ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดอบรมหลักสูตร ‘สื่อสุขภาพ (Health Ambassador)’ รุ่นที่ 6 เสริมสร้างผู้นำสุขภาพยุคใหม่ เพื่อขับเคลื่อนสุขภาวะอย่างยั่งยืน

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดอบรมหลักสูตร ‘สื่อสุขภาพ (Health Ambassador)’ รุ่นที่ 6 เสริมสร้างผู้นำสุขภาพยุคใหม่ เพื่อขับเคลื่อนสุขภาวะอย่างยั่งยืน

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดอบรมหลักสูตร ‘สื่อสุขภาพ (Health Ambassador)’ รุ่นที่ 6 เสริมสร้างผู้นำสุขภาพยุคใหม่ เพื่อขับเคลื่อนสุขภาวะอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.47 น.

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดการอบรมหลักสูตรฯ และรองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวนำเสนอหลักสูตรฯ ต่อด้วยการเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การอบรมหลักสูตรสุขภาพ โดยนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานคณะกรรมการบริหารและคัดเลือกผู้สมัครเข้ารับการอบรม , ดร.สมชาย อัศวเศรณี ประธานหลักสูตรสื่อสุขภาพ รุ่นที่ 1 ,นางสุพัตรา จิราธิวัฒน์ คณะกรรมการบริหารและคัดเลือกผู้สมัครเข้ารับการอบรมหลักสูตรสื่อสุขภาพและผู้เข้ารับการอบรมรุ่นที่ 1 ,นายไพวงษ์ เตชะณรงค์ ประธานหลักสูตรสื่อสุขภาพ รุ่นที่ 2 ,นายวิสิฐ ตันติสุนทร ประธานหลักสูตรสื่อสุขภาพ รุ่นที่ 3 ,นายคณกร เตชาหัวสิงห์ ประธานหลักสูตรสื่อสุขภาพ รุ่นที่ 4 และพลเอก ดร.วิชิต ยาทิพย์ ผู้แทนประธานหลักสูตรสื่อสุขภาพ รุ่นที่ 5 และผู้เข้ารับการอบรมรุ่นที่ 5  

จากนั้น หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ร่วมให้เกียรติบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “ความเพียร ซื่อตรง เป็นสุภาพชน” ณ ห้องประชุม Convention Hall สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

สำหรับการอบรมหลักสูตรสื่อสุขภาพ (Health Ambassador) เป็นหลักสูตรของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ที่จัดตั้งขึ้นภายใต้แนวคิด “สร้างผู้นำสุขภาพยุคใหม่ เพื่อขับเคลื่อนสุขภาวะอย่างยั่งยืน” มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้บริหารและผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน ให้มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ควบคู่กับทักษะการสื่อสารสุขภาพที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมทั้งสิ้น ๗๖ คน จากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน 

หลักสูตรสื่อสุขภาพ (Health Ambassador) รุ่นที่ 6 จะจัดอบรมต่อเนื่องสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทุกวันพฤหัสบดี ตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2568 ถึง 14 พฤษภาคม 2569 รวมระยะเวลากว่า 8 เดือน ครอบคลุม 5 หมวดวิชาหลัก ได้แก่ พื้นฐานทางการแพทย์ การสื่อสารทางการแพทย์ มะเร็งกับชีวิต การฟื้นฟูและส่งเสริมสุขภาพ และนวัตกรรมการรักษาทางการแพทย์ ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้เรียนรู้ผ่านการบรรยาย การฝึกปฏิบัติจริง การศึกษาดูงาน ตลอดจนกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิด้านสุขภาพระดับประเทศร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ตรง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์หวังว่าหลักสูตรนี้จะมีส่วนสำคัญในการสร้างเครือข่าย “ผู้นำสุขภาพ” ที่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาองค์กรและสังคมในการสร้างสุขภาวะที่ดี พร้อมทั้งร่วมยกระดับระบบสาธารณสุขไทยให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศในระดับสากล ภายใต้ปรัชญา “เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต (Be Excellent for Lives)” ตามพระปณิธานของศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ความรู้สึกต่อต้านไทยในกัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ความรู้สึกต่อต้านไทยในกัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ความรู้สึกต่อต้านไทยในกัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชามีความซับซ้อนและยาวนาน โดยเป็นทั้งเพื่อนบ้านที่มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศาสนาพุทธร่วมกัน แต่ก็มีช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดและความขัดแย้งที่ฝังรากลึกในความทรงจำของผู้คน การทำความเข้าใจความสัมพันธ์นี้ต้องมองย้อนกลับไปในอดีต ตั้งแต่ยุคจักรวรรดิขอมอันยิ่งใหญ่สู่การเป็นรัฐชาติสมัยใหม่     การที่คนกัมพูชาส่วนหนึ่งไม่ชอบคนไทย จนมีการต่อต้านการใช้สินค้าและบริการของไทยเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ที่ควรวิเคราะห์สาเหตุ และ หาวิธีป้องกันแก้ไขโดยด่วน

ปัจจัยความขัดแย้ง: จากอดีตสู่ปัจจุบัน

ความรู้สึก “ไม่ชอบไทย” หรือความรู้สึกเชิงลบที่มีต่อประเทศไทยของชาวกัมพูชาบางส่วนมีรากฐานมาจากหลายปัจจัย:

1.ประวัติศาสตร์การรุกราน: การที่สยามเคยยกทัพไปโจมตีและเข้ายึดครองดินแดนกัมพูชาหลายครั้งในอดีต เช่นการที่ขุนหลวงพะงั่วยกทัพไปตีเมืองยโสธรปุระ เมื่อ พ.ศ. 1912  เจ้าสามพระยายกทัพไปตีเมืองนครธม เมื่อ พ.ศ. 1974 จนต้องย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองปาสาน   ปราสาทนครวัดนครธมถูกทิ้งร้างกว่า 500 ปี   สมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปตีกรุงละแวกเมื่อ พ.ศ. 2130 ทำให้กรุงกัมพูชาตกเป็นเมืองขึ้นของสยามตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา จน ถึงสมัยรัชกาลที่ 3   แห่งกรุงรัตนโกสินทร์    และการยึดครองเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ  ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เหตุการณ์เหล่านี้ถูกนำมาเล่าขานในแบบเรียนประวัติศาสตร์ของกัมพูชาในลักษณะที่สร้างความรู้สึกเชิงลบต่อไทย

2.ปัญหาพรมแดน: ความขัดแย้งในยุคหลังคือกรณี เขาพระวิหาร ที่มีต้นกำเนิดมาจากสนธิสัญญา ฝรั่งเศส-สยาม พ.ศ. 2450 ซึ่งเป็นข้อพิพาทด้านอธิปไตยเหนือตัวปราสาทและพื้นที่โดยรอบ แม้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) จะมีคำตัดสินให้ตัวปราสาทเป็นของกัมพูชาตั้งแต่ปี 2505  และได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกใน พ.ศ. 2550  แต่ความไม่ชัดเจนของเขตแดนโดยรอบก็ยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความตึงเครียดระหว่างสองประเทศอยู่เสมอ จนมีการปะทะกันด้วยกำลังทหารในพ.ศ. 2551 , 2554  และ 2568   นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งยังไม่สามารถตกลงกันได้

3.ปัญหาทางวัฒนธรรมและชาตินิยม: ในบางครั้งประเด็นทางวัฒนธรรมได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อปลุกระดมกระแสชาตินิยม เช่น การกล่าวอ้างสิทธิ์ว่ามวยไทยและโขนมีต้นกำเนิดมาจากกัมพูชา  คนกัมพูชาบางส่วนเชื่อว่า ไทยได้ “ขโมย” มรดกทางวัฒนธรรม เช่น ภาษา นาฏศิลป์ และสถาปัตยกรรมไปจากกัมพูชา ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่คนไทยและนำไปสู่การตอบโต้ทางสื่อสังคมออนไลน์ที่รุนแรง

4.ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ: ประเทศไทยมีความได้เปรียบทางเศรษฐกิจมากกว่ากัมพูชาในหลายด้าน ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามพรมแดนจำนวนมาก แรงงานกัมพูชาจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาทำงานในไทยอาจเผชิญกับการถูกเอารัดเอาเปรียบหรือไม่ได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ส่งผลต่อความรู้สึกที่มีต่อคนไทย   คนกัมพูชาบางส่วนมองว่าไทยเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์มากกว่าการช่วยเหลือ    ความรู้สึกว่าไทย “เอาเปรียบ” หรือ “ดูถูก” กัมพูชาในเชิงเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความไม่พอใจในระดับประชาชน

5.ข่าวลือ   เหตุจลาจลเผาสถานทูตไทยใน พ.ศ. 2546: เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความรู้สึกต่อต้านที่รุนแรง โดยมีสาเหตุมาจากรายงานข่าวหนังสือพิมพ์ที่ผิดพลาดว่า น.ส.สุวนันท์ คงยิ่ง ดารานักแสดงชาวไทยกล่าวว่า  “ปราสาทนครวัดเป็นของไทย” (ซึ่งไม่เป็นความจริง )    นำไปสู่การประท้วงและการเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าความเข้าใจผิดเพียงเล็กน้อยสามารถจุดชนวนความขัดแย้งที่รุนแรงได้ หากมีรากฐานความไม่พอใจเดิมอยู่แล้ว

6.สื่อและการปลุกกระแสชาตินิยม   สื่อทั้งสองประเทศมีบทบาทสำคัญในการปลุกกระแสชาตินิยม โดยเฉพาะในช่วงที่มีความขัดแย้ง   สื่อกัมพูชามักนำเสนอภาพไทยในฐานะ “ผู้รุกราน” หรือ “ผู้แย่งชิงวัฒนธรรม”    ขณะที่สื่อไทยมักมองกัมพูชาในฐานะ “ประเทศที่อ่อนแอ” หรือ “พึ่งพาไทย” ซึ่งสร้างความรู้สึกดูถูกในสายตาคนกัมพูชา

7.การที่คนไทยเรียกคนและประเทศกัมพูชาว่า “เขมร” ซึ่งคนกัมพูชาส่วนหนึ่งไม่ชอบ   เห็นว่าเป็นคำดูถูกเรียกทาสหรือคนรับใช้   คล้ายกับที่คนจีนไม่ของให้ถูกเรียกว่า “เจ๊ก”  โดยต้องการให้เรียกว่า  คนขแมร์ หรือ คนกัมพูชา

8.การที่คนกัมพูชาบางคน เข้าใจว่า ไทยรุกรานแย่งชิงดินแดนกัมพูชาที่ ปราสาทตาเมือนธม  ปราสาทตาควาย  ช่องบก และบ้านหนองจาน

การฟื้นฟูความสัมพันธ์: มิตรภาพและความร่วมมือ

แม้จะมีบาดแผลในประวัติศาสตร์และความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แต่รัฐบาลของทั้งสองประเทศก็พยายามอย่างต่อเนื่องที่จะฟื้นฟูและส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับทวิภาคี

1.ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ :  การค้าชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชามีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไทยเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของกัมพูชา การลงทุนของภาคเอกชนไทยในกัมพูชามีมากขึ้นในหลายภาคส่วน เช่น พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และการเกษตร

2.การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม :  มีการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักศึกษา ศิลปิน และนักวิชาการ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในระดับประชาชน นอกจากนี้ยังมีโครงการความร่วมมือในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมร่วมกัน เช่น การบูรณะโบราณสถาน

3.ความสัมพันธ์ทางการทูต :  เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศมีการเดินทางไปมาหาสู่กันอย่างสม่ำเสมอเพื่อหารือและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านต่างๆ ทั้งด้านการค้า การท่องเที่ยว และความมั่นคงชายแดน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะจัดการกับความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

สรุป

ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทั้งมิตรภาพและความขัดแย้งที่ฝังรากอยู่ในอดีต การทำความเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย การยอมรับในความแตกต่าง และการส่งเสริมความร่วมมือในทุกระดับคือหนทางเดียวที่จะทำให้สองประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนในฐานะประชาคมอาเซียนที่เข้มแข็ง

โดย สุริยพงศ์

กรมการพัฒนาชุมชน ต่อยอดความสำเร็จ โครงการพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ปีที่ 2

กรมการพัฒนาชุมชน ต่อยอดความสำเร็จ โครงการพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ปีที่ 2

กรมการพัฒนาชุมชน ต่อยอดความสำเร็จ โครงการพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ปีที่ 2

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 การเพิ่มทักษะและเสริมสร้างประสบการณ์ให้กับเยาวชน ทั้งยังพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้สามารถเป็นผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ ที่จะสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ให้เป็นไปตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”

สยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน จัดกิจกรรมการประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) ระดับประเทศ ตามโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านผ้าไทยและงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ สู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) พร้อมจัดพิธีมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะการประกวดฯ และมอบใบประกาศนียบัตรให้กับเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการฯ ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลกิจกรรมการประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) ระดับประเทศ  โดยมี นายสุรพล แก้วอินธิ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการฯ พร้อมทั้งที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญและทรงคุณวุฒิ จากหลากหลายสาขาวิชาชีพเข้าร่วมงาน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นักออกแบบดีไซเนอร์ผ้าไทยที่มีชื่อเสียง  ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินรอบชิงชนะเลิศ ระดับประเทศ โดยมีเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกผลงานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เข้าสู่การประกวดฯ ระดับประเทศ จำนวน 40 ราย/ชิ้นงาน จากผู้เข้าประกวดที่ทำผลงานกว่า 120 ราย/ชิ้นงาน

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ประธานในพิธีมอบรางวัลและประกาศนียบัตรกล่าวให้โอวาทแก่ผู้เข้าร่วมโครงการว่า “กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ ในการที่จะส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจ ในการพัฒนาศักยภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการอนุรักษ์ สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้สามารถขึ้นทะเบียน OTOP เป็นผู้ผลิต ผู้ประกอบการ รุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น และจะส่งผลให้กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวได้สืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ และเป็นไปตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ผ่านการจัดกิจกรรมประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) ระดับประเทศ ในครั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ได้รับเกียรติ จากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย ดีไซเนอร์นักออกแบบที่มีชื่อเสียง  ที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีผลงานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาผลงานของเยาวชน และตัดสินการประกวดผลงานฯ ในครั้งนี้ด้วย”

ทั้งนี้ จากแนวพระดำริโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ของ สมเด็จพระพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมฯ นี้ จึงได้น้อมนำแนวพระดำริมาปรับปรุงความรู้ที่ท่านพระราชทานในหลายๆเรื่อง และที่พระราชทานผ่านคณะกรรมการที่ปรึกษาหลายท่านที่ร่วมกิจกรรมในวันนี้ น้องเยาวชนทุกคนก็น้อมนำแนวพระดำริมาเผยแพร่และปฏิบัติ ส่งต่อแนวพระดำริได้มุ่งหวังให้การต่อเนื่องสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น จากอดีตถึงปัจจุบัน และปัจจุบันสู่อนาคต ทั้งนี้ คณะกรรมการได้คัดเลือกตัวอย่างผลงานที่ดีจากผู้เข้าประกวดทั้ง 40 ผลงาน

“อย่างไรก็ตาม น้องๆ เยาวชน จะได้รับประสบการณ์และองค์ความรู้จากโครงการรวมถึงได้รับความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย กรมการพัฒนาชุมชน หวังว่าพวกเราทุกคนทั้งหลายจะร่วมกันสืบสานแนวพระดำริสมเด็จพระพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และไปใช้และช่วยในการขับเคลื่อนโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ทั้งน้องๆเยาวชนและบุคลากรในสังกัดกรมการพัฒนาชุมชนต่อไปด้วย กรมการพัฒนาชุมชน ยืนยันและมุ่งมั่นว่าจะทำงานกับเยาวชนต่อไปและเปิดพื้นที่ให้กับน้องๆ ตั้งแต่ต้นน้ำ ปลายน้ำและจะปรับปรุงให้ดีขึ้น ตั้งแต่ต้นน้ำไม่ว่าจะเป็นการจำหน้ายผลิตภัณฑ์ Onsite และOnline เพื่อเปิดช่องทางใหม่ๆ ให้กับน้องๆ และคาดหวังว่าจะเปิดโอกาสให้กับน้องเยาวชนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านหัตถศิลป์ และหัตถกรรมต่างๆ หวังว่าจะช่วยให้เยาวชนได้พัฒนาฝีมือและนำไปพัฒนาผลงานของตนเอง กรมการพัฒนาชุมชน จะอยู่เคียงข้างกับเยาวชนและเป็นหัวเลี้ยวหัวแรง ในการดำเนินงานกิจกรรมแบบนี้ต่อไป

สุดท้ายนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านผ้าไทยและงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ สู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2025) ทั้ง 120 ราย จะได้รับการพัฒนาและเติบโตขึ้นเป็นผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ สร้างรายได้ และขอให้ทุกท่านร่วมแรงร่วมใจกันน้อมนำแนวพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ตามโครงการ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ช่วยผลักดัน ส่งเสริมและกระตุ้นผ้าไทยให้มีความทันสมัยสู่สากล เป็นที่นิยม ในทุกเพศทุกวัย และเกิดความยั่งยืนต่อไป” นายสยาม กล่าวทิ้งท้ายฯ

ทั้งนี้ ผลงานต้นแบบของเยาวชนที่ผ่านการพัฒนาตามโครงการฯ จะได้นำไปจัดแสดงในรูปแบบ POP Up ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 21 กันยายน 2568 ณ Q STADIUM ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพมหานคร

กระทรวงวัฒนธรรม ปั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่จากรากวัฒนธรรม จัดค่าย ‘CEO: Culture Empowers Opportunity – Youth Camp’

กระทรวงวัฒนธรรม ปั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่จากรากวัฒนธรรม จัดค่าย 'CEO: Culture Empowers Opportunity - Youth Camp'

กระทรวงวัฒนธรรม ปั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่จากรากวัฒนธรรม จัดค่าย ‘CEO: Culture Empowers Opportunity – Youth Camp’

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพื่อสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ด้านสินค้าและบริการทางวัฒนธรรม  กระทรวงวัฒนธรรม จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “CEO: Culture Empowers Opportunity – Youth Camp”  ภายใต้แนวคิดหลักคือ “วัฒนธรรมสร้างโอกาส สู่ผู้นำรุ่นใหม่” 2568 ณ SCG HOME Experience กรุงเทพมหานคร และโรงแรมเซ็นทารา ซันไรซ่า เรสซิเดนซ์และสวีท ศรีราชา จังหวัดชลบุรี

รักชนก โคจรานนท์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

นางรักชนก โคจรานนท์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมฯ ณ SCG HOME Experience โดยมี นางสาวผกาพรรณ แสนนรินทร์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ ได้กล่าวรายงาน  โอกาสนี้ นางรักชนก ได้กล่าวว่า การอบรมเชิงปฏิบัติการ  การสร้างผู้ประกอบการสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมรุ่นใหม่สู่ CEO (Chief Executive Officer) ภายใต้แนวคิด “CEO : Culture Empowers Opportunity – Youth Camp วัฒนธรรมสร้างโอกาส สู่ผู้นำรุ่นใหม่” ซึ่งสะท้อนถึงพลังของวัฒนธรรมในการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับเยาวชนไทย โครงการนี้เป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนรุ่นใหม่ให้สามารถนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างสรรค์เป็นสินค้าและบริการที่มีคุณค่า ตอบโจทย์ตลาดสมัยใหม่ และมีความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

“กิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของนิสิต นักศึกษา และเยาวชนรุ่นใหม่ ให้สามารถนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างสรรค์เป็นสินค้าและบริการ ที่มีคุณค่า ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ และมีความยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมอบรมทุกคน”

กิจกรรมตลอดสามวันถูกออกแบบมาเพื่อปลูกฝังแนวคิดการเป็นผู้นำและผู้ประกอบการ โดยผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างสรรค์ธุรกิจ รวมถึงการทำความเข้าใจผู้บริโภคผ่านรากวัฒนธรรม และการเปลี่ยนไอเดียให้เป็นแผนธุรกิจที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ในการนี้ยังรับเกียรติจาก นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานมอบเกียรติบัตรแก่ผู้เข้าร่วมอบรมทุกคน

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์และระดมความคิดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม วิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมแบ่งปันความรู้ประกอบด้วย ดร.เรืองลดา ปุณยลิขิต นายธัญญ์กวิน บุดดีมี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เอ็กซ์พีเรียนซ์ จำกัด  ดร.นราธิป อำเที่ยงตรง และ ดร.สุทัศน์ รงรอง รวมถึงวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้าน TEAM Building เพื่อแลกเปลี่ยนไอเดีย ความประทับใจ และแรงบันดาลใจจากกิจกรรมในครั้งนี้

ไบเออร์สด๊อรฟ สานต่อ Care Beyond Skin Day ปีที่ 3 สร้างรอยยิ้มแก่ผู้ด้อยโอกาส ขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน

ไบเออร์สด๊อรฟ สานต่อ Care Beyond Skin Day ปีที่ 3 สร้างรอยยิ้มแก่ผู้ด้อยโอกาส ขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน

ไบเออร์สด๊อรฟ สานต่อ Care Beyond Skin Day ปีที่ 3 สร้างรอยยิ้มแก่ผู้ด้อยโอกาส ขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไบเออร์สด๊อรฟ ประเทศไทย เดินหน้าสานต่อโครงการ Care Beyond Skin Day เป็นปีที่ 3 กิจกรรมเพื่อสังคมที่สะท้อนพันธกิจระดับโลกของบริษัทในการส่งต่อ “การดูแลที่มากกว่าผิวพรรณ” (Care Beyond Skin) พาพนักงานกว่า 350 คน ร่วมทำกิจกรรมในครั้งนี้  โดยปีนี้มุ่งเน้นการสร้างรอยยิ้มและกำลังใจให้แก่เด็กๆและผู้พักอาศัยในบ้านคามิลเลียน ศูนย์สงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ป่วย ผู้พิการ และเด็กด้อยโอกาส ขณะเดียวกัน ยังนำแนวคิดสิ่งแวดล้อมเข้ามาเสริม ด้วยการรีไซเคิลขยะพลาสติกเป็นอุปกรณ์และของใช้จำเป็น เพื่อช่วยเติมเต็มและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาส

วราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัด

วราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “Care Beyond Skin Day คือการตอกย้ำคำมั่นสัญญาของไบเออร์สด๊อรฟในการดูแลที่มากกว่าผิวพรรณ เพราะเราเชื่อว่าการดูแลผู้คนและชุมชนคือรากฐานของความยั่งยืน ปีนี้เราจึงเลือกเดินทางไปบ้านคามิลเลียน เพื่อสร้างรอยยิ้มและมอบกำลังใจแก่เด็กๆ และผู้พักอาศัย จัดกิจกรรมสร้างรอยยิ้มและกำลังใจแก่เด็กๆ และผู้พักอาศัย ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมสันทนาการ การเลี้ยงอาหารและขนม พร้อมร่วมแรงกันปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นบ้านที่อบอุ่นยิ่งขึ้น โดยมีนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามาเสริม ผ่านการรีไซเคิลขยะพลาสติกเป็นอุปกรณ์และของใช้จำเป็น เพื่อช่วยเติมเต็มบ้านคามิลเลียน และเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในการสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โครงการนี้ไม่เพียงเป็นกิจกรรมประจำปี แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ระยะยาวของไบเออร์สด๊อรฟ ที่มุ่งเป็นบริษัทซึ่งสร้างคุณค่าเชิงบวกให้แก่ผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมในทุกประเทศที่เราดำเนินธุรกิจ”

ภายใต้กิจกรรมนี้ พนักงานไบเออร์สด๊อรฟ ประเทศไทยได้แสดงพลังจิตอาสา ร่วมกันแยกขยะพลาสติกจากที่บ้านและภายในองค์กร เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและเปลี่ยนเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์ อาทิ ชั้นวางของ และชั้นวางรองเท้า เพื่อนำไปมอบให้บ้านคามิลเลียนเพื่อใช้ในการดูแลผู้ป่วย ผู้พิการ และเด็กด้อยโอกาส นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมสันทนาการ การเลี้ยงอาหารและขนม มีการทำตกแต่งกระเป๋าผ้า และทาสีตู้เหล็ก เพื่อนำไปจำหน่ายหารายได้เพื่อบำรุงกิจการของทางบ้านคามิลเลี่ยนต่อไป รวมถึงพี่ยังช่วยกันทาสีกำแพงบริเวณโดยรอบเพื่อสร้างความสดใส อีกทั้งมีการปรับปรุงพื้นที่ ปลูกต้นไม้เพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและน่าอยู่ยิ่งขึ้น  กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกและสร้างประโยชน์จากการรีไซเคิล แต่ยังมุ่งหวังให้พนักงานและสังคมเกิดการตระหนักรู้ถึงวัตถุประสงค์ของบริษัท ที่ต้องการมอบการดูแลที่มากกว่าการดูแลผิว สะท้อนเป้าหมายของบริษัทอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันยังสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมองค์กรที่พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมอย่างภาคภูมิใจในการสร้างสังคมที่ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

โครงการ Care Beyond Skin Day จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงเจตนารมณ์ของไบเออร์สด๊อรฟในการสร้างคุณค่าควบคู่ทั้งต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณระดับโลก บริษัทมุ่งมั่นที่จะส่งต่อความใส่ใจที่มากกว่าความสวยงามภายนอก ด้วยการยกระดับคุณภาพชีวิต สนับสนุนชุมชนท้องถิ่น และร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

คุณแหน : 5 กันยายน 2568

คุณแหน : 5 กันยายน 2568

คุณแหน : 5 กันยายน 2568

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พระนาย สุวรรณรัฐ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย 5 ก.ย.17.00 น. ศาลาภาณุรังษี(ศาลา 9) วัดเทพศิรินทราวาสและ พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม 5-6 ก.ย.18.30 น.ศาลาภาณุรังษี และ 7 ก.ย.ศาลากวีนิรมิต (ศาลากลางน้ำ) และสวดพระอภิธรรม 8-11 ก.ย.ศาลากวีนิรมิต แล้วบรรจุ เจ้าภาพขอความกรุณางดพวงหรีด
  • ธวัชชัย ศรีทอง ผวจ.ชลบุรี เป็นประธานเปิดโครงการ “เหล่ากาชาดจังหวัดชลบุรี บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มแก่ปวงประชา” เพื่อช่วยเหลือและดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส รวมถึงเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ณ อาคารศรีราชาประชาคม ที่ว่าการอ.ศรีราชา..
  • วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผวจ.เชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงาน มหกรรมความสำเร็จการพัฒนาคุณภาพชีวิตของปชช. จ.เชียงใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของปชช.และแก้ไขปัญหาความยากจนในทุกช่วงวัยอย่างเป็นระบบในทุกมิติ โดยมี ณิชพลัฏฐ์ วรรณคำ ร่วมกิจกรรม..
  • ฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ รักษาการ รอง ผอ.ใหญ่ สนง.ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) มอบสัมฤทธิบัตรผู้จบการศึกษาหลักสูตร Digital CEO รุ่น Avantgarde Studies..
  • วัชรมงคล เบญจธนะฉัตร์ นำทีมโครงการทุนการศึกษาด้านสาธารณสุข ภายใต้โครงการพระเมตตาสมเด็จย่า ออกสัมภาษณ์นักศึกษารับทุนรุ่นที่ 23 ซึ่งปีนี้มี 3 สาขาคือ พยาบาล 50 ทุน รังสีเทคนิค ทุนและสาขาทันตสาธารณสุข 1 ทุน โดยคัดเลือกจากนักเรียนในถิ่นทุรกันดารนั้นๆเพื่อกลับมาทำงานในท้องถิ่นของตัวเอง ที่ผ่านมานักศึกษาทุนกลับมาทำงานกว่า 98% โดยปีนี้มีนักเรียนจาก อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ได้รับทุนเรียนพยาบาลเพื่อกลับมาทำงานที่รพ.สมเด็จพระยุพราชนครไทยในอนาตคด้วย..
  • ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ โฆษก สปสช. ชี้แจงว่า เป็นความเข้าใจผิดของชมรมผู้ประกอบการคลินิกเทคนิคการแพทย์ เนื่องจาก สปสช. ไม่ได้กำหนดให้ร้านยาเป็นผู้ทำการตรวจคัดกรอง แต่เป็นผู้แจกชุดตรวจคัดกรองด้วยตนเอง (self-test) ให้ ปชช.ไปตรวจ รวมทั้งเป็นผู้ติดตามผลการตรวจเพื่อส่งตัวผู้มีความเสี่ยงเข้าสู่ระบบการรักษา..
  • พาชัย จันทร์พิทักษ์ ซีอีโอ บมจ.น้ำมันพืชไทย (TVO) ต้อนรับชาว Net Zero CEO #1&2 กว่า 30 คน มาเยี่ยมชมโรงงานของ TVO พร้อมไปร่วมทานอาหารริมน้ำท่าจีน นครชัยศรี งานนี้ สินีนุช โกกนุทาภรณ์, พงษ์ศักดิ์ เหลืองจินดารัตน์, ธัญญวีร์ เตชภัทร์อังกูร, กิตติสันต์ ลาภวัฒนะมงคล, อลิสา ชีวะเกตุ, ยอดฤดี สันนติกุล,วุฒิชัย เจริญศุภกุล, พีรพล นนทสูติ, กิตติ จึงสวนันทน์ ไม่พลาด..
  • มิตรสหายร่วมยินดีกับ โอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ ที่ได้เป็น Chief Brand and Media Officer ของ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น..
  • วิลาสินี พุทธิการันต์ ไปฉลองวันเกิดกับคณะเพื่อนๆด้วยทริปเที่ยวสกอตแลนด์และไอร์แลนด์ 9 วัน..
  • ปิ่นทิพย์ บูรณสถิตย์พร วันเกิดปีนี้ได้ถวายภัตตาหารเช้าและเพล 3 วัด ณ วัดราชบพิธ, วัดกู่ป่าลาน จ.ลำพูน และ วัดทรายมูลเมือง จ.เชียงใหม่..
  • ผศ.ดร.ชาย รังสิยากูล ผอ.ศูนย์บริหารจัดการเมืองเพื่อความยั่งยืน มช. มาบรรยายให้รุ่นน้องในหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ รุ่นที่ 5 ตามคำเชิญของ ดร.ภาสกร ประถมบุตร..
  • เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริหารในการแลกเปลี่ยนมุมมองและรับแนวทางเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง อาภาลักษณ์ เอกพานิช  Integrated Business Solutions Co., Ltd. (IBS) เชิญผู้บริหารองค์กรร่วมงานเสวนาเรื่อง The Strategy-Growth Gap: Why Good Plans Aren’t Driving Great Results โดยมี ชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์ และ ดร.เอื้อมพร ปัญญาใส เป็นวิทยากร 29 กย. 10:00 – 13:00 น.ณ ชั้น 29  The Great Room Park Silom..
  • สวด วินชัย สุริย์ บิดา นันทวรรณ สุริย์ ที่ วัดเสาธงทอง อ.เมือง ลพบุรี 3-6 ก.ย.19.00 น. ฌาปนกิจ 7 ก.ย.16.00 น..

น้องใหม่

ภัยเงียบใกล้ตัว!!! “สโตรกสมอง” คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที รู้ทัน BEFAST ลดพิการ ลดตาย

ภัยเงียบใกล้ตัว!!! “สโตรกสมอง” คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที  รู้ทัน BEFAST ลดพิการ ลดตาย

ภัยเงียบใกล้ตัว!!! “สโตรกสมอง” คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที รู้ทัน BEFAST ลดพิการ ลดตาย

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.08 น.

“โรคหลอดเลือดสมอง” หรือ Stroke กำลังทวีความรุนแรงอย่างน่าตกใจ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกว่า 349,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 50,000 รายต่อปี ขณะที่ผู้รอดชีวิตมากกว่า 60% ต้องเผชิญกับ  ความพิการ ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

สถิติจากองค์การอัมพาตโลก (World Stroke Organization) ในปี 2021 พบว่ามีผู้ป่วยสโตรกใหม่สูงถึง 11.9 ล้านราย มีผู้เสียชีวิตกว่า 7.3 ล้านราย และผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องทนทุกข์จากภาวะแทรกซ้อนและความพิการมากกว่า 93.8 ล้านราย โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของโลก และเป็นสาเหตุของความพิการระยะยาวอันดับ 3 โดยคาดว่า ภายในปี 2050 จำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นกว่า 50% หรือมากถึง 9.7 ล้านรายต่อปี

นพ.สิทธิ เพชรรัชตะชาติ ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา โรคพาร์กินสัน และโรคทางการเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลพระรามเก้า

นพ.สิทธิ เพชรรัชตะชาติ ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา โรคพาร์กินสัน และโรคทางการเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า “โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากหลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก ทำให้เนื้อเยื่อสมองบางส่วนทำงานผิดปกติ อาการมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและไม่ทันตั้งตัว”

โรคหลอดเลือดสมองแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่

  1. หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic Stroke) – เกิดจากหลอดเลือดตีบจากไขมันหรือมีลิ่มเลือดอุดตัน ทำให้สมองขาดเลือดและเนื้อเยื่อตาย
  2. หลอดเลือดสมองแตกหรือฉีกขาด (Hemorrhagic Stroke) – เกิดจากความเปราะบางของหลอดเลือดในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงหรือหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดเลือดออกในสมอง

นอกจากนี้ยังมี ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack – TIA) ซึ่งมีอาการคล้ายสโตรก แต่หายได้เองภายใน 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ เพราะประมาณหนึ่งในสามของผู้ที่มี TIA อาจกลายเป็นโรคหลอดเลือดสมองภายใน 7 วัน

นพ.สิทธิ ให้ข้อมูลต่อว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคไต ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และการใช้สารเสพติด ส่วนปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น ประวัติครอบครัว และการเคยมีโรคหลอดเลือดอุดตันในอวัยวะอื่น

เพื่อช่วยลดความสูญเสีย แพทย์แนะนำให้สังเกตอาการเบื้องต้นตามหลัก BEFAST

  • B: balance เดินทรงตัวไม่ดี เวียนศีรษะ
  • E : eye ตามองไม่เห็น หรือเห็นภาพซ้อน
  • F (Face): ใบหน้าเบี้ยว ปากตก ยิ้มไม่เท่ากัน
  • A (Arms): แขนขาอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น
  • S (Speech): พูดไม่ชัด พูดไม่ออก ฟังไม่เข้าใจ
  • T (Time): เวลาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที

สำหรับการรักษา แบ่งออกเป็น

  1. การรักษาช่วงเฉียบพลับ เช่น การให้ยาสลายลิ่มเลือด(rtPA) การเกี่ยวลากลิ่มเลือดจากหลอดเลือดสมอง(Mechanical thrombectomy)
  2. การป้องกันการเป็นซ้ำ ได้แก่การให้ยาต้านเกร็ดเลือดหรือละลายลิ่มเลือด การผ่าตัดไขมันออกจากหลอดเลือดใหญ่ที่คอหากมีการตีบหรืออุดตัน(carotid endarterectomy)
  3. การฟื้นฟู ได้แก่ การกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด และการฝึกพูดและการสื่อสาร

นพ.สิทธิ กล่าวปิดท้ายว่า “สำหรับการป้องกัน “โรคหลอดเลือดสมอง” สิ่งสำคัญคือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักและสุขภาพหัวใจ งดสูบบุหรี่ จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมโรคประจำตัว และจัดการความเครียด พร้อมพักผ่อนให้เพียงพอ การตรวจสุขภาพประจำปียังช่วยเฝ้าระวังและจัดการปัจจัยเสี่ยงได้ทันเวลา และหากสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการสโตรก ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะการรักษาอย่างรวดเร็วภายใน 4.5 ชั่วโมง จะช่วยลดความรุนแรงและเพิ่มโอกาสฟื้นตัวสูงสุด”

“โรคหลอดเลือดสมองเป็นภัยเงียบที่อาจพรากชีวิตหรือทิ้งความพิการไว้ตลอดกาล การรู้เท่าทันอาการและเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว พร้อมปรับพฤติกรรมสุขภาพและควบคุมปัจจัยเสี่ยง จะช่วยปกป้องชีวิตของเราและคนที่เรารัก พร้อมรักษาคุณภาพชีวิตของสังคมอย่างยั่งยืน”

sodexo สานต่อกิจกรรม ‘Stop Hunger’ เติมเต็มโภชนาการและโอกาสแก่นักเรียน รร.วัดวังปลาจีด จ.นครนายก

sodexo สานต่อกิจกรรม ‘Stop Hunger’ เติมเต็มโภชนาการและโอกาสแก่นักเรียน รร.วัดวังปลาจีด จ.นครนายก

sodexo สานต่อกิจกรรม ‘Stop Hunger’ เติมเต็มโภชนาการและโอกาสแก่นักเรียน รร.วัดวังปลาจีด จ.นครนายก

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.43 น.

โซเด็กซ์โซ่ ประเทศไทย ผู้นำระดับโลกด้านบริการอาหารที่ยั่งยืนและการมอบประสบการณ์ที่มีคุณค่าในทุกช่วงเวลาของชีวิตจากประเทศฝรั่งเศส  สานต่อกิจกรรมประจำปี  “Stop Hunger” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 โดยมีเป้าหมายในการช่วยลดปัญหาความหิวโหยผ่านการมอบอาหารที่สะอาด ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนให้กับชุมชน

กิจกรรมครั้งนี้นำโดย คุณอาร์โนด์ เบียเลคกิ กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมคณะผู้บริหาร พนักงานจิตอาสา และพันธมิตรทางธุรกิจ อาทิ บริษัท เมอร์เมด มาริไทม์ จำกัด (มหาชน) นำโดย คุณพัชรา บุญอนันต์  Crewing Manager ร่วมเดินทางไปจัดกิจกรรม ณ โรงเรียนวัดวังปลาจีด จ.นครนายก โดยมี คุณจารุวรรณ จันทะเวียง  ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้แทนรับมอบทุนการศึกษาและสิ่งของที่จำเป็น

สำหรับกิจกรรมปีนี้ โซเด็กซ์โซ่ ได้รับความร่วมมือพนักงานจิตอาสาและพันธมิตรธุรกิจจำนวน 130 คน มาร่วมแบ่งปันอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้แก่เด็กนักเรียนและบุคลากรกว่า 150 คน พร้อมจัดกิจกรรม Little Chef Program สอนเด็กๆ ทำอาหารเพื่อสุขภาพ ปลูกผัก ปล่อยพันธุ์ปลาดุก ติดตั้งอุปกรณ์กีฬา หลอดไฟ และพัดลมให้กับโรงเรียน นอกจากนี้ยังได้มอบสิ่งของที่จำเป็นและทุนการศึกษามูลค่ารวมกว่า 200,000 บาท เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนานักเรียน เพราะ โซเด็กซ์โซ่ เชื่อว่า “ไม่มีใครควรต้องเผชิญกับความหิวโหย และด้วยพลังร่วมกันเราจะสร้างอนาคตที่ทุกคนได้อิ่มท้อง”

-(016)

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย หนึ่งในต้นเหตุข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย หนึ่งในต้นเหตุข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย หนึ่งในต้นเหตุข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

ปัญหาข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในบริเวณอ่าวไทย มิได้เป็นเพียงเรื่องการกำหนดเส้นขอบเขตทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มหาศาลจากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอีกด้วย

ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา (OCA) ใกล้แหล่งเอราวัณของไทย  มีศักยภาพในการผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจำนวนมาก มูลค่าสูงถึงกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 10 ล้านล้านบาท)

ประเทศไทยและกัมพูชาได้มีการเจรจาเรื่องเขตแดนทางทะเลมาตั้งแต่ปี 2513 แต่ไม่สามารถทำความตกลงกันได้ จนเป็นที่มาของต่างฝ่ายต่างลากเส้นเขตไหล่ทวีประหว่างปี 2515-2516 กันขึ้นมาเอง

บริเวณอ่าวไทยประกอบด้วยแหล่งพลังงานที่สำคัญหลายแห่ง รวมถึงเขตสัมปทานที่มีบริษัทพลังงานระหว่างประเทศเข้ามาดำเนินการ อาทิ ยูโนแคล (Unocal) เชฟรอน (Chevron) และโททาล (Total) ซึ่งการดำเนินงานของบริษัทเหล่านี้ได้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการต่อรองทางการเมืองระหว่างสองประเทศ

ข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลในอ่าวไทยมีรากฐานมาจากการที่ไทยและกัมพูชายังไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องการกำหนดเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone – EEZ) และไหล่ทวีปในบริเวณดังกล่าว

เมื่อมีการค้นพบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในบริเวณที่เป็นพื้นที่พิพาท สถานการณ์ได้กลายเป็นซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างต้องการสิทธิในการควบคุมและได้ผลประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้

บทบาทของบริษัทพลังงานระหว่างประเทศ

ยูโนแคล (Unocal Corporation)

บริษัทยูโนแคลเป็นหนึ่งในบริษัทพลังงานแรกๆ ที่เข้ามาดำเนินการในอ่าวไทย โดยได้รับสัมปทานในการสำรวจและผลิตน้ำมันในบริเวณที่ต่อมากลายเป็นพื้นที่พิพาท การดำเนินงานของยูโนแคลได้สร้างแรงกดดันทางการทูตระหว่างไทยและกัมพูชา เนื่องจากกัมพูชาถือว่าการให้สัมปทานดังกล่าวเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของตน

เชฟรอน (Chevron Corporation)

เชฟรอนได้เข้ามาดำเนินการในภายหลัง โดยเฉพาะหลังจากที่ได้ซื้อกิจการของยูโนแคลในปี 2005 การดำเนินงานของเชฟรอนใน “บล็อก A” และ “บล็อก B” ได้กลายเป็นประเด็นการเมืองที่สำคัญ เนื่องจากกัมพูชาอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจศาลของตน

โททาล (Total S.A.)

บริษัทโททาลซึ่งเป็นบริษัทพลังงานของฝรั่งเศสได้รับสัมปทานจากรัฐบาลกัมพูชาในการสำรวจและผลิตน้ำมันในบริเวณที่ไทยถือว่าเป็นเขตทับซ้อน การเข้ามาของโททาลได้เพิ่มความซับซ้อนให้กับข้อพิพาท เนื่องจากทำให้เกิดการแข่งขันในการควบคุมทรัพยากรมากขึ้น

ปตท. (PTT Public Company Limited)

ในฐานะบริษัทพลังงานชาติของไทย ปตท.มีบทบาทสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ของไทยในอ่าวไทย บริษัทได้ดำเนินโครงการต่างๆ ในพื้นที่ที่ไทยถือว่าอยู่ในเขตอำนาจศาลของตน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทย

Memorandum of Understanding (MOU) 44 เป็นความตกลงที่ลงนามระหว่างไทยและกัมพูชาในปี 2544 ภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาทางออกร่วมกันในการจัดการข้อพิพาทเขตแดนทางทะเล

ข้อตกลงนี้กำหนดให้มีการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรร่วมกันในพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาท โดยผลประโยชน์จะถูกแบ่งปันระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ตาม MOU 44 ได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองภายในประเทศไทย เนื่องจากฝ่ายค้านโจมตีว่าเป็นการสูญเสียอำนาจอธิปไตยให้กับกัมพูชา

ข้อพิพาทนี้ได้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทรัพยากรในบริเวณอ่าวไทยอย่างมีนัยสำคัญ การไม่สามารถตกลงกันได้ทำให้การลงทุนในการสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงานเกิดความล่าช้า ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงทางพลังงานของทั้งสองประเทศ

การมีอยู่ของทรัพยากรเหล่านี้มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากสามารถพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานของทั้งสองประเทศ

ผลกระทบทางการเมือง

ปัญหานี้ได้กลายเป็นประเด็นที่มีผลต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยและกัมพูชาในระยะยาว การไม่สามารถหาทางออกที่ยอมรับได้ร่วมกันทำให้เกิดความตึงเครียดทางการทูตเป็นระยะๆ

ภายในประเทศไทย ประเด็นนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้ในการโจมตีรัฐบาลที่อยู่ในอำนาจ โดยเฉพาะในเรื่องการเจรจาและการทำข้อตกลงกับกัมพูชา

ข้อพิพาทเรื่องน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนทั้งในมิติทางการเมือง เศรษฐกิจ และกฎหมาย การมีอยู่ของบริษัทพลังงานระหว่างประเทศ อาทิ ยูโนแคล เชฟรอน โททาล และปตท. ได้เพิ่มความซับซ้อนให้กับสถานการณ์

แม้ว่า MOU 44 จะเป็นความพยายามที่สำคัญในการแก้ไขปัญหา แต่การนำไปปฏิบัติยังคงเผชิญกับอุปสรรคทางการเมืองทั้งในไทยและกัมพูชา บทบาทของผู้นำทางการเมืองอย่างฮุนเซนและทักษิณ แสดงให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความตั้งใจทางการเมืองอย่างแท้จริง

โดย สุริยพงศ์

พิธีไหว้ครูและครอบครูโขน – ละคอน ประจำปี 2568 ศิลปิน นักร้อง นักแสดง ร่วมพิธีอันเป็นสิริมงคล

พิธีไหว้ครูและครอบครูโขน - ละคอน ประจำปี 2568 ศิลปิน นักร้อง นักแสดง ร่วมพิธีอันเป็นสิริมงคล

พิธีไหว้ครูและครอบครูโขน – ละคอน ประจำปี 2568 ศิลปิน นักร้อง นักแสดง ร่วมพิธีอันเป็นสิริมงคล

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พลอากาศตรี ธีระ เชียงทอง รองเลขาธิการพระราชวัง เป็นประธานในพิธีไหว้ครูและครอบครูโขน-ละคอน ประจำปี 2568 ฤกษ์งามยามดี เนื่องในโอกาสที่โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงได้ครบรอบเปิดดำเนินการให้ความบันเทิง มาเป็นปีที่ 92 โดยมี ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) เป็นครูผู้ประกอบพิธี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง จัดพิธีไหว้ครูและครอบครูอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่เข้าร่วมพิธี มีผู้เข้าร่วมพิธี ทั้งศิลปิน นักแสดง คณะนักแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุงและนักเรียน นักศึกษาจากสถาบันต่างๆ อาทิ โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริยาราม, โรงเรียนนาฏศิลป์สัมพันธ์, โรงเรียนภารตวิทยาลัย, สถาบันรัชต์ภาคย์, โรงเรียนเทศบาลเสาธงหิน, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, สถาบันสอนศิลปะการแสดง School Tap เข้าร่วมในพิธีไว้ครูและครอบครูซึ่งเป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ที่ศิษยานุศิษย์พร้อมใจแสดงความเคารพบูชาและน้อมระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลาย รวมถึงบูรพาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้ และได้มอบสิ่งที่เป็นมงคลสูงสุดให้แก่ลูกหลานและศิษยานุศิษย์ตามปรารถนา อีกทั้งเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อครูบาอาจารย์ด้วยความเคารพ

พิธีไหว้ครูและครอบครูโขน-ละคอน จัดขึ้น ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งเป็นโรงมหรสพแห่งแรกของประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงพระราชทานให้แก่พสกนิกรชาวไทยในโอกาสฉลองพระนครครบรอบ 150 ปี โดยมีนโยบายที่จะอนุรักษ์มรดกชิ้นสำคัญของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 นี้ไว้ และพลิกฟื้นให้เป็นโรงมหรสพที่จะเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมอันดีงามทั้งในด้านการแสดงโขน ละคร ภาพยนตร์ และดนตรี ให้คงอยู่สืบไป ปัจจุบันศาลาเฉลิมกรุงจัดกิจกรรมการแสดงหลากหลาย และเป็นสถานที่จัดการแสดงศิลปวัฒนธรรมของชาติ นำเสนอ            การแสดงโขน “ชุดหนุมาน จัดแสดงทุกวันจันทร์ – วันศุกร์ รอบ 13.00 น. 14.30 น. และ 16.00 น. ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง บัตรคนไทยราคา 100 บาท ผู้สนใจชมการแสดงสามารถซื้อบัตรได้ที่ศาลาเฉลิมกรุง โทร. 0-2224-4499