จีน-ไทยใช่อื่นไกล! ผู้เข้าประกวด MCGT2025 ร่วมสืบทอดประเพณีเทศกาล ‘ทิ้งกระจาด 2568’

จีน-ไทยใช่อื่นไกล! ผู้เข้าประกวด MCGT2025 ร่วมสืบทอดประเพณีเทศกาล ‘ทิ้งกระจาด 2568’

จีน-ไทยใช่อื่นไกล! ผู้เข้าประกวด MCGT2025 ร่วมสืบทอดประเพณีเทศกาล ‘ทิ้งกระจาด 2568’

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.09 น.

เฮียไบรท์นำทีมผู้เข้าประกวด Miss Chinese Global Thailand 2025 ร่วมศึกษาและสืบทอดประเพณีเทศกาลทิ้งกระจาดประจำปี 2568 สมาคมฮกเกี้ยนแห่งประเทศไทย พร้อมร่วมเป็นจิตอาสามอบข้าวสารอาหารแห้งแก่ผู้ยากไร้ โดยในปีนี้  นายสันติ ซอโสตถิกุล นายกสมาคมฮกเกี้ยนแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการศาลเจ้าโจวซือกง ได้ต้อนรับนายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมงานเทศกาลทิ้งกระจาด ประจำปี พ.ศ. 2568 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้และเป็นงานการกุศลประจำปีของสมาคมฮกเกี้ยนแห่งประเทศไทย ณ ศาลเจ้าโจวซือกง ตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์

-(016)

IIFSA จัดพิธีมอบรางวัล ‘Astar Award’ เชิดชูผลงานเด่นจากวงการภาพยนตร์โลก

IIFSA จัดพิธีมอบรางวัล 'Astar Award' เชิดชูผลงานเด่นจากวงการภาพยนตร์โลก

IIFSA จัดพิธีมอบรางวัล ‘Astar Award’ เชิดชูผลงานเด่นจากวงการภาพยนตร์โลก

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.00 น.

เมื่อไม่นานนี้ พิธีมอบรางวัล Astar Award ครั้งแรกได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่ The Peninsula Lawn ในกรุงเทพฯ พิธีการในครั้งนี้มีธีมหลักว่า “ความหลากหลายที่หลอมรวม สืบสานวัฒนธรรม และนวัตกรรมเพื่ออนาคต” โดยได้กำหนดรางวัลออกเป็น 5 หมวดหลัก ได้แก่ หมวดการแสดง หมวดวัฒนธรรม หมวดวิชาการ หมวดความหลากหลายและอนาคต และหมวดเกียรติยศพิเศษ รวมทั้งหมด 29 รางวัล ในงานพิธีมีผู้มีความรู้ความสามารถมาร่วมงานมากมาย ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม บุคคลในวงการภาพยนตร์ และผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการจำนวนมากได้รับรางวัลจากการแสดงความสามารถอันยอดเยี่ยมและผลงานทางวิชาการ ซึ่งเป็นการเติมพลังใหม่ให้แก่แวดวงภาพยนตร์และการวิจัยวิชาการด้านภาพยนตร์

พิธีมอบรางวัล Astar Award ก่อตั้งโดย International Film and Science Academy (IIFSA) มุ่งเน้นแนวทางวิชาการในเรื่อง “การผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์และศิลปะ” IIFSA ก่อตั้งขึ้นในปี 2024 มี headquarters อยู่ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เป็นองค์กรวิชาการไม่แสวงหาผลกำไร สมาชิกของ Academy ได้แก่ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น New York University, University of California, Los Angeles, University of Southern California, University of Chicago, University of Leicester, Beijing Film Academy ฯลฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างบูรณาการของการวิจัยการศึกษาและการปฏิบัติด้านภาพยนตร์

คณะกรรมการคัดเลือกประกอบด้วยศาสตราจารย์จากสถาบันภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกและตัวแทนจากวงการ ครอบคลุมหลายสาขา เช่น ทฤษฎีภาพยนตร์ เทคโนโลยีภาพยนตร์ การศึกษา และการสร้าง เพื่อรับรองความเชี่ยวชาญและความยุติธรรมในการคัดเลือก ประธานคณะกรรมการคัดเลือกคือ Karl Bardosh ศาสตราจารย์จาก Tisch School of the Arts, New York University และผู้ได้รับรางวัล Tony Award สมาชิกได้แก่ Demetri Terzopoulos ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จาก University of California, Los Angeles และผู้ได้รับรางวัล Academy Award for Technical Achievement, Ian Conrich ศาสตราจารย์จาก Stockholm University, Tan Jing ศิลปินนักร้องที่มีชื่อเสียง และ Anton Juan ศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์จาก University of Notre Dame และผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Chevalier des Arts et des Lettres ของฝรั่งเศส

ในจำนวนนี้ รางวัลหมวดวัฒนธรรมเป็นจุดเด่นของพิธีมอบรางวัลในครั้งนี้ โดยกำหนด 4 รางวัล เพื่อผลงานที่เป็นตัวแทนในด้านการวัฒนธรรม การสืบสานวัฒนธรรม และการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ผลงานเหล่านี้แสดงถึงความของวัฒนธรรมแต่ละประเทศผ่านวิธีการเล่าเรื่องที่หลากหลาย ส่งเสริมความเข้าใจและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม สะท้อนถึงความหมายอันลึกซึ้งของภาพยนตร์ในมิติทางวัฒนธรรม

รางวัลหมวดวิชาการและหมวดเกียรติยศพิเศษมุ่งเน้นที่ “พลังเบื้องหลัง” และ “ผู้มีคุณูปการตลอดชีวิต” รางวัลหมวดวิชาการผลงานและบุคคลที่ได้อันโดดเด่นในด้านทฤษฎีภาพยนตร์ การวิจัยเทคโนโลยี และการการศึกษา ส่วนรางวัลหมวดเกียรติยศพิเศษมอบให้กับตัวแทนบุคคลและสถาบันที่บทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน การกำหนดรางวัลทั้งสองหมวดนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ให้กับรากฐานของอุตสาหกรรมและการสนับสนุนทางวิชาการ ทำให้พิธีมอบรางวัลไม่เพียงแต่ ผลงานศิลปะเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยรวมอย่างรอบด้าน

ในฐานะที่เป็นงานมอบรางวัลทางวิชาการที่ initiated โดยร่วมกันของสถาบันการศึกษาและวิชาการด้านภาพยนตร์ระหว่างประเทศ พิธีมอบรางวัล Astar Award จะยึดถือแนวคิดหลักด้านวัฒนธรรม วิชาการ และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการบูรณาการอย่างลึกซึ้งระหว่างศิลปะภาพยนตร์และเทคโนโลยี ในอนาคต งานพิธีจะยึดถือหลักการคัดเลือกที่และยุติธรรม สร้างแพลตฟอร์มการสื่อสารระหว่างประเทศ ส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างการวิจัยทางวิชาการและการปฏิบัติภาพยนตร์ และการพัฒนาร่วมกันของวิทยาศาสตร์และศิลปะภาพยนต์

-(016)

มูลนิธิชัยพัฒนา จับมือ เดอะมอลล์ กรุ๊ป จัดงาน ‘เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย 2025’ ผลผลิตจากแนวพระราชดำริ ‘กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’

มูลนิธิชัยพัฒนา จับมือ เดอะมอลล์ กรุ๊ป จัดงาน ‘เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย 2025’   ผลผลิตจากแนวพระราชดำริ ‘กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’

มูลนิธิชัยพัฒนา จับมือ เดอะมอลล์ กรุ๊ป จัดงาน ‘เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย 2025’ ผลผลิตจากแนวพระราชดำริ ‘กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นายกกิตติมศักดิ์และประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา พระราชทานพระราชานุญาตให้มูลนิธิชัยพัฒนาร่วมกับ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด จัดงานเทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทศวรรษแห่งคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ในปี 2568 เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ถึงคุณประโยชน์ของ “น้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์” ออกสู่สาธารณชน

ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานงานแถลงข่าว “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทศวรรษแห่งคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย” ณ สเฟียร์ แกลลอรี่ สอง (Sphere Gallery 2) ชั้น 2 ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทศวรรษแห่งคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย” จะจัดให้มีขึ้นระหว่างวันที่ 10 –  23 กันยายน 2568

วรลักษณ์ ตุลาภรณ์, ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และพลอยชมพู อัมพุช

ในงานแถลงข่าว ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล ได้กล่าวถึงพระราชดำริและประโยชน์สุขอันเกิดจากการปลูกต้นชาน้ำมันในประเทศไทย จนเกิดเป็นน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ รวมถึงความร่วมมือกับบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด  นอกจากนี้ ได้จัดให้มีการเสวนาเรื่องความร่วมมือระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนา และบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป โดย นางภากมล รัตตเสรี กรรมการและรองเหรัญญิกมูลนิธิชัยพัฒนา และ นางสาวพลอยชมพู อัมพุช ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด

ภากมล รัตตเสรี และพลอยชมพู อัมพุช  เสวนาบนเวที

หลังจากจบการเสวนา ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล ได้แสดงฝีมือการปรุงอาหารในเมนู “ไข่หน้าเขื่อน” ซึ่งใช้น้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ เป็นส่วนประกอบ โดยเมนูไข่หน้าเขื่อนเป็นการรวม 3 สูตรอาหารจาก 3 เรื่องราวในความทรงจำสุดประทับใจของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล นั่นคือ  “ไข่พระอาทิตย์” เมนูพระราชทานที่มีข้าวสวยเป็นส่วนผสม โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงปรุงไข่เจียวสูตรนี้พระราชทานแก่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ “ไข่ระเบิด” เมนูไข่เจียวจากครัวของกรมชลประทาน ที่ได้ลองชิมเมื่อครั้งตามเสด็จถวายงานพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่จังหวัดสกลนคร และ “อาหารกินด่วน” เมื่อครั้งปฏิบัติงานในโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคง ต้องใช้ชีวิตอยู่ในป่าถึง 11 ปี

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ปรุงเมนูไข่หน้าเขื่อน จากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย

พลอยชมพู อัมพุช ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่าตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่เดอะมอลล์ กรุ๊ป เดินเคียงข้างและสนับสนุนมูลนิธิชัยพัฒนา เราไม่เพียงเป็นห้างสรรพสินค้าแห่งแรกที่นำน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ มาจัดจำหน่าย ภายใน Gourmet Market ทั้ง 16 สาขาเท่านั้น แต่ยังได้สร้างสรรค์เมนูพิเศษที่ปรุงจากน้ำมันเมล็ดคามีเลียให้ลูกค้าได้ลิ้มลอง ที่ YOU HUNT WE COOK และมุมซุปสลัด อีกทั้งยังได้ให้การสนับสนุนการจัดงาน เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ อย่างต่อเนื่อง

เชฟแมกซ์-นันทวัฒน์ จรรยาลิขิต ปรุงเมนูซุปทรัฟเฟิลส์ จากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย

“สิ่งที่เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้ทำมาตลอด 10 ปี เกิดจากความตั้งใจที่จะเผยแพร่ให้ ‘น้ำมันเมล็ดคามีเลีย’ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น        ‘น้ำมันมะกอกแห่งโลกตะวันออก’ ของคนไทย ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ตามพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ต้องการให้คนไทยได้บริโภคน้ำมันที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ควบคู่กับการสร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่ราษฎรบนพื้นที่สูง และช่วยฟื้นฟูผืนป่าต้นน้ำให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ ลดปัญหาภาวะโลกร้อน และทำให้คนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเกื้อกูลตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 และในโอกาสครบรอบ 10 ปีแห่งความร่วมมือ งานในครั้งนี้เราจึงได้จัดทำผลิตภัณฑ์พิเศษ โดยนำ Soap และ Body Wash จากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย มาร่วมคอลแลบกับแบรนด์ไลฟ์สไตล์ยอดนิยม Butterbear เพื่อเพิ่มความสดใหม่ ผ่านดีไซน์ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เดอะมอลล์ กรุ๊ป เชื่อมั่นว่านี่คือความโชคดีของคนไทยที่ได้น้ำมันเมล็ดคามีเลีย ซึ่งเปรียบเสมือน ‘น้ำมันดีต่อใจ’ ไม่เพียงบำรุงสุขภาพกาย แต่ยังสร้างพลังใจให้ทุกฝ่ายได้ร่วมกันขับเคลื่อนความสำเร็จ โดยไม่ยึดผลกำไรเป็นเป้าหมาย หากแต่เป็นการคืนกำไรให้สังคมอย่างแท้จริง” พลอยชมพู กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานแถลงข่าวยังมีแบรนด์อาหารและร้านอาหารชื่อดังร่วมจัดแสดงเมนูตัวอย่าง ให้ผู้ร่วมงานได้ลิ้มลองความอร่อยที่มาพร้อมคุณประโยชน์จากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ได้แก่ ร้านชาม, ผัดไทยคุณชู Ama Curry, กิมง้วนลูกชิ้นปลา, You Hunt We Cook, ร้านจึงอังลัก, ร้านตั้งใจย่าง, Shirokumaya Bakery, ร้านครัวต้นฝน, Soup By Gourmet Market, แม่ประนอม, TGM, ขนมเปี๊ยะไส้ทะลัก, ร้าน Soft Thai และ Thai Vietjet Air เป็นต้น

ทั้งนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ  สยามบรมราชกุมารี นายกกิตติมศักดิ์และประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา จะเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปยังศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ กรุงเทพมหานคร เพื่อทรงเปิดงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทศวรรษแห่งคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย” ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสูตรอาหารที่มีน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ เป็นส่วนประกอบ และทรงสาธิตการปรุงอาหารพระราชทานแก่ผู้ร่วมงาน  ในวันศุกร์ที่ 12 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 14.30 น.

ภายในงาน ณ Em Market ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ได้มีการจัดแสดงนิทรรศการ “ต้นทางผืนป่าปลายทางน้ำมันเมล็ดคามีเลีย” ที่บอกเล่าเรื่องราวและความรู้เกี่ยวกับน้ำมันเมล็ดคามีเลีย อาทิ เรื่องเล่าของน้ำมันเมล็ดคามีเลีย การเดินทางของต้นชาน้ำมันสายพันธุ์ Camellia oleifera สู่การสร้างผืนป่าและรายได้สู่ราษฎร คุณประโยชน์มหัศจรรย์ของน้ำมันเมล็ดคามีเลีย สีธรรมชาติจากผืนป่า สร้างคุณค่างานหัตถกรรม และทศวรรษแห่งความร่วมมือสู่ความสำเร็จอีกก้าวในวันนี้

นอกจากนี้ พบสินค้าจากร้านค้าในเครือมูลนิธิชัยพัฒนา อาทิ สินค้าจากร้านภัทรพัฒน์ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย รวมถึงผ้าไหมย้อมสีจากเปลือกผลชาน้ำมัน สายพันธุ์ Camellia oleifera ฝีมือการทอจากกลุ่มเกษตรกรเครือข่ายโครงการศูนย์เรียนรู้ด้านหม่อนไหมแบบครบวงจร ของมูลนิธิชัยพัฒนา อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ รวมถึงความอร่อยจากร้านดังระดับมิชลินที่รังสรรค์เมนูจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ได้แก่ ลูกชิ้นลวกหอมเจียวน้ำมันเมล็ดคามีเลีย จากร้านกิมง้วนลูกชิ้นปลา, แกงปูใบชะพลู จากร้านครัวต้นฝน, บะหมี่เป๊าะคลุกแห้งยำโบราณ จากร้านชาม, ผัดไทยกุ้งคุณชู จากร้านผัดไทยคุณชู, ข้าวแกงกะหรี่หมูก้อนทอด จากร้าน Ama Curry, บะหมี่หมูแดงย่างเตาถ่าน จากร้านตั้งใจย่าง, หมูสะเต๊ะ จากร้านจึงอังลัก, ฟูจิซังโชกุปัง จากร้าน Shirokumaya Bakery

พบกับไฮไลต์การเปิดตัวน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ และผลิตภัณฑ์  Pat Pat’s Camellia Oleifera & Cocoa Butter Soap และ Body Wash ในรูปแบบ Butterbear Series ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างโครงการภัทรพัฒน์ มูลนิธิชัยพัฒนา กับ Butterbear แบรนด์ไลฟ์สไตล์สุดน่ารัก โดยนำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้วยดีไซน์ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ พร้อมคุณภาพที่สะท้อนความตั้งใจในการพัฒนาที่ยั่งยืน ความร่วมมือนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มการรับรู้แบรนด์ในวงกว้าง แต่ยังช่วยส่งต่อคุณค่าของผลิตภัณฑ์ไทยให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างมีสไตล์

YOU HUNT WE COOK สเตชั่นปรุงสดจากวัตถุดิบพรีเมียมในกูร์เมต์ มาร์เก็ต ได้สรรค์สร้างเมนูโดยใช้น้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ เป็นส่วนประกอบ พร้อมเสิร์ฟทั้งเมนูตะวันตกและตะวันออก เช่น ซี่โครงหมูบาร์บีคิว แซลมอนกระทะร้อน พอร์คช็อปกระทะร้อน ข้าวกะเพราเนื้อสับ ข้าวผัดไก่เม็ดมะม่วงหิมพานต์

น้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ผลผลิตจากแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ  สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้พระราชทานพระราชดำริในปี 2547 ให้มูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินการศึกษาและทดลองปลูกต้นชาน้ำมันสายพันธุ์ Camellia oleifera จากสาธารณรัฐประชาชนจีน จากนั้นมีพระราชดำริให้จัดตั้ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันได้ปรับชื่อโครงการเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมันเมล็ดคามีเลียและน้ำมันพืชอื่น ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อเป็นโรงงานผลิตน้ำมันจากเมล็ดชาน้ำมันสายพันธุ์ Camellia oleifera และพืชน้ำมัน ซึ่งโรงงานนี้จะผลิตน้ำมันคุณภาพสูงสำหรับการบริโภคและทำผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องอื่นๆ เช่น เครื่องสำอางบำรุงผิวและเส้นผม

การศึกษาและทดลองปลูกต้นชาน้ำมัน สายพันธุ์ Camellia oleifera ได้เริ่มดำเนินการในเขตพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน)  อันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นแห่งแรก ก่อนที่จะขยายไปในพื้นที่บริเวณใกล้เคียง ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกต้นชาน้ำมันในบ้านปางมะหันและบ้านปูนะ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ในการกำกับดูแลของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กว่า 3,464  ไร่ คิดเป็นต้นชาน้ำมัน 462,121 ต้น ถือเป็นการฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมและเป็นการทดแทนป่าไม้ที่ถูกทำลาย ขณะเดียวกันสามารถสร้างรายได้ให้แก่ราษฎรในพื้นที่ มีประชาชนได้รับประโยชน์มากกว่า 5,600 คน รวมถึงสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณประโยชน์ของการดูแลรักษาป่า และสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างเข้าใจและพึ่งพิงกัน ซึ่งเป็นไปตามพระราชดำริ “คนอยู่ร่วมกับป่า” ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อันจะนำไปสู่วิถีแห่งความสุข ความสมดุล และความยั่งยืนในที่สุด

ในส่วนของน้ำมันเมล็ดคามีเลียนั้น เป็นที่รู้จักในประเทศจีนนานกว่า 1,000 ปี มีประโยชน์มากมายจนได้ชื่อว่าเป็น น้ำมันมะกอกแห่งโลกตะวันออก เนื่องจากมีองค์ประกอบของไขมันที่ดีต่อร่างกายไม่ด้อยไปกว่าน้ำมันมะกอก และไม่มีกรดไขมันทรานส์ ซึ่งทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้น้ำมันเมล็ดคามีเลียยังมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดตีบ โรคอัมพาต โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ และยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งน้ำมันเมล็ดคามีเลียสามารถทนความร้อนได้มากกว่า 200 องศาเซลเซียส จึงทำให้สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะใช้ในการหมัก การผัด หรือการทอดด้วยอุณหภูมิสูง น้ำมันเมล็ดคามีเลียถือเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพของคนทุกเพศทุกวัย ปัจจุบันน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ได้อนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ในสินค้าน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภายใต้ตราสินค้าภัทรพัฒน์

ผู้สนใจสามารถซื้อน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ราคาพิเศษได้ภายในงานเทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ทศวรรษแห่งคุณค่าจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ระหว่างวันที่ 10 –  23 กันยายน 2568 ณ Em Market ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ และสามารถเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตจากน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์ ได้ที่ Gourmet Market ทุกสาขา โดยเมื่อซื้อสินค้าหรืออาหารภายในงานครบทุก 500 บาท รับ 1 สิทธิ์ ลุ้นรับรางวัลตั๋วเครื่องบิน สายการบิน Thai Vietjet Air จำนวน 5 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง สำหรับการเดินทางภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชันพิเศษภายในงานสำหรับลูกค้าธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) อีกด้วย

Capgras syndrome โรคที่ทำให้คนใกล้ชิดกลายเป็นคนแปลกหน้า

Capgras syndrome โรคที่ทำให้คนใกล้ชิดกลายเป็นคนแปลกหน้า

Capgras syndrome โรคที่ทำให้คนใกล้ชิดกลายเป็นคนแปลกหน้า

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คุณเคยรู้สึกว่าคนใกล้ชิดของคุณดูเหมือนจะไม่ใช่คนเดิมหรือไม่ อาจฟังดูเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ แต่มีภาวะทางจิตเวชหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าคนใกล้ชิดของพวกเขาถูกแทนที่ด้วยคนอื่นที่มีรูปลักษณ์เหมือนกัน ภาวะนี้เรียกว่า แคปกร้าส์ ซินโดรม (Capgras syndrome)

แพทย์หญิงปัทมาพร ทองสุขดี จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital กล่าวว่า แคปกร้าส์ ซินโดรม (Capgras syndrome) เป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่งที่พบได้ยาก ผู้ป่วยที่มีอาการนี้จะมีความเชื่อว่าคนที่รู้จักหรือใกล้ชิด เช่น ครอบครัว คู่รัก หรือเพื่อน ถูกสลับตัวและกลายเป็น “คนอื่น” หรือเป็น “ตัวปลอม” ที่มีลักษณะและพฤติกรรมเหมือนกับคนรู้จักทุกอย่างแต่ผู้ป่วยจะเชื่อว่านี่ไม่ใช่คนรู้จักหรือคนใกล้ชิดจริงๆ ส่งผลให้เกิดความสับสน ความไม่ไว้วางใจ และความวิตกกังวลอย่างรุนแรงในชีวิตประจำวัน

แพทย์หญิงปัทมาพร ทองสุขดี จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital

ผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการเด่น ดังนี้  รู้สึกไม่ไว้วางใจและหวาดระแวง: ผู้ป่วยอาจรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่ออยู่กับบุคคลที่ตนเชื่อว่าเป็นตัวปลอม

การปฏิเสธบุคคลใกล้ชิด:  แม้ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องจะพยายามยืนยันตัวตนอย่างไร ผู้ป่วยก็จะปฏิเสธและยืนยันว่าเป็นคนละคน

อารมณ์แปรปรวนและมีความรู้สึกไม่มั่นคง: ผู้ป่วยอาจรู้สึกหวาดกลัว วิตกกังวล หรือเศร้าโศก เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในความรู้สึกได้

สาเหตุของแคปกร้าส์ ซินโดรม ยังไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดแต่เชื่อกันว่าเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางโครงสร้างและการทำงานของสมองหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการจดจำ การรับรู้ใบหน้า อารมณ์ และอาจมีปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ ได้แก่ ภาวะสมองเสื่อม เช่น อัลไซเมอร์ , การบาดเจ็บที่ศีรษะ ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของสมอง และความเครียดรุนแรงหรือการเผชิญกับภาวะซึมเศร้า ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบการคิดและรับรู้

การรักษามักจะมุ่งเน้นไปที่การควบคุมอาการหลงผิดและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยมีวิธีการรักษา ดังนี้ การใช้ยา ยาที่ใช้ในการรักษาโรคจิตเภท เช่น ยาต้านจิตเวช อาจช่วยลดอาการหลงผิดและความวิตกกังวล โดยจิตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและกำหนดวิธีการใช้ยาอย่างเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน

การบำบัดแบบ Cognitive Behavioral Therapy (CBT) หรือการบำบัดด้านพฤติกรรมและความคิด สามารถช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีรับมือกับความคิดที่ผิดเพี้ยนและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ทั้งนี้ การรักษาผู้ป่วยโรคแคปกร้าส์ ซินโดรมมักต้องใช้เวลาและการรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการได้รับการสนับสนุนที่ดีจากครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการที่สงสัยว่าเป็นแคปกร้าส์ ซินโดรม ควรมาปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง

มูลนิธิรามาธิบดีฯ ส่งต่อความสุขไม่สิ้นสุด ผ่านของที่ระลึกการกุศล ‘กระต่ายน้อย Miffy’

มูลนิธิรามาธิบดีฯ ส่งต่อความสุขไม่สิ้นสุด ผ่านของที่ระลึกการกุศล ‘กระต่ายน้อย Miffy’

มูลนิธิรามาธิบดีฯ ส่งต่อความสุขไม่สิ้นสุด ผ่านของที่ระลึกการกุศล ‘กระต่ายน้อย Miffy’

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ความน่ารักไร้เดียงสาคือพลังที่ช่วยปลอบประโลมหัวใจได้อย่างน่าอัศจรรย์ มูลนิธิรามาธิบดีฯ ซึ่งยึดมั่นในพลังแห่ง “คำว่าให้…ไม่สิ้นสุด” มาโดยตลอด จึงได้ถ่ายทอดเจตนารมณ์ของการให้ผ่านคอลเลกชันของที่ระลึกการกุศลชุดพิเศษ “Miffy” โดยนำคาแรกเตอร์กระต่ายน้อยแก้มป่องสีขาว “มิฟฟี่” (Miffy) ที่ครองใจผู้คนทั่วโลกมายาวนานเกือบ 70 ปี มาแปลงโฉมเป็นของที่ระลึกดีไซน์สุดน่ารักหลากหลายไอเทม เพื่อเป็นสื่อกลางให้ทุกคนได้ร่วมส่งต่อพลังใจและความสุขผ่านการให้ที่ไม่สิ้นสุด

พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ เผยว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำคาแรกเตอร์ระดับโลกอย่าง ‘มิฟฟี่’ มาร่วมสร้างสรรค์คอลเลกชันพิเศษในครั้งนี้ มิฟฟี่เป็นตัวแทนของความสุข ความอบอุ่น และการมองโลกในแง่ดี  ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมูลนิธิฯ ที่ต้องการส่งมอบพลังบวกและความหวังให้แก่ผู้ป่วยและสังคม เราตั้งใจนำความน่ารักของมิฟฟี่มาถ่ายทอดลงบนของใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ทุกครั้งที่หยิบขึ้นมาใช้ จะเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสุขของการให้ และได้ระลึกว่าตนเองได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้อื่น ทุกการสนับสนุนจากแฟนๆ ของมิฟฟี่และผู้มีจิตศรัทธา จะถูกนำไปใช้ในการช่วยเหลือผู้ป่วยและสนับสนุนโครงการต่างๆ ของโรงพยาบาลรามาธิบดีให้เกิดประโยชน์สูงสุด”  

คอลเลกชันของที่ระลึกการกุศล “Miffy” ได้รับแรงบันดาลใจจากความเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยพลังบวกของ “มิฟฟี่” ตัวละครที่สร้างสรรค์โดย ดิ๊ก บรูนา (Dick Bruna) นักเขียนและนักวาดภาพประกอบชาวดัตช์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1955 เอกลักษณ์ของมิฟฟี่คือลายเส้นที่ชัดเจน รูปทรงเรขาคณิตที่ไม่ซับซ้อน และการใช้สีสันสดใส ทำให้มิฟฟี่เป็นที่รักและจดจำได้ง่ายของผู้คนทุกเพศทุกวัย ของที่ระลึกทุกชิ้นในคอลเลกชันจึงได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน โดยเน้นการใช้โทนสีม่วง ขาว เหลือง เขียว และน้ำเงิน เพื่อถ่ายทอดความสดใสและเป็นมิตรของมิฟฟี่ ซึ่งนอกจากจะสวยงามน่าสะสมและใช้ได้ในชีวิตประจำวันแล้ว คอลเลกชันนี้ยังเป็นตัวแทนของความปรารถนาดี เพราะรายได้จากการสนับสนุนจะนำไปสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ต่อไป

“Miffy” กระต่ายน้อยผู้ส่งต่อพลังบวกมายาวนานเกือบ 7 ทศวรรษ

“มิฟฟี่” กระต่ายเพศเมียสีขาว ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1955 จากจินตนาการของ ดิ๊ก บรูนา (Dick Bruna) นักเขียนและนักวาดภาพประกอบชาวดัตช์ ผู้เกิดในปีกระต่าย โดยมีจุดเริ่มต้นจากเรื่องราวที่เขาเล่าให้ลูกชายฟังก่อนนอน เกี่ยวกับกระต่ายสีขาวที่วิ่งเล่นในสวนระหว่างไปพักผ่อนกับครอบครัว จนกลายเป็นแรงบันดาลใจในการวาดภาพกระต่ายน้อยกระต่ายขนปุกปุยสีขาว หูตก เหมือนตุ๊กตากระต่ายทั่วไปขึ้นมาและตั้งชื่อว่า “มิฟฟี่” ซึ่งไม่ได้มีความหมายใดเป็นพิเศษ เขาเลือกชื่อนี้เพื่อให้ออกเสียงได้ง่ายในทุกภาษา เพราะชื่อภาษาดัตช์ของมิฟฟี่ คือ Nijnite มาจากคำว่า Konijnite แปลว่ากระต่ายน้อย นั้นอ่านยากเกินไป แรกๆ บางประเทศจะมีชื่อเฉพาะตามภาษาของตนแต่สุดท้ายทั่วโลกนอกจากเนเธอร์แลนด์ก็เรียกชื่อเดียวกันว่า “มิฟฟี่” 

ต่อมาในปี ค.ศ. 1963 มิฟฟี่ได้ถูกปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ใหม่ให้ดูเรียบง่ายขึ้น โดยใช้เพียงเส้นสายสีดำและรูปทรงเรขาคณิตง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เพียงนำวงกลม วงรี และสี่เหลี่ยมมาประกอบกัน ทำให้มิฟฟี่เวอร์ชั่นใหม่ดูมีเอกลักษณ์ น่ารัก ไร้เดียงสา ประกอบกับสีสันที่สดใส กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้มิฟฟี่เป็นที่จดจำและครองใจผู้คนทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน จากนั้นเรื่องราวของมิฟฟี่และผองเพื่อน อย่าง Melanie กระต่ายน้อยสีน้ำตาล กับ Boris หมีสีน้ำตาล ถูกถ่ายทอดผ่านหนังสือภาพขนาดสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ดิ๊ก บรูนา ออกแบบมาให้เด็กๆ ถือได้ง่าย และได้เรียนรู้ พร้อมสนุกสนานไปกับเรื่องราวต่าง ๆ รอบตัว ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นต้นแบบของหนังสือเด็กยุคใหม่ โดยหนังสือชุดมิฟฟี่มีมากกว่า 30 เรื่อง ได้รับการแปลไปแล้วหลายภาษา รวมถึงภาษาไทย และมียอดขายกว่า 80 ล้านเล่มทั่วโลก มิฟฟี่ยังเป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อถูกนำไปทำเป็นการ์ตูน นำไปเป็นลวดลายบนสินค้าต่างๆ มากมาย เช่น เครื่องเขียน ของใช้ในบ้าน ของตกแต่งเสื้อผ้า

ของที่ระลึกการกุศลในคอลเลกชันใหม่ “RAMA X Miffy” ได้รับออกแบบขึ้นเพื่อเป็นไอเทมไลฟ์สไตล์สุดน่ารักให้แฟนๆ ได้สะสม พร้อมเป็นสื่อกลางในการส่งต่อคุณค่าแห่งการให้ โดยมีผลิตภัณฑ์หลากหลายในราคาที่เข้าถึงได้  

สามารถสั่งซื้อได้แล้วที่มูลนิธิรามาธิบดีฯ (โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จ.สมุทรปราการ) สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2201-2222 (ในวันและเวลาราชการ) ติดตามข่าวสารได้ที่ FB • IG • LINE @RAMAFOUNDATION หรือสั่งออนไลน์ที่ :  www.ramafoundation.or.th ,LINE @RAMAFOUNDATION และ LINE SHOPPING และ Robinhood

คุณแหน : 2 กันยายน 2568

คุณแหน : 2 กันยายน 2568

คุณแหน : 2 กันยายน 2568

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • เดือนสิงหาคมนับเป็นเดือนที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญของโลก ประการหนึ่งคือวันรำลึกและการเสียชีวิตของนักร้อง/นักแสดง ที่ถือกันว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติการ ELVIS PRESLEY ที่คฤหาสน์ “GRACELAND” รัฐเทนเนสซี ช่วงรุ่งโรจน์ขอย้อนไปเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เมือง LAS VEGAS ผู้คนจากทั่วโลกนับแสนคนมุ่งหน้าสู่ลาสเวกัสเพื่อไปชมปฐมทัศน์ LIVE CONCERT DINNER ของราชาร็อค เอลวิส… สุรพล เมฆพงษ์สาทร ไทคูณคนดังของนครลอสแองเจลิสพาคณะวีไอพีจากไทยเดินทางไปพักผ่อน อริยะบทที่มหานครที่ไม่เคยหลับ ที่โฮเต็ลคอมเพล็กซ์คณะวีไอพีตื่นเต้นเห็นอเมริกันชนนับหมื่นคนเข้าคิวมีระเบียบเต็มล็อบบี้ เมื่อกระซิบถามว่ามาเข้าคิวรอซื้อตั๋วหรือ ฝูงชนว่าบัตรรายการขายหมดไปเป็นปีแล้วพวกเขากำลังรอเข้าชม ไทคูณสุรพลทั้งใจใหญ่และชำนาญพื้นที่เดินตรงเข้าไปพูดคุยกับ MAÎTRE D’ ของอินเตอร์ฯ พร้อมกับคาราวะด้วยธนบัตร 100 เหรียญติดๆกัน มาเธอร์ดีหันมายิ้มพูดนิ่มๆว่า O.K. เดี๋ยวอีกครึ่งชั่วโมงให้คุณพาคณะวีไอพีมารอผมที่ประตูพิเศษ เมื่อถึงเวลานัดหมายก็เป็นจริงดังว่ามาเธอร์ดีพาคณะวีไอพีเดินดุ่ยๆ ผ่านผู้ชมที่ซื้อตั๋วมาเป็นแรมปีตรงไปนั่งที่โต๊ะเซ็กชั่นเฟิร์สคลาสติดเวทีการแสดงพร้อมสตาร์ทด้วยล็อบเตอร์ดินเนอร์…
  • นี่แหละค่ะที่อเมริกันกันชนกล่าวว่าเป็น AXIOM ว่า “MONEY TALKS EVERYWHERE, BUT MIGHT BE LOUDER IN LAS VEGAS!”
  • อดีตผู้จัดการรัฐบาลคนดัง พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ เคยกล่าวไว้ว่า คนเป็นใหญ่มักชอบกิน “ก๋วยเตี๋ยวหมู” และ “ข้าวหน้าไก่ห้าแยก”… เป็นจริงดังว่า ท่าน “บิ๊กป้อม” พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกฯ ก็ชอบรับประทานข้าวหน้าไก่ฯ แถมยังมีฝีมือปรุงรับแขกได้เลย ล่าสุดวันสุกดิบก่อนวันศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน ท่านอดีตรองนายกฯ เปิดบ้านเลี้ยงต้อนรับ อนุทิน ชาญวีรกูล หน. พรรคภูมิใจไทย ด้วยฝีมือข้าวหน้าไก่ฯ นัยว่าพักหลังเบื่อรสชาติข้าวหน้าไก่เจ้าเก่า ผู้มีโอกาสลองลิ้มชิมรสสรุปว่ารสชาติสูตร “บ้านป่ารอยต่อ” อร่อยดีแต่จะออกแห้งๆรสจัด (อาจจะหนักไปทางอายิโนะโมะโต๊ะหรือไม่ ? )…
  • ทั้งหล่อและเก่งสมใจคุณพ่อ-คุณแม่ เน็ต-เนตต์ เขมะโยธิน ลูกชายสุดหล่อของ คุณพ่อนุติ-คุณแม่กมลชนก เรียนสำเร็จปริญญาตรีจากคณะ BASCII (หลักสูตรศิลปศาสตรและวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขานวัตกรรมบูรณาการ) จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยแล้ว และจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ในวันที่ 30 ก.ย.นี้… คุณแม่กวางเชิญชวนญาติมิตรให้มาร่วมแสดงความยินดีกันให้พร้อมหน้า…
  • เพจกองทัพบก Royal Thai Army แจ้งข่าวว่า กองกำลังบูรพา ประกาศกฎอัยการศึก กำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย แนวรักษาความสงบเรียบร้อย และมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ดังนี้ 1.ให้พื้นที่บ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เป็นพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย , 2.ให้ถนนศรีเพ็ญ ในพื้นที่บ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เป็นแนวรักษาความสงบเรียบร้อย , 3. มาตรการในการเข้าไปในพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย…
  • แม่ทัพภาค 2 – พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ไม่ได้มีแต่บทเข้มขรึมอย่างเดียวเท่านั้น บทน่ารักๆปะปนด้วยอารมณ์ขันก็มีเหมือนกัน ท่านเล่าว่า การได้รับเชิญไปเล่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ตามสถานที่ต่างๆ นั้น ไม่ได้ค่าตัวแต่อย่างใด หลังจากพูดเสร็จ ก็มีการมาขอถ่ายรูปด้วย แล้วมักจะถูกหอมแก้มเสมอ จนแก้มนี่ระบมหมดแล้ว มันก็แปลก ส่วนใหญ่มีแต่น้องผู้ชายมาหอมแก้ม แม่ทัพลุ้นอยู่ เมื่อไหร่มีสุภาพสตรีมาหอม แต่ไม่มีล่ะครับ 5555 “…ก็เด็กๆเขารักท่านน่ะค่ะ !!…

บารอนเนส

13 ปีพันธุ์ไทย แจกฟรี! ข้าวขาวคาร์บอนต่ำ 450,000 ถุง ตลอดเดือนกันยายนนี้

13 ปีพันธุ์ไทย แจกฟรี! ข้าวขาวคาร์บอนต่ำ 450,000 ถุง ตลอดเดือนกันยายนนี้

13 ปีพันธุ์ไทย แจกฟรี! ข้าวขาวคาร์บอนต่ำ 450,000 ถุง ตลอดเดือนกันยายนนี้

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.29 น.

พันธุ์ไทยโชคดีที่ได้ร่วมทางกับคนไทย  ในโอกาสครบรอบ 13 ปี พันธุ์ไทยขอมอบของขวัญแทนคำขอบคุณลูกค้าที่ให้การสนับสนุนตลอดมา แจกฟรี! “ข้าวขาวคาร์บอนต่ำ ตราพันธุ์ไทย” จากผืนนาของเกษตรกรไทยใน จ.กำแพงเพชร จำนวน 450,000 ถุง เพื่อส่งต่อความตั้งใจของชาวนาไทย ไปพร้อมๆ กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยข้าวที่ดีต่อผู้ปลูก ผู้บริโภค และโลกของเรา

พันธุ์ไทย ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันข้าวไทยให้ดังไกลไปทั่วโลกกับ “ข้าวขาวคาร์บอนต่ำ” ที่หอม อร่อย ไม่แพ้ข้าวหอมมะลิ และยังมีกระบวนการผลิต การแปรรูปด้วยวิธีการ และเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตั้งแต่การทำนาเปียกสลับแห้ง การจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งนอกจากผู้บริโภคได้ทานข้าวคุณภาพดี ชาวนาไทยมีรายได้ ครอบครัวเกษตรกรได้อยู่ร่วมกันในผืนดินถิ่นเกิดแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อน เพิ่มอากาศบริสุทธิ์ให้โลกของเราอีกด้วย

ร่วมยินดีกับการก้าวสู่ปีที่ 13 ของพันธุ์ไทย รับฟรี! ข้าวขาวตราพันธุ์ไทย 500 กรัม 1 ถุง มูลค่า 29 บาท เมื่อซื้อสินค้าใดก็ได้ครบ 120 บาท หลังหักส่วนลด สำหรับสมาชิกแมกซ์การ์ดเท่านั้น จำกัด 1 สิทธิ์/สมาชิก/วัน ตั้งแต่วันที่ 1 กัน ยายน 2568 – 30 กันยายน 2568 นี้ หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ที่ร้านพันธุ์ไทยทุกสาขาที่ร่วมรายการ ยกเว้นท่าอากาศยาน และบริการเดลิเวอรี

นิทรรศการการศึกษาไต้หวันและเส้นทางสู่อาชีพ ประจำปี 2568 ในประเทศไทย

นิทรรศการการศึกษาไต้หวันและเส้นทางสู่อาชีพ ประจำปี 2568 ในประเทศไทย

นิทรรศการการศึกษาไต้หวันและเส้นทางสู่อาชีพ ประจำปี 2568 ในประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.20 น.

เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษาไต้หวันและไทย ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างภาคการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนยกระดับการรับรู้เกี่ยวกับการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไต้หวันในประเทศไทย จึงได้จัดงาน “งานนิทรรศการการศึกษาไต้หวันและเส้นทางสู่อาชีพ” ประจำปีนี้ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 30–31 สิงหาคม 2568 โดยมีมหาวิทยาลัยจากไต้หวันเข้าร่วมทั้งสิ้น 39 แห่ง และมีบริษัทไต้หวัน 12 แห่ง มาตั้งบูธรับสมัครคนไทยเข้าทำงาน

ปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาลไต้หวัน สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป 

ในปีนี้ผู้จัดงานได้รวบรวมมหาวิทยาลัยชื่อดังจากไต้หวันจำนวน 39 แห่ง มาให้บริการแนะนำหลักสูตร วิธีการสมัคร ข้อมูลทุนการศึกษา และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการศึกษาต่อยังต่างประเทศ อีกทั้งคณะกรรมการส่งเสริมการสอบวัดทักษะภาษาจีนแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานที่พัฒนาการทดสอบวัดระดับความรู้ทางภาษาจีนก็มาร่วมงานด้วยเช่นกัน เพื่อให้ข้อมูลที่สมบูรณ์แก่ผู้ที่สนใจไปศึกษาต่อในไต้หวัน นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมชมงานยังมีโอกาสเข้าร่วมจับรางวัล โดยรางวัลใหญ่ที่สุดคือหลักสูตรภาษาจีนแบบเข้มข้น เป็นระยะเวลา 3 เดือน ผู้ได้รับรางวัลจะได้เรียนที่ศูนย์ภาษาจีนในสถาบันการศึกษาที่ไต้หวันฟรี! นอกจากนิทรรศการการศึกษาแล้ว ยังมีกิจกรรมการแนะแนวอาชีพ โดยเชิญบริษัทไต้หวัน 12 แห่งมาตั้งบูธให้คำปรึกษาด้านฝึกงานและประกอบอาชีพ ช่วยให้นักศึกษาวางแผนประกอบอาชีพหลังจากสำเร็จการศึกษาอย่างมั่นใจ ดังนั้น จึงขอเชิญชวนครู นักเรียน นักศึกษาและผู้ปกครองชาวไทยมาเข้าชมงานนิทรรศการกันเยอะๆ

ปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาลไต้หวัน สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างไต้หวันและไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 ทั้งสองฝ่ายได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านอาชีวศึกษา (TVET) และมอบโอกาสการฝึกภาคปฏิบัติให้แก่นักเรียนไทยที่ไปศึกษาในไต้หวัน ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับความร่วมมือในอนาคตด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี

ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับแผน “ส่งเสริมให้นักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนและพำนักในไต้หวัน” ของกระทรวงศึกษาธิการไต้หวัน จึงได้จัดพิธีเปิดศูนย์ความร่วมมือแลกเปลี่ยนบุคลากรนานาชาติไต้หวัน ประจำประเทศไทย (กรุงเทพมหานคร) อย่างเป็นทางการขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์บริการทางการศึกษาในเมือง: อาคารเคเอกซ์ (Knowledge Exchange – KX) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นบทใหม่ของการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างสองประเทศ โดยศูนย์ดังกล่าวจะให้บริการเกี่ยวกับหลักสูตรเตรียมภาษาจีน แพลตฟอร์มแลก เปลี่ยนด้านวิชาการ และทรัพยากรความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อช่วยให้นักศึกษาไทยไปศึกษาและหางานทำในไต้หวัน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยไทยและไต้หวันในการจัดตั้งหลักสูตรพิเศษเกี่ยวกับการผลิตบุคลากรด้านอุตสาหกรรมในระดับนานาชาติ (INTENSE Program)

เนื่องจากไต้หวันมีคณาจารย์คุณภาพสูง สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีความเป็นสากล การศึกษาระดับอุดมศึกษาของไต้หวันจึงได้รับความนิยมจากนักศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาโดยตลอด และกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของการพัฒนาบุคลากรในภูมิภาค ในปีที่ผ่านมามีนักศึกษาต่างชาติจำนวนกว่า 120,000 คน ไปศึกษาต่อที่ไต้หวัน โดยในจำนวนนี้มีนักศึกษาจากไทยเกือบ 5,000 คน ทำให้ประเทศไทยเป็นแหล่งนักศึกษาต่างชาติอันดับที่ 6 ของโลกที่มาเรียนในไต้หวัน ซึ่งแสดงถึงพลวัตด้านวิชาการอันเต็มเปี่ยม

Full Circle Biotechnology สตาร์ทอัพหนึ่งเดียวจากไทย เผยนวัตกรรมอาหารสัตว์ยั่งยืนติดอันดับโลก

Full Circle Biotechnology สตาร์ทอัพหนึ่งเดียวจากไทย เผยนวัตกรรมอาหารสัตว์ยั่งยืนติดอันดับโลก

Full Circle Biotechnology สตาร์ทอัพหนึ่งเดียวจากไทย เผยนวัตกรรมอาหารสัตว์ยั่งยืนติดอันดับโลก

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.13 น.

บริษัท ฟูลเซอร์เคิล ไบโอเทคโนโลยี จำกัด (Full Circle Biotechnology) จัดงานเสวนาพร้อมประกาศความสำเร็จในฐานะบริษัทสตาร์ทอัพ สัญชาติไทยหนึ่งเดียวที่เข้ารอบสุดท้าย 1 ใน 18 บริษัทจากทั่วโลกในโครงการ 2025 THRIVE Global Impact Challenge สาขาเทคโนโลยีทางด้านอาหาร (Food Technology) ในปีนี้ พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์โปรตีนทดแทนจากหนอนแมลงวันลาย นวัตกรรมใหม่สำหรับอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยมี  มร. ฟิลิกซ์  คอลลินส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัทฯ และทีมงานคนรุ่นใหม่ นำเสนอข้อมูลการพัฒนานวัตกรรมการผลิตอาหารสัตว์จากโปรตีนคาร์บอนต่ำ ในประเทศไทย เพื่อช่วยเกษตรกรและดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน พร้อมด้วยเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำรายใหญ่ของประเทศ ร่วมการันตีคุณภาพของโปรตีนทดแทนจากอาหารสัตว์ที่ผลิตจากหนอนแมลงวันลาย สามารถย่นระยะเวลาการเพาะเลี้ยง ลดต้นทุนอาหารสัตว์น้ำ สร้างรายได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ปัจจุบันการผลิตอาหารคิดเป็น 35% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก โดยเฉพาะโปรตีนจากสัตว์ เช่น เนื้อวัว กุ้ง และปลาป่น ที่ก่อให้เกิดมลภาวะมากที่สุด โดยมีสัดส่วนสูงถึง 12% ของการปล่อยทั้งหมดมาจากการผลิตอาหารสัตว์น้ำและปศุสัตว์ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นักลงทุนได้ทุ่มเงินกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อหาทางออกแทนปลาป่น แต่ไม่เคยมีทางเลือกใดที่ราคาถูกพอให้เกษตรกรใช้จริง

มร. ฟิลิกซ์  คอลลินส์ กล่าวว่า บริษัท ฟูลเซอร์เคิล ไบโอเทคโนโลยี จำกัด ก่อตั้งขึ้นด้วยความเชื่อมั่นว่าการพัฒนาอาหารสัตว์ควรเดินควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม เราภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนจากประเทศไทยเพียงหนึ่งเดียวในเวทีโลกครั้งนี้ และจะมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกที่ยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและช่วยเกษตรกรให้มีรายได้ที่มั่นคงขึ้น

ในปีนี้บริษัทมีแผนสร้างโรงงานแห่งใหม่ในประเทศไทย ซึ่งจะสามารถผลิตอาหารสัตว์จากโปรตีนคาร์บอนต่ำ มากถึง 7,000 ตันต่อปี เพื่อนำไปผลิตอาหารทะเลที่ยั่งยืนมากกว่า 13 ล้านมื้อต่อปี ซึ่งมากกว่าสองเท่าของยอดขาย Beyond Meat ในร้านอาหารสหรัฐฯ ด้วยการผสานนวัตกรรม วิสัยทัศน์ และความรับผิดชอบต่อสังคม จะช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุน ย่นระยะเวลาเพาะเลี้ยง และผลิตอาหารที่ดีต่อผู้บริโภคและดีต่อโลกในเวลาเดียวกัน บริษัทเชื่อมั่นว่าจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไทยสู่ความยั่งยืนในระดับโลก

“โปรตีนของฟูลเซอร์เคิลสามารถเป็นคาร์บอนเนกาทีฟถึง 42% (ตามผลการศึกษาภายในปี 2023) และสามารถทดแทนปลาป่นได้สูงสุด 75% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในตลาดเชิงพาณิชย์ ภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา บริษัทได้สร้างผลงานเป็นที่น่าพอใจ ทั้งการผลิตอาหารสัตว์ยั่งยืนและวัตถุดิบอาหารสัตว์ 280 ตัน, อาหารทะเลยั่งยืนที่ผลิตจากเกษตรกรพันธมิตร 200 ตัน เทียบเท่าอาหารยั่งยืนที่ส่งถึงผู้บริโภคจำนวน 500,000 มื้อ”  มร.ฟิลิกซ์  กล่าวสรุป

นายณัฐนนท์ บุญหล้า ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายปฎิบัติการบริษัท ฟูลเซอร์เคิล ไบโอเทคโนโลยี จำกัด กล่าวเสริมว่า ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพด้านนวัตกรรมของเรา แต่ยังเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าธุรกิจไทยสามารถก้าวสู่เวทีโลกได้อย่างภาคภูมิใจ เราจะต่อยอดงานวิจัยและเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาสูตรอาหารสัตว์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพ การแข่งขัน และความยั่งยืน เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไทย และสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนร่วมทุกภาคส่วน” 

นอกจากนี้  นายธนพนธ์ ศรีภักดี จากมงคลฟาร์มปลาช่อน ม.5  เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาช่อนรายใหญ่จากจังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ใช้อาหารสัตว์จากบริษัทฯ ยังได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ว่า จากการใช้ผลิตภัณฑ์อาหารปลาของบริษัทฯ ได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ ปลาที่อายุน้อยฟื้นตัวเร็วและเติบโตอย่างแข็งแรงเร็วกว่าปกติ อาหารมีประสิทธิภาพ อัตราการรอดชีวิตสูงขึ้นอย่างชัดเจน และเกล็ดปลามีความแข็งแรง สำหรับปลาที่โตเต็มวัย อาหารช่วยให้กล้ามเนื้อแน่น และไขมันลดลงอย่างมาก ช่วยลดต้นทุนและคุณภาพถือว่าดีเยี่ยม

นายธงชัย เกษตรกรผู้เลี่ยงปลาชะโอนชื่อดังจากภาคใต้ กล่าวเสริมว่า อาหารที่ใช้มีปริมาณโปรตีนสูง ประทับใจในประสิทธิภาพ ปลากินอาหารได้ดี อาหารมีกลิ่นหอมและส่งผลดีต่อโครงสร้างร่างกายของปลา ทำให้ปลาแข็งแรง โตเร็ว และสุขภาพดีภายในเวลาสั้นๆ ผิวปลามีความมันวาว เนื้อแน่น และมีสีเหลืองอ่อน ปัจจุบันระยะเวลาให้อาหารก่อนการส่งขายสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบราคาและคุณภาพมีความคุ้มค่าเพราะมีประสิทธิภาพดีเยี่ยมการอาหารอื่นที่เคยใช้มา

ด้านการเติบโตทางธุรกิจนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ฟูลเซอร์เคิล ไบโอเทคโนโลยี จำกัด บริษัทฯ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าครอบคลุมเกษตรกรทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรระดับสากล ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการอาหารสัตว์โปรตีนทดแทนที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตอกย้ำศักยภาพการเป็นผู้นำด้านอาหารสัตว์ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อาหารสัตว์โปรตีนจากหนอนแมลงวันลายของบริษัท ฟูลเซอร์เคิล ไบโอเทคโนโลยี จำกัด ทำให้สัตว์แข็งแรง โตไว ลดต้นทุนการเลี้ยง และยังช่วยตอบโจทย์ตลาดที่มองหาสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถือว่าเป็นประโยชน์จริงทั้งต่อเกษตรกรและผู้บริโภค

หลังจากนั้นผู้ร่วมงานยังได้เข้าร่วมกิจกรรม “Aquaculture Workshop”  เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงสัตว์น้ำยุคใหม่ และปิดท้ายด้วยการรับประทานอาหารค่ำร่วมกันในบรรยากาศอบอุ่น ณ ชิมเดย์ คาเฟ่, จังหวัดนครปฐม

บริษัท ฟูลเซอร์เคิล ไบโอเทคโนโลยี จำกัด มุ่งมั่นสู่ ESG อย่างเป็นรูปธรรม ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยกรอบ ESG (Environment, Social, Governance) อย่างเคร่งครัด โดยผลิตอาหารสัตว์ที่ช่วยลดการใช้ปลาป่น ลดการปล่อยคาร์บอน และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าช่วยด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยด้านสังคม และดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส มีมาตรฐานสากล และตรวจสอบได้

โชว์แล่ปลาทูน่าบลูฟินยักษ์ ที่ดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ

โชว์แล่ปลาทูน่าบลูฟินยักษ์ ที่ดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ

โชว์แล่ปลาทูน่าบลูฟินยักษ์ ที่ดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.48 น.

สำหรับผู้ที่พลาดการชมโชว์แล่ “ปลาทูน่าครีบน้ำเงิน” (Bluefin Tuna) ตัวใหญ่ยักษ์ส่งตรงจากญี่ปุ่น หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Hon-Maguro”  โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ยังคงจัดต่อเนื่องเป็นไฮไลท์ที่ภูมิใจนำเสนอให้ทุกท่านได้ชมและชิมแบบสดๆ ในวันที่ 5 และ 19 กันยายน 2568 เพียง 2 วันเท่านั้น

บริการรวมในบุฟเฟต์นานาชาติมื้อเย็นที่มีซีฟู้ดและซูชิพรีเมียม อาทิ หอยนางรม ปูม้า หอยหวาน กุ้งแม่น้ำ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ฯลฯ พร้อมน้ำจิ้มสูตรเด็ด รสแซบ ซูชิฟัวกราส์ วากิว แซลมอน ทานได้ไม่อั้น มุมข้าวต้มกุ๊ยที่มีเครื่องเคียงกับข้าวมากมายให้เลือกอิ่มอร่อย มุม Carving Station 7 วัน 7 เมนู นอกจากนี้ยังมีขาหมูสูตรดิเอมเมอรัลด์ ข้าวต้มปลากะพง ส้มตำและยำต่างๆ ซุปทรัฟเฟิล พาสต้า เทปปันยากิ กุ้งแม่น้ำเผา เทมปุระ รวมเครื่องดื่มน้ำอัดลม ชา-กาแฟ ของหวานทั้งไทย เบเกอรี่โดยฝีมือเชฟเต้-จักรพรรดิ์ พจน์ชัยกุล ผู้ชนะเชฟกระทะเหล็กสายหวาน ตามด้วยไอศกรีม และผลไม้ตามฤดูกาล ระหว่างเวลา 18.00 – 22.00 น.ทุกวัน รับประกันความคุ้มค่าราคาท่านละ 1,700++ บาท (2,001 บาทสุทธิ)

โปรพิเศษ!! เหลือเพียงท่านละ 1,299++ บาท (1,529 บาทสุทธิ) ตลอดเดือนกันยายน 2568 ที่ดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2276-4567 ต่อ 8413-4 หรือไลน์ @theemeraldhotel และ www.facebook.com/theemeraldcoffeeshop