โปรเจ็กต์คนไทยระดับสากล สร้างภาพยนตร์แนวสารคดีผสมดรามา ย้อนเรื่องราวความร่วมมือศิลปินไทยและอิตาลี สมัยรัชกาลที่ 5 และ 6

โปรเจ็กต์คนไทยระดับสากล สร้างภาพยนตร์แนวสารคดีผสมดรามา ย้อนเรื่องราวความร่วมมือศิลปินไทยและอิตาลี สมัยรัชกาลที่ 5 และ 6

โปรเจ็กต์คนไทยระดับสากล สร้างภาพยนตร์แนวสารคดีผสมดรามา ย้อนเรื่องราวความร่วมมือศิลปินไทยและอิตาลี สมัยรัชกาลที่ 5 และ 6

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมาคมนักศึกษาเก่าคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับกลุ่มศิลปินและผู้สร้างภาพยนตร์อิสระจากประเทศอิตาลี เปิดตัวโปรเจ็กต์ภาพยนตร์ดอคคูดรามา ‘อาณาจักรแห่งความกลมเกลียว’ (The Empire of Harmony) ผลงานการกำกับฯ โดย มาร์โค แกตติ (Marco Gatti) ชาวอิตาเลียน ถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ศิลปะอันลึกซึ้งระหว่างไทยและอิตาลี จากจุดเริ่มต้นของศิลปะสมัยใหม่ในสยามสู่ความหลากหลายของศิลปะร่วมสมัยของไทยในปัจจุบัน

‘อาณาจักรแห่งความกลมเกลียว’ ภาพยนตร์แนวสารคดีผสมดรามา (Docudrama) เล่าเรื่องราวผ่าน ‘ฝ้าย’ สาวลูกครึ่งไทย-อิตาลี ที่เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อค้นหาความเชื่อมโยงของมรดกทางวัฒนธรรม ที่ถักทออย่างกลมเกลียวระหว่างสยามเก่า ไทยใหม่ และโลกตะวันตกเข้าด้วยกัน เรื่องราวการเดินทางของฝ้ายจะนำพาผู้ชมย้อนรอยสู่จุดเริ่มต้นของศิลปะสมัยใหม่ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งที่ ‘แกลิเลโอ คินี’ (Galileo Chini) จิตรกรชาวอิตาลี ได้รับเชิญมาสร้างสรรค์จิตรกรรมบนเพดานโดมพระที่นั่งอนันตสมาคม รวมถึงชักชวน ‘ศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรชี’ (Corrado Feroci) ประติมากรผู้เดินทางมารับราชการในสยาม ผู้กลายเป็น “บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย” ในเวลาต่อมา

ภาพยนตร์จะผสมผสานเรื่องราวในอดีตของบุคคลสำคัญอย่าง ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ศิลปินเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เข้ากับเรื่องราวของศิลปินและแวดวงศิลปะร่วมสมัยไทยในปัจจุบัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงการสืบสานและต่อยอดองค์ความรู้ทางศิลปะหลากหลายแขนง ตั้งแต่การสร้างอนุสาวรีย์แห่งชาติ สร้างวัดและวังแนวใหม่ การก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปะแห่งแรกของไทย ตลอดจนผลักดันศิลปะร่วมสมัยไทยสู่ระดับนานาชาติในปัจจุบัน

แรงบันดาลใจจากบทเพลงสู่ ‘The Empire of Harmony’

ที่มาของชื่อภาพยนตร์ ‘อาณาจักรแห่งความกลมเกลียว’ ได้รับแรงบันดาลใจจากเนื้อร้องท่อนหนึ่งในเพลง Santa Lucia เพลงพื้นเมืองเมืองนาโปลี ที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี โปรดปรานและมักจะขับร้องระหว่างทำงานศิลปะ ซึ่งต่อมาได้ดัดแปลงเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อรำลึกถึงคุณูปการอันใหญ่หลวงของท่าน ในเรื่องนี้ ธราธิป นัทธีศรี นายกสมาคมนักศึกษาเก่าคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวถึงที่มาและเป้าหมายของโครงการในครั้งนี้ว่า

“แรงบันดาลใจของโครงการนี้ เกิดจากความมุ่งมั่นที่จะเผยแพร่คุณค่าของศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยของไทย ผ่านเรื่องราวความร่วมมืออันยิ่งใหญ่ระหว่างศิลปินไทยและอิตาลี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 นำเสนอในรูปแบบ Docudrama เพื่อถ่ายทอดประวัติศาสตร์ให้มีชีวิตชีวา สอดแทรกมิติทางอารมณ์ที่ทำให้ผู้ชมโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ สามารถเข้าถึงและเชื่อมโยงกับเรื่องราวได้ง่ายขึ้น เราคาดหวังว่า ‘อาณาจักรแห่งความกลมเกลียว’ จะเป็นสะพานเชื่อมคนรุ่นใหม่กับรากฐานทางศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เห็นคุณค่าของการเปิดใจกว้าง การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และกล้าที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เหมือนดังที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้ทุ่มเทสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งไว้ให้กับประเทศไทย”

อาณาจักรแห่งความกลมเกลียว : บทบาทของคนไทยในโปรเจกต์ระดับสากล

โครงการนี้กำกับและวางแนวความคิดโดย มาร์โค แกตติ ผู้กำกับชาวอิตาลี เป็นการต่อยอดเรื่องราวของตัวละคร ‘ฝ้าย’ จากภาพยนตร์เรื่อง ‘Me and the Magic Door’ (พ.ศ. 2565) ที่เล่าเรื่องราวการค้นพบสถาปัตยกรรมอิตาเลียนในแดนสยาม โดยในภาพยนตร์ ‘อาณาจักรแห่งความกลมเกลียว’ ฝ้ายได้เจาะลึกลงไปในรากของศิลปะและวัฒนธรรม ที่เชื่อมโยงสองแผ่นดินเข้าไว้ด้วยกัน

อาจารย์ อมฤทธิ์ ชูสุวรรณ ศิลปินแห่งชาติปี 2563 สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม-สื่อผสม) ในฐานะ Co-Executive Producer ของภาพยนตร์เรื่องนี้ เล่าถึงบทบาทของคนไทยในโปรเจกต์ระดับสากลว่า “ภาพยนตร์ดอคคูดราม่าเรื่องนี้ เป็นผลงานที่สร้างโดยทีมงานชาวอิตาเลียนเป็นหลัก โดยมีเพื่อนคนไทยคอยให้ข้อมูลและหารือร่วมกันมาโดยตลอด แม้ส่วนหนึ่งจะถ่ายทำเสร็จไปแล้วในอิตาลี แต่ส่วนที่เหลือซึ่งต้องถ่ายทำในประเทศไทย ยังต้องการความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากทีมงานในไทย เราพยายามดึงคนที่มีประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ ทั้งนักออกแบบเสื้อผ้า (Costume Designer) หรือฝ่ายศิลป์ (Art Director) เพื่อประสานการทำงานร่วมกับทีมงานอิตาเลียนอย่างใกล้ชิด โชคดีที่เรามีพี่ ๆ น้อง ๆ ที่มีประสบการณ์เข้ามาช่วยเหลือ รวมถึงทีมงานชาวอิตาเลียนที่มีความใกล้ชิดกับสายตระกูลของศิลปิน ควบคู่กับการสืบค้นข้อมูลของศิลปินเมื่อครั้งอยู่ในอิตาลีได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง ซึ่งสามารถนำมาผสมผสานกันเพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์ที่สุดครับ”

โอกาสของภาพยนตร์ดอคคูดรามา ในยุคสตรีมมิงครองใจผู้ชม

นนทรีย์ นิมิบุตร ผู้กำกับฯ ชื่อดัง ในฐานะ Production Supervisor ของภาพยนตร์ดอคคูดราม่าเรื่อง ‘อาณาจักรแห่งความกลมเกลียว’ กล่าวถึงบทบาทของเขาในการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในส่วนของสตูดิโอ ค่ายหนัง และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง เพื่อให้โปรเจกต์นี้ไปได้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งยังเป็นการเชิดชูศิลปินและศิลปะไทยไปพร้อมกัน

“โปรเจกต์นี้ทั้งน่าสนใจและมีความสำคัญมากครับ เพราะเรื่องราวของศิลปะและศิลปินไทยไม่ค่อยได้รับการพูดถึงในวงกว้าง แม้ว่าศิลปินไทยหลายท่านจะได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมานานแล้ว ดังนั้น การสร้างภาพยนตร์ดอคคูดรามาจะช่วยเผยแพร่เรื่องราวเหล่านี้ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ในฐานะศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยศิลปากร ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สมาคมศิษย์เก่าคณะจิตรกรรมฯ พร้อมสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่ บวกกับความน่าสนใจของเนื้อหา ผมจึงยินดีที่จะเข้ามาช่วยผลักดันโปรเจกต์นี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ไกลที่สุด เพราะสารคดีและภาพยนตร์นอกกระแสกำลังได้รับความสนใจมากขึ้น คนดูเปิดใจยอมรับและเสพงานประเภทนี้มากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีสำหรับ ‘อาณาจักรแห่งความกลมเกลียว’ ที่จะเข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่องทางสตรีมมิ่งและ OTT (Over-the-Top) ซึ่งเป็นช่องทางการเผยแพร่ที่สำคัญในยุคนี้ครับ”             

นอกจากนี้ สมาคมนักศึกษาเก่าคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ยังจัดแสดงและจำหน่ายผลงานศิลปะร่วมสมัยของศิลปินรับเชิญ 30 คน อาทิ อินสนธิ์ วงค์สาม, อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ, สมวงศ์ ทัพพรัตน์, สมภพ บุตราช, ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี, จิตต์สิงห์ สมบุญ, เริงศักดิ์ บุณยวาณิชย์กุล, ประสงค์ ลือเมือง, วิจิตร อภิชาติเกรียงไกร, ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ, วัชระ ประยูรคำ, ชลิต นาคพะวัน, ฉลอง บุญจันทึก, สิทธิชัย ปรัชญารัตติกุล, สุธี คุณาวิชยานนท์, นพพีระ โบศรี, พรชัย ใจมา, ไพโรจน์ วังบอน, ประสิทธิ์ วิชายะ, ศักชัย อุทธิโท ฯลฯ รายได้ทั้งหมดนำไปมอบให้กับการถ่ายทำภาพยนตร์ดอคคูดรามา ‘อาณาจักรแห่งความกลมเกลียว’ ให้เสร็จสมบูรณ์ เพื่อเป็นการคาราวะต่อศิลปินบรมครู และเฉลิมฉลองคุณค่าของงานศิลปวัฒนธรรมไทยที่มั่งคั่งและลุ่มลึก

ผู้สนใจสามารถรับชมตัวอย่าง (Teaser) ดอคคูดรามา ‘อาณาจักรแห่งความกลมเกลียว’ (The Empire of Harmony) หรือติดตามความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ที่: สมาคมนักศึกษาเก่าคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

ชวนเวิร์กชอป FAM PLAYS จุดประกายงาน D.I.Y ประดิษฐ์ของใช้ ของขวัญสไตล์รักษ์โลก

ชวนเวิร์กชอป FAM PLAYS จุดประกายงาน D.I.Y ประดิษฐ์ของใช้ ของขวัญสไตล์รักษ์โลก

ชวนเวิร์กชอป FAM PLAYS จุดประกายงาน D.I.Y ประดิษฐ์ของใช้ ของขวัญสไตล์รักษ์โลก

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ศูนย์การค้าในเครือ เอ็ม บี เค  เปิดพื้นที่โชว์ไอเดีย เอาใจสายดีไอวายทุกเพศทุกวัย ที่ชื่นชอบงานประดิษฐ์สุดสร้างสรรค์ รวมทั้งคนที่รักงานแฮนด์เมด และงานศิลปะ มาร่วมเวิร์กชอปกับกิจกรรม “FAM PLAYS 2025” พร้อมต่อยอดเป็นงานอดิเรกและอาชีพเสริมสร้างรายได้ ทุกวันพุธของเดือนกันยายนนี้ พบกับธีมการประดิษฐ์ของใช้  ของตกแต่งบ้านและของขวัญสไตล์รักษ์โลกเพิ่มคุณค่าสิ่งของเหลือใช้ในสไตล์ของตัวเอง โดยมีตารางกิจกรรม ดังนี้ วันที่ 10 กันยายน 2568 DIY น้องหมีขนฟู,วันที่ 17 กันยายน 2568 ECO PRINT,วันที่ 24 กันยายน 2568 เครื่องประดับรีไซเคิล

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมเวิร์กชอป FAM PLAYS 2025 เพียงมีใบเสร็จ (ไม่จำกัดมูลค่า) + 1 Point MBK PLUS (จำกัด 1คน/1บัญชี/2สิทธิ์/วัน) จำกัดจำนวน 50 สิทธิ์/วัน สามารถลงทะเบียนร่วมเวิร์กชอปได้ บริเวณ ลานกิจกรรม Workshop ชั้น 2 ฝั่งอีสต์ วิลเลจ (ข้างร้าน Soofu) ทุกวันพุธของเดือน ในเวลา 13.00 น. – 17.00 น.  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์ เซ็นเตอร์ 1285 ติดตามกิจกรรมและโปรโมชันดีๆ ของศูนย์การค้าฯ ได้ที่  http://www.thenine.co.th หรือ Facebook : The Nine Center Rama 9  และ Instagram:  thenine_rama 9

‘Trail Running 2025’ พิชิตธรรมชาติชะอวด จุดประกาย Sport Tourism เมืองนครฯ

‘Trail Running 2025’ พิชิตธรรมชาติชะอวด จุดประกาย Sport Tourism เมืองนครฯ

‘Trail Running 2025’ พิชิตธรรมชาติชะอวด จุดประกาย Sport Tourism เมืองนครฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เทศกาลกีฬาและดนตรีนครศรี–ธรรมชาติ ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์ โดยเมื่อวันที่ 29 – 31 ส.ค.68 ที่ผ่านมา สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราช จัดการแข่งขันวิ่งเทรล ในกิจกรรม “Trail Running 2025” ณ โรงเรียนบ้านวังหอน อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ภายใต้โครงการ “Sport – Festival กีฬาและดนตรีนครศรี–ธรรมชาติ” เพื่อการท่องเที่ยวกิจกรรมกีฬาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมีนักวิ่งเทรล ลงทะเบียนเข้าร่วมแข่งขัน 1,000 คน จากทั่วประเทศและต่างชาติร่วมพิชิตเส้นทางธรรมชาติที่เต็มไปด้วยความงดงามและความท้าทาย ผ่านอุทยานแห่งชาติเขาปู่ เขาย่า น้ำตกหนานสวรรค์ และอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส

ระยะทางการแข่งขันแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ระยะ 7 กิโลเมตร, ระยะ 19 กิโลเมตร และระยะ 33 กิโลเมตร นอกจากเส้นทางวิ่งผ่านความสวยงามของธรรมชาติ ไฮไลต์สำคัญของงานยังมีกิจกรรมเสริมมากมาย อาทิ การแสดงดนตรีสดจากศิลปินท้องถิ่น รวมถึงโซนอาหารพื้นเมืองที่นำเสนอเมนูชื่อดังของ อ.ชะอวด สร้างบรรยากาศสนุกสนานและรอยยิ้มให้กับนักวิ่ง และนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ

โดย นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มอบหมายให้ นายสุวัฒน์ จันทร์สุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวเปิดงาน ถึงกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่าง กีฬาและการท่องเที่ยว นักวิ่งทุกคนจะได้สัมผัสความงดงาม และความท้าทายของเส้นทางธรรมชาติผ่าน อุทยานแห่งชาติเขาปู่ เขาย่า อันอุดมสมบูรณ์ ความสดชื่นจากน้ำตกหนานสวรรค์ และบรรยากาศอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส ซึ่งถือเป็นประสบการณ์พิเศษที่หาไม่ได้จากการแข่งขันทั่วไป พร้อมด้วย นายธนดล เอื้อบำรุงเกียรติ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังอ่าง ได้กล่าวต้อนรับนักกีฬาและผู้ร่วมงาน และ นายณัฐรินทร์ วงศ์ภิรพัทธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวรายงานถึงการจัดกิจกรรม “Trail Running 2025” ที่ไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่สำหรับนักวิ่งในการท้าทายศักยภาพของตนเอง แต่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงกีฬา และประชาสัมพันธ์เสน่ห์ของอำเภอชะอวดให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

การจัดกิจกรรม “โครงการ Sport – Festival กีฬาและดนตรีนครศรี–ธรรมชาติ เพื่อการท่องเที่ยว” ถือเป็นบทสรุปอันน่าประทับใจ ที่นำเสนอจังหวัดนครศรีธรรมราชผ่าน 3 กิจกรรมหลากหลายมิติ ทั้งทางทะเล อ.สิชล – อ.ขนอม (Triathlon Festival 2025) , ทางน้ำ อ.ปากพนัง (SUP Fun Fest) และทางป่าเขา อ.ชะอวด (Trail Running 2025) ได้อย่างครบถ้วน อีกทั้งยังกระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงเผยแพร่เอกลักษณ์ วิถีชีวิต และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งเสริมให้ จ.นครศรีธรรมราชเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ

แอนิเมชันซีรีส์ ‘สติมา เณรน้อยอัจฉริยะ’ ร่วมออกบูธงาน ‘สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 14’

แอนิเมชันซีรีส์ ‘สติมา เณรน้อยอัจฉริยะ’ ร่วมออกบูธงาน ‘สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 14’

แอนิเมชันซีรีส์ ‘สติมา เณรน้อยอัจฉริยะ’ ร่วมออกบูธงาน ‘สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 14’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ที แอนด์ บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด นำ “สติมา เณรน้อยอัจฉริยะ” แอนิเมชัน ซีรีส์ที่นำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นรากฐานของปัญหาหลักต่างๆของสังคมไทยมาสร้างเป็นแอนิเมชันธรรมะที่เข้าใจง่าย  ผ่านตัวละคร และยังได้รับถึง 3 รางวัล  จากการประกาศผลรางวัล Thailand Moral Awards 2024 เข้าร่วมงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ที่จัดโดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์บอลรูม ศูนย์การประชุมอิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 3,000 คน ประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถานศึกษา ภาคศาสนา เครือข่ายครอบครัว สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป โดยมีบูธจัดแสดงผลงาน จำนวนถึง 131 บูธ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของภาคีเครือข่ายด้านคุณธรรมจากทั่วประเทศ

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และองค์กรภาคีร่วมจัดงาน สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ภายใต้แนวคิด “พลังครอบครัวและภาคีเครือข่าย เสริมสร้างนิเวศคุณธรรม สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”  โดย รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ได้เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์การจัดงานว่า สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติเป็นเวทีกลางขององค์กรเครือข่ายทางสังคม ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เชื่อมโยงภาคีเครือข่าย และกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนคุณธรรมที่สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566–2570) และยุทธศาสตร์ชาติด้านคุณ ธรรม พร้อมผลักดัน ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านคุณธรรมสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 ด้าน คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า “การจัดงานปีนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง  เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันด้านคุณธรรมให้กับครอบครัวและสังคมไทย และช่วยกันขยายผลไปสู่ระดับพื้นที่จังหวัดภูมิภาครวมถึงระดับชาติ”

โดยหนึ่งในบูธแสดงผลงาน คือ บูธแอนิเมชันซีรีส์ “สติมา เณรน้อยอัจฉริยะ” ที่ได้รับถึง 3 รางวัลจากงานประกาศผลรางวัล “Thailand Moral Awards 2024” ได้แก่ รางวัลชมเชยประเภทสื่อสาขาละคร, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 สาขาบทเพลง ในเพลง “สุขอยู่ในใจเรา”  และรางวัลรองชนะเลิศ 2 สาขาบทเพลง ในเพลง “สติ สติมา” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ดาวน์โหลดซีรีส์ จำนวน 13 ตอน ผ่าน https://www.youtube.com/@stimathailand ซึ่งได้รับความสนใจจากทั้งนักเรียน นักศึกษาและผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม

คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม ,รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณ
ธรรม พร้อมคณะผู้บริหาร

คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม ,รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณ ธรรม พร้อมคณะผู้บริหาร

คุณแหน : 4 กันยายน 2568

คุณแหน : 4 กันยายน 2568

คุณแหน : 4 กันยายน 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • พลอากาศเอก ชลิต  พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานมอบรางวัล  “ หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร  บุคคลสำคัญของโลก ” ครั้งที่ 37 รางวัลสร้างเสริมคนดีมีคุณธรรม  ให้แก่บุคคลดีเด่นสาขาอาชีพต่าง ๆ ทั่วประเทศ  วันที่ 18 ต.ค. ซึ่งเป็นวันครบรอบที่หม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ถึงแก่อนิจกรรม ณ หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ ตามคำเชิญของ คุณหญิง แสงเดือน ณ นคร ประธานมูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร  ในพระราชูปถัมภ์ฯ
  • ในวาระครบรอบชาติกาล 275 ปี เจ้าคุณพระราชพันธุ์นวล เมื่อ พ.ศ. 2567และครบรอบถึงแก่อสัญกรรม 220 ปี เจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค) ใน พ.ศ.2568 ชมรมสายสกุลบุนนาค ร่วมกับสำนักพิมพ์สยาม เรเนซองส์ จัดทำหนังสือ “ราชินิกุลบุนนาค” เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติของสายสกุลบุนนาค กว่า 640 หน้า ภาพประกอบสี่สีตลอดเล่มเป็นภาพหาชมยาก เนื้อหาไม่เคยตีพิมพ์ที่ไหนมาก่อน วางจำหน่ายราคาพิเศษ โดย ภัฏฏการก์ บุนนาค ผู้สืบสายสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) และ รัฐฎา บุนนาค ผู้สืบสายสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ(ทัต บุนนาค) ขอเชิญญาติสายสกุล บุนนาค พบปะสังสรรค์ประจำปีและร่วมงานเปิดตัวหนังสือ วันที่ 14 ก.ย.11.00-15.00 น. ที่ห้องแกรนด์ บอลรูม  รร.แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ  โดยในงานประกอบไปด้วย การเสวนาแนะนำหนังสือ นิทรรศการพิเศษ การจัดแสดงศิลปวัตถุสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับสายสกุลและการออกร้านจำหน่ายสินค้าอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรม อาทิ อาหารตำรับสกุลบุนนาค ฯลฯ..
  • สมาพันธ์สมาคมศิษย์เก่าคณะเซนต์คาเบรียลฯ แสดงความยินดีกับ ภราดา ดร.สุรกิจ ศรีสราญกุลวงศ์ ได้รับแต่งตั้งเป็น อธิการ เจ้าคณะเซนต์คาเบรียลแขวงประเทศไทยและประธานมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย วาระ 2025-2028..
  • งาน  Enactus World Cup 2025  ระดับโลกโดยปีนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เพื่อเฉลิมฉลอง 50 ปี แห่งนวัตกรรมความยั่งยืนที่ขับเคลื่อนโดยเยาวชน 26-28 ก.ย.  รวมพลังนิสิตนักศึกษาจากทั่วโลก รับชมและให้กำลังใจทีมตัวแทนนักศึกษาจาก 34 ประเทศทั่วโลก นำเสนอ SDG Impact ที่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลง ในแต่ละประเทศ,ร่วมเวิร์คช็อปพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมและการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน กับSDG Innovation Lab ,ร่วม แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและสร้าง connection สุดปังกับนักศึกษาต่างชาติในงาน Enactus Cultural fair ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  ม.ล.ปริยะดา ดิศกุล แจ้งข่าวมา ..
  • มูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ เชิญคณะกก.เข้าร่วมพิธีถวายสักการะและพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์  และพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ 8 ) ผู้พระราชทานกำเนิด “แพทย์จุฬาฯ” เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 20 ก.ย.06.30 น.  เวลา 6.30 น. ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 8 ..

น้อง

ศูนย์ศึกษาฯอ่าวคุ้งกระเบน ผลักดันเกษตรกรพัฒนาการแปรรูปสาหร่ายผักกาดทะเล ชูเป็นผลิตภัณฑ์ Superfood

ศูนย์ศึกษาฯอ่าวคุ้งกระเบน ผลักดันเกษตรกรพัฒนาการแปรรูปสาหร่ายผักกาดทะเล ชูเป็นผลิตภัณฑ์ Superfood

ศูนย์ศึกษาฯอ่าวคุ้งกระเบน ผลักดันเกษตรกรพัฒนาการแปรรูปสาหร่ายผักกาดทะเล ชูเป็นผลิตภัณฑ์ Superfood

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.58 น.

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เร่งผลักดันเกษตรกรพัฒนาการแปรรูปสาหร่ายผักกาดทะเล ชูเป็นผลิตภัณฑ์ Superfood พร้อมขยายเครือข่ายการเลี้ยงและแปรรูป เพื่อตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพ ยกวิสาหกิจชุมชนจันทราบุรีเป็นต้นแบบของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย สร้างรายได้นับล้านต่อปี

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ต้นแบบการศึกษา วิจัย และส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเลให้แก่เกษตรกรและชุมชนตามแนวชายฝั่งทะเล เร่งผลักดันเกษตรกรให้พัฒนาการเลี้ยงควบคู่กับการแปรรูป ชูจุดเด่น  Superfood เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพ และผู้บริโภคทุกกลุ่ม พร้อมยกวิสาหกิจชุมชนจันทราบุรี เป็นต้นแบบของการเลี้ยงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย สามารถสร้างรายได้นับล้านบาทต่อปี ตั้งเป้าภายใน 3 ปีจะมีเงินสะพัดเข้าสู่ชุมชนหลักสิบล้านบาท

กัญญารัตน์ สุนทรา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี  เปิดเผยถึงจุดเด่นของสาหร่ายผักกาดทะเลที่กำลังเร่งผลักดันให้มีการส่งเสริมและพัฒนาด้านการแปรรูปมากขึ้น สาหร่ายผักกาดทะเลเป็นสาหร่ายทะเลสีเขียวที่มีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงความเค็มได้ดีมาก และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง คือมีโปรตีนสูงถึง 25-30 กรัมต่อน้ำหนักแห้ง 100 กรัม และยังอุดมไปด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ และมีไขมันต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ นอกจากนี้สาหร่ายผักกาดทะเลยังสามารถนำมาปรุงเป็นเมนูอาหารได้หลากหลายทั้งอาหารคาว หวาน และเครื่องดื่ม เช่น บะหมี่สาหร่ายผักกาดทะเล พาสต้าสาหร่ายผักกาดทะเล น้ำสาหร่ายผักกาดทะเล  สาหร่ายผักกาดทะเลทอด ต้มจืดสาหร่ายผักกาดทะเล ขนมจีบกุ้งสาหร่ายผักกาดทะเล กุ้งดองซีอิ๊วห่อสาหร่ายผักกาดทะเล ปอเปี๊ยะสาหร่ายผักกาดทะเล ถุงทองสาหร่ายผักกาดทะเล และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพด้วย เช่น เซรั่มสาหร่ายผักกาดทะเล สบู่ผสมสาหร่ายผักกาดทะเล กัมมี่สาหร่ายผักกาดทะเล ผงไฟเบอร์ผสมสาหร่ายผักกาดทะเล และคอลลาเจนผักผสมสาหร่ายผักกาดทะเล เป็นต้น

“ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีการศึกษา วิจัย และส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเลครบวงจร ทั้งการเพาะเลี้ยง การแปรรูปและส่งเสริมช่องทางการตลาดด้วย โดยเป็นต้นแบบทั้งในด้านการเลี้ยงและแปรรูปให้กับเกษตรกรที่สนใจ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(สวก.) โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอแหลมสิงห์ที่อยู่ในโครงการ ศูนย์ฯ คุ้งกระเบน จะมีเจ้าหน้าที่ลงไปในพื้นที่ชุมชนเพื่อคอยให้คำแนะนำและส่งเสริมขยายผล เช่นที่วิสาหกิจชุมชนจันทราบุรี วิสาหกิจชุมชนธนาคารบ้านปลาธนาคารปู และกลุ่มแม่บ้านแปรรูปหอยนางรม เป็นต้น ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีความเข้มแข็งที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูป การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว ไปจนถึงการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมด้วย”

ด้าน อัญชลี คมปฏิภาณ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ประมง ผู้รับผิดชอบโครงการเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเล ประจำศูนย์ฯ คุ้งกระเบน กล่าวเพิ่มเติมว่า สาหร่ายผักกาดทะเลเป็นที่ได้รับการยอมรับในฐานะ “Superfood” สามารถแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าได้หลากหลาย เป็นทั้งอาหาร เครื่องสำอาง เป็นผลิตภัณฑ์บำรุง ดูแลสุขภาพได้หลากหลาย เกษตรกรที่สนใจสามารถเข้ามาปรึกษา โดยทางศูนย์ฯ คุ้งกระเบนพร้อมถ่ายทอดความรู้ให้

“นอกจากวิธีการเลี้ยง เรายังพร้อมถ่ายทอดเรื่องการแปรรูป ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เช่น ปอเปี๊ยะ ขนมจีบ หรือเครื่องดื่มน้ำสาหร่ายผักกาดทะเล ซึ่งอาหารเหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดทำเป็นอาหารในช่วงเบรคหรือสแน็กบ็อกซ์จำหน่ายได้ แล้วไม่ใช่เป็นอาหารที่อร่อยเท่านั้น แต่ยังได้เรื่องสุขภาพด้วย”

ด้าน คุณตุ๋ม-สุภิดา ลิ้นทอง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจันทราบุรี@ปากน้ำแหลมสิงห์ กลุ่มเกษตรกรที่เป็นต้นแบบในการเลี้ยงและแปรรูปสาหร่ายผักกาดทะเลจนประสบความสำเร็จ สามารถสร้างมูลค่าตลาดได้สูงถึงหลักล้านบาทต่อปี เล่าว่าเริ่มต้นจากการเลี้ยงสาหร่ายทะเลในถังไฟเบอร์กลาสขนาด 500 ลิตร จำนวน 8 ใบ และใช้เวลาเลี้ยงเพียง 3 สัปดาห์ ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 20 กิโลกรัม สร้างรายได้ประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน ต่อมาได้มีการขยายการผลิต มีการนำผลผลิตมาแปรรูปเป็นสาหร่ายอบแห้ง และพัฒนาต่อเนื่องจนมีผลิตภัณฑ์แปรรูปที่หลากหลายมากกว่า 10 รายการ เช่น สาหร่ายผักกาดทะเลตากแห้ง บะหมี่สาหร่ายผักกาดทะเล บะหมี่สาหร่ายผักกาดทะเลพร้อมผงปรุง 6 รสชาติ ผักม้วนสาหร่ายผักกาดทะเล พาสต้าสาหร่ายผักกาดทะเล เซรั่มบำรุงผิวหน้าผสมสารสกัดจากสาหร่ายผักกาดทะเล แชมพู ครีมนวดผม เจลอาบน้ำ โลชั่นบำรุงผิวกายผสมสารสกัดจากสาหร่ายผักกาดทะเล เป็นต้น  โดยมีตลาดหลักเป็นกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาศึกษาดูงาน และการขายผ่านระบบออนไลน์

“ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสาหร่ายผักกาดทะเล สามารถสร้างรายได้ถึง 7 หลักให้กับกลุ่ม ตอนนี้เราจึงมีการวางแผนตั้งเป้าพัฒนาการตลาด โดยในช่วง 3-5 ปีนี้ จะพัฒนาไปเพื่อสร้างรายได้ให้ถึง 8 หลัก และในระยะยาว เราต้องการจะนำพาสินค้าจาก local ของเราไปสู่ global เพื่อจะช่วยสร้างรายได้ 9 หลัก ให้กับเราให้ได้”

ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี หันมาเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเลและแปรรูปเพื่อเป็นอาชีพหลักกันมากขึ้นโดยได้รับการสนับสนุน และดูแลให้คำแนะนำปรึกษาทั้งด้านการเลี้ยง การแปรรูปและการตลาดจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งผลิตภัณฑ์แปรรูปนอกจากจะมีวางจำหน่ายที่อาคารสิริพัฒนภัณฑ์ ด้านหน้าศูนย์ฯ คุ้งกระเบนแล้ว ยังมีจำหน่ายที่ร้านฟิชเชอร์แมนชอป ร้านภัทรพัฒน์ และสั่งซื้อผ่านทางออนไลน์ด้วย

เกษตรกร ผู้ประกอบการและผู้สนใจรับการถ่ายทอดความรู้ด้านการเลี้ยงและแปรรูปสาหร่ายผักกาดทะเล สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โทร. 039 433 217

-(016)

Qfresh ฉลองครบรอบ ‘8th SEALABRATION’ ทะเลนี้มีแต่ ‘ให้’

Qfresh ฉลองครบรอบ ‘8th SEALABRATION’ ทะเลนี้มีแต่ ‘ให้’

Qfresh ฉลองครบรอบ ‘8th SEALABRATION’ ทะเลนี้มีแต่ ‘ให้’

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.45 น.

แบรนด์คิวเฟรช (Qfresh) ภายใต้ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชนผู้นำและผู้ผลิตอาหารทะเลคุณภาพระดับโลก จัดงานเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 8 ปี แบรนด์ “คิวเฟรช” กับกิจกรรมสุดพิเศษ “8th Birthday SEALABRATION” ทะเลนี้มีแต่ ให้” กับ ให้” คืนกำไรลูกค้ามอบของขวัญสร้างสุขด้วยของกำนัลสดใหม่จากท้องทะเลคุณภาพระดับพรีเมียม ลุ้นรับของรางวัล มูลค่ากว่า 6 แสนบาท พร้อมชมฟรีมินิคอนเสิร์ต จากวงบอยแบนด์สุดฮอต LYKN ณ ลาน Eden ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์

ธนโชติ บุญมีโชติ  กรรมการผู้จัดการธุรกิจกุ้ง บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไทยยูเนี่ยนเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็งมายาวนานกว่า 40 ปี และเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนในระดับโลก เราได้นำความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและส่งออกอาหารทะเลแปร รูปมาต่อยอดสร้างแบรนด์คิวเฟรช เมื่อปี 2560 เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่สดอร่อย มีคุณภาพ และเข้าถึงได้ให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย โดยเริ่มจาก “กุ้ง” ในรูปแบบอาหารพร้อมปรุง

ปัจจุบันคิวเฟรชเป็นเบอร์ 1 สินค้า “กุ้ง” ในช่องทางโมเดิร์นเทรด เช่น แม็คโคร โลตัส ซีเจ และกูร์เมต์ มาร์เก็ต ภายใต้เป้าหมายการเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจผู้บริโภค “เมื่อนึกถึงอาหารทะเล นึกถึงคิวเฟรช” นอกจากขยายไลน์ผลิตภัณฑ์จากกุ้ง เป็นอาหารทะเลอื่นๆ เช่น แซลมอน ปลากะพง ฮามาจิ และหอยเชลล์ ยังมีอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน

“เราพัฒนาสินค้าใหม่ทุกปีหลายร้อยรายการที่สอดรับความต้องการของตลาด เราไม่ได้เป็นผู้ค้าอย่างเดียว แต่เป็นคู่ค้าที่ช่วยพัฒนาสินค้าร่วมกับพาร์ตเนอร์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการไป collab ร่วมกับเชฟปิง สุรกิจ เข็มแก้ว เปิดตัวเมนูใหม่ “ปอเปี๊ยะทอดอินโด”, การจับมือกับแบรนด์ “เด็กสมบูรณ์” ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกัน ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้  รวมทั้งจับมือร่วมกับ 8 ร้านค้าพันธมิตรที่เป็น Everyday food เข้าถึงง่าย รับประทานได้ทุกวันและมีตัวเลือกที่หลากหลาย จัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 1 กันยายน จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเปิดตัวในงาน “8th Birthday SEALABRATION” กับเมนูพิเศษจาก 8 ร้านค้าพันธมิตร ในราคาเริ่มต้น 88-188 บาท ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระสำคัญนี้ โดยใช้วัตถุดิบอาหารทะเลพรีเมียมจากคิวเฟรช อาทิ เมนูข้าวกะเพราไข่ข้นกุ้ง (88 บาท) ร้าน “EASY! Buddy”, เมนูเอบิด้งไข่ดองลาวา/ซูชิเซตกุ้งหวานญี่ปุ่นจัมโบ้ย่าง (88 บาท) ร้าน “ชินคันเซ็น ซูชิ”, เมนู Wrap กุ้ง/กุ้งอัลมอนด์ (88 บาท) ร้าน “SALAD FACTORY” , เมนูข้าวราดผัดผงกะหรี่กุ้ง (88 บาท) /ข้าวเนื้อปูก้อนไข่แฝด (288  บาท)  ร้าน “เลิศทิพย์”, เมนู ข้าวไข่ข้นกุ้งอบ (กุ้งอาร์เจนตินา) (88 บาท) ร้าน “บ้านหญิง” (Bann Ying), เมนูโจ๊กปลากะพงสไตล์ฮ่องกง (88 บาท) ร้าน “ฟัด” (Fatt Chicken Rice) เมนูยำเห็ดโคนกุ้ง/ส้มตำกุ้งแช่ (88 บาท) ร้าน “นิตยาไก่ย่าง” และ เมนูสุกี้แห้งกุ้ง/สุกี้แห้งหนวดหมึก (88 บาท)  ร้าน “สุกี้ พรศิริ

ภายในงานสนุกกับกิจกรรมสุดพิเศษที่ 8 ปีมีเพียงครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นลิ้มลองความอร่อยสดใหม่จากท้องทะเล  และเอาใจสายช็อปไปกับสินค้าราคาพิเศษในช่วงนาทีทอง และพลาดไม่ได้กับ ห้วงเวลาแห่งความสุข พบกับ 5 หมาป่าหนุ่ม “วิลเลียม-เลโก้-นัท-ฮง-ตุ้ย” วง LYKN บอยแบนด์ T-POP สุดฮอตจาก RISER MUSIC ที่มาพูดคุยแบบสบายๆ ถึงไลฟ์สไตล์วันว่างหลังการทำงาน อาหารที่ชอบ เมนูที่ใช่ พร้อมเคล็ดลับการปรุงอาหารทะเลเมนูโปรดแบบง่าย ๆ แต่ได้สุขภาพจากคิวเฟรช ก่อนจะปิดท้ายด้วย มินิคอนเสิร์ต ที่ทั้ง 5 หนุ่มบอยกรุ๊ปจะมาปลดปล่อยพลังกันเต็มที่ ทั้งร้องทั้งเต้นแบบจัดเต็มให้แฟนด้อมได้กรี๊ดเต็มเสียงแล้วดำดิ่งไปกับเสียงเพลงสุดฟินแบบฉ่ำๆ นอกจากนี้ คิวเฟรชยังจัดเต็มโปรโมชั่นสุดปังคืนกำไรลูกค้า เมื่อซื้อสินค้าคิวเฟรช ครบ 100 บาท รับสิทธิ์ได้ครั้งละ 1 สิทธิ์ ต่อ 1 ใบเสร็จ ร่วมลุ้นทองคำหนัก 1 บาท 8 รางวัล จี้ทองคำ 8 รางวัล ยังมีบัตรกำนัลห้องพัก ไอแพด และอื่น ๆ รวม 888 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 6 แสนบาท ส่งใบเสร็จเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ qfresh8years.com ตั้งแต่วันที่นี้จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 จับรางวัลในวันที่ 8 ธันวาคม 2568 และประกาศรายชื่อผู้โชคดีวันที่ 9 ธันวาคม 2568

ธนโชติ บุญมีโชติ กรรมการผู้จัดการธุรกิจกุ้ง บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ธนโชติ บุญมีโชติ กรรมการผู้จัดการธุรกิจกุ้ง บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

พนิตตา มิ่งสูงเนิน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด แบรนด์คิวเฟรช (Qfresh)

พนิตตา มิ่งสูงเนิน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด แบรนด์คิวเฟรช (Qfresh)

เมื่อฝุ่นแร่ใยหินอยู่ใกล้เด็ก โรงเรียน และสถานพยาบาล วัสดุก่อสร้างที่ไม่ปลอดภัย กับความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

เมื่อฝุ่นแร่ใยหินอยู่ใกล้เด็ก โรงเรียน และสถานพยาบาล วัสดุก่อสร้างที่ไม่ปลอดภัย กับความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

เมื่อฝุ่นแร่ใยหินอยู่ใกล้เด็ก โรงเรียน และสถานพยาบาล วัสดุก่อสร้างที่ไม่ปลอดภัย กับความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.28 น.

ในขณะที่เรากำลังพูดถึงความก้าวหน้าในด้านวัสดุก่อสร้าง การพัฒนาเมือง และการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน สิ่งหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือ “ความปลอดภัยที่แฝงอยู่ในอาคาร” โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้างที่ต้องมีความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในอาคารนั้น ไม่น่าเชื่อว่า…อาคารหลายแห่งในประเทศไทย ทั้งโรงเรียนเก่า โรงพยาบาล ศูนย์ราชการ หรือแม้แต่บ้านเรือนบางส่วน ยังมีส่วนผสมของ แร่ใยหิน (Asbestos) ซึ่งเป็นวัสดุอันตรายต่อสุขภาพของผู้สัมผัสและสูดดมเข้าไป วัสดุเหล่านี้อาจดูแข็งแรงและใช้งานได้ดีในระยะสั้น แต่กลับซ่อนภัยร้ายที่คุกคามสุขภาพในระยะยาวอย่างช้า ๆ

เมื่อ พื้นที่ปลอดภัย” กลับกลายเป็นจุดเสี่ยง

หลายคนอาจเข้าใจว่าอันตรายจากแร่ใยหินเกิดขึ้นเฉพาะในสถานที่ก่อสร้างหรือโรงงานอุตสาหกรรม แต่ในความเป็นจริง อาคารเก่าหลายแห่งยังคงใช้วัสดุที่มีส่วนผสมของแร่ใยหิน ซึ่งรวมถึงโรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์เด็กเล็ก หรือแม้แต่สถานที่ราชการ หากวัสดุเหล่านี้เสื่อมสภาพโดยไม่ได้รับการตรวจสอบหรือบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม ฝุ่นแร่ใยหินก็อาจฟุ้งกระจายสู่ระบบหายใจของเด็ก นักเรียน หรือผู้ป่วยที่เข้ามาใช้งานอาคารเหล่านั้นทุกวัน

ลองจินตนาการถึงเด็กอนุบาลที่วิ่งเล่นอยู่ใต้หลังคาเก่าที่แตกผุ หรือผู้ป่วยโรคปอดที่นั่งรอรับการรักษาในโรงพยาบาลที่พื้นกระเบื้องเริ่มแตกร่อน ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ การหายใจเข้าไปเพียงเล็กน้อยก็อาจเป็นการรับฝุ่นพิษเข้าสู่ปอดโดยไม่รู้ตัว และเมื่อเวลาผ่านไป ความเสี่ยงจะกลายเป็นความจริงที่อาจรักษาไม่ทัน

แร่ใยหิน…ฆาตกรเงียบที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

แร่ใยหินคือเส้นใยแร่ธรรมชาติที่ทนความร้อนสูง ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในวัสดุก่อสร้าง เช่น กระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องปูพื้น แผ่นผนัง ท่อซีเมนต์ หรือวัสดุกันไฟ ด้วยต้นทุนต่ำและคุณสมบัติที่เหมาะกับงานก่อสร้าง แร่ใยหินจึงได้รับความนิยมในอดีต แต่ปัญหาเริ่มต้นเมื่อวัสดุเหล่านี้เสื่อมสภาพ แตกหัก หรือถูกกระทบกระเทือน เส้นใยขนาดเล็กของแร่ใยหินจะหลุดลอยในอากาศ กลายเป็นฝุ่นพิษที่เข้าสู่ร่างกายได้ทางการหายใจ ภัยของแร่ใยหินไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่มักใช้เวลาสะสมในร่างกายนานนับสิบปี ก่อนจะก่อให้เกิดโรคร้ายแรง เช่น

•             โรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอด (Mesothelioma)

•             โรคแอสเบสโตสิส (Asbestosis)

•             โรคมะเร็งปอดและทางเดินหายใจเรื้อรัง

สิ่งที่น่ากลัว คือ  แม้ได้รับในปริมาณน้อยก็ยังสามารถก่อให้เกิดโรคได้ในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ซึ่งมีระบบภูมิคุ้มกันต่ำและความสามารถในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกายที่น้อยกว่าผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรง

โลกกำลังเลิกใช้แร่ใยหิน แต่ไทยยังตามหลัง

หลายประเทศได้ประกาศยกเลิกการใช้แร่ใยหินอย่างเด็ดขาดแล้ว รวมถึงหลายประเทศในสหภาพยุโรป และประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก เนื่องจากตระหนักถึงผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพประชาชน พร้อมส่งเสริมการใช้วัสดุทดแทนที่ปลอดภัยกว่า เช่น ใยสังเคราะห์ ไฟเบอร์ซีเมนต์ หรือวัสดุธรรมชาติที่ไม่ปล่อยสารพิษ

ประเทศไทยแม้จะมีความพยายามในการจำกัดการใช้แร่ใยหิน แต่ในความเป็นจริงยังมีการนำเข้าและใช้ในผลิตภัณฑ์บางประเภทอยู่ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่เน้นต้นทุนต่ำมากกว่าความปลอดภัยในระยะยาว ส่งผลให้คนไทยหลายล้านคนยังต้องใช้ชีวิตภายใต้ความเสี่ยงจากแร่ใยหินโดยไม่รู้ตัว

ถึงเวลาเปลี่ยนเพื่ออนาคตของทุกคน

เราจำเป็นต้องร่วมกันสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน วิศวกร ผู้ออกแบบ หรือแม้แต่ผู้บริโภคทั่วไป ต่างมีส่วนสำคัญในการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ปลอดภัย ปราศจากแร่ใยหิน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีกลุ่มเปราะบางอยู่จำนวนมาก เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และที่อยู่อาศัย

SCG ในฐานะผู้นำด้านวัสดุก่อสร้างของไทย ตระหนักถึงปัญหานี้มาโดยตลอด เรามุ่งมั่นที่จะ ไม่ใช้แร่ใยหินในผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งสนับสนุนให้ผู้บริโภคเลือกวัสดุที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการก่อสร้างไทย และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ปลอดภัยจากภัยเงียบนี้

เพราะวัสดุก่อสร้างที่ปลอดภัย ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือรากฐานของสังคมที่ใส่ใจสุขภาพของทุกคน ถึงเวลาแล้วที่เราจะร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยปลอดแร่ใยหิน เพื่ออนาคตที่ปลอดภัยของลูกหลานและครอบครัวของเรา

‘Thailand LAB INTERNATIONAL 2025’ เสริมศักยภาพประเทศไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมวิทย์-สุขภาพ

'Thailand LAB INTERNATIONAL 2025' เสริมศักยภาพประเทศไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมวิทย์-สุขภาพ

‘Thailand LAB INTERNATIONAL 2025’ เสริมศักยภาพประเทศไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมวิทย์-สุขภาพ

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.26 น.

3 กันยายน 2568 – ประเทศไทยตอกย้ำศักยภาพการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตลอดจนเทคโนโลยีชีวภาพ เคมี และนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพของเอเชีย กับการเปิดฉากงาน Thailand LAB INTERNATIONAL 2025 อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ก้าวสู่ปีที่ 15 ของการจัดงานในครั้งนี้ ซึ่งมีการขยายขอบเขตอย่างครบวงจร โดยจัดควบคู่กับ BioAP INTERNATIONAL, FutureCHEM INTERNATIONAL, Health & Innovation Asia และโซนพิเศษ Food For Health Pavilion ภายใต้การจัดงานโดย บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ระหว่างวันที่ 3–5 กันยายน 2568

Thailand LAB 2025 เปิดงานอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

พิธีเปิดได้รับเกียรติจากผู้นำทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง โดยมี คุณปนัดดา ก๋งม้า รองประธานสายงานธุรกิจ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด กล่าวรายงานการจัดงาน ตามด้วยคำกล่าวสนับสนุนจาก คุณพงศ์ศักดิ์ ฟูศิริ นายกสมาคมการค้าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, คุณสราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการและรองประธานอาวุโส สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และ ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย โดยมี คุณเพ็ญนภา กัญชนะ รองเลขาธิการ ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เป็นประธานในพิธีเปิดในนามผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

“Thailand LAB INTERNATIONAL ถือเป็นเวทีระดับนานาชาติที่สำคัญของประเทศไทยและอาเซียนในการแสดงศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเครื่องมือในห้องปฏิบัติการ และการวิเคราะห์ทดสอบที่ทันสมัย ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมอาหาร ยา เครื่องสำอาง สิ่งแวดล้อม สุขภาพ ไปจนถึงเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง งานนี้ไม่เพียงแค่แสดงนวัตกรรม แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการเชื่อมโยงความร่วมมือ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และจุดประกายแนวคิดใหม่ ๆ ให้กับนักวิจัย นักศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการจากทั่วโลก สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่มุ่งเน้นการสร้างกำลังคนคุณภาพสูง การใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน งาน Thailand LAB INTERNATIONAL จึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันและคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในอนาคต” คุณเพ็ญนภา กัญชนะ ประธานในพิธีเปิด กล่าว

ขยายสู่เวทีการค้าระดับนานาชาติ

งานในปีนี้มีผู้แสดงสินค้ากว่า 276 หน่วยงาน นำเสนอสินค้ากว่า 500 แบรนด์จาก 15 ประเทศ ทั่วโลก ครอบคลุมพื้นที่กว่า 15,000 ตารางเมตร โดยมีสัดส่วนผู้แสดงสินค้าภายในประเทศ 60% และต่างประเทศ 40% พร้อม พาวิลเลียนนานาชาติจากจีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการค้าและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับภูมิภาค

เวทีธุรกิจและองค์ความรู้ครบวงจร

Thailand LAB INTERNATIONAL 2025 เป็นตลาดที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่อุปกรณ์และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ เคมี คลินิกและชีวการแพทย์ จนถึงระบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังเป็นเวทีการเรียนรู้และสร้างเครือข่ายที่สำคัญ ผ่านการประชุมสัมมนากว่า 65 หัวข้อ จากผู้เชี่ยวชาญกว่า 160 ท่าน คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าชมงานกว่า 12,000 คน

คุณปนัดดา ก๋งม้า (วีเอ็นยูฯ) กล่าวว่า “ในปีนี้ ดิฉันมีความยินดีที่ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรทางวิชาการและนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ สมาคมปัญญาประดิษฐ์ สมาคมหุ่นยนต์การแพทย์และ AI แห่งประเทศไทย และศูนย์ MIND Center ที่ช่วยกันขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านการแพทย์ AI และ Digital Health รวมถึงความร่วมมือกับหน่วยงานอย่าง NIA, TED Fund และ KX ในการสนับสนุนสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ทั้งหมดนี้ทำให้งาน Thailand LAB INTERNATIONAL 2025 ไม่เพียงเป็นงานแสดงสินค้า แต่ยังเป็นตัวเร่งสำคัญที่ผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง”

ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา (รองประธานกรรมการหอการค้าไทย) กล่าวเสริมว่า “งานทั้งสี่งานนี้เป็นมากกว่างานแสดงสินค้า แต่ยังเป็นเวทีสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ภาคเอกชน ภาครัฐ และผู้ประกอบการจากทั่วโลก เพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรมอาหารที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และมาตรฐานห้องปฏิบัติการ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Future Food & Health Innovation Hub ของภูมิภาคได้อย่างมั่นคง” คุณพงศ์ศักดิ์ ฟูศิริ (STTA) กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา งาน Thailand LAB INTERNATIONAL ได้พิสูจน์ความสำเร็จในการเป็นเวทีสำคัญด้านการค้าเครื่องมือและอุปกรณ์ห้องปฏิบัติการ ซึ่งมีส่วนผลักดันการลงทุน การวิจัย และนวัตกรรมใหม่ ๆ ในภูมิภาค ขณะเดียวกัน งาน BioAP, FutureCHEM และ Health & Innovation Asia ได้ต่อยอดสู่อุตสาหกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ เคมี และนวัตกรรมสุขภาพ เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ทั้งนี้ ตลาดเครื่องมือวิทยาศาสตร์และห้องปฏิบัติการยังคาดว่าจะมีการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ถึง 6.7% ระหว่างปี 2024–2030 จากมูลค่าประมาณ 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตอย่างมหาศาลของอุตสาหกรรมนี้”

“ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา Thailand LAB INTERNATIONAL ได้เติบโตเป็นงานแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ พร้อมต่อยอดสู่ BioAP, FutureCHEM และ Health & Innovation Asia ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของชาติ และสร้างเวทีธุรกิจระดับภูมิภาค ขณะเดียวกัน ทีเส็บยังร่วมสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายหลักของการจัดงานแสดงสินค้าและศูนย์กลางอุตสาหกรรมไมซ์ที่ยั่งยืน” คุณสราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต (TCEB) กล่าว

ไฮไลท์และสิ่งใหม่ในปี 2025

ภายในงานมีการจัดกิจกรรมและเวทีสัมมนาที่น่าสนใจตลอด 3 วัน ได้แก่ พิธีเปิดงานที่รวมตัวผู้นำหน่วยงาน สมาคมและองค์การต่างๆอย่างคับคั่ง และงาน Welcome Reception & Networking ที่เป็นงานเลี้ยงต้อนรับและขอบคุณพันธมิตรต่างๆทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนงานสัมมนาที่เชิญ Keynote ชั้นนำในวงการมาร่วมให้ความรู้ ไม่ว่าจะเป็น Biotech FTI Forum และ Taiwan Biotech Innovation Showcase (3 ก.ย.), ASEAN Food Safety Forum, BIC International Congress, TED Fund Startup Bay และ Sustainable LAB Forum (4 ก.ย.) และ Med IA Next Generation Forum พร้อมการอัปเดตมาตรฐาน ISO/IEC 17025 (5 ก.ย.)  และงานสัมมนาอีกมากมาย

นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มสีสันด้วย TAITRA Pavilion จากไต้หวัน, TED Fund Startup Bay สำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และการประกาศเปิดตัว Bio+Healthtech INTERNATIONAL 2026 ที่รวมอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์และนวัตกรรมสุขภาพในเวทีสากล

เดินหน้าสู่การจัดงานอย่างยั่งยืน

วีเอ็นยูฯ ยังเดินหน้าสู่ความยั่งยืน ร่วมกับศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดยนำระบบ Altotech Real-time Carbon Tracking Dashboard มาใช้เพื่อติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบเรียลไทม์ ครอบคลุมทั้งการใช้พลังงาน การเดินทาง การขนส่ง และการจัดการของเสีย โดยปริมาณคาร์บอนที่ตรวจวัดได้ทั้งหมดจะถูกชดเชยด้วยคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรอง เพื่อมุ่งสู่การเป็น งานแสดงสินค้าคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon-Neutral Exhibition) อย่างแท้จริง

แล้วพบกันที่งาน Thailand LAB INTERNATIONAL 2025 จัดร่วมกับ BioAP INTERNATIONAL, FutureCHEM INTERNATIONAL และ Health & Innovation Asia ระหว่างวันที่ 3–5 กันยายน 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ข้อมูลเพิ่มเติม: http://www.thailandlab.com  | https://health-innovation-asia.com  ติดต่อ: +662 111 6611 (วีเอ็นยูฯ)

-(016)

WUNCA ครั้งที่ 45 ภายใต้แนวคิด “SWU EDUVERSE: Empowering Education through AI” ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสถาบันอุดมศึกษาไทย

WUNCA ครั้งที่ 45 ภายใต้แนวคิด

WUNCA ครั้งที่ 45 ภายใต้แนวคิด “SWU EDUVERSE: Empowering Education through AI” ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสถาบันอุดมศึกษาไทย

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.30 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จัดงานและพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การดำเนินกิจกรรมบนระบบเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา” ครั้งที่ 45 (45th WUNCA) โดย ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการ อว. เป็นประธานเปิดงานนิทรรศการ พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียร์จิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ รองศาสตราจารย์ ดร.ประมา ศาสตระรุจิ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา (UniNet) กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน มีผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศร่วมงาน เมื่อวันที่ วันที่ 3 กันยายน 2568 ณ อาคารนวัตกรรม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

รองศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียร์จิตต์ อธิการบดี มศว. , ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการ อว. และ และ รองศาสตราจารย์ ดร.ประมา ศาสตระรุจิ ผอ. UniNet  ทำพิธีเปิดงาน WUNCA ครั้งที่ 45

การประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ ยกระดับระบบเครือข่ายของสถาบันอุดมศึกษาไทยให้มีความทันสมัย ปลอดภัย และตอบโจทย์การเรียนการสอนในยุคดิจิทัล ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน

ไฮไลต์ของพิธีเปิดงานคือปาฐกถาพิเศษ “Empowering Education through Artificial Intelligence” โดย ดร.ประภาพรรณ วิภาตวิทย์ ผู้จัดการวิจัยและนวัตกรรมสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งชี้ให้เห็นบทบาทของ AI ในการเปลี่ยนโฉมการศึกษาไทย ตามด้วยการเสวนาโดยผู้แทนจาก National Institute of Informatics, Japan ที่มาแบ่งปันประสบการณ์ด้านการพัฒนาเครือข่ายเพื่อสนับสนุนงานวิจัยแบบ data-centric และ open science

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า กล่าวว่า “การจัดงานการประชุม WUNCA ในครั้งนี้ เป็นมากกว่าการประชุมวิชาการ แต่คือการรวมพลังของสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้กับการสอน การวิจัย และการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยไทย เพื่อพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้มีศักยภาพแข่งขันบนเวทีโลก พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ซึ่งเครือข่าย UniNet เป็นกลสำคัญที่เชื่อมโยงสถาบันการศึกษาไทยเข้าด้วยกัน WUNCA จึงไม่เพียงเป็นการถ่ายทอดความรู้ แต่ยังเป็นเวทีสร้างสรรค์ความร่วมมือ ที่จะช่วยให้มหาวิทยาลัยไทยก้าวสู่การเป็น Smart University อย่างแท้จริง”

ภายในงานมีกิจกรรมการบรรยายและเวิร์กช็อปเชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่ อาทิ การออกแบบระบบสื่อสารและการจัดการเครือข่าย Routing, การพัฒนา Smart University ด้วย Super App และ AI Assistant, ระบบ 3D GIS Network Management, Kubernetes (K8s), การจัดการระบบ Intermediate CA ภายใต้ Thai University Consortium Root CA, การปฏิวัติโครงสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัยด้วย FTTx Evolution, การติดตั้ง Kong API Gateway, รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วย Infrastructure as Code และระบบเชื่อมต่อที่ปลอดภัยด้วย eduVPN

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒได้ทำพิธีส่งมอบธงการจัดงานประชุมฯ ให้แก่มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี เจ้าภาพการจัดงาน WUNCA ครั้งที่ 46 ครั้งต่อไป

งานประชุม WUNCA ครั้งที่ 45 นี้ มีผู้แทนจากมหาวิทยาลัย หน่วยงานด้านการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีจากทั่วประเทศกว่า 700 คนเข้าร่วม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่สังคมดิจิทัลแห่งอนาคต จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 กันยายน 2568 ณ อาคารนวัตกรรม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://wunca.uni.net.th และ https://www.facebook.com/wunca.th