เยี่ยมค่ายบางกุ้งพบ‘ลุง’ทั้งสอง

เยี่ยมค่ายบางกุ้งพบ‘ลุง’ทั้งสอง

เยี่ยมค่ายบางกุ้งพบ‘ลุง’ทั้งสอง

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เสียงร้อง “อุ๊ย” ดังขึ้น เมื่อมีการชี้ชวนให้ดูรูปปั้น “ทหารหาญ” และ “นักรบ” ผู้ปกป้องชาติไทย ณ ค่ายบางกุ้ง ต.บางกุ้ง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม“ลุงตู่กับลุงป้อมนี่”

ใช่แล้ว, หากท่านไปเยือนค่ายบางกุ้ง หรือ “วัดบางกุ้ง” ในปัจจุบัน จะพบว่ามีการจำลองสภาพบางส่วนของ “ค่ายบางกุ้ง” สมรภูมิรบที่สำคัญในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา จนถึงกรุงธนบุรี  โดยมีชายชาติทหารซ้อมมวย ฝึกฝนการต่อสู้ เพื่อร่วมต้านทานข้าศึกอยู่ในสถานที่แห่งนี้

“ค่ายบางกุ้ง” เป็นค่ายเก่าที่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา หลังจากถูกพม่าตีแตกในคราวเสียกรุงครั้งที่ ๒ ก็ถูกทิ้งเป็นค่ายร้าง จนเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานีใหม่  แล้วทรงมีพระบรมราชโองการให้ลูกเรือสำเภาจีนที่สละเรือมาสวามิภักดิ์ไปเฝ้าไว้  โดยตั้งให้เป็นหน่วยทหาร “ภักดีอาสา” มี “ไต้ก๋งเจียม” ซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น “ออกหลวงเสนาสมุทร” เป็นผู้บังคับบัญชา

ออกหลวงเสนาสมุทรได้ปรับปรุงค่ายบางกุ้งขึ้นใหม่ตามตำราพิชัยสงครามฉบับ “ง่อกี้” โดยก่ออิฐเป็นเชิงเทินหอรบไปตามลำน้ำแม่กลอง ล้อมเอา “วัดบางกุ้งน้อย” ซึ่งสร้างขึ้นมาตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาไว้กลางค่าย เพื่อเป็นที่สักการะและขวัญกำลังใจของทหาร ขุดคูป้องกันค่าย ซึ่งปัจจุบันก็คือ “คลองบ้านค่าย” และขุดคลองอีกคลองแยกจากแม่น้ำแม่กลองมาเพื่อใช้น้ำ ปัจจุบันคือ “คลองบางกุ้ง” เรียกค่ายนี้กันว่า “ค่ายจีนบางกุ้ง”

พระอธิการบุญผึ่ง อดีตเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ ซึ่งเกิดที่บางกุ้ง ได้เล่าไว้เมื่อปี พ.ศ.2521 ขณะที่ท่านมีอายุ 81 ปีว่า ปู่ย่าตายายเล่ากันมาว่า มีเศรษฐีคนหนึ่ง ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บางกุ้งในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีข้าทาสบริวารมากมาย แต่จนเข้าวัยกลางคนแล้ว ก็ยังไม่มีบุตรสืบสกุล  ฝ่ายภรรยามีจิตศรัทธาในพุทธศาสนา ปรารถนาจะฝากทรัพย์ไว้กับพระศาสนาเพื่อจะได้ติดตัวไปใช้ในชาติหน้า จึงได้สร้างวัดขึ้นที่บางกุ้ง ใกล้บ้านของตน เป็นวัดที่ใหญ่มากในสมัยนั้น

ต่อมาท่านเศรษฐีได้น้องสาวภรรยาเป็นภรรยาอีกคน หวังจะได้บุตรธิดาสืบมรดก แต่อยู่กินกันมาหลายปีก็ไม่มีบุตร ภรรยาคนใหม่ก็หวังจะฝากทรัพย์สมบัติไว้กับพระศาสนาเช่นกัน จึงสร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งติดกับวัดบางกุ้งเดิม แต่มีขนาดเล็กกว่า จึงให้ชื่อว่า “วัดบางกุ้งน้อย”

ปลายปี พ.ศ.2310 พระเจ้าอังวะได้รับรายงานจากเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต เวียงจันทน์ ซึ่งฝักใฝ่พม่า ว่า  พระยาตากได้ตั้งตัวเป็นใหญ่จะฟื้นฟูกรุงศรีอยุธยาที่พม่าเผาราบไปแล้วขึ้นมาอีก พระเจ้าอังวะเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่เชื่อว่ากรุงศรีอยุธยาที่ถูกทำลายจนย่อยยับ ผู้คนก็ถูกกวาดต้อนมาจนเหลือน้อย จะมีใครก่อการใหญ่ได้อีก ประกอบกับกำลังกังวลการทำสงครามกับจีน จึงสั่งให้ “พระยาทวาย” ยกกองทัพเข้ามาดู ถ้าพบใครกำเริบตั้งตัวเป็นใหญ่ก็ให้ปราบเสีย

เจ้าเมืองทวายยกกำลังพล 3,000 คน เข้ามาทางด่านไทรโยคในฤดูแล้งปลายปี พ.ศ.2310 เห็นว่ากาญจนบุรีและราชบุรียังเป็นเมืองร้าง เรือรบของพม่าที่จอดทิ้งไว้ที่ไทรโยค รวมทั้งค่ายริมฝั่งแม่น้ำที่ราชบุรีก็ยังไม่มีใครทำลาย เดินทัพอย่างสบาย จนมาเจอ “ค่ายบางกุ้ง” จึงล้อมไว้

ในพงศาวดารกรุงธนบุรีกล่าวว่า

“พระเจ้าตากสินทรงทราบข่าวข้าศึกด้วยความยินดียิ่ง ได้โปรดให้ พระมหามนตรี (บุญมา) จัดกองทัพเรือ 20 ลำ แล้วพระองค์ก็ทรงเรือพระที่นั่งสุพรรณพิชัยนาวา เรือยาว 18 วา ปากเรือกว้าง 3 ศอกเศษ พลกรรเชียง 28 คน พร้อมด้วยศาสตราวุธมายังค่ายบางกุ้ง โดยลัดเลาะมาทางคลองบางบอน ผ่านคลองสุนัขหอน และมาออกแม่น้ำแม่กลอง พระมหามนตรีคาดการณ์ว่าค่ายบางกุ้งล่อแหลมกำลังจะแตกอยู่แล้วจึงรีบเดินทัพ พอไปถึงก็เข้าโจมตีทัพพม่าที่กำลังล้อมค่ายไทย-จีนที่บางกุ้งโดยฉับพลัน”

ขณะเรียกประชุมนายทัพนายกองเพื่อปลุกใจก่อนเข้าโจมตีนั้น ทรงเน้นว่า

“ถ้าช้าไปอีกวันเดียวค่ายบางกุ้งจะแตก แล้วขวัญทหารไทยจะไม่มีวันฟื้นคืนดีได้ การรบทุกครั้งการแพ้ชนะอยู่ที่ขวัญกำลังใจ ถ้าไทยแพ้อีกในครั้งนี้ พม่าจะฮึกเหิม พวกไทยจะครั่นคร้ามและกู้ชาติไม่สำเร็จ การรักษาค่ายบางกุ้งไว้ให้ได้ในครั้งนี้ ได้ชื่อว่าท่านทั้งหลายได้ช่วยขวัญกำลังใจของไทยในการรบครั้งต่อไป”

การรบครั้งนี้ถึงขั้นตะลุมบอนกันด้วยอาวุธสั้น พระมหามนตรีซึ่งต่อมาก็คือ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท สมเด็จพระอนุชาในรัชกาลที่ 1 ได้ใช้ดาบสิงห์สุวรรณาวุธ ด้ามและฝักกนกหัวสิงห์ไล่ฆ่าฟันข้าศึก

ฝ่ายทหารจีนในค่าย เมื่อทราบว่าพระเจ้าตากสินนำทัพมาช่วยด้วยพระองค์เอง ก็มีกำลังใจ เปิดประตูค่ายจุดประทัด ตีม้าฬ่อ ตะลุยออกมา ทำให้พม่าถูกตีขนาบ อีกทั้งเป็นคืนเดือนมืด ไม่รู้ว่ากองทัพไทยยกกันมามากแค่ไหน เสียงโห่ร้องอื้ออึงและประทัดม้าฬ่อทำให้ทหารพม่าเสียขวัญ ทหารไทยยิ่งได้ใจไล่ฆ่าฟันทหารพม่าตายเกลื่อน เจ้าเมืองทวายเห็นว่าจะรับไม่ไหวแน่ จึงถอยทัพออกไปทางด่านเจ้าเขว้า ด้านแม่น้ำภาชี เมืองราชบุรี

ขณะที่ พงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ กล่าวว่า

“ลุศักราช ๑๑๓๐ ปีชวด สัมฤทธิศก (พ.ศ.2311) โปมัง พะม่านายทัพ คุมพลทหารพะม่าทัพบกทัพเรือประมาณ 2,000 เศษ ยกเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง ตีล่วงมาล้อมค่ายจีนบางกุ้งเข้าไว้ใกล้จะเสียอยู่แล้ว ครั้นทรงทราบในทันใดนั้นมีพระราชหฤทัยประดุจได้พระลาภอันอุดมกว่าลาภทั้งปวง จึงให้เตรียมพลโยธาทหารเรือประมาณ 20 ลำเศษ แล้วทรงเรือพระที่นั่งสุวรรณมหาพิชัยนาวา สรรด้วยเครื่องศาสตราวุธ ครั้นได้ศุภมงคลนิทานสกุณฤกษ์ พระทัยพร้อมพหิพยันดรราชฤทธิ์ ก็ยกพลนิกายโดยชลมารคด้วยอาการอันรวดเร็วดุจพระยาชวันราชหงส์อันนำหน้าสุวรรณหงส์ทั้งหลายทั้งปวงไปในราตรีนั้น ฝ่ายทัพเรือพะม่ายกลงมาตรัสเห็นแล้วก็รีบเรือรับ เรือพระที่นั่งกับทั้งเรือทหารทั้งปวงไล่ตะลุมบอน ยิงปืนจ่ารงค์มณฑลนกสับคาบศิลา ถูกพะม่าล้มตายพ่ายขึ้นไปเถิงทัพใหญ่จึงให้ยิงปืนตับใหญ่ พะม่าแตกตื่นล้มตายด้วยฝีมือทหารไทยฟันแทงในน้ำเป็นอันมาก บ้างหนีขึ้นบกเล็ดลอดซ่อนเร้นสะดุ้งใจ ที่หนีไปแว่นแคว้นแดนอังวะได้นั้นน้อยนัก ทหารไทยเก็บได้เครื่องศาสตราวุธเรือรบไล่ครั้งนั้นได้เป็นอันมาก พระเกียรติยศก็ฤาชาปรากฏดุจพระยาไกรสีหราชอันเป็นที่กลัวแห่งหมู่สัตว์จตุบาททั้งปวง” (หมายเหตุ :สะกดตามเอกสารเดิม)

ชัยชนะที่ค่ายบางกุ้งนี้ มีผลอย่างมากต่อขวัญและกำลังใจของกองทัพไทย หากพ่ายแพ้ครั้งนี้การกู้ชาติของพระเจ้าตากสินจะต้องมีปัญหา เพราะขวัญกำลังใจถูกทำลายลงอีก ทั้งเมืองสมุทรสงครามที่อุดมสมบูรณ์และยังไม่เคยถูกพม่ารุกรานเหมือนกรุงศรีอยุธยา ก็คงถูกปล้นสะดมไม่เหลือความมั่งคั่งด้วยศิลปวัฒนธรรมมาถึงทุกวันนี้แน่

ครั้นเผด็จศึกสำเร็จแล้ว พระเจ้าตากสินทรงพาทหารเข้าพักที่ค่ายบางกุ้ง ทรงประชุมเหล่าทหารหาญทั้งไทย-จีนให้มีความสามัคคีปรองดองเกื้อกูลซึ่งกันและกัน มีความรักกันฉันญาติมิตร ตอนหนึ่งในพระบรมราโชวาท ตรัสว่า

“เนื้อต่อเนื้อไม่เอื้อเฟื้อเป็นเนื้อกลางป่า เนื้อใช่เนื้อได้เอื้อเฟื้อเป็นเนื้ออาตมา”

มีความหมายว่า คนที่เป็นญาติพี่น้องกัน ถ้ามิได้เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันก็เหมือนไม่ใช่ญาติ แต่คนที่มิใช่ญาติหากได้เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันก็เหมือนเป็นญาติสนิท

สงครามที่ค่ายบางกุ้งนี้ นอกจากจะทำให้ขวัญกำลังใจของคนไทยที่สูญสิ้นไปกลับคืนมาแล้ว ยังทำให้ชุมนุมต่างๆที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ยามแผ่นดินว่างกษัตริย์ ได้หันมายอมรับกองกำลังกู้ชาติของพระเจ้าตากสิน รวมกันกลับมาสู่ความเป็นปึกแผ่นเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาในปี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ยกทัพไปรบพม่าที่ค่ายบางแก้ว เมืองราชบุรี เสด็จไปตามลำน้ำแม่กลอง ครั้นเสด็จผ่านค่ายบางกุ้งได้หยุดทัพพักเสวยพระกระยาหารกลางวันที่วัดกลางค่ายเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2317 ก่อนเสด็จต่อไปราชบุรีเมื่อบ่ายโมงเศษ

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ค่ายบางกุ้งหมดความสำคัญลง ตัวค่ายและโบสถ์วัดบางกุ้งน้อยที่อยู่กลางค่ายถูกทิ้งร้างเกือบ 200 ปี ทำให้ธรรมชาติมีเวลาสร้างสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นกับโบสถ์ คือพันธุ์ไม้ 4 ชนิด มี โพธิ์ ไทร ไกร กร่าง ได้อาศัยขึ้นบนหลังคา และแผ่รากกระจายไปตามฝาผนังเลื้อยลงถึงดิน ผนังโบสถ์ทั้ง ๔ ด้านจึงมีรากไม้ทั้ง 4 ชนิดนี้เกาะรัดเหมือนตาข่าย ส่วนกิ่งใบก็ปกคลุมหลังคาจนร่มครึ้ม ตัวหลังคาก็ผุพังไปเหลือแต่โครงไม้บางส่วน จนกลายเป็น “โบสถ์อันซีน” ในกิจกรรมท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรสงครามในปัจจุบันอีกด้วย

ในปี พ.ศ.2510 นายอภัย จันทวิมล ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้เลือกค่ายบางกุ้งเป็นที่ตั้งค่ายลูกเสือเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยตั้งศาลเพื่อเป็นอนุสรณ์ไว้เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2511 ต่อมาค่ายลูกเสือนี้ได้ยุบเลิกไป ทางวัดบางกุ้งใหญ่จึงได้รวมอาณาเขตวัดบางกุ้งน้อยไว้เป็นอารามเดียวกัน และพัฒนาค่ายบางกุ้งให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว สร้าง “พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน” ขึ้น

ส่วนโบสถ์กลางค่ายซึ่งได้ชื่อว่า “โบสถ์ปรกโพธิ์” เป็นโบสถ์ก่ออิฐถือปูนกว้าง 8 เมตร ยาว 23 เมตร มีหน้าต่างด้านข้างด้านละ 3 บาน มีประตูทางเข้าออกทางด้านหน้าประตูเดียว ส่วนภาพเขียนตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาบนฝาผนัง ได้ถูกน้ำฝนที่รั่วเข้ามาจนภาพเลือนหายไปหมด จึงได้เทฝ้าเพดานเป็นคอนกรีตกันฝน เพราะไม่อาจซ่อมหลังคาได้ ต้องปล่อยให้อยู่ในสภาพผุพังเช่นเดิม

 ภายในโบสถ์มีพระพุทธรูปหน้าตักกว้าง 2 เมตร นามว่า “หลวงพ่อนิลมณี” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อดำ” ประดิษฐานอยู่

นอกเหนือจากการมาชม “โบสถ์โพธิ์ปรก” ที่เป็นอันซีนเมืองสมุทรสงคราม กราบขอพรหลวงพ่อนิลมณี และขอโชคลาภจาก “ศาลนางไม้เจ้าจอม” กราบถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แล้ว  อย่าลืมตามหา รูปปั้นเลียนแบบใบหน้า “ลุงตู่” พลอ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับลุงป้อม “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ให้พบด้วย  จะได้ถือว่า มาถึง “ค่ายบางกุ้ง” อย่างสมบูรณ์แบบ

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘โกฮัง..หัวใจโกโฮม’ 10/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'โกฮัง..หัวใจโกโฮม' 10/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘โกฮัง..หัวใจโกโฮม’ 10/10

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนังน้องหมาแบบไทยที่ทำให้คูมีความสุข สนุก รู้สึก ฮีลใจ ดีต่อใจ บรรดาทาสหมาหัวใจ ละลายอย่างแน่นอน 1เจ้าหมา3เจ้านายกับความหมายของคำว่าบ้าน การเดินทางเพื่อตามหา ‘บ้าน’ ที่เจ้าหมาจรฝันอยากจะมี ผ่านสามเจ้าของ ในสามช่วงวัย ที่จะอยู่ในใจมันตลอดกาล

หน้าหนังของ โกฮัง..หัวใจโกโฮม ชวนให้นึกถึง หนังเรียกน้ำตา หนังเศร้า เหมือนที่ หนังหมาๆ หลาย เรื่องเรื่อง แต่เอาเข้าจริงๆ ตัวหนัง โกฮัง..หัวใจโกโฮม กลับไม่ใช่อย่างที่คิด
โกฮัง..เรียกน้ำตา ได้จริง แต่ เป็นน้ำตา ในหลายๆ รูปแบบ ความสุข ความเศร้า ที่ มาจาก การอินไปกับ น้องหมากับ เจ้าของ ไม่ได้มาจากการ ขยี้ ..อะไรมากมาย มาจากข้างในล้วนๆ อารมณ์ได้ น้ำตา..มาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ตลอดเรื่องโกฮัง..หัวใจโกโฮม พาไปดู หมาจรโกฮัง ใน 3ช่วงวัย สามช่วงเวลา เหมือนดู หนังสั้น3 เรื่อง 3แนว 3อารมณ์ 3ผู้กำกับ ตัวละครหลักไม่ซ้ำกัน

สามหมาสามวัยที่มารับบทเป็น ‘โกฮัง’น่ารัก เล่นดี ทุกตัว ไม่ว่าจะเป็น เจ้าโคริ รับบท โกฮัง ,เจ้ามีโชค รับบท บราวนี่ (โกฮังวัยหนุ่ม) ,เจ้าหิมะ รับบท หิมะ (โกฮังวัยชรา)
ยาซูชิ คิตะจิมะ ดูอบอุ่น ดูแล้วมีความสุข ท่าทางใจดี ดึงให้ขำ/รอยยิ้ม ชวนให้เหงา ไปกับ ภาพคนไกลบ้านเหงา มีแค่ หมาน้อย ตัวเดียว เป็นเพื่อน

พิ้งกี้-ปู มามี ตา นางเอกสาวเมียนม่าในบท ‘น้ำชา’ รักเธอเลย เล่นเก่ง เล่นเป็นธรรมดา สวยน่ารักในแบบ สาวแกร่ง ไกลบ้าน ดูบู๊ลุยๆ สีหน้าแววตา ถ่ายทอด ความในใจ ของตัว น้ำชา ออกมาได้เป็นอย่างดี ดูแล้ว สงสารเอาใจช่วย กับ การเป็นคน จากบ้าน มาเป็นแรงงานเถื่อน เพลินไปกับ การผจญภัย ไปกับ เจ้าบราวนี่-โกฮังฉากร่ำลา หมาน้อย ทาแป้งทานาคา ให้ เพื่อนรักหมาน้อย งดงามดีงาม เล่นเอาน้ำตาซึม

เจ้านาย-จินเจษฎ์ วรรธนะสิน มาแบบน่ารักๆ ทะเล้นๆ ทำให้โลกดูสดใส แต่พอถึง ฉากดราม่า น้ำตาไหล ทั้งกับ คนรักและน้องหมา ก็เล่นได้ดี  ตู-ต้นตะวัน ตันติเวชกุล สวยใสน่ารัก ในแบบ สาวรุ่นใหม่ GenZ ดูเป็น สาวมั่น สาวเก่งเจ้านาย-ตู จับคู่รับส่งบทกันได้ดี ทั้งรัก ดราม่า หัวเราะ ยิ้ม เสียน้ำตาไม่เพียง นักแสดงหลัก นักแสดงสมทบ/รับเชิญ ก็เข้ามาเติมเต็ม ในแบบที่กำลังดี ไม่แย่งไม่ขโมยซีน เพิ่มความสนุกให้กับ เรื่องได้มากทีเดียว

ตาต้าร์-ชาติชาย ชินศรี ในบท ‘ไพฑูรย์’คนขับของ ฮิโระ สีหน้าคำพูด เรียกเสียงหัวเราะได้ในทุกฉาก เต้ย-จรินทร์พร จุนเกียรติในบท ‘เหมียว’สาวที่อยากได้ โกฮัง มาเลี้ยงแทน เจ้ามะลิ หมาเลี้ยงที่จากไป เรียวตะ โอมิ เป็น  ‘ซาวาดะ’พนักงานใหม่ที่มาแทน ฮิโระ เป็นแฟนของ เหมียว อ้น-นพพันธ์ บุญใหญ่ แรงร้ายมจนคนเกลียด กับบท ‘พ่อกุ้ง’เจ้าของเพจ หมาจร โย-อรุณี ขวัญยืน รับบท ‘ป้าศร’ป้าขายข้าวใจดีที่สถานีรถไฟ ที่ปรึกษาของเด็กๆ มหาวิทยาลัยแอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์ ลูกแม่ชมพู่-อาริยา เด็กน้อย ชั้นเรียนศิลปะของ เปเล่ น่ารักสุดๆ รวมทั้งบรรดา พนักงานบริษัทญี่ปุ่น เพื่อนๆ ร่วม มหาลัยของ ใจดีกับเปเล่ เด็กน้อยตัวเล็กๆทั้งในงานวัด ในโรงเรียนสอนศิลปะ หรือ หนุ่มพม่า ที่ให้ น้ำชาติดรถ

ต้องชม หมู-ชยนพ บุญประกอบ, บาส- นัฐวุฒิ พูนพิริยะ, อัตต้า-อัตตา เหมวดี สามผู้กำกับ ที่ต่างช่วยกำกับในแต่ละช่วงเวลา  โกฮัง..หัวใจโกโฮม ออกมาได้ดี ชัดเจน ในแนวที่ตัวเองถนัดโกฮัง..หัวใจโกโฮม คือ หนังไทยที่ดีงาม ดูลงตัว กลมกล่อม ผสมกันได้อย่างลงตัว ทั้ง เรื่องราว การเล่าเรื่อง นักแสดงเล่นเก่ง ทั้งหมา และคน  งานโปรดักขั่นดีงาม บทดี ภาพสวย ตัดต่อลื่นไหล ดนตรีประกอบ เพลงประกอบ ที่ไพเราะ ในเพลง Love Me Love My Dog เสียงร้องของ เจ้านายรักหมดใจ โกฮัง..หัวใจโกโฮม คือหนังไทย ที่ดีงามชอบในอันดับต้นๆของ  GDH เข้าไปอยู่ในดวงใจเรียบร้อยแล้วเสียน้ำตา..ยิ้ม..หัวเราะ..แบบนี้ โดนใจ ไปเต็มๆ 10/10 คะแนน

‘โย-ยศวดี’ย่องเงียบ บินเกาหลียกหน้าใหม่ สวยกระชากวัย 47 แล้วงัยใครแคร์!

'โย-ยศวดี'ย่องเงียบ บินเกาหลียกหน้าใหม่ สวยกระชากวัย 47 แล้วงัยใครแคร์!

‘โย-ยศวดี’ย่องเงียบ บินเกาหลียกหน้าใหม่ สวยกระชากวัย 47 แล้วงัยใครแคร์!

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.27 น.

47 แล้วงัยใครแคร์! งานนี้ไม่ต้องพึ่งไทม์แมชชีนย้อนวัยให้เปลืองน้ำมัน โย-ยศวดี หัสดีวิจิตร ขอปฏิวัติเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งใหญ่ อย่างจริงจังและตั้งใจ เพื่อที่จะกลับมาฟาดงานในวงการแสดงและภาพยนตร์อีกครั้ง ย้อนวัยฉ่ำ โดยมีตัวแม่แห่งวงการศัลยกรรมขั้นแอดวานซ์ “มาดามมายด์เวลเนส” หรือ “ครูมายด์กูรูศัลยกรรมเกาหลี” เอเจนซี่ตัวท็อปของประเทศไทย ที่คร่ำหวอดเก็บแต้มประสบการณ์ศัลยกรรมมากว่า  20 ปี  และอยู่ในวงการเอเจนซี่เกาหลี แถมยังเปิดคลินิกเวลล์เนสดูแลด้านสุขภาพและความงามมาแล้วเกือบ 10 ปี คอยดูแลประคบประหงมด้วยตัวเองในทุกๆ ขั้นตอน ระหว่างที่ “สาวโย-ยศวดี” มาทำสวย ศัลยกรรมชุดใหญ่ไฟกระพริบที่ประเทศเกาหลี

งานนี้ “สาวโย” สู้สุดใจ พร้อมสวย ย้อนวัยซะให้เข็ด ท่ามกลางกำลังใจแน่นๆ จากพี่สาวแสนสวย “เอ-อัญชลี”และหลานรัก “น้องไคล่า” คอยดูแลไม่ห่างด้วยความอบอุ่น หลังจากที่ทำศัลยกรรมเสร็จแล้ว พักฟื้นไม่นาน ก็พร้อมเป๊ะเวอร์ ด้วยบริการตัดไหม ดูแลสุขภาพต่อเนื่องและครบวงจรที่สุดในเกาหลี โดยหัตถการที่ “สาวโย” ทำกับ “หมอลี แจ-ฮวา” ปรมาจารย์ อาจารย์หมอ  ที่มีความเชี่ยวชาญ ในการทำศัลยกรรมมากที่สุด ดูแลทั้งบริบทของใบหน้า ตั้งแต่ ดึงหน้า ตา จมูก โครงสร้างหน้า ครบจบ เรียกว่าสวยยันกระดูก กันเลยทีเดียว

เท่านั้นยังไม่จบ “สาวโย” ขอจัดอีกชุดใหญ่ ทั้งแก้ไขตาบน เก็บหนังตา + เคลียร์กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง, จัดเรียงไขมันตาล่าง เก็บริ้วรอบใต้ตาและยกกระชับมาแก้มขึ้น และ ดึงคอ ดึงเหนียง ดึงหน้า ดึงขมับ ในที่สุดก็ได้ใบหน้าสมปรานา ย้อนวัยสมใจ “สาวโย-ยศวดี”  ส่วนใครที่อยากสวยตามรอย “สาวโย” โอกาสพิเศษมาถึงแล้ว ปรึกษาศัลยกรรมกับ “หมอลี” แจ-ฮวา ปรมาจารย์ อาจารย์หมอ จากโรงพยาบาลศัลยกรรมชื่อดัง ที่ทำให้โย ยศวดี ดารา K-POP และ Celebrity  ชื่อดังในเกาหลีมากมาย จะเดินทางมาให้คำปรึกษาเรื่องความงามให้กับสาวไทยที่ MWC – Mind Wellness Clinic Center คลินิกความงามและสุขภาพ (ทาวน์อินทาวน์) 

ฉลองครบ 14 ปี มูลนิธิเดอะวอยซ์..เสียงจากเรา เปิดตัวแคมเปญ ‘จรไม่เจ็บ’ และ Human Kind Society

ฉลองครบ 14 ปี มูลนิธิเดอะวอยซ์..เสียงจากเรา เปิดตัวแคมเปญ 'จรไม่เจ็บ' และ Human Kind Society

ฉลองครบ 14 ปี มูลนิธิเดอะวอยซ์..เสียงจากเรา เปิดตัวแคมเปญ ‘จรไม่เจ็บ’ และ Human Kind Society

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.46 น.

ณ ลานกลางแจ้ง CRAFT Terrace ของโรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ กลายเป็นเวทีแห่งความตั้งใจและน้ำใจ เมื่อคุณเก๋ ชลลดา สิริสันต์ (เมฆราตรี) นางแบบ นักแสดง และพิธีกรรายการโทรทัศน์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเดอะวอยซ์ เสียงจากเรา ร่วมฉลองครบรอบ 14 ปีของมูลนิธิ ท่ามกลางอินฟลูเอนเซอร์สัตว์เลี้ยงชื่อดัง นักอนุรักษ์สัตว์ และผู้สนับสนุนที่มาร่วมใจกันเพื่อเป้าหมายเดียวกัน

ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา คุณเก๋ ชลลดา ได้สร้างเครือข่ายระดับประเทศเพื่อช่วยเหลือสัตว์จรจัด สัตว์ที่ถูกทารุณกรรม และสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บ ผ่านการจัดหาที่พักพิง การหาบ้านใหม่ การทำหมัน และการให้ความรู้แก่สาธารณชนเรื่องการเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ ในงานนี้ยังมีการสัมภาษณ์บนเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับฟังเรื่องราวการเดินทางของเธออย่างใกล้ชิด ทั้งความสำเร็จที่ผ่านมาและแรงบันดาลใจที่ขับเคลื่อนมูลนิธิมาตลอด

งานนี้ยังได้เปิดตัว Friends of the Voice 2026 กลุ่มพิเศษที่ประกอบด้วยอินฟลูเอนเซอร์สัตว์เลี้ยงที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในไทย 14 บัญชี ได้แก่ @aivygoodcat, @bellaandmetang, @bigmootoo, @diak_dachshund, @gg.chatt, @jk_labrador, @mc.nrs, @mha.mahamek, @neow_mued, @omkoithemountaindog, @stevejibs_goldenretriever, @tama.theshiba, @thesamoyed.journey และ @tony_thecatsdaddy ซึ่งได้รับเลือกมาเพื่อช่วยขยายพันธกิจของมูลนิธิสู่ผู้ติดตามรวมกันหลายล้านคน โดยในช่วงบ่ายวันเดียวกันยังจะมีการเปิดตัวแคมเปญระดมทุนบนแพลตฟอร์ม Taejai.com ในชื่อ จรไม่เจ็บ โดยยอดบริจาคทั้งหมดจะนำไปสนับสนุนกองทุนฉุกเฉินช่วยเหลือสุนัขและแมวจร ที่ได้รับอุบัติเหตุ ถูกทำร้าย และโรคร้ายแรงต่างๆ ของมูลนิธิโดยตรง นอกจากนี้คุณเก๋ ชลลดา ยังได้เปิดตัว Human Kind Society องค์กรเพื่อสังคมแห่งใหม่ที่มีเป้าหมายสนับสนุนมูลนิธิ พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกที่ได้ร่วมกับแบรนด์แฟชั่นไทย Maison de Auri และปิดท้ายงานด้วยพิธีตัดเค้กที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงอย่างแน่นอน เพื่อเฉลิมฉลอง 14 ปีแห่งความมุ่งมั่น

สำหรับโรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเกิดขึ้นอย่างลงตัว แพทริค โบธ ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมกล่าวว่า “ที่โรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ เราเชื่อมาเสมอว่าสัตว์เลี้ยงไม่ได้มาแค่เยี่ยมเยียน — พวกเขาคือครอบครัวของแขก และเราก็ต้อนรับพวกเขาในแบบนั้น การได้เป็นเจ้าภาพงานครบรอบ 14 ปีของมูลนิธิเดอะวอยซ์ เสียงจากเรา ที่นี่จึงรู้สึกถูกต้องอย่างยิ่ง การทำงานของมูลนิธิสะท้อนพันธกิจที่มาจากหัวใจ ซึ่งสอดคล้องกับทุกสิ่งที่เราเชื่อและยึดมั่น เราภูมิใจที่ได้ยืนเคียงข้างพวกเขาและ Friends of the Voice ทุกคน เพื่อส่งเสียงแทนสิ่งที่ควรได้รับการรับรู้ในวงกว้าง”หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับมูลนิธิเดอะวอยซ์ เสียงจากเรา และร่วมสนับสนุนพันธกิจของมูลนิธิ สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ http://www.thevoicefoundation.org หรือติดตามได้ทาง Instagram ที่ @thevoicefoundation ทาง Facebook ที่ @thevoiceforanimals และทาง TikTok ที่ @thevoicefoundation.org  เว็บไซต์: https://www.kimptonmaalaibangkok.com

ศิลปินจีเอ็มเอ็มมิวสิคร่วมรณรงค์แต่งชุดไทยในแคมเปญ‘ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน’

ศิลปินจีเอ็มเอ็มมิวสิคร่วมรณรงค์แต่งชุดไทยในแคมเปญ‘ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน’

ศิลปินจีเอ็มเอ็มมิวสิคร่วมรณรงค์แต่งชุดไทยในแคมเปญ‘ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน’

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.42 น.

จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ร่วมสืบสานความเป็นไทย นำทัพศิลปินจีเอ็มเอ็ม มิวสิค ได้แก่ ต่าย อรทัย, ก้านตอง ทุ่งเงิน, เอิร์น สุรัตน์ติกานต์, เต๋า ภูศิลป์, เปาวลี พรพิมล, อิสร์ อิสรพงศ์, ดอกอ้อ ทุ่งทอง     รัชนก ศรีโลพันธุ์, ข้าวทิพย์ ธิดาดิน และ เวียง นฤมล ร่วมรณรงค์ส่งเสริมการแต่งกายตามอัตลักษณ์ไทยในแคมเปญ “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” จัดโดย กระทรวงวัฒนธรรม เนื่องในสัปดาห์อนุรักษ์มรดกไทย ประจำปี 2569 เพื่อเป็นการถ่ายทอดความงดงามของวัฒนธรรมไทยให้ยั่งยืนและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกนอกจากนี้ ยังเชิญชวนทุกคนร่วมกันสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่สะท้อนความงดงามของวัฒนธรรมไทยในสไตล์ของตัวเอง ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในความเป็นไทยและสร้างการมีส่วนร่วม   ของทั้งประเทศ

ต่าย อรทัย เปิดเผยว่า “ต่ายเชื่อว่า ผู้หญิงเราไม่ว่าจะ Gen ไหน จะสวยเสมอเมื่อใส่ชุดไทย เพราะชุดไทยของเรา  สื่อถึงความอ่อนช้อยและงดงามมากๆ เลยนะคะ เนื่องในสัปดาห์อนุรักษ์มรดกไทย ต่ายขอเป็นตัวแทนร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ของชุดไทยสู่สายตาคนทั่วโลก กับแคมเปญ ‘ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน’ และอยากเชิญชวน ให้ทุกคนแต่งชุดไทยในแบบของเรา เพื่อสืบทอดความงดงามและทรงคุณค่าความเป็นไทยในทุกช่วงเวลา   อย่างยั่งยืนไปด้วยกันนะคะ”

ก้านตอง ทุ่งเงิน เปิดเผยว่า“ก้านตองขอร่วมถ่ายทอดความงดงามของชุดไทย และความภาคภูมิใจในความเป็นไทยเนื่องในสัปดาห์อนุรักษ์มรดกไทยค่ะ ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน เสน่ห์ของความเป็นไทยก็ยังคงงดงามและมีคุณค่าเสมอ ขอชวนทุกคนมาร่วมกันสืบสานวัฒนธรรมไทยและสร้างเทรนด์ใหม่ไปด้วยกันกับแคมเปญ ‘ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน’ พาความเป็นไทยในแบบของเราไปให้คนทั้งโลกได้ชมกันค่ะ”

เต๋า ภูศิลป์ เปิดเผยว่าชุดไทยไม่ว่าภาคไหน ล้วนมีเอกลักษณ์ที่สวยงาม แสดงถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นรากเหง้าวัฒนธรรมของพวกเราชาวไทยทุกคน เรามาร่วมแสดงความเป็นไทย ด้วยการแต่งชุดไทยทั้งแผ่นดิน กับแคมเปญ ‘ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน’ มาร่วมแสดงพลังความเป็นไทยกันนะครับ

สวยตะลึง! ใหม่ ดาวิกา แปลงโฉมเป็นนางสงกรานต์ อลังการทุกดีเทล

สวยตะลึง! ใหม่ ดาวิกา แปลงโฉมเป็นนางสงกรานต์ อลังการทุกดีเทล

สวยตะลึง! ใหม่ ดาวิกา แปลงโฉมเป็นนางสงกรานต์ อลังการทุกดีเทล

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.37 น.

3 เมษายน 2569 เรียกเสียงฮือฮาทั้งโซเชียลทันที เมื่อซุปตาร์สาว “ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่” ปล่อยลุคสุดปังต้อนรับเทศกาล สงกรานต์ ปี 2569

ลุคดังกล่าวมาในชุดไทยประยุกต์โทนสีชมพูเงินสุดละมุน ทำเอาชาวเน็ตถึงกับขยี้ตารัวๆ เพราะออร่าพุ่งแรงราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดในวรรณคดีไทย สร้างกระแสพูดถึงอย่างล้นหลามในโลกออนไลน์

มหกรรมคอนเสิร์ต’พัทยา สงกรานต์ วันไหล 2026’ยกระดับสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก

มหกรรมคอนเสิร์ต'พัทยา สงกรานต์ วันไหล 2026'ยกระดับสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก

มหกรรมคอนเสิร์ต’พัทยา สงกรานต์ วันไหล 2026’ยกระดับสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.50 น.

เมืองพัทยาเตรียมสร้างปรากฏการณ์มหกรรมวันไหลริมทะเลสุดยิ่งใหญ่ระดับโลก!! การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัทยา, เมืองพัทยา และ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชลบุรี  ผนึกกำลังร่วมกับ MONOMAX (โมโนแม็กซ์) จัดงาน “พัทยา สงกรานต์ วันไหล 2026”   โดยปีนี้นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสบรรยากาศ “วันไหลริมทะเล” อย่างเต็มรูปแบบ   ครอบคลุมตลอดแนวชายหาดพัทยาเหนือจรดใต้ ท่ามกลางความคึกคักที่ผสานเสน่ห์วัฒนธรรมไทยเข้ากับความบันเทิงสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว   พร้อมยกระดับสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก

ไฮไลต์สำคัญคือมหกรรมวันไหลริมทะเลสุดยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 17–19 เมษายน 2569 เวลา 12.00–24.00 น. ณ ชายหาดพัทยากลาง เปิดให้เข้าร่วมงานฟรีตลอดทั้งงาน พร้อมศิลปินชั้นนำของประเทศ อาทิ INK Waruntorn, Tattoo Colour, 4EVE, Jeff Satur, New Country, Lipta, PROXIE, THX, F.HERO, INDIGO, Maiyarap และ Joeyboy ที่จะมาร่วมสร้างสีสันและความมันส์ตลอด 3 วันเต็ม  พิเศษสุดในวันที่ 19 เมษายน 2569 เตรียมพบกับการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล Premier League คู่บิ๊กแมตช์ระหว่าง Liverpool พบ Everton จากสนาม Hill Dickinson Stadium ให้แฟนบอลได้ร่วมเชียร์อย่างใกล้ชิดริมชายหาด

คุณชัยวัฒน์ ตามไท ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัทยา กล่าวว่า “ขอบคุณ Monomax ที่ปักหมุดแลนด์มาร์คความมันส์ริมหาดพัทยา ในงาน “พัทยา สงกรานต์ วันไหล 2026”  งานนี้ถือเป็นการยกระดับเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่เวทีระดับสากล  โดยพัทยามีศักยภาพในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีความพร้อมรอบด้าน ทั้งทำเลที่ตั้งใกล้กรุงเทพมหานคร การเดินทางสะดวกสบาย แหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย  รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน รองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทั้งนี้คาดว่าการจัดงานตลอด 3 วัน จะสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาทต่อวัน  และมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 100,000 คน สะท้อนถึงความนิยมของพัทยาในฐานะจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์”

คุณดํารงค์เกียรติ พินิจการ รองนายกเมืองพัทยา กล่าวเชิญชวนว่า “งานครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สาด เชียร์ มันส์” ที่ผสานกิจกรรมเล่นน้ำริมชายหาด การถ่ายทอดสดฟุตบอล และคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังไว้ในงานเดียวกัน พร้อมทั้งยังคงเอกลักษณ์ของประเพณีสงกรานต์ไทย ผ่านกิจกรรมทำบุญตักบาตร รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ขบวนแห่บุปผชาติ และกิจกรรม “สาด ศิลป์ ริมทะเล” รวมถึงโซนอาหารท้องถิ่น “หาบ เล แผง ลอย” กว่า 100 ร้านค้า ที่สะท้อนอัตลักษณ์วัฒนธรรมจังหวัดชลบุรีอย่างครบถ้วน”

ในด้านมาตรการความปลอดภัย  พ.ต.อ.เอนก   สระทองอยู่  ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร

เมืองพัทยา   เปิดเผยว่า “ได้มีการบูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 300 นาย   พร้อมติดตั้งระบบกล้อง AI และ CCTV ครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วเมือง  เพื่อดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด   รวมถึงการจัดเส้นทางจราจรเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน”

ขณะที่ คุณหทัยทิพย์ หมัดจุ้ย ผู้อำนวยการธุรกิจ Monomax บริษัท โมโนสตรีมมิ่ง จำกัด กล่าวว่า “การจัดงานในครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ความบันเทิงรูปแบบใหม่ที่ผสานดนตรี กีฬา และวัฒนธรรมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ต้องการประสบการณ์หลากหลายในพื้นที่เดียวกัน นอกจากคอนเสิร์ตจากศิลปินแถวหน้าของเมืองไทยแล้ว เรายังมีไฮไลต์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล Premier League ริมชายหาด    ซึ่งถือเป็นการนำเสนอคอนเทนต์กีฬาระดับโลกควบคู่ไปกับบรรยากาศเทศกาลไทยได้อย่างโดดเด่น และสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาอีเวนต์เชิงสร้างสรรค์สู่ระดับนานาชาติ ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในเวทีโลกอย่างยั่งยืน”

โดยการยืนยันความพร้อมในครั้งนี้ คุณพันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัทลอตเตอรี่พลัส จำกัด ในฐานะผู้สนับสนุนภาคเอกชน    พร้อมด้วยศิลปิน THX  ได้แก่ แบมแบม-บุตรี กัลย์จารึก, ตาต้า-ปุณณวรรณ ลีลาบูรณธนกูร, เชียร์-จิญาพัฒน์ ตันติกิตติชัยกุล และ ซินดี้-ซินดี ชมิด ตัวแทนศิลปินที่จะร่วมสร้างสีสันความสนุก “สาด เชียร์ มันส์”  ในงาน  “พัทยา สงกรานต์ วันไหล 2026”  ได้เข้าร่วมตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของการจัดงานในครั้งนี้ ซึ่งไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของเมืองพัทยาในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและความบันเทิงระดับนานาชาติ แต่ยังถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ไม่ควรพลาดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้

#MONOMAXวันไหลพัทยา2026 #MonomaxSongkranPattaya #วันไหลพัทยา2026 #งานวันไหลสุดMax

สลัดลุคหวาน’ใหม่ ดาวิกา’แปลงโฉมลุคศิลปินอินเตอร์เท่ระเบิด

สลัดลุคหวาน'ใหม่ ดาวิกา'แปลงโฉมลุคศิลปินอินเตอร์เท่ระเบิด

สลัดลุคหวาน’ใหม่ ดาวิกา’แปลงโฉมลุคศิลปินอินเตอร์เท่ระเบิด

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.15 น.

เป็นกระแสฮือฮาไปทั่วโลกโซเชียลทันที เมื่อนางเอกสาวแถวหน้าของเมืองไทยอย่าง “ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่” ลุกขึ้นมาสลัดภาพจำสาวหวานผมยาว สวมวิญญาณศิลปินต่างประเทศขนานแท้ในลุคใหม่ที่ทำเอาแฟนคลับถึงกับต้องขยี้ตา!

ในภาพเซตนี้ ใหม่ ดาวิกา มาในลุคผมสั้นสีบลอนด์สว่าง เซตทรงแบบ Messy Hair ที่ให้ความรู้สึกดิบและเท่ ผสานกับการแต่งหน้าที่เน้นงานผิวและริมฝีปากสีแดงสด ตัดกับแจ็กเก็ตหนังสีดำตัวโคร่ง และเสื้อเชิ้ตสีขาวด้านใน เสริมความไฮเอนด์ด้วยดีเทลสร้อยคอโลหะที่คอเสื้อ บอกเลยว่าลุคนี้ “เท่สุดใจตัวจริง” และดูอินเตอร์แบบสุดๆด้วยโครงหน้าที่คมชัดและดวงตาที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้การแปลงโฉมครั้งนี้ดึงเสน่ห์ของความเป็น ลูกครึ่งไทย-เบลเยียม ออกมาได้อย่างเต็มพิกัด ไม่ว่าจะโพสต์ท่าไหนก็ดูเหมือนหลุดออกมาจากหน้าปกนิตยสารดนตรีระดับโลก หรือมิวสิกวิดีโอของศิลปินสากลแถวหน้า “ลุคนี้คือที่สุด! ใหม่ ดาวิกา พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเธอคือ ‘กิ้งก่าเปลี่ยนสี’ แห่งวงการบันเทิงที่ไม่ว่าจะหยิบจับสไตล์ไหนก็เอาอยู่ทุกลุคจริงๆ”

‘ความรวย’ กลายเป็นฝันร้าย‘ใบเตย’ เข็ดขยาดเจอใครรวยผิดปกติต้องถอยหนี

‘ความรวย’ กลายเป็นฝันร้าย‘ใบเตย’ เข็ดขยาดเจอใครรวยผิดปกติต้องถอยหนี

‘ความรวย’ กลายเป็นฝันร้าย‘ใบเตย’ เข็ดขยาดเจอใครรวยผิดปกติต้องถอยหนี

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.52 น.

คนน่ากลัวคือเพื่อนเราทั้งหมด! ใบเตย อาร์สยาม ออกมาเปิดหมดเปลือกถึงชีวิตที่ยิ่งกว่าละครน้ำเน่า พร้อมเผยถึง ‘มิตรภาพ’ และ ‘ความรวย’ กลายเป็นฝันร้าย!จนกลายเป็น“โรคกลัวคนรวย” ถ้าเจอใครรวยผิดปกติคือถอยหนี!

โดยงานนี้ ‘ใบเตย’ยอมรับกลางรายการว่าตอนนี้มีอาการ ระแวงคนรวย โดยเฉพาะใครที่ดูรวยแบบไม่มีที่มาที่ไป เธอขอปฏิเสธงานพรีเซนเตอร์ไปนับไม่ถ้วน เพราะเข็ดกับภาพลวงตา!“พี่มดดำรู้ไหม…คนที่น่ากลัวที่สุดคือเพื่อนเราทั้งหมดในชีวิต!”ประโยคนี้ทำเอาสะดุ้งกันทั้งสตูดิโอ เมื่อเธอเผยว่าบทเรียนที่ได้รับมันสอนให้รู้ว่า ‘หน้ากาก’ ของคนรวยและคำว่าเพื่อน บางทีมันก็มาพร้อมกับคดีความ!ส่วนเรื่องเตียงหักเพราะสมองไม่เหมือนเดิมหลายคนสงสัย ทำไมถึงไปต่อไม่ได้ทั้งที่รักกัน ‘ใบเตย’ขอพูดชัดถึงสภาวะ กลายพันธุ์ หลังออกจากเรือนจำ!พฤตินัยคือจบไม่ใช่แค่หย่าตามกฎหมาย แต่สภาพจิตใจมันพังจนจูนกันไม่ได้”ระบบนิเวศในสมองมันไม่เหมือนเดิม” การต้องอยู่ข้างในนานๆ ทำให้คนเราเปลี่ยนไปจนคนข้างนอกจินตนาการไม่ถึงฝั่งพี่แมนเองก็ยอมรับว่าความเครียดที่สั่งสมมาตั้งแต่เริ่มมีคดี มันทำลายความสุขในครอบครัวจนหมดสิ้นกว่าจะกลับมายิ้มได้ ใบเตยเผยว่าเคยคิด #ไม่อยากอยู่บนโลกนี้ ร้องไห้ทุกวัน ตื่นมาร้องไห้ ก่อนนอนร้องไห้ และยังคงต้องพบแพทย์เพื่อรักษาอาการซึมเศร้าอย่างต่อเนื่อง”หนูสัญญาว่าจะเป็นกระบอกเสียงให้ผู้หญิงข้างใน… ว่าเราทุกคนเริ่มใหม่ได้”

คนไทยภูมิใจ! มิลลิ สร้างประวัติศาสตร์ คว้าอันดับ 4 Show Me The Money 12

คนไทยภูมิใจ! มิลลิ สร้างประวัติศาสตร์ คว้าอันดับ 4 Show Me The Money 12

คนไทยภูมิใจ! มิลลิ สร้างประวัติศาสตร์ คว้าอันดับ 4 Show Me The Money 12

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.50 น.

แม้จะไม่ได้คว้าแชมป์ Show Me The Money ซีซัน 12 แต่ “MILLI (มิลลิ)” ก็คว้าแชมป์ในใจคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง! 

3 เมษายน 2569 รูดม่านปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ Show Me The Money ซีซัน 12 ซึ่งแรปเปอร์สาวชาวไทยจากค่าย YUPP! อย่าง MILLI ก็สร้างประวัติศาสตร์ เป็นแรปเปอร์ต่างชาติคนแรกที่ทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ และเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา (2 เมษายน 2569) เธอก็คว้าอันดับ 1 สำหรับ Global Vote หลังจากนั้นโชว์ในรอบไฟนอลของเธอก็สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แฟนๆ ในห้องส่งและทีมหน้าจอได้ตกตะลึงกันอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นท่อนแร็ปสุดดุเดือด มากับคอนเซ็ปต์ “MSG” นั่นก็คือ Money Stage Glory และ Master Still Growing การใส่ดนตรีสามช่าแบบไทยสไตล์สุดครื้นเครงลงไปในบีต ให้ได้เซิ้งให้ได้แดนซ์กันแบบยับๆ ได้ Omega Sapien แรปเปอร์หนุ่มสุดซ่าชาวเกาหลีใต้มาร่วมสเตจ แถมยังมาพร้อมคอสตูม “เชฟมิลลิ” ที่ขอเสิร์ฟรสชาติใหม่ในการแร็ปแบบสุดขั้วให้ทุกคนได้ทึ่งแบบอ้าปากค้าง!

ทว่าท้ายที่สุด เมื่อรวมคะแนนจากการโหวตทุกช่องทาง MILLI คว้าอันดับที่ 4 Show Me The Money ซีซัน 12 ไปครองอย่างน่าภาคภูมิใจ

และ MILLI ยังไม่หยุดอยู่แค่ที่เกาหลีใต้ รอเซอร์ไพรส์ต่อไปจากแรปเปอร์สาวคนนี้… เร็วๆ นี้