ถูกใจชาวเน็ต! ดีเจมะตูม โพสต์เดือดปมเครนถล่มพระราม 2

ถูกใจชาวเน็ต! ดีเจมะตูม โพสต์เดือดปมเครนถล่มพระราม 2

ถูกใจชาวเน็ต! ดีเจมะตูม โพสต์เดือดปมเครนถล่มพระราม 2

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.52 น.

15 มกราคม 2569 จากกรณีเหตุเครนถล่มใส่รถไฟในพื้นที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ต่อเนื่องด้วยเหตุเครนถล่มบนถนนพระราม 2 อีกครั้ง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย

ล่าสุด “ดีเจมะตูม” เตชินท์ พลอยเพชร พิธีกรและดีเจชื่อดัง ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าวพร้อมเขียนแคปชั่นว่า “14/01/26 ขอให้ทุกดวงวิญญาณสู่สุคติครับ”

ซึ่งภาพข้อความดังกล่าวมีเนื้อหาดังนี้ “ขอพูดตรงๆ สักครั้ง เพราะมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ระบบการก่อสร้างงานสเกลใหญ่ในหลายประเทศ เขาเลือก “ปิด” ปิดพื้นที่ ปิดบริการ หรือเลี่ยงเส้นทางไปเลย ถ้ายังไม่ปลอดภัยพอ เขาจะไม่เอาประชาชนไปเสี่ยง

แต่บ้านเรา เลือกทํางานก่อสร้างควบคู่กับการใช้งานจริง กี่ครั้งแล้วที่เราขับรถขณะถนนถูกขุด เจาะ รื้อ กี่ครั้งที่แหงนมองขึ้นไปบนฟ้า เห็นปูนซีเมนต์หนาๆ เครื่องมือหนักๆ และคนงานอยู่เหนือหัวเรา แล้วถามจริง ครั้งไหนที่มันจะหล่นลงมาใส่เรา ไม่มีใครรู้ และไม่มีใครรับประกัน 

หลายคนบอกว่า “ก็อุบัติเหตุ” ใช่… ไม่มีใครเถียง ไม่มีใครอยากให้เกิดอุบัติเหตุ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแบบนี้ ไม่ใช่อุบัติเหตุจากโชคชะตา มันคืออุบัติเหตุจากความไม่รอบคอบอย่างร้ายแรง และมัน “ป้องกันได้” ด้วยการวางแผนงานที่จริงจัง และการให้ความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่อันดับรอง

จะได้ไม่ต้องมานับศพ ไม่ต้องมานับความสูญเสีย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันนี้ คนใช้ชีวิต คนเสียภาษีถูกต้อง มันเหนื่อย มันท้อ พูดตรงๆ ขอให้ทุกดวงวิญญาณไปสู่สุคติ และขอให้ความสูญเสียครั้งนี้ ไม่ถูกกลบด้วยคําว่า “อุบัติเหตุ” อีกต่อไป”

‘BLKGEM The Art Of Entertainment Academy’ เจนเนอเรชั่นใหม่อุตสาหกรรมเพลงไทย

‘BLKGEM The Art Of Entertainment Academy’ เจนเนอเรชั่นใหม่อุตสาหกรรมเพลงไทย

‘BLKGEM The Art Of Entertainment Academy’ เจนเนอเรชั่นใหม่อุตสาหกรรมเพลงไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.30 น.

ในยุคที่วงการเพลงของไทยมีการเติบโตขึ้นทุกวันแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นสร้างแรงดึงดูดให้คนรุ่นใหม่อยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวงการเพลง ไม่ว่าจะในฐานะของการเป็นศิลปินที่ทำงานเบื้องหน้าหรือการทำงานเบื้องหลัง ซึ่งหากบุตรหลานของคุณกำลังสนใจในเส้นทางสายนี้ “จุดเริ่มต้น” คือส่วนสำคัญ เพราะถ้าเริ่มต้นในจุดที่ใช่ก็เหมือนได้เดินเข้าสู่ประตูของอุตสาหกรรมเพลงตั้งแต่ก้าวแรก

BLKGEM : The Art Of Entertainment Academy คือจุดเริ่มต้นที่เรากำลังพูดถึงนี้ ซึ่งสิ่งที่ทำให้สถาบันนี้น่าจับตามองที่สุด ณ เวลานี้ คือวิสัยทัศน์ และแนวคิดที่แตกต่าง สร้างสรรค์ ของ คุณฟ้าใหม่ ดำรงชัยธรรมประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด GMM MUSIC และ ครูเจด้า อภิสราฐ์ เพชรเรืองรอง Executive Vice President of BLKGEM  ผู้บริหารที่สร้างความสำเร็จให้กับศิลปินไทยมาแล้วจำนวนมาก โดยวิสัยทัศน์และแนวคิดของสถาบัน BLKGEM คือการสร้างโอกาสให้วงการเพลงไทย และศิลปินรุ่นใหม่ได้ ขยายและขับเคลื่อนวงการเพลงไทย รวมถึงการต่อยอดการเติบโตไปยังต่างประเทศ โดยมุ่งหวังการยกระดับพร้อมเพิ่มศักยภาพของบุคลากรทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังเพื่อเพิ่มความสามารถในการสร้างผลงานคุณภาพไปสู่ระดับนานาชาติได้

เมื่อมองลึกลงไปในรายละเอียดของสถาบัน BLKGEM แล้วเราจะยิ่งเห็นชัดขึ้นว่า ที่นี่คือสถาบันที่จะสร้างบุคลากรเจนเนเรชั่นใหม่ สำหรับยุคใหม่แห่งอุตสาหกรรมเพลงไทยอย่างแท้จริง ด้วยหลักสูตรการเรียนการสอนที่มีความพิเศษและแตกต่าง เพราะถูกสร้างขึ้นจากประสบการณ์ทำงานกับศิลปินตัวจริงอย่างใกล้ชิดของครูเจด้า พร้อมทีมงานครูมืออาชีพอีกกว่า 40 คน รวมถึงหลักสูตร Customize ที่มาพร้อมทีมโค้ชมากประสบการณ์ ที่จะมาเป็นที่ปรึกษาอย่างใกล้ชิดเพื่อออกแบบหลักสูตรเฉพาะให้เหมาะสมกับผู้เรียน ทำให้สามารถพัฒนาได้จริงตามเป้าหมายที่วางไว้

จากหลักสูตรตามที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น สิ่งที่เห็นได้ชัดอย่างเป็นรูปธรรมคือตัวโปรเจ็กต์หรือคอร์สเรียนต่างๆของ BLKGEM จะเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ที่คำนึงถึงประสบการณ์สุดพิเศษที่ผู้เรียนจะได้สัมผัส อาทิเช่น GEM Record โปรเจ็กต์ที่ให้ผู้เรียนได้ร่วมทำงานกับทีมProducer จาก GMM MUSIC และยังได้ลิขสิทธิ์เพลงเป็นของตัวเอง

BLKGEM Concert โชว์ใหญ่ประจำปีที่ให้นักเรียนทุกคน ทุกรุ่นขึ้นโชว์แสดงบนเวที บนโชว์ที่ถูกออกแบบมาอย่างดี พร้อมจัดเต็มแสง สี เสียง Production เทียบเท่าคอนเสิร์ตของศิลปินจริงๆ หรืออีกหนึ่งโปรเจ็กต์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้นั่นคือ BIRDBOX x BLKGEM POP100 ที่เพิ่งจบไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ที่แสดงถึงวิสัยทัศน์ต่ออนาคตอุตสาหกรรมเพลงไทยของ GMM MUSIC ด้วยการส่งต่อแรงบันดาลใจจากศิลปินไอคอนแห่งยุคสู่เจนเนอเรชั่นใหม่ ที่จะมาเป็นกำลังสำคัญให้กับวงการเพลงไทยในอนาคตต่อไป โดยนักเรียน BLKGEM 100 คนที่ผ่านการคัดเลือกจะได้โอกาสขึ้นโชว์บนเวทีจริงร่วมกับศิลปินอันดับหนึ่งตลอดกาลอย่าง พี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ซึ่งประสบการณ์ Exclusive แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและมีเพียง BLKGEM เท่านั้นที่มอบให้ได้

เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าก้าวแรกที่ผู้เรียนได้เข้ามาสู่สถาบัน BLKGEM ก็เหมือนกับได้เข้ามาสู่วงการเพลงไปครึ่งตัวแล้ว เพราะอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ BLKGEM มอบให้คือ “โอกาส” จากเครือข่ายค่ายเพลง และสตูดิโอที่ทำงานเบื้องหลังในเครือ GMM MUSIC รวมถึงพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศที่มีตลอดระยะเวลาของการเป็นผู้นำธุรกิจวงการเพลงไทยทำให้ผู้เรียนมีโอกาสและหนทางเข้าสู่สายงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังได้แบบที่ไม่มีสถาบันไหนมอบให้ได้ ดังตัวอย่างของศิลปินเจเนอเรชั่นใหม่ที่ถูกปลุกปั้นโดย BLKGEM อย่าง PERSES จากค่าย G’NEST วงที่ถูกพัฒนาโดย BLKGEM ตั้งแต่วันแรกของการก่อตั้งวง ด้วยการแสดง Performance ที่โดดเด่นจนเป็นที่ยอมรับในวงการและกลุ่มแฟนเพลง T-Pop ทำให้วันนี้ PERSES คือศิลปินกลุ่มมาแรงที่คว้ามาแล้วหลายรางวัล เช่นศิลปินกลุ่มยอดเยี่ยมแห่งปีจาก THE WORLD’S HIGHEST AWARDS 2023 รวมถึง JOOX SPOTLIGHT GROUP OF THE YEAR จาก JOOX TOP MUSIC NIGHT 2025 และด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากสถาบัน BLKGEM ในอนาคตอันใกล้นี้เราน่าจะได้เห็นผลงานคุณภาพที่มาในระดับภูมิภาค Asia จาก PERSES ให้ได้ติดตามกันต่อ รวมถึงอีกหนึ่งความภูมิใจของ BLKGEM อย่าง Samui จากค่าย White Music เด็กหนุ่มที่มีความฝันและไม่หยุดพัฒนาตัวเอง โดยมีสถาบัน BLKGEM คอยสนับสนุนและร่วมพัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในศิลปินคุณภาพที่ไปคว้ารางวัลทั้งในประเทศอย่างศิลปินดาวรุ่งจากงาน Asia Top Awards 2025 รวมถึงรางวัลระดับนานาชาติจาก Weibo Music Awards ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีนในสาขาศิลปินหน้าใหม่แห่งปี

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้เป็นรูปธรรมของสถาบัน BLKGEM ที่ทำให้สถาบันแห่งนี้น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่สถาบันแห่งนี้ทำ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเพลงไทย โดยคนรุ่นใหม่ที่จะถูกฝึกสอนให้มีศักยภาพพร้อมในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่มาพร้อมคุณภาพและความเป็นไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

BLKGEM The Art Of Entertainment Academy จุดเริ่มต้นของมาตรฐานใหม่ โอกาสและความเป็นไปได้แบบไม่มีที่สิ้นสุดของเจนเนอเรชั่นใหม่อุตสาหกรรมเพลงไทย

จ๋าย ไททศมิตร ตั้งคำถามเดือด หลังเครนถล่มพระราม 2 หลายครั้ง

จ๋าย ไททศมิตร ตั้งคำถามเดือด หลังเครนถล่มพระราม 2 หลายครั้ง

จ๋าย ไททศมิตร ตั้งคำถามเดือด หลังเครนถล่มพระราม 2 หลายครั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.23 น.

15 มกราคม 2569 จากเหตุการณ์เคลนถล่มบนถนนพระราม 2 บริเวณหน้าโรงแรมปารีส ส่งผลให้มีรถยนต์ถูกทับจนเสียชีวิตคาที่ เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตกใจและความหวาดผวาให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องสัญจรผ่านถนนพระราม 2 เป็นประจำ จนเกิดกระแสตั้งคำถามในสังคมอีกครั้งว่า เหตุใดอุบัติเหตุจากการก่อสร้างจึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนถนนสายสำคัญเส้นนี้

ล่าสุด นักร้องหนุ่มชื่อดัง “จ๋าย ไททศมิตร” ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งคำถามระบุข้อความว่า “พระราม 2 ถ้าสร้างเสร็จ มึงกล้าขึ้นปะ ? แล้วมันควรสร้างต่อหรือทำอะไรกับมันดี ? อยากฟังความเห็นครับ ?”

       โพสต์ดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมากจากโลกออนไลน์ มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นและถกเถียงกันจำนวนมาก

หวานละมุน! เปอร์-ยิหวา สวมชุดไทยเข้าพิธีล้านนา ฝากตัวเป็นเขยเชียงใหม่

หวานละมุน! เปอร์-ยิหวา สวมชุดไทยเข้าพิธีล้านนา ฝากตัวเป็นเขยเชียงใหม่

หวานละมุน! เปอร์-ยิหวา สวมชุดไทยเข้าพิธีล้านนา ฝากตัวเป็นเขยเชียงใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.

หลังจากที่ “เปอร์ สุวิกรม” คุกเข่าขอแฟนสาว “ยิหวา ปรียากานต์” แต่งงาน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ล่าสุดคู่รักมาราธอนที่จับมือกันมายาวนานกว่า 9 ปี ก็ออกมาอัปเดตความหวานอีกครั้ง ทำเอาแฟนๆ ยิ้มแก้มปริกันถ้วนหน้า

โดยล่าสุด เปอร์–ยิหวา ได้เผยภาพคู่เซตใหม่ในชุดไทยล้านนา สวยงามอ่อนหวานและงดงามจับใจ โดยเฉพาะสาวยิหวาที่มาในลุคสาวเหนือ แสนหวานละมุน ขณะที่หนุ่มเปอร์ก็หล่อเหลาในมาดหนุ่มเมืองเหนือ ดูเหมาะสมลงตัวราวกับกิ่งทองใบหยก

พร้อมกันนี้ เปอร์ยังได้เขียนแคปชั่นสั้นๆ ว่า “Another 15 อ้ายเป็นเขยเชียงใหม่” ถือเป็นการประกาศสถานะอย่างเป็นทางการ ฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกเขยของชาวเชียงใหม่ สร้างความเอ็นดูให้กับแฟนๆ เป็นอย่างมาก

ขอบคุณภาพจาก : @peramranand , @yiiiwha

อาร์ต พศุตม์ ช็อก เครนถล่มถนนพระราม 2 ห่างจากบ้านไปนิดเดียว

อาร์ต พศุตม์ ช็อก เครนถล่มถนนพระราม 2 ห่างจากบ้านไปนิดเดียว

อาร์ต พศุตม์ ช็อก เครนถล่มถนนพระราม 2 ห่างจากบ้านไปนิดเดียว

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

จากกรณีเครนถล่มถนนพระราม 2 ช่วงหน้าโรงแรมปารีส การ์เด้น อินน์ จนมีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจำนวนมากนำโรงพยาบาลใกล้เคียง เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (15 ม.ค. 2569)

อาร์ต พศุตม์ หรือ พศุตม์ บานแย้ม ดารานักแสดงชื่อดังของไทยออกมาเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ถึงกรณี เครนถล่มถนนพระราม 2 โดยเจ้าตัวอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงโพสต์ภาพเหตุการณ์และข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว โดยมีข้อความระบุว่า “เลยบ้านผมไปหน่อยเดียว เลยจุดเก่าที่ถล่มไม่ถึง 10 กิโล อะไรวะเนี่ย #พระราม2” 

อาร์ต พศุตม์
อาร์ต พศุตม์

และกระทั่งในเวลาต่อมา  อาร์ต พศุตม์  โพสต์ภาพเหตุการณ์ เครนถล่มถนนพระราม 2 และข้อความลงมาอย่างต่อเนื่องผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว โดยมีข้อความระบุว่า “สงสาร เลยคับ ติดถายในแน่นอน เอาใจช่วยให้ปลอดภัยคับ #เครนถล่ม #เครนถล่มพระราม2”

อาร์ต พศุตม์
อาร์ต พศุตม์

ชาวเน็ตจำนวนมากและแฟนคลับของ อาร์ต พศุตม์ ต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความในอินสตาแกรมของเขาถล่มทลายถึงเหตุการณ์ เครนถล่มถนนพระราม 2 ในครั้งนี้ เช่น

“อีกแล้วเหรอโธ่ ขอให้ปลอดภัยทุกคนค่ะ”

“อึกแล้วเหรอคะ”

“ขอให้ปลอดภัยนะคะ”

“บ่อยแท้สร้าง ไม่มั่นคงถาวร”

“พระราม2กี่รอบแล้ว”

“เห้ยย ประเทศ เรา อะไรกันนักหนาเนี้ยะ ชีวิตแขวนบนิว้นด้ายจริงๆ เลยยย เห้อออออ !!!!!!”

“แย่จัง คนทำงานสมัยนี้ไม่ค่อย save เลย”

อาร์ต พศุตม์
อาร์ต พศุตม์
อาร์ต พศุตม์
อาร์ต พศุตม์
อาร์ต พศุตม์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม art_phasut98

Thai Animation to the World ก้าวสำคัญของ Out Of the Nest แอนิเมชันสัญชาติไทย คว้ารางวัลในไทยและก้าวไกลไปในระดับโลก

Thai Animation to the World ก้าวสำคัญของ Out Of the Nest แอนิเมชันสัญชาติไทย คว้ารางวัลในไทยและก้าวไกลไปในระดับโลก

Thai Animation to the World ก้าวสำคัญของ Out Of the Nest แอนิเมชันสัญชาติไทย คว้ารางวัลในไทยและก้าวไกลไปในระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.11 น.

Out OF the Nest องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ ผลงานแอนิชันสัญชาติไทย ของบริษัท T&B Media Global (ประเทศไทย) จำกัด โดย ดร.ณัฐวัฒน์ อริยวรารมย์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง  กว่า 1 ปีของการเดินทางมากถึงกว่า 100 ประเทศทั่วโลกที่ซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายทั้งในโรงภาพยนตร์และสตรีมมิงแพลทฟอร์ม  และยังสร้างความภาคภูมิใจ ด้วยรางวัลการันตีในระดับโลกถึง 9 รางวัล    โดยได้รับการคัดเลือกให้เข้าฉายในงานและเทศกาลภาพยนตร์อันทรงเกียรติในระดับโลก และอีก 2 รางวัลจากประเทศไทยจาก งาน Bangkok International Digital Content Festival (BIDC) Awards 2025 และงานThailand Moral Awards  2025 ด้วยเนื้อหาเรื่องราวความอบอุ่น น่ารัก ที่เหมาะทุกคนในครอบครัว  การเดินทางของ แอนิเมชัน องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ  ก็มาถึงจุดสำคัญของการ ผ่านเกณฑ์เข้ารอบ 1 ใน 35 รายชื่อ อย่างเป็นทางการ มีสิทธิ์เข้าร่วมชิงรางวัล สาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม (Best Animated Feature Film) บนเวที Academy Award หรือ รางวัลออสการ์ ครั้งที่ 98 โดยที่ผ่านมารางวัลที่ได้รับคืองานเทศกาลภาพยนตร์แอนิเมชันอันทรงเกียรติที่สุดในโลก Annecy International Animation Film Festival 2024 ณ เมืองอานน์ซี ประเทศฝรั่งเศส  ได้รับคัดเลือกให้เป็น Official Selection ในหมวด Annecy Present (ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 12 จากทั้งหมด 3,400 เรื่อง)งาน Creative Talent Network (CTN) Animation Expo 2024 ณ​ เมืองเบอร์แบงก์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา  ได้รับคัดเลือกให้เป็น Official Selection ในหมวด Featured Showcase

-งานเทศกาลภาพยนตร์ Oulu International Children’s & Youth Film Festival 2024 ครั้งที่ 43 ณ ประเทศฟินแลนด์  ได้รับคัดเลือกให้เป็น Official Selection
-งานเทศกาลภาพยนตร์ Kolkata International Children’s Film Festival 2025 ครั้งที่ 11 ณ ประเทศอินเดียได้รับคัดเลือกให้เป็น Official Selection
-งานเทศกาลภาพยนตร์ Festival International du Film de Fribourg (FIFF) 2025 ครั้งที่ 39 ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์  ได้รับคัดเลือกให้เป็น Official Selection
– งานเทศกาลภาพยนตร์ Children’s International Film Festival (CHIFF) 2025 ณ ประเทศออสเตรเลียซึ่งเป็นหนึ่งในเทศกาลภาพยนตร์เด็กที่ใหญ่ที่สุดในโซนเอเชีย โดยภาพยนตร์แอนิเมชัน “องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ” ได้รับคัดเลือกอย่างเป็นทางการให้เป็น Official Selection ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณภาพและเนื้อหาของภาพยนตร์ที่สามารถเข้าถึงผู้ชม รวมถึงผลงานที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ  งาน Thailand Moral Awards 2024 ที่จัดโดยศูนย์คุณธรรม องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ ได้รับรางวัลชมเชย สาขาภาพยนตร์ ​โดยมอบให้ในฐานะที่เป็นผลงานสที่ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และ คุณค่าทางสังคมซึ่งรางวัลนี้ถือเป็นแรงผลักดันให้เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์สื่อบันเทิงที่มีคุณธรรมต่อไป งาน Cinemagic International Film & Television Festival For Young People 2025 (สหราชอาณาจักร) ซึ่งเป็นหนึ่งในเทศกาลภาพยนตร์เด็กชั้นนำของสหราชอาณาจักร  ซึ่งสามารถเข้าถึงสื่อคอนเทนต์เด็กได้อย่าง 
 
งาน Bangkok International Digital Content Festival (BIDC) Awards เป็นอีกครั้งที่แอนิเมชัน องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ ได้รับรางวัลชนะเลิศ แอนิชันยอดเยี่ยม (Best Animated Content) ซึ่งเป็นรางวัลที่ยกย่องผลงานดิจิทัลคอนเทนต์และแอนิเมชันยอดเยี่ยมในเอเชีย ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงผลงานคุณภาพที่สามารถดังไกลไปเป็นที่รู้จักในระดับโลกได้ต่อไปในด้านเพลงประกอบภาพยนตร์ Out of The Nest องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบคว้ารางวัล Best Score for an Independent จากงาน 16th Hollywood Music in Media Awardsเพลงประกอบภาพยนตร์ ซึ่งเป็นผลงานของเวทีระดับนานาชาติเมื่อดนตรีประกอบของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่สร้างสรรค์โดย Fabrizio Mancinelli คว้ารางวัล Best Score for an Independent Feature (Foreign Language) จากงาน 16th Hollywood Music in Media Awards ประจำปี 2025 (HMMA)ซึ่งเป็นเวทีประกาศรางวัลด้านดนตรีประกอบภาพยนตร์และสื่อที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสหรัฐอเมริกา และยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในงาน Society of Composers & Lyricists Awards (SCL) ประเทศสหรัฐอเมริกา  ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบโดย สมาคมนักประพันธ์เพลงและนักแต่งเนื้อร้อง ซึ่งเป็นรางวัลที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในอุตสาหกรรมด้านดนตรี

และล่าสุด  แอนิเมชัน องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ สร้างประวัติศาสตร์ให้วงการภาพยนตร์แอนิเมชันไทย ผ่านเกณฑ์เข้ารอบ 1 ใน 35 รายชื่อ อย่างเป็นทางการ มีสิทธิ์เข้าร่วมชิงรางวัล สาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม (Best Animated Feature Film) บนเวที Academy Award หรือ รางวัลออสการ์ ครั้งที่ 98 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบหลายส่วนออกมาเป็นคุณภาพของผลงาน ทั้งเนื้อหาที่สร้างสรรค์ที่เข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย ตัวละครที่มีเอกลักษณ์ และ ดนตรีประกอบที่ทำให้ทุกฉากออกมาได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งนอกจากจะมอบความสนุกสนานให้กับทุกครอบครัวแล้วยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ ในการรู้จักตัวเองและเชื่อมั่นในตัวเองอีกด้วย ส่วนแฟนๆ แอนิเมชัน ที่พลาดชม   “Out of the Nest” องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ สามารถเข้าไปชมได้แล้วทาง Netflix และ ติดตามความเคลื่อนไหวได้ทาง facebook: Out of The Nest TH

‘กชเบล ศรัณย์รัชต์’ งามสง่าในชุดไทยพระราชนิยม

‘กชเบล ศรัณย์รัชต์’ งามสง่าในชุดไทยพระราชนิยม

‘กชเบล ศรัณย์รัชต์’ งามสง่าในชุดไทยพระราชนิยม

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.18 น.

ซาบีดา  ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดการเสวนาเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ชุดไทยพระราชนิยมและนิทรรศการชุดไทยพระราชนิยม เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพวัฒนธรรมไทยประยุกต์สู่สากล

โดยงานนี้ กชเบล ศรัณย์รัชต์ Miss Grand Thailand 2025 นำทีมแสดงแฟชั่นโชว์ เดินแบบชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ มรดกแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเสื้อพระราชทาน 3 แบบสำหรับสุภาพบุรุษ  รวมด้วย ลีน่า ลลินา ,หมิว ณัชชา โดยเป็นการออกแบบและตัดเย็บชุดไทยพระราชนิยม   โดยธีระพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชั่น) พุทธศักราช 2562  และจารุต ภิญโญกีรติ ดีไซเนอร์ผู้เชี่ยวชาญการตัดเย็บชุดไทย (PetchBoutique – ห้องเสื้อเพชร) และออกแบบและตัดเย็บเสื้อพระราชทานสำหรับสุภาพบุรุษ โดยศิริชัย ทหรานนท์ ดีไซเนอร์และเจ้าของ  แบรนด์ Theatre และภาวันต์ หอมศิลป์กุล ดีไซเนอร์และเจ้าของห้องเสื้อ Broadway Tailor

ซึ่งชมนิทรรศการชุดไทยพระราชนิยมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ระหว่างวันที่ 14-20 มกราคม 2569 ณ Thara Hall ชั้น M ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานครทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพวัฒนธรรมไทยประยุกต์สู่สากล ได้ที่ Facebook Fanpage : กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ ศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

‘ป๋อ ณัฐวุฒิ-เอ๋ พรทิพย์’จากเซ็นใบหย่า สู่จับมือสู้มะเร็ง เปิดบททดสอบชีวิตคู่ที่ไม่มีใครเคยเห็น

'ป๋อ ณัฐวุฒิ-เอ๋ พรทิพย์'จากเซ็นใบหย่า สู่จับมือสู้มะเร็ง เปิดบททดสอบชีวิตคู่ที่ไม่มีใครเคยเห็น

‘ป๋อ ณัฐวุฒิ-เอ๋ พรทิพย์’จากเซ็นใบหย่า สู่จับมือสู้มะเร็ง เปิดบททดสอบชีวิตคู่ที่ไม่มีใครเคยเห็น

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.37 น.

ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นคู่ชีวิตเปิดใจเล่าความเปราะบางของความรักอย่างตรงไปตรงมา ในรายการ How Are You Feeling? กับ 2 พิธีกร จ๋า ยศสินี และ ดร.ต้อง พงษ์รพี พาไปสัมผัสบทสนทนาที่ลึกและจริงที่สุดของคู่รักนักแสดงอย่าง ป๋อ ณัฐวุฒิ และ เอ๋ พรทิพย์ จากวันที่ความรักเต็มไปด้วยคำถาม ความคิดไม่ตรงกัน การเลี้ยงลูกคนละวิธี จนถึงจุดที่ตัดสินใจเซ็นใบหย่าแยกทางด้วยความไม่แน่ใจในหัวใจของกันและกัน จนถึงวันที่ต้องจับมือกันเผชิญโรคมะเร็งปอด ความกลัว การดูแลใจทั้งคนป่วยและคนดูแล พร้อมบทเรียนการลดความคาดหวัง และกลับมาเข้าใจกันอีกครั้ง เพื่อมีความสุขกับครอบครัวในวันที่ชีวิตไม่แน่นอน

How are you feeling ?

เอ๋ พรทิพย์ มีความสุขมาก ไม่เคยรู้สึกว่ามีความสุขมากขนาดนี้ มันเป็นสิ่งที่แปลกเพราะว่าเอ๋มีความรู้สึกว่าทุกชีวิตคนเรามันต้องมีแบบมีเศร้าบ้าง มีทุกข์บ้าง มีอะไรบ้าง แต่ว่าหลังจากที่เอ๋ป่วยมีความสุขขึ้นมาก

ป๋อ ณัฐวุฒิ :  ผมเฉย ๆ เป็นคนอยู่กับปัจจุบันอยู่แล้ว ไม่รู้สึกสุขที่สุดหรือทุกข์ที่สุดเพราะเราเชื่อในการตั้งอยู่แล้วมันดับไปอย่างนี้เสมอ This too shall pass ในความรู้สึกเราเอาสิ่งนี้เป็นตัวตั้งชีวิตอยู่แล้ว รู้สึกว่าวันนี้ต่อให้เราได้รับรางวัลที่ดีที่สุดพรุ่งนี้มันก็แค่อีกวันหนึ่ง อีกวันเราอาจจะเป็นอะไรขึ้นมา แล้วก็จะเจอวันที่แย่ที่สุด แล้วเดี๋ยวก็จะมีช่วงเวลาที่ดีกลับมา เพราะฉะนั้นทุกการกระทำในชีวิตมันจะมีดีที่สุดแล้วมันจะมีแย่ที่สุด แต่สุดท้ายมันจะกลับมาอยู่ตรงกลางที่เราแฮปปี้คือข้าวกะเพราไข่ดาวอร่อย ๆ  แล้ว พี่รู้สึกว่าโอเควันนี้แล้ว แต่โอเคโมเมนต์ของเอ๋พิเศษหน่อย ด้วยความที่ว่าเราต้องเจอเหตุการณ์เรื่องความเจ็บป่วยมาด้วยกันเรื่องมะเร็ง เหมือนเราแบกอันนี้ไว้กันอยู่แค่ 2 คน เพราะว่าแม่ก็แก่ ไม่อยากเล่าให้ฟังก่อน ในช่วงที่เขารักษาแล้วเรารู้สึกว่าต้องให้มันจบตรงนี้ก่อน ต้องผ่าออกไปก่อน เดี๋ยวผ่าเรียบร้อยค่อยเล่าให้แกฟัง ไม่อยากให้แกมายืนเศร้าอยู่หน้าห้องเครียด เพราะอายุมากแล้วแม่เรา 85 แล้วลูกก็เด็กเกินไปที่จะรับรู้ เท่ากับว่าเรา 2 คนเหมือนแบกโรคมะเร็งปอดไว้อยู่ 2 คน จริง ๆ ผมแบกเขาไว้คนเดียวด้วยซ้ำ เพราะว่าเอ๋มีความทุกข์ แต่ว่าตอนนั้นเหมือนกับไปเลย สภาพความคิดร้องไห้อย่างเดียว มันเหมือนเขาใจสลายแตกสลายไป ผมรู้ว่าเขาเหนื่อยมาก แต่เอ๋โชคดีอยู่อย่างว่ารอบนี้จากคนที่ขี้ขลาดที่สุดกลายเป็นคนที่เก่งที่สุด ในการสู้กับมันแล้วก็ไม่ยอมแพ้ แล้วก็กลับมาได้

เกิดความรู้สึกไม่แน่นอนขึ้นไหม ?

ป๋อ ณัฐวุฒิ :  มันช็อกมากกว่า คือมันช็อกตรงที่ว่าเดี๋ยวเราจะไปกินข้าวกัน คือเหมือนเราไปตรวจสุขภาพแล้วเดี๋ยวเราก็จะไปกินบะหมี่ที่อยากกินร้านนี้นะ ยังคุยกันทุกอย่างปกติมากเลย แล้วอยู่ ๆ มันมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็ง เดี๋ยวพรุ่งนี้นัดเจอคุณหมอปอดเลยนะ แล้วอีกวันนัดเจอคุณหมอผ่าเลยนะ แล้วอีกวันก็เจอหมอคนที่ 2 เลย คือจะมี Second Opinion ให้เราเลย จากวันนี้อีก 3 วันข้างหน้าต้องมานัดเจอหมอหมดเลยเหรอ แล้วจำได้เลยว่าวันแรกที่เจอหมออย่างที่เล่าให้หลายคนฟังว่า พอเจอหมอปุ๊บหมอมานั่งเสร็จ หมอก็บอกว่าน่าจะเป็นมะเร็ง

ใจรู้สึกยังไงวันนั้นที่เขาบอกว่าน่าจะเป็นมะเร็ง ?

เอ๋ พรทิพย์ ตกใจ แล้วช็อกหลังจากนั้นคือเอ๋ไม่รับรู้อะไรเลย รับไม่ได้ กับสิ่งที่หมอเขาพูดตรงนั้น แล้วเรารู้สึกว่ามันจริงเหรอ มันคือหมอฟันธงแล้วใช่ไหมว่ามันจริง คือเรามีการต่อต้านและความช็อก พูดอะไรไม่ถูกเลย ในใจคืออย่าตายนะคำเดียวเลยอย่าตาย ห้าม ลูกก็เล็ก พ่อแม่ก็แก่ ยังไม่พร้อม

วันนั้นกลับไปเห็นหน้าน้องทั้ง 2 คนเป็นยังไงในฐานะพ่อแม่ ได้บอกไหม ?

เอ๋ พรทิพย์ ตอนแรกยังไม่ได้บอก คือเขายังไม่รู้ รู้กันอยู่แค่ 2 คน พ่อแม่เอ๋ พ่อแม่พี่ป๋อ ก็ยังไม่มีใครรู้ เราก็รู้ว่าในอาทิตย์นี้ต้องไปผ่าตัด แต่เราบอกเขาว่าไม่เป็นไรยังไม่เป็นไร ๆ เพราะเราคิดว่าเขารับไม่ได้แน่ แล้วก็บอกไปผ่าแป๊บเดียวเล็กนิดเดียวไม่ใหญ่

ป๋อ ณัฐวุฒิ :  ก็ได้คุยกับคุณหมอในระดับหนึ่งว่าระยะมันก็จะประมาณ 1 มันต้องมาดูว่ามันไปน้ำเหลืองหรือเปล่า 1 มันก็มีหลายแบบ มันอาจจะเป็น 1 ที่ไปที่น้ำเหลืองด้วย กับ 1 ที่ไม่ไปน้ำเหลือง ไม่รู้ว่าระยะไหนมันจะไปน้ำเหลือง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องเช็คว่ามันระยะไหน แล้วว่ามันไปน้ำเหลืองหรือเปล่า แล้วมันไปส่วนอื่นหรือเปล่า มันมีขั้นตอนการเช็คอยู่ เราก็จะบอกเอ๋ว่าไม่ต้องคิดอะไรเยอะหรอก สุดท้ายมันก็เดิมพันว่าเราอยู่หรือเราจะไม่อยู่เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นคิดไปทีละขั้นแล้วกัน พรุ่งนี้แค่ไปหาหมอก่อน กินข้าวให้อิ่มก่อน นอนให้หลับก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปหาหมอด้วยกัน พี่ไม่ทำงานแล้ว

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่พี่ป๋อแยกไปกินข้าว ระหว่างนั้นเกิดอะไรขึ้น ?

ป๋อ ณัฐวุฒิ : วันนั้นมันนานมากครับ วันนั้นคือวันที่รอผ่าตัด ตั้งแต่เช้าคือหมายความว่ากว่าจะเตรียมตัวไปตรวจ ไปเช็คร่างกาย ไปตรวจเสร็จแล้วก็รอหน้าห้อง เอ๋ผ่ามาหมอออกมาว่าตัดชิ้นเนื้อไปแล้วเดี๋ยวจะเอาไปตรวจอีกครึ่งชั่วโมง เอ๋สลบอยู่ ไปตรวจกลับมาสรุปว่าเป็นมะเร็ง ก็เช็คต่อไปอีกประมาณ 2 ชั่วโมงก็เข็นออกมา ก็ประมาณน่าจะ 21:00 น. กว่า ก็พาเอ๋ไปห้อง CCU เสร็จแล้วคือเหมือนมึนหัว แล้วก็พอวิ่งไปกินข้าวก็รีบเอาข้าวมาตั้ง วางแล้วก็กินไม่ลงจริง ๆ แล้วก็นั่งแบบว่าเอาไงดี เล่าแล้วยังสั่นอยู่เลยนะ มันจำได้แบบเอาไงดี อย่าเป็นอะไรนะ อาจจะเป็นวินาทีที่ผมเหนื่อยที่สุด ผมกินลงไปไม่ได้ แล้วผมก็พยายามกินสัก 2-3 คำ แล้วก็วิ่งกลับไปหาเขา

เอ๋ พรทิพย์ นอนอยู่บนเตียง แล้วมันจะมีนาฬิกาอยู่ตรงปลายเตียง คือเอ๋ก็มองนาฬิกาอย่างเดียวว่าเมื่อไหร่จะมา คือมันเป็นช่วงเวลาที่มันทรมานมาก เพราะว่าไม่อยากอยู่คนเดียว คือรู้สึกว่าถ้ามีเขาแล้วเราอุ่นใจ ก็รู้สึกเมื่อไหร่จะมา คือเขาไปแป๊บเดียวเอง แต่มันเหมือนหลายชั่วโมง มันทรมานมาก

เมื่อตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เริ่มมีความเห็นไม่ตรงกันบ้างตอนไหน ?

ป๋อ ณัฐวุฒิ : ตลอดทาง เอ๋เขาจะรู้สึกว่าผมไปควบคุมเขา ก็อาจจะเป็นไปได้ พี่อาจจะเป็นอย่างงั้นจริง ๆ ก็ได้ ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ เพราะว่าเรารู้สึกว่าก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรก็ทำอย่างนี้มาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ก็คือควบคุมตัวเองมาตลอดว่าอันนี้ไม่เอา สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่สิ่งแปลกของเรา เราควบคุมได้ พอวันหนึ่งพอมันเป็นคู่กันแล้วเราดันไปควบคุมเขาด้วยเหมือนกัน โดยที่เราไม่รู้ตัว แล้วเราคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ ต้องอย่างนี้สิ ต้องไปนั่นสิ เมื่อก่อนเธอจะใส่แว่นใช่ไหม เอ๋ต้องถอดแว่นดำนะเธออย่าไปใส่แว่นดำมากคน เขาจะดูว่าเธอเก๊กรู้ไหม เธอต้องส่งสบตาหาคน เขาก็จะทำไมพี่ หนูจะใส่แค่แว่นดำพี่จะยุ่งอะไรกับหนูนักหนา หนูว่ามันสวยดี

เขาควบคุมแค่ไหนในความรู้สึก ?

เอ๋ พรทิพย์ คือเขาจะขี้สอน เขาจะแบบเอ๋แสดงต้องอย่างงี้นะ เอ๋ต้องอย่างงั้นนะ แต่ว่าบางอย่างเราก็เราก็เห็นดีเห็นงามกับเขาด้วยในสิ่งที่เขาบอก แล้วอย่างที่เรื่องแว่นบ้าง เรื่องเอ๋อย่าใส่กางเกงยีนสีซีดสินู่นนี่อะไรอย่างนี้ เขาเป็นคนไม่ชอบกางเกงยีนสีซีดแต่เอ๋ชอบแบบเซอร์ ๆ เขาก็จะแบบทำไมต้องใส่ แล้วเอ๋ก็แบบแล้วทำไมเอ๋จะใส่ไม่ได้ มันก็จะมีการทะเลาะกันนิดหนึ่ง

ป๋อ ณัฐวุฒิ : เขาก็จะมีจุดที่พูดว่า พี่เก่งกว่าเขา ใช่สิพี่มันคนเก่ง พี่ทำอะไรก็ไม่เคยพลาด ส่วนเราก็บอกก็ใช่สิ ก็เพราะว่าพี่วางแผนไง พี่จบอะไรมาเอ๋

พอมีลูกเป็นยังไง ?

เอ๋ พรทิพย์ ความเห็นมันไม่ตรงกัน คืออย่างถ้าเอ๋อยากเลี้ยงแบบนี้ เขาก็จะเห็นไปอีกแบบหนึ่ง คือทุกอย่างมันจะต้องมีความต่างตลอดทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ไม่เห็นตรงกันเลย

เคยคุยกันก่อนไหมก่อนที่จะมีลูกว่าเราจะเลี้ยงลูกอย่างไร ?

เอ๋ พรทิพย์ คือตอนนั้นแค่อยากมีลูก เมื่อไหร่จะมา พร้อมแล้ว แค่แค่คุยกันแค่นั้น แต่ว่าเรื่องทิศทางว่าเราจะต้องเลี้ยงลูกให้เป็นยังไง ตั้งใจเรียนไหม วิชาการไหม สายนู่นสายนี่คือไม่มีเลย ค่อยมาพูดหลังจากที่ที่มีลูกแล้ว

คนโตเขาจะรักแม่แล้วรู้สึกเหมือนพี่ป๋อน้อยใจ มีความน้อยใจอะไรบางอย่างอยู่

ป๋อ ณัฐวุฒิ : คือตอนนั้นมันจะเป็นภาวะที่เหมือนเราทำงานมาเหนื่อย ๆ จำได้เลยตอนลูกคนโตเราเหนื่อยมาก เราทำงานบางทีถ่ายละคร 2 เรื่อง ถ่ายหนังอีก 1 เรื่อง แล้วก็จะเป็นช่วงที่ต้องกลับมาเลี้ยงลูก เราก็เลยรู้สึกว่าจะได้กลับบ้านแล้ว ขออุ้มหน่อยสิ ไม่ให้อุ้ม เขาก็จะไปหาเอ๋เพราะเอ๋อยู่กับเขาไง แต่ตอนนั้นด้วยความจิตริษยาของเราก็ว่าลูกก็ไม่ให้อุ้ม อยากอุ้มลูกจังเลย

เวลามีปัญหากันจะไม่พูด ?

เอ๋ พรทิพย์ เอ๋จะไม่เถียงไม่อะไรเลย เพราะเถียงไม่ชนะแน่นอน ก็เลยไม่พูดอะไรเลยเวลาเขาพูดอะไรมาก็ฟังอย่างเดียว ฟังแต่ตาต่อต้านนะ เอ๋ว่ามันเป็นข้อดีในความรู้สึกเอ๋ คือถ้าเถียงกลับไปมันไม่จบ แล้วมันจะยิ่งพัง จากเรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เอ๋ก็จะเงียบแล้วก็รู้สึกว่าค่อย ๆ ให้เราใจเย็นลง ค่อย ๆ คิดแล้วเดี๋ยวเขาก็นิ่งเอง

ใครใจร้อนกว่ากัน ?

ป๋อ ณัฐวุฒิ : เอ๋ก็มีมุมอันตรายอยู่ ผมขึ้นเร็ว ขึ้นปุ๊บลงเลย

แต่เอ๋ขึ้นนาน

เอ๋ พรทิพย์ นานหลายวัน 3 วัน

ป๋อ ณัฐวุฒิ : ผมรู้สึกว่าจนมาถึงวันหนึ่งผมคิดได้ว่ามันรุงรังเกินไป แล้วผมใช้คำว่ารุงรัง คือรุงรังกับทุกอย่างคือให้ความสำคัญกับทุกอย่างเกินไป จนลืมนึกถึงว่าปลดทุกสิ่งทุกอย่างออกหมดเลย ตอนนี้สิ่งที่เราเป็นกัน คือเราพยายามจะปลดทุกอย่างเลย เราปลดอันนี้ก็ไม่ต้องหรอก อันนี้แม่เขาก็ดูแลตัวเองได้ไม่เป็นไรหรอก เราก็เลยกลับมาอยู่กับตัวเอง แล้วเราก็นั่งสบายดีนะ พอไม่รุงรังเราก็ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ แล้วเราก็ไม่ต้องไปคิดเผื่อใครเยอะ เราก็เริ่มกลับมาคิดถึงตัวเราแค่นั้นว่าเราแฮปปี้แล้ว เราก็ไม่ได้ลำบากอะไร เราก็ไม่ได้อยากรวยอะไรนักหนา ก็มีงานพรุ่งนี้มีงานเราก็ทำไป ไม่มีงานวันนี้ก็พัก หาอะไรกินกัน ก็เลยกลายเป็นว่าเราลดความรุงรังในสมองลงไปเยอะมาก จนเราเหลือแค่ตัวเรากับเขากับลูกแค่นั้น

จุดที่ตกต่ำที่สุดของชีวิตคู่ วันที่มืดมนที่สุดคือวันไหน ?

เอ๋ พรทิพย์ น่าจะเป็นช่วงที่ลูกเล็ก ๆ แล้วเป็นช่วงที่เราเหนื่อยมาก เหนื่อยที่สุด เพราะว่าไหนจะต้องปั๊มนม ตื่นนอนก็ไม่พอ แล้วเรารู้สึกว่าเขาก็จะมองอีกแบบหนึ่ง ซึ่งสายตาเรามองเขาก็ไม่ได้มีความรักอะไร คือไม่รักแล้วตอนนั้น

ป๋อ ณัฐวุฒิ : จำสายตาที่ในห้องนอนได้เลยตอนนั้น ก่อนอัดตีท้ายครัว แล้วตีท้ายครัวเกือบไม่ได้ทำ คือนั่งคุยกันในห้องนอน แล้วหลาย ๆ ครั้งคือเอ๋เขาก็จะเป็นตาปกติ แต่เรารู้เลยว่าตอนช่วงนั้นเขาไม่ได้รักเราแล้ว แต่ฉันก็ไม่ได้รักเธอเหมือนกัน คือได้ไม่เป็นไร งั้นเราแยกกันเราคงต้องจบแล้ว จบถึงขั้นว่าคิดต่อแล้วนะว่ามันจะต้องยังไง คือเคยคุยกับเพื่อนเลยว่ายังไง คนเขาหย่ากันแล้วเขาต้องทำยังไง คือไปถึงตรงนั้นแล้ว แค่ลองหา เริ่มหาไอเดียแล้ว แต่ไม่อยากไปถึงจุดนั้นไง ก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็จนวันหนึ่งไปหาพระ พระท่านก็คงจะมีจิตวิทยาในการแนะนำว่า ก็ถ้าไม่รักกันขนาดนี้ก็ไปหย่ากันสิ ลองหย่ากันสัก 6 เดือน

ในรายการเอ๋ยังตอบว่าเอ๋รักแต่พี่ป๋อตอบว่าไม่แน่ใจ

ป๋อ ณัฐวุฒิ : ตอนนั้นไม่แน่ใจเพราะว่าคิดว่าน่าจะต้องแยกกันแล้ว

เอ๋ พรทิพย์ เพราะว่าเขาเคยพูดมาอยู่ประโยคหนึ่งว่า พี่รักตัวเอง พี่ไม่รู้ว่าพี่จะรักเอ๋ได้เท่าไหน เพราะพี่รักตัวเอง แต่พี่จะทำให้ดีที่สุด

วันนั้นความรู้สึกยังไงเป็น ?

เอ๋ พรทิพย์ เอ๋เข้าใจนะ เพราะว่าเขาทำอะไรทุกอย่างมาด้วยตัวของเขาเอง ถ้าเขาจะรักตัวเองไม่ผิด แต่เขาจะพยายามที่จะรักเรา อันนี้ขอบคุณ คือเอ๋ไม่เสียใจเลยที่ได้ยิน

ป๋อ ณัฐวุฒิ : คือเหตุผลของผมที่ผมพูดอย่างงั้นเพราะว่า ผมแทบจะไม่เคยพลาดเลย คือหมายความว่าผม perfectionist มาก ๆ มากโดยไม่รู้ตัวดีกว่า ตอนที่พี่บอกเอ๋พี่จำได้ว่านอนกอดเอ๋อยู่บนเตียง แล้วบอกว่า “พี่รักตัวพี่มากเลยนะ พี่ไม่รู้ว่าพี่จะรักเอ๋ได้มากขนาดไหน แต่พี่จะพยายาม” แต่นี่ก่อนมีลูกอีก ก่อนมีลูกด้วยซ้ำแล้วพี่บอกว่าพี่จะพยายามทำให้ดีที่สุด

พอถึงเวลาที่จะเซ็นใบหย่าจริง ๆ แยกกันจริง ๆ รู้สึกยังไง ?

ป๋อ ณัฐวุฒิ : อันนั้นยากสุด ก่อนจะไปจนเรื่องเตรียมการว่าเอาเอกสารมาเซ็น ทุกอย่างคิดว่ายังไงต้องแยกกันแล้ว แต่ก็จะแยกกันแค่ 6 เดือน แต่ตอนจะเซ็นจริง ๆ แล้วถ้าเกิดเขาเจอใครสักคนที่มันดีกว่าเรา แล้วมันดีไปหมด ความรู้สึกรักเขามันกลับดีดขึ้นมาเฉยเลย เพราะรู้สึกว่านี่เราเสียเขาไปแล้ว นี่เราแยกกันแล้วนะ นี่เราหย่ากันแล้วนะ แล้วถ้าเกิด 6 เดือนแล้วเขาบอกว่า พี่หนูคิดว่าหนูไม่อยากกลับมาแล้วล่ะ

เอ๋ พรทิพย์ มันโหวงแล้วเรารู้สึกว่าเราไม่มีหลักแล้ว คือเราไม่มีหัวหน้าครอบครัวแล้ว เอ๋ก็คิดว่าถ้าเขาไปเจอผู้หญิงคนอื่นล่ะ เพราะเขาเจอผู้หญิงเยอะ สวย ๆ นู่นนี่ แล้วถ้าเขาไม่กลับมาเซ็นกับเราล่ะ เราจะทำยังไง แล้วลูกจะเป็นยังไง

เซ็นกัน 6 เดือน ?

ป๋อ ณัฐวุฒิ : ใช่ครับ 6 เดือน คือในระหว่าง 6 เดือนมันก็มีความรู้สึกว่ารักเขามากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วหวง แล้วก็อยากจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมมากขึ้น แล้วทุกอย่างมันกลับดีขึ้น ๆ จนอยากลงชุดว่ายน้ำ ลงไปเลย โป๊ไปเลย แว่นเกี่ยวไปเลย 3 อัน จะกี่อันก็บอก แต่ขอรีทัชนิดหนึ่งให้มันขำ ๆ

ชีวิตก็เริ่มกลับมาดีแล้วก็มาเจอเรื่องของความเจ็บป่วย ?

ป๋อ ณัฐวุฒิ : แต่พี่ว่ามันเป็นเรื่องปกติ พี่ว่าชีวิตมันต้องเจอแบบนี้วันหนึ่ง เราก็อาจจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว ก็คุยกันด้วยความที่ว่าพอมันเจอเรื่องนี้นะเราก็เลยคุยกันตรง ๆ เลยว่าเอ๋กลับมามีความสุขเถอะ มันคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้อีกแล้ว คนอาจจะไม่เข้าใจเราไม่เป็นไร พอเป็นมะเร็งเสร็จก็จะมีเรื่องดราม่ามา ก็เลยกลายเป็นว่าเราโดน 2 เด้ง

ความรู้สึกเป็นยังไง ป่วยก็ป่วยแล้วยังเจอเรื่องดราม่ารุนแรงด้วย ?

เอ๋ พรทิพย์ ตอนนั้นห่วงแต่พี่ป๋อ ไม่ได้ห่วงความรู้สึกตัวเองเลย คือห่วงแต่เขาเพราะเขาหนักมาก เอ๋รู้ว่าเขาแบกเอาไว้หนักมาก แล้วก็เขารู้สึกผิดกับเอ๋ตลอดว่าไม่น่าทำเลย เขาจะพูดตลอดว่าพี่ไม่น่าทำเลย พี่ขอโทษ

ป๋อ ณัฐวุฒิ : ก็คุยกับเอ๋แล้วว่าเรื่องเอ๋มันเกี่ยวกับ PM มะเร็งปอดมันเกี่ยวกับ PM2.5 ซึ่งคนไทย ต้องใช้ลมหายใจแบบนี้อยู่ เราก็เลยเอาเรื่องนี้ไปเป็นวิทยาทานไปบอกคน แต่กลับกลายเป็นว่าเรื่องมัน ไม่รู้มันกลับตาลปัตรเป็นแบบนี้ได้ไง คนหนึ่งเป็นมะเร็งแต่กลับถูกด่าว่าเสแสร้ง กลับถูกด่าว่าเป็นมาแล้ว 2 ปี คือทุกอย่างมันกลับตาลปัตร ทุกวันพี่ยังงงอยู่เลยว่าเขาโกรธอะไรพวกเรา แล้วพี่ก็เลยรู้สึกผิดเองว่า พี่ไม่น่าทำอันนี้ออกมาเลย คือพี่ไม่ทำก็ได้ แล้วพี่ทำเพราะพี่อยากให้เรื่องราวของเอ๋มันไปบอกคนอื่นได้บ้าง สร้างแรงบุญอีกสักนิดหนึ่งเพื่อจะต่อชีวิตของเอ๋ ว่าเอาเรื่องของเราไปเล่าให้คนอื่นฟังอย่างน้อยคนอื่นเขาก็จะได้ไปต่อชีวิตของเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อความที่ดีที่สุดก็ตาม แต่มันก็จะมีคอมเมนต์ทั้งบวกและลบเสมอ สุดท้ายก็เลยบอกเอ๋ว่าโอเคไหมที่มีคนว่าอย่างนี้ เอ๋ก็บอกว่าจะให้ทำยังไงเราก็ปล่อยไป ผ่านไป ก็ต้องมาสู้ด้วยกันต่อไป งั้นเราก้าวข้ามมันไปให้ได้ มันก็แค่วัน ๆ หนึ่ง เดี๋ยวพรุ่งนี้เอ๋ไปตรวจสุขภาพกันดีกว่า เรามีชีวิตที่ดีขึ้นดีกว่า เรามามีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นดีกว่า ไปวิ่งกันดีกว่า มันก็เลยผ่านไปแล้ว

รู้สึกว่าพี่ป๋อเบาลงเยอะมาก สดชื่นสดใสขึ้นเยอะ ซึ่งคิดว่ามาจากเอ๋เยอะเหมือนกัน

ป๋อ ณัฐวุฒิ : ตอนนี้มันเหมือนเรารับฟังกันมากขึ้น ใจเราเปิดมากขึ้น เริ่มมามีความสุขจริง ๆ สักที ลดความเป็นนักสู้ของเราลง

มีตรงไหนที่ทำให้ตัดสินใจวางดาบ ?

ป๋อ ณัฐวุฒิ : พี่ว่าพี่อายุมากขึ้น พอพี่ 50 พี่รู้เลยว่าพี่มีเวลาอีกนิดเดียวในการที่จะมีความสุข และพี่ไม่จำเป็นต้องดูแลใครเท่ากับตัวพี่เองอีกแล้ว เพราะพี่ไม่ได้อยู่ในจุดที่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว พี่เป็นนักรบแก่ ๆ คนหนึ่งที่พี่ไม่จำเป็นต้องไปดูแลใครอีกแล้ว พี่อาจจะต้องหันมาดูแลใจพี่เอง ต้องหันมาดูแลใจเมียพี่ ลูกพี่ พี่ก็จะบอกเสมอว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่พี่รู้สึกดีที่สุดกับตัวเอง มากกว่าตอนที่พี่เป็นพระเอกอีก เรารู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นอีกแล้ว มันพิสูจน์มาหมดแล้ว ถึงแม้ว่าวันนี้เราสู้ให้ใจขาดขนาดไหน ถ้าเราไม่รู้จักปล่อยวางเลยมันจะไม่มีวันจบ จนเราตาย แต่มาถึงวันนี้เราอาจจะต้องรู้จักที่จะต้องเบาเครื่องลง

เป็นช่วงที่มีความสุขที่สุดได้อย่างไรการเดินทางของเรา ?

เอ๋ พรทิพย์ เอ๋มองว่าหลังจากที่เราเจอเหตุการณ์อะไรมาแล้ว เรารู้สึกว่าภาพที่จากเหตุการณ์นี้มันชัดขึ้น คนรักเราเยอะมาก พี่ป๋อรักเอ๋มาก โดยที่เอ๋ไม่คิดว่าพี่ป๋อจะรักเอ๋ขนาดนี้ เราโชคดีจังเหตุการณ์นี้มันทำให้เราเห็นหลาย ๆ อย่าง เราเห็นเพื่อนที่รักเรามาก ๆ เห็นคนรอบข้างที่เขารักเรา คนที่ให้กำลังใจเรา แล้วเรารู้สึกว่ามันชุ่มชื่นหัวใจ ไปที่ไหนก็มีแต่ความรัก โชคดีเหลือเกิน ที่เกิดมาอยู่บนโลกนี้

คุณมีอะไรอยากจะบอกภรรยาคุณไหม ?

ป๋อ ณัฐวุฒิ : คงอยู่ไม่ได้หรอก คือคนที่แข็งแกร่งที่สุด สุดท้ายก็อาจจะเป็นคนที่อ่อนแอที่สุดเช่นกัน ในบางมุมพี่ไม่สามารถออกไปสู้ได้หรอก ถ้ากลับมาบ้านแล้วไม่มีครอบครัวที่ดี เพราะพี่จะแตกสลาย จะรู้สึกว่าพี่จะไม่มีเรี่ยวแรงในการที่จะทำอะไร ถ้าไม่มีหลังบ้านแบบเอ๋ ถ้าพี่ไม่มีกำลังใจที่ดีแบบลูกทั้ง 2 คน ความมากไปน้อยไปพี่อาจจะต้องขอโทษ แต่พี่ก็จะยังไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่ดีกว่าเดิมให้ได้

มีอะไรอยากจะพูดกับสามีไหม ?

เอ๋ พรทิพย์ อยากขอบคุณเขาที่มาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเรา ที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตเอ๋ให้รู้สึกว่ามีความสุข คือถ้าไม่มีเขาก็มองภาพไม่ออกเหมือนกันว่าจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง คือเอ๋ก็ขาดเขาไม่ได้ ขอบคุณที่พี่เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีมาก ๆ พี่รักลูก รักครอบครัว ทำทุกอย่างเพื่อครอบครัวเสมอ จนเอ๋ลืมคำที่พี่เคยบอกว่าพี่รักตัวเอง เพราะตอนนี้พี่ไม่รักตัวเองแล้ว

สาดความเซ็กซี่! มายด์ ณภศศิ เสิร์ฟบิกินี่รับลมทะเล

สาดความเซ็กซี่! มายด์ ณภศศิ เสิร์ฟบิกินี่รับลมทะเล

สาดความเซ็กซี่! มายด์ ณภศศิ เสิร์ฟบิกินี่รับลมทะเล

วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.21 น.

14 มกราคม 2569 เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนๆ ได้ไม่น้อย เมื่อ “มายด์ ณภศศิ” ออกมาอัปเดตโมเมนต์พักผ่อนสุดชิล ระหว่างเที่ยวทะเลที่เกาะสมุย

โดยงานนี้ มายด์จัดเต็มความสดใสด้วยชุดบิกินี่ อวดหุ่นแซ่บ พร้อมผิวขาวออร่าท้าแดด ยิ่งขับให้ลุคเซ็กซี่ดูลงตัวจนแทบละสายตาไม่ได้ จนแฟนๆ และชาวเน็ตต่างพากันเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมกันอย่างล้นหลาม

โซเชียลชื่นชม! แก้มบุ๋ม-พีททุ่มเงินเกือบ 3 แสน ซื้อตู้คอนเทนเนอร์ให้ทหารชายแดน

โซเชียลชื่นชม! แก้มบุ๋ม-พีททุ่มเงินเกือบ 3 แสน ซื้อตู้คอนเทนเนอร์ให้ทหารชายแดน

โซเชียลชื่นชม! แก้มบุ๋ม-พีททุ่มเงินเกือบ 3 แสน ซื้อตู้คอนเทนเนอร์ให้ทหารชายแดน

วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.39 น.

14 มกราคม 2569 เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีๆ ที่สร้างรอยยิ้มและกำลังใจให้กับสังคม เมื่อคู่รักสายบุญ “แก้มบุ๋ม ปรียาดา” และสามีนักธุรกิจ “พีท กันตพร” ยังคงเดินหน้าทำความดีเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด แก้มบุ๋มได้โพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เผยสลิปการโอนเงินจำนวน 2 รายการ รวมมูลค่าเกือบ 300,000 บาท เพื่อจัดซื้อตู้คอนเทนเนอร์สำหรับนำไปใช้เป็นบังเกอร์ให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

โดยแก้มบุ๋มได้เขียนข้อความระบุว่า “ดีใจที่มีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของการปกป้องชายแดนของเรา เป็นกำลังใจให้แนวหน้าและคนที่อยู่ชายแดนทุกคนนะคะ #จากหัวใจประชาชนคนนึง #ประเทศไทย #แก้มพีท #ชายแดนไทยกัมพูชา”

หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีแฟนๆ และชาวโซเชียลเข้ามาชื่นชมและร่วมส่งกำลังใจให้ทั้งคู่ รวมถึงทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้าอย่างล้นหลาม