มิสยูนิเวิร์สปีนี้ ใครจะมง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573268

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2561 เวลา 12:50 น.

มิสยูนิเวิร์สปีนี้ ใครจะมง?

โดย ธนะโรจน์ สิทธาธีระวัฒน์ ภาพ : อภิชิต จินากุล

หากพูดถึงการประกวดมิสยูนิเวิร์สในทุกยุคทุกสมัย คงหนีไม่พ้นการตั้งคำถามว่า ใครจะได้เป็นผู้ครอบครองมงกุฎในปีนั้นๆ ซึ่งในทุกๆ ปีก็จะมีการเก็งตัวเต็งกันไปต่างๆ นานา

ถามว่าการเก็งตัวเต็งที่ทรงอิทธิพลที่สุด คงหนีไม่พ้นการเก็งตัวเต็งจากสื่อมวลชน โดยเฉพาะหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ ที่ว่ากันตามหลักจิตวิทยาแล้ว คนเรามักจะคล้อยตามบุคคลผู้มีความน่าเชื่อถือ ความรู้ และความเชี่ยวชาญ ซึ่งหนังสือพิมพ์คือภาพสะท้อนของสิ่งเหล่านั้น จนทำให้เราเกิดการคล้อยตามได้แทบจะทันที เมื่อหนังสือพิมพ์ได้เผยแพร่ข่าวตัวเต็งในการประกวดในแต่ละปีออกมา

แต่คนที่จะคล้อยตามจนอาจส่งผลให้คนที่เป็นตัวเต็งคว้ามงกุฎไปครองได้ในที่สุด อาจจะไม่ใช่เราคนดูทั่วไป แต่คือคณะกรรมการที่ก่อนเขาจะไปตัดสินใคร เขาต้องทำการบ้านมาแล้วประมาณหนึ่ง ซึ่งการเก็งตัวเต็งของสื่อมวลชน ก็ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของพวกเขานั่นเอง

นักการตลาดเชิงกลยุทธ์ท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า

“มนุษย์จะดูสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำ เพื่อใช้ในการตัดสินใจของตนเอง ดังนั้นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ปฏิบัติ จะมีผลต่อพฤติกรรมของคนอื่นๆ ด้วย ลองนึกถึงเวลาเราขับรถไปต่างจังหวัด แล้วมักจะมีของดีประจำจังหวัดขายอยู่ข้างทาง โดยทุกร้านมักจะขายเหมือนๆ กัน แล้วร้านไหนที่เราจะแวะซื้อ หนึ่งในนั้นคือร้านที่มีคนเยอะๆ หรือทำไมเวลาเลือกซื้อสินค้าบางอย่าง แล้วมีป้ายว่าสินค้าขายดี เราจึงรู้สึกสนใจเป็นพิเศษ”

หากลองคิดตามคำกล่าวของนักการตลาดเชิงกลยุทธ์ท่านนี้ เราจะเห็นว่าอิทธิพลของคนส่วนใหญ่ที่มีผลต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการ เริ่มมาจากการที่นักข่าวจากหลายๆ สำนักได้เก็งตัวเต็งลงผ่านสื่อ และการได้มาซึ่งตัวเต็ง ก็มาจากนักข่าวด้วยกันเองคล้อยตามนักข่าวที่มีความน่าเชื่อถือ ความรู้ และความเชี่ยวชาญมากกว่า จนส่งผลให้สื่อหลายๆ สำนักมีโผตัวเต็งไปในทิศทางเดียวกัน

ทีนี้พอคนอ่าน คนดู คนฟัง ได้เสพข่าวจากสื่อหลายๆ สำนักในเวลาไล่เลี่ยกัน มันก็เหมือนการได้รับการตอกย้ำว่าคนนี้คือตัวเต็ง คนนั้นคือตัวเต็ง โผของคนที่เป็นตัวเต็ง ก็จะกลายเป็นกระทู้สนทนาของสังคม จนกลายเป็น Talk Of The Town ไปในที่สุด

เมื่อตัวเต็งที่ถูกทำให้เป็น Talk Of The Town กลายเป็นกระแสข่าวในวงกว้าง เธอผู้นั้นย่อมได้รับการจับตามองจากกรรมการมากกว่าคนอื่นๆ เป็นพิเศษ เหมือนเธอผู้นั้นได้เข้าไปนั่งอยู่ในใจกรรมการไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการได้นั่งอยู่ในใจหรืออยู่ในห้วงความคิดของกรรมการนั้น ย่อมมีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะทำให้กรรมการจรดปากกาเลือกเธอผู้นั้นมาครอบครองมงกุฎ

เห็นมั้ยว่าการทำให้เกิดเสียงส่วนใหญ่จากคนส่วนใหญ่ มันมีพลังทำให้คนตัดสินใจเลือกซื้อ หรือเลือกใครมาเป็นอะไรก็ได้มากมายมหาศาลเลยทีเดียว

ยิ่งในยุคที่สื่อโซเชียลมาแรง ยิ่งทำให้เราได้เห็นถึงพลังของเสียงส่วนใหญ่จากคนส่วนใหญ่นี้มากถึงมากที่สุด รวมไปถึงการสร้างตัวเต็งขึ้นมาให้เป็นที่สนใจของสังคม ซึ่งการสร้างตัวเต็งขึ้นมานั้น มันไม่ได้สร้างมาจากสื่อมวลชนอีกต่อไปแล้ว

เดี๋ยวนี้พี่เลี้ยงนางงามก็สามารถสร้างนางงามในสังกัดของตัวเองให้กลายเป็นตัวเต็งได้ โดยสร้างคอนเทนต์ขึ้นมาให้เกิดความน่าเชื่อถือ มีองค์ความรู้ และสะท้อนให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์ รวมทั้งใช้สื่อโซเชียลทุกช่องทางเป็นเวทีประโคมคอนเทนต์เหล่านั้น

ยกตัวอย่าง พี่เลี้ยงของนางงาม A อาจจะสร้างแอ็กเคานต์เฟซบุ๊กมาสัก 100 แอ็กเคานต์ โดยให้ตนอวตารเป็น 100 ร่าง แล้วสร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับตัวนางงามในหลากหลายรูปแบบ ที่จะทำให้น่าคล้อยตามว่า นางงามคนนี้คือคนที่เหมาะสมที่สุดแบบไร้ที่ติ อะไรที่ถูกย้ำซ้ำมากเข้าๆ ก็สามารถทำให้คนอื่นๆ คล้อยตามได้โดยง่าย

เมื่อคนอื่นๆ คล้อยตามว่านางงามคนนี้คือตัวเต็ง นักข่าวจากสื่อหลายๆ สำนัก ก็เอาโผตัวเต็งในสื่อโซเชียลนี้ไปกระพือข่าวลงในสื่อของตนเข้าไปอีก และหลังจากนั้นคนทั่วไปก็จะคล้อยตามนักข่าว จนกลายเป็นเสียงของคนส่วนใหญ่ที่ไปกระทบใจท่านคณะกรรมการ จนทำให้ต้องจับตามองตัวเต็งนั้นๆ และอาจเลือกให้เธอคนนั้นคว้ามง (กุฎ) ไปในที่สุด

สิ่งที่อยากบอกก็คือ ทุกโผของตัวเต็ง หรือทุกๆ การเก็งตัวเต็งขึ้นมา มันไม่ได้ถูกทำให้เกิดขึ้นมาแบบใสๆ ไม่มีนอกมีในอะไรทั้งนั้น แต่มันถูกสร้างขึ้นมาแบบมีเงื่อนไขหรือมีอะไรแอบแฝง

การสร้างตัวเต็งขึ้นมาก็เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อาจจะเพื่อผลประโยชน์ของพี่เลี้ยงของนางงาม ของสปอนเซอร์ ของเจ้าของเวที หรือของผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังการประกวดนั้นๆ มันคือสิ่งที่จะช่วยย้ำเตือนให้แฟนนางงามทั้งหลายได้มองให้แตกฉานว่า การจะเชื่อหรือคล้อยตามการทำนายว่าใครจะได้ครองมงกุฎมันไม่อาจคล้อยตามได้แบบใสๆ อีกต่อไปแล้ว

แต่มันต้องเริ่มต้นจากการที่เราหัดดูที่บริบทเวทีว่า เขาต้องการนางงามในลักษณะไหน เช่น มิสยูนิเวิร์สต้องการนางงามที่ Confidently Beautiful เราก็ต้องมาวิเคราะห์ต่อว่า อะไรคือส่วนประกอบในคำนิยามคำนี้ แล้วถึงมาไล่เรียงว่านางงามคนไหนมีส่วนประกอบตามที่วิเคราะห์มามากถึงมากที่สุด และเอานางงามเหล่านั้นมาไล่เรียงเปรียบเทียบกันว่าใครถูกต้องตามความต้องการของเวทีการประกวดนั้นๆ มากกว่ากัน คนนั้นก็จะได้กลายเป็นตัวเต็งที่น่าคล้อยตาม

และถ้าทุกสื่อสามารถใช้หลักการนี้ไปเก็งตัวเต็ง ซึ่งเป็นการเก็งที่สามารถอธิบายถึงที่มาที่ไปของการเก็งตัวเต็งนั้นๆ มาได้อย่างแจ่มแจ้ง เชื่อเถอะว่าการเก็งตัวเต็งของสื่อนั้นๆ จะน่าเชื่อถือและน่าคล้อยตามมากถึงมากที่สุด และมันจะพิสูจน์ให้เราได้เห็นว่าการเก็งตัวเต็งที่ใสสะอาดมากที่สุด แบบไม่มีนอกมีใน มันยังมีอยู่จริง!

สตูดิโอยืดกล้ามเนื้อแห่งใหม่ @ราชประสงค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573267

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2561 เวลา 12:15 น.

สตูดิโอยืดกล้ามเนื้อแห่งใหม่ @ราชประสงค์

โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา

พูดถึงย่านราชประสงค์คุณนึกถึงอะไรบ้าง ช็อปปิ้ง กินข้าว แฮงเอาต์ สำนักงาน หรือไม่ก็พระพรหมเอราวัณ? ใครที่วนลูปอยู่กับกิจกรรมจำเจแบบเดิมๆ ทุกครั้งที่มาเยือนราชประสงค์

จากนี้เตรียมเปิดประสบการณ์ใหม่ ให้รางวัลตัวเองด้วยการพาร่างกายมาปรับสมดุล คลายความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ณ สเตรชมี บาย เล็ทส์ รีแลกซ์ (Stretch me by Let’s Relax) สตูดิโอยืดกล้ามเนื้อแห่งใหม่ ที่ออกแบบมาได้ตอบโจทย์คนเมืองแบบตรงจุด พร้อมแก้ปัญหายอดฮิตของคนเมืองอย่าง “ออฟฟิศซินโดรม”

จุดเด่นของ คือ การผสานศาสตร์การยืดเหยียดกล้ามเนื้อด้วยเทคนิคที่เรียกว่า “Static Stretching” ซึ่งเป็นการยืดคลายกล้ามเนื้อที่มีประสิทธิภาพและได้รับความนิยมมากที่สุดเข้ากับการนวดบำบัดและการกดจุดได้อย่างลงตัว เพื่อช่วยปรับสมดุลร่างกายพร้อมคลายความเมื่อยล้า และลดอาการปวดตึงของกล้ามเนื้อ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสรีระที่มากด้วยประสบการณ์ภายใต้บริการที่อบอุ่นอันเป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่

สำหรับรูปแบบการให้บริการถูกออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ที่มีกิจกรรมมากมาย ทั้งทำงาน เดินทาง ท่องเที่ยว เล่นกีฬา มีความหลากหลายตั้งแต่คอร์สแบบเร่งด่วน 30 นาที ไปจนถึง 2 ชั่วโมง หลังจากจบการให้บริการแต่ละครั้งผู้เชี่ยวชาญจะช่วยประเมินร่างกายแบบคร่าวๆ ว่ามีอาการที่ตึงบริเวณไหนเป็นพิเศษ พร้อมให้คำแนะนำและสาธิตการบริหารร่างกายอย่างง่ายเฉพาะบุคคล เพื่อกลับไปดูแลตัวเองต่อที่บ้าน

ทั้งนี้ ใครที่พกพาความเหนื่อยล้ามาสามารถเลือกบริการได้ตามปัญหาที่มี ผ่าน 3 โปรแกรม เริ่มจากออฟฟิศ สเตรช (Office Stretch) เหมาะสำหรับคนทำงานออฟฟิศที่ต้องนั่งท่าเดิมอยู่เป็นเวลานาน มีการเคลื่อนไหวน้อย หรือมีสภาพแวดล้อมในการทำงานหรือท่าทางที่ไม่เหมาะสมขณะนั่งทำงาน โดยในโปรแกรมนี้จะเน้นการยืดคลายกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า และหลัง เพื่อบรรเทาอาการปวด ตึง กล้ามเนื้อจากการทำงาน

ถัดมาคือ สปอร์ต สเตรช (Sport Stretch) เหมาะสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความตึงของกล้ามเนื้อและไม่ได้รับการยืดอย่างเต็มที่ จึงอาจทำให้กล้ามเนื้อเกิดการบาดเจ็บ โปรแกรมนี้จะเน้นการยืดคลายกล้ามเนื้อ ลดความตึงตัว และเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อทำให้เล่นกีฬาหรือออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แต่ถ้าสำหรับนักเดินทางหรือผู้ที่เดินเยอะจนทำให้เกิดอาการเมื่อยล้า แนะนำทราเวลเลอร์ สเตรช (Traveller Stretch) เน้นการยืดคลายกล้ามเนื้อ พร้อมวางแผ่นร้อนเพิ่มการไหลเวียนเลือด เพิ่มความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ ทำให้เคลื่อนไหวร่างกายได้ดียิ่งขึ้น

ปิดท้ายด้วยอัลทิเมท สเตรช (Ultimate Stretch) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการการยืดกล้ามเนื้อทั่วร่างกายที่สามารถคลายกล้ามเนื้อได้ทุกมัด หรือมีจุดที่ต้องการยืดมากกว่าปกติ จึงมีการเพิ่มการยืดคลายกล้ามเนื้อบริเวณหลัง และกดจุดคลึงในบริเวณที่มีอาการตึงตัวมากกว่าปกติรวมอยู่ในโปรแกรมด้วย

ใครที่อยากเปิดประสบการณ์ใหม่ในการดูแลกล้ามเนื้ออย่าพลาดแวะมา สเตรช มี บาย เล็ทส์ รีแล็กซ์ เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. มี 2 สาขา ได้แก่ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 3 และสาขาไอคอนสยาม ชั้น 5 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และสำรองโปรแกรม โทร. 09-2372-9986 สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ หรือ โทร. 09-5372-9985 สาขาไอคอนสยาม

การเดินทางไม่ต้องรออะไร ‘แว๊บไป X ทริปสั้นๆ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573259

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2561 เวลา 11:31 น.

การเดินทางไม่ต้องรออะไร ‘แว๊บไป X ทริปสั้นๆ’

โดย รอนแรม ภาพ : แว๊บไป X ทริปสั้นๆ

หลังจากรอเพื่อนไปด้วยไม่ไหว เธอจึงตัดสินใจไปคนเดียว “แก้ม” ปิยภรณ์ ชัยเพ็ชร เริ่มออกเดินทางเมื่อปีที่ผ่านมา

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการปลดแอกความคิดที่ว่าการเดินทางไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนไป ไม่ต้องใช้เวลานาน และไม่ต้องมีเงินมาก ก็สามารถไปเที่ยวและสนุกได้

“แก้มเดินทางคนเดียวครั้งแรกไปสิงคโปร์ หลังจากกลับมาก็ได้เปิดเพจเพื่อเป็นตัวอย่างให้คนอื่นได้เห็นว่า การไปเที่ยวเราไม่จำเป็นต้องรออะไรเลย”

เธอเป็นเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก แว๊บไป X ทริปสั้นๆ โดยทุกทริปที่ไปจะมากสุดแค่ 4 วัน เพราะเธอทำงานประจำจึงไปได้แค่วันหยุดและลาพักร้อน

นอกจากนี้ ด้วยงานที่เธอทำอยู่เป็นงานที่ต้องพูดคุยกับคนจำนวนมาก การเดินทางคนเดียวจึงเป็นช่วงเวลาที่เธอจะได้อยู่กับตัวเอง โดยสไตล์การเที่ยวของเธอเป็นคนชอบลอง

ทั้งลองกินอาหารท้องถิ่น ลองเดินทางด้วยรถสาธารณะ หรือไม่ก็เดินทางเข้าตรอกออกซอกซอย ลองมองวิถีชีวิตของคนในเมืองว่าเขาอยู่กันอย่างไร ทำให้จุดหมายปลายทางของเธอจะเป็นภาพเมืองมากกว่าภาพธรรมชาติ

ต่างประเทศแบบทริปสั้นๆ ที่เธอเคยไปมาแล้วจะเป็นฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ ทำให้แต่ละครั้งต้องวางแผนการเดินทางอย่างดีเพื่อให้ประหยัดเวลาการเดินทาง และสามารถไปในที่ที่อยากไปได้ครบ

ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเดินทางแต่ละครั้งต้องใช้พลังพอสมควร แต่เธอก็ยังเลือกที่จะใช้วันหยุดไปกับการออกไปเจอคนใหม่ๆ ในสถานที่ใหม่ๆ เพื่อเก็บเกี่ยวสิ่งใหม่ๆ ไว้เป็นประสบการณ์ชีวิต

นอกจากเพจเฟซบุ๊ก เธอยังเก็บเกี่ยวเรื่องราวต่างๆ นำมาถ่ายทอดในเว็บไซต์ http://www.wappaishorttrip.com ซึ่งเนื้อหาในเว็บจะลงข้อมูลละเอียดกว่าเพื่อให้คนที่สนใจคลิกผ่านเพจเข้าไปอ่านต่อ โดยสามารถนำข้อมูลไปเป็นไกด์ไลน์เที่ยวตามรอยได้เลย

“สไตล์การเดินทางของแก้มน่าจะเป็นประโยชน์โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่อยากเดินทางคนเดียว เพื่อที่จะได้เตรียมตัว รู้ข้อควรระวัง รู้จักกับเส้นทางใหม่ๆ ที่เหมาะกับผู้หญิง รวมถึงคนที่มีวันหยุดสั้นๆ ที่กำลังคิดว่ามีวันหยุดแค่นี้จะไปเที่ยวไหนได้ ก็จะเป็นไอเดียและเป็นตัวเลือกให้ลองไปเพื่อไปหาประสบการณ์ใหม่แบบสั้นๆ แต่สนุก”

นอกจากนี้ เธอยังกำลังจะทำคลิปสั้นๆ ในทริปไต้หวันที่จะไปปลายปีนี้ ซึ่งทุกทริปเธอวางแผนเอง เดินทางเอง ทำให้ทุกอย่างที่เธอถ่ายทอดออกไปจึงเป็นประสบการณ์จริงล้วนๆ

“เราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงาน ดังนั้นถ้าเราไม่ได้ไปเที่ยวเลยก็หมายความว่า เราไม่มีเวลาอยู่กับตัวเอง ไม่ได้ชาร์จพลังงานให้ตัวเอง ดังนั้นการทำงานอย่างเดียวมันไม่ได้ทำให้เรามีเรื่องราวที่น่าจดจำในชีวิต แต่การออกเดินทางมันสร้างเรื่องราวที่น่าประทับใจได้เสมอ” เธอกล่าวทิ้งท้าย

ติดตามการเดินทางแบบสั้นๆ ของเธอได้ผ่านเพจเฟซบุ๊ก แว๊บไป X ทริปสั้นๆ และอ่านรายละเอียดยาวๆ ได้ทางเว็บไซต์ http://www.wappaishorttrip.com

สามหนุ่มจาก‘วงเฟลม’ มาพูดถึงกันและกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573249

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2561 เวลา 10:50 น.

สามหนุ่มจาก‘วงเฟลม’ มาพูดถึงกันและกัน

โดย ภาดนุ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ไม่เสียแรงที่สั่งสมประสบการณ์มาถึง 12 ปี จนมีผลงานเป็นที่รู้จักมากมาย ไล่มาตั้งแต่เพลง รักสนุก (แต่ไม่ผูกพัน) จำไว้คนเลว โอเคป่ะ? (Yes or No?) และคนโดนเท ที่มียอดวิวเกิน 100 ล้านวิวในยุคแรกๆ

ล่าสุดศิลปินกลุ่มร็อกดาร์กไซด์ 500 ล้านวิว “วงเฟลม” (Flame) ที่ประกอบด้วยสมาชิกคือ เก่ง-อภิมงคล คูณธาการ (ร้องนำ) เจน-วัชรศักดิ์ คำแสน (กีตาร์) และ โจ้-สาริษฐ์ จรัสวิโรจน์ (กลอง) ก็สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งกับมิวสิกวิดีโอเพลงใหม่ “เคียว” คำภาษาอีสานที่ให้คำจำกัดความว่า “อาการเริงร่าทางกามารมณ์จนเกินขอบเขต” ซึ่งโดนใจแฟนเพลงจนทำให้มียอดวิวหรือผู้เข้าชมทาง Youtube :Rsiammusic แบบถล่มทลาย แถมยังมีฐานแฟนคลับทุกเพศทุกวัยอย่างเหนียวแน่นทีเดียว

อ๊ะ! ในเมื่อกระแสของสามหนุ่ม “วงเฟลม” ดังทะลุเพดานขนาดนี้ เราจึงชวนพวกเขามานั่งพูดคุยถึงกันและกันเพื่อตอกย้ำความสนิทสนมในฐานะเพื่อนร่วมวงที่ทำงานร่วมกันมานานซะเลย

เก่ง-อภิมงคล คูณธาการ (ร้องนำ)พูดถึงเพื่อนๆ

“ก่อนอื่นต้องบอกว่า ‘วงเฟลม’ เป็นวงที่เด็กต่างจังหวัดอย่างพวกเรามารวมตัวกัน เพราะอยากจะออกเทปในยุคนั้น ผมจึงแต่งเพลงกับเพื่อนๆ และไล่ล่ารางวัลตามเวทีประกวดต่างๆ มาเรื่อยๆ

ยิ่งตอนนั้นเราได้เห็นวงไอน้ำได้อยู่ค่ายอาร์เอส เราก็อยากจะมีโอกาสบ้าง จึงเข้าประกวดในโครงการพานาโซนิค สตาร์ ชาเลนจ์ที่พานาโซนิคร่วมกับอาร์เอสจัดขึ้น จนได้เข้ารอบ 8 วงสุดท้ายของภาคอีสาน ซึ่งคณะกรรมการจะคัดเลือกจากเดโม แต่การตกรอบครั้งนั้นกลับเป็นพลังให้เราทำเพลงปล่อยออกมา จะเรียกว่าเป็นยุคอินดี้ก็ว่าได้

เมื่อทำเพลงเสร็จเราก็ไปฝากดีเจตามคลื่นวิทยุเปิดให้ ซึ่งก็คือเพลง ‘จำไว้คนเลว’แล้วปรากฏว่าเพลงนี้ได้รับการตอบรับที่ดีมาก หลังจากผ่านไป 1 ปี ทางอาร์เอสก็โทรมาเรียกให้วงเราเข้ามาคุย เราจึงได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินฝึกหัดก่อน จากนั้น เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ก็อนุมัติให้ทำอัลบั้มเต็ม 10 เพลงเลยครับ

ปัจจุบันวงเฟลมก็มีเพลงมา 4 อัลบั้มแล้ว ถ้ารวมอัลบั้มอินดี้ก่อนมาอยู่อาร์เอสอีก 1 ก็มีทั้งหมด 5 อัลบั้มแล้ว แต่ปัจจุบันนี้จะเป็นยุคที่ปล่อยซิงเกิ้ลทางช่องยูทูบเป็นหลักครับ”

เก่งบอกว่า แม้วงเฟลมจะอยู่ในวงการมากว่า 10 ปีแล้ว แต่สมาชิกที่อยู่มาตั้งแต่แรกเลยก็คือ ตัวเขากับเจน (กีตาร์) ส่วน โจ้ (กลอง) แม้จะเข้ามาทีหลัง แต่เมื่อก่อนโจ้ก็เคยอยู่อีกวงหนึ่งในสังกัดอาร์เอสเช่นกัน ส่วนสมาชิกเก่าบางคนก็ลาออกกันไปบ้าง

“ผมขอพูดถึงเจน (กีตาร์) ก่อนเลยครับ แม้เจนจะเป็นคนเงียบๆ พูดไม่เก่ง แต่การเรียบเรียงดนตรีนี่ผมยกให้เจนเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทยเลยล่ะ เพราะนอกจากเป็นมือกีตาร์ของวงแล้ว เจนยังเป็นซาวด์เอนจิเนียร์ ซึ่งช่วยเรียบเรียงดนตรีให้ด้วย เวลาที่ผมแต่งเนื้อเพลงเสร็จ ผมก็จะให้เจนทำดนตรีให้ ซึ่งเราก็จะช่วยกันแบบนี้มาเรื่อยๆ

ส่วนโจ้ (กลอง) ก็จะมีหน้าที่โชว์ฝีมือตีกลองและทำสคริปต์ตอนที่วงเราแสดง ซึ่งปัจจุบันนี้หลักๆ เรามีกัน 3 คน แต่ก็จะมีน้องอีกคนที่มีหน้าที่เล่นเบสให้ พูดง่ายๆ ว่าวงเราเป็นวงดนตรี 4 ชิ้นคือ ร้องนำ กีตาร์ กลอง และเบส ที่ผ่านมาวงเฟลมก็มีทัวร์คอนเสิร์ตทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านเลยครับ”

เก่งบอกว่า ที่ผ่านมาเพื่อนๆ ในวงก็ไม่ค่อยมีเรื่องอะไรที่น่าเป็นห่วงมากนัก เพราะทุกคนอายุแก่กว่า เขาจึงเชื่อว่าทุกคนสามารถดูแลตัวเองได้

“เรื่องส่วนตัวของเพื่อนๆ นี่ผมจะไม่ค่อยยุ่งเท่าไร เราจะเป็นสไตล์ผู้ชายๆ มากกว่า ถ้าเพื่อนดูแลตัวเองได้ก็จบ แต่สำหรับเรื่องงาน บางครั้งเราจะคุยกันตรงๆ เลย ถ้ามีสิ่งไหนที่ความคิดเห็นไม่ตรงกัน เราก็จะหันหน้ามาคุยกันดีๆ เพราะเราก็อายุมากขึ้นทุกวัน (เก่ง 30 ปี เจน 31 ปี โจ้ 32 ปี) จึงไม่อยากจะขัดแย้งกันเหมือนเด็กๆ มีอะไรก็คุยกันแมนๆ ไปเลยครับ (หัวเราะ)

แต่สำหรับตัวผมแล้ว มีอยู่เรื่องหนึ่งที่น่าห่วงก็คือเสียงของตัวเอง ด้วยความที่เราเป็นนักร้องนำ จึงควรจะพักผ่อน 7-8 ชั่วโมง/วัน แต่ด้วยความที่งานคอนเสิร์ตมันเยอะ บางทีได้พักแค่ 3-4 ชั่วโมง ก็ต้องไปเจอหน้าเจ้าภาพ ไปถ่ายรายการ หรือไปสัมภาษณ์วิทยุแล้ว ซึ่งมันมีกิจกรรมเข้ามาตลอด ฉะนั้นถ้ามีเวลาพักผ่อนผมจะนอนให้เยอะที่สุด เนื่องจากยังไม่มีวิธีไหนรักษาเสียงของเราได้ดีไปกว่าการพักผ่อนนอนหลับครับ”

เก่งพูดถึงเรื่องฮาๆ ของเพื่อนในวง ซึ่งก็คือเจนว่า…

“เจนเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง ฉะนั้นเขาจะมีเรื่องขำๆ ฮาๆ อยู่บ้าง เรื่องนั้นก็คือเจนเป็นคนสายตรง เวลากินอะไรเข้าไปปั๊บ เขาก็มักจะอยากเข้าห้องน้ำทันที คือเขาจะชอบปวดหนักและอยากเข้าห้องน้ำเวลาที่จะขึ้นแสดงคอนเสิร์ตอยู่บ่อยๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งเรากำลังจะขึ้นแสดงแล้ว แต่พอหันไปมองดูเจน โน่นเขาจะอยู่หลังเวทีซึ่งเป็นป่าเรียบร้อยแล้วครับ คือเขารีบไปปลดทุกข์ นี่แหละความฮาของเพื่อนคนนี้” (หัวเราะ)

เจน-วัชรศักดิ์ คำแสน (กีตาร์)พูดถึงเพื่อนๆ

“ผมกับเก่ง (ร้องนำ) เคยรู้จักกันมาก่อน ก่อนที่เราจะมาร่วมวงกันซะอีก ตอนนั้นเราอยู่คนละวง แล้วเก่งเขาทำเพลง ‘จำไว้คนเลว’ ออกมา ซึ่งตอนนั้นเพลงนี้ดังมากในช่วงที่เขาประกวด พอรู้จักกันเก่งก็ชวนผมมาร่วมวงเฟลมด้วย

สำหรับการทำเพลง เวลาที่ผมทำดนตรีให้ นอกจากจะมีเสียงนักร้อง เสียงกีตาร์ เสียงกลอง และเบสแล้ว ผมมักจะนำเสนอเพื่อนๆ ว่าเราน่าจะนำเสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ อย่างเครื่องดนตรีอีสาน และซาวด์อื่นๆ ในยุคนี้ที่ฮิตตามกระแสมาใส่ลงไปด้วย เลยทำให้วงเฟลมในแต่ละช่วงจะมีชื่อในเรื่องเพลงมาโดยตลอด

การร่วมงานกับ เก่ง (ร้องนำ) ที่จริงแล้วผมว่าเก่งทำงานด้วยไม่ยาก เหมือนเราทำงานด้วยกันมาตั้งแต่ก่อตั้งวงเฟลมเมื่อเก่งแต่งเนื้อร้องมาแบบนี้ ผมก็จะสามารถรับไม้ต่อได้ทันที ว่าดนตรีมันควรจะออกมาอย่างไร ที่ผ่านมาก็มีหลายวงลองมาให้ผมทำดนตรีให้ แต่สรุปแล้วทำออกมายังไงก็ยังเป็นแนวดนตรีของวงเฟลมอยู่ดีครับ” (หัวเราะ)

เจนพูดถึงเรื่องเปิ่นๆ ของเก่งให้ฟังว่า…

“ในช่วงที่พวกเราอายุ 19-20 ปี อาร์เอสได้เรียกเรามาเซ็นสัญญาเพื่อทำวง ตอนนั้นเราตื่นเต้นกันมาก จึงรีบนั่งรถไฟจาก จ.อุบลราชธานี เข้ากรุงเทพฯ เลย พอขึ้นรถไฟมาใกล้ถึงโคราช มีอยู่ช่วงหนึ่งเก่งก็ไปยืนชมวิวตรงข้อต่อระหว่างตู้รถไฟ วันนั้นฝนก็ตกด้วย แล้วปรากฏว่าเก่งลื่นตกรถไฟไปเลย ดีนะที่ไม่ได้ตกใส่รางรถไฟ ก็เลยไม่ได้รับอันตรายอะไร

นาทีนั้นทุกคนบนรถไฟร้องด้วยความตกใจ เมื่อรถไฟจอดที่สถานีโคราช ผมก็ออกตามหาเก่งว่าอยู่ไหน เห็นอีกทีก็มีคนขับมอเตอร์ไซค์มาส่งเก่งที่สถานีแล้ว แต่รถไฟไปแล้วนะ (หัวเราะ) พวกเราก็เลยนั่งรถบัสเข้ากรุงเทพฯ กันต่อ นี่แหละครับความเปิ่นบวกความประมาทของเขา ดีนะที่ไม่บาดเจ็บหรือพิการไป”

โจ้-สาริษฐ์ จรัสวิโรจน์ (กลอง)พูดถึงเพื่อนๆ

“ผมเข้ามาเป็นสมาชิกวงเฟลมประมาณ 5-6 ปีแล้วครับ การทำงานกับเพื่อนๆ จะเป็นเหมือนครอบครัว ถ้ามีอะไรที่ต้องตัดสินใจ เราก็จะปรึกษากัน ที่ผ่านมาก็มีขัดแย้งกันบ้าง จนผมเคยออกจากวงไปพักใหญ่เลย ซึ่งผมว่ามันเป็นเพราะเราไม่เข้าใจกันมากกว่า ผมคิดอีกแบบ เพื่อนๆ คิดอีกแบบ จริงๆ ก็คือเรื่องงาน หรือเรื่องการวางสคริปต์นั่นแหละ เพราะผมเป็นคนวางสคริปต์ตอนแสดงไง แต่เมื่อเราต่างคนต่างคิด แล้วไม่ได้คุยกัน พอถึงเวลาจริงก็เลยทำให้เราทะเลาะกัน

ผมจึงออกจากวงไปประมาณปีกว่า ตอนนั้นเพลง ‘โอเคป่ะ?’ กำลังดังเลยล่ะ แถมมีทัวร์คอนเสิร์ตข้ามปีเลยตอนอยู่ด้วยกันทุกวัน บางทีเราก็มีปัญหากันบ้าง แต่เก่งและเจนก็รู้สึกว่าไม่มีใครมาแทนที่ผมได้ เราทุกคนก็เลยหันหน้ามาคุยกัน และปรับความ เข้าใจกัน เพราะเพื่อนๆ บอกว่า แม้จะเอามือกลองคนอื่นมาเล่น แต่ยังไงมันก็ไม่เหมือนที่ผมเล่นอยู่ดี เมื่อเคลียร์กันเรียบร้อย เราก็ทัวร์คอนเสิร์ตทั้งในเมืองไทยและประเทศเพื่อนบ้านเลยครับ แล้วก็ทำงานด้วยกันมาจนถึงทุกวันนี้

สิ่งที่ผมห่วงมีอยู่เรื่องเดียวคือ ตอนออกทัวร์คอนเสิร์ต เนื่องจากวงเรามีงานแน่นและมีทัวร์คอนเสิร์ตติดต่อกันตลอด ส่วนใหญ่จะแสดงตอนกลางคืน แล้วเดินทางกลางวัน บางครั้งเรานอนกันตอนเช้าก็มี อย่างวันนี้อยู่เชียงราย แต่อีกวันก็อาจจะไปทำงานที่เบตงแล้ว พวกเราจึงใช้วิธีนอนหลับในรถตู้ ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็หลับไม่ค่อยสนิทนักหรอก ผมเลยอยากให้เพื่อนๆ ทุกคนบำรุงร่างกายและดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีอยู่เสมอ”

โจ้พูดถึงความหน้าแตกของเจน (กลอง) ทิ้งท้ายว่า…

“มีอยู่ครั้งหนึ่งขณะแสดงคอนเสิร์ตอยู่บนเวที ตอนนั้นเจนเห็นว่ามีกลุ่มสาวๆ กำลังยกโทรศัพท์มือถือขึ้นถ่ายรูป ซึ่งก็น่าจะถ่ายรูปเขา เจนจึงเดินออกไปแอ็กท่าเพื่อให้สาวๆ กลุ่มนั้นถ่ายรูป แต่ปรากฏว่าสาวๆ กลุ่มนั้นกำลังถ่ายรูปเซลฟี่กันอยู่ (หัวเราะ) เจนก็เลยรีบเดินกลับมาแบบหน้าแตก แล้วก็ทำเป็นเนียนเล่นกีตาร์ต่อเหมือนเดิม นี่แหละเป็นความหน้าแตกที่น่ารักของเพื่อนเราครับ”

ติดตามเฟลมได้ที่ Youtube : Rsiammusic และ Fanpage FB : Flame Live Concert

ณัฏฐกัญญา แสงโพธิ์ ความสุขของการให้เกียรติทุกคนเท่าเทียมกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573248

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2561 เวลา 10:41 น.

ณัฏฐกัญญา แสงโพธิ์ ความสุขของการให้เกียรติทุกคนเท่าเทียมกัน

โดย ภูวดล

ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งนักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จ และได้รับการยอมรับในระดับแนวหน้าของแวดวงธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์

“เปิ้ล” ณัฏฐกัญญา แสงโพธิ์ ประธานกรรมการบริหารในเครือพาราไดซ์ กรุ๊ป และโรงแรมอันดารา รีสอร์ท เรสซิเดนซ์ที่สะสมประสบการณ์การดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับภาคอสังหาฯ ตลอดจนธุรกิจจัดซื้อจัดเช่า กิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการรับให้คำปรึกษา รวมถึงโรงแรมและเรสซิเดนซ์

เปิ้ล เล่าให้ฟังว่า เริ่มเข้าวงการและขวนขวายหาประสบการณ์ด้านอสังหาฯ ตั้งแต่ปี 2536 หรือกว่า 25 ปีที่ผ่านมา โดยเริ่มจากทำโครงการในกรุงเทพฯ 3-4 โครงการ ก่อนที่ในปี 2541 จะย้ายถิ่นมาทำด้านอสังหาฯ ที่ จ.ภูเก็ต

และจากนั้นได้เจอพาร์ตเนอร์ผู้ร่วมลงทุนที่ดี จึงร่วมกันพัฒนารีสอร์ท โรงแรม ทำให้มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอสังหาฯ ค่อนข้างสูง

รวมไปถึงด้านการดูแล ควบคุม กำกับดูแลบริษัทสถาปัตยกรรม สถาปนิก งานตกแต่งภายใน การซื้อของ การดีไซน์ ครบวงจรตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง

ขณะที่ความสามารถและความเชี่ยวชาญ คือ ด้านการเงินและบัญชี ทำให้เวลาคิดอ่าน ตรวจข้อมูล จะทำอย่างรอบคอบเพราะกังวลไม่อยากให้ผู้ที่ร่วมลงทุนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกหน้าที่ ทุกตำแหน่งต้องเดือดร้อนเสียหายหรือขาดทุนแต่อย่างใด และหากอะไรมีความเสี่ยงก็จะปลีกตัวไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว

“ส่วนหนึ่งเพราะธุรกิจที่ทำจะต้องดูแลทั้งเขาและเรา ผู้ร่วมลงทุนรอบด้าน สิ่งนี้เองทำให้เปิ้ลประสบความสำเร็จจากงานที่ทำ ได้รับความไว้วางใจจากนักลงทุนต่างชาติและคนในองค์กรต่างชื่นชมในจุดนี้ และเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้คนในองค์กรทำอะไรก็ต้องระมัดระวังเรื่องงาน มีความรับผิดชอบ ถูกต้อง รอบคอบ ไม่เสียอะไรโดยเปล่าประโยชน์

ทั้งชีวิตการทำธุรกิจและการทำงานของเปิ้ลในด้านต่างๆ จะดูแลทุกคนรอบด้าน สื่อสารอะไรกับใครต้องชัดเจน ยึดถือความซื่อสัตย์ สุจริต และโปร่งใส เหมือนอยู่ในหลักของการเคารพสิทธิมนุษยชน ซึ่งหลักเริ่มแรกก็คือการให้เกียรติกัน การเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน

เราให้เกียรติพนักงานทุกคน จะเป็นพนักงานล้างห้องน้ำ รปภ. ผู้จัดการ หรือ ดอกเดอร์ เราก็ให้เกียรติเท่าเทียมกันทุกตำแหน่ง ทุกหน้าที่ ทำให้ทุกคนที่ร่วมงานกับเรามีความสุข และยินดี เต็มใจที่จะร่วมงานกับเรา”

เปิ้ล กล่าวย้ำว่า การเป็นนักธุรกิจจะต้องเคารพและดูแลผู้ที่เกี่ยวข้องทุกๆ ด้าน

“เราเป็นนักธุรกิจที่มีความสุขในตัวเองแล้ว ก็อยากให้ทุกคนมีความสุข ทำให้มุ่งเน้นถึงนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน พนักงานคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของเรา ดังนั้นเราจึงให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพ ความเป็นอยู่ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงต่อความสำเร็จของธุรกิจ และความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ดังนั้น เราจึงสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานให้ควรค่าแก่การทำงานโดยอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย”

ขณะที่ชุมชนและสังคม เปิ้ลจะอาสาช่วยเหลืองานสังคม เพราะมีความสุขที่ได้ทำ ทั้งโครงการต่างๆ ของกาชาดภูเก็ต และกิจกรรมของโรงแรม เช่น การแจกแว่นตา การแจกรถเข็นผู้สูงอายุ การรับบริจาคเลือด เนื่องจากมองว่าการเป็นประชากรที่ดีของโลกต้องเริ่มจากการเป็นประชากรที่ดีของท้องถิ่น

“ดังนั้น เราจึงให้การสนับสนุนโครงการหลายประเภทในชุมชนของเรา ทั้งวิชาการ การศึกษา การปกป้องสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และกิจกรรมจิตอาสา

นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งชมรม อันดาราอกกำลังกาย ซึ่งมีหลากหลายกีฬา ไม่ว่าจะเป็นวิ่ง ไตรกีฬา ฟุตบอล ปั่นจักรยาน เมื่อเราเห็นเขามีความสุข เราก็มีความสุข เด็กนักเรียนต่างก็มีความสุขที่เราส่งเสริม นอกจากเงินรางวัล เงินทุนการศึกษา พวกเขายังได้สุขภาพที่ดีและชีวิตที่ดี

สิ่งหนึ่งที่ต้องการ คือ ให้ทุกคนมีความสุข เราเองเป็นนักธุรกิจที่มุ่งมั่นและชอบเรียนรู้ทุกด้าน แต่จะต้องไม่ลืมคนรอบข้าง เวลาที่เราสอนหรือให้คำแนะนำเด็กหรือพนักงาน เมื่อเด็กคนนั้นทำตามและประสบความสำเร็จ เราก็มีความสุขและเขาก็มีความสุข สิ่งสำคัญที่ต้องการให้พนักงานเรียนรู้ คือ วินัยการออม เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของเขาในวัยเกษียณ”

สุดท้าย เปิ้ลฝากข้อคิดว่า วิชาชีพบนโลกนี้มีหลายอย่าง ครั้นพอชำนาญในด้านใดด้านหนึ่งแล้ว จะต้องไม่ท้อถอยและจะเรียนรู้ในด้านอื่นๆ ต่อไป

“เพราะถ้ามีคนในองค์กรที่มีความรู้รอบด้านและสามารถจูงมือแนะนำคนรอบข้าง และช่วยผลักดันให้เดินไปข้างหน้าด้วยกัน ธุรกิจและองค์กรนั้นจะเข้มแข็งและมีความสุข”

ชญาน์นันท์ ชเนศวงศ์ภัทร ‘แบ่งให้น้องอิ่ม… กอดให้น้องอุ่น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573245

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2561 เวลา 10:08 น.

ชญาน์นันท์ ชเนศวงศ์ภัทร ‘แบ่งให้น้องอิ่ม... กอดให้น้องอุ่น’

โดย แมงโก้หวาน

ชญาน์นันท์ ชเนศวงศ์ภัทร หรือ “ยูอิ” ผู้ก่อตั้งบริษัท มิสซะระดะ ฟู้ดส์ โปรดักส์ เจ้าของธุรกิจสลัดแบรนด์ “มิสซะระดะ” (Ms.Sarada) และร้านสลัด “มิสซะระดะ สลัดคาเฟ่” (Ms.Sarada Salad Cafe) อยู่ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก นอกจากรูปลักษณ์หน้าตาสวย ผิวพรรณดี จิตใจยังงดงามอีกด้วย

ยูอิได้จัดโครงการ “แบ่งให้น้องอิ่ม…กอดให้น้องอุ่น” เพื่อต้องการแบ่งปันน้ำใจให้กับน้องๆ นักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนที่ห่างไกลความเจริญ การคมนาคมลำบาก ไม่มีไฟฟ้า และไม่ค่อยมีโอกาสได้เข้าถึงการช่วยเหลือจากภาครัฐและสังคม ส่วนใหญ่เด็กเหล่านี้เป็นเด็กชาวเขา ครอบครัวยากจน

“โครงการจัดมาแล้ว 2 ครั้งค่ะ ครั้งแรกยูอิทำกับครอบครัวด้วยเงินไม่กี่พันบาท ไปที่โรงเรียนใน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ครั้งที่ 2 ก็ไปทำที่โรงเรียนใน อ.อุ้มผาง จ.ตาก เช่นกัน ซึ่งครั้งที่ 2 นี้เป็นความตั้งใจอยากชวนผู้ใหญ่ใจดีให้มาร่วมบุญกัน ก็ประกาศลงทางเฟซบุ๊ก ปรากฏมีเพื่อนๆ และผู้ใหญ่ใจดีบริจาคร่วมบุญมาเยอะทั้งเงินและสิ่งของ และมีหลายคนก็ร่วมเดินทางไปด้วย

ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา เป็นครั้งที่ 3 เรานำน้ำใจไปมอบให้กับเด็กๆ ที่ ศศช.บ้านห้วยปูหลวง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์ที่อยู่บนดอยและห่างไกลเมืองจริงๆ ว่ากันว่าการเดินทางจากข้างล่างเพื่อขึ้นไปที่ ศศช.บ้านห้วยปูหลวงนั้น ต้องใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง และคณะของเรากว่าไปจะไปถึงก็เวลา 16.00 น. เนื่องจากรถเสียกลางทาง

ที่นี่มีนักเรียนประมาณ 80 คน มีทั้งเด็กประถมกับมัธยมคละกัน แต่มีครูอยู่สองท่านทำหน้าที่แม่พิมพ์ด้วยจิตใจที่สูงส่ง มีจิตวิญญาณของความเป็นครูเต็มเปี่ยม นับเป็นบุคคลที่หาได้ยาก จากการที่ได้พูดคุยกับท่าน ยิ่งศรัทธาในจิตใจที่เสียสละของครู ท่านว่าชั่วโมงนี้สอน ป.1 ชั่วโมงถัดไปสอน ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 ป.6 ม.1 ม.2 ม.3

ไหนจะต้องทำอาหารกลางวันเลี้ยงเด็กอีก ยิ่งกว่านั้นบางครั้งก็ต้องควักทุนจากเงินเดือนตัวเองมาซื้อของโน่นนี่นั่น บอกได้เลยว่าอยู่ที่นี่ชีวิตไม่ได้สะดวกสบาย แต่คุณครูมีความสุขมากค่ะ”

ยูอิ เล่าว่า สิ่งที่นำไปมอบให้นักเรียนและโรงเรียน ได้แก่ อุปกรณ์การเรียน เช่น สมุด ดินสอ ปากกา สี ยารักษาโรค อาหารแห้งสำหรับประกอบอาหารกลางวัน อาหารสำเร็จรูป นมกล่อง ขนมที่เก็บไว้กินได้นาน เมล็ดพันธุ์ในการปลูก เสื่อน้ำมัน ตู้ใส่หนังสือ โน้ตบุ๊ก เสื่อน้ำมัน เป็นต้น รวมทั้งได้ทำก๋วยเตี๋ยวเลี้ยงเด็กๆ ครูและผู้ที่มาร่วมงาน

“ของทุกอย่างที่เรานำไปประมาณ 4-5 คันรถปิกอัพล้วนแล้วเป็นของที่จำเป็นสำหรับโรงเรียนและเด็กๆ บางอย่างโรงเรียนขาดแคลนและอยากได้ เช่น อุปกรณ์การเรียน เสื่อน้ำมัน ตู้ใส่หนังสือ และโน้ตบุ๊ก โดยโน้ตบุ๊กนั้นทางคุณครูบอกว่าอยากให้นักเรียนได้ฝึกพิมพ์และเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์ เพราะต่อไปบางคนพอเรียนจบ ม.3 ไปเรียนรู้ต่อที่อื่นจะได้ใช้เป็น

ของอื่นๆ เช่น ของเล่น ขนม ก๋วยเตี๋ยว ก็อยากให้น้องได้เล่นและมีความสุขกับการกิน จัดให้ตามเสียงเรียกร้อง อิ่มอร่อยทุกคน ส่วนอาหารแห้ง ยารักษาโรค ก็มองว่าเป็นความจำเป็น อาหารแห้ง อาหารสำเร็จรูปเอาไว้ให้ทำอาหารกลางวัน ยารักษาโรคไว้ใช้ตอนที่นักเรียนป่วยไม่สบาย”

ยูอิ เล่าว่าสิ่งของต่างๆ ขนมและอาหารที่นำมามอบให้โรงเรียนในครั้งนี้ มีผู้ใหญ่ใจดีมากมายบริจาคมา บางคนบริจาคเป็นเงิน เราก็เอาไปซื้อของที่จำเป็นและที่โรงเรียนต้องการตามที่กล่าวมาข้างต้น บางคนนอกจากบริจาคของแล้วยังนำรถมาช่วยขนของร่วมคณะไปที่โรงเรียนด้วย

“ต้องขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกคนที่ได้ร่วมบุญครั้งนี้ด้วยนะคะ งานนี้แม้ว่าจะเหนื่อยในการจัดเตรียมความพร้อมทุกอย่างและการเดินทาง แต่พอไปเห็นหน้าน้องๆ ที่มารอรับตั้งแต่ก่อนเที่ยง ตามกำหนดการคณะเราต้องไปถึงบ่ายโมง แต่ไปถึงจริง 4 โมงเนื่องจากรถเสียน้องก็ยังรอเราอยู่

พอไปถึงเสียงดีใจของน้องๆ ทำให้ทุกคนที่ไปกันประมาณ 20 คน มีพลังใจและมีความสุขที่ได้เห็นรอยยิ้มสดใสของเด็กๆ ทุกคนได้รับของเล่น ได้กินก๋วยเตี๋ยว ได้รับแจกขนม ขณะที่คณะเราเองก็มีความสุขกับการต้อนรับของน้องๆ และคุณครูอย่างอบอุ่นด้วยเสียงเพลงซึ้งๆ ซึ่งมีเนื้อหาพรรณนาถึงโรงเรียนของพวกเขาให้พวกเราได้รู้”

เธอเล่าที่มาของการทำโครงการว่าเริ่มจากตอนที่ทำธุรกิจสลัดเมื่อปี 2559 ได้ตั้งปณิธานไว้ว่าถ้าวันหนึ่งธุรกิจไปได้ดี ก็อยากจะแบ่งปันสิ่งที่มีเท่าที่จะทำได้และให้แก่คนอื่นและจะทำต่อไป

“ช่วงทำธุรกิจแรกๆ ก็เจออุปสรรคเหมือนกันค่ะ แต่ก็มีคนช่วยเหลือและผ่านมาได้ ดังนั้นยูอิเข้าใจความรู้สึกของการเป็นผู้รับเป็นอย่างดี ยูอิจึงอยากเป็นผู้ให้บ้าง เวลานี้ธุรกิจดีขึ้นลูกค้าตอบรับดีสนใจแฟรนไชส์มากขึ้น ล่าสุดเราก็เปิดโรงงานเล็กๆ ที่เครื่องมือทันสมัยขึ้น พื้นที่กว้างขวางขึ้นสำหรับการผลิตและเก็บสินค้า เช่น น้ำสลัด น้ำสต๊อก ผักสลัด เป็นต้น”

สามารถติดตามกิจกรรมดีๆ นี้ของยูอิได้ที่เฟซบุ๊ก “ชื่อ ยูอิ ชญานันท์” ส่วนถ้าอยากทำธุรกิจกับเธอสามารถเข้าไปดูได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Ms.sarada foods หรือที่เว็บไซต์ http://www.mssaradafoods.com

ณัฐธิดา สงวนสิน ‘บัซซี่บีส์’ เบื้องหลัง… เก็บแต้มแลกของ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573242

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2561 เวลา 09:58 น.

ณัฐธิดา สงวนสิน ‘บัซซี่บีส์’ เบื้องหลัง... เก็บแต้มแลกของ

โดย ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

การพัฒนาด้านบริการที่ไม่หยุดนิ่ง ถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน ซึ่งการให้บริการแพลตฟอร์ม CRM หรือการบริหารด้านความสัมพันธ์กับลูกค้า โดยเฉพาะด้านการสะสมคะแนนหรือรีวอร์ด เพื่อนำไปแลกสิทธิประโยชน์หรือพรีวิลเลจของรางวัลต่างๆ เป็นสิ่งที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากผู้ประกอบการทั้งหลาย รวมถึงผู้ใช้บริการทั้งหลายเองด้วย

ปัจจุบันบริษัท บัซซี่บีส์ (Buzzebees) เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่คอยให้บริการด้าน CRM และสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 80-90% มี ณัฐธิดา สงวนสิน เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการบริษัท

ปัจจุบันบัซซี่บีส์มีรายการสินค้าพริวิเลจและบริการสูงถึง 3 หมื่นแคมเปญ และมีสมาชิกเข้ามาชมสิทธิพิเศษต่างๆ สูงสุดถึง 20 ล้านครั้ง/เดือน สามารถเข้าถึงฐานลูกค้าได้มากกว่า 50 ล้านคน เรียกได้ว่าเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังคะแนนหรือรีวอร์ดต่างๆ ที่เราๆ ท่านๆ นำไปแลกสิทธิประโยชน์ ตั๋วหนัง หรือสิ่งของต่างๆ นั่นเอง

ณัฐธิดา กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของเรา คือต้องการให้แบรนด์ของลูกค้าเข้าใกล้ผู้บริโภคมากขึ้นผ่านรอยัลตี้ โปรแกรมบนมือถือ ดังนั้นสิ่งที่ทำขั้นแรกต้องคุยกับแบรนด์ขนาดใหญ่ เพื่อรับผลิตแพลตฟอร์มให้ และเมื่อมีการเก็บสะสมคะแนนหรือรีวอร์ดเกิดขึ้น เราก็จะจัดหาของรางวัลหรือพริวิเลจให้ด้วย พูดง่ายๆ คือเรารับทำทั้งหมดตั้งแต่งานหน้าบ้านไปจนถึงหลังบ้าน ทำทุกสิ่งทุกอย่างในโลกของพริวิเลจ

“เราจะทำหน้าที่ให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบพัฒนาแพลตฟอร์ม การเชื่อมโยงระบบไอทีหลังบ้านให้ รวมถึงการติดต่อจัดหาสิทธิประโยชน์ต่างๆ ติดต่อร้านค้าแบรนด์ต่างๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อ หรือร้านอาหารต่างๆ รวมถึงบริการคอลเซ็นเตอร์ การจัดส่งสินค้า”

ณัฐธิดา เล่าให้ฟังว่า การเจรจาตกลงกับพวกนี้เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก สมมติว่ามีพริวิเลจอยู่ 30 ชิ้น ชิ้นหนึ่งในร้านมี 2,500 เจ้า เป็นงานที่ต้องใช้ระบบไอทีมากๆ

“หากคุยกับเราก็ทีเดียวจบ เราทำหลังบ้านให้เชื่อมต่อระบบเข้ามา พอถึงสิ้นเดือน เราก็ส่งข้อมูลให้แบรนด์เก็บเงิน แบรนด์ก็จ่ายเงินให้เราที่เดียว แทนที่จะต้องไปจ่าย 2,500 แห่ง

นอกจากนี้ การวางกลยุทธ์ด้านพริวิเลจเป็นส่วนสำคัญ สมัยก่อนคนทำพรีวิเลจชอบให้มีที่โรงแรม สายการบิน แต่ชีวิตหนึ่งคนไปโรงแรมกี่ครั้ง ไปน้อยมาก แต่ถ้าถามว่าเดือนหนึ่งเรากินของที่ร้านสะดวกซื้อกี่ครั้ง ตอบได้เลยว่าเยอะจนจำไม่ได้

ดังนั้น พริวิเลจที่ดีต้องมีความถี่และมีรางวัลใหญ่ให้ เป็นกลยุทธ์ในการจัดต้องให้เหมาะสม และรวมไปถึงกลุ่มไลฟ์สไตล์ด้วย รวมไปถึงอี-คอนเทนต์อย่าง JOOX และ iflix

อย่างเซ็นทรัลเป็นเจ้าเดียวที่เราสามารถไปแลกสิทธิเวาเชอร์เซ็นทรัลได้โดยไม่ต้องส่งไปรษณีย์ ถ้าเป็นสมัยก่อนแบรนด์จะแจกเวาเชอร์เซ็นทรัลต้องให้เมสเซนเจอร์วิ่งไปที่เซ็นทรัล ซื้อมาเก็บใส่เซฟ มาใช้เบิก ส่งไปรษณีย์ หายบ้าง ไม่หายบ้าง

แต่ปัจจุบันลูกค้าสามารถเอาโค้ดไปโชว์ที่เซ็นทรัลและใช้ได้เลย ลดโลกร้อนไป 2 ล้านทรานแซกชั่น ต่อไปเทสโก้ โลตัสก็เช่นกันไปโชว์โค้ดที่เทสโก้ โลตัส ตัดที่แคชเชียร์เลย โดย 100% ที่เป็นแบบนั้น คือ เราทำในตลาดนี้เป็นมาร์เก็ตแชร์ที่สูงมาก เพราะต้องใช้ไอทีเชื่อมต่อเข้าไปที่แบรนด์”

เมื่อพูดถึงตัวบัซซี่บีส์แล้ว ณัฐธิดา บอกว่า ก็เกิดมา 6 ปีได้แล้ว ปี 2561 ก็ปีที่ 6 ทำธุรกิจอยู่ใน 9 ประเทศ มีทั้ง ไทย เมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย แคเมอรูน ไอวอรีโคสต์ และกานา มีคนเข้ามาใช้งานแอพประมาณ 1.2 ล้านคน/วัน ผู้ใช้งานมากว่า 50ล้านคนขึ้นไป มีคะแนนออกไปแล้ว 1.1 หมื่นล้านคะแนน มีผู้ใช้งานสูงสุด 1 หมื่นคน/วินาที (ที่ระบบรองรับได้ ณ วินาทีเดียวกัน)

“เราจึงเป็นผู้ใช้ระบบคลาวน์ โซลูชั่น ของไมโครซอฟท์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รองจากธุรกิจแบงก์ ถามว่ามีผู้ใช้บริการมากๆ อย่างนี้ เคยมีแฮ็กเกอร์มาก่อกวนไหม แน่นอน แม้จะมีระบบป้องกันดีแค่ไหน แต่ก็เคยโดนแฮ็กเกอร์โกงเหมือนกัน เขาไปเอาไข่ต้มที่ร้านสะดวกซื้อ เพราะตอนนั้นไข่ต้มเป็นพริวิเลจที่ฮิตมากๆ แต่เขาทำแบบพื้นๆ ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไร เพียงแค่อยากลองของ

ที่เรารู้เพราะร้านสะดวกซื้อโทรมาบอกเองว่า มีเหตุการณ์ผิดปกติ เพราะคนอื่นเขาแลกแค่ฟองเดียว แต่รายนี้แลกไป 40 ฟอง และไม่ใช่แลกครั้งเดียว มาแลกทุกวัน กระจายไปตามสาขาต่างๆ

เราก็ตรวจสอบไป ก็พบเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ทำอะไรเขา เพียงแต่เราบอกวิธีป้องกันกับทางแบรนด์หรือลูกค้าไป แต่ทางแบรนด์ก็ปล่อยไป เพราะการลงทุนป้องกันระบบนั้น แพงกว่าค่าไข่ต้มมากๆ และสุดท้ายเขาก็คงเบื่อ แล้วเขาหยุดทำไปเอง

ดังนั้น สิ่งที่เราทำเกี่ยวกับพริวิเลจ เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมประเทศไทย ทำให้ตลาดคึกคักมากขึ้น และช่วยเรื่องดิจิทัล ทรานแซกชั่นเยอะมาก

อย่างปัจจุบันกลุ่มลูกค้าที่ขยายตัวมากที่สุด ก็เป็นกลุ่มแบงก์ กลุ่มไฟแนนซ์และกลุ่มประกันภัย เพราะกลุ่มพวกนี้ต้องการสร้างความแตกต่างและต้องการสื่อสารถึงลูกค้าให้มากขึ้น โดยเฉพาะการติดต่อผ่านสมาร์ทโฟน”

บัซซี่บีส์จึงเป็น CRM รุ่นใหม่ ณัฐธิดา ชี้ว่าถ้าเป็นรุ่นเก่าต้องรู้ชื่อ นามสกุล เบอร์โทร อายุ ถามว่าทำไมต้องรู้ เพระสมัยก่อนติดต่อลูกค้าต้องส่งจดหมายไปให้

“แต่สมัยนี้เราบอกได้ว่าผู้หญิงอายุ 40 ปีคนนี้มีรถ ซื้อประกันประเภทนี้ รู้ว่าเขามีไลฟ์สไตล์อย่างไร? รู้ว่าตอนเช้าเขาดื่มกาแฟ เล่นฟิตเนสทุกเย็น ชอบกินอาหารญี่ปุ่น เรารู้ และสิ่งที่เราทำคือ เอาข้อมูลทั้งสองอันมาบวกกัน มาประมวลผลแล้วเสนอเป็นพริวิเลจออกมาตามความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เราเป็นคนทำให้และนี่เป็นเบื้องหลัง”

นภสินธุ์ เพ็ชรสุข ใส่ใจทุกรายละเอียดในบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573040

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

นภสินธุ์ เพ็ชรสุข ใส่ใจทุกรายละเอียดในบ้าน

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ตามแนวรถไฟฟ้าบีทีเอสเต็มไปด้วยร้านรวง อาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม ตึกสูงใหญ่ หากในซอยสุขุมวิท 66 ยังเหลือพื้นที่ 1 ไร่ สำหรับบ้านหนึ่งหลัง ซึ่งเจ้าของ คือ “นภสินธุ์ เพ็ชร์สุข” นักธุรกิจด้านสิ่งก่อสร้าง ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ Slipform บ้านหลังนี้ถูกรายล้อมด้วยตึกสูงใหญ่เกือบรอบทิศ

ผืนดินนี้เป็นของตระกูลนภสินธุ์เกิดและเติบโตที่นี่ เมื่อถึงเวลาแยกบ้านจากพ่อแม่ เขาจึงเลือกสร้างบ้านอีกหลังในพื้นเดียวกับบ้านหลังเดิม

การได้อยู่ในรั้วเดียวกับพ่อแม่ สามารถดูแลท่านได้ตลอดเวลาเป็นสิ่งที่เขาตระหนักเมื่อจะสร้างบ้าน เหตุนี้บ้านหลังใหญ่ 3 ชั้น ด้านหน้าทางเข้าสู่ตัวบ้าน จึงมีทางลาดชันสำหรับรถเข็นรองรับผู้สูงวัยทั้งปัจจุบันและในอนาคต

“ผมอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่เกิด และบ้านหลังแรก (หลังข้างๆ) ก็มีอายุมากกว่า 50 ปี คนรุ่นผมมีความรู้สึกติดที่ เราจะย้ายไปอยู่ที่อื่นก็ได้ แต่เราผูกพัน เคยวิ่งเล่นแถวนี้แต่ก่อนเป็นสวน มีท้องร่อง หลังบ้านยังมีสีเขียว มีท้องร่องให้เห็น เป็นที่ของญาติยังไม่มีโครงการทำอะไร เขาอยากรักษาแบบนี้ ผมก็เลยได้วิวสวนหลังบ้าน มีต้นมะพร้าว มะม่วง ขี้เหล็ก เป็นไม้ขึ้นเอง ต้นไม่สูงมากหน้าบ้านเป็นสตูดิโอของน้องชาย ข้างบ้านก็เป็นลานโล่งติดกับรถไฟฟ้า ตอนนี้ใช้เป็นลานจอดรถของญาติ ซึ่งอีกหลายปีเราจะยังได้วิวโล่งๆ แบบนี้ แต่มองไปไกลๆ นี่ตึกสูงเต็มไปหมด ปีหน้าก็จะมีสร้างขึ้นอีกด้านหลังสตูดิโอ”

นภสินธุ์ มีโจทย์ให้ดีไซเนอร์ในการออกแบบบ้าน ง่ายๆ กว้างๆ คือ ขอบ้านโล่งๆ ดูแล้วสบายตา เป็นธรรมชาติ ซึ่งสิ่งที่ได้มาและเห็นชัดคือ วัสดุที่ใช้ก่อสร้างบ้านเป็นไม้จริง หินจริง และเน้นให้เห็นพื้นผิวชัดเจนพื้นที่ในบ้านทางเดินเชื่อมต่อกันหมด ไม่มีเสามาเกะกะรกสายตา มีห้องเยอะแต่ห้องถูกซ่อนอยู่ภายใต้ผนังไม้บานใหญ่ มีประตูขนาดใหญ่แนบชิดอยู่ ถ้าไม่ผลักก็ไม่รู้ว่าเชื่อมต่อกับอีกห้องได้

“ผมบอกดีไซเนอร์ ครอบครัวมีสมาชิก 4 คน พ่อแม่ลูกชายลูกสาว เขาดีไซน์เป็น 3 ชั้น กลัวข้างล่างเสียพื้นที่ บวกกับช่วงนั้นคุณพ่อป่วย ก็เลยได้มานอนห้องข้างล่าง ตอนนี้คุณพ่อเสียแล้ว ในอนาคตก็จะดัดแปลงเป็นออฟฟิศ มีที่จอดรถได้ 4 คันยังมีเหลือพื้นที่ด้านหน้า ตั้งใจจะทำสระว่ายน้ำขนาดแค่พอให้ลูกได้ว่ายเล่นสนุก เพราะตอนนี้ลูกเพิ่ง 2 ขวบบ้านดูจากภายนอกเหมือนสูง ทางขึ้นเหมือนสูงมาก แต่จริงๆ เรามีห้องข้างล่าง แล้วเราทำทางขึ้นแบบลาดชัน วีลแชร์เข็นขึ้นได้ วัสดุใช้เป็นหินธรรมชาติ หินกาบสีเทาดำ หินแกรนิต ช่างเน้นทุกอย่างให้เป็นธรรมชาติ พื้นในบ้านมีทั้งหินอ่อน และไม้สัก หินอ่อนช่วงทางเข้าบ้านกับโซนห้องครัวกินข้าว ผนังก็นำหินมาตัดแล้วติดหินเข้าไปให้เห็นความดิบของวัสดุ เน้นประตูไม้บานใหญ่เป็นผนังปิดทึบได้เลย”

บ้านหลังนี้สร้างแล้วเสร็จเมื่อ 3 ปีที่แล้ว หากภายในยังมีการตกแต่งเรื่อยๆ “เราไม่รีบ เพราะอย่างตอนนี้ลูกๆ ก็นอนห้องเดียวกับเรา ผมว่าเราเลือกที่มันถูกใจ เพราะเรายังไม่ได้ใช้งานเต็มที่ แล้วผมชอบงานที่แปลก บางอย่างต้องสั่งทำโต๊ะเก้าอี้ตรงห้องกินข้าวเลือกเป็นปีกว่าจะถูกใจ โต๊ะไม้สักขนาดใหญ่ยาวท็อปด้วยกระจก เก้าอี้เบาะหุ้มหนังแท้ วัสดุไม้แท้ ของคนไทยทำ เฉลี่ยต่อตัวเกือบหมื่นบาท

“โต๊ะกินข้าวเชื่อมต่อกับครัวฝรั่ง โต๊ะกลางท็อปด้วยหินอ่อน มีเก้าอี้ไม้ทรงสูง ห้องครัวคุมโทนสีดำ แล้วมองเห็นห้องรับแขก ซึ่งตอนนี้เป็นสนามเล่นของลูก ถ้าแม่ทำกับข้าวก็มองเห็นลูกได้ตลอดเวลา คืออยู่ส่วนไหนของบ้านก็มองเห็นกัน ได้ยินเสียงกันหมด ถ้าไม่เข้าห้องนอนปิดประตู”

บริเวณโถงเข้าบ้าน เพดานสูง ใช้กระจกเป็นหลังคา แบบสกายไลต์ ทำให้ได้รับแสงธรรมชาติตลอดทั้งวัน และแสงแดดในอุณหภูมิไม่ร้อนจัด มีเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้นที่แสงแดดลงเต็มๆ เพราะได้ผ่านการคำนวณทิศทางแสงมาแล้ว

“ผมชอบแสง บ้านหลังนี้มีโคมไฟเยอะมาก มากลางวันได้อีกแสงหนึ่ง มากลางคืนได้อีกแสงหนึ่ง มันช่วยให้อารมณ์ของบ้านแตกต่างกัน จะว่าผมขี้เบื่อก็ได้(หัวเราะ)”

ข้างบนมีห้องนั่งเล่นดูทีวี มีห้องพระ และ 2 ห้องนอนใหญ่ ภายในมีห้องน้ำและห้องแต่งตัว “ข้างบนผมให้โจทย์ว่าจะต้องเดินจากห้องพ่อแม่ไปหาห้องลูกได้ แบบไม่มีอะไรกั้นห้องน้ำตั้งใจว่า มองออกไปให้เห็นสวนเล็กๆ ก็จัดไม้กระถาง แต่อีกห้องหนึ่งได้วิวสวนจริงๆ เลย แล้วห้องน้ำเป็นห้องที่ใช้เงินในการตกแต่งเยอะกว่าทุกห้อง แพงแบบหน้ามืด ใช้วัสดุที่ดี กระเบื้องนำเข้า เฟอร์นิเจอร์สั่งทำ ดีไซน์เองเพื่อให้เข้ากับพื้นที่ของเรา”

ที่กั้นบันไดและในส่วนทางเดินด้านบนใช้เป็นกระจกเพื่อความโปร่งโล่ง และยังช่วยให้มิติของแสง และมีระเบียงรอบบ้าน

“ระเบียงช่วยทำให้บ้านมีมิติ และเปิดรับลม แต่ผมเบื่อเรื่องฝุ่น แถวนี้มีการก่อสร้างเยอะ แต่เรื่องลมถูกใจมาก แล้วที่ใช้กระจกความตั้งใจของผม เปิดประตูเข้าบ้านมามองขึ้นไปข้างบนเจอห้องพระ ซึ่งเราใช้ผนังกระจก ด้านหลังก็เป็นทางเดินลงชั้นหนึ่ง แล้วมีระเบียง ติดตั้งชิงช้า มีโคมไฟซึ่งใช้เวลาเลือกนาน เป็นแบรนด์คนไทยจากเชียงใหม่ เข้ามาก็มองเห็นระเบียงนี้สวยชัดเลย”

หากมองจากภายนอกตัวบ้าน เหมือนมีบ้าน 2 หลัง เพราะกำแพงหินกาบเสมือนแบ่งสัดส่วน ซึ่งกำแพงนี้เป็นผืนเดียวกันทั้ง 2 ชั้น ตั้งแต่นอกบ้าน มาถึงในบ้าน ทะลุไปถึงระเบียงหลังบ้าน แล้วตัดช่องว่างให้เป็นทางเชื่อมกับห้องรับแขก

“บ้านในหัวผม ตอนแรกผมอยากได้บ้านเล็ก แต่พอทำใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตามจินตนาการของเรา ดูจากยูทูบชอบถูกใจตรงไหนแล้วมาตกผลึก โดยสำคัญเลยคือ ผมอยู่ห้องทำงาน ภรรยาอยู่ในครัวสามารถคุยกันได้ เราต้องการความรู้สึกเชื่อมถึงกันหมดเราพยายามไม่ตกแต่งเยอะ เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น ตู้ทุกอย่างถูกซ่อนหลังผนังไม้ เพราะเมื่อก่อนเราอยู่บ้านที่มีข้าวของเยอะ หลังใหม่ก็อยากได้ของน้อยๆ ดูสบายตาผมกลับบ้านทุกวัน ยกเว้นไปต่างประเทศ กินข้าวเช้าเย็นที่บ้าน ผมติดบ้านติดที่ ผมชี้ได้ทุกจุดว่าในบ้านนี้ ส่วนไหนทำจากอะไร ทุกขั้นตอนเราเห็นหมด ทำไมถึงดีไซน์นี้ มันยิ่งทำให้ผูกพัน ถึงจะอยู่มาเพียง 2 ปีกว่า แต่ทุกอย่างในบ้านนี้เราเลือกเองหมด”

ปลูกผักและต้นไม้ การลงทุนที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573037

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2561 เวลา 11:30 น.

ปลูกผักและต้นไม้ การลงทุนที่ยั่งยืน

เรื่อง กั๊ตจัง

ไม่มีอะไรที่ยั่งยืนในโลกใบนี้ที่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา แม้กระทั่งงานที่เราคิดว่ามั่นคงที่สุด หรือแม้แต่การลงทุนในธุรกิจที่มั่นคงที่สุดก็อาจจะไม่ใช่เช่นนั้น แต่การลงทุนที่มั่นคงที่สุดคือการลงทุนสร้างชีวิตของตัวเองให้มั่นคงด้วยการพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด หาเงินและดูแลเงินอย่างชาญฉลาดด้วยตัวเราเอง

จนกระทั่งชีวิตได้เดินทางมาถึงช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนมุ่งตรงสู่เป้าหมายความสงบสบายอย่างที่คาดหวัง และกำเงินไปสู่การลงทุนก้อนสุดท้ายด้วยการลงทุนไปกับต้นไม้และพืชผักสวนครัว ชีวิตเราเป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อถึงเวลาที่เรี่ยวแรงถดถอย ความสุขเล็กๆ เวลาได้อยู่บ้านกับการมองชีวิตที่สร้างขึ้นกับมือ เป็นความสุขที่ได้ทั้งสุขภาพที่ดี และมีเงินเหลือใช้

ปลูกผักประหยัดเงิน

การลงทุนปลูกผักในวัยเกษียณเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เราไม่จำเป็นต้องทำสวนขนาดใหญ่เป็นไร่ๆ ขอแค่มีพื้นที่เล็กๆ ริมกำแพงบ้านผนังบ้านสักด้านให้เราปลูกสวนผักแนวตั้ง เพียงเท่านี้เราก็จะได้ผักที่สามารถเก็บรับประทานได้ตลอดทั้งปี เพียงแค่ปลูกหมุนเวียนกันไปแล้วค่อยๆ เก็บมารับประทานทุกเช้า

การลงทุนปลูกสวนผักแนวตั้งอาจจะต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นประมาณ 5,000-12,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบการดูแลแต่ไม่ว่าจะลงทุนระดับใดก็ให้ผลออกมาคล้ายๆ กันคือผักออร์แกนิกที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งช่วยทำให้คุณประหยัดค่าผักสำหรับประกอบอาหารได้อย่างน้อยราวๆ 60 บาท/วัน

หักลบต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าน้ำ ค่าปุ๋ย 50 บาท/เดือน คุณจะประหยัดเงินค่าผักไปได้ประมาณ 1,650 บาท/เดือน คืนทุนได้ในเวลาไม่ถึง 10 เดือน ผลผลิตที่เหลือสามารถส่งขายต่อให้กับกลุ่มรับซื้อผักออร์แกนิกและผักไฮโดรโปนิกส์ สร้างรายได้เสริมเล็กๆ น้อยๆ อีกทางหนึ่งด้วย

ผักที่นิยมปลูกในสวนส่วนมากแล้วจะเป็นผักสลัด ถั่วผักยาว พริก และผักอื่นๆ ที่เจ้าของบ้านชอบรับประทานเองเสียมากกว่า ซึ่งมีไม่กี่ชนิดที่เรารับประทานกัน เช่น ผักคะน้า แตงกวา ผักชี มะนาว ตะไคร้ ใบมะกรูด ผักบุ้ง เป็นพืชผักสวนครัวที่เราซื้อเป็นประจำ

สิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมคืออย่าท้อในการปลูกผัก ผักเป็นพืชที่เติบโตง่ายแต่ก็น้อยใจได้ง่ายเช่นกัน อ่อนไหวต่อแมลง และโรคพืช เราจึงต้องศึกษาหาความรู้เรื่องการปลูกผักแต่ละชนิดเอาไว้ เสียเวลาไม่กี่วันแต่ใช้หากินได้ตลอด

ปลูกต้นไม้สบายใจ

ต้นไม้ทุกต้นมีค่ามีราคามากกว่าที่เราคิด แม้จะเป็นต้นไม้ที่เราปลูกไว้มานานแล้ว ก็สามารถขายได้โดยการติดต่อธุรกิจขายต้นไม้ โดยเฉพาะไม้ขนาดใหญ่และมีพื้นที่ที่กว้างพอที่จะขุดขนย้ายได้ ก็สามารถมีรายได้หลักพันบาทต่อต้นโดยเฉพาะต้นไม้ที่โตช้า แต่เมื่อเป็นไม้ใหญ่แล้วจะให้ความร่มรื่นสวยงามอย่างมาก

ไม้ใหญ่ส่วนมากโตช้าแต่ดูแลง่ายอาศัยแค่การให้ปุ๋ยพรวนดินเป็นระยะต้นไม่ก็จะเจริญงอกงามดี นอกจากนี้ข้อดีของการปลูกไม้ใหญ่ก็คือการดูดซับมลพิษและฝุ่นโดยรอบที่จะพัดเข้าสู่ตัวบ้าน ทำให้เราสุขภาพดีขึ้นเจ็บป่วยน้อยลง เสียค่าหมอค่ายาน้อยลง

ตอนกลางวันร่มไม้จะช่วยสร้างความแตกต่างของอุณหภูมิทำให้เกิดลมพัดเย็น ตอนกลางคืนต้นไม้จะคายไอน้ำออกมาส่วนหนึ่งช่วยทำให้อากาศรอบบ้านเย็นขึ้น ทำให้เราประหยัดค่าไฟจากการใช้เครื่องปรับอากาศ ทั้งช่วงเวลากลางวันและกลางคืน เป็นการลดค่าใช้จ่ายให้บ้านโดยไม่รู้ตัว

หากชอบดอกไม้การจะปลูกไม้ดอกก็ดูแลง่ายได้ราคา ตั้งแต่กล้วยไม้ ดาวเรือง ไปจนถึงดอกกุหลาบ คุณอาจจะแบ่งประเภทเป็นไม้ดอกสวยงาม หรือไม้ดอกที่ส่งกลิ่นหอมทั้งกลางวันและกลางคืน หากลงดินแล้วเติบโตแพร่พันธุ์ได้ดี ขยายพันธุ์ได้เอง ส่วนเกินจากพื้นที่ปลูกก็สามารถขุดออกมาขายได้ยิ่งต้นใหญ่ดอกสวยยิ่งได้ราคา

บางครั้งเราก็สามารถใช้เป็นของฝากเวลาไปเยี่ยมเยือนผู้ใหญ่ ซึ่งส่วนมากจะชื่นชอบคนที่ให้ต้นไม้ดอกไม้แปลกๆ เพราะต้องการเอามาประดับสวนที่บ้านอยู่แล้ว

ดังนั้นการปลูกต้นไม้ไม่ใช่แค่ปลูกให้มีพื้นที่สีเขียวสบายตา แต่เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพและการประหยัดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในทางอ้อม แม้จะมีค่าแค่ไม่กี่ร้อยกี่พันบาทแต่เมื่อรวมเป็นปีแล้วก็ถือว่าประหยัดและดีต่อตัวเราเองในอนาคตได้มากกว่าที่คิด

ชวนท รัตตกุล ฟู้ดดี้ผู้หลงใหล ในวัฒนธรรมอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572863

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

ชวนท รัตตกุล ฟู้ดดี้ผู้หลงใหล ในวัฒนธรรมอาหาร

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ปั๊ป หรือ ปุ๊ปปั๊ป “ชวนท รัตตกุล” ที่นักกินหลายคนรู้จัก และหลายคนก็อาจจะเริ่มหลงรักเขาแล้วด้วยในตอนนี้ กับฐานะของฟู้ดดี้ นักกินนักชิมเจ้าสำราญ พิธีกรร่วมรายการ Eat with Chefs รายการอาหารใหม่ล่าสุด ผู้หลงใหลในอาหารและวัฒนธรรมที่หลากหลาย จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้ออกเดินทางไปตระเวนกินมาแล้วทุกมุมโลก ตั้งแต่ร้านมิชลินไปจนถึงสตรีทฟู้ด อินสตาแกรมของเขา puppup_foodlife มีผู้ติดตามมากกว่าหมื่นฟอลโลเวอร์

ปุ๊ปปั๊ป บุตรชายคนเดียวของ ดร.อาณัติชัย รัตตกุล และเยาวณีย์ นิรันดร ผู้แทน คริสตี้ ออกชั่น ประเทศไทย และเจ้าของโรงเรียนนานาชาติเซนต์ แอนดรูว์ส กรุงเทพ (St.Andrews International School) ย่านสุขุมวิท เขาจบไฮสกูลที่ Harrow School ประเทศอังกฤษ และจบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่งด้าน Corporate Finance จากมหาวิทยาลัยเซาท์เทิร์น แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

ความหลงใหลในเรื่องอาหาร ต้องย้อนกลับไปในวัย 3-4 ขวบ คุณยาย-ปราณี นิรันดร ซึ่งเลี้ยงดูแลเขามาแต่เล็กเป็นผู้รักในการทำอาหารอย่างมาก คงด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้ทุกอย่างซึมซับ ปุ๊ปปั๊ปใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในครัวกับคุณยาย ดูคุณยายทำอาหาร เป็นลูกมือช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่เด็กตัวเล็กๆ จะทำได้ หรือแม้กระทั่งไปจ่ายตลาด ก็ตามติดคุณยายไปทุกครั้ง

“ผมโตมากับคุณตาคุณยายที่จังหวัดสุพรรณบุรี คุณยายทำอาหารอร่อย มีสูตรอาหารไทยหากินยากมากมาย ทั้งหมี่กรอบชาววัง ปลาตะเพียนต้มเค็ม และอีกหลายอย่างที่อร่อยมาก”

อายุ 11 ปี ไปเรียนหนังสือที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ จากคุณยายไปเสียนาน แต่หัวใจที่รักชอบการกินการทำอาหารไม่หายไปไหน ทั้งๆ ที่ก็ต้องบอกว่า ระหว่างใช้ชีวิตอยู่ในอังกฤษนั้น การกินอยู่ก็เป็นไปแบบประทังชีวิต เจ้าตัวใช้คำว่า “ตามมีตามเกิด” กินแบบนั้นอยู่ถึง 8 ปี จบไฮสกูลอายุสิบแปดไปเรียนต่อที่สหรัฐนั่นแหละ ถึงได้พบกับความรักความชอบในหัวใจอีกครั้ง

“ค้นพบแพสชั่นของตัวเองว่าคืออาหารเมื่อเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ช่วงนั้นทำธุรกิจขายหนังสือมือสอง ก็เริ่มมีรายได้ เมื่อมีรายได้ก็เดินทางไปหาอะไรกิน ผมเรียนหนังสืออยู่แอลเอและได้รู้ตั้งแต่ตอนนั้นว่า เพื่อนกินหายาก”

“กลุ่มเพื่อนกิน” ของปุ๊ปปั๊ปเป็นเพื่อนนักศึกษาที่ชอบกินเหมือนกันจำนวนไม่กี่คน “การเดินทางไปหาอะไรกินกัน” ของพวกเขา คือการขับรถไปซานฟรานซิสโก ใช้ระยะเวลาเดินทาง 5-6 ชั่วโมง เพื่อไปกินอาหารที่ร่ำลือหรืออยากกินสักจานหนึ่ง ปุ๊ปปั๊ปใช้คำว่า เป็นการตระเวนกิน ที่เมื่อว่างก็จะนั่งลงทำลิสต์หรือรายการอาหาร ที่จะดั้นด้นเดินทางไป จำได้ว่าโพยยาวเป็นหางว่าว

หลายคนถามว่า บ้าหรือเปล่า สมัยนั้นไม่มีโซเชียลมีเดีย สิ่งที่ปุ๊ปปั๊ปกับกลุ่มเพื่อนกินของเขาบุกตระเวนไปในรัฐต่างๆ ทั่วสหรัฐ จึงเป็นอะไรที่สร้างความแปลกใจให้ผู้คนรอบข้างอยู่พอสมควร และก็เป็นช่วงนี้เองที่ปุ๊ปปั๊ปหลงรักไวน์ พวกเขาไปที่นาป้า วัลเลย์ คาลิฟอร์เนีย เมืองที่เต็มไปด้วยไร่องุ่น เมืองของคนรักไวน์ ที่นั่นปุ๊ปปั๊ปถึงกับเข้าเรียนในคลาสไวน์ กินอาหารกับไวน์ให้อร่อย และเริ่มสะสมไวน์ดีๆ มาตั้งแต่นั้น

ปุ๊ปปั๊ปกลับเมืองไทย แต่ยังไม่ทำธุรกิจอาหารที่ชอบ เขาทำงานด้านไอบีเป็นที่ปรึกษาการลงทุน หรือ Invesment Banking ที่บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ริล ลินช์ ภัทร จากนั้นย้ายมาทำไอบีที่บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ก่อนจะลาออกเพื่อช่วยธุรกิจครอบครัว เป็นประธานบริหาร โรงเรียนเซนต์ แอนดรูว์ส กรุงเทพ เมื่อธุรกิจโรงเรียนมั่นคง ได้ปลีกตัวมาทำร้านอาหาร เขาคือผู้ก่อตั้งและผู้จัดการร้านอาหารญี่ปุ่นที่โด่งดัง TenYuu

“ผมชอบในสิ่งที่ท้าทายชีวิต ผมท้าทายตัวเองในธุรกิจร้านอาหารและกระโจนเต็มตัว เท็นยู สาทร เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่พัฒนาแบรนด์จนประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันขายธุรกิจไปแล้ว และกำลังกระโจนเข้าสู่สิ่งท้าทายอันดับต่อไป”

ปัจจุบันเขาร่วมกับเชฟแรนดี้-ชัยชัช นพประภา เชฟหนุ่มมากฝีมือ เจ้าของและหุ้นส่วนร้าน Fillet ทั้งคู่ร่วมกันเป็นผู้ดำเนินรายการ Eat with Chefs รายการอาหารรูปแบบใหม่ ที่เจาะลึกและสำรวจวิธีคิดของเหล่าเชฟคนดัง เผยเบื้องหลังอาหารจานเด็ดที่ถูกคิดค้นขึ้นมาจากตัวตนของเชฟแต่ละคน

“อาหารจานหนึ่งผ่านความหลงใหลในวัตถุดิบ เครื่องปรุง ผ่านการสั่งสมเทคนิคและประสบการณ์อย่างไร จึงสร้างสรรค์ออกมาเป็นเมนูซิกเนเจอร์ประจำร้านที่ใครๆ ต้องไปกิน เราพาไปตะลุยอาหารร้านโปรด ตั้งแต่ร้านหรูแบบไฟน์ไดนิ่งหรือสตรีทฟู้ดข้างทาง”

สำรวจความชอบ วิธีคิด วิธีมองโลกผ่านอาหารที่เชฟโปรดปราน ปุ๊ปปั๊ปเล่าว่า นี่คือจุดแข็งของ Eat with Chef รายการพาไปร้านที่เชฟกิน ดูว่าเขาเลือกอย่างไร ความพิเศษ ตัวตน อินไซด์หรือข้อมูลลึกๆ ที่นักกินนักดื่มต้องรู้ ความอร่อยเป็นแค่เบื้องต้น อาหารหนึ่งจานนั้น นอกจากส่วนผสมของรสชาติแล้ว คือเรื่องราว คือความเข้าใจความเข้าถึงความคิดของเชฟ

“เอนจอย อีทติ้ง-ได้ แอพพรีชิเอท-ไม่เสมอไป สำหรับผมอาหารไม่ใช่สิ่งที่แค่ถ่ายรูปออกมาสวย นั่นไม่ใช่ความอร่อย แต่เป็นความไร้จิตวิญญาณในการทำอาหารที่สุด”

ได้มีโอกาสพบฟู้ดดี้ตัวจริงเสียงจริงทั้งที อยากรู้ว่าปุ๊ปปั๊ปชอบกินอาหารอะไรมากที่สุด เจ้าตัวยิ้มกว้างตอบว่า สูงสุดคืนสู่สามัญ บางทีก็ชอบมากที่จะได้กินผัดกะเพราหมูกรอบดีๆ สักจาน และแน่นอนที่สุดที่กินเมื่อไหร่ก็อร่อยเมื่อนั้น ได้แก่ หมี่กรอบชาววังและปลาตะเพียนต้มเค็มสูตรของคุณยายปราณีนั่นเอง ปัจจุบันคุณยายอายุ 86 ปีแล้ว

สำหรับอาหารต่างประเทศ ชอบกินอาหารญี่ปุ่น เนื่องจากหลงรักวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นที่เหมือนศิลปะกินได้และความล้ำเลิศของความเรียบง่าย โดยส่วนตัวมองว่า อาหารทุกประเทศในโลก ต่างสื่อสารวัฒนธรรมของคนประเทศนั้นๆ ความหอม ความละมุน ความเผ็ดร้อนที่สอดแทรก ความแตกต่างกลมกลืน ทั้งหมดคือเสน่ห์ของอาหารที่เขาหลงรัก

ความหลงรักในอาหารและวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ ทำให้ปุ๊ปปั๊ปบินไปทั่วโลก งานหลักของเขาอาจกล่าวได้ว่า คือการเดินทางไปกินในสถานที่ต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก ร้านอาหารที่เจ้าตัวเองเป็นผู้ปักหมุดหมาย ปกติในแต่ละปีจะบินประมาณ 30-40 ทริป ทริปเพื่อกินบินทั่วโลก ประสบการณ์และเพื่อนใหม่ๆ คือสิ่งที่เร้าใจชายหนุ่ม

ล่าสุดเพิ่งไปมาคือ เกาะฟารอส ไอส์แลนด์ ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่ที่ประเทศเดนมาร์ก ภูเขาและน้ำตกที่นั่นสวยมาก ร้านอาหารของที่นี่คือร้านอาหารเพียงหนึ่งเดียวของเกาะ ปุ๊ปปั๊ปบินไปที่เดนมาร์กแล้วต้องเช่าเหมาลำบินต่อไปที่เกาะ ใช้เวลาเดินทางอีกร่วม 4 ชั่วโมง แต่อย่างที่บอกว่าทิวทัศน์สวยจับใจ ขณะที่ประสบการณ์การกินอาหารที่นี่ ก็บอกได้เลยว่าอร่อยและประทับใจมาก

“ทำลิสต์ต้องกินมา 10 ปีแล้วครับ ทุกวันนี้โพยชื่อร้านที่จะต้องบินไปกินมิได้ลดน้อยลงเลย ณ ขณะนี้ก็ประมาณ 400-500 ร้านทั่วโลก และมีแต่จะยาวเหยียดเป็นหางว่าวต่อไปเรื่อยๆ”