MAEWKHOO เปิดตัว‘Earth Is Not My Home’ คอลเลคชั่นแฟชั่นผ้าไทยสายดื้อ ที่กล้าคิดต่าง ออกนอกกรอบเดิม

MAEWKHOO เปิดตัว‘Earth Is Not My Home’ คอลเลคชั่นแฟชั่นผ้าไทยสายดื้อ ที่กล้าคิดต่าง ออกนอกกรอบเดิม

MAEWKHOO เปิดตัว‘Earth Is Not My Home’ คอลเลคชั่นแฟชั่นผ้าไทยสายดื้อ ที่กล้าคิดต่าง ออกนอกกรอบเดิม

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นับเป็นการเปิดตัวเสื้อผ้าผู้หญิงครั้งแรกของแบรนด์ พร้อมเป้าหมายสำคัญในการฉีกกรอบภาพลักษณ์ดั้งเดิมของ “ผ้าไหมไทย”  ผ่านแนวคิดและข้อสงสัย สภาพแวดล้อมจะเป็นอย่างไร “เมื่อมนุษย์ต้องย้ายถิ่นฐานไปยังดาวดวงอื่น”  พร้อมการตั้งคำถามสำคัญ เราจะนำอะไรติดตัวไปพร้อมกับการเดินทางสู่จักรวาลใหม่ในครั้งนี้? สำหรับ MAEWKHOO คำตอบคือ ความเป็นตัวเอง ศิลปะ และวัฒนธรรม

คอลเลกชัน Earth Is Not My Home ได้นำเสนอทั้งสามคำตอบ ผ่านการเลือกใช้ผ้าไหมไทยที่ผสมผสานเข้ากับโครงชุดแนว Futuristic สะท้อนให้เห็นถึงความเซ็กซี่ตามฉบับของแบรนด์
ไม่ว่าจะเป็นลุคจัดจ้านที่หยิบเอาบอดี้สูทมาจับคู่กับ Sheer Dress ผ้าไหมไทย ไปจนถึงไอเท็มซิกเนเจอร์ Thaiwaiian shirt ลายใหม่ ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงศิลปะและวัฒนธรรม ในแนวคิดของ MAEWKHOO

คอนเซ็ปต์และงานออกแบบทั้งหมดในคอลเลกชันนี้รังสรรค์โดยทีม MAEWKHOO นำโดย เดนนิส คาร์ลสัน ครีเอทีฟไดเรกเตอร์และ CEO ของแบรนด์ ผู้ผลักดันแฟชั่นไทยสายดื้อให้ออกนอกกรอบเดิม และแสดงให้เห็นว่าผ้าไทยสามารถ “สุด” และ “ไปได้ไกล” หากอยู่ในมือของคนที่กล้าคิดต่าง

งานเปิดตัวคอลเลกชัน จัดขึ้นที่ร้าน Tahona ชั้น 33 โรงแรม Intercontinental ซึ่งโดดเด่นด้วยงาน interior สุดล้ำ ราวกับอยู่นอกโลก เสริมภาพลักษณ์ของคอลเลกชันให้ทรงพลังยิ่งขึ้น

ตามไปอัพเดทคอบเลคชั่น Earth Is Not My Home  ได้ที่ Instagram: @maewkhooWebsite: www.maewkhoo.com และ Line: @maewkhoo

กรมวิทย์ฯ จัดงาน ‘มหกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สู่ชุมชน ครั้งที่ 2’ ตั้งเป้าคนไทยห่างไกล NCDs ‘กินเป็น ไม่ป่วย สวยหล่อ อายุยืน 100 ปี’

กรมวิทย์ฯ จัดงาน ‘มหกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สู่ชุมชน ครั้งที่ 2’   ตั้งเป้าคนไทยห่างไกล NCDs ‘กินเป็น ไม่ป่วย สวยหล่อ อายุยืน 100 ปี’

กรมวิทย์ฯ จัดงาน ‘มหกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สู่ชุมชน ครั้งที่ 2’ ตั้งเป้าคนไทยห่างไกล NCDs ‘กินเป็น ไม่ป่วย สวยหล่อ อายุยืน 100 ปี’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จัดงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สู่ชุมชน ครั้งที่ 2” ยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนไทยสู่สากล คนไทยห่างไกล NCDs กินเป็นไม่ป่วย สวยหล่ออายุยืน 100 ปี แสดงนิทรรศการและจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนด้านอาหาร เครื่องสำอางผสมสมุนไพร ที่ผ่านการตรวจสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมมอบประกาศนียบัตรผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาและผ่านเกณฑ์ผลิตภัณฑ์คุณภาพของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จำนวน 98 ผลิตภัณฑ์ โดยมี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน  นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นายแพทย์พงศธร พอกเพิ่มดี นายแพทย์มณเทียร คณาสวัสดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์พิเชฐ บัญญัติ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการ ประชาชนร่วมงาน ณ MCC Hall ชั้น 4 เดอะมอลล์งามวงศ์วาน

สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายที่จะเพิ่มศักยภาพ อสม. ในการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกในชุมชน รวมถึงการยกระดับภูมิปัญญาไทยสมุนไพรไทย  เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจสุขภาพ ซึ่งนโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับ กิจกรรมหลักในการพัฒนางานวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชนทั้ง 2 ด้าน  คือ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค  ผ่าน อสม.วิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน กว่า 35,000 คน และด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ทั้งผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง และสมุนไพร เชื่อว่างานครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความรู้สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชน หรือ SMEs  ให้สามารถพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และขอขอบคุณกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีความปลอดภัย และดูแลสุขภาพประชาชนอย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์เป้าหมายสำคัญที่อยากเห็นคนไทย “กินเป็น ไม่ป่วย สวยหล่อ อายุยืน 100 ปี”

นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีภารกิจศึกษา วิเคราะห์ วิจัย พัฒนาความรู้และเทคโนโลยีนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่นำไปใช้ประโยชน์ในการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันการเกิดโรคและเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพ รวมถึงพัฒนาคุณภาพและกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชน OTOP/SMEs โดยใช้ข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ในการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองให้ได้มาตรฐาน และสร้างโอกาสการต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่ตลาดสากล ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพัฒนาจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (DMSc Product) รวมทั้งสิ้น 829 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ 1. ประเภท Safety Product รวม 441 ผลิตภัณฑ์ 2. ประเภท Smart Product รวม 309 ผลิตภัณฑ์ 3. ประเภท Sustainable Smart Product รวม 37 ผลิตภัณฑ์ และ 4. ประเภท DMSc Initiative Product รวม 42 ผลิตภัณฑ์

สำหรับการจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สู่ชุมชน ครั้งที่ 2 มีการแสดงนิทรรศการและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้รับ  การพัฒนากับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยจากห้องปฏิบัติการ จากทุกภาครวมกว่า 100 ร้านค้า ทั้งอาหาร ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสมุนไพร ภายใต้แนวคิด “กินเป็น ไม่ป่วย สวยหล่อ อายุยืน 100 ปี”รวมทั้งมีการเสวนาให้ความรู้เส้นทางสร้างแบรนด์พัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพ ถ่ายทอดประสบการณ์ เทคนิคการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการ มีการเสวนา เรื่อง “กินเป็น เลือกได้ ห่างไกล NCDs” ซึ่งจะสอนนับคาร์บ หรือการคำนวณปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวันให้กับผู้ร่วมงานเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องสุขภาพแก่ประชาชน ควบคู่กับการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ

บำรุงราษฎร์เปิดตัวนวัตกรรมกระตุ้นเส้นประสาทใต้ลิ้น ทางเลือกใหม่! รักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ

บำรุงราษฎร์เปิดตัวนวัตกรรมกระตุ้นเส้นประสาทใต้ลิ้น ทางเลือกใหม่! รักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ

บำรุงราษฎร์เปิดตัวนวัตกรรมกระตุ้นเส้นประสาทใต้ลิ้น ทางเลือกใหม่! รักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA) ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านการนอน แต่คือภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพของผู้คนทั่วโลก จากข้อมูลวารสาร The Lancet Respiratory Medicine ปี ค.ศ. 2019 พบผู้ป่วยทั่วโลกสูงถึง 936 ล้านคน ในประเทศไทย ได้มีการประเมินว่าชายวัยกลางคนกว่า 20-30% และหญิง 10-15% อาจมีภาวะนี้โดยไม่รู้ตัว โรคนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิต ตั้งแต่ความอ่อนเพลียระหว่างวัน ไปจนถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง และเบาหวาน

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ในฐานะผู้นำด้านการแพทย์ระดับโลก ได้นำนวัตกรรมล่าสุด คือการกระตุ้นเส้นประสาทใต้ลิ้น (Hypoglossal Nerve Stimulation: HNS) หรือ “Inspire” เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ ซี่งเป็นนวัตกรรมเพียงชนิดเดียวที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) เมื่อปี พ.ศ. 2557 ซึ่งถูกนำไปใช้รักษาผู้ป่วยทั่วโลกแล้วกว่า 100,000 ราย โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และประเทศชั้นนำในเอเชียอย่างญี่ปุ่นและสิงคโปร์ แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในวงการแพทย์ทั่วโลก ทำให้มั่นใจได้ในเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัย

สำหรับประเทศไทย นวัตกรรม HNS ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งประเทศไทย (อย.) เมื่อปี พ.ศ. 2567 และมีการนำนวัตกรรมนี้มาใช้เป็นครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รักษาผู้ป่วยสำเร็จและมีผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ ด้วยการทำงานของทีมแพทย์เฉพาะทางและสหสาขาวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูง ทั้งในด้านการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่ครอบคลุม เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับผลลัพธ์ที่ดีและยั่งยืน

ภัยเงียบจากโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับที่ทำลายคุณภาพชีวิต

พญ. ดารกุล พรศรีนิยม แพทย์เฉพาะทางด้านประสาทวิทยาและเวชศาสตร์การนอนหลับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “โรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับเกิดจากการที่กล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนต้นหย่อนตัวขณะหลับ ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนและสมองต้องปลุกให้ตื่นขึ้นมาเป็นระยะ ๆ ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบแค่การนอนที่ไม่ดีเท่านั้น แต่ยังทำลายคุณภาพชีวิตในหลายด้าน ทั้งทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย ง่วงระหว่างวัน ประสิทธิภาพการทำงานและความจำลดลง รวมถึงส่งผลต่ออารมณ์ที่แปรปรวนง่าย อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ เช่น การหลับในขณะขับขี่ และอาจรบกวนความสัมพันธ์ในชีวิตคู่จากการกรนเสียงดังได้

ในระยะยาว โรคนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนี้ ยังเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง อัลไซเมอร์ในระยะยาว มะเร็งบางชนิด รวมถึงเพิ่มความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศอีกด้วย หากสังเกตว่ามีอาการ เช่น นอนกรนเสียงดังผิดปกติ มีอาการหายใจสะดุด หรือตื่นมาไม่สดชื่น ควรรีบเข้ารับการตรวจวินิจฉัยด้วย Sleep Test เพื่อประเมินระดับความรุนแรงของโรคและวางแผนการรักษาอย่างทันท่วงที ก่อนที่จะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงในอนาคต”

HNS นวัตกรรมล้ำหน้า ทางเลือกใหม่สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้ CPAP

ศ.นพ. ชัยรัตน์ นิรันตรัตน์ แพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิก และโสต ศอ นาสิกวิทยาการนอนหลับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “การรักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับมีหลายวิธี เช่น การใช้เครื่อง CPAP (Continuous Positive Airway Pressure) ซึ่งเป็นเครื่องอัดอากาศแรงดันบวกที่ช่วยดันลมเข้าไปเปิดหลอดลมให้กว้างออก เป็นวิธีหลักที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน แต่ยังมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถทนใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน เนื่องจากความรู้สึกอึดอัดจากการสวมหน้ากาก หรือมีข้อจำกัดอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ HNS จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้”

จุดเด่นของ HNS คือการทำงานจากภายในร่างกาย โดยไม่ต้องสวมหน้ากากหรือเป่าลม ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายตัวและไม่รบกวนการนอนหลับ อีกทั้งยังทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ป่วยหายใจเข้า อุปกรณ์จะส่งสัญญาณกระตุ้นเส้นประสาทใต้ลิ้นเพื่อให้กล้ามเนื้อลิ้นตึงตัวและขยับไปด้านหน้า ช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดโล่งได้อย่างเป็นธรรมชาติ และยังควบคุมการเปิด-ปิดได้ง่ายด้วยรีโมทคอนโทรล

ศ.นพ. ชัยรัตน์ นิรันตรัตน์ กล่าวถึงผลสำเร็จในการรักษาว่า “ผลการวิจัยทางคลินิกที่สำคัญอย่าง STAR Trial (Stimulation Therapy for Apnea Reduction) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ชั้นนำ The New England Journal of Medicine ยืนยันว่าการรักษาด้วย HNS ช่วยลดจำนวนครั้งของการหยุดหายใจได้จากเฉลี่ย 29.3 เหลือเพียง 9 ครั้งต่อชั่วโมง พร้อมทั้งช่วยให้อาการง่วงกลางวันดีขึ้นและคงที่ในระยะยาว อีกทั้งมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่ำกว่า 2% และอัตราการถอดอุปกรณ์ออกน้อยกว่า 2% ภายใน 2 ปี นอกจากนี้ยังพบว่ามากกว่า 90% ของคู่ชีวิตผู้ป่วยรายงานว่าเสียงกรนลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับผลการติดตามผู้ป่วยของบำรุงราษฎร์ ที่ทุกคนรายงานว่ารู้สึกสดชื่นและมีพลังในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

ในฐานะแพทย์เฉพาะทางด้านหู คอ จมูก และมีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี นพ. วิชพันธ์ เหมรัญช์โรจน์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิก การผ่าตัดเนื้องอกและมะเร็งศีรษะและคอ และการผ่าตัดไซนัส โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “ความสำเร็จของการรักษาด้วยนวัตกรรมนี้ต้องอาศัยทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญและประสบการณ์สูง ซึ่งประกอบด้วย แพทย์เวชศาสตร์การนอนหลับ แพทย์ประสาทวิทยา ศัลยแพทย์โสต ศอ นาสิก และแพทย์วิสัญญีวิทยา ซึ่งทำงานร่วมกับทีมงานสหสาขาวิชาชีพเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การนอนหลับและ Hypoglossal Nerve Stimulation ซึ่งทุกคนต้องผ่านการอบรมเฉพาะทางเพื่อให้สามารถวางแผนการรักษาแบบองค์รวมได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่ขั้นตอนการคัดกรอง วินิจฉัย ไปจนถึงการผ่าตัดและติดตามผลระยะยาว”

การผ่าตัดรักษาด้วย HNS ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง โดยจะเริ่มจากการฝังอุปกรณ์ 3 ส่วนหลักใต้ผิวหนัง ได้แก่ ตัวกระตุ้น (Pulse Generator) บริเวณหน้าอกด้านบนข้างขวา สายตรวจจับลมหายใจ (Sensing Lead) บริเวณซี่โครง และสายกระตุ้น (Stimulation Lead) บริเวณเส้นประสาทใต้ลิ้น ด้วยแผลขนาดเล็กเพียง 2-5 เซนติเมตร ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้ภายใน 1 วัน ใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 2-4 สัปดาห์ นอกจากนี้ โรงพยาบาลฯ ยังมีระบบติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิด โดยทีมแพทย์จะร่วมกันวางแผนการดูแลเฉพาะรายอย่างเหมาะสม ซึ่งหลังจากการผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการนัดหมายเพื่อตรวจประเมินผลและเปิดใช้งานอุปกรณ์ได้ใน 1 เดือน พร้อมทั้งปรับค่าการกระตุ้น (Stimulation Settings) โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและยั่งยืนในระยะยาว”

ศ.นพ. ชัยรัตน์ นิรันตรัตน์  กล่าวทิ้งท้ายว่า “ปัจจุบัน บำรุงราษฎร์พร้อมให้การรักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับด้วยนวัตกรรม HNS ซึ่งกำลังจะกลายเป็น ‘ทางเลือกหลัก’ สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้เครื่อง CPAP ได้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้ที่ต้องการความสะดวกสบาย เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ฝังอยู่ภายในร่างกาย ทำงานเงียบ ไร้เสียงรบกวน และสามารถควบคุมได้ง่ายด้วยรีโมทพกพา ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติแม้ในขณะเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งเชื่อมั่นว่า HNS จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการรักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับระดับปานกลางถึงรุนแรงในอนาคต และช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงอื่น ๆ ที่อาจตามมา”

คุณแหน : 28 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 28 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 28 สิงหาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • วชิราวุธวิทยาลัย เชิญรับฟังการเสวนา หัวข้อ “หุ่นกระบอก จักรพันธุ์ โปษยกฤต” โดย เอนก นาวิกมูล,วัลลภิศร์ สดประเสริฐ,ผศ.วัชราภรณ์ อาจหาญ,วรพล พุฒจ้อย พร้อมชมการสาธิตการแสดงหุ่นกระบอกโดย ผศ.สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์,สุธี นุตาลัย ลูกศิษย์อาจารย์จักรพันธุ์ 30 ส.ค.10.00 น. ที่ห้องเอนกประสงค์ 1-3 ชั้น 1 อาคารนวภูมินทร์ วชิราวุธวิทยาลัย สอบถาม Email: archives@vajiravudh.ac.th โทร 02-6694526..
  • อินทิรา-พัฒพงษ์-ปรียามล ธนวิสุทธิ์ เตรียมจัดงานกาลาดิเนอร์การกุศล “The Heart of Sharing – หัวใจแห่งการแบ่งปัน”  9 ก.ย. 18.30 น.ห้องบอลรูม รร.โฟร์ซีซันส์ กรุงเทพฯ แอท เจ้าพระยาริเวอร์ แว่วว่าได้สาวน้อย แพรว-พราว ธนวิสุทธิ์  มาช่วยคุณแม่ปรียามลบริหารงานและดูแล HiSoParty ฉบับครบรอบ 22 ปี สิงหาคม 2568 กับโปรเจกกต์ 22 Yong Visionaries ด้วย ..
  • โรงพยาบาลเมดพาร์ค ร่วมกับ มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล จัดปาฐกถา Wellness and Perseverance for Lasting Well-Being โดย นพ.ทวีศักดิ์ โชติวัฒนพงษ์ ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอกของเอเซีย พร้อมด้วย ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์,รอ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ,พญ.กอบกาญจน์ ชุณหสวัสดิกุล,สมถวิล ปธานวนิช 29 ส.ค.09.00 น.ห้องฟอรั่ม รพ.เมดพาร์ค..
  • ด้วยความชื่นชอบการเล่นกีฬาเป็นพิเศษ ทันทีที่รับตำแหน่งนายกสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา (AUAA)  ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดร.นริศ ชัยสูตร นำทีมบรรดานักเรียนเก่าฯ  เตรียมแข่งขัน “โบว์ลิ่งการกุศล”  31 ส.ค. บลูโอ ริธึมแอนด์โบวล์ เมเจอร์รัชโยธิน โดยมี คุณหญิงทรงสุดา-ดร. สุวิทย์ ยอดมณี, ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย, สมพันธ์ จารุมิลินท, ปัญญ์ชลี เพ็ญชาติ, ดร.ก้องศักด ยอดมณี, ทิพยนิภา (ไกรฤกษ์) สมะลาภา, วิทูร-พรวิช ศิลาอ่อน ฯลฯ ตอบรับเข้าร่วม…  ส่วนแม่งานฝ่าย ปชส. ดร.ตุ๊ก อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ  อยากให้สมาชิกรีบจองบัตรด่วนๆ เพื่อหารายได้สนับสนุนกิจกรรมการกุศลของสมาคมนักเรียนเก่าฯ ..
  • ธีเดช-ศิริลักษณ์ ไม้ไทย ชวนเพื่อนๆ ไปร่วมแบ่งปันทำบุญทำทาน โดยรวบรวมสมบัติผลัดกันชม  “มาปล่อยของกันเถอะ” ชิม ช้อป แชร์ ช่วย ในงาน Let It Go 31 ส.ค.09.00 น.ที่บ้านสุดซอย เรซิเด้นท์ บรมราชชนนี คลองบางกอกน้อย สอบถามเพิ่มเติม จิตโพธิสัตว์ ปูน 092-7896291..
  • เปิดแล้วหลายสาขา หนุ่มน้อยไฟแรงขยันขันแข็ง ปวริศร์ จงบารมี หลานชายคนเก่งของคุณยาย ลลิสา จงบารมี เปิดร้านยอดชา Yodcha เชียงใหม่-ออริจอนอล เป็นสาขาที่ 8 ในวันที่ 9 เดือน 9 ฤกษ์ดี 14.09 น.ที่ตึกวี.วรรณ ทาวเวอร์  ถ.พระราม 9 ..

น้อง

งานวิจัยด้านพระพุทธศาสนาแบบบูรณาการ ผนวก 3 ด้าน สร้างคุณค่าให้ผู้ยากไร้ด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธ

งานวิจัยด้านพระพุทธศาสนาแบบบูรณาการ ผนวก 3 ด้าน สร้างคุณค่าให้ผู้ยากไร้ด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธ

งานวิจัยด้านพระพุทธศาสนาแบบบูรณาการ ผนวก 3 ด้าน สร้างคุณค่าให้ผู้ยากไร้ด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธ

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.35 น.

จากการนำเสนองานวิจัยเรื่อง คนจนหน้าจอ : กรณีศึกษาวาทกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธเพื่อช่วยเหลือคนยากไร้ในมุมมองสื่อสารมวลชน” ของ นายธนะกิจ  อินยาโส  นิสิตระดับปริญญาเอก พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พระพุทธศาสนา) วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี

 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่ได้ตั้งวัตถุประสงค์ในการวิจัยด้วยกัน 3 ข้อ คือ 1) เพื่อสังเคราะห์วาทกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธที่มีอิทธิพลต่อคนยากไร้ที่เคยออกอากาศผ่านรายการโทรทัศน์ 2) เพื่อพัฒนาวาทกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธในแบบรื้อสร้างอุดมการณ์กลวิธีทางวาทกรรมช่วยเหลือผู้ยากไร้ในมุมมองของสื่อสารมวลชน และ 3) เพื่อถ่ายทอดชุดวาทกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธของคนยากไร้ในมุมมองของสื่อสารมวลชน จากผลการวิจัยนี้พบว่า

1. การสังเคราะห์วาทกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธที่มีอิทธิพลต่อคนยากไร้ที่เคยออกอากาศผ่านรายการโทรทัศน์ จะเห็นว่า ธรรมะใกล้ตัวและชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ทำหน้าที่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการฟื้นคืนศักดิ์ศรีของผู้ด้อยโอกาส ผ่านการเล่าเรื่องที่เชื่อมโยงกับหลัก อริยสัจ ๔ และ พรหมวิหาร ๔ ส่งผลให้ผู้ชมตระหนักถึงสภาวะแห่งทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ และแนวทางแห่งการดับทุกข์ ตลอดจนก่อให้เกิดความเมตตา กรุณา และอุเบกขาต่อผู้ที่อยู่ในภาวะยากลำบาก อีกทั้งยังสะท้อนการประยุกต์ใช้ เบญจศีล–เบญจธรรม ในการดำเนินชีวิตอย่างไม่เบียดเบียนและการเคารพสิทธิผู้อื่นอย่างเป็นรูปธรรม

2.การพัฒนาวาทกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธในแบบรื้อสร้างอุดมการณ์กลวิธีทางวาทกรรมช่วยเหลือผู้ยากไร้ในมุมมองของสื่อสารมวลชน พบว่าสื่อมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนกรอบการรับรู้ที่เคยมองคนยากไร้ว่าเป็น “ภาระ” หรือ “ผลกรรม” ไปสู่การยืนยันว่าเป็น “ผู้มีศักยภาพทางธรรม” โดยเน้นการเล่าเรื่องเชิงเสริมพลัง (empowerment) ซึ่งสอดคล้องกับหลัก อิทัปปัจจยตา ที่อธิบายความยากจนในฐานะผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง มิใช่เพียงผลของกรรมเก่า ทั้งยังสัมพันธ์กับหลัก เบญจศีล–เบญจธรรม ที่ส่งเสริมการเว้นจากการเบียดเบียน ความเอื้อเฟื้อ และความยุติธรรม

3. การถ่ายทอดชุดวาทกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธของคนยากไร้ในมุมมองของสื่อสารมวลชนพบว่าสื่อมิได้เพียงนำเสนอในฐานะ “ผู้ขาดโอกาส” แต่ยืนยันถึงสิทธิและศักยภาพของพวกเขาในการเข้าถึงธรรมะ การฝึกศีล สมาธิ และปัญญาเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป การยืนยันเช่นนี้สอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชนสากลว่าด้วยความเสมอภาคในศักดิ์ศรีของมนุษย์ และเชื่อมโยงกับ เบญจศีล–เบญจธรรม ที่เน้นความสุจริต ความเมตตา และการไม่เอารัดเอาเปรียบ ส่งผลให้การช่วยเหลือมิใช่เพียงการสงเคราะห์ แต่เป็นการปลดปล่อยเชิงจิตวิญญาณและการสร้างความเป็นธรรมในโครงสร้างสังคม

ด้านพระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป, ผศ.ดร.ผู้อำนวยการหลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาพระพุทธศาสนา วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  กล่าวว่า  งานวิจัยนี้ ชี้ให้เห็นมิติคำว่าสิทธิมนุษยชนเชิง พุทธ หรือ ความหมายแม้ว่าในคัมภีร์พุทธศาสนา ไม่มีคำว่าสิทธิตามหลักกฎหมาย เพราะ เรื่องสิทธิเป็นเรื่องกฎหมายตามแบบแนวคิด ตะวันตกแต่ว่าแท้จริงแล้ว สิทธิมนุษยชนเชิง พุทธ มันพูดถึงเรื่องหน้าที่ทางศีลธรรม ที่เป็นข้อปฏิบัติพื้นฐานข้อปฏิบัติเบื้องต้นง่ายๆ เลยอย่างเช่น ในงานวิจัยเรื่องนี้พูดถึงเรื่องหลักเบญจศีลเบญจธรรม  ที่เป็นหลักปฏิบัติในการคุ้มครองสิทธิ์ที่ของผู้อื่นโดยอัตโนมัติ เพราะว่าหากทุกคนในสังคมทำตามหน้าที่ได้ไม่เบียดเบียนกัน สิทธิก็จะได้รับการปกป้องสิทธิทางด้านชีวิต และทรัพย์สิน  การตีความในงานวิจัยของคุณ ธนะกิจ  ทำให้สิทธิมนุษยชนเชิงพุทธไม่ใช่เพียงแค่เป็นแนวคิดนามธรรม แต่สามารถประยุกต์ใช้ในการเล่าเรื่องผ่านสื่อได้จริง แล้วก็เป็นประโยชน์กับคนในสังคมจริง อย่างเช่น สื่อต่างๆมองว่างานวิจัยเรื่องนี้ มันเป็นประโยชน์นะ ต่อสาธารณชน โดยเฉพาะคนจนหน้าจอ ส่วนในเรื่องของกรอบการนำเสนอ จากงานวิจัยเรื่องนี้เช่นรายการโทรทัศน์อื่นๆ ที่ยิ่งมาแล้วเนี่ย อย่างเช่นธรรมะใกล้ตัว หรือชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ที่ถ่ายทอดเรื่องราวคนยากไร้โดยเน้นคุณค่าความเป็นมนุษย์  สะท้อนความเมตตากรุณา แล้วก็ลดการตีความกล่าวหาว่า “ความจน” คือผลกรรมเก่าเพียงอย่างเดียว เพราะว่า  ลัทธิที่เชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดมาจากกรรมในอดีตนะ กรรมในอดีตเป็นผู้ลิขิตความเป็นไปของชีวิตในปัจจุบัน อันนี้จริงๆ แล้วความเชื่อแบบนี้ ก็ยังเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกตรงกับหลักกรรมในพุทธศาสนาสักเท่าไหร่ ถูกเพียงแค่ครึ่งเดียว หรือท่อนเดียว นิดเดียว นะครับ เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นเพราะผลกรรมในอดีตนะ คอยลิขิตนะ คอยดลบันดาลให้ความเป็นไปในปัจจุบัน การดำเนินชีวิตในปัจจุบันเป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้เนี่ย เป็นเพราะกรรมในอดีตลิขิตแล้วเนี่ย หรือเป็นพวกที่มีความคิดที่เรียกว่าเป็น mind นั้นก็ถือว่าเป็นการเชื่อเรื่องผลกรรมเพียงถูกเพียงแค่ครึ่งเดียว ถ้าตามหลักความเชื่อเรื่องกรรม หรือหลักคำสอนเรื่องกรรมตามแบบของพระพุทธเจ้าอย่างเช่นเรื่องความจนที่ว่า เชื่อมโยงกับโครงสร้าง งานวิจัยเรื่องนี้ เชื่อมโยงกับโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจแล้วก็เป็นต้นแบบ รายการเช่นนี้  “คนจนหน้าจอ” เป็นต้นแบบของการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ ที่สื่ออื่นๆ สามารถนำไปใช้ เมื่อจะนำเสนอดราม่า หรือเรื่องของผู้คนยากร้าย โดยเลี่ยงการสร้างมายาคติ แบบสงสารอย่างเดียว แต่เป็นการยกระดับให้เป็น ให้ยกระดับสื่อให้เป็นพื้นที่สร้างความเข้าใจ และก็ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์  และเป็นเรื่องใหม่ก็คือเรื่องของการสร้างวาทกรรมใหม่ โดยใช้แนวคิดนี้ทฤษฎีนี้ เรื่องของการพัฒนาวาทกรรมใหม่ ที่รื้อสร้างอุดมการณ์เดิมซึ่งเคยมองคนจนว่าไร้ค่า ให้กลายเป็นนักสู้ทางธรรม หรือเป็นผู้มีคุณค่าทางจิตวิญญาเรื่องกรอบของการสร้างวาทกรรมใหม่ ในการช่วยเหลือคนจนหน้าจอสามารถที่จะต่อยอดสู่การประชาสัมพันธ์ สามารถที่จะจำแนกออกเป็น 3 ระดับ  อย่างเช่นว่า ระดับแรก ระดับสังคม สื่อสามารถออกแบบแคมเปญที่เล่าเรื่องผู้ยากไร้ฐานะเป็นผู้มีศักยภาพ สร้างแรงบันดาลใจแก่สาธารณะ เช่นการใช้สื่อทีวี หรือสื่อออนไลน์เป็นพื้นที่สร้างเรื่องเล่าที่มีชีวิตที่แสดงคุณค่าของคนทุกคนในระดับสังคม ถ้าในระดับชุมชนการประชาสัมพันธ์ควรเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางศาสนา เช่นโครงการวัดเป็นพื้นที่แห่งการแบ่งปัน เพื่อให้คนในชุมชนร่วมกัน แล้วก็ลงมือช่วยเหลือกันจริงๆ แต่นี้ในระดับนโยบาย ผลงานวิจัยนี้ เป็นข้อมูลผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐ แล้วก็สื่อ สื่อสาธารณะ กำหนดแนวทางนำเสนอข่าวผู้ยากไร้ โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธ คือเมตตา กรุณา และความเสมอภาพ สิทธิความเท่าเทียมของ ของมนุษย์ตามแนวคิดพุทธศาสนา เมื่อประชาสัมพันธ์ในลักษณะนี้ การช่วยเหลือผู้ยากไร้ จึงไม่ใช่การสงเคราะห์เพียงชั่วคราว แต่เป็นการคืนศักดิ์ศรีและคุณค่าให้แก่พวกเขาอย่างยั่งยืน ซึ่งถ้าลงไปดูรายละเอียดงานวิจัยในเรื่องของธนะกิจ เขาไม่ได้ช่วยกันแค่ข่าวจบแล้วก็ทิ้งกันไป แต่ก็ยังมีการติดตาม มีการดูแล มีการช่วยเหลือจนเขาสามารถที่จะยืนอยู่ได้ด้วยลำแข้งของเขาเองได้

ด้านผู้วิจัย นายธนะกิจ  อินยาโส  ยังกล่าวอีกว่า จากการที่ผู้วิจัยได้ทำรายการโทรทัศน์ (Scoop)ที่ได้ช่วยเหลือผู้ยากไร้ผ่านทางสถานีโทรทัศน์มาหลายสถานีและได้ช่วยเหลือผู้ยากไร้กว่า 1,000  ราย บางรายไม่เคยมีบ้านที่อยู่ที่กินที่อาศัย ขออาศัยที่คนข้างบ้าน ขออาศัยที่ธรณีสงฆ์ สร้างเพิงสังกะสีเก่าๆคอยหลบแดดหลบฝน ไม่มีแม้กระทั่งเงินสักแดงเดียวคอยประทังชีวิต ผู้วิจัยขออนุญาติยกScoopตัวอย่างที่เคยออกอากาศทางช่องโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ชื่อตอนที่ว่า ชายชราผู้โดดเดี่ยว  เป็นเรื่องราวของตาบุญชู  เสือไหล ชายชราที่สู้ชีวิตตัวคนเดียวตั้งแต่เกิด  ไม่มีลูกไม่มีเมีย ไม่มีพี่ ไม่มีน้อง อาศัยเพิงสังกะสีเก่าๆอยู่เพียงลำพังที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอายุ ๗๒ ปี(ในเวลานั้น) ต้องยังไปเป็นยามเฝ้าโรงงานแต่กลับไม่ได้รับค่าตอบแทนบางวันมีเศษตังในกระเป๋าก็ได้แค่ซื้อมาม่าซองประทังชีวิต ขยี้มาม่าดิบๆกินกับน้ำเปล่า ใช้ชีวิตคนเดียวมาตั้งแต่เกิด ทั้งเหงา ทั้งเศร้า และว้าเหว่ เพิงไม้เก่าๆ มีสังกะสีที่ผุพัง ภายในมีชายชราผู ้หนึ่งที่อาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยว โดดเดี่ยวมาทั้งชีวิต เพราะตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยเจอ หน้าพ่อแม่เลย หนำซ้ำเมียลูกก็ไม่มีใช้ชีวิตโดดเดี่ยวมาตลอด อายุขัยก็เป็นไม้ใกล้ฝั่งเข้าไปทุกที ชีวิตหลังจากนี้แกจะเป็นอย่างไร

 ความโดดเดี่ยวของชายชราผู้นี้ที่เป็นแรงผลักดันให้เขาสู้อย่างเดียวดาย ถึงจะล้มลุกคลุกคลาน ลุงก็ไม่อยากเป็นภาระใคร ในบั้นปลายของชีวิตร่วมให้กำลังใจลุงเพื่อบั้นปลายชีวิตที่สดใสในปลายชีวิตที่หลือเหลืออยู่ หลังจากชีวิตลุงบุญชูได้ถ่ายทอดออกผ่านทางรายการ ลุงบุญก็ได้รับการช่วยเหลืออย่างมหาศาล จนสามารถสร้างบ้านหลังใหม่ให้ลุงบุญชูได้ และยังมีเงินที่สามารถให้ลุงอยู่กินต่อเดือนได้ จนกว่าลุงจะจากโลกนี้ไป เพียงแค่นี้ผู้วิจัยและทีมงานก็มีความสุขที่ได้มอบสิ่งดีๆให้กับผู้ยากไร้ และอีกหนึ่งราย ที่ผู้วิจัยยังจำและตาตรึงในหัวใจคือตอนของยายบัว ที่นำเสนอผ่านทางช่องโทรทัศน์ช่องหนึ่ง  ชื่อตอนว่า ยายบัวแม่ผู้โดดเดี่ยว ซึ่งถ้าจำไม่ผิดในการนำเสนอตอนนี้จะเป็นเทปออกอากาศซึ่งใกล้วันแม่อีกด้วย  ด้วยยายบัว ทองโสภา หญิงชราวัย 81 ปี (ในเวลานั้น) อยู่ในจังหวัดชลบุรี เคยมีชีวิตที่มีความสุขอยู่กับสามี เลี้ยงลูก 6 คน ตามอัตภาพแต่ก็มีความสุข จนเวลาได้ล่วงเลยไปสามีก็ได้ตายจาก ยายบัวต้องตกระกำลำบากเลี้ยงลูกคน 6 จนเติบใหญ่ แต่เหมือนฟ้าสาป ลูกที่เคยเลี้ยงมาทั้ง 6 คน หนีหายยายบัวไม่เหลือแม้แต่คนเดียวไม่เคยมาเหลียวแล  ปล่อยให้ชีวิตยายบัวผู้อาภัพ ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวอย่างเดียวดาย ไร้ลูก ขาดหลาน เหลียวแล กินข้าวต่างน้ำตา รอลูกกลับมาเยียวยาหัวใจ ที่ซ้ำร้ายยายยังโดนลูกหลอกเอาที่ดิน ที่อาศัยไปจำนองกับธนาคารแล้ว เชิดเงินหนีหายไป ยายบัว แม่ชราต้องนอนผวาทุกค่ำคืนเพราะกลัวที่ดิน ที่เคยพักพิงอิงกาย จะถูกธนาคารยึดไป ไหนจะอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไหนจะต้องอาศัยอยู่เพียงลำพัง ไร้ลูกขาดหลานเหลียวแล ชีวิตของแม่ชรายายบัวที่แสนเศร้าคนนี้ เขาจะอยู่เขาจะกินกันอย่างไรความรัก ความห่วงใยที่แม่มีให้ต่อลูก แต่ลูกก็ยังมาทอดทิ้งแม่คนนี้ไป ลูกจะรู้หรือไม่ว่าความทุกข์ระทมของแม่คนนี้จะมีมากแค่ไหน ลูก 6 คน แม่เลี้ยงได้แต่แม่คนเดียวลูก 6 คนเลี้ยงแม่ไม่ได้  หลังจากที่เทปนี้ได้ออกอากาศไปก็ได้มีธารน้ำใจหลั่งไหลมาช่วยยายบัวจำนวนมาก จนยายบัว ได้ไปไถ่ถอนที่ดินคืนจากธนาคร แล้วมีเงินเดือนไว้อยู่ได้กินจนกว่ายายบัวจะจากไป นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเทปที่ผู้วิจัยและทีมงานได้ช่วยจนสำเร็จ และมีความสุขในหัวใจเสมอมาที่นึกถึง จุดนี้เองจากการช่วยเหลือ และลงพื้นที่ของผู้วิจัย ทำให้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจ

ทำให้ผู้วิจัยอยากเห็นคุณค่าของผู้ยากไร้เหล่านี้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจ และอยากมองเห็นสิทธิที่แท้จริงของ คนจน คนยากไร้ ไม่อยากให้ใครหลายคนมองเป็นการเชื่อมโยงเรื่องศักดิ์ศรี เพราะทุกคนล้วนแล้วมีสิทธิ ศักดิ์ศรี เท่าเทียมกันจึงต้องสร้างวาทกรรมใหม่เพื่อ ให้คนจนหน้าจอ เหล่านี้ได้มี สิทธิมนุษยชนเชิงพุทธ มีคุณค่าในตัวเอง มีความไม่ย่อท้อในชีวิตและผู้วิจัยเชื่อว่า “เราเข้าใจคนจนผ่านจอ” มากกว่า คนหลายคนเข้าใจคนจนคนยากไร้เพียงแค่คำว่า “สงสาร” ผู้วิจัยเชื่อได้ว่า “คนจนไม่ใช่ความผิด” “ทุกคนมีสิทธิรู้สึกมีคุณค่า” และ “ศิลธรรมที่เห็นคนเท่าเทียมกันคือความยุติธรรมเชิงพุทธ”

-(016)

กระทรวงมหาดไทย เปิดตัวสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 39 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ‘สิริวัณณวรีนารีรัตนราชพัสตราภรณ์’

กระทรวงมหาดไทย เปิดตัวสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 39 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ‘สิริวัณณวรีนารีรัตนราชพัสตราภรณ์’

กระทรวงมหาดไทย เปิดตัวสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 39 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ‘สิริวัณณวรีนารีรัตนราชพัสตราภรณ์’

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.20 น.

กระทรวงมหาดไทย แถลงเปิดตัวโครงการสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 39 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประจำปี 2568 ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร

 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ “สิริวัณณวรีนารีรัตนราชพัสตราภรณ์” แรงบันดาลใจแห่งการสร้างสรรค์ผืนผ้าและหัตถกรรมไทยร่วมสมัย ร่วมด้วย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย พร้อมคณะที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ได้แก่ ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ดร.ศรินดา จามรมาน คุณธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ อ.ดร.กรกลด คำสุข  ในการนี้ นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วย นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมงาน

โครงการสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติฯ จัดทำขึ้นด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณและเพื่อเผยแพร่พระวิสัยทัศน์ พระกรณียกิจ และพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยเฉพาะด้านการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการฟื้นฟูมรดกภูมิปัญญาผ้าไทย รวมทั้งพระปรีชาสามารถด้านการออกแบบสิ่งทอและแฟชั่น ที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานหัตถกรรมไทยให้ก้าวสู่เวทีระดับสากล

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้น้อมนำพระดำริ เรื่อง ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงสืบสานรักษาและต่อยอดจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งถือว่าคุณูปการอย่างสูง  กระทรวงมหาดไทย มีองคาพยพในทุกอณูของประเทศไทย อยู่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน สอดคล้องกับพระดำริที่ต้องการปลูกฝังเรื่องผ้าไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน กระทรวงมหาดไทยจึงมีการถ่ายทอดเรื่องเหล่านี้ให้แก่บุคลากรในสังกัด เพื่อให้ดำเนินงานที่เกี่ยวเนื่อง

“โครงการนี้เป็นการถ่ายทอดพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ไม่ว่าจะเป็นการนำเหล่ากูรูของประเทศ ทั้งดีไซเนอร์ และผู้ที่มีชื่อเสียงไปให้ความรู้กับประชาชนจนเติบโตกลายเป็นธุรกิจที่ก้าวหน้า โครงการสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติฯ จะเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าราชการ ผู้ประกอบการ และพี่น้องประชาชน ที่จะช่วยผลักดันให้ผ้าไทยเกิดความยั่งยืนในสังคมไทย และเป็นที่ตราตรึงของชาวโลก

พระกรณียกิจของพระองค์ท่านทรงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาชุมชนในทุกระดับ เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงทำ ไม่ได้เป็นเพียงการอนุรักษ์ผ้าไทยให้อยู่ต่อไปเท่านั้น แต่ยังเป็นการต่อยอดคุณค่าของผืนผ้าไทยไปสู่การสร้างรายได้และอาชีพ   ใหม่ๆ ให้กับพี่น้องประชาชนในท้องถิ่น เมื่อผ้าไทยถูกนำมาปรับรูปแบบให้ร่วมสมัย สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน ก็ทำให้ตลาดกว้างขึ้นและช่วยให้ชุมชนผู้ผลิตผ้าไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

การแถลงข่าวครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นเวทีเผยแพร่สมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 39 พรรษาฯ แต่ยังเป็นสื่อกลางในการสะท้อนให้เห็นถึง พระวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการส่งเสริมภูมิปัญญาผ้าไทย ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ”  นายอรรษิษฐ์  กล่าว

โครงการสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติฯ นับเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งเผยแพร่พระเกียรติคุณของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ให้เป็นที่ประจักษ์ ทั้งในมิติของการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย และการสร้างพลังชุมชนให้เข้มแข็ง อันจะนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศ

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลด หนังสือเฉลิมพระเกียรติ 39 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา “สิริวัณณวรีนารีรัตนราชพัสตราภรณ์ : แรงบันดาลใจแห่งการสร้างสรรค์ผืนผ้าและหัตถศิลป์ไทยร่วมสมัย” ฉบับดิจิทัล ได้ที่ https://thailandotop.org/39_years

PLAYMORE คว้ารางวัล ‘Inspirational Brand Award’ บนเวที APEA 2025 ตอกย้ำจุดยืนแบรนด์ขนมที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์

PLAYMORE คว้ารางวัล ‘Inspirational Brand Award’ บนเวที APEA 2025 ตอกย้ำจุดยืนแบรนด์ขนมที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์

PLAYMORE คว้ารางวัล ‘Inspirational Brand Award’ บนเวที APEA 2025 ตอกย้ำจุดยืนแบรนด์ขนมที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.52 น.

แบรนด์ขนมเพลย์มอร์ (PLAYMORE) ผู้ผลิตและจำหน่ายลูกอมและขนม อาทิ ลูกอมแตงโม กัมมี่เทป กัมมี่บล็อก และอื่นๆ ภายใต้บริษัท เอเวอร์มอร์ จำกัด คว้ารางวัล “Inspirational Brand Award” ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับองค์กรที่โดดเด่นในด้านการสร้างแบรนด์ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในเวที Asia Pacific Enterprise Awards (APEA) 2025 จัดโดย Enterprise Asia องค์กรระดับภูมิภาคที่คัดเลือกองค์กรชั้นนำจากกว่า 16 ประเทศในเอเชียที่มีความเป็นเลิศด้านการดำเนินธุรกิจ โดย จิรฐา ศิริวัฒนากร,จักษ์  ลีละเทพาวรรณ และ วิธิดา วงศ์สุดาลักษณ์ กรรมการบริหาร บริษัท เอเวอร์มอร์ จำกัด เป็นผู้รับมอบรางวัล ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทลแบงค็อก กรุงเทพฯ

ทั้ง 3 กรรมการบริหาร บริษัท เอเวอร์มอร์ จำกัด  (PLAYMORE) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “สำหรับแบรนด์เพลย์มอร์ การได้รับรางวัล Inspirational Brand Award ในเวทีแห่งนี้ ถือว่าเป็นมากกว่ารางวัล แต่คือการยืนยันว่า พลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ สามารถพาแบรนด์ขนมไทยก้าวสู่เวทีระดับโลกได้จริง ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีที่ผ่านมา เรามุ่งมั่นที่จะสร้างสิ่งที่มากกว่าสินค้า นั่นคือคือการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับ ผู้บริโภค ทุกแรงบันดาลใจที่เราได้รับจากผู้บริโภคถือเป็นพลังให้เพลย์มอร์สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และเราภูมิใจที่วันนี้ เราสามารถส่งแรงบันดาลใจนั้นกลับคืนสู่สังคมได้เช่นกัน”

แบรนด์ขนมเพลย์มอร์ (PLAYMORE) ถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมขนมที่ไม่เพียงแต่สร้างความสนุก และสีสันให้ตลาดในประเทศไทย แต่ยังขยายการเติบโตไปสู่ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมขึ้นแท่นเป็น แบรนด์ลูกอม อัดแข็งกลิ่นผลไม้ยอดขายอันดับ 1 ของไทย รางวัลนี้สะ ท้อนวิสัยทัศน์ของเพลย์มอร์ (PLAYMORE) ในการก้าวสู่การเป็น แบรนด์ระดับโลก ที่ได้รับการยกย่องเป็นต้นแบบด้านแรงบันดาลใจและการสร้างคุณค่าให้สังคม สอดคล้อง กับแนวคิด “ยิ่งเล่น ยิ่งอร่อย” ที่เพลย์มอร์ยึดมั่นผสมผสาน ความสนุกและความคิดสร้างสรรค์ผ่านสินค้าและ ประสบการณ์ให้แก่ผู้บริโภคตลอดระยะเวลากว่า 12 ปี

ทั้งนี้รางวัล Asia Pacific Enterprise Awards (APEA) เป็นรางวัลอันทรงเกียรติระดับภูมิภาคเอเชีย โดยมีองค์กรธุรกิจเข้าร่วมคัดเลือกกว่า 2,000 บริษัท จากกว่า 16 ประเทศทั่วเอเชีย โดยรางวัล Inspirational Brand Award คือ รางวัลที่มอบให้กับองค์กรที่โดดเด่นในด้านการสร้างแบรนด์ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสังคมที่ดีอย่างยั่งยืน จัดขึ้นโดย Enterprise Asia เพื่อเชิดชูผู้ประกอบการและองค์กรที่มีความเป็นเลิศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาวิชาชีพ 

MODERN สานต่อ ‘ภารกิจรักษ์โลกปี’ ที่ 2 ปลูกป่าชายเลนเพิ่มพื้นที่สีเขียว-กักเก็บคาร์บอนสู่ความยั่งยืน

MODERN สานต่อ 'ภารกิจรักษ์โลกปี' ที่ 2 ปลูกป่าชายเลนเพิ่มพื้นที่สีเขียว-กักเก็บคาร์บอนสู่ความยั่งยืน

MODERN สานต่อ ‘ภารกิจรักษ์โลกปี’ ที่ 2 ปลูกป่าชายเลนเพิ่มพื้นที่สีเขียว-กักเก็บคาร์บอนสู่ความยั่งยืน

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.22 น.

บริษัท โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MODERN นำโดย นายโยธิน เนื่องจำนงค์ ประธานกรรมการ นำพนักงานจิตอาสาร่วมภารกิจรักษ์โลกอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในกิจกรรม “ปลูกป่า บางปู ดูนก” ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชินี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเพิ่งได้รับการประกาศเป็นอุทยานมรดกแห่งอาเซียน ลำดับที่ 63 เมื่อปลายปี 2567

ต่อยอดจากปีแรกที่ปลูกต้นโกงกาง 200 ต้นที่บางขุนเทียน ปีนี้โมเดอร์นฟอร์มขยายการปลูกเป็นต้นโกงกางใบใหญ่และแสมขาวรวม 1,000 ต้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 308 กิโลกรัม (0.3 ตัน) ต่อต้นตลอดช่วงชีวิต 25 ปี ตามข้อมูลจาก Eden Reforestation Projects ดังนั้นการปลูกต้นไม้ครั้งนี้จึงมีศักยภาพดูดซับคาร์บอนได้ประมาณ 300 ตัน CO₂ อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ยังมีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง สร้างที่อยู่อาศัยและเกราะธรรมชาติให้สัตว์น้ำ รวมถึงลดการกัดเซาะชายฝั่ง

นอกจากภารกิจการปลูกป่าแล้ว พนักงานยังได้ร่วมกันเก็บขยะริมหาด เพื่อคืนความสะอาดและรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในพื้นที่ป่าชายเลน กิจกรรมครั้งนี้จึงสะท้อนความมุ่งมั่นของโมเดอร์นฟอร์มในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และเป็นการลงมือทำที่เห็นผลได้จริง ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

-(016)

Tatler Ball 2025 “The Next Horizon: Shaping Tomorrow” ค่ำคืนแห่งเกียรติยศ แรงบันดาลใจ และรางวัล Tatler Impact Awards ครั้งแรกในไทย

Tatler Ball 2025 “The Next Horizon: Shaping Tomorrow” ค่ำคืนแห่งเกียรติยศ แรงบันดาลใจ และรางวัล Tatler Impact Awards ครั้งแรกในไทย

Tatler Ball 2025 “The Next Horizon: Shaping Tomorrow” ค่ำคืนแห่งเกียรติยศ แรงบันดาลใจ และรางวัล Tatler Impact Awards ครั้งแรกในไทย

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.44 น.

Tatler Thailand ปิดฉากค่ำคืนที่เปี่ยมด้วยความสง่างามและความหมายกับงาน Tatler Ball 2025 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ โรงแรม The Peninsula Bangkok เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ภายใต้ธีม “The Next Horizon: Shaping Tomorrow” ค่ำคืนแห่งนี้มิได้เป็นเพียงงานกาล่าของแวดวงสังคมชั้นสูง แต่คือเวทีที่เฉลิมฉลองให้กับผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ผู้ขับเคลื่อนสังคม และผู้นำแห่งอนาคตที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับประเทศไทยและภูมิภาค

The Next Horizon: Shaping Tomorrow
ธีมของปีนี้เชื้อเชิญแขกผู้มีเกียรติให้มองไกลไปสู่วันพรุ่งนี้ ที่ซึ่ง แรงบันดาลใจ ความก้าวหน้า และ ความสง่างาม หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ผ่านการออกแบบพื้นที่อันวิจิตร การเล่าเรื่องที่ทรงพลัง และประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับเวิลด์คลาสที่รังสรรค์โดยเชฟชื่อดังทั้งไทยและต่างประเทศ 


ครั้งแรกของ Tatler Impact Awards
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการจัดมอบรางวัล Tatler Impact Awards เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อยกย่องบุคคลผู้สร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในสังคม ครอบคลุม 5 สาขา ได้แก่  Sports, Business, Culture, Humanity และ Innovation ซึ่งผู้ได้รับรางวัลต่างเป็นบุคคลที่ผู้นำความคิดและผู้นำการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติของสังคม ได้แก่
● รางวัล Tatler Impact Awards สาขา Sports: คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย และกรรมการ IOC
● รางวัล Tatler Impact Awards สาขา Business: ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์
● รางวัล Tatler Impact Awards สาขา Culture: มาริษา เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเชฟแคร์ส มูลนิธิเขาใหญ่อาร์ต และอาคารบางกอก คุนส์ฮาเลอ (Bangkok Kunsthalle)
● รางวัล Tatler Impact Awards สาขา Humanity: บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกิตติคุณ (Chairman Emeritus) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โดยมี พิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน เป็นผู้รับรางวัลแทน
● รางวัล Tatler Impact Awards สาขา Innovation: จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์

An Evening to Remember
ตลอดค่ำคืน แขกผู้มีเกียรติซึ่งประกอบไปด้วย C-suite executives, industry leaders, entrepreneurs, cultural icons และ Tatler Asia’s Most Influential ได้เพลิดเพลินไปกับการแสดงดนตรีอันตราตรึงใจจากศิลปินมากฝีมือ สลับกับการเสิร์ฟคอร์สดินเนอร์สุดประณีตโดยเหล่าเชฟผู้มากความสามารถ ที่สะท้อนทั้งมรดกวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์สมัยใหม่

ค่ำคืนเริ่มต้นด้วย Canapé จากร้านดัง อาทิ Gluttony by The Sin, Sampaonava, K by Vicky Cheng และ Den Kushi Flori Bangkok ต่อด้วย Gala Dinner 5 คอร์ส ได้แก่

● คอร์ส 1 – เชฟมอนด์ จาก Royd Phuket นำเสนอ ‘แกงส้ม’ สไตล์ร่วมสมัย ผสานหมึกย่างอันดามัน ยอดมะพร้าว และซอสแกงส้มเข้มข้น

● คอร์ส 2 – เชฟ Steve จาก I-Sang นำเสนอเมนู ‘Tuna Hweh’ สไตล์ Modern Korean ใช้วัตถุดิบพรีเมียมจาก CP–Uoriki

● คอร์ส 3 – เชฟ Hans Zahner จาก The Peninsula Bangkok นำเสนอ ‘Steamed Brittany Cod Fish’ เสิร์ฟพร้อมหัวไชเท้าดอง เห็ดทรัฟเฟิลดำ และซุปปลาเนื้อนุ่ม

● คอร์ส 4 – เชฟ Henry Lee จาก Juksunchae นำเสนอ ‘Foie Gras Jorim Duck Breast’ เสิร์ฟพร้อมริซอตโต้กิมจิ ดอกกะหล่ำย่าง และพิวเร่  โดยใช้ Foie Gras พรีเมียมจาก Foie Gras Queen

● Sorbet พิเศษ – เชฟโต้ง จาก Gluttony by The Sin นำเสนอเมนู ‘Golden Hour’ Sorbet จาก BioActive+ Concentrate Liquid Gold 

● คอร์ส 5 – เชฟ Jimmy Boualy จาก The Peninsula Bangkok นำเสนอ ‘Cassis Pavlova’ ของหวานฝรั่งเศสผสมซอร์เบต์ และกลิ่นโหระพาไทย

นอกจากนี้ แขกยังได้ลิ้มรส เมนูพิเศษ ‘Oscietra Caviar’ จาก Thai Sturgeon Farm เสิร์ฟควบคู่กับมื้ออาหาร เพิ่มความหรูหราและเป็นเอกลักษณ์ของค่ำคืนนี้
 

Together, Toward Tomorrow
งาน Tatler Ball 2025 ได้ตอกย้ำบทบาทของ Tatler Thailand ในการเป็นเวทีที่เชื่อมโยงและยกย่องผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของสังคม ผู้ซึ่งกำลังร่วมกันสร้างอนาคตที่เราทุกคนใฝ่ฝัน ค่ำคืนนี้จึงมิใช่เพียงการเฉลิมฉลอง แต่คือการเดินทางสู่ The Next Horizon ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ความหวัง และความมุ่งมั่นเพื่อ Shaping Tomorrow 
Tatler Ball 2025  ไม่ใช่เพียงค่ำคืนของความหรูหรา แต่คือบทพิสูจน์ของพลังแห่งชุมชน ที่พร้อมก้าวข้ามพรมแดนสู่อนาคต โดยงาน Tatler Ball 2025 “The Next Horizon: Shaping Tomorrow” ในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับ โรงแรม The Peninsula Bangkok รวมถึง Exclusive Partners ได้แก่ BioActive+ , Grand Seiko, CP,  Gems Pavilion, Evian, Bacchus, Boozia, Foie Gras Queen, Thai Sturgeon Farm และ PRAKAAN 

#TatlerBall2025 #TheNextHorizonShapingTomorrow  #TatlerImpactAwards #TatlerThailand

GIT ประกาศความสำเร็จ 2 เวทีประกวดอัญมณีและเครื่องประดับโลก 899 ผลงานของนักออกแบบทั่วโลก 37 ประเทศ เข้าชิงรางวัลและโล่พระราชทาน

GIT ประกาศความสำเร็จ 2 เวทีประกวดอัญมณีและเครื่องประดับโลก 899 ผลงานของนักออกแบบทั่วโลก 37 ประเทศ เข้าชิงรางวัลและโล่พระราชทาน

GIT ประกาศความสำเร็จ 2 เวทีประกวดอัญมณีและเครื่องประดับโลก 899 ผลงานของนักออกแบบทั่วโลก 37 ประเทศ เข้าชิงรางวัลและโล่พระราชทาน

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.38 น.

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ประกาศความสำเร็จ 2 เวทีการประกวดระดับโลก ตอกย้ำศักยภาพไทยสู่ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลก ประจำปี 2025 อย่างยิ่งใหญ่ กับการประกวดออกแบบเครื่องประดับโลก ครั้งที่ 19 (The 19th GIT’s World Jewelry Design Awards 2025) และการประกวดพลอยเจียระไนโลก (GIT’s World Challenge Gems Faceting Master 2025) สองเวทีแข่งขันอันทรงเกียรติที่ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยให้ก้าวสู่ระดับโลกอย่างสง่างาม พร้อมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับของโลก โดยมี นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล นางนันทวัน ศกุณตนาค ประธานคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ กล่าวรายงานการจัดงาน ณ ลาน Living Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน      

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ กล่าวว่า จุดประสงค์หลักของการจัดโครงการ คือการเปิดให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ ผลงานการออกแบบไม่เพียงสร้างรายได้และความแตกต่างทางการแข่งขัน แต่ยังเป็นการเสริมสร้าง “Soft Power” ที่ช่วยเผยแพร่เอกลักษณ์ของแต่ละประเทศออกมาผ่านเครื่องประดับ ในขณะเดียวกันยังเป็นสนามแห่งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการต่อยอดสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งสองโครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีการแข่งขัน แต่คือเวทีแห่งการสร้างสรรค์และการเชื่อมโยง ที่จะผลักดันศักยภาพของไทยให้ก้าวไกลในตลาดโลก

GIT’s World Jewelry Design Awards ในปีนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากนักออกแบบทั่วโลก โดยมีผลงานส่งเข้าร่วมมากถึง 899 ผลงาน จาก 37 ประเทศ แบ่งเป็นผลงานจากต่างประเทศ 475 ผลงาน และจากประเทศไทย 424 ผลงาน นับเป็นสถิติที่สะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของการประกวดในระดับนานาชาติ ผู้ชนะจะได้รับรางวัลมูลค่ารวมกว่า 7,000 เหรียญสหรัฐ (กว่า 230,000 บาท) พร้อมโล่พระราชทานสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ซึ่งนับเป็นเกียรติสูงสุดในสายอาชีพ

 “ในอีกด้านหนึ่ง การประกวด GIT’s World Challenge Gems Faceting Master 2025 ได้รับผลงานรวม 55 เม็ด แบ่งเป็นพลอยเนื้อแข็ง 18 เม็ด และพลอยทั่วไป 37 เม็ด แต่ละผลงานสะท้อนให้เห็นถึงทักษะ ความวิริยะ และความประณีตที่ทัดเทียมมาตรฐานสากล โดยเวทีนี้ยังเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ระหว่างช่างฝีมือไทยกับช่างจากต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาเทคนิคและยกระดับคุณภาพอุตสาหกรรมการเจียระไนของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ความสำเร็จของการจัดทั้งสองโครงการในปีนี้ไม่เพียงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพของนักออกแบบและช่างฝีมือไทย แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิต ออกแบบ เจียระไน ไปจนถึงการสร้างแบรนด์และขยายตลาดระดับโลก GIT จึงตอกย้ำบทบาทในฐานะผู้นำการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยให้เป็นที่ยอมรับในเวทีโลก ทั้งด้านคุณค่าเชิงศิลปะ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม  

อีกทั้ง ยังได้รับกับสนับสนุนโดยรัฐบาลไทย ทั้งการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น Gem and Jewelry Hub ของโลก การยกเว้นภาษีนำเข้าอัญมณีบางประเภท การสนับสนุนการสร้างมาตรฐานอัญมณี และการผลักดันให้เกิดการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการไทยและเชื่อมโยงกับตลาดโลกอีกด้วย” นายสุเมธ กล่าว

ผลการประกวดพลอยเจียระไนระดับโลก ภายใต้หัวข้อ “Jewel Mastery” รางวัลชนะเลิศ รางวัลมูลค่า 2,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่รางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ได้แก่  ภูเบศ สินสวัสดิ์  รางวัลรองชนะเลิศลำดับ 1 ได้รับเงินรางวัล 1,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ  ได้แก่ วีริศ แว่นไธสงค์ รางวัลรองชนะเลิศลำดับ 2 ได้รับเงินรางวัล 500 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ ได้แก่ จันทร์หอม ปัญญากุล     รางวัลที่ 4  รางวัลความคิดสร้างสรรค์ในการเจียระไน  ได้รับเงินรางวัล 500 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ ได้แก่ เซ จึ่งต๊ะ

ผลการประกวดออกแบบเครื่องประดับครั้งที่ 19 (GIT’s World Jewelry Design Awards 2025) ได้แก่  รางวัลชนะเลิศ  เงินรางวัลมูลค่า 3,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมพร้อมโล่พระราชทาน จากสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี ได้แก่ Mr. Tan Minghui ผลงานชื่อ In the prime of life ผลิตโดย บริษัท บริษัท บิวตี้เจมส์แฟคตอรี่ จำกัด   รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1  เงินรางวัลมูลค่า 2,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ  ได้แก่ Ms. Shirin Kazemi ผลงานชื่อ: Time network ผลิตโดย บริษัท ชายน์นิ่ง โกลด์ จำกัด รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2   เงินรางวัลมูลค่า 1,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ ได้แก่ Mrs. Qiu Linjie ผลงานชื่อ: Tomorrow’s Beauty ผลิตโดยบริษัท บริษัท เทวิกา จิวเวลรี่ จํากัด รางวัลชมเชย  เงินรางวัลมูลค่า 500  เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ     ได้แก่ Mr. Hamed Ja’afari นําเสนอผลงานชื่อ: Echo of Eternity ผลิตโดย บริษัท รินญาดา จิวเวลรี่ จํากัด

นอกเหนือจากความสำเร็จในการจัดการประกวดทั้งสองเวทีนี้ ในเดือนกันยายน GIT ยังเตรียมจัดงานระดับนานาชาติที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้แก่ งาน Bangkok Gem & Jewelry Fair (BGJF)จะจัดขึ้นในวันที่ 9 – 13 กันยายน 2568 งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ดึงดูดผู้ซื้อและผู้ผลิตจากทั่วโลก ถือเป็นงานสำคัญที่สร้างมูลค่าการส่งออกมหาศาลและเสริมภาพลักษณ์ไทยในฐานะศูนย์กลางการค้าอัญมณีโลก   และอีกหนึ่งงานสำคัญอย่าง International Gem and Jewelry Conference (GIT 2025) จะจัดขึ้นในวันที่ 8 – 9 กันยายน 2568 งานสัมมนาวิชาการนานาชาติที่รวมผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และผู้ประกอบการจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ในแวดวงอัญมณีและเครื่องประดับ อันจะช่วยยกระดับมาตรฐานและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตต่อไปสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ประกาศความสำเร็จ 2 เวทีการประกวดระดับโลก ตอกย้ำศักยภาพไทยสู่ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลก ประจำปี 2025 อย่างยิ่งใหญ่ กับการประกวดออกแบบเครื่องประดับโลก ครั้งที่ 19 (The 19th GIT’s World Jewelry Design Awards 2025) และการประกวดพลอยเจียระไนโลก (GIT’s World Challenge Gems Faceting Master 2025) สองเวทีแข่งขันอันทรงเกียรติที่ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยให้ก้าวสู่ระดับโลกอย่างสง่างาม พร้อมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับของโลก โดยมี นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล นางนันทวัน ศกุณตนาค ประธานคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ กล่าวรายงานการจัดงาน ณ ลาน Living Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน      

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ กล่าวว่า จุดประสงค์หลักของการจัดโครงการ คือการเปิดให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ ผลงานการออกแบบไม่เพียงสร้างรายได้และความแตกต่างทางการแข่งขัน แต่ยังเป็นการเสริมสร้าง “Soft Power” ที่ช่วยเผยแพร่เอกลักษณ์ของแต่ละประเทศออกมาผ่านเครื่องประดับ ในขณะเดียวกันยังเป็นสนามแห่งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการต่อยอดสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งสองโครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีการแข่งขัน แต่คือเวทีแห่งการสร้างสรรค์และการเชื่อมโยง ที่จะผลักดันศักยภาพของไทยให้ก้าวไกลในตลาดโลก

GIT’s World Jewelry Design Awards ในปีนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากนักออกแบบทั่วโลก โดยมีผลงานส่งเข้าร่วมมากถึง 899 ผลงาน จาก 37 ประเทศ แบ่งเป็นผลงานจากต่างประเทศ 475 ผลงาน และจากประเทศไทย 424 ผลงาน นับเป็นสถิติที่สะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของการประกวดในระดับนานาชาติ ผู้ชนะจะได้รับรางวัลมูลค่ารวมกว่า 7,000 เหรียญสหรัฐ (กว่า 230,000 บาท) พร้อมโล่พระราชทานสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ซึ่งนับเป็นเกียรติสูงสุดในสายอาชีพ

 “ในอีกด้านหนึ่ง การประกวด GIT’s World Challenge Gems Faceting Master 2025 ได้รับผลงานรวม 55 เม็ด แบ่งเป็นพลอยเนื้อแข็ง 18 เม็ด และพลอยทั่วไป 37 เม็ด แต่ละผลงานสะท้อนให้เห็นถึงทักษะ ความวิริยะ และความประณีตที่ทัดเทียมมาตรฐานสากล โดยเวทีนี้ยังเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ระหว่างช่างฝีมือไทยกับช่างจากต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาเทคนิคและยกระดับคุณภาพอุตสาหกรรมการเจียระไนของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ความสำเร็จของการจัดทั้งสองโครงการในปีนี้ไม่เพียงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพของนักออกแบบและช่างฝีมือไทย แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิต ออกแบบ เจียระไน ไปจนถึงการสร้างแบรนด์และขยายตลาดระดับโลก GIT จึงตอกย้ำบทบาทในฐานะผู้นำการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยให้เป็นที่ยอมรับในเวทีโลก ทั้งด้านคุณค่าเชิงศิลปะ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม  

อีกทั้ง ยังได้รับกับสนับสนุนโดยรัฐบาลไทย ทั้งการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น Gem and Jewelry Hub ของโลก การยกเว้นภาษีนำเข้าอัญมณีบางประเภท การสนับสนุนการสร้างมาตรฐานอัญมณี และการผลักดันให้เกิดการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการไทยและเชื่อมโยงกับตลาดโลกอีกด้วย” นายสุเมธ กล่าว

ผลการประกวดพลอยเจียระไนระดับโลก ภายใต้หัวข้อ “Jewel Mastery”  รางวัลชนะเลิศ รางวัลมูลค่า 2,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่รางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ได้แก่  ภูเบศ สินสวัสดิ์  รางวัลรองชนะเลิศลำดับ 1 ได้รับเงินรางวัล 1,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ  ได้แก่ วีริศ แว่นไธสงค์ รางวัลรองชนะเลิศลำดับ 2 ได้รับเงินรางวัล 500 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ ได้แก่ จันทร์หอม ปัญญากุล  รางวัลที่ 4  รางวัลความคิดสร้างสรรค์ในการเจียระไน  ได้รับเงินรางวัล 500 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ ได้แก่ เซ จึ่งต๊ะ

ผลการประกวดออกแบบเครื่องประดับครั้งที่ 19 (GIT’s World Jewelry Design Awards 2025) ได้แก่  รางวัลชนะเลิศ  เงินรางวัลมูลค่า 3,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมพร้อมโล่พระราชทาน จากสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี ได้แก่ Mr. Tan Minghui ผลงานชื่อ In the prime of life ผลิตโดย บริษัท บริษัท บิวตี้เจมส์แฟคตอรี่ จำกัด   รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1  เงินรางวัลมูลค่า 2,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ  ได้แก่ Ms. Shirin Kazemi ผลงานชื่อ: Time network ผลิตโดย บริษัท ชายน์นิ่ง โกลด์ จำกัด รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2   เงินรางวัลมูลค่า 1,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ ได้แก่ Mrs. Qiu Linjie ผลงานชื่อ: Tomorrow’s Beauty ผลิตโดยบริษัท บริษัท เทวิกา จิวเวลรี่ จํากัด รางวัลชมเชย  เงินรางวัลมูลค่า 500  เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ     ได้แก่ Mr. Hamed Ja’afari นําเสนอผลงานชื่อ: Echo of Eternity ผลิตโดย บริษัท รินญาดา จิวเวลรี่ จํากัด

นอกเหนือจากความสำเร็จในการจัดการประกวดทั้งสองเวทีนี้ ในเดือนกันยายน GIT ยังเตรียมจัดงานระดับนานาชาติที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้แก่ งาน Bangkok Gem & Jewelry Fair (BGJF)จะจัดขึ้นในวันที่ 9 – 13 กันยายน 2568 งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ดึงดูดผู้ซื้อและผู้ผลิตจากทั่วโลก ถือเป็นงานสำคัญที่สร้างมูลค่าการส่งออกมหาศาลและเสริมภาพลักษณ์ไทยในฐานะศูนย์กลางการค้าอัญมณีโลก   และอีกหนึ่งงานสำคัญอย่าง International Gem and Jewelry Conference (GIT 2025) จะจัดขึ้นในวันที่ 8 – 9 กันยายน 2568 งานสัมมนาวิชาการนานาชาติที่รวมผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และผู้ประกอบการจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ในแวดวงอัญมณีและเครื่องประดับ อันจะช่วยยกระดับมาตรฐานและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตต่อไป