รักษามะเร็งปากมดลูกด้วย Oncothermia นวัตกรรมคลื่นความร้อน เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง

รักษามะเร็งปากมดลูกด้วย Oncothermia นวัตกรรมคลื่นความร้อน เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง

รักษามะเร็งปากมดลูกด้วย Oncothermia นวัตกรรมคลื่นความร้อน เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.24 น.

รู้จัก “Oncothermia” เทคโนโลยีใหม่ในการรักษามะเร็งโดยใช้ คลื่นความร้อนความถี่สูง (modulated electro-hyperthermia) เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง โดยไม่ทำลายเซลล์ปกติที่อยู่รอบๆ นายแพทย์ อัศวเดช แสนบัว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) ให้ข้อมูลว่า โดยหลักการของการรักษานี้ คือ การส่งพลังงานความร้อนเข้าสู่เนื้อเยื่อมะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งอ่อนแอและตายลง ในขณะที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้เข้ามากำจัดเซลล์มะเร็งได้ดียิ่งขึ้น

Oncothermia ทำงานอย่างไร?

ใช้คลื่นไฟฟ้าความถี่สูง ส่งพลังงานความร้อนเข้าสู่บริเวณก้อนมะเร็ง, อุณหภูมิที่เกิดขึ้นในเซลล์มะเร็ง (ประมาณ 42–43°C) ทำให้เซลล์มะเร็งอ่อนแอลงและหยุดการเจริญเติบโต, ช่วยให้ยาเคมีบำบัดและรังสีรักษามีประสิทธิภาพดีขึ้น, กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น, ไม่ทำลายเซลล์ปกติรอบๆ เนื้อเยื่อมะเร็ง

ผลการรักษาด้วย Oncothermia ในมะเร็งปากมดลูก

มีงานวิจัยทางการแพทย์หลายฉบับที่ยืนยันว่า Oncothermia ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาด้วยรังสีรักษาและเคมีบำบัดโดย เพิ่มอัตราการตอบสนองของเซลล์มะเร็ง ช่วยลดขนาดก้อนมะเร็งได้ดีขึ้น ช่วยลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำของโรค ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีผลข้างเคียงน้อยกว่าการใช้ยาเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียว

การรักษาด้วย Oncothermia ต่างจากการรักษามะเร็งแบบอื่นอย่างไร ?

เทียบกับรังสีรักษา : Oncothermia สามารถช่วยให้รังสีฆ่าเซลล์มะเร็งได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเทียบกับเคมีบำบัด : Oncothermia ช่วยให้เซลล์มะเร็งตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยา เทียบกับการผ่าตัด : Oncothermia เป็นทางเลือกเสริมสำหรับผู้ที่ไม่สามารถผ่าตัดได้

ข้อดีของการรักษาด้วย Oncothermia  ไม่ต้องผ่าตัด  ไม่ต้องใช้ยาเคมีบำบัดเพิ่ม ไม่เจ็บและไม่ต้องพักฟื้น มีผลข้างเคียงน้อย ใช้เสริมกับการรักษามาตรฐานได้ดี

ข้อจำกัดของการรักษาด้วย Oncothermia  ไม่สามารถใช้แทนการรักษามาตรฐานได้ทั้งหมด (ยังต้องใช้ร่วมกับการรักษาอื่น) ใช้ไม่ได้ในผู้ที่มีอุปกรณ์โลหะในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ รวมถึงเครื่องมือยังมีจำกัดในประเทศไทย โดยปัจจุบัน Oncothermia มีให้บริการในบางโรงพยาบาลเท่านั้น เช่น โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล

การรักษาด้วย Oncothermia เหมาะกับใครบ้าง?  ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยรังสีหรือเคมีบำบัด  ผู้ที่ไม่สามารถรับยาเคมีบำบัดได้เนื่องจากผลข้างเคียงสูง ผู้ที่ต้องการลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็ง และผู้ที่มองหาทางเลือกการรักษาที่มีผลข้างเคียงน้อย

Oncothermia เป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจสำหรับการรักษามะเร็งปากมดลูก โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับรังสีรักษาหรือเคมีบำบัด มีประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ลดผลข้างเคียง และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการเข้าถึงการรักษานี้ยังจำกัดในประเทศไทย และมีค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบเอง

ทั้งนี้ หากสนใจเข้ารับการรักษา ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินความเหมาะสมและเลือกแผนการรักษาที่ดีที่สุด หรือขอรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์รักษามะเร็งก้าวหน้า เวิลด์เมดิคอล ชั้น 11 โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) โทร 02-836-9999 ต่อ *1901

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากฯ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศลแด่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากฯ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศลแด่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากฯ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศลแด่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย นำโดย ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิฯ ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศลแด่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ โดยมี คณะกรรมการ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ เข้าร่วมพิธีฯ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.00 น. ณ ห้องโสมกิติยาภา สำนักงานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

พิธีเจริญพระพุทธมนต์ ประกอบพิธีโดยคณะสงฆ์ รวม 10 รูป จาก 10 วัด นำโดย สมเด็จพระธีรญาณมุนีเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์, สมเด็จมหาวีรวงศ์ วัดราชบพิตรฯ, พระพรหมวชิรากร วัดราชผาติการามวรวิหาร, พระพรหมวัชรสุทธาจารย์ วัดอาวุธวิกสิตาราม, พระพรหมวชิรมุนี (เชิด จิตฺตคุตฺโต) วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร, พระธรรมวชิราจารย์ วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร, พระเทพวชิรสุนทร วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก, พระราชมหาเจติยาภิบาล วัดอรุณราชวราราม, พระราชวชิรธรรมเมธี วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม และ พระราชวชิราภินันท์ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิฯ ประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศล

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศลไม่แสวงหาผลกำไร จัดตั้งตามพระดำริของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ โดยทรงดำรงตำแหน่งเป็น นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัย และภัยพิบัติที่รุนแรง อันได้แก่การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยผู้อ่อนแอ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิและผู้บริหาร (นั่ง) ดร.รอยล จิตรดอน, สายสม วงศาสุลักษณ์, ผาณิต พูนศิริวงศ์, ศ.กิตติคุณ นพ.ดำรง เหรียญประยูร, รศ.สุทธิมา ชำนาญเวช, นฤมล ล้อมทอง, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, (ยืน) พิริยะ เข็มพล, เอ็นนู ซื่อสุวรรณ , ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ, ดร.สาโรจ พรประภา, ฐิติวัฒน์ ว่องวรรณกุล, พล.ต.ท.รักษ์จิต หม้อมงคล และ สันติ สาทิพย์พงษ์

ในการก่อตั้งครั้งแรกเป็นเพียง “โครงการอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” ซึ่งมีขึ้นในขณะที่เกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรงในกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2538 และมีผู้ได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก จนภาคราชการและองค์กรการกุศลที่มีอยู่มิอาจให้ความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง จนเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันระหว่างประชาชนอันเกิดจากความเครียด อันเนื่องมาจากการป้องกันน้ำให้ท่วมในวงจำกัด ผู้ที่เดือดร้อนจึงรู้สึกว่าขาดที่พึ่ง ขาดความเห็นอกเห็นใจ ต้องได้รับความเดือดร้อนเฉพาะชาวพื้นที่ของตนเอง ขณะที่พื้นที่ติดกันได้รับความสะดวกสบายอย่างเป็นปกติ

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย พร้อมด้วย พิริยะ เข็มพล และ ผาณิต พูนศิริวงศ์

ในช่วงเช้าของวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2538 เป็นวันที่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงออกปฏิบัติภารกิจในโครงการฯ เป็นครั้งแรก โดยเสด็จออกรับน้ำใจจากผู้ไม่ประสบอุทกภัยที่สถานีบริการน้ำมัน ต่อจากนั้นในช่วงบ่ายได้เสด็จพระดำเนินเยี่ยมเยียนประชาชนที่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 34, 82, 84 และ 86 การออกปฏิบัติพระกรณียกิจในครั้งนี้ส่งผลให้เหตุการณ์สงบลงอย่างปาฏิหาริย์ จากนั้นมาโครงการฯ ก็ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จนได้จัดตั้งเป็นมูลนิธิที่ผู้บริจาคสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 และได้พัฒนาการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา

พล.อ.อ.สมคิด สุขบาง รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย กรรมการ ผาณิต พูนศิริวงศ์, นฤมล ล้อมทอง, สันติ สาทิพย์พงษ์ และ พล.ต.ท.รักษ์จิต หม้อมงคล

 ตลอดระยะเวลา 30 ปี มูลนิธิฯปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน เมื่อเกิดเหตุอุทกภัยหรือภัยพิบัติต่าง ๆ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ โปรดให้มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) สภากาชาดไทย จัดตั้ง “โรงครัวพระราชทาน” ประกอบอาหารปรุงสุกสำเร็จและเชิญ “ถุงยังชีพพระราชทาน” มอบให้แก่ผู้ประสบภัยเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูสภาพจิตใจในช่วงอุทกภัย ทั้งนี้พระองค์จะเสด็จไปยังพื้นที่ประสบภัย ทรงประกอบอาหารและประทานถุงยังชีพฯ แก่ผู้ประสบภัยด้วยพระองค์เองหากไม่ติดภารกิจใด เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาชน ต่อให้เส้นทางยากลำบากขนาดไหนก็ทรงไม่ย่อท้อ แม้มิได้เสด็จไปเยี่ยมผู้ประสบภัย หรือประทานถุงยังชีพฯ ด้วยพระองค์เองได้ หากแต่ยังคงมีรับสั่งให้กรรมการและเจ้าหน้าที่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทยเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยอย่างทันท่วงที ให้คลายความลำบากโดยเร็ว นอกจากนี้ถุงยังชีพพระราชทานและการจัดตั้งโรงครัวพระราชทานก็จะต้องเป็นของที่ดีที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ด้วยทรงห่วงใยประชาชนที่ประสบภัย ดังพระดำรัส

“…ของที่บรรจุในถุงยังชีพพระราชทานนั้นเกินจำนวนที่จัดได้ แต่ห้ามขาด…”

ดร.สาโรจ พรประภา,ผาณิต พูนศิริวงศ์, ศ.กิตติคุณ นพ.ดำรง เหรียญประยูร และ รศ.สุทธิมา ชำนาญเวช

ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมแบ่งปันบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยผ่าน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ผ่านบัญชีธนาคาร ชื่อบัญชี “มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” ธนาคารไทยพาณิชย์ กระแสรายวัน เลขที่บัญชี 020-3-04545-1, ธนาคารกรุงไทย ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 000-0-60128-4, ธนาคารกสิกรไทย กระแสรายวัน เลขที่บัญชี 076-1-76846-8, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กระแสรายวัน เลขที่บัญชี 114-0-06877-9 หรือบริจาคได้ด้วยตนเองที่ สำนักงานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย อาคารมหินทรเดชานุวัตน์ เลขที่ 131 ถนนเพชรบุรี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-054-6546 หรือ 084-094-8785

ฐิติวัฒน์ ว่องวรรณกุล, ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ และ นภษกร วัชรวิสิฐ

. เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ พร้อมใจร่วมเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศล อาทิ ปาริชาต ธีระศิลป์ชลาลัย ทองอ่อน, อมรรัตน์ สุทเธนทร์, ชวดี โกศล, ทวีวัฒน์ นำสวัสดิ์, วิไลรัตน์ วงศ์ไตรพิพัฒน์ และกิตติพงศ์ธนา  นุตาลัย

ไอคอนคราฟต์ เผยเสน่ห์งานคราฟต์ไทยร่วมสมัย ผ่านแคมเปญ ‘The Craft of Style’

ไอคอนคราฟต์ เผยเสน่ห์งานคราฟต์ไทยร่วมสมัย ผ่านแคมเปญ 'The Craft of Style'

ไอคอนคราฟต์ เผยเสน่ห์งานคราฟต์ไทยร่วมสมัย ผ่านแคมเปญ ‘The Craft of Style’

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไอคอนคราฟต์ เดินหน้าส่งเสริมและสนับสนุนแบรนด์ไทยที่หลอมรวมงานฝีมือท้องถิ่นและดีไซน์เข้าด้วยกัน  เปิดแคมเปญ “The Craft of Style”  ยกให้เดือนกรกฎาคม 2568 เป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองเสน่ห์ของงานหัตถกรรมไทยที่เชื่อมโยงกับแฟชั่นร่วมสมัย พร้อมถ่ายทอดความประณีตของภูมิปัญญาช่างฝีมือไทยผ่านสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีเอกลักษณ์ ให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้หลงใหลในศิลปะ งานดีไซน์ และแฟชั่น รวมถึงนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจวัฒนธรรมไทยในมุมมองร่วมสมัย นักสะสม ผู้รักงานคราฟต์ไทย และผู้สนับสนุนงานคราฟต์ระดับพรีเมียม ได้ชื่นชมสินค้าไลฟ์สไตล์หลากหลายจากแบรนด์คราฟต์ไทย

ในงานรวบรวมสินค้าแฟชั่น กระเป๋า และเครื่องประดับจากช่างฝีมือที่พัฒนาภูมิปัญญาดั้งเดิมสู่งาน Modern Craft มาให้เลือกซื้อมากมาย ตลอดจนจัด Pop-up Event เพื่อส่งเสริมหัตถศิลป์ร่วมสมัยและยกระดับสินค้าคุณภาพจากฝีมือคนไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน Thai Contemporary Craft ตัวจริงของไอคอนคราฟต์

รวมสินค้าไลฟ์สไตล์จากหัตถกรรมไทยไว้ที่เดียว

“The Craft of Style” นับเป็นแคมเปญที่รวมสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์จากเอกลักษณ์หัตถกรรมไทยมาให้เลือกชมเลือกช็อปมากที่สุด ตั้งแต่แฟชั่นผ้าฝ้ายที่ยกมาทั้งแบรนด์ KRAMKOON, HOMRAK, FAI NGERN FAI THONG, JETSADA STUDIO, STORI WARE, MANTRA, MAISON TAILUE, HATTRA,DETAIL, COLLECTOR PROJECT, MONSAIKUM, FEEL YOUTH, SUNTRE3, NATRADA COTTON, HOM STUDIO และยังมีงานผ้าปักมือจากแบรนด์ MARCHMAY, PURPLE’S ORN, JUTATIP, SIYADA, NINECHAIDEE, YANET THAI DESIGN, PAKAPAN.S รวมถึงแฟชั่นจากผ้าบาติกและผ้าปาเต๊ะแบรนด์ KAMONMANEE, PHATHOONGNOONGDAI, FRANK DE NARA, RUKBATIK, BATIK DE NARA และ DAHLA BATIK

ด้านแอกเซสซอรี จัดเต็มทั้งงานเครื่องทองที่ถ่ายทอดความเป็นไทย อย่างแบรนด์ LUCKTHAI, PUNNASARUN, GRUCHANGTHONG, SRITAVIE ตลอดจนงานเงินและโลหะ เช่น แบรนด์ GRAJANG, SJP SILVER, PONK SMITHI, AZTIQUE, V BY SRITAVIE, ต่อเงินต่อทอง, KARAT JEWEL, FLOW นอกจากนี้ ยังมีงานหินมงคลนำโชค แบรนด์ BOW KANYA, NANIQUE, ZODIA, SUKSII, KINGKAEW, GLEAMWOOD งานฝีมืออัตลักษณ์ไทยจาก NADH, LA ORR, VASA JEWELRY, HATSAYA, WIDA JEWELRY, CHERKO, SIAM WATCH และงานตัดเย็บสุดประณีต อาทิ แบรนด์ KEAR STORY, BOONYARAT THAI CRAFT, MORADOK, ETHNICA BAZAAR, KORKOK, VASANA, E-NANG, JO’s BAG, RUXXY CRAFT, CHUN WOVEN, SUKKHOTHAI, LAY FAY, KANITA, KITH CRAFT, GUATE, PROUDPAA, ELEGANZA, SAKIRA, WISHULADA, MAMAWELL, MMYN, MOOKV และ SALETE

สองงาน Pop-up Event สำหรับสายคราฟต์

ภายใต้แคมเปญนี้มีสองงานที่น่าสนใจ คืองาน “BUY THAI SAVE THAI” ซึ่งไอคอนคราฟต์ร่วมกับกลุ่ม Million Hands จัด Pop-up Market ชวนคนไทยช้อปแบรนด์ไทย เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อยจากทั่วประเทศให้สามารถเดินหน้าฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ และต่อยอดธุรกิจให้ก้าวหน้า โดยรวมสินค้าแฟชั่นและงานคราฟต์น่าใช้จาก 35 แบรนด์ดีไซเนอร์ไทยมาให้คนไทยเลือกซื้อเลือกสนับสนุน อาทิ แบรนด์ SILKRADA, DOLCHANOK, MURA BATIK, ISARA, MUD MORE VALUE, SUNEE, RUKBATIK, NICHAPHAT DESIGN, THIDA COTTON, SIYADA, ผ้าฝ้ายก๋องแก้ว, BONO BRAND, RAYN, MONSAIKUM, HUG VILLAGES  ART DESIGN, JUTATIP, PHASING HANDICRAFT, NITDA, NUT THAI SILK, MATHTARA, LOOM & DYE, NAKAE CRAFT, ECOPRINT BY KUNCHAN, DAHLA BATIK, MEEAOM CRAFTS, WAEPA BATIK, BA-NGO BATIK, ADEUNANBATIK, BF, TANYAPORN COTTON, VICTORY PLUS, BLUE  LA MEE, BOONTHAM, CHANOK SILK และ NINECHAIDEE พร้อมกันนี้ ยังรวมพลคนดัง อินฟลูเอนเซอร์ มาร่วมรีวิวชวนช็อป และจัดกิจกรรมไลฟ์สดให้คนไทยทั่วประเทศกดตะกร้าอุดหนุนแบรนด์ไทยได้ผ่านหน้าจอ ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม ตั้งแต่วันนี้ถึง 20 กรกฎาคม 2568

อีกหนึ่งงานพลาดไม่ได้คือ “THINK WELLNESS THINK THAI HERB”  ไอคอนคราฟต์ จับมือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ (DBD) ร่วมสนับสนุนสินค้าผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยร่วมสมัย เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการที่ความโดดเด่นน่าสนใจนำเสนอผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยแบบครบครัน ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท ใครสนใจสินค้าน่าใช้และของฝากจากสมุนไพรไทย มาเลือกช็อปได้ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2568 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม

ติดตามความเคลื่อนไหวและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: ICONCRAFT

LIFE & HEALTH : ๒๔ ปีแห่งพระกรุณาธิคุณ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ ทรงปลุกชีวิตใหม่ให้ผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็ง

LIFE & HEALTH : ๒๔ ปีแห่งพระกรุณาธิคุณ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ ทรงปลุกชีวิตใหม่ให้ผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็ง

LIFE & HEALTH : ๒๔ ปีแห่งพระกรุณาธิคุณ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ ทรงปลุกชีวิตใหม่ให้ผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็ง

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลากว่า ๒๔ ปีแห่งพระกรุณาธิคุณ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ ทรงปลุกชีวิตใหม่ให้ผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็ง ปีแห่งพระกรุณาธิคุณ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงมีพระเมตตาอันเปี่ยมล้นในการช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศ ผ่าน “กองทุนโรคมะเร็งในเด็ก ในพระอุปถัมภ์ฯ” ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สะท้อนพระวิริยะอุตสาหะและการอุทิศพระองค์เพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง

กองทุนแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดย มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔ และได้รับพระกรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เสด็จพระดำเนินเปิดโครงการด้วยพระองค์เอง พร้อมทั้งประทานเงินส่วนพระองค์ จำนวน ๑ ล้านบาท เป็นทุนเริ่มต้นกองทุน โดยทรงมีพระดำริชัดเจนว่า ความช่วยเหลือจากกองทุนฯ มิใช่เพื่อโรงพยาบาลใดโรงพยาบาลหนึ่ง แต่เพื่อกระจายไปยังสถานพยาบาลทั่วประเทศที่ร้องขอความช่วยเหลือเข้ามา

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงประทานเงินสมทบเพิ่มเติมในปี ๒๕๖๐ และ ๒๕๖๑ ปีละ ๑ ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพในการช่วยเหลือ อีกทั้งยังทรงอนุญาตให้ปรับชื่อกองทุนเป็น “กองทุนโรคมะเร็งในเด็ก ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ”

เด็กไทยกับโรคมะเร็ง: ความจริงที่ต้องเผชิญ

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง ๑๕ ปี มีอุบัติการณ์มากกว่า ๑,๒๐๐ รายต่อปี ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลูคีเมีย) พบมากที่สุด ร้อยละ ๓๐ รองลงมาคือมะเร็งในสมอง ร้อยละ ๒๐ และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ร้อยละ ๑๕ สาเหตุส่วนใหญ่ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด และไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูหรือสิ่งแวดล้อมโดยตรง มีเพียงร้อยละ ๑–๓ เท่านั้นที่สัมพันธ์กับพันธุกรรมโดยตรง

เด็กที่ป่วยเป็นมะเร็งมักมีอาการซีด ไข้ เลือดออกง่าย และพบการโตของตับ ม้าม หรือต่อมน้ำเหลือง ซึ่งล้วนมาจากการทำงานผิดปกติของไขกระดูกที่เป็นแหล่งกำเนิดเซลล์เม็ดเลือด หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและต่อเนื่อง อาจเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายหรือเสียชีวิตได้

การรักษาที่เปิดประตูสู่โอกาสใหม่

ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันได้พลิกสถานการณ์อย่างน่าทึ่ง ทำให้เด็กที่ป่วยมีโอกาสหายขาดมากขึ้น ด้วยวิธีการรักษาที่หลากหลาย ได้แก่:

การผ่าตัด โดยทีมศัลยแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะด้าน ทำให้ลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา
การใช้เคมีบำบัด (Chemotherapy): เป็นแนวทางหลักในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก โดยใช้ยากลุ่มต่าง ๆ เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งและควบคุมการแพร่กระจายของโรค
การรักษาเป้าหมาย (Targeted Therapy): ใช้ยาที่ออกแบบเฉพาะเพื่อจับคู่กับโปรตีนหรือยีนในเซลล์มะเร็ง เช่นยาที่มุ่งเน้นไปที่การยับยั้งการทำงานของโปรตีนเฉพาะในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวบางชนิด
การรักษาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy): การใช้ภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อช่วยต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง เช่น ยา BiTEs หรือการบำบัดด้วย CAR-T cells ซึ่งได้พัฒนาและนำมาใช้ในการรักษาในผู้ป่วยเด็กบางราย
การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell Transplantation): ในบางกรณีที่รุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อเคมีบำบัด อาจพิจารณาการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากผู้บริจาคพี่น้องของผู้ป่วย หรือจากบุคคลอื่นจากสภากาชาดไทย หรือพ่อหรือแม่ซึ่งปกติรักษาด้วยวิธีนี้ยากมาก มีไม่กีแห่งในประเทศไทยที่ทำกันได้

วิวัฒนาการทางการแพทย์ในปัจจุบันเปิดทางเลือกมากมายในการรักษาโรคมะเร็งในเด็ก ทั้งการผ่าตัดที่แม่นยำด้วยทีมศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การใช้เคมีบำบัดที่พัฒนาขึ้นจนลดผลข้างเคียงได้มาก การฉายรังสีด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และการปลูกถ่ายไขกระดูกจากบุคคลในครอบครัวหรือผู้บริจาคภายนอกที่ไม่ใช่พี่น้อง โดยวิธีสุดท้ายนี้มีค่าใช้จ่ายอย่างน้อย ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทต่อราย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้หากไม่มีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีการรักษามะเร็งในเด็กด้วย immunotherapy เป็นแนวทางที่น่าจับตามอง เน้นใช้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง ซึ่งมีข้อดีคือมักให้ผลข้างเคียงน้อยกว่าการเคมีบำบัดแบบดั้งเดิม และสามารถเจาะจงเป้าหมายได้ดีขึ้น ปัจจุบัน การใช้ immunotherapy ในเด็กสำหรับมะเร็งบางชนิดยังอยู่ในระยะทดลองหรือการนำมาใช้ในกรณีเฉพาะ แต่ก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

พระเมตตาเพื่อโอกาสแห่งการมีชีวิต

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงมีพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้ต่อพสกนิกรผู้ตกทุกข์ได้ยาก ทรงริเริ่มโครงการสาธารณสงเคราะห์ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้หญิงและเด็ก เช่น โครงการลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก และกองทุนยาพระวรราชาทินัดดามาตุ สำหรับผู้ติดเชื้อเอดส์ นอกจากนี้ยังทรงเป็นนายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพของมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทยอีกด้วย

วิจัยเพื่ออนาคตของเด็กไทย

นอกจากการช่วยเหลือในการรักษา กองทุนฯ ยังสนับสนุนงบประมาณให้แก่ชมรมโรคมะเร็งในเด็กตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ เพื่อพัฒนางานวิจัยเกี่ยวกับการรักษามะเร็งต่อมหมวกไตในเด็ก ซึ่งเป็นโรคที่รักษายากและมีความรุนแรง การสนับสนุนนี้ทำให้วงการแพทย์ไทยมีความก้าวหน้าทัดเทียมระดับนานาชาติ และเพิ่มอัตราการหายขาดของเด็กที่ป่วยอีกหลายราย นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยในการผลิต CAR T cell ขึ้นใช้เองในประเทศไทย โดยถ้านำเข้า ค่าใช้จ่ายเข็มละ ๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ทั้งนี้สามารถลดค่าใช้จ่ายลงมาได้ถึง ๑๐ เท่า

เด็กไทยไม่ควรต้องเลือกระหว่างการรักษากับความอยู่รอด

ด้วยความยากลำบากของครอบครัวผู้ป่วย กองทุนฯ จึงเข้าช่วยเหลือในหลายมิติ ทั้งค่ารักษา ค่าเดินทาง ค่าที่พัก อุปกรณ์ทดแทนแขนขาที่ถูกตัดออก รวมถึงยาจำเป็นที่อยู่นอกการครอบคลุมของโครงการสวัสดิการ หลายครอบครัวที่ไม่แม้แต่จะมีค่ารถเพื่อพาบุตรไปรักษา ได้รับโอกาสใหม่เพราะพระเมตตาและการจัดการของกองทุนฯ ปัจจุบัน กองทุนฯสนับสนุนงบช่วยผู้ป่วยเด็กของโรงพยาบาลกว่า ๒๐ แห่งทั่วประเทศ เช่น โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ โรงพยาบาลหาดใหญ่ โรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โรงพยาบาลศรีสะเกษ เป็นต้น เพื่อใช้ในการรักษา ฟื้นฟู และปลูกถ่ายไขกระดูก รวมทั้งสนับสนุนทางการวิจัย การสนับสนุนจากกองทุนฯ ทำให้เด็กหลายรายที่เคยเผชิญกับความเสี่ยงต่อความพิการสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ เช่น การมอบทุนในการจัดซื้อแขนขาโลหะเพื่อทดแทนกระดูกที่ถูกตัดออก ทำให้เด็กไม่จำเป็นต้องถูกตัดแขนขาทิ้งไป นอกจากนี้ยังครอบคลุมค่าที่พักและค่าเดินทางสำหรับผู้ป่วยที่อยู่ห่างไกล ซึ่งเป็นอีกอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงการรักษา แม้แต่ยาบางชนิดที่อยู่นอกสิทธิ์การรักษาในระบบหลัก ก็ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนฯ เพื่อให้เด็กได้รับยาอย่างครบถ้วนและทันเวลา

แพทย์ผู้รักษาในหลายโรงพยาบาลต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า การสนับสนุนจากกองทุนฯ ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสได้รับการรักษาที่ต่อเนื่องและเหมาะสม ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองเด็กต่างรู้สึกซาบซึ้งในพระเมตตา ที่พระองค์ทรงดำริให้เด็กยากไร้ทุกคนได้รับโอกาสช่วยเหลืออย่างเท่าเทียม และเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ในชีวิต

ท่านสามารถร่วมบริจาคช่วยสนับสนุนกิจกรรมของกองทุนได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร 0-2718-3800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้  รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

พระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้: พระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรยากไร้

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงอุทิศพระองค์ในการบำเพ็ญพระกรณียกิจด้านสังคมสงเคราะห์มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะด้านผู้หญิงและเด็ก ทรงเยี่ยมเยียนประชาชนผู้ทุกข์ยาก ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อโครงการต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ การศึกษา หรือการดำรงชีวิต

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กฯ จึงมิได้เป็นเพียงแหล่งเงินทุนหากเป็นสัญลักษณ์แห่งพระเมตตา ความหวัง และการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กไทย ที่ในอดีตอาจต้องเผชิญกับความทุกข์ยากและโรคร้าย แต่วันนี้ พวกเขามีโอกาสยืนหยัด กลับมาเติบโตอย่างงดงามในสังคมอีกครั้ง

13 กรกฎาคม 2568  เป็นวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันถวายพระพร ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ มีพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ตลอดไป

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ จุดประกายฝันให้คนนับหมื่น สู่เส้นทางอาชีพการบิน

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ จุดประกายฝันให้คนนับหมื่น สู่เส้นทางอาชีพการบิน

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ จุดประกายฝันให้คนนับหมื่น สู่เส้นทางอาชีพการบิน

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ สร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายความฝันให้กับผู้เข้าร่วมงานนับหมื่นคน ในมหกรรมจัดหางาน Sky Career Festival ครั้งที่ 7 ภายใต้ธีม “Road to the Sky 2025”  ณ อินฟินิท ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยได้รับเกียรติจาก นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมงาน เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาภาคการบินและการเสริมสร้างศักยภาพแรงงานไทย งานครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 10,000 คน ซึ่งล้วนมีความมุ่งมั่นในการก้าวสู่เส้นทางอาชีพในอุตสาหกรรมการบิน ผ่านการสมัครงานในตำแหน่งที่เปิดรับ การเรียนรู้ข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอุตสาหกรรม และการเข้าร่วมกิจกรรมที่ทั้งสนุกสนานและเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ เพื่อปูทางสู่อนาคตในสายงานการบินอย่างมั่นใจ

ภายในงาน ผู้ร่วมงานได้สัมผัสกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ความรู้ และความบันเทิง ไฮไลต์สำคัญคือ กิจกรรม Vietjet Sky Club Talk ซึ่งเปิดมุมมองเกี่ยวกับหลากหลายสายอาชีพ ทั้งนักบิน ลูกเรือ วิศวกร เจ้าหน้าที่บริหาร และผู้นำในองค์กร โดยมีผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของสายการบินฯ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเกมตอบคำถาม ลุ้นรับบัตรโดยสารฟรี และของที่ระลึกสุดพิเศษจากเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ปิดท้ายอย่างน่าประทับใจด้วยมินิคอนเสิร์ตจาก BOWKYLION ที่มอบบทเพลงซึ้งกินใจ พร้อมปลุกใจผู้เข้าร่วมงานว่า “ทุกความฝันเป็นจริงได้ ถ้าลงมือทำ”

“เวียตเจ็ทไทยแลนด์เติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา และปัจจุบัน เรากำลังเดินหน้าขยายฝูงบิน เส้นทางบิน และทีมบุคลากร เพื่อรองรับการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเพิ่มจำนวนพนักงานเป็นกว่า 5,000 คน ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า พร้อมเปิดรับสมัครในหลากหลายตำแหน่งสำคัญ งานในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่เวทีสำหรับการสรรหาบุคลากรเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ค้นหาเส้นทางอาชีพในฝัน เรียนรู้จากประสบการณ์จริงของผู้เชี่ยวชาญในสายงาน และสัมผัสกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่เต็มไปด้วยการสนับสนุนและความอบอุ่นแบบครอบครัวของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ เรามุ่งมั่นในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของคนไทย และหวังว่างานนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นให้ใครหลายคนได้ก้าวสู่อนาคตที่สดใสในอุตสาหกรรมการบินไปพร้อมกับเรา” นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าว

Sky Career Festival เป็นมหกรรมจัดหางานครั้งใหญ่ประจำปีของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2561 โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความฝันได้ค้นหาเส้นทางอาชีพกับองค์กรระดับนานาชาติ ที่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมการทำงานในสภาพแวดล้อมเชิงบวก สนับสนุนการเติบโตอย่างมีเป้าหมาย พร้อมสวัสดิการที่เหมาะสม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างอนาคตที่มั่นคงในสายงานการบิน

เวียตเจ็ทไทยแลนด์เดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องตามแผนกลยุทธ์ ทั้งในด้านฝูงบิน เครือข่ายเส้นทางบิน และกำลังคน โดยตั้งเป้าขยายทีมจาก 1,300 คน สู่กว่า 5,000 คนภายในอนาคตอันใกล้ พร้อมเปิดรับสมัครลูกเรือกว่า 120 คนในปีนี้ รวมถึงนักบิน 80 คนภายในปี 2569 พร้อมด้วยตำแหน่งสำคัญอื่น ๆ เช่น วิศวกร ช่างซ่อมบำรุง พนักงานภาคพื้นดิน และสายงานสนับสนุนต่าง ๆ อาทิ ทรัพยากรบุคคล เทคโนโลยีสารสนเทศ การตลาด การเงิน และอื่น ๆ

ในฐานะสายการบินยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร เวียตเจ็ทไทยแลนด์เปิดต้อนรับบัณฑิตจบใหม่ ผู้มีประสบการณ์ทำงาน รวมถึงผู้ที่ต้องการก้าวสู่สายอาชีพด้านการบิน เพื่อสานฝันให้กลายเป็นจริง

สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสเข้าร่วมงาน หรือสนใจร่วมงานกับเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในตำแหน่งต่างๆ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.vietjetair.com หรือเฟซบุ๊กเพจ Vietjet Thailand

บางกอกแอร์เวย์สเสิร์ฟเมนูฟิวชัน ‘บันน้ำพริกอ่อง’

บางกอกแอร์เวย์สเสิร์ฟเมนูฟิวชัน ‘บันน้ำพริกอ่อง’

บางกอกแอร์เวย์สเสิร์ฟเมนูฟิวชัน ‘บันน้ำพริกอ่อง’

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์สให้บริการเสิร์ฟเมนูฟิวชัน “บันน้ำพริกอ่อง” ที่นำเสนอเสน่ห์ของอาหารเหนือในรูปแบบใหม่อย่างลงตัว

น้ำพริกอ่อง เมนูท้องถิ่นชื่อดังของภาคเหนือที่ครองใจด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ หวานเค็มกลมกล่อม รสเปรี้ยวเล็กน้อยจากมะเขือเทศ ผสานความหอมของเครื่องแกงและหมูสับ ทานคู่กับผักลวก เป็นเมนูที่เข้าถึงง่ายและถูกใจทุกเพศทุกวัย มารังสรรค์ใหม่แบบฟิวชันเป็น “บันน้ำพริกอ่อง” ขนมปังเนื้อเนียนนุ่มสไตล์ตะวันตก ทานแล้วได้ทั้งรสชาติแปลกใหม่ที่ยังคงความอัตลักษณ์ไทยไว้อย่างชัดเจน ลิ้มลองเมนูสุดยูนีคนี้ได้ ณ ห้องรับรองผู้โดยสาร บูลริบบอนคลับเลานจ์ และบูทีคเลานจ์ สนามบินเชียงใหม่ ตลอดเดือนกรกฎาคมนี้  

สัมผัสประสบการณ์ระดับพรีเมียม และสิ่งอำนวยความสะดวกและการบริการที่ใส่ใจ พร้อมพักผ่อนเติมพลังก่อนออกเดินทางไปกับบางกอกแอร์เวย์ส สนใจสำรองที่นั่งติดต่อที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า Call Center 1771 หรือ 02-270-6699 ตั้งแต่เวลา 08.00 น.-20.00 น. PGLiveChat:  https://bit.ly/PGLiveChatTH เว็บไซต์ www.bangkokair.com และติดตามข่าวสารพร้อมอัปเดตโปรโมชันได้ทางเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/FlyBangkokAir หรือ Line Official Account: @flybangkokair เพียงคลิกที่ https://bit.ly/addfriend_pgline  

‘อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ’ ชวนรวมพลังสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ ‘คนพิเศษ’ บริจาคเงินสนับสนุน ‘มหกรรมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคชิงแชมป์ประเทศไทย’

‘อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ’ ชวนรวมพลังสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ ‘คนพิเศษ’ บริจาคเงินสนับสนุน ‘มหกรรมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคชิงแชมป์ประเทศไทย’

‘อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ’ ชวนรวมพลังสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ ‘คนพิเศษ’ บริจาคเงินสนับสนุน ‘มหกรรมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคชิงแชมป์ประเทศไทย’

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทย สานต่อโครงการ “สเปเชียลโอลิมปิค” อย่างต่อเนื่องมากว่า 30 ปี ล่าสุด เตรียมจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคชิงแชมป์ประเทศไทย ปี 2568 ระหว่างวันที่ 21-24 กรกฎาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมสนับสนุนให้โอกาสนักกีฬาพิเศษ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และทูตสเปเชียลโอลิมปิคไทย กล่าวว่า ในหมู่ผู้พิการทางสติปัญญาทั่วประเทศกว่า 300,000 คน และมีนักกีฬาพิเศษอยู่จำนวน 30,000 คน จะมีนักกีฬาประมาณ 700-800 คน ได้รับโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันสเปเชียลโอลิมปิคระดับชาติที่จะเกิดขึ้นปลายเดือนกรกฎาคม นี้ ซึ่งนักกีฬาเหล่านี้ รอคอยโอกาสจากทุกคน จึงอยากเชิญชวนให้ร่วมสนับสนุน มอบความสุขและรอยยิ้มให้กับนักกีฬาพิเศษ โดยบริจาคเงิน 2,000 บาท ส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขัน 1 คน หรือบริจาคตามจิตศรัทธาให้สมาคมฯ นำเงินบริจาคไปรวมกัน เพื่อสนับสนุนนักกีฬา

“น้องน้ำหนาว เด็กนักเรียนมัธยมปีที่ 2 และน้องฟ้าใส วัย 8 ขวบ เป็นตัวอย่างของนักกีฬาพิการพิเศษที่มีโอกาสเข้าร่วมแข่งขันสเปเชียลโอลิมปิค โดยในปีที่ผ่านมา น้องน้ำหวานสามารถคว้า 3 เหรียญเงินจากการแข่งขันมาได้ แม้ว่าจะฝึกซ้อมในโรงเรียนต่างจังหวัด ทำให้มีกำลังใจในการพัฒนาตัวเองมากยิ่งขึ้น ในขณะที่น้องฟ้าใส เข้าแข่งขันกีฬาระดับอนุบาลสเปเชียลโอลิมปิค ได้รับการจุดประกายความมุ่งมั่นในเรื่องกีฬา ซึ่งจะช่วยส่งเสริมสุขภาพพลานามัย พัฒนาด้านจิตใจและอารมณ์ เชื่อว่าจะทำให้น้อง ๆ สามารถช่วยเหลือตัวเอง และดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าในอนาคต”  นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ทั้งนี้ รายได้ทั้งหมดนำไปสนับสนุนกิจกรรมของสมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทย และผู้บริจาคสามารถใบเสร็จไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ โดยโอนผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาการกีฬาแห่งประเทศไทย (หัวหมาก) ชื่อบัญชี “สมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทย” เลขบัญชี 986-8-12483-2 หลังโอนเงิน กรุณาแจ้งชื่อ-ที่อยู่ เบอร์โทร พร้อมเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักและหลักฐานการโอนมายัง Email:  solympicsthai@gmail.com  สอบถามเพิ่มเติม คุณสถาพร โทร. 081-902 4636 หรือโอนผ่าน QR Code (ลดหย่อนอัตโนมัติในนามเจ้าของบัญชี

สเปเชียลโอลิมปิค เป็นโครงการนานาชาติ ที่ส่งเสริมความเข้าใจและสร้างพื้นที่ในสังคมให้กับผู้พิการทางสติปัญญา ซึ่งเป็นกลุ่มผู้พิการที่มีประชากรจำนวนมากที่สุด โดยใช้กีฬาเป็นสื่อในการพัฒนาสุขภาพพลานามัย และการเรียนรู้ เพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมของผู้พิการกลุ่มนี้ ทั้งนี้ ในประเทศไทยพบว่า มีผู้พิการหรือบกพร่องทางสติปัญญาที่จดทะเบียนประมาณ 350,000 คน ผู้พิการกลุ่มนี้เป็นผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคมมากที่สุด มีปัญหาด้านสุขภาพมากที่สุด และ ขาดความเข้าใจหรือการยอมรับมากที่สุด

สเปเชียลโอลิมปิคไทย ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2531 เป็นหนึ่งใน 190 ประเทศสมาชิกทั่วโลกของโครงการสเปเชียลโอลิมปิคสากลซึ่งริเริ่มโดย นางยูนิส เคเนดดี้ ไชร์เวอร์ ในปี คศ.1968 จดทะเบียนเป็นสมาคมกีฬากับ การกีฬาแห่งประเทศไทย ในนาม สมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทย นายกสมาคมฯปัจจุบัน คือ ดร.นริศ ชัยสูตร

นักกีฬาสเปเชียลโอลิมปิค หรือ นักกีฬาพิเศษ เป็นผู้ที่มีเชาว์ปัญญา(ไอคิว)ไม่เกิน 80  ปัจจุบัน ประเทศไทยมีนักกีฬาร่วมโครงการสเปเชียลโอลิมปิค กว่า 30,000  คนในทุกจังหวัดทั่วประเทศ  โดยได้รับโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมที่กีฬาหลากหลาย ทั้งรายการกีฬาในรูปแบบของกีฬาโอลิมปิค ตลอดจน กิจกรรมกีฬาอนุชนเพื่อการพัฒนาระยะวัยเยาว์ กิจกรรมทักษะกลไกลสำหรับผู้พิการซ้ำซ้อน ตลอดจน โครงการตรวจคัดกรองสุขภาพโดยแพทย์อาสา ที่เชื่อมต่อระบบสาธารณสุขชุมชน เพื่อให้ผู้พิการทางปัญญาในพื้นที่ต่างๆได้รับการป้องกันดูแลสุขภาพอย่างทั่วถึง

ทุกวันนี้ ประชากรนักกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคมีมากกว่า 6 ล้านคนทั่วโลก เข้าร่วมกิจกรรมสเปเชียลโอลิมปิคนับแสนรายการในทุกมุมของโลกตลอดทั้งปี นักกีฬาพิเศษเหล่านี้ได้รับโอกาสในการพัฒนาสุขภาพ ความสามารถในการเรียนรู้ และการสื่อสาร อันนำไปสู่การอยู่ร่วมกันทางสังคม

‘สหพัฒนพิบูล’ ร่วมแคมเปญ ‘บุญจักษุ (บุน-ยะ-จัก-ษุ)’ รณรงค์เชิญชวนบริจาคดวงตา เพื่อผู้ป่วยกระจกตาพิการ

‘สหพัฒนพิบูล’ ร่วมแคมเปญ ‘บุญจักษุ (บุน-ยะ-จัก-ษุ)’  รณรงค์เชิญชวนบริจาคดวงตา เพื่อผู้ป่วยกระจกตาพิการ

‘สหพัฒนพิบูล’ ร่วมแคมเปญ ‘บุญจักษุ (บุน-ยะ-จัก-ษุ)’ รณรงค์เชิญชวนบริจาคดวงตา เพื่อผู้ป่วยกระจกตาพิการ

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพียงดวงตาคู่เดียว สามารถเปลี่ยนชีวิตให้ใครสักคน บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC ร่วมเป็นพลังสำคัญในแคมเปญ “บุญจักษุ (บุน-ยะ-จัก-ษุ)” เชิญชวนพนักงานและประชาชนร่วมบริจาคดวงตาให้กับ ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย เพื่อมอบแสงสว่างและโอกาสใหม่ให้ผู้ป่วยกระจกตาพิการได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความหวังอีกครั้ง เดินหน้าสร้างการรับรู้-จุดประกายจิตสาธารณะในองค์กร พร้อมผลักดันคุณภาพชีวิตที่ดีให้สังคมไทย

นางนพวรรณ คล้ายโอภาส ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC ผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรหลักของแคมเปญ “บุญจักษุ (บุน-ยะ-จัก-ษุ)” ซึ่งจัดโดยศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย เพื่อรณรงค์และเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคดวงตา ช่วยฟื้นคืนแสงสว่างให้แก่ผู้ป่วยกระจกตาพิการ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทั่วประเทศ

แคมเปญ “บุญจักษุ (บุน-ยะ-จัก-ษุ)” มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริจาคดวงตา โดยเน้นการสื่อสารภายในองค์กรผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ การอบรมให้ความรู้ การจัดเวิร์กชอป การให้ข้อมูลผ่านสื่อภายในองค์กร รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการแสดงความจำนงบริจาคดวงตาของพนักงาน

ด้วยศักยภาพของพันธมิตรที่เข้าร่วมแคมเปญ ซึ่งล้วนเป็นองค์กรขนาดใหญ่ รวมพนักงานจำนวนมาก ทุกภาคีจะมีบทบาทร่วมสนับสนุนกิจกรรมของศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย ไม่ว่าจะเป็นการให้พื้นที่จัดกิจกรรม การเชิญศิลปินหรือพรีเซนเตอร์มาร่วมรณรงค์ รวมถึงการใช้ช่องทางขององค์กรเป็นสื่อกระจายข่าวสาร เพื่อจุดประกายและสร้างกระแสให้เกิดการมีส่วนร่วมในวงกว้าง

“SPC ในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญดี ๆ เราเชื่อว่าพลังเล็ก ๆ จากแต่ละคน จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับชีวิตของใครอีกหลายคนในสังคม” นางนพวรรณ กล่าว

ทั้งนี้ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ และสนับสนุนการพัฒนาสังคมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถร่วมแสดงความจำนงบริจาคดวงตาให้แก่สภากาชาดไทย ได้ 2 ช่องทาง ดังนี้ แอปพลิเคชัน “บริจาคดวงตา – อวัยวะ” และ เว็บไซต์ https://eyeorgandonate.redcross.or.th

ฮันนีเซ่ ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมจากน้ำผึ้งเกรดพรีเมี่ยม

ฮันนีเซ่ ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมจากน้ำผึ้งเกรดพรีเมี่ยม

ฮันนีเซ่ ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมจากน้ำผึ้งเกรดพรีเมี่ยม

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผลิตภัณฑ์เส้นผมแบรนด์ b-ex Thailand  เปิดตัว Honeycé (ฮันนีเซ่) Creamy Honey Series ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมจากน้ำผึ้งธรรมชาติ เกรดพรีเมี่ยม ประกอบด้วย 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ แชมพู ทรีทเม้นต์ และมาร์คบำรุงเส้นผม โดยคัดสรรสารสกัดจากธรรมชาติที่อ่อนโยน ปลอดภัยต่อเส้นผมรวมถึงหนังศีรษะ มีประสิทธิภาพในการบำรุง ปกป้อง และชุบชีวิตให้เส้นผม มีความแข็งแรง เงางาม 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ Honeycé Creamy Honey Shampoo, Honeycé Creamy Honey Treatment และ Honeycé Creamy Honey Hair Mask ดูข้อมูลเพิ่มเติมและสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ได้ที่ Facebook : Honeycé Thailand https://www.facebook.com/HoneyceTH

ชวนมาดื่มด่ำ ‘บางลำพู foodGoodTaste’ กับ 9 เมนูต้องทานเมื่อมาบางลำพู

ชวนมาดื่มด่ำ ‘บางลำพู foodGoodTaste’  กับ 9 เมนูต้องทานเมื่อมาบางลำพู

ชวนมาดื่มด่ำ ‘บางลำพู foodGoodTaste’ กับ 9 เมนูต้องทานเมื่อมาบางลำพู

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อาหารไม่ได้กินแค่อิ่ม แต่อาหารจะบอกเล่าวิถีชีวิตและตัวตนของร้านค้าที่บางลำพู วิสาหกิจชุมชนเสน่ห์ย่านบางลำพู  ชวนมาสัมผัสประสบการณ์  “บางลำพู foodGoodTaste” รวบรวมอาหารและขนมที่ต้องทานเมื่อมาบางลำพู 9 เมนู 33 ชนิด จาก 18 ร้านค้า ด้วยราคาเพียง 1,111 บาท เปิดรอบรับประทานอาหาร วันที่ 19-20, 26-27 กรกฎาคม 2568 จำนวน 4 รอบ รอบละ 16 คนเท่านั้น เริ่มรับประทานอาหารเวลา 12.00-14.00 น. ณ ศูนย์เรียนรู้เสน่ห์บางลำพู

มาเปิดประสบการณ์ใหม่ ทานอาหารบางลำพู มาดูกระบวนการทำงานของเด็ก เยาวชน ในนาม “ไกด์เด็กบางลำพู” จากท่องเที่ยวทางเรือ เดินตรอก ออกซอย มาสู่การท่องเที่ยวผ่านอาหารบางลำพู แล้วคุณจะได้พบขุมทรัพย์ของบางลำพู ในฉบับชุมชนอย่างแท้จริง  ซึ่งถูกพัฒนาออกแบบมาจากชาวไกด์เด็กบางลำพู และทีมแม่ๆ ป้าๆ ในชุมชน พร้อมกับนักออกแบบ และเชฟต่างๆ มาร่วมด้วยช่วยกัน

ชวนมาลิ้มลอง Tasting Food บางลำพู ดื่มด่ำรสชาติแห่งบางลำพู กับเมนูที่คัดสรรจากร้านอาหารในย่าน นำมาสร้างสรรค์ใหม่ในสไตล์ร่วมสมัย แต่ยังคงเสน่ห์และเอกลักษณ์ของสูตรดั้งเดิมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทุกจานอาหารถูกปรุงด้วยหัวใจของคนในชุมชน ถ่ายทอดเรื่องราวของบางลำพูผ่านรสชาติที่ไม่เคยเลือนหาย ณ ศูนย์การเรียนรู้บางลำพู (หลังวัดตรีทศเทพ)

ผู้สนใจสามารถจองรอบวันที่รับประทานอาหาร โดยอินบ๊อกซ์มาที่เพจเสน่ห์บางลำพู https://www.facebook.com/sanaebanglamphu/ พร้อมแจ้งชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ จำนวนคน การแพ้อาหาร และสลิปการโอนเงิน ไปที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขาบางลำภู  เลขที่บัญชี 107-3-195787  ชื่อบัญชี บจก.เสน่ห์บางลำพู (วิสาหกิจเพื่อสังคม)