศ. 208 หลังจากโจโฉปราบปรามทางเหนือสำเร็จ เขามุ่งลงใต้เพื่อรวมแผ่นดินจีน และสามารถยึดเมืองเกงจิ๋วได้  แต่เมื่อกองทัพเรือขนาดใหญ่ของโจโฉเข้าประชิดแม่น้ำแยงซีเกียง ก็ถูกโจมตีโดยพันธมิตรของ ซุนกวน และ เล่าปี่ ด้วยแผนการเผาทัพเรือที่ผูกติดกันไว้ ทหารบกของโจโฉซึ่งไม่ชำนาญการรบทางน้ำและเมาคลื่น ถูกตีแตกพ่ายอย่างราบคาบ

ยุทธการ “ยืมลูกเกาทัณฑ์ด้วยเรือฟาง” (草船借箭) เป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น ในช่วงที่ จิวยี่ (จูหยู) จากง่อก๊ก ต้องการทดสอบและกำจัด ขงเบ้ง (จูกัดเหลียง) จาก     จ๊กก๊ก ที่เข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อต่อต้านโจโฉ  โดยขงเบ้งให้เตรียมเรือราว 20 ลำผูกหุ่นฟาง  แล้วแล่นผ่านกองทัพของโจโฉขณะหมอกลงจัด  ทหารโจโฉคิดว่าจะถูกโจมตีจึงยิงลูกธนูจำนวนมากไปติดที่หุ่นฟาง  ทำให้ขงเบ้งได้ลูกธนูจำนวนมากโดยไม่ต้องผลิตเอง

ยุทธการตีขิมบนกำแพง    เกิดขึ้นในช่วงที่ขงเบ้งกำลังยกทัพจ๊กก๊ก บุกวุยก๊กทางภาคเหนือ แต่ทัพหน้าของจ๊กก๊กต้องพ่ายแพ้และถูกตัดขาด ทำให้ ขงเบ้งต้องรีบถอนทัพ และนำทหารที่เหลือเพียงน้อยนิดเข้าเมืองเสเสีย (ซีเฉิง)    ในขณะนั้นเอง สุมาอี้ แม่ทัพใหญ่ของวุยก๊ก ผู้เป็นคู่ปรับของขงเบ้ง ก็ยกกองทัพติดตามมา ขงเบ้ง ไม่มีกำลังพอที่จะต่อต้านกองทัพอันยิ่งใหญ่ของสุมาอี้ได้เลย สถานการณ์บีบคั้นถึงขีดสุด เป็นทางตันที่แทบจะไม่มีทางออก

เมื่อเผชิญหน้ากับวิกฤต ขงเบ้งกลับแสดงความเยือกเย็นอย่างน่าอัศจรรย์ เขาไม่ได้สั่งให้เตรียมการรบ หรือแม้แต่หลบหนี แต่กลับสั่งให้เปิดประตูเมืองทั้งสี่ด้าน และให้พลเรือนทำความสะอาดถนนหนทางอย่างสงบเสงี่ยม  ให้ทหารที่ซ่อนตัวอยู่แต่งกายเป็นชาวบ้าน คอยฉีดน้ำและกวาดพื้น  ตัวเขาเอง ได้ขึ้นไปนั่งตีขิมอยู่บนกำแพงเมือง

เมื่อกองทัพของสุมาอี้มาถึงหน้าประตูเมือง พวกเขาก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็น ประตูเมืองเปิดกว้าง ไม่มีกองทหารป้องกัน สุมาอี้คิดว่า หากขงเบ้งกำลังจนตรอกจริง จะต้องสั่งทหารปิดประตูเมืองและเตรียมรับมืออย่างเต็มที่ แต่นี่กลับเปิดประตูและนั่งดีดพิณอย่างสบายใจ นี่ต้องเป็นกับดักที่ ขงเบ้งจะต้องซุ่มกำลังทหารไว้ในเมือง เพื่อล่อให้ทัพของตนเองบุกเข้าไปติดกับ และถูกตีโอบล้อมจากด้านในและด้านนอก  สุมาอี้จึงไม่กล้าเสี่ยง  และตัดสินใจให้ถอยทัพ

เรื่องราว “ขงเบ้งตีขิมบนกำแพง” เป็นบทเรียนคลาสสิกของวรรณกรรมจีนที่สอนให้รู้ว่า สติปัญญา (智) และความเยือกเย็น (静) สามารถเอาชนะกองกำลังที่เหนือกว่าได้หลายเท่า การรู้จักใช้ ภาพลักษณ์ (Image) และ จิตวิทยา (Psychology) เป็นส่วนหนึ่งของกลศึกที่เหนือชั้นกว่าการรบด้วยกำลังแต่เพียงอย่างเดียว

โดย อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์เซี่ยถึงราชวงศ์ฮั่น จากยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงยุคเส้นทางสายแพรไหม

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์เซี่ยถึงราชวงศ์ฮั่น จากยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงยุคเส้นทางสายแพรไหม

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์เซี่ยถึงราชวงศ์ฮั่น จากยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงยุคเส้นทางสายแพรไหม

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประวัติศาสตร์จีนโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์เซี่ย (夏 ) (ราว 2,500 ปีก่อนพุทธกาล) ถึงราชวงศ์ฮั่น (漢) ( พ.ศ. 337-763)เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ของจีน ในระยะเวลากว่าสามพันปีนี้ จีนมีการหล่อหลอมจากสังคมเผ่าพันธุ์จนกลายเป็นจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ของโลก

ราชวงศ์เซี่ย : จุดเริ่มต้นของตำนานประวัติศาสตร์จีน  (ราว 1500-1000 ปีก่อนพ.ศ.)

ราชวงศ์เซี่ย (Xia Dynasty 夏朝)  (ราว 4,000 ปี มาแล้ว  หรือ 1500-1000 ปี ก่อนพุทธกาลหรือ 2070 – 1600  ปีก่อนคริสตกาล) เป็นราชวงศ์แรกของจีน ในช่วงยุคหินใหม่ต่อกับยุคโลหะสำริด  ใกล้เคียงกับสมัยบ้านเชียงยุคต้นของไทย(ราว 5,000-3,000 ปีมาแล้ว) โดยมีอายุอยู่ได้ราว 500 ปี    ขณะนั้นจีนยังไม่มีระบบการเขียนอักษรและ การจดบันทึกชัดเจน  เชื่อกันว่า แหล่งโบราณคดีเอ้อร์หลี่โถว (Erlitou  二里头文化) วัฒนธรรมหลงซาน (龙山文化) ในมณฑลเหอหนาน  น่าจะเป็นแหล่งอารยธรรมเซี่ย

คนจีน ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ของจีน สมัยก่อนราชวงศ์เซี่ย คือวัฒนธรรมหลงชาน (Longshan) และหยางเส่า (Yangshao)  มีชนเผ่าเล็กๆกระจายอยู่ตามลุ่มแม่น้ำแยงซีและ ฮวงโห (แม่น้ำเหลือง) สร้างที่พักด้วยดินหรือไม้   ทำมาหากินด้วยการ ปลูกข้าว ข้าวฟ่าง  เลี้ยงหมู วัว แกะ ไก่  ล่าสัตว์ป่า   มีความสามารถในการผลิตเครื่องปั้นดินเผา  มีการแลกเปลี่ยนผลผลิตระหว่างชุมชน  ราชวงศ์เซี่ยถือเป็นราชวงศ์แรกในประวัติศาสตร์จีนตามตำนาน แม้ว่าหลักฐานทางโบราณคดียังไม่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจน แต่เล่ากันว่าพระเจ้า ต้าอวี่ หรือ เซี่ยหวี่  (禹帝) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์นี้เป็นวีรบุรุษที่สามารถรวมชนเผ่าและควบคุมน้ำท่วมใหญ่แก่พื้นที่ลุ่มแม่น้ำเหลือง (ฮวงโห)  โดยไม่ใช้วิธีสร้างเขื่อนกั้นน้ำที่ประสบความล้มเหลวมาก่อน แต่ใช้วิธีขุดคลองระบายน้ำที่ท่วมลงทะเล โดยขณะนั้นยังไม่มีจอบเสียมสำหรับขุดดินที่ทำจากเหล็กหรือโลหะ ต้องใช้เครื่องมือที่ทำจากไม้ หิน  ดินเผา หรือเปลือกหอย ราชวงศ์เซี่ยสถาปนาแนวคิด หรือ “พระราชอำนาจที่มาจากสวรรค์”(天命  เทียนมิ่ง)  ซึ่งเป็นปรัชญาที่ว่าผู้ปกครองได้รับอำนาจจากสวรรค์มาปกครองแผ่นดิน ที่สืบทอดอำนาจโดยสายโลหิต ตอนปลายราชวงศ์เซี่ย เมื่อราว2,200 ปีก่อนพุทธกาล เกิดข้อขัดแย้งทางชนชั้น มีการต่อสู้รบพุ่งกัน แล้วกษัตริย์ราชวงศ์เซี่ยพ่ายแพ้แก่พวกราชวงศ์ซาง ทำให้ราชวงศ์เซี่ยถึงกาลอวสาน เมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อนพ.ศ.

ราชวงศ์ซาง(商朝Shang): ยุคแรกของหลักฐานประวัติศาสตร์จีน (ราว 1,000 ปี-500 ปีก่อนพ.ศ.)

ราชวงศ์ซางหรือชาง (商朝;  Shang Dynasty)ประมาณ 1,000-500 ปีก่อนพุทธกาล หรือ 1600-1046 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นราชวงศ์จีนแรกที่มีหลักฐานทางโบราณคดีชัดเจน มีศูนย์กลางอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำเหลืองทางตอนเหนือของจีน  การค้นพบซากปรักหักพังในเมืองอันหยาง (安陽) มณฑลเหอหนาน  มีความก้าวหน้าในการหล่อโลหะสำริด ทำเครื่องปั้นดินเผา   เครื่องประดับหยก  พัฒนาปฏิทิน  มีการเริ่มเขียนอักษรจีน  โดยมีหลักฐาน การขุดค้นพบกระดูกเต่าและกระดูกวัว ที่มีลายอักษรจีนโบราณจารึกไว้ ใช้เปลือกหอยเบี้ยเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ราชวงศ์ซางมีระบบการปกครองแบบกษัตริย์เป็นศูนย์กลาง สังคมถูกแบ่งเป็นชนชั้นกษัตริย์ ขุนนาง ทหาร ช่างฝีมือ และชาวนา  และเป็นสังคมที่เชื่อในเรื่องของบรรพบุรุษและการบูชายัญ กษัตริย์ของซางถือเป็นตัวกลางระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า และมีอำนาจในการทำพิธีกรรมทางศาสนาที่สำคัญ  ราชวงศ์ชางสิ้นสุดเมื่อราว 1589 ปีก่อนพุทธกาล (1046 ปีก่อนคริสต์กาล) เมื่อถูกราชวงศ์โจวเข้ายึดครอง

ราชวงศ์โจว : (周朝 Zhou Dynasty) ( 503ปีก่อนพุทธกาล-พ.ศ.287 (1046–256 ปีก่อนคริสต์ศักราช)  เป็นราชวงศ์ที่ปกครองจีนยาวนานถึง 867 ปี มีการพัฒนาระบบศักดินา โดยพระมหากษัตริย์แจกจ่ายที่ดินให้กับขุนนางและเจ้าหน้าที่ในราชสำนัก ระบบนี้ช่วยขยายอิทธิพลของโจวไปยังดินแดนกว้างใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างปัญหาเมื่อเจ้าของดินแดนต่างๆ เริ่มมีอำนาจมากขึ้นจนท้าทายอำนาจส่วนกลาง

ในช่วงราชวงศ์โจวได้เกิดบุคคลสำคัญหลายคน  เช่น ขงจื๊อ เล่าจื๊อ  ซุนหวู

ขงจื๊อ (孔子Confucius  8ปีก่อนพุทธกาล – พ.ศ. 64  หรือ 551-479 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นปรัชญาเมธีชาวจีนที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมจีนมากที่สุด ขงจื๊อเน้นการศึกษา คุณธรรม และความสัมพันธ์ทางสังคมที่เหมาะสม   หลักการสำคัญในคำสอนของขงจื๊อ การพัฒนาตนเองให้มีคุณธรรมและความรู้ โดยมีหลักสำคัญคือ  เหริน (仁 – Rén): ความมีมนุษยธรรม ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น การให้ความช่วยเหลือผู้อื่นให้ตั้งตัวได้และประสบความสำเร็จ อี้ (義 – Yì): ความยุติธรรม ความถูกต้องชอบธรรม การตัดสินใจตามมโนธรรม    หลี่ (禮 – Lǐ): ระบบจารีตประเพณี ข้อปฏิบัติที่เหมาะสมในการเข้าสังคม จือ (智 – Zhì): ความรู้ ความสามารถในการคิดพิจารณาและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ซิ่น (信 – Xìn): ความซื่อสัตย์สุจริต ความน่าเชื่อถือในคำพูดและการกระทำ ขงจื๊อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต  การคิดควบคู่กับการเรียน  การรู้จริง   การเห็นคุณค่าผู้อื่น และการปฏิบัติตนตามหลัก ” ถ้าไม่ต้องการ สิ่งใด ก็อย่ากระทำสิ่งนั้นกับผู้อื่น” (己所不欲,勿施于人)  ให้ใช้ความเมตตากรุณา ความกตัญญู คุณธรรมมากกว่าความเก่ง และการเคารพผู้อื่น 

เล่าจื๊อ (老子)  เป็นปรัชญาเมธีชาวจีนที่ถือเป็นผู้ก่อตั้งลัทธิเต๋า (道教) ผลงานที่ประจักษ์ชัดคือ “เต๋าเต๋อจิง” (道德經) หรือ “ลี่จื๊อ” ซึ่งเป็นหนังสือปรัชญาที่มีอิทธิพลอย่างมาก หลักการพื้นฐานของลัทธิเต๋าคือ “ทาง” ซึ่งหมายถึงหลักธรรมชาติและความสมดุลของจักรวาล เล่าจื๊อเน้นการ “อู่เหว่ย” (無為) หรือการไม่แทรกแซงธรรมชาติ การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และการคืนกลับสู่สภาพดั้งเดิม

แนวคิดของเล่าจื๊อแตกต่างจากขงจื๊อตรงที่เล่าจื๊อไม่เน้นพิธีกรรมและกฎเกณฑ์ทางสังคม แต่เน้นการปล่อยวางและการปรับตัวตามธรรมชาติ

ซุนหวู (孫子) เป็นนักยุทธศาสตร์ชาวจีน ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ “ซุนจื๊อปิงฟ่า” (孫子兵法) หรือ “ตำราพิชัยสงครามซุนหวู” หลักการสำคัญของซุนหวู ได้แก่ การรู้จักตัวเองและศัตรู การใช้กลยุทธ์มากกว่าการใช้กำลัง การหลีกเลี่ยงการทำสงครามหากเป็นไปได้ และการชนะโดยไม่ต้องรบ คำกล่าวที่มีชื่อเสียงของเขาคือ “ถ้ารู้เขารู้เรา  รบร้อยครั้งจะชนะร้อยครั้ง ถ้ารู้แต่เราไม่รู้เขา รบร้อยครั้งชนะห้าสิบครั้ง ถ้ารู้แต่เขาไม่รู้เรา รบร้อยครั้งจะแพ้ห้าสิบครั้ง แต่ถ้าไม่รู้เขาไม่รู้เรา รบร้อยครั้งก็แพ้ทั้งร้อยครั้ง (知彼知己,百戰不殆) หลักการของซุนหวูไม่เพียงแต่ใช้ในด้านการทหาร แต่ยังถูกนำไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ การเจรจา และการบริหารจัดการในยุคปัจจุบัน

ราชวงศ์จิ้น หรือจิ๋น หรือฉิน (晉朝  Qin Dynasty)   พ.ศ. 322-337  (221-206 ปีก่อนคริสตกาล)

จิ๋นซีฮ่องเต้ (秦始皇帝)  จักรพรรดิพระองค์แรกของจีน  สามารถรวมแผ่นดินจีนให้เป็นจักรวรรดิเดียวเป็นครั้งแรก   ถึงแม้จะครองอำนาจในช่วงสั้น เพียง 15 ปี  แต่ก็ได้ทำการปฏิรูปครั้งใหญ่  กำหนดมาตรฐานการชั่งตวงวัด   การเขียนอักษร  เริ่มใช้เหรียญกษาปณ์   สร้างถนนและสร้างกำแพงเมืองจีน     จิ๋นซีฮ่องเต้ได้เผาหนังสือโบราณและสังหารนักปราชญ์ เพื่อกำจัดแนวคิดที่ขัดแย้งกับการปกครองของพระองค์ การกระทำนี้ทำลายมรดกทางปัญญาจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยรวมประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว   หลังจากที่จิ๊นซีฮ่องเต้สวรรคต ในปี 210 ก่อนคริสตกาล ได้มีการสร้างสุสานขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน ซึ่งมีกองทัพทหารดินเผา (Terra-Cotta Army) จำนวนมากเป็นผู้พิทักษ์    ต่อจากนั้นระบบอำนาจของราชวงศ์จิ๋นก็อ่อนแอลง และล่มสลายจากการก่อกบฏของชาวนาในปี พ.ศ. 337  แล้วถูกแทนที่ด้วยราชวงศ์ฮั่น

ราชวงศ์ฮั่น (Han dynasty 漢朝 )  พ.ศ.337-763 หรือ  206 ปีก่อนคริสตกาล- ค.ศ. 220)

หลังจากจิ๋นซีฮ่องเต้สวรรคต เมื่อ พ.ศ. 337  ราชวงศ์จิ๋นล่มสลายด้วยการจลาจลภายใน หลิวปั่ง (劉邦) เอาชนะคู่แข่งขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิจีน ฮั่นโจโก (漢太祖) และก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นขึ้น    ฮั่นโจโกเป็นชาวบ้านธรรมดาที่สามารถขึ้นมาเป็นจักรพรรดิได้ด้วยความสามารถและโชคชะตา เขาเป็นตัวอย่างของแนวคิดที่ว่าผู้มีคุณธรรมสามารถได้รับการสนับสนุนจากสวรรค์ ฮั่นอู่ตี้ (漢武帝), (พ.ศ. 387-456) เป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ฮั่น ขยายดินแดนของจีนไปยังทางตะวันตกผ่านเส้นทางสายไหม สร้างระบบราชการแบบคัดเลือกด้วยการสอบ และสนับสนุนปรัชญาขงจื๊อให้เป็นปรัชญาอย่างเป็นทางการ การปฏิรูปของฮั่นอู่ตี้รวมถึงการสร้าง “มหาวิทยาลัย” เพื่อฝึกข้าราชการ การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และการสร้างระบบกฎหมายที่เป็นระบบ

คำว่า “ฮั่น” (漢) กลายเป็นชื่อเรียกชนชาติจีนส่วนใหญ่ และยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลอันยิ่งใหญ่ของราชวงศ์นี้

รัชสมัยพระเจ้าหลิงตี้ เกิดกบฏโพกผ้าเหลืองทางภาคเหนือนำโดยเตียวก๊ก เข้าล้มล้างราชวงศ์ฮั่นตะวันออก บรรดาเจ้าที่ดินที่มีกำลังกล้าแข็งต่างก็ฉกฉวยโอกาสนี้พากันตั้งตนเป็นใหญ่ ต่อสู้แย่งชิงอำนาจ จนท้ายสุดหลงเหลือเพียง 3 กลุ่มอำนาจใหญ่นั่นคือ เว่ย สู่ และ อู๋ หรือที่รู้จักกันในนามของ “สามก๊ก”

ในสมัยราชวงศ์ฮั่น มีการคิดประดิษฐ์เครื่องวัดตำแหน่งดวงดาว และวัดแผ่นดินไหว ปรับปรุงวิธีผลิตกระดาษ อาณาจักรจีนได้ขยายออกไปถึงแมนจูเรีย เกาหลีเหนือ กวางตุ้ง กวางสี และเวียดนามตอนเหนือ

พ.ศ.763 (ค.ศ. 220) ในช่วงปลายราขวงศ์ฮั่นตะวันออกซึ่งเป็นช่วงสมัยยุคสามก๊ก พระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงถูกบังคับให้สละพระราชบัลลังก์ แผ่นดินจีนถูกแบ่งเป็นสามก๊ก (Three Kingdoms 三国) คือ วุยก๊ก นำโดย โจโฉ   ง่อก๊กนำโดยซุนกวน และจ๊กก๊ก นำโดยเล่าปี่  

โดย อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ราชวงศ์ต่างๆของจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ราชวงศ์ต่างๆของจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ราชวงศ์ต่างๆของจีน

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อาณาจักรจีนอันยิ่งใหญ่ เจริญรุ่งเรืองมาหลายพันปีพร้อมกับอาณาจักรเมโสโปเตเมีย อินเดีย  กรีก และอียิปต์  ก่อนการตั้งประเทศไทย สิ่งประดิษฐ์สำคัญห้าอย่างของจีนคือ ตัวอักษร  กระดาษ เข็มทิศ ดินปืน การพิมพ์  ผ่านการปกครองของกษัตริย์ราชวงศ์ต่างๆ

ประวัติศาสตร์จีนอันยาวนานกว่าสี่พันปีถูกแบ่งออกเป็นช่วงเวลาต่างๆ ที่เรียกว่า “ราชวงศ์” ซึ่งแต่ละราชวงศ์ปกครองแผ่นดินจีนด้วยระบอบจักรพรรดิ ราชวงศ์เหล่านี้ได้สร้างสรรค์และทำลายวัฒนธรรม กฎหมาย และโครงสร้างสังคมอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการทำความเข้าใจราชวงศ์ต่างๆของจีนจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรู้จักมหาอำนาจแห่งเอเชียนี้ การเปรียบเทียบกับสมัยต่างๆ ของไทยจะช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นและเข้าใจเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ได้ง่ายขึ้น

ราชวงศ์จีนยุคโบราณ   ตามตำนานเล่าขานระบุว่า ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ จีนได้สร้างอารยธรรมแรกเริ่มภายใต้ ราชวงศ์เซี่ย (夏朝 Xia Dynasty) (1,500-1,000 ปีก่อนพุทธกาล) มีจักรพรรดิสำคัญคือ พระเจ้ายู่ ( 禹 Yǔ)  ที่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมบริเวณแม่น้ำเหลืองได้สำเร็จที่มณฑลเหอหนาน เป็นเวลา อยู่ในช่วงยุคหินต่อกับโลหะ ใกล้เคียงกับสมัยบ้านเชียงของไทย   และ ราชวงศ์ซาง (Shang Dynasty) (ราว 1,000-500 ปีก่อนพุทธกาล ) โดย ยังไม่มีการก่อตั้งอาณาจักรที่เป็นปึกแผ่นชัดเจน ผู้คนดำรงชีวิตด้วยการเกษตรกรรมและล่าสัตว์ในชุมชนขนาดเล็ก แต่เริ่มมีอักษรจีนใช้แล้ว

เมื่อเข้าสู่ ราชวงศ์โจว (Zhou Dynasty) (ราว 500 ปีก่อนพุทธกาล-พ.ศ. 287) ซึ่งเป็นยุคที่การปกครองแบบศักดินา  ซุนหวู  ขงจื๊อ  และเล่าจื๊อ  ตรงกับยุค อาณาจักรฟูนาน และ อาณาจักรทวารวดี ซึ่งได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอินเดีย

ราชวงศ์ฉิน  หรือ จิ๋น  (Qin Dynasty) (พ.ศ. 322-337 ) ซึ่งเป็นราชวงศ์แรกที่จิ๋นซีฮ่องเต้ รวบรวมแผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่งเดียวและสร้าง กำแพงเมืองจีน 

ราชวงศ์ฮั่น (Han Dynasty) (พ.ศ. 337-763) เป็นยุคทองทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยีที่เทียบได้กับจักรวรรดิโรมันในโลกตะวันตก ในช่วงนี้ศาสนาพุทธได้หยั่งรากลึกในดินแดนสุวรรณภูมิ และประเทศจีน

หลังจากความวุ่นวายในยุคสามก๊ก Three Kingdoms (พ.ศ.763-823) ซึ่งตรงกับสมัยฟูนัน เป็นสมัยของราชวงศ์จิ้น Jin Dynasty (พ.ศ. 813-963) ราชวงศ์เหนือใต้  Northern and Southern Dynasties (พ.ศ. 963-1124)ราชวงศ์จีนได้รวมตัวกันอีกครั้งในสมัย ราชวงศ์สุย (Sui Dynasty) (พ.ศ.1124-1162) ซึ่งมีการขุดคลองใหญ่ Grand Canal  

จีนสมัย ราชวงศ์ถัง (Tang Dynasty) (พ.ศ. 1161-1450) มีความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปะ วรรณกรรม และการค้าเป็นอย่างมาก   พระถังซำจั๋งเดินทางบกไปสืบพุทธศาสนาที่ประเทศอินเดีย   ในช่วงเวลาเดียวกัน อาณาจักรหริภุญชัย และ อาณาจักรศรีวิชัย กำลังเจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะในเรื่องการค้าและศาสนาพุทธ

สมัยห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร Five Dynasties and Ten Kingdoms (พ.ศ. 1450-1503)

ราชวงศ์ซ่ง หรือซ้อง (Song Dynasty) (พ.ศ. 1503-1814) จีนก้าวหน้าอย่างมากในด้านวิทยาศาสตร์และเศรษฐกิจ โดยมีการประดิษฐ์ดินปืนและเข็มทิศ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคเจนละและ อาณาจักรสุโขทัยตอนต้น  มีการนำเทคนิคการทำเครื่องเคลือบดินเผา ศิลาดล  จากจีนมาผลิตที่กรุงสุโขทัย

ต่อมาพวกมองโกลได้เข้ายึดครองจีนและก่อตั้ง ราชวงศ์หงวนหรือหยวน (Yuan Dynasty) (พ.ศ.1822-1911) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อาณาจักรสุโขทัยของไทยอยู่ในช่วงปลาย ในขณะที่จีนก็เริ่มฟื้นตัวและเข้าสู่ยุคทองอีกครั้งภายใต้ ราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty) (พ.ศ. 1911-2187) ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่สร้างความยิ่งใหญ่ทางทะเลและฟื้นฟูวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมขึ้นมาใหม่ ยุคนี้ตรงกับช่วงเวลาที่ประเทศไทยเข้าสู่ยุค กรุงศรีอยุธยาตอนต้น   ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้าและการทูตกับจีนอย่างใกล้ชิด

ต่อจากนั้นเป็นสมัยของพวกแมนจูจากแมนจูเรีย เข้ามาครอบครอง ตั้งราชวงศ์ชิง (Qing Dynasty) (พ.ศ. 2187-2455 หรือ ค.ศ. 1644-1912) ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีนตรงกับช่วงปลาย กรุงศรีอยุธยา จนถึง กรุงรัตนโกสินทร์ ของไทย เป็นช่วงเวลาที่จีนเริ่มเผชิญกับอิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตกและเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายก่อนจะล่มสลายลง  แล้วสถาปนาระบบสาธารณรัฐ ตั้งแต่ พ.ศ. 2454 จนถึงปัจจุบัน

ราชวงศ์ต่างๆ ของจีนและสมัยต่างๆ ของไทยเผยให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันแต่ก็มีความเชื่อมโยงกันในบางช่วงเวลา ในขณะที่จีนมีราชวงศ์ที่รุ่งเรืองและล่มสลายสลับกันไปอย่างต่อเนื่อง ไทยก็มีอาณาจักรที่ก่อตั้งและล่มสลายเช่นกัน โดย จีนมีระบบกษัตริย์ที่สิ้นสุดลงในปีพ.ศ. 2455 แล้วเปลี่ยนเป็นระบบสาธารณรัฐ

โดย อาทร  จันทวิมล