ไม่หยุดช่วยเหลือ! ซีพีเอฟ จับมือซีพีอาสา เดินหน้าช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม 3 จังหวัดต่อเนื่อง

ไม่หยุดช่วยเหลือ! ซีพีเอฟ จับมือซีพีอาสา เดินหน้าช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม 3 จังหวัดต่อเนื่อง

ไม่หยุดช่วยเหลือ! ซีพีเอฟ จับมือซีพีอาสา เดินหน้าช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม 3 จังหวัดต่อเนื่อง

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.20 น.

 “คาจิกิ” พัดถล่นสร้างความเสียหายในหลายจังหวัด ฝนที่ตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่ ได้รับความเดือดร้อนทั้งด้านความเป็นอยู่และการเข้าถึงอาหาร

ซีพีเอฟ ยืนหยัดช่วยเหลือตามเจตนารมณ์ “อยู่เคียงข้างทุกวิกฤต” พร้อมร่วมมือกับเครือข่ายซีพีอาสา ร้อยเรียงความดี เร่งระดมกำลังนำโรงครัวซีพีอาสา ลงพื้นที่ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์, บ้านปางอุ๋ง จังหวัดเชียงใหม่ และ บ้านผาบ่อง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อนำวัตถุดิบอาหารทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่สด และน้ำดื่ม ส่งมอบแก่โรงครัวในพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อน คือ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ด้วยมวลน้ำจากแม่น้ำป่าสักและพื้นที่ใกล้เคียงเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่เขตเทศ บาลตาลเดี่ยวและเทศบาลเมืองหล่มสัก ทีมตอบโต้ภัยพิบัติมูลนิธิเพชรเกษมไม่รอช้า ยกกำลังเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครมูลนิธิเพชรเกษมเชียงใหม่ และอีกหลายสาขา ขนอุปกรณ์ครบครันขึ้นยักษ์แดงเพชรเกษม เดินหน้าโรงครัวเคลื่อน เคลื่อนพลฝ่าสายน้ำมุ่งหน้าสู่จังหวัดเพชร บูรณ์ จัดตั้งโรงครัวเพื่อประชาชนอย่างทันท่วงที

ทันทีที่เต้นท์โรงครัวมูลนิธิเพชรเกษมประกอบเสร็จ บริเวณโรงเรียนหยกฟ้า อ.หล่มสัก เมื่อค่ำวานนี้ ประสิทธิ์ ใส้เพี้ย นำทีมจิตอาสาซีพีเอฟ ร่วมร้อยเรียงความดี กับทีมซีพีอาสา เร่งลำเลียงไข่ไก่ และเนื้อไก่ ส่งมอบถึงมือทีมงานมูลนิธิเพชรเกษม เพื่อสนับสนุนภารกิจของโรงครัวฯ ในการผลิตข้าวกล่องเพื่อผู้ประสบภัย ตั้งเป้าผลิตวันละ 10,000 กล่อง กระจายลงพื้นที่น้ำท่วมช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบอุทกภัย และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ทุกเมนูอาหารเติมพลังใจที่ส่งตรงถึงพี่น้องประชาชน

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่บ้านปางอุ๋ง ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ที่เกิดเหตุดินสไลด์ ซีพีและซีพีเอฟยังเดินหน้าสนับสนุนวัตถุดิบอาหาร ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ รวมถึงน้ำดื่ม ให้แก่ทุกโรงครัวในพื้นที่ อาทิ โรงครัวกลางบ้านปางอุ๋ง วัดนักบุญยวงบัปติสตา (โบสถ์ปางอุ๋ง), โรงครัวมูลนิธิปริสุทโธ, โรงครัวมูลนิธิกระจกเงา ตลอดจนมอบผ่านศูนย์บริจาค เครื่องอุปโภค บริโภค และน้ำดื่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ของกิ่งกาชาดอำเภอแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ณ ที่ว่าการอำเภอแม่แจ่ม ที่จะกระจายวัตถุดิบทั้งหมดไปยังโรงครัวต่างๆ

ขณะที่ บ้านผาบ่อง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลาก ทำให้ประชาชนใน 55 ครัวเรือน ได้รับความเดือดร้อน เครือซีพี ร่วมกับทุกกลุ่มธุรกิจในเครือฯ เร่งจัดถุงกำลังใจพร้อมวัตถุดิบอาหารเข้าให้ความช่วยเหลือ โดยมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายเอกวิทย์ มีเพียร เป็นประธานในการส่งมอบถุงกำลังใจ ซึ่งซีพีเอฟ ร่วมสนับสนุนเนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่สด และน้ำดื่ม มอบให้โรงครัวกลางใช้ปรุงเป็นอาหารแจกจ่ายผู้ประสบภัยและอาสาสมัครอย่างทั่วถึง

คำมั่นที่จะ “อยู่เคียงข้างทุกวิกฤต” สะท้อนผ่านการลงมือทำจริงของเครือซีพีและซีพีเอฟ เพราะเชื่อว่า การส่งอาหารคือการส่งพลังใจ ความช่วยเหลือจะยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย พร้อมส่งแรงใจให้พี่น้องประชาชนและอาสาสมัครทุกคน

ทำความรู้จัก ‘วรรณี’ ผู้หญิงที่ไม่รู้จักคำว่า ‘เกษียณ’ พร้อมเผยเคล็ดลับการใช้ชีวิต

ทำความรู้จัก ‘วรรณี’ ผู้หญิงที่ไม่รู้จักคำว่า ‘เกษียณ’ พร้อมเผยเคล็ดลับการใช้ชีวิต

ทำความรู้จัก ‘วรรณี’ ผู้หญิงที่ไม่รู้จักคำว่า ‘เกษียณ’ พร้อมเผยเคล็ดลับการใช้ชีวิต

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.02 น.

“เกษียณ” เป็นคำที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของผู้คนที่อยู่ในวัยทำงานจำนวนมาก หลายคนอยากให้ถึงวันเกษียณโดยเร็ว เพื่อจะได้หยุดพักและเลือกทำสิ่งใหม่ๆที่ตัวเองต้องการได้อย่างอิสระ หลุดจากความรับผิดชอบที่เคยแบกไว้เต็มสองบ่า ขณะที่อีกหลายคนกลับยังสนุกและท้าทายที่จะแบกต่อเพราะเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ตื่นตัวขวนขวายหาความรู้ใหม่ๆ แล้วยังได้ความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ จากการทำงานกับคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดแตกต่างกัน ดังนั้น คำว่า “เกษียณ” จึงไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของผู้คนเหล่านั้นเลย

เช่นเดียวกับ วรรณี ลีลาเวชบุตร หญิงเก่งของวงการที่ปรึกษาการสร้างชื่อเสียงให้กับองค์กร และ แบรนด์สินค้าสำคัญๆ ของเมืองไทย เธอเป็นหนึ่งในคนที่มี Passion ในการทำสิ่งต่างๆ เธอเชื่อว่าการสร้างสมดุลย์ชีวิต และการทำงานจะช่วยทำให้ทุกคนรักษาสมรรถภาพของการใช้ปัญญาได้อย่างเต็มที่ การใช้ชีวิตที่หลากหลายสมดุลรวมถึงการสื่อสารกับคนต่างวัย โดยเฉพาะวัยที่เด็กกว่าทำให้เราได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน สามารถสร้างประโยชน์และคุณค่าให้กับตนเอง แม้แต่การมีทัศนคติที่ดี การสร้างเสียงหัวเราะอยู่เสมอก็ทำให้ตนเองมีความสุขด้วยกายและใจที่แข็งแรง มีชีวิตที่ยืนยาว ด้วยแนวคิดนี้เองจึงทำให้เธอได้รับพระราชทานรางวัลจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะ “ผู้สูงวัยสุขภาพดีในปี 2568”  ในงานกาชาดประจำปี 2568 จัดโดยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

วรรณี ได้เผยเคล็ดลับในการใช้ชีวิตตลอดเวลาที่ผ่านมาคือ เธอยึด 6 เสาหลักในเวชศาสตร์วิถีชีวิตในการดำเนินชีวิตมาตั้งแต่วัยกลางคน เน้นการกินอาหารที่ดี มีประโยชน์ เน้นโปรตีน ผัก ผลไม้ ทานคาร์บให้น้อยที่สุด หลีกเลี่ยงของหวานและของมัน นอนหลับให้พอ มีคุณภาพ นอนให้ได้ 6-7 ชั่วโมง เข้านอนและตื่นนอนเป็นเวลา ร่างกายจะสามารถหลั่งสาร เช่น เมลาโทนินออกมาช่วยให้หลับสบาย และโกรทฮอร์โมนที่ช่วยชะลอความแก่ได้ การออกกำลังกาย สม่ำเสมอ ด้วยการ ตีกอล์ฟ 1 วันต่อสัปดาห์ ไปฟิตเนส หรือออกกำลังกายที่บ้าน ด้วยการวิ่งอยู่กับที่ให้เลือดสูบฉีดไปทั่วร่างกาย ทำท่า Plank และ Sit up นอกจากนี้การ รู้จักปลง มองโลกในแง่ดี ลดความเครียด แบ่งเวลาชีวิตให้สมดุล ทั้งเรื่องส่วนตัว งาน ครอบครัวและสังคม พร้อมทั้ง มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง มีความสุข และทำให้อายุยืนยาว อีกทั้งการเรียนหลักสูตรผู้บริหารต่างๆ และเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการในองค์กร เช่น องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน มูลนิธิ VV Share ก็เป็นวิธีที่เธอทำสม่ำเสมอและมีปฏิสัมพันธ์ในสังคมเพื่อให้เกิดความสุขและเสียงหัวเราะในทุกๆวัน เธอกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

การทำงานและการมีวิถีชีวิตตามหลักเวชศาสตร์ยังมีส่วนโดยตรงกับการสร้างสารแห่งความสุขของร่างกาย ตัวอย่างเช่น เมื่อเราขายโครงการหรือสินค้าให้ลูกค้าซื้อได้สำเร็จ หรือการทำกิจกรรม CSR ใจเราก็ฟู ภูมิใจกับตัวเอง ร่างกายก็จะตอบสนองด้วยการหลั่งสารโดพามีน และออกซิโทซินออกมา การใช้ชีวิตอย่างสมดุลตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต จึงมีส่วนโดยตรงต่อการสร้างสารแห่งความสุขทั้ง 4 ชนิดออกมา คือ สารโดพามีน ออกซิโทซิน เซโรโทนิน และเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งสารทั้ง 4 ชนิดนี้นอกจากจะทำให้ร่างกายมีความสุขแล้วยังช่วยส่งผลดีต่อร่างกายและจิตใจในการปรับสมดุลของอารมณ์ เพิ่มแรงจูงใจ และพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การเรียนรู้ และการแก้ปัญหา ลดความเสี่ยงการเกิดโรค เช่น โรคหัวใจ และช่วยให้มีทัศนคติที่ดี มีความสัมพันธ์ที่ดีและมั่นคงกับคนรอบข้าง

อาจจะฟังดูเหมือนคนที่อยู่ในระเบียบ แต่จริงๆ ก็ทำสิ่งที่อยู่นอกกฎบ้างในบางครั้ง เช่น ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มไวน์ ร้องรำทำเพลง แต่ปัจจุบันก็ลดสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกาย ดื่มไวน์ก็จะเลือกดื่มไวน์แดง แค่นี้ชีวิตก็มีความสุขด้วยการจัดเวลาให้เหมาะสม ทั้งเรื่องงาน สุขภาพ ครอบครัว และสังคม ทำสิ่งที่มีประโยชน์และดีต่อใจ

วรรณี ลีลาเวชบุตร เชื่อว่า การดูแลสุขภาพด้วยเวชศาสตร์วิถีชีวิต 6 มิตินี้ ที่ทำให้เธอมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีความสุขในทุกวัน เธอพร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ของเธอหากจะสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและผู้คนที่รอบตัว การแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตในวัยใกล้เลขแปดของเธอ น่าจะเป็นแบบอย่างที่ดีอีกตัวอย่างหนึ่งและน่าทำตาม ดังนั้น คำว่า “เกษียณอายุ” จึงไม่เคยมีอยู่ในความคิด และ ในพจนานุกรมของผู้หญิงเก่งคนนี้

-(016)

กรมการท่องเที่ยว เปิดภารกิจ ‘Thailand Green Tourism Plan 2030’ พัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทย พร้อมเป้าหมาย Top 100 แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

กรมการท่องเที่ยว เปิดภารกิจ 'Thailand Green Tourism Plan 2030' พัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทย  พร้อมเป้าหมาย Top 100 แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

กรมการท่องเที่ยว เปิดภารกิจ ‘Thailand Green Tourism Plan 2030’ พัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทย พร้อมเป้าหมาย Top 100 แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.24 น.

กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดงานเปิดตัวภารกิจ “Thailand Green Tourism Plan 2030” อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “Igniting the Path to Global Green Success” ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืนตามกรอบการพัฒนาประเทศและเป้าหมายสากลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้รับเกียรติจาก นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วย จาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ พร้อมเปิดตัวตราสัญลักษณ์มาตรฐานความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และนำไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจในระยะยาว โดยในโครงการนี้เป็นการผนึกกำลังของ 4 หน่วยงานหลัก (Key Partners) ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เจ้าภาพหลัก และ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นศูนย์ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวยั่งยืนประเทศไทย (STAC Thailand)  ผู้พัฒนาองค์ความรู้ร่วมกับ Green Destinations Foundation องค์กรสากลด้านมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืน  และ Travelife for Tour Operators องค์กรสากลด้านมาตรฐานยั่งยืนในธุรกิจทัวร์ ร่วมกับอีก 49 หน่วยงานพันธมิตร (Committed Partner) จากทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษาและเอกชน ที่มีเป้าหมายเดียวกันในการวางบทบาทหน้าที่ภายใต้สังกัดของตนสู่การวางเป้าหมายในภาวะเร่งด่วน เพื่อสร้าง Big Impact มากขึ้นจากการทำงานร่วมกัน 

นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า “การท่องเที่ยวไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เราไม่เพียงแต่เผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังต้องปรับตัวให้ทันต่อกติกาใหม่จากเวทีโลก ทั้งมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม กฎหมายระหว่างประเทศ และความคาดหวังของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ การเปิดตัวแผน Thailand Green Tourism Plan 2030 จึงไม่ใช่เพียงการประกาศนโยบาย แต่คือการยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมที่จะก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระดับโลก เรามุ่งยกระดับคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการไทยให้มีมาตรฐานที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม เพื่อส่งต่อการท่องเที่ยวที่มีคุณค่าให้กับคนรุ่นต่อไป และด้วยแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวที่เน้นความยั่งยืน ครอบคลุมและทั่วถึง จะนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ และสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้”

ภายในงานได้มีการเปิดตัวตราสัญลักษณ์มาตรฐานความยั่งยืนของประเทศไทย “Thailand Good Travel” ที่เทียบเท่ามาตรฐานในระดับสากล ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพสำหรับแหล่งท่องเที่ยว ชุมชนท่องเที่ยว สถานประกอบการที่พักขนาดเล็ก (ไม่เกิน 50 ห้อง) และธุรกิจนำเที่ยว ที่ดำเนินงานตามเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจอย่างสมดุล โดยกลไกนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ คู่ค้าและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ว่าการเดินทางในประเทศไทยเป็นไปอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยเข้ากับมาตรฐานระดับสากล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่อง

จาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า “เพื่อให้การดำเนินงานตามแผน Thailand Green Tourism Plan 2030 เกิดผลเป็นรูปธรรม กรมการท่องเที่ยวได้วางกิจกรรมสำคัญหลายด้านภายใต้โครงการฯ โดยได้เปิดรับสมัคร ‘Thailand Green Coach’ เพื่อทำหน้าที่เป็น ‘พี่เลี้ยง’ ให้คำปรึกษาและสนับสนุนแก่สถานประกอบการด้านการท่องเที่ยวให้เข้าใจและสามารถพัฒนาตามเกณฑ์มาตรฐานสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในเดือนตุลาคมนี้ จะมีการจัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Road show) ใน 4 จังหวัด จาก 4 ภูมิภาค ได้แก่ ฉะเชิงเทรา เชียงราย นครศรีธรรมราช และนครราชสีมา ซึ่งจะเปิดโอกาสให้พี่เลี้ยงในระดับภูมิภาคได้เชิญแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการมาร่วมมือกันเรียนรู้และฝึกการประเมินตนเองและรายงานผลจากการพัฒนาตัวชี้วัดมาตรฐานยั่งยืนลงระบบที่ได้ออกแบบเพื่อแสดงสถานะความยั่งยืนในระดับประเทศจากการประเมินตนเองและสามารถต่อยอดสู่เป้าหมายการเข้าสู่มาตรฐานยั่งยืนในระดับสากล พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวและธุรกิจต่อไป

จาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว 

“การเตรียมความพร้อมในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่มุ่งสู่การได้รับรองมาตรฐานที่เทียบเท่าระดับสากลและโอกาสในการเข้าร่วมชิงรางวัล Top 100 Green Destinations และ Good Travel Stories Competition ซึ่งในปีนี้กรมการท่องเที่ยวตั้งเป้าส่งแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ 30 รายเข้าประกวด และจะมีการมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐานความยั่งยืนให้แก่ผู้ที่ผ่านการคัดเลือก เพื่อเป็นการรับรองและสร้างความมั่นใจให้แก่คู่ค้าและนักท่องเที่ยวทั่วโลก นำไปสู่การสร้างรายได้และเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว” อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวเสริม

การเปิดตัวภารกิจ Thailand Green Tourism Plan 2030 จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประเทศไทย ในการยืนยันบทบาทเชิงรุกด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และสร้างความเชื่อมั่นต่อนักท่องเที่ยวและคู่ค้าในระดับโลกว่า “การท่องเที่ยวไทย” พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่อนาคตที่เติบโตไปพร้อมกับการรักษ์โลกอย่างแท้จริง

ผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมโครงการเพื่อเตรียมความพร้อม สามารถติดตามรายละเอียดและสิทธิประโยชน์ทางการตลาดได้ที่ www.Thailandgreenplan2030.com และ Facebook: Thailand Green Tourism Plan 2030

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ จุดยุทธศาสตร์ที่ทหารไทยยึดคืนมาจากเขมร 2568

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ จุดยุทธศาสตร์ที่ทหารไทยยึดคืนมาจากเขมร 2568

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ จุดยุทธศาสตร์ที่ทหารไทยยึดคืนมาจากเขมร 2568

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

ในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2568 กองทัพไทยได้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยและยึดคืนพื้นที่ยุทธศาสตร์ชายแดนบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ที่ถูกกัมพูชารุกล้ำ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยสามารถควบคุมจุดยุทธศาสตร์ทั้งหมด 10 จุดได้สำเร็จ คือ ภูมะเขือ, ช่องอานม้า, ปราสาทตาเมือนธม ช่องบก, ปราสาทโดนตวล, สัตตะโสม, ช่องจอม, ช่องสายตะกู, พระวิหาร และพลาญยาว เหลือเพียงปราสาทตาควายที่ทหารไทยยังยึดไม่ได้ เพราะทหารเขมรวางกับระเบิดไว้ทั่วบริเวณ การปะทะครั้งนี้มีการใช้โดรน ปืนใหญ่ ทุ่นระเบิด และเครื่องบินทิ้งระเบิด ส่งผลให้เกิดการสูญเสียทั้งสองฝ่าย แต่กองทัพไทยสามารถพิชิตและตรึงกำลังในพื้นที่เหล่านี้ได้อย่างเด็ดขาด  

ประวัติความเป็นมาของข้อพิพาทชายแดน

ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชามีรากฐานมาจากการกำหนดเขตแดนที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปราสาทหินโบราณและจุดยุทธศาสตร์สูงหลายแห่ง และบางพื้นที่ซึ่งเคยใช้แผ่นดินไทยเป็นค่ายอพยพคราวศึกเขมรแดง เช่น บ้านหนองจาน ความขัดแย้งเด่นชัดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2505 เมื่อศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่พื้นที่โดยรอบยังคงเป็นข้อถกเถียง นำไปสู่การปะทะหลายครั้ง เช่น ในปี พ.ศ.2551-2554 และล่าสุดในปี 2568 ซึ่งกัมพูชาได้รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ โดยอ้างสิทธิ์ตามแผนที่เก่าแก่หนึ่งต่อสองแสนของฝรั่งเศส แต่ไทยยึดตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 ที่กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายต้องเจรจาเพื่อกำหนดเขตแดนอย่างชัดเจน การปะทะล่าสุดเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 เมื่อกัมพูชาโจมตีก่อนในหลายจุด ส่งผลให้ไทยตอบโต้ด้วยปฏิบัติการยึดคืน

รายละเอียดจุดยุทธศาสตร์ทั้ง 11 จุด

จุดยุทธศาสตร์ดังกล่าว ตั้งอยู่ในจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี โดยมีความสำคัญทั้งทางยุทธศาสตร์ทหาร เช่น ที่สูงสำหรับเฝ้าระวัง เชิงสัญลักษณ์ เช่น ปราสาทโบราณที่สะท้อนถึงมรดกทางวัฒนธรรม และเส้นทางค้าขายสำคัญแต่ในอดีต กองทัพไทยสามารถยึดคืนได้หลังจากการสู้รบที่ดุเดือด โดยใช้รถถัง ปืนใหญ่ และหน่วยรบพิเศษ

1.ภูมะเขือ (Phu Ma Khuea) :  เป็นเนินเขาหินสูง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ  ห่างจากปราสาทเขาพระวิหาร 2.8 กม แม้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) จะมีคำพิพากษาเมื่อปี พ.ศ.2505 ให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา แต่ก็ไม่ได้ระบุชัดเจนเกี่ยวกับ “พื้นที่โดยรอบ” รวมถึงภูมะเขือ ทำให้พื้นที่บริเวณนี้กลายเป็นเขตพิพาทที่ทั้งไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิว่าเป็นของตน แต่ยังไม่สามารถปักปันเขตแดนอย่างชัดเจนได้จนถึงปัจจุบัน ภูมะเขือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวของศัตรู กัมพูชาเคยยึดไว้ใช้เป็นฐานที่มั่น สร้างบันไดและกระเช้าสำหรับส่งยุทโธปกรณ์และเสบียงอาหารตั้งแต่ พ.ศ.2551 แล้วทหารไทยยึดกลับได้เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 ทำให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิตที่ภูมะเขือ 10 คน ทหารไทยได้ปักธงชาติไทย พร้อมยึดอาวุธและทำลายสิ่งปลูกสร้าง เช่น บันไดเหล็ก กระเช้าส่งของ และเสาสัญญาณโทรศัพท์  

2.ช่องอานม้า (Chong An Ma) : อยู่ที่ ม.6 ต.โซง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ในอุทยานแห่งชาติพระวิหาร เป็นช่องทางผ่านเข้าออกบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เป็นเส้นทางการค้าตั้งแต่ยุคขอมโบราณ บริเวณช่องเขาพนมดงรักที่เชื่อมต่อระหว่างสองประเทศลักษณะคล้ายอานม้า ต่อมาเป็นเส้นทางชักลากไม้ซุงเขมรมาไทยจากฝั่ง จ.จอมกระสาน และ จ.พระวิหาร ประเทศกัมพูชา

ห้วงสงครามกลางเมืองภายในกัมพูชา ชาวกัมพูชาหลบหนีภัยการสู้รบเข้ามาบริเวณชายแดน ไทยได้เอื้อเฟื้อพื้นที่จัดตั้งศูนย์อพยพตามหลักมนุษยธรรมโดยมีหน่วยงานของสหประชาชาติอำนวยการ หลังการสู้รบได้ส่งคืนผู้อพยพกลับประเทศแต่มีส่วนหนึ่งปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่ไม่ยอมกลับ ปี 2542 จ.อุบลราชธานี และ จ.พระวิหาร เห็นชอบเปิดช่องอานม้าเป็นจุดผ่อนปรนเพื่อการค้า กำหนดให้ตลาดฝั่งกัมพูชาอยู่บริเวณชุมชนเดิมนี้ ในขณะที่ตลาดฝั่งไทยลึกเข้ามาจากแนวเขตแดนประมาณ 300 เมตร คนกัมพูชาขึ้นมาจับจองพื้นที่ขยายชุมชนจากประมาณ 30 หลัง เป็นกว่า 100 หลังในปัจจุบัน ปี 2554 ในขณะมีข้อขัดแย้งพื้นที่เขาพระวิหาร กัมพูชาสร้างอนุสาวรีย์ตาอม ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทในการปกป้องดินแดนกัมพูชาเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา ฝ่ายทหารได้พยายามเจรจาและประท้วงผ่านกระทรวงการต่างประเทศรวม 65 ครั้งว่าเป็นการละเมิตข้อตกลง MOU43 แต่ฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉย ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2568 อนุสาวรีย์ตาอมถูกทำลายโดยปืนใหญ่

3.ปราสาทตาเมือนธม (Prasat Ta Muen Thom) : อยู่บริเวณช่องเขาตาเมือน เทอกเขาพนมดงรัก ที่บ้านหนองคันนาสามัคคี ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เป็นปราสาทหินขอมโบราณ 3 แห่ง อายุราว 1,000 ปี สมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปราสาทตาเมือนธม (สร้างด้วยหินทรายใช้ทำพิธีกรรม) ปราสาทตาเมือน (บายหรีม สร้างด้วยศิลาแลง ใช้เป็นที่พักคนเดินทาง) และปราสาทตาเมือนโต๊ด (สร้างด้วยศิลาแลง ใช้เป็นอโรคยาศาล สถานพยาบาล) กัมพูชาอ้างสิทธิ์แต่ไทยยืนยันว่าเป็นพื้นที่ข้อพิพาท การสู้รบที่นี่รุนแรงในช่วง 5 วันก่อนหยุดยิง เมื่อ 28 ก.ค. 2568 โดยไทยยึดได้ทั้งตัวปราสาทและพื้นที่โดยรอบ

4.ปราสาทตาควาย (Prasat Ta Khuai) เป็นปราสาทหินทราย ศาสนาฮินดู อยู่ทางตะวันออกของปราสาทตาเมือนธม ห่างกันราว 12 กม ภาษาเขมรเรียก ปราสาทตากรอเบย ប្រាសាទតាក្របី สร้างสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 7  อายุราว 1,000 ปี อยู่บริเวณช่องตาควาย บ้านไทยนิยมพัฒนา ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ กัมพูชาอ้างสิทธิ์ว่าปราสาทนี้ตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านแฌร์สลับ (Chher Slap) คุ้มโคกขปัวส์ (Kouk Khpos) สรุกบันเตียอ็อมปึล (Banteay Ampil) จ.อุดรมีชัย มีการปะทะใน เดือนกรกฎาคม 2568 โดยกัมพูชาใช้ทุ่นระเบิด PMN-2 วางป้องกัน (ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา) แต่ไทยสามารถควบคุมเนิน 350 ที่สูงข่มและพื้นที่รอบปราสาทได้ โดยไม่เข้าไปในตัวปราสาทเนื่องจากความเสี่ยงจากระเบิดและการยิงจรวด BM-21 ของกัมพูชา กัมพูชาอ้างว่ายึดปราสาทตาควายได้ ทหารไทยเสียชีวิต 3 คน คือ สิบเอก นพดล บุญเลิศ, สิบเอก กฤษฎา น้อยโคตร, สิบเอก จิรายุ สิงห์อ้น สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกล ที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6 

5.ช่องบก (Chong Bok) : เป็นช่องเขาตั้งอยู่ในพื้นที่ “สามเหลี่ยมมรกต” (Emerald Triangle) ที่เป็นรอยต่อ 3 ประเทศคือไทย ที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ลาวที่เมืองมูลประมุข แขวงจำปาศักดิ์ และกัมพูชา ที่เมืองจอมกระสานต์ จ.พระวิหาร มีประวัติการสู้รบเมื่อ พ.ศ.2528-2530 ระหว่างทหารไทยกับกองกำลังเวียดนามที่เข้ามาปราบเขมรแดงในกัมพูชา โดยใช้ปืนใหญ่ต่อสู้กัน โดยทหารไทยเสียชีวิต 109 คน บาดเจ็บ 664 คน ต่อมาในเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2568 กัมพูชาเข้ามาขุดคูยาว 650 เมตร ที่ช่องบก ซึ่งฝ่ายไทยได้ประท้วงว่าเป็นการละเมิดข้อตกลง MOU43 จึงเกิดการปะทะ 10 นาที ทหารไทยยึดคืนหลังการปะทะวันที่ 28 พฤษภาคม ซึ่งทำให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย และทหารไทยถูกทุ่นระเบิดบาดเจ็บ 3 นายเมื่อ 16 กรกฎาคม 2568

6.ปราสาทโดนตวล (Prasat Don Tuan) : เป็นปราสาทขอมขนาดเล็กก่อด้วยอิฐและศิลาแลง อายุราว 1,000 ปี ตั้งอยู่ริมหน้าผาสูง บนเทือกเขาพนมดงรัก ในอุทยานแห่งชาติพระวิหาร ที่บ้านภูมิซรอล ต.บึงมะลู อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ใกล้ผามออีแดง เป็นปราสาทหินอีกแห่งที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ 24 ก.ค.68ทหารกัมพูชาได้ใช้จรวดยิงเข้าบริเวณปราสาท ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บหลายนาย การยึดคืนที่นี่ช่วยให้ไทยควบคุมเส้นทางเชื่อมต่อกับจุดอื่นๆ โดยกัมพูชาโจมตีก่อนแต่ไทยตอบโต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

7.เขาสัตตะโสม (Satta Som) : อยู่บริเวณภูเขาสูงข่มที่เป็นรอยต่อ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กับ อ.จอมกระสาน จ.สุรินทร์ ใกล้ช่องตาเฒ่า ปราสาทโดนตวลและผามออีแดง เป็นจุดยุทธศาสตร์ใกล้ชายแดนที่มีความสำคัญในการป้องกันการแทรกซึม เคยมีการปะทะกันช่วง พ.ศ.2550-2560 ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ 20 นาย มีการสร้างอนุสรณ์สถานพิทักษ์ไทยที่สัตตะโสม เมื่อ 25 ก.ค.68 ไทยยึดคืนได้หลังจากการสู้รบที่กัมพูชาใช้รถถัง ปืนใหญ่  จรวด ยิงถล่ม ทำให้ จ.ส.อ. ธวัชชัย บุสภา (จ่าโต๋) ผุ้ตรวจการณ์หน้า ลว.ป6 พัน 106  เสียชีวิต 

8.ช่องจอม (Chong Jom) : อยู่ที่บ้านด่าน ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ตรงข้ามกับบ้านโอร์เสม็ด อ.สำโรง จ.อุดรมีชัย ซึ่งมีถนนต่อไปยังเมืองเสียมราฐ (นครวัด นครธม) ใกล้ปราสาทตาเมือนและปราสาทตาควาย เป็นช่องเขาที่ใช้เป็นเส้นทางลำเลียงวัวควายและสินค้าผิดกฎหมายจากกัมพูชา ปัจจุบันเป็นจุดผ่านแดนถาวร มีบ่อนคาสิโนใกล้พรมแดน การควบคุมที่นี่ช่วยตัดกำลังเสริมของกัมพูชา โดยไทยตั้งฐานมั่นถาวรหลังยึดคืน

9.ช่องสายตะกู (Chong Sai Ta Ku) เป็นจุดผ่อนปรนทางการค้าตั้งอยู่ในตำบลจันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ต่อกับช่องจุ๊บโกกี องบันเตียอัมปิล จ.อุดรมีชัย ซึ่งมีเส้นทางต่อไปยังจังหวัดเสียมเรียบ (นครวัด นครธม) ระยะทางถนนลาดยาง 193 กม. มีความสำคัญทางยุทธวิธีสำหรับการเฝ้าระวัง การปะทะที่นี่ส่วนหนึ่งเกิดจากโดรนบุกรุกแต่ไทยยึดคืนได้สำเร็จ

10.บริเวณรอบเขาพระวิหาร (Preah Vihear) : ปราสาทหินเขาพระวิหารเป็นจุดศูนย์กลางของข้อพิพาท ซึ่งศาลโลกตัดสินให้กัมพูชา แต่พื้นที่โดยรอบยังไม่มีการตัดสินชัดเจน ไทยยึดคืนพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อป้องกันการรุกล้ำเพิ่มเติม โดยเน้นการตั้งกำลังตรึง ปราสาทเขาพระวิหารบางส่วนได้รับความเสียหายจากการสู้รบ 

11.พลาญยาว (Plai Yao) : อยู่ด้านตะวันตกของเขาพระวิหารติดภูมะเขือ ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เป็นพื้นที่สูงที่เชื่อมต่อกับจุดอื่นๆ มีความสำคัญในการควบคุมทัศนวิสัย กัมพูชาโจมตีก่อนแต่ไทยตอบโต้และยึดคืนได้เมื่อ 29 ก.ค. 68

สรุปและผลกระทบ

การยึดคืนจุดยุทธศาสตร์ทั้ง 10 จุดนี้ถือเป็นชัยชนะทางทหารของไทย โดยกองทัพสามารถพิชิตพื้นที่สูงข่มและตัดเส้นทางลำเลียงของกัมพูชาได้ ส่งผลให้เกิดการหยุดยิงชั่วคราว แต่ยังคงมีความตึงเครียดจากโฆษณาชวนเชื่อทางไซเบอร์ของกัมพูชาและการละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศ   . เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทหารไทยในการปกป้องแผ่นดิน แต่ยังเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศกลับสู่โต๊ะเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างสันติ โดยมีประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการอพยพและความเสียหายทางเศรษฐกิจ

โดย  สุริยพงศ์

‘รักษ์ลำน้ำมูล’ ซีพีเอฟ จับมือชาวโคราช ปลุกพลังรักษ์ป่า ปั้นเยาวชนเป็น ‘นักสืบสายน้ำ’

‘รักษ์ลำน้ำมูล’ ซีพีเอฟ จับมือชาวโคราช  ปลุกพลังรักษ์ป่า ปั้นเยาวชนเป็น ‘นักสืบสายน้ำ’

‘รักษ์ลำน้ำมูล’ ซีพีเอฟ จับมือชาวโคราช ปลุกพลังรักษ์ป่า ปั้นเยาวชนเป็น ‘นักสืบสายน้ำ’

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วันนี้อุทยานแห่งชาติทับลาน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ไม่ได้มีแค่เสียงนกก้องป่า แต่ยังมีความคึกคักเป็นพิเศษ เมื่อคนทุกวัยที่มีหัวใจรักธรรม ชาติ มารวมพลังทำกิจกรรม “รักษ์ลำน้ำมูล” เพื่อดูแลและฟื้นฟูแม่น้ำสายสำคัญของอีสาน “ลำน้ำมูล” ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนตั้งแต่นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ จนถึงอุบลราชธานี

เพราะการดูแลแม่น้ำสายนี้ ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือภารกิจร่วมกันของทุกคน ที่จะส่งต่อความอุดมสมบูรณ์ให้ลูกหลานได้ใช้ชีวิตอย่างสดชื่นในอนาคต

การปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนเห็นคุณค่าและร่วมกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติ คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ‘โครงการรักษ์ลำน้ำมูล’ ของซีพีเอฟ เป็นตัวอย่างชัดเจนของความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐ และชุมชน ที่ช่วยฟื้นฟูป่า อนุรักษ์แหล่งน้ำ และปลูกฝังจิตสำนึกการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพราะลำน้ำมูลไม่ใช่เพียงแค่แม่น้ำ แต่คือสายใยชีวิตของพี่น้องชาวโค ราช” พีรวัฒน์ ธีระวัฒนา นายอำเภอครบุรี กล่าว

“โครงการรักษ์ลำน้ำมูล” จากความร่วมมือที่ยาวนานกว่า 16 ปี ที่ซีพีเอฟ โดยโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ นครราชสีมา ริเริ่มขึ้น โดยตลอดระยะทางมีภาครัฐ และชุมชน เป็นพลังสำคัญในความสำเร็จตลอดมา กิจกรรมล่าสุด เป็นการปลูกต้นไม้ 2,000 ต้น และปล่อยพันธุ์ปลาพื้นถิ่นกว่า 85,000 ตัว ลงเขื่อนมูลบน ทั้งปลาตะเพียน ยี่สก ปลาหมอ และปลาสร้อยขาว เพื่อฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ

น้องฝ้าย – ด.ญ.อัญชิสา ช่วยชุม รร.จอมทองวิทยา เล่าอย่างภูมิใจพร้อมรอยยิ้มกว้างว่า “หนูชอบมากที่ได้มาปลูกป่ากับเพื่อนๆ บ้านเราจะมีป่าสมบูรณ์ขึ้น แถมยังได้เรียนรู้วิธีปลูกต้นไม้ที่ถูกต้องจากพี่ๆ ซีพีเอฟ แล้วยังได้ปล่อยปลาด้วย อยากชวนทุกคนมาทำกิจกรรมดีๆ แบบนี้ เพราะได้ทั้งความสนุกและใช้เวลาว่างให้มีประโยชน์ด้วย”

ขณะที่ อภิศักดิ์ สุขประเสริฐ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน บอกว่า “การเข้ามาของซีพีเอฟช่วยเติมเต็มสิ่งที่พื้นที่ยังขาด ไม่ว่าจะเป็นการปลูกและบำรุงรักษาป่า รวมถึงการปล่อยปลาเพื่อเพิ่มแหล่งอาหารให้ชุมชน ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนจากผืนป่าเสื่อมโทรมกว่า 100 ไร่ที่เคยแห้งแล้ง กลับฟื้นคืนเป็นป่าเขียวชอุ่มอีกครั้ง ปริมาณปลาก็เพิ่มขึ้น ทำให้ชาวบ้านมีอาหารบริโภคได้ตลอดทั้งปี”

“รักษ์ลำน้ำมูล” ไม่ได้สร้างแค่ป่าและปลา แต่ยังสร้าง “พลังร่วม” ของรัฐ เอกชนและชุมชนที่จับมือกันดูแลแม่น้ำสายชีวิตให้คงความอุดมสมบูรณ์ หลักปรัชญา “3 ประโยชน์” ของเครือซีพี ประโยชน์ต่อประเทศ ประโยชน์ต่อประชาชน ประโยชน์ต่อบริษัท’ โดยเฉพาะในด้านประโยชน์ต่อประเทศชาติและต่อประชาชนจึงถูกถ่ายทอดผ่านพื้นที่จริงที่วันนี้กลายเป็นทั้ง ผืนป่าอุดมสมบูรณ์ ครัวธรรมชาติ ห้องเรียนกลางแจ้ง และแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ไปพร้อมกัน

ไม่หยุดแค่ปลูกป่า–ปล่อยปลา ซีพีเอฟยังเดินหน้าต่อยอดด้วย “โครงการนักสืบสายน้ำ” ปีที่ 13 ถ่ายทอดความรู้ให้เยาวชนได้เรียนรู้การตรวจสอบคุณภาพน้ำ เข้าใจคุณค่าของป่าต้นน้ำ และปลูกหัวใจสีเขียวให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาช่วยดูแลธรรมชาติด้วยตัวเอง จนถึงปัจจุบันมีน้องๆ เยาวชน ร่วมเป็นนักสืบสายน้ำแล้วกว่า 2,500 คน  

ตลอด 16 ปีแห่งความต่อเนื่อง โครงการนี้ไม่เพียงฟื้นฟูระบบนิเวศ แต่ยังสร้างความสามัคคี ความรู้สึกเป็นเจ้าของ และความภูมิใจของทุกภาคส่วน “รักษ์ลำน้ำมูล” จึงไม่ใช่แค่การดูแลธรรมชาติ แต่คือการ “ปลูกหัวใจ” ให้ผู้คนเติบโตพร้อมความรักและความหวงแหนสิ่งแวดล้อม

ที่สุดแล้ว…นี่คือ “ความดีที่ส่งต่อได้” จากรุ่นสู่รุ่น และตราบใดที่สายน้ำยังไหล ลำน้ำมูลก็จะยังคงเล่าเรื่องราวของความร่วมมือ ความรัก และความดีที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ททท. ผลักดัน Travel Tech Startup ปั้น Startup ไทยสู่อนาคตการท่องเที่ยวอัจฉริยะ

ททท. ผลักดัน Travel Tech Startup ปั้น Startup ไทยสู่อนาคตการท่องเที่ยวอัจฉริยะ

ททท. ผลักดัน Travel Tech Startup ปั้น Startup ไทยสู่อนาคตการท่องเที่ยวอัจฉริยะ

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรม “TAT Travel Tech Startup Networking : Together for Future Travel” ภายใต้โครงการส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมี นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ร่วมเปิดงานเพื่อสร้างเวทีเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการ Travel Tech Startup และภาคธุรกิจท่องเที่ยว เสริมศักยภาพและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่มาตรฐานสากลและความยั่งยืน ณ โรงแรมสยามแอทสยาม ดีไซน์ โฮเทล กรุงเทพฯ

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. ให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาเสริมสร้างศักยภาพของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล โดยเชื่อมั่นว่านวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน เพราะทุกวันนี้การท่องเที่ยวกับเรื่องนวัตกรรมก็ถือเป็นเรื่องเดียวกัน เราอยู่กับโซเชียลมีเดีย อยู่กับออนไลน์เทคโนโลยีมาเป็นสิบปี ตั้งแต่คนไทยยังไม่เชื่อกับการเติบโตของโซเชียลมีเดีย และได้เห็นพลังของข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นแล้ว จนกระทั่งมาถึงเรื่อง AI ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องใส่ใจ

ททท. มีเว็บไซต์ Amazing Thailand ที่ใช้อยู่ และมีแอปพลิเคชันที่ดำเนินการพัฒนาให้ดีขึ้น ซึ่งคำว่า Amazing นี้ได้กลายเป็นแบรนด์ เป็นภาพลักษณ์การจดจำของนักท่องเที่ยวไปแล้ว เราจึงต้องพัฒนาต่อไปทั้งในเรื่องข้อมูล แอปพลิเคชัน และจะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Amazing Thailand Innovation Gadgets ด้วย ททท. จึงมุ่งประสานความร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม และผู้ประกอบการท่องเที่ยวกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการดำเนินงาน (TAT Travel Tech Startup)  เพื่อส่งเสริมการนำนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว และเกิดการพัฒนาสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่าง แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยบนเวทีโลกอีกด้วย

“Amazing Thailand Innovation Gadgets นี้ก็จะเกิดขึ้นได้จากผู้ร่วมโครงการนี้นั่นเอง รวมทั้งเราจะได้รับการสนับสนุนที่ดีจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เพราะฉะนั้น ททท. จะปล่อยเวทีนี้ให้ทุกคนได้คิดค้นที่จะทำให้การท่องเที่ยวดีขึ้นได้ด้วยนวัตกรรม แต่อย่าลืมว่า online ก็ต้องนำมาซึ่งความประทับใจที่ on-site ด้วยเช่นกัน” นางสาวฐาปนีย์ กล่าว

นายอัครวิชย์ เทพาสิต ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า งานนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างแท้จริง หัวใจสำคัญคือการนำความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง TAT Travel Tech Startup และผู้ประกอบการพื้นที่กลุ่มเป้าหมาย อาจจะนำไปสู่การพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ๆ และการขยายตลาดธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยกิจกรรม “TAT Travel Tech Startup Networking : Together for Future Travel” ในครั้งนี้ ได้ต่อยอดนำผู้ประกอบการ Travel Tech Startup ทั่วประเทศที่ผ่านการคัดเลือกจากกิจกรรม TAT Travel Tech Startup ที่ ททท. ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาแล้ว 3 รุ่น มาพบปะสร้างเครือข่ายพันธมิตร ทั้งกับกลุ่มผู้ประกอบการด้วยกันและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ

ด้าน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ  เน้นย้ำความมั่นใจในการสนับสนุนและผลักดัน Travel Tech Startup ว่า ถ้าคุณมีโซลูชันที่ดี แต่ไม่มีเงินทุนไม่ใช่ปัญหา เราสามารถสนับสนุนทุนให้ได้ เพียงแต่ให้เรามี Global Mindset เข้าไว้ว่าโซลูชันของเราสามารถตอบโจทย์คนไทย คนต่างชาติ ขยายธุรกิจได้อย่างไรบ้าง เพราะเรื่อง Travel Tech เป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย เพราะฉะนั้นท่านมีโอกาสสูงมากทั้งตลาดในเมืองไทย และตลาดต่างประเทศ เดี๋ยวเราจะจับมือกับ ททท. พาไปถึงต่างประเทศ เพราะฉะนั้นคิดให้ไกล ไปให้ถึง Global กัน เราพร้อมสนับสนุน

ดร.อัญชลิสา แต้ตระกูล (รักษาการ) ผู้อำนวยการโครงการ Travel Link สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) กล่าวถึงการใช้ Data ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับ TAT Travel Tech Startup ไว้ว่า เราเป็นหน่วยงานรัฐ อยู่ใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เราเป็นหน่วยงานที่จะช่วยให้ทั้งประเทศขับเคลื่อนด้วย Data เราจึงมีหน้าที่รวบรวมข้อมูลสำหรับ ส่วนงานต่างๆ และโครงการที่เรารับผิดชอบมีชื่อว่า Travel Link ที่จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวให้มาอยู่ในแพลตฟอร์มนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาคผู้ประกอบการ Startup หรือภาคเอกชนรายใหญ่ก็สามารถมาใช้งานได้ เพื่อที่จะนำไปใช้ประโยชน์และไปพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเราให้แข็งแกร่งมากขึ้น

นายสุรวุฒิ ศรีสถิต ผู้จัดการฝ่ายบริการเสริมและความสัมพันธ์ บริษัท Thai AirAsia & Thai AirAsia X ในฐานะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยว กล่าวว่า เราให้ความสำคัญกับการสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ทดลองเทคโนโลยีใหม่ สนับสนุนไอเดียใหม่ และอย่าลืมว่า Big Data คือสิ่งสำคัญ และอยากให้ผู้ประกอบการเปิดใจยอมรับกับการเปลี่ยนแปลง มีแผนหนึ่ง แผนสองสำรองไว้เสมอ และคิดถึงผู้อื่นให้มากกว่าตัวเอง เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในอุตสาหกรรมนี้คือนักท่องเที่ยว ที่เราจะต้องตอบโจทย์ความต้องการของเขาให้ได้

ทั้งนี้ กิจกรรม TAT Travel Tech Startup ได้มีการจัดแข่งขันผู้ประกอบการ Travel Tech Startup ที่นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยว และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมาอย่างต่อเนื่องจำนวน 3 รุ่น โดยผู้ประกอบการที่ชนะการแข่งขันได้รับโอกาสในการเสริมศักยภาพทางธุรกิจ และเข้าร่วมงานส่งเสริมการขายหรือกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของ ททท. สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้ประกอบการ Travel Tech Startup แพลตฟอร์มออนไลน์ และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานกว่า 100 ราย นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ ททท. ในการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของ TAT Travel Tech Startup ได้ที่ Facebook Page : TAT Startup Thailand

CEA ชวนสำรวจซอสไทย ‘เครื่องปรุงเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์’ ผ่าน ‘นิทรรศการ Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ” วัฒนธรรมที่กินได้

CEA ชวนสำรวจซอสไทย ‘เครื่องปรุงเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์’  ผ่าน ‘นิทรรศการ Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ” วัฒนธรรมที่กินได้

CEA ชวนสำรวจซอสไทย ‘เครื่องปรุงเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์’ ผ่าน ‘นิทรรศการ Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ” วัฒนธรรมที่กินได้

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA หยิบซอสปรุงรสท้องถิ่นมาต่อยอดในมุมมองใหม่ ภายใต้แนวคิด “วัฒนธรรมที่กินได้”  ผ่านนิทรรศการ “Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ” ร้อยเรียงเรื่องราวผ่าน 4 โซนนิทรรศการที่ชวนสำรวจทั้งวัฒนธรรมการกิน ภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านขวดซอส ลิ้มรสซอสไทย ที่ถูกครีเอตในรูปแบบใหม่ พร้อมมองโอกาสของเครื่องปรุงไทยที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์  โดยนิทรรศการดังกล่าวสามารถเข้าชมได้ฟรี ตั้งแต่วันนี้จนถึง 23 พฤศจิกายน 2568 ณ Front Lobby ชั้น 1 TCDC กรุงเทพฯ

มนต์นภา พานิชเกรียงไกร นักจัดการความรู้อาวุโส (ภัณฑารักษ์) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์

นางสาวมนต์นภา พานิชเกรียงไกร นักจัดการความรู้อาวุโส (ภัณฑารักษ์) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA ให้ข้อมูลการจัดนิทรรศการในครั้งนี้ว่า เครื่องปรุงรส หรือซอส นับเป็นหนึ่งวัตถุดิบที่สำคัญ ต่ออุตสาหกรรมอาหารของไทย ซึ่ง CEA มีบทบาทในการยกระดับทุนวัฒนธรรมให้เป็นเครื่องมือสำคัญส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ สอดคล้องกับมูลค่าการส่งออกซอสปรุงรสไทย ในปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยส่งออกซอสปรุงรสในหมวด HS CODE 2103 (เช่น ซอสถั่วเหลือง ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ำปลา ฯลฯ) รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 37,000 ล้านบาท ไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งนับเป็นมูลค่าการส่งออกที่สูง ประกอบกับนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลกของภาครัฐที่ช่วยหนุนให้ซอสไทยเป็นที่ต้องการในตลาดโลก โดยเครื่องปรุงรสไทยยังเป็นตัวอย่างของการหยิบ ‘เรื่องเล่าจากครัวไทย’ มาต่อยอดเป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่ขยายผลไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น อาหาร การท่องเที่ยว และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ซึ่งทั้งหมดนี้คือฟันเฟืองสำคัญที่จะสร้างแรงกระเพื่อมให้แก่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตได้มากยิ่งขึ้นในอนาคต

“นิทรรศการ Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ” กับแนวคิด “วัฒนธรรมที่กินได้”

CEA ซึ่งมีบทบาทขับเคลื่อนและส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย ได้เล็งเห็นถึงโอกาสที่จะนำเสนอตัวอย่างการต่อยอดจากสิ่งใกล้ตัวอย่าง “เครื่องปรุงรส” จึงได้จัด “นิทรรศการ Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ” ขึ้นภายใต้แนวคิด “วัฒนธรรมที่กินได้” โดยนิทรรศการนี้ได้นำเครื่องปรุงรสท้องถิ่นมาตีความ – นำเสนอในมิติ ต่าง ๆ ทั้งการนำเสนอเอกลักษณ์และวัฒนธรรมพื้นถิ่น การนำเสนอภูมิปัญญาชาวบ้านผ่านขวดเครื่องปรุง การต่อยอดภูมิปัญญาเดิมสู่สินค้าใหม่ พร้อมชวนตั้งคำถามถึงโอกาสและความเป็นไปได้ที่ “ซอส” อาจกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย จากการต่อยอดซอสพื้นบ้านไปเป็นผลิตภัณฑ์ส่งออก หรือการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหารที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ไฮไลต์นิทรรศการที่จะได้ใช้ทั้ง ‘ตาดู – หูฟัง – ลิ้นรับรส’ พร้อมชัพพอตซอสโลคัล

นิทรรศการ Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ ได้แบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก และ 1 โซนพิเศษ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้เดินทางผ่านเรื่องราวแห่งรสชาติทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

โซนที่ 1 “SAUCETALGIA รสชาติที่คิดถึง” เปิดพื้นที่ชวนผู้ชมย้อนนึกถึงรสชาติจากเมนูอาหารที่คุ้นเคย ที่แค่เหยาะนู่นนิด ปรุงนี่หน่อย นอกจากจะทำให้อิ่มท้อง อุ่นใจ ยังเป็นรสชาติแห่งความทรงจำที่ปลูกฝังรสนิยมการกินให้กับเราโดยไม่รู้ตัว ‘รสชาติคุ้นเคย’ อาจไม่ใช่แค่เพียงทำตามสูตร หากแฝงซุกซ่อนความอร่อยอยู่ภายในซอสปรุงรส โดยโซนนี้ยังนำเสนอเคล็ดลับการทำอาหารจากแม่ครัว พร้อมวิดีโอการปรุงอาหารท้องถิ่นแบบดั้งเดิม และในโซนรสชาติที่คิดถึงนี้ ผู้ชมยังอาจพบว่าความทรงจำบางอย่างที่ถูกฝังไว้ใต้รสชาติได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

โซนที่ 2 “SAUCE, SOURCE รสเยอะ วัตถุดิบแยะ” สำรวจซอสปรุงรสพื้นบ้านกว่า 60 รายการ จากทุกภูมิภาคของไทย ตั้งแต่เต้าหู้ยี้ห่อใบไผ่จากภาคเหนือ บูดูจากภาคใต้ ปลาร้าภาคอีสาน ไปจนถึงซีอิ๊วเก่าแก่ในภาคกลาง แต่ละขวดไม่ได้สะท้อนแค่รสชาติ หากยังบอกเล่าเรื่องราวสนุก ๆ เบื้องหลังการออกแบบแบรนด์และโลโก้ที่มีเสน่ห์ไม่ซ้ำกัน บางยี่ห้อใช้สัตว์หรือสิ่งมงคลในท้องถิ่นเป็นสัญลักษณ์ บางชื่อสะท้อนบุคคลสำคัญในครอบครัวเพื่อสร้างความไว้ใจ และบางแบรนด์ก็หยิบเอาภูมิประเทศ หรือวัฒนธรรมท้องถิ่นมาใส่ในชื่อให้จำง่ายและติดหู เรื่องเล่าเหล่านี้ทำให้เห็นว่า “ซอส” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องปรุง แต่ยังเป็นงานออกแบบเชิงสร้างสรรค์ที่ส่งต่อภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ไทยผ่านทุกขวดที่ผลิตออกมา

โซนที่ 3 “SAUCE พาวเวอร์” สำรวจแผนที่ซอสทั่วประเทศ และตระหนักถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่ในเครื่องปรุงรสธรรมดา ๆ ซอสท้องถิ่นไม่ได้เป็นเพียงของกินคู่ครัว แต่ยังต่อยอดได้สู่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ที่ดึงดูดผู้คนให้เดินทางไปสัมผัสรสชาติถึงถิ่น เช่น ตามรอยปลาร้าในอีสาน หรือเรียนรู้การทำบูดูในภาคใต้ ทำให้เห็นว่าซอสไทยคือ “เครื่องปรุงเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่ขับเคลื่อนทั้งอาหาร การท่องเที่ยว และการออกแบบไปพร้อมกัน

ปิดท้ายด้วย โซนพิเศษ นิทรรศการย่อย “อาหารตามสั่ง” ในร้าน Neighbormart บอกเล่าเรื่องรสนิยม คนไทยผ่านวิถีการสั่งอาหาร และร่วมสำรวจเหตุผลไปด้วยกันว่าทำไมคนไทยถึงชื่นชอบอาหารตามสั่ง ผ่านประสบการณ์ Taste Local, Support Local ทั้งการชิมไอศกรีม 4 รสซอสไทยสุดสร้างสรรค์โดยร้านบ้านพัดกะจีน การค้นหาตัวตนผ่านแบบทดสอบ MBTI (My Bottle Type Is) พร้อมสินค้าซอสท้องถิ่นอีกกว่า 15 รายการ ที่เราอยากชวนทุกคนมาซับพอร์ตซอสไทย

นิทรรศการ “Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ” เปิดให้เข้าชมไปจนถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.30–19.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์) ณ Front Lobby ชั้น 1 ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) กรุงเทพฯ โดยสามารถจอดรถได้ที่อาคารจอดรถ NT บางรักในอัตรา 20/ชั่วโมง

คุณแหน : 3 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 3 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 3 สิงหาคม 2568

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • โชตินรินทร์ เกิดสม ผวจ.สงขลา ต้อนรับ โรเบิร์ต เอฟ. โกเดก เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ในโอกาสเดินทางเยือน จ.สงขลา เพื่อกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การประมง และการท่องเที่ยว..
  • วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รอง ผวจ.เชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงาน เชียงใหม่เมืองแห่งเทศกาลท่องเที่ยวชุมชนยลวิถีศรีสุพรรณอารามและพิธีมงคลบวงสรวงคเณศจตุรถี ประจำปี 2568 งานนี้จัดถึง 5 ก.ย. 19.00 น. เป็นต้นไป ณ วัดศรีสุพรรณ อ.เชียงใหม่..
  • พันธ์ภิรมย์-พันธ์พิไล ใบหยก วันเกิดปีนี้ ไปทำบุญ ณ วัดพระเชตุพนฯ แล้วฉลองมื้อเย็นกับน้องสาวและหลานๆอย่างอบอุ่นที่ รร.แกรนด์ไชน่า..
  • เพื่อนๆชาว Digital CEO#8 ร่วมยินดีกับ ศศิพัชร์ จ่างจรูญโรจน์ ที่จะได้เป็น รอง ผอ. สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ตั้งแต่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป..
  • วรวุฒิ กาญจนกูล เลขาธิการ สมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานใหญ่ วิศวจุฬาดีเด่นครั้งที่ 19 มีพี่น้องชาววิศวจุฬาได้รับรางวัลอันทรงเกียรติหลายท่าน อาทิ พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล, สหัส บัณฑิตกุล, ศุภมาส อิศรภักดี, จรัญ บุรพรัตน์, ชวนพิศ ธรรมศิริ, ประสาร ไตรรัตน์วรกุล, สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, คงกระพัน อินทรแจ้ง ณ ห้องนภาลัย รร.ดุสิตธานี..
  • ศ.คลินิก นพ.วีระศักดิ์ ศรินนภากร พร้อมบุคลากร รพ.ราชวิถี ร่วมออกหน่วยให้บริการตรวจสุขภาพในกิจกรรม “นับคาร์บ นำสุขภาพ ลดเสี่ยง ลดโรค NCDs ในพื้นที่เขตเมือง” จัดโดย รพ.ราชวิถีและ สำนักการแพทย์เขตสุขภาพที่ 13 ณ สมาคมฮงสุน กทม…
  • ชื่นชม สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) เดินหน้าภารกิจสำคัญในการขยายผลโครงการหลวงสู่พื้นที่สูงของประเทศ ได้ลงนาม MOU กับ องค์การบริหารส่วนตำบลเชียงทอง อ.วังเจ้า จ.ตาก และองค์การบริหารส่วน ต.กื้ดช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ และลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน..
  • สิริธร กรีวงษ์ มอบเงินบริจาคสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อสร้างอาคารรพ.รามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี รับมอบโดย มาลี สังวาลย์เล็ก..
  • SYMPHONY ผู้ให้บริการรายแรกในประเทศไทย ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการเป็น Google Verified Peering Partner อีกหนึ่งก้าวสำคัญสู่การเชื่อมต่อระดับโลก เพื่อให้ธุรกิจของลูกค้าเข้าถึงบริการ Google ได้ เร็วขึ้น เสถียรกว่า และปลอดภัยยิ่งขึ้น..
  • นิติ เมฆหมอก นัดเพื่อนๆ Digital CEO#6 มาสังสรรค์พร้อมฉลองวันเกิดให้ ธานินทร์ พานิชชีวะ, พีรพวงศ์ กรินชัย, วสวัต ชวลิตธำรง โดยมี เกศนรี จองโชติศิริกุล, สุเมธ สุรบถโสภณ, อติพร ประทีปมงคล, นวลศิริ วรเมธาวิวัฒน์, จิรพล ตังทัตสวัสดิ์, ณัฐพล สืบอ่ำ, สุวรรณี ลิมปนวงศ์แสน ร่วมด้วย..
  • วันเกิดลูกชายคนโตวัย 13 ขวบ สูง 175 ซม. คุณพ่อคุณแม่ ศิระ-พิมรา ศรีสุกใส พาน้อง สิรภัทร ไปใส่บาตรที่วัดยานนาวาก่อนไปโรงเรียน โดยมีน้องเล็ก พีรวิชญ์ ร่วมด้วย..
  • เพื่อนๆและคณะกรรมการรุ่น BCC 129 ร่วมเสียใจกับ ธิติ เชียงกูล ที่สูญเสีย คุณแม่ลัดดา เชียงกูล..

น้องใหม่

TAICCA ยกทัพคอนเทนท์ครีเอเตอร์ไต้หวันบุกไทยครั้งแรก จับมือมุ่งสู่อาเซียน ในงาน BIDC 2025

TAICCA ยกทัพคอนเทนท์ครีเอเตอร์ไต้หวันบุกไทยครั้งแรก จับมือมุ่งสู่อาเซียน ในงาน BIDC 2025

TAICCA ยกทัพคอนเทนท์ครีเอเตอร์ไต้หวันบุกไทยครั้งแรก จับมือมุ่งสู่อาเซียน ในงาน BIDC 2025

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.10 น.

Taiwan Creative Content Agency: TAICCA หรือ ไทก้า เข้าร่วมงาน Bangkok International Digital Content Festival (BIDC) 2025 เป็นครั้งแรกอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมนำเสนอ Taiwan Content Island พาวิลเลียนแสดงผลงานจากครีเอเตอร์จากไต้หวัน ด้วยเป้าหมายหลักในการขยายเครือข่ายความร่วมมือในตลาดประเทศไทย มุ่งมั่นสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระยะยาว และผลักดันคอนเทนต์เชิงสร้างสรรค์ของไต้หวันเข้าสู่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อวันที่ 26-28 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ฮอลล์ 1 ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ รวมถึงยกขบวนคาแรกเตอร์แบรนด์พรีเมียมที่เคยออกผลงานในรูปแบบสินค้าภายใต้แบรนด์เอง มาจัดจำหน่ายให้แฟนตัวละครต่างๆได้เป็นเจ้าของ

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ TAICCA ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไต้หวันในการเผยแพร่ผลงานการสร้างสรรค์คอนเทนต์คาแรคเตอร์สายเลือดไต้หวันในตลาดประเทศไทย โดยได้นำทัพ IP ที่พร้อมต่อยอดทางธุรกิจถึง 18 IP มาร่วมจัดแสดงภายในบริเวณ Taiwan Content Island ภายใต้แนวคิดหลักและเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ของเอเชีย อีกทั้งยังมุ่งมั่นที่จะผสานภาพลักษณ์ของเกาะไต้หวันให้เข้ากับแบรนด์คาแรคเตอร์ที่มีเอกลักษณ์และสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดสากล เพื่อส่งมอบพลังแห่ง “Cultural Black Tide” ที่มีชีวิตชีวาจากไต้หวัน อันได้แก่ Balloonmon, Beelu Friends, Bird Era, Bounce, Chimoz, Gacha Chicken, Hi John, I’m Mark, Kuroro Space Exploration Team, Lusasa, Maomaochong, Mr. Shark, My Favorite Towels, Shiny And Moony, Taiwanimal, Tea Girls, WDOG และ Yameme

ในการนำเหล่าครีเอทีฟคอนเทนท์เอเจนซี่เข้าร่วมงานฯในประเทศไทยครั้งนี้ นางสาว ซู กวน ซู ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศ (Ms. Shu-Kuan Su, Director of the International Business Department) สำนักงานส่งเสริมคอนเทนต์สร้างสรรค์ไต้หวัน (TAICCA – Taiwan Creative Content Agency)  กล่าวว่า TAICCA มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ความร่วมมือระยะยาวในระดับสากล และเชื่อมั่นว่าการเริ่มต้นจากงาน BIDC 2025  ในประเทศไทยจะเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมคอนเทนต์เชิงวัฒนธรรมของไต้หวันในเวทีโลกโดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียน

ซึ่งในมุมมองของ TAICCA มองว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมคอนเทนท์ดิจิทัลและบุคคลากรในวงการครีเอทีฟและนักออกแบบผลงานศิลปะของประเทศไทย มีศักยภาพที่สูงมากทีเดียว มีการเปิดกว้างทางความคิดสร้างสรรค์ และเป็นที่รู้จักในแวดวงของงานสร้างสรรค์อยู่แล้ว จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างมากหากในอนาคตทั้ง 2 ประเทศสามารถร่วมงานกันได้มากยิ่งขึ้นและจับมือก้าวเข้าไปสู่เวทีใหญ่ๆหรือระดับโลก

ในขณะเดียวกัน TAICCA ยังได้ประสานพาผู้ก่อตั้ง ผู้ผลิต และนักสร้างสรรค์ชาวไต้หวันเดินทางมาประเทศไทยเข้าร่วมงานด้วยตัวเองเพื่อทำความรู้จักกับผู้ประกอบการไทยเพื่อเป็นโอกาสทางความร่วมมือ และต่อยอดอุตสาหกรรมวัฒนธรรมร่วมกัน อาทิ คุณแองจี้ ฮู (Angie Hu) ผู้ก่อตั้ง Hu Creates Co., Ltd. บริษัทชั้นนำด้านการจัดการลิขสิทธิ์ IP และการบริหารศิลปิน ที่นำเสนอ IP ศิลปะที่น่าสนใจจากตลาดเอเชียสู่เวทีระดับโลก ทั้งในยุโรปและอเมริกา เพื่อมุ่งเป็นสะพานเชื่อมระหว่างศิลปินและตลาดนานาชาติ โดยหนึ่งในผลงานที่โดดเด่น ได้แก่ ‘Mr. Shark’ เป็นคาแรคเตอร์ IP ต้นฉบับจากไต้หวันที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง สร้างสรรค์โดยคุณ Jiang ในปี 2020 Mr. Shark มีเสน่ห์เฉพาะตัวด้วยลายเส้นที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง และอารมณ์ขันที่เข้าถึงง่าย ทำให้สามารถเอาชนะอุปสรรคทางวัฒนธรรมและภาษาได้เป็นอย่างดี

ความสำเร็จทางการตลาดของ Mr. Shark ได้รับการยืนยันจากหลากหลายความร่วมมือ ทั้งในไต้หวันกับ 7-ELEVEN ที่สามารถจำหน่ายสินค้าแถมในอีเวนต์แลกแต้มได้มากกว่า 30,000 ชิ้น รวมถึงสติกเกอร์และธีม LINE ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในระดับนานาชาติ Mr. Shark ได้ร่วมมือกับ Watsons ในฮ่องกงเพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์ร่วมแบรนด์ในประเทศไทยและฟิลิปปินส์

คุณเคท ชาง-CEO(ซ้าย) และคุณ เอมี่ เชน จาก  Maomaochong

คุณเคท ชาง (Ms. Kate Chang) (CEO) และคุณ เอมี่ เชน (Amy Chien) – International licensing manager จาก INDOT IMAGE Co., Ltd. เอเจนซี่ดังด้านวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ที่ได้รับความนิยมในระดับสากล กับคาแรกเตอร์สุดอบอุ่น และเปี่ยมด้วยเสน่ห์  ‘Maomaochong’ เหมาเหมาชง หนอนผีเสื้อแสนน่ารักผู้สวมหมวกสตรอว์เบอร์รีอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมกับผองเพื่อนอีก 9 ตัว ถ่ายทอดข้อคิดเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งในเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มพนักงานออฟฟิศและกลุ่มผู้ชมผู้หญิง ที่ได้พัฒนาแบรนด์มาเกือบ 20 ปี และมีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียกว่า 700,000 Co-branded กับพันธมิตรหลากหลายไม่ว่าจะเป็น 7-11 Watson หรือบัตรเครดิต เป็นต้น โดยผู้ประกอบการและครีเอเตอร์จากไต้หวันมุ่งหวังจะได้นำ IP ที่มีเอกลักษณ์เหล่านี้เข้าทำความรู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น รวมถึงมีแผนการร่วมงานกับบริษัทต่างๆ ในตลาดเมืองไทยในอนาคต

ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Speet Meeting Session) การนำเสนอผลงานของแต่ละ IP บนเวที และเปิดโอกาสในการสนทนาแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างเครือข่ายและพันธมิตรทางธุรกิจ (Business Pitching and Networking Session

Spotlight on Taiwan: Business Pitching and Networking Session: เวทีสำหรับการนำเสนอผลงานและจับคู่ธุรกิจ โดยมีการเชิญพันธมิตรที่มีศักยภาพในตลาดในกลุ่มงานสร้างสรรค์มาเข้าร่วม เพื่อช่วยให้ผลงานคาแรคเตอร์จากไต้หวันเป็นที่รู้จัก และสามารถขยายตลาดไปยังกลุ่มธุรกิจในไทยและอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภา

Taiwan Content Island Pop-up Store: เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง TAICCA ได้ร่วมมือกับร้านค้าไลฟ์สไตล์และสินค้าเชิงสร้างสรรค์ชื่อดังของไทยอย่าง “Medium and More” และศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ เปิด Pop-up Store ที่รวบรวมผลงานจำนวน 7 แบรนด์คาแรกเตอร์มาต้อนรับแฟนชาวไทยอย่าง 1. Kuroro Space 2. Chimoz 3. Taiwanimal 4. WDOG 5. Maomaochong  6. GachaChicken 7. BIRD ERA ภายในร้าน Medium and More ชั้น 3 และบริเวณชั้น G ของศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ นับเป็นการเข้าสู่ตลาดประเทศไทยครั้งแรกของแบรนด์สร้างคาแรคเตอร์ของไต้หวันเต็มรูปแบบ โดยทางประเทศไต้หวันคาดหวังว่าจะก่อให้เกิดโอกาสและความร่วมมือทางธุรกิจในอนาคตอันใกล้

คิกออฟการเฉลิมฉลอง 10 ปี กรอบการค้า ชิลี-ไทย จัดใหญ่ Chile-ASEAN Business Summit ครั้งแรกในกรุงเทพฯ นำนักธุรกิจพบปะจับคู่กระตุ้นการค้า-การลงทุน

คิกออฟการเฉลิมฉลอง 10 ปี กรอบการค้า ชิลี-ไทย จัดใหญ่ Chile-ASEAN Business Summit ครั้งแรกในกรุงเทพฯ  นำนักธุรกิจพบปะจับคู่กระตุ้นการค้า-การลงทุน

คิกออฟการเฉลิมฉลอง 10 ปี กรอบการค้า ชิลี-ไทย จัดใหญ่ Chile-ASEAN Business Summit ครั้งแรกในกรุงเทพฯ นำนักธุรกิจพบปะจับคู่กระตุ้นการค้า-การลงทุน

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.28 น.

กระทรวงการต่างประเทศชิลี โดย ProChile (กรมส่งเสริมการค้า การส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุน) เตรียมพร้อมจัดการประชุม Chile-ASEAN Business Summit 2025 ขึ้นในกรุงเทพฯ ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี ของความตกลงเขตการค้าเสรีชิลี–ไทย (Chile-Thai FTA)  โดยมี คลอเดีย ซานฮูเอซา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศชิลี อิกนาซิโอ เฟร์นันเดซ  ProChile General Director และผู้บริหารระดับสูงเป็นตัวแทนภาครัฐ นำนักธุรกิจผู้ส่งออกจากประเทศชิลีมาพบปะคู่ค้าและคู่เจรจาในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 10-12 กันยายน 2568  ณ โรงแรม ไฮแอท รีเจนซี  สุขุมวิท

มร.ออสการ์ อาริอากาดา ผู้แทนการค้าชิลีประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า  Chile-ASEAN Business Summit 2025 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกนี้จะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ณ กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย ในวันที่ 8 กันยายน และต่อเนื่องมาจัดที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 10-12 กัน ยายน ศกนี้ โดยเป็นการประชุมสุดยอดด้านธุรกิจ การค้า การลงทุนที่จัดขึ้นเป็นด้วยวัตถุประสงค์ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ และเสริมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาคอาเซียน

ในโอกาสนี้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลระดับสูงและผู้นำธุรกิจกว่า 20 บริษัทในอุตสาหกรรมอาหารทะเล เกษตรแปรรูป และธุรกิจบริการจะเดินทางมาพบปะและเจรจาการค้ากับนักธุรกิจและผู้นำเข้าจาก อินโดนีเซีย ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ โดยมีผู้แทนการค้าชิลีจากทั่วภูมิภาคอาเซียนร่วมประชุม

มร.อาริอากาดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ภูมิประเทศและภูมิอากาศที่มีความแตกต่าง อันประกอบด้วยทะเลทรายที่แห้งแล้งที่สุด เทือกเขาสูงจนถึงพื้นที่ชุ่มชื้นติดชายฝั่งทะเลไปเกือบถึงขั้วโลกใต้ ทำให้ชิลีมีความได้เปรียบด้านการผลิตสินค้าที่หลากหลายและมีคุณภาพสูง ProChile ซึ่งมีสำนักงานอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ จะทำหน้าที่คัดสรรและประสานงานร่วมกับสำนักงานในต่างประเทศกว่า 56 แห่งทั่วโลก เพื่อส่งออกผลิตภัณฑ์เหล่านี้สู่ตลาดโลก โดยมุ่งเน้นคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน

ชิลีมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับ 35 ประเทศทั่วโลกอันครอบคลุมกว่า 80% ของ GDP โลก ผลิตภัณฑ์อาหารและผลไม้จากชิลีหลายชนิดติดอันดับโลก เช่น เชอร์รี พรุน และองุ่น สำหรับในประเทศไทยที่ FTA ชิลี–ไทยมีผลบังคับใช้มาแล้ว      กว่า 10 ปี ขณะนี้มีสินค้าอาหารทะเล ผลไม้ ธัญพืช และไวน์ เป็นหลัก  ผลไม้จากชิลีที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าไทย 5 รายการ ได้แก่ องุ่น เชอร์รี บลูเบอร์รี กีวี และแอปเปิล ทั้งนี้ เป็นที่คาดหวังว่า ในอนาคต ชิลีจะสามารถเจรจาขยายความหลากหลายของสินค้าที่เข้าสู่ตลาดไทย อาทิ เนื้อวัว เนื้อหมู และเนื้อไก่ ฯลฯ  นอกเหนือจากการส่งออกสินค้าเหล่านี้แล้ว ชิลียังมุ่งส่งเสริมความร่วมมือกับไทยและอาเซียนในภาคบริการอื่น ๆ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Services) อีกด้วย

ตลอด 3 วันของกิจกรรมในประเทศไทย Chile-ASEAN Business Summit 2025 จะมุ่งเน้นการส่งเสริมการส่งออกของชิลีสู่ตลาดไทยและอา เซียน ขยายการเข้าถึงตลาดให้กับบริษัทที่ดำเนินงานอยู่ในภูมิภาคนี้ ส่งเสริมการขยายธุรกิจระหว่างประเทศของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของชิลี  ตลอดจนเน้นย้ำบทบาทของชิลีในฐานะแพลตฟอร์มในการเข้าถึงละตินอเมริกา โดยการประชุมจะจัดขึ้น ณ Hyatt Regency BKK Sukhumvit ประกอบด้วยการจับคู่เจรจาทางธุรกิจระหว่างผู้ส่งออกชิลีและผู้นำเข้าของอาเซียน  รวมถึงเวิร์กช็อปไวน์และการสาธิตการทำอา หารโดยเชฟชาวชิลี ก่อนการเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษนี้และวันชาติชิลีที่จะมาถึงในวันที่ 18 กันยายน ด้วยดินเนอร์จากวัตถุดิบชั้นเลิศของดินแดนแสนมหัศจรรย์ในละตินอเมริกาแห่งนี้ นอกจากนี้ ผู้ร่วมการประชุมจะได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมการตลาดกับแบรนด์ของสมาคมที่เกี่ยวข้องและผู้นำเข้าของไทย อาทิ The Mall, Central Food Wholesale ตลอดจนการ ดูงาน ณ คลังสินค้าศุลกากร ลาด กระบัง และ คลังสินค้าการบินไทย เป็นต้น

หนึ่งในวาระสำคัญของ ASEAN Business Meeting 2025 คือการคิกออฟการเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี ของการตกลงการค้าเสรีชิลี-ไทย (FTA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นมา ทั้งสองประเทศมีความตกลงการค้า   เสรี (FTA) ที่ช่วยพัฒนาการค้าทวิ ภาคีให้เติบโตมากกว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ในปี 2567 มูลค่าการส่งออกจากชิลีมายังไทยมีมูลค่าเกิน 680 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.8% เมื่อเทียบกับปี 2566 แม้ว่าทองแดงและเยื่อกระดาษยังคงเป็นสินค้าส่งออกหลัก แต่การส่งออกสินค้าอาหาร เช่น แซลมอนและปลาเทราต์ เชอร์รีสด แป้งมันสำปะหลัง ผลิตภัณฑ์จากธัญพืช น้ำมันปลา หอยแมลงภู่ ปลาหมึกยักษ์ และสินค้าอื่น ๆ รวมถึงการส่งออกด้านบริการ ก็เติบโตขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้การส่งออกที่ไม่ใช่ทองแดงและลิเทียมมีมูลค่าเกิน 310 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เพิ่มขึ้น 7.8%

ประเทศไทยเป็นตลาดหลักของการส่งออกจากชิลีในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งรวมถึง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม บรูไนดารุสซาลาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา การค้าระหว่างชิลีกับกลุ่มนี้เติบโตเฉลี่ยปีละ 5.1% ตั้งแต่ปี 2561 โดยการส่งออกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากกว่า 11% ต่อปีในช่วงเวลาดังกล่าว จนถึง 906 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ซึ่งสูงกว่าปีก่อนหน้า 4.3%