ฉลอง 50 ปี มิตรภาพไทย-จีน ซีพี-ไทยเบฟ-สภาอุตฯ และสภาหอฯ ชวนคนไทยชื่นชมมรดกศิลปะจีนผ่าน “งิ้วแต้จิ๋ว” มหาอุปรากรสะท้านปฐพี 7 วันเต็ม 16 เรื่อง ณ ไอคอนสยาม

ฉลอง 50 ปี มิตรภาพไทย-จีน ซีพี-ไทยเบฟ-สภาอุตฯ และสภาหอฯ  ชวนคนไทยชื่นชมมรดกศิลปะจีนผ่าน “งิ้วแต้จิ๋ว” มหาอุปรากรสะท้านปฐพี 7 วันเต็ม 16 เรื่อง ณ ไอคอนสยาม

ฉลอง 50 ปี มิตรภาพไทย-จีน ซีพี-ไทยเบฟ-สภาอุตฯ และสภาหอฯ ชวนคนไทยชื่นชมมรดกศิลปะจีนผ่าน “งิ้วแต้จิ๋ว” มหาอุปรากรสะท้านปฐพี 7 วันเต็ม 16 เรื่อง ณ ไอคอนสยาม

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.04 น.

ในวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพี) ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ,สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย-จีน, สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย, ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพมหานคร, ไทยเบฟเวอเรจ,ธนาคารกรุงเทพ, ไอคอนสยาม, Huawei ZTE  Midea และTencent จัดการแสดง “มหาอุปรากรสะท้านปฐพี” โดยคณะ กึงตังเตี่ยเกี๊ยะอี่อิ๊กท้วง งิ้วแต้จิ๋วอันดับหนึ่งจากสาธารณรัฐประชาชนจีน  ซึ่งจะจัดแสดง 16 เรื่องไม่ซ้ำ ตลอด 7 วัน ระหว่างวันที่ 10–16 กรกฎาคม 2568 ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม พร้อมคำบรรยายภาษาไทย–จีน การแสดงในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงความบันเทิงทางศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมจีนอันทรงคุณค่า สู่ใจคนรุ่นใหม่ และร่วมสร้าง “ความทรงจำร่วม” ระหว่างสองประเทศ

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า “ความทรงจำคือสิ่งที่สร้างตัวตนของเรา ผมรู้สึกภาคภูมิใจที่เติบโตมากับสองวัฒนธรรม ทั้งไทยและจีน ซึ่งเต็มไปด้วยคุณค่าทางจิตใจ การชมมหาอุปรากรจีนในครั้งนี้ เป็นเหมือนทางลัดให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจความรัก ความกตัญญู และความจงรักภักดีที่สองวัฒนธรรมมีร่วมกัน งิ้วไม่ใช่แค่การแสดง แต่ยังสื่อถึงความผูกพันที่ลึกซึ้งของประชาชนทั้งสองชาติ”

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์

ในขณะที่ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผมมีความผูกพันกับงิ้วมาตั้งแต่วัยเด็ก เคยติดตามคุณแม่และอาม่าไปชมงิ้วบ่อย ๆ  แม้ในตอนนั้นจะยังไม่เข้าใจเนื้อเรื่องมากนัก แต่บรรยากาศที่เต็มไปด้วยเสียงดนตรี การแสดง และขนมอร่อย ได้กลายเป็นความทรงจำที่อบอุ่นในใจ เป็นภาพจำที่สนุกสนาน เป็นความทรงจำในวัยเด็กที่น่าประทับใจ ถึงแม้จะจำเรื่องของงิ้วไม่ได้  แต่งิ้ว หรือ“อุปรากรจีน” ไม่ได้เป็นเพียงการแสดง แต่สอนให้เห็นถึงเรื่องราววิถีชีวิตของคน ที่แฝงไว้ด้วยเรื่องราวของวัฒนธรรมอย่างมากมาย จึงขอเชิญชวนผู้มีความผูกพันกับวัฒนธรรมจีน และคนรุ่นใหม่ มาร่วมชมงิ้วแต้จิ๋วในครั้งนี้ เพื่อสัมผัสรากวัฒนธรรมที่งดงามและเรียนรู้คุณธรรมที่สืบทอดผ่านรุ่นสู่รุ่น”

 นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) 

สำหรับ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความทรงจำที่ไม่รู้ลืมของงิ้วแต้จิ๋วว่า “เคยได้ยินได้ฟังมาจากคุณพ่อมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยได้สัมผัสของจริง จึงทำให้วันนี้ผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ในอีกไม่กี่วัน ผมจะได้สัมผัสการแสดงอันทรงคุณค่าที่เคยมีความทรงจำในวัยเด็กพร้อมยังทิ้งท้ายถึงคนไทยเชื้อสายจีนด้วยว่า “ถึงคนไทยเชื้อสายจีนเหมือนผม ท่านต้องมาดูให้เห็นกับตาและมาสัมผัสด้วยตัวท่านเองให้ได้ อย่าเพียงฟังจากคนอื่นเล่า ถึงแม้บางท่านจะฟังภาษาจีนแต้จิ๋วไม่ค่อยได้แล้ว แต่ผมเชื่อว่า ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันนี้จะช่วยให้ท่านเข้าใจเนื้อหาและการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมได้มากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน”

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 

ด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การแสดงอุปรากรจีนในครั้งนี้สะท้อนถึงมิตรภาพไทย–จีนที่แน่นแฟ้นและยาวนาน โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต การที่คณะงิ้วอันดับหนึ่งจากเมืองซัวเถาเดินทางมาแสดงสดถึงไทย พร้อมบรรยาย 2 ภาษา ตลอด 7 วัน 16 เรื่อง ถือเป็นโอกาสพิเศษที่ไม่ควรพลาด พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมสัมผัสศิลปะจีนอันทรงคุณค่า ซึ่งเป็นสื่อกลางแห่งมิตรภาพระหว่างสองประเทศ”

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

งิ้วแต้จิ๋ว หรือ เฉาโจวโอเปร่า เป็นศิลปะการแสดงเก่าแก่กว่า 590 ปี ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็น “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ” โดดเด่นด้วยเสียงร้องในสำเนียงแต้จิ๋ว ท่วงท่าที่งดงามประณีต ดนตรีพื้นบ้านที่ไพเราะ และเครื่องแต่งกายที่มีเอกลักษณ์ เปรียบได้กับ “โอเปร่าแห่งตะวันออก” ที่เล่าเรื่องผ่านอารมณ์และคุณธรรม และสำหรับการแสดง “มหาอุปรากรสะท้านปฐพี” ครั้งนี้ โดยคณะกึงตังเตี่ยเกี๊ยะอี่อิ๊กท้วง จากเมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง นับเป็นคณะงิ้วแต้จิ๋วระดับแนวหน้าของจีน เคยจัดแสดงทั่วโลก ทั้งในฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน ฝรั่งเศส และได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ อาทิ รางวัลศิลปินยอดเยี่ยม “เยาเสวียนเชียว” และรางวัล Plum Blossom Award จาก The China Theatre เป็นต้น

ทั้งนี้ เรื่องราวที่คณะงิ้วกึงตังเตี่ยเกี๊ยะอี่อิ๊กท้วง จะนำมาแสดงที่เมืองไทยในครั้งนี้ ได้คัดสรรมาจากบทประพันธ์คลาสสิกที่ถ่ายทอดคุณค่าความดีและจริยธรรมทั้งหมด 16 เรื่อง ตลอด 7 วัน ไม่ซ้ำ

คืนที่ 1: พฤหัสบดีที่ 10 ก.ค. 2568 อำลาสามีที่สี่หนึ่งจิว (ยุทธภูมิสี่หนึ่งจิว)  ในช่วงปลายราชวงศ์ซ่ง “ตั่งเปี๊ยะเนี้ย” ภรรยานายทหารเมืองแต้จิ๋ว โน้มน้าวให้สามีออกรบต้านทัพหยวน แม้จะจบลงด้วยความพ่ายแพ้และการเสียชีวิตของสามี แต่เธอยืนหยัดต่อสู้จนวาระสุดท้าย สะท้อนความรักชาติและเสียสละอย่างสูงสุด

คืนที่ 2: ศุกร์ที่ 11 ก.ค. 2568 มเหสีฮั่นบุ๊ง ฮองเฮาโต้วจีได้พบกับน้องชายที่พลัดพรากกันนาน 12 ปี แต่เมื่อเขาถูกหลอกให้ฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐและต้องโทษประหาร เธอต้องเลือกระหว่างความรักพี่น้องกับความยุติธรรม ในที่สุดเธอยืนหยัดรักษากฎหมาย แม้ต้องสูญเสียน้องชายไป เพื่อธำรงไว้ซึ่งความถูกต้องของบ้านเมือง

คืนที่ 3: เสาร์ที่ 12 ก.ค. 2568 กตัญญูสู้อยุติธรรม หญิงสาวผู้บริสุทธิ์ถูกใส่ร้ายว่าเป็นฆาตกรฆ่าแม่สามี แต่สุดท้ายความจริงเปิดเผย และผู้พิพากษาซื่อสัตย์กล้าตัดสินลงโทษลูกขุนนางผู้มีอำนาจ เป็นเรื่องราวสะท้อนความยุติธรรมและศักดิ์ศรีของผู้หญิง

คืนที่ 4: อาทิตย์ที่ 13 ก.ค. 2568 พระโมคคัลลานะโปรดมารดา พระโมคคัลลานะเสี่ยงชีวิตเดินทางไปช่วยแม่จากยมโลก แม้แม่จะเคยทำกรรมชั่ว แต่ด้วยพลังแห่งความกตัญญู เขาสามารถเปลี่ยนใจเหล่ายมทูตและช่วยแม่พ้นจากบาปได้ในที่สุด

คืนที่ 5: จันทร์ที่ 14 ก.ค. 2568 องค์หญิงโป๊ยป้อและเต็กเช็ง แม่ทัพหนุ่มผู้ยึดมั่นในหน้าที่ ปฏิเสธการอภิเษกกับองค์หญิงต่างแคว้น แม้เกิดความเข้าใจผิดและความขัดแย้ง แต่ด้วยการไกล่เกลี่ยของผู้นำ ทำให้เรื่องราวลงเอยด้วยความเข้าใจและความเสียสละเพื่อบ้านเมือง

คืนที่ 6: อังคารที่ 15 กรกฎาคม 2568 (รวมไฮท์ไลท์สำคัญ 10 เรื่อง) เรื่องที่ 1 หวนพบกันที่นครหลวง เรื่องราวความรักและความกล้าหาญของคู่รักที่ถูกขัดขวางจากครอบครัว แต่สุดท้ายก็กลับมาอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข เรื่องที่ 2 สัญญารักในสวนดอกไม้ เรื่องราวของคู่รักวัยเยาว์สัญญาจะครองคู่กันตลอดชีวิตท่ามกลางบรรยากาศสวนดอกไม้ เรื่องที่ 3 เปาบุ้นจิ้นขอขมา เรื่องราวของเปาบุ้นจิ้นที่ยึดมั่นความยุติธรรม ตัดสินประหารญาติผู้กระทำผิด แม้ต้องเผชิญความเข้าใจผิดจากครอบครัว เรื่องที่ 4 โรงเตี๊ยมทางสามแพร่ง เรื่องราวของเจ้าของโรงเตี๊ยมหญิงกล้าหาญช่วยเหลือชายผู้ถูกขุนนางชั่วกลั่นแกล้ง ในระหว่างช่วยเหลือเกิดความเข้าใจผิดกับนายทหาร ทำให้ทั้งสองต้องต่อสู้กันอย่างดุเดือด ก่อนจะรู้ความจริงและร่วมมือกันทำภารกิจสำคัญ เรื่องที่ 5 ลำนำเพลงรัก เรื่องราวความรักระหว่างชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์และหญิงคณิกาที่ต้องพลัดพรากจากกันอย่างเจ็บปวด เรื่องที่ 6  นารีกำสรวล เรื่องราวของหญิงชาวนายากจนกลับบ้านพบลูกชายป่วยหนัก หัวใจแม่เต็มไปด้วยความหวังและความเศร้า เรื่องที่ 7 สารโยงสายใย เรื่องราวของบุตรชายค้นพบแม่แท้จริง ทำให้เกิดความขัดแย้งกับมารดาเลี้ยง ก่อนทุกคนจะเข้าใจและคืนดีกัน  เรื่องที่ 8 ปิ่นทองอลเวง เรื่องราวความเข้าใจผิดเรื่องปิ่นทอง นำไปสู่ความระแวงและการลงโทษที่สร้างความอับอายแก่คุณชายเจ้าสำราญ เรื่องที่ 9 วีรบุรุษอ่วงฉ่งห่วง เรื่องราวของแม่ทัพผู้ภักดีต้องถูกจองจำเพราะความสงสัยจากฮ่องเต้ ท่ามกลางภัยรุกรานจากศัตรู เรื่องที่ 10 หวนพบที่บ้านสกุลจก เรื่องราวของคู่รักที่พรากจากกันกลับมาพบกันอีกครั้งแต่ต้องเผชิญชะตากรรมที่ทำให้ไม่อาจครองคู่กันได้

คืนที่ 7: พุธที่ 16 ก.ค. 2568 พยัคฆ์ปักไหม  ผลงานสร้างสรรค์ร่วมสมัยจากวรรณกรรม “สามก๊ก” ถ่ายทอดชีวิต “เฉาจื้อ” กวีหนุ่มผู้เปี่ยมพรสวรรค์ บุตรชายของโจโฉ ที่ต้องเผชิญความขัดแย้งในตระกูลและการทดสอบอันโหดร้ายจากพี่ชาย “เฉาพี” หลังการสิ้นชีวิตของบิดา เรื่องราวสะท้อนพลังของวรรณกรรม ความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ และการเคารพซึ่งกันและกัน งิ้วเรื่องนี้ได้รับรางวัลอันดับ 1 ประเภทบทละครเวที จากรางวัลเถียนฮั่น ครั้งที่ 35 ถือเป็นงิ้วแต้จิ๋วเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลสูงสุดของวงการศิลปะการละครจีน

ขอเชิญทุกท่านสัมผัสมนตร์เสน่ห์ของ “งิ้วแต้จิ๋ว” การแสดงที่ผสานเสียงร้องสด ดนตรีสด เครื่องแต่งกายสุดวิจิตร และเทคนิคแสงสีเสียงร่วมสมัย ถ่ายทอดเรื่องราวเข้มข้นแห่งคุณธรรม ความรัก และความกล้าหาญ พร้อมคำบรรยายไทย–จีนเต็มรูปแบบ เข้าใจง่ายทั้งสองภาษา ตรึงทุกสายตราพร้อมกันวันที่ 10-16 ก.ค. 2568 เปิดแสดงเวลา 19. 00 น. ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม

ETDA เผยโฉม 10 สุดยอดทีม ร่วมชิงชัยประชันไอเดียบนเวที EDC Pitching Season 3 รอบไฟนอล

ETDA เผยโฉม 10 สุดยอดทีม ร่วมชิงชัยประชันไอเดียบนเวที EDC Pitching Season 3 รอบไฟนอล

ETDA เผยโฉม 10 สุดยอดทีม ร่วมชิงชัยประชันไอเดียบนเวที EDC Pitching Season 3 รอบไฟนอล

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.58 น.

ETDA เผยโฉม 10 สุดยอดทีม ร่วมชิงชัยประชันไอเดีย “Digital Space Connect” บนเวที EDC Pitching Season 3 รอบไฟนอล 19 ส.ค. นี้

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมพลังพาร์ทเนอร์ เดินหน้าจัดเวทีสร้างสรรค์ไอเดีย “EDC Pitching Season 3” ประจำปี 2568 รอบไฟนอล ภายใต้แนวคิด “Digital Space Connect: เชื่อมต่อพื้นที่การเรียนรู้สู่การพัฒนาพลเมืองดิจิทัล” พร้อมเผยโฉม10 ทีมสุดท้ายร่วมชิงชัยประชันแคมเปญที่ใช้ได้จริง สร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสังคม ร่วมลุ้นว่าใครจะคว้ารางวัลใหญ่ รวมกว่า 200,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร รู้ผลพร้อมกัน 19 สิงหาคมนี้ ถ่ายทอดสดผ่าน Facebook: ETDA Thailand

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA  กล่าวว่า “ETDA ให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะดิจิทัลของคนไทยผ่านการส่งต่อความรู้จากโครงการ ETDA Digital Citizen (EDC) ควบคู่กับการพัฒนาเครือข่าย EDC Trainer เพื่อให้เกิดการกระจายองค์ความรู้สู่ชุมชนท้องถิ่น หน่วยงาน และบุคคลทั่วไปอย่างทั่วถึง และหนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ที่สนับสนุนให้เกิดการนำความรู้ไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม ก็คือเวที EDC Pitching ที่เปิดให้ผู้ผ่านการอบรมจากหลักสูตร EDC Trainer ได้มีพื้นที่แสดงความคิด สร้างแคมเปญ และเครื่องมือเพื่อส่งเสริมสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและยั่งยืน

สำหรับปี 2568 นี้ การแข่งขัน EDC Pitching มาในแนวคิด “Digital Space Connect : เชื่อมต่อพื้นที่การเรียนรู้สู่การพัฒนาพลเมืองดิจิทัล” ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการสร้าง พื้นที่การเรียนรู้ดิจิทัลที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเท่าทันการเปลี่ยนแปลง โดยมีการออกแบบโจทย์การแข่งขันให้มี 3 โจทย์ย่อยที่สอดคล้องกับความท้าทายระดับโลก ได้แก่ 1. Stronger Community Against Digital Abuse – สร้างสังคมที่เข้มแข็งเพื่อต่อต้านภัยคุกคามทางเทคโนโลยี  2. Digital Communication Booster – การเสริมทักษะการสื่อสารบนโลกดิจิทัล และ 3. Healthy Digital Life Balance – พักจอมาฮีลใจ ใช้แต่พอดี มีสมดุลชีวิต ทั้งสามโจทย์นี้ ไม่เพียงสะท้อนบริบทของสังคมยุคดิจิทัลยุคใหม่ แต่ยังเป็นดัชนีวัดทักษะพลเมืองดิจิทัลที่ต้องรู้เท่าทัน ปรับตัว และใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ โดยมุ่งดึงพลังคนรุ่นใหม่และ EDC Trainer มาสร้างแคมเปญหรือกิจกรรมนำเสนอแนวทางใหม่ ๆ สามารถเชื่อมต่อพื้นที่การเรียนรู้ในโลกออนไลน์อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และขยายผลเชิงบวกสู่สังคมได้จริง”

หลังจากเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 10 มีนาคม – 16 มิถุนายน 2568 มีทีมสมัครเข้าร่วมกว่า 50 ทีมทั่วประเทศ ก่อนคัดเลือกอย่างเข้มข้นโดยคณะกรรมการจาก ETDA และหน่วยงานพาร์ทเนอร์ ได้แก่ ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท และองค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จนได้ผู้เข้ารอบสุดท้าย 10 ทีม แบ่งเป็น 2 รุ่น รุ่นละ 5 ทีม ได้แก่

รุ่นมัธยมศึกษา – อุดมศึกษา (อายุ 15–24 ปี) :

1. ทีม Digital Angel 2. ทีมลิลลี่ยูว์จะบังพี่ทำไม? 3. ทีม Touchใจ ไม่Touchจอ อยากขอโอกาสได้ไปเที่ยวสยาม 4. ทีม APB และ 5. ทีมPP Shine Power  

รุ่นบุคคลทั่วไป (อายุ 25 ปีขึ้นไป) : 1. ทีม TruthVerse 3D 2. ทีม Green white cybersafe 3. ทีม Riad Boss LV44++ 4. ทีม Readvolution และ 5. ทีม The Local People

ทั้ง 10 ทีม ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้เข้าร่วมกิจกรรม Pre-Pitching Workshop กับผู้เชี่ยวชาญในแวดวงสื่อ การออกแบบ และการนำเสนอ ได้แก่ ได้แก่ คุณโตมร อภิวันทนากร ศิลปินและนักออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ที่จะถ่ายทอดวิธีคิดและเทคนิคการสื่อสารผ่านสื่อสร้างสรรค์ และคุณพชร ยงจิระนนท์ โค้ช Pitching ชั้นนำของประเทศ ที่จะมาเผยสูตรลับการนำเสนออย่างไรให้มัดใจกรรมการ และพรีเซนต์อย่างไรให้โดนใจคนฟัง เพื่อฝึกฝนการสื่อสาร การสร้างสรรค์ และเทคนิคการพรีเซนต์ให้น่าสนใจ ตรงใจกรรมการและผู้ฟัง โดยแต่ละทีมจะพัฒนาแผนงานและส่งแคมเปญฉบับสมบูรณ์ (Final Campaign) ภายในวันที่ 13 สิงหาคม 2568 เพื่อใช้ในวันแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งจะจัดขึ้นในรูปแบบไฮบริด (Hybrid Format) ในวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ณ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

สำหรับผู้ที่ชนะเลิศในลำดับที่ 1-3 ในแต่ละรุ่นปีนี้ จะได้รับรางวัลรวม 200,000 บาทพร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร พร้อมกันนี้ ภายในงานยังมีพิธีมอบประกาศนียบัตรให้กับ EDC Trainer รุ่นที่ 4 ที่เป็นอีกกิจกรรมที่ ETDA ได้พัฒนา Trainer ทั่วประเทศ และพร้อมเป็นเครือข่ายสำคัญในการส่งต่อความรู้จากหลักสูตร EDC ไปสู่สังคมอีกด้วย

มาร่วมลุ้น ร่วมเชียร์ ให้กำลังใจกับทุกทีมกันว่า ทีมใดจะคว้ารางวัลสุดยอดแคมเปญ จาก EDC Pitching Season 3 ภายใต้แนวคิด “Digital Space Connect: เชื่อมต่อพื้นที่การเรียนรู้สู่การพัฒนาพลเมืองดิจิทัล” สามารถติดตามการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศได้ในวันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00-15.30 น. ถ่ายทอดสดพร้อมกันที่ Facebook ETDA Thailand สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE: @edctrainer อีเมล: event@dek-d.com

ฉลองครบรอบ 33 ปี รพ.พระรามเก้า กับแคมเปญ “Good Health Grows With Care ตรวจ 83 รายการ พร้อมส่วนลดสูงสุด 50%

ฉลองครบรอบ 33 ปี รพ.พระรามเก้า กับแคมเปญ “Good Health Grows With Care ตรวจ 83 รายการ พร้อมส่วนลดสูงสุด 50%

ฉลองครบรอบ 33 ปี รพ.พระรามเก้า กับแคมเปญ “Good Health Grows With Care ตรวจ 83 รายการ พร้อมส่วนลดสูงสุด 50%

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.34 น.

ในโอกาสครบรอบ 33 ปี โรงพยาบาลพระรามเก้า ขอขอบคุณทุกความไว้วางใจจากผู้ใช้บริการ ด้วยการจัดแคมเปญสุขภาพครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี “Good Health Grows With Care –สุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการดูแลอย่างใส่ใจ” เพื่อส่งต่อของขวัญแห่งสุขภาพดีให้แก่ทุกคนที่คุณรัก ผ่านโปรแกรมตรวจสุขภาพสุดคุ้มกว่า 83 รายการ ที่ครอบคลุมทุกช่วงวัย ทุกไลฟ์สไตล์ และทุกความกังวลด้านสุขภาพ พร้อมรับส่วนลดสูงสุดถึง 50%

เพราะเราเชื่อว่า “สุขภาพดี” เริ่มต้นได้ในทุกช่วงวัย โรงพยาบาลพระรามเก้าพร้อมดูแลอย่างใส่ใจ จึงได้ออกแบบ “แพ็กเกจตรวจสุขภาพ” ที่ครอบคลุมทุกความต้องการด้วย 3 กลุ่ม ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ได้แก่ FRESHY สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นดูแลสุขภาพ, FIGHTING สำหรับวัยทำงานที่ต้องการความมั่นใจ และ FITTING สำหรับวัยเกษียณที่ต้องการการดูแลโรคเรื้อรังซับซ้อน ที่เกี่ยวกับระบบหัวใจ ไต เบาหวาน สมอง เป็นต้น โดยแต่ละกลุ่มยังมีให้เลือกในระดับ Basic, Advance และ Premium ที่ยืดหยุ่นตามงบประมาณและความต้องการส่วนบุคคล

รายการตรวจครอบคลุมตั้งแต่การตรวจร่างกายโดยแพทย์, การตรวจเลือดเพื่อประเมินระดับน้ำตาล ไขมัน และความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง, การตรวจการทำงานของอวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต ไทรอยด์, การตรวจคัดกรองมะเร็งเฉพาะทางตามเพศและอายุ, ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ, เอกซเรย์ปอด รวมถึงการตรวจความหนาแน่นของกระดูก ตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วย Low-Dose CT, ตรวจสายตา และการตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเทคโนโลยีกล้องเสมือนจริง (Virtual Colonoscopy) ทั้งหมดดำเนินการโดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทาง พร้อมเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่น เป็นมิตร และใส่ใจทุกรายละเอียด  

เพื่อเป็นการขอบคุณสำหรับทุกความไว้วางใจ โรงพยาบาลพระรามเก้า จัดโปรโมชันสุดคุ้มในราคาเริ่มต้นเพียง 2,750 บาท สำหรับแพ็กเกจ FRESHY Basic พร้อมด้วยแพ็กเกจอื่น ๆ ที่ออกแบบมาให้เลือกได้ตามความต้องการ ตั้งแต่การตรวจเบื้องต้นไปจนถึงการตรวจเชิงลึกแบบครบวงจร ทุกแพ็กเกจลดราคาพิเศษเฉพาะช่วงแคมเปญ ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2568

เพราะสุขภาพที่ดีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจาก “การเลือกใส่ใจอย่างสม่ำเสมอ” มาร่วมฉลอง 33 ปี แห่งความใส่ใจไปกับโรงพยาบาลพระรามเก้า กับของขวัญสุขภาพที่มีคุณค่าที่สุด สำหรับตัวคุณเองและคนที่คุณรัก แล้วคุณจะรู้ว่า “การเริ่มต้นดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ คือของขวัญที่ดีที่สุดของชีวิต”

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1270  เว็บไซต์ www.praram9.com Line: @praram9hospital  Facebook: Praram9 Hospital โรงพยาบาลพระรามเก้า – HEALTHCARE YOU CAN TRUST เรื่องสุขภาพ…ไว้ใจเรา #Praram9Hospital อย่าลืมชวนคนที่คุณรัก มาร่วม “โอบกอดสุขภาพดีไปด้วยกัน” เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นในทุก ๆ วัน

‘จูเนียร์ ปณชัย’ร่วมแชร์เคล็ดลับสุขภาพ ในงาน Watsons for Better Health

'จูเนียร์ ปณชัย'ร่วมแชร์เคล็ดลับสุขภาพ ในงาน Watsons for Better Health

‘จูเนียร์ ปณชัย’ร่วมแชร์เคล็ดลับสุขภาพ ในงาน Watsons for Better Health

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.23 น.

สายสุขภาพต้องถูกใจสิ่งนี้! เมื่อ วัตสัน ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของไทย จัดเต็มเปิดจักรวาลกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ “ตราวัตสัน” ในงาน Watsons for Better Health” ได้ หนุ่มหล่อ เทสต์ดี จูเนียร์ ปณชัย ศรีอาริยะรุ่งเรือง มาร่วมแชร์เคล็ดลับดูแลตัวเองสไตล์คนรุ่นใหม่ พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใหม่ล่าสุด วัตสัน เดย์ไวต้า พลัส 50 (Watsons Dayvita +50) โซลูชันวิตามินรวมรายวันที่ออกแบบมาพิเศษ เสริมความฟิตให้คนวัย 50 ปีขึ้นไปโดยเฉพาะ ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพอย่างลงตัว ซึ่งบอกเลยว่างานนี้ วัตสันคิดเผื่อ ครบ จบในซองเดียว!

จูเนียร์ ปณชัย ศรีอาริยะรุ่งเรือง กล่าวถึงการดูแลสุขภาพในสไตล์ของตัวเองว่า “สุขภาพเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราทุกคนควรใส่ใจ ผมเองทำงานหลายบทบาท ทั้งถ่ายซีรีส์ งานอีเวนต์ และยังต้องมีเวลาส่วนตัวอีก ทำให้บางวันไม่มีเวลาพักผ่อนหรือดูแลตัวเองได้ครบ ผมเลยเริ่มให้ความสำคัญกับอาหาร การพักผ่อน และการออกกำลังกายมากขึ้น แต่ยอมรับเลยว่าเรื่อง “วิตามิน” นี่เลือกไม่ถูกจริง ๆ เพราะมีให้เลือกเยอะมาก! จนได้มาเจอกับ Watsons Dayvita ที่เค้าคิดมาให้แล้วว่าใน 1 วัน ร่างกายต้องการอะไรบ้าง รวมมาในซองเดียวแบบพร้อมทาน  สะดวก ครบ จบ ตอบโจทย์คนไม่เก่งเรื่องเลือกวิตามินแบบผมได้พอดีเลยครับ”

บรรยากาศภายในงาน จัดเต็มด้วยไลน์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตราวัตสัน ในคอนเซ็ปท์ “Vita Daily Ready to Go” แบ่งเป็น 3 โซน ได้แก่ โซนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพทั่วไป, โซนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแบบพร้อมชงดื่ม และโซนผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วัตสัน เดย์ไวต้า ภายใต้คอนเซ็ปท์ “คิดทุกเม็ด เพื่อทุกวันของคุณ” โดยมีสินค้าเด่นคือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วัตสัน เดย์ไวต้า พลัส 50 วิตามินรวมรายวันพร้อมสารอาหารจำเป็น 5 เม็ดต่อวันในรูปแบบซองพกพา โดยแบ่งสูตรเฉพาะเพศ เหมาะสำหรับคนไม่มีเวลามานั่งเลือกวิตามินเอง เพื่อการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม

นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก นพ.ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์ อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านสมองและระบบประสาท, ประสาทวิทยา ร่วมไขเคล็ดลับการดูแลสุขภาพให้ฟิตตั้งแต่วัยหนุ่มสาวยันรุ่นใหญ่แบบเจาะลึก โดยมีนวลพรรณ ชัยนาม กรรมการผู้จัดการ วัตสัน ประเทศไทย ให้การต้อนรับ

ก่อนจะปิดท้ายความสนุกและรอยยิ้มด้วยมินิคอนเสิร์ตจาก จูเนียร์ ปณชัย ที่เรียกเสียงกรี๊ดสุดฟินจากแฟนคลับที่มาให้กำลังใจได้เพียบ

ยูบิลลี่ ไดมอนด์ เนรมิตค่ำคืนพิเศษฉลอง 96 ปีแห่งความเปล่งประกาย

ยูบิลลี่ ไดมอนด์ เนรมิตค่ำคืนพิเศษฉลอง 96 ปีแห่งความเปล่งประกาย

ยูบิลลี่ ไดมอนด์ เนรมิตค่ำคืนพิเศษฉลอง 96 ปีแห่งความเปล่งประกาย

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยูบิลลี่ ไดมอนด์ แบรนด์เครื่องประดับเพชรแท้อันดับหนึ่งของไทย ส่งมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ฉลองครบรอบ 96 ปี เนรมิตงานสุดยิ่งใหญ่แห่งปี จัดเต็มกิจกรรมพิเศษแทนคำขอบคุณ และเซอร์ไพรส์คอนเสิร์ตสุดพิเศษจาก Dancing Queen แห่งวงการเพลงไทย ติ๊น่า คริสติน่า อากีล่าร์ ในงาน “Jubilee Diamond 96th Anniversary – The Biggest Midyear Grand Sale of the Year”  ณ โรงแรม Grand Hyatt Erawan

นางสาวอัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “96 ปีของ ยูบิลลี่ ไดมอนด์ ไม่ได้เป็นเพียงหมุดหมายแห่งความสำเร็จ แต่เป็นบทพิสูจน์ของแบรนด์เพชรที่มีมาตรฐานระดับเวิล์ดคลาสพร้อมความไว้วางใจที่ลูกค้ามีให้กับเราเสมอมา เราจึงตั้งใจจัดงานนี้ให้เป็นมากกว่างานเฉลิมฉลอง แต่เป็นช่วงเวลาแห่งความทรงจำ ที่สะท้อนถึงคุณค่าของ ‘เพชรแท้’ ที่ไม่ใช่แค่ความงาม แต่คือความผูกพัน ความประณีต และความจริงใจ ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศของงาน คอนเสิร์ตจากศิลปินที่ลูกค้ารัก ทุกอย่างล้วนถูกออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากใจเรา”

นางสาวอัญรัตน์ พรประกฤต

ตระการตากับอัญมณีล้ำค่าแห่งปี ยูบิลลี่ ไดมอนด์เนรมิตอีเว้นท์สุดยิ่งใหญ่ “Jubilee Diamond 96th Anniversary – The Biggest Midyear Grand Sale of the Year” ด้วยทัพเครื่องประดับเพชรและเพชรกะรัต มูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท ที่คัดสรรมาเป็นพิเศษเพื่อร่วมฉลองความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ เครื่องประดับเพชรแท้คุณภาพระดับโลกกว่า 20,000 รายการ พร้อมด้วยเพชรกะรัต เพชรรูปทรงแฟนซี เพชรแฟนซีคัลเลอร์ ไปจนถึงผลงานศิลปะจากเพชรแท้ในคอลเลกชั่นมาสเตอร์พีซ และ Jubilee Wedding Collection ที่รวมดีไซน์แหวนแต่งงานและเครื่องประดับสำหรับวันพิเศษกว่า 200 แบบ

งานครั้งนี้ยังจัดเต็มด้วยกิจกรรมสุดพิเศษเพื่อส่งมอบประสบการณ์แห่งความสุข ความเปล่งประกาย และความทรงจำสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ไม่ว่าจะเป็นมื้ออาหารภายใต้ธีม Parisian Sparkle Brunch และ Dolce Diamante การแสดงดนตรีจากศิลปิน The Voice Thailand อย่าง พลอย ชลลดา ทองใบ และ ลูกจัน นิภาพร หนูสวี ไฮไลต์สุดพิเศษกับคอนเสิร์ตจาก คริสติน่า อากีล่าร์ ราชินีเพลงแดนซ์ศิลปินหญิงตัวแม่ของเมืองไทย มาร่วมสร้างความประทับใจท่ามกลางแสงไฟ เสียงเพลง และประกายแห่งเพชรแท้อันงดงาม

PRINC Group ผนึกกำลัง 15 รพ.ในเครือทั่วประเทศ จัดตลาดนัดเพื่อคนรักสุขภาพ ในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้

PRINC Group ผนึกกำลัง 15 รพ.ในเครือทั่วประเทศ  จัดตลาดนัดเพื่อคนรักสุขภาพ  ในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้

PRINC Group ผนึกกำลัง 15 รพ.ในเครือทั่วประเทศ จัดตลาดนัดเพื่อคนรักสุขภาพ ในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

PRINC Group ผนึก 15 โรงพยาบาลในเครือทั่วประเทศ จัดงาน “PRINC Group Fair ตลาดนัดเพื่อคนรักสุขภาพ” แคมเปญส่งเสริมสุขภาพใหญ่ประจำปี เพื่อมอบบริการทางการแพทย์คุณภาพในราคาที่เป็นมิตร พร้อมกิจกรรมให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชนในพื้นที่เมืองรองทั่วไทย

เปิดงานอย่างเป็นทางการแล้ว  ที่ โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ โดยมี นายแพทย์กฤตวิทย์ เลิศอุตสาหกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) กล่าวเปิดงาน พร้อมการเสวนาพิเศษโดย นายแพทย์สมคิด อุดมกิจมงคล ผู้อำนวยการโรงพยาบาล พร้อมด้วย นายแพทย์ณัฐพล ศิริโพคารัตนา แพทย์ด้านเวชศาตร์การกีฬา ประจำโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ร่วมพูดคุยกับอดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทยและไทยลีก ได้แก่ “ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย, “เอ็ม” อนาวิน จูจีน และ ซามูเอล เบงก้า อาจายี่ ถ่ายทอดประสบการณ์ดูแลสุขภาพแบบนักกีฬาอาชีพและแนวทางการใช้ชีวิตที่ใส่ใจสุขภาพของคนรุ่นใหม่

นายแพทย์กฤตวิทย์ เลิศอุตสาหกูล กล่าวว่า แคมเปญนี้จัดขึ้นตลอดเดือนกรกฎาคม 2568 โดยโรงพยาบาลในเครือทั้ง 15 แห่งทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “ดูแลสุขภาพแบบเข้าถึงได้” ส่งเสริมให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันโรคและดูแลตนเองก่อนเจ็บป่วย ผ่านรูปแบบ “ตลาดนัดสุขภาพ” ที่รวมบริการทางการแพทย์หลากหลายทุกช่วงวัย พร้อมราคาพิเศษที่ทุกคนเข้าถึงได้ เช่น โปรโมชั่น One Price (รวมค่าบริการแล้ว) ตรวจสุขภาพ 15 รายการ ราคา 990 บาท แลกซื้อบริการตรวจเพิ่มเติม เริ่มต้น 349 บาท วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 690 บาท (พิเศษ 590 บาท สำหรับ รพ.พริ้นซ์ ปากน้ำโพ) วัคซีนไข้เลือดออก 2 เข็ม 4,790 บาท วัคซีนงูสวัด 2 เข็ม 11,900 บาท วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ (3 เข็ม) 19,900 บาท

ภายในงานยังมีการเสวนาสุขภาพโดยแพทย์เฉพาะทาง บูธกิจกรรมจากพันธมิตรด้านสุขภาพ การแสดงสินค้าและบริการ พร้อมของที่ระลึกฟรี โดยเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

“เราอยากให้โรงพยาบาลในเครือ PRINC เป็นมากกว่าสถานพยาบาล แต่เป็นเพื่อนบ้านที่พร้อมดูแลสุขภาพของชุมชน ตั้งแต่การป้องกัน การรักษา ไปจนถึงการส่งเสริมสุขภาพโดยรวมอย่างยั่งยืน” นายแพทย์กฤตวิทย์ กล่าว

ปฏิทินกิจกรรม PRINC Group Fair ตลอดเดือนกรกฎาคม 2568  มีดังนี้ วันที่ 14 – 17 ก.ค. 68 : รพ.พิษณุเวช พิจิตร, รพ.พริ้นซ์ ลำพูน, รพ.วิรัชศิลป์ ชุมพร, วันที่ 17 – 20 ก.ค. 68: รพ.พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ, รพ.พิษณุเวชพิษณุโลก, รพ.พริ้นซ์ อุทัยธานี,   รพ.พริ้นซ์ ปากน้ำโพ, วันที่ 21 – 25 ก.ค. 68            : รพ.พิษณุเวช อุตรดิตถ์, รพ.พริ้นซ์ อุบลราชธานี, วันที่ 25 – 31 ก.ค. 68         : รพ.พริ้นซ์ มุกดาหาร, รพ.พริ้นซ์ สกลนคร, รพ.พริ้นซ์ ศรีสะเกษ

ไฮไลต์กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การสัมมนาเรื่อง “กระดูกหักจากอุบัติเหตุและกีฬา”และการเสวนาหัวข้อ: “หยุดแผลเรื้อรังก่อนลุกลาม”

ผู้สนใจเข้าร่วมงาน สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โรงพยาบาลในเครือ PRINC Group ใกล้บ้าน หรือดูรายละเอียดแคมเปญได้ที่เฟซบุ้ก PRINC Group และสายด่วนสุขภาพ 1208

ทำอย่างไรให้ผู้สูงวัยเคลื่อนไหวดีไม่มีล้ม

ทำอย่างไรให้ผู้สูงวัยเคลื่อนไหวดีไม่มีล้ม

ทำอย่างไรให้ผู้สูงวัยเคลื่อนไหวดีไม่มีล้ม

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จากฐานข้อมูลสำนักบริหารการทะเบียน ของกรมการปกครองคาดการณ์ไว้ว่า ในปี 2567 ไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด หรือ Super Aged Society อย่างเต็มรูปแบบ โดยจะมีประชากรผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็น 1 ใน 5 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ประมาณเกือบ 14 ล้านคน คิดเป็นกว่า 20 % ของประชากรรวมซึ่งสวนทางกับประชากรที่เกิดใหม่ ดังนั้นเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ จะต้องเตรียมร่างกาย จิตใจ เพื่อการมีสุขภาพดี ทั้งร่างกายและจิตใจ

สำหรับปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยคือการเคลื่อนไหวร่างกายในผู้สูงอายุที่ไม่ดี นำไปสู่การหกล้มได้ง่าย ส่วนหนึ่งมาจากกล้ามเนื้อที่ไม่แข็งแรง ข้อต่อต่างๆ ทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ  เพ็ญพิชชากร  แสนคำ นักกายภาพบำบัดจาก คลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี)   ให้ข้อมูลว่า เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง มองเห็นได้จากภายนอก เช่น ผมหงอก ผมบาง ผิวหนังเหี่ยวย่น มีริ้วรอย ผิวลอก/คัน/ตกกระ หลังค่อม เข่าโก่ง ชั้นไขมันหนาตัว ตามองไม่ชัด หูไม่ค่อยได้ยิน การรับรู้กลิ่นและรสเสื่อมถอยลง

ส่วนการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่มองไม่เห็น เช่น มวลกล้ามเนื้อน้อยลง กระดูกบางลง ข้อต่อและเส้นเอ็นยืดหยุ่นน้อยลง การขยายตัวของปอดและหลอดลมมีความยืดหยุ่นน้อยลง หัวใจเต้นช้าลง ย่อยอาหารได้ช้า ขับถ่ายยาก ท้องผูก ความจุของกระเพาะปัสสาวะน้อยลง ทำให้ปัสสาวะบ่อยและเล็ด รวมถึงการเคลื่อนไหวร่างกายที่ไม่ดี ทำให้เกิดการล้มได้ง่าย ซึ่งการล้ม 1 ครั้ง สามารถพังทั้งระบบได้ นั่นหมายถึงหากเราดูแลไว้ตั้งแต่ต้น หรือฝึกกำลังกล้ามเนื้อให้แข็งแรงอยู่ ก็สามารถป้องกันปัญหาการล้ม แถมยังช่วยส่งเสริมระบบการทำงานในร่างกายได้อีกด้วย เพราะเมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรง การเผาผลาญในร่างกายดี การเคลื่อนไหวคล่อง ทำให้กระตุ้นการอยากอาหาร กระตุ้นการย่อย การเคลื่อนไหวของลำไส้ ขับถ่ายง่ายขึ้น เหล่านี้ส่งเสริมทางจิตใจให้ดีด้วย

เมื่อก้าวเข้าสู่วัยเกษียณ อายุขึ้นด้วยเลข 5 ขึ้นไป ร่างกายจะมีความเสื่อมเป็นธรรมดา ข้อต่อจะทรุด หลังจะค่อม ตัวจะเตี้ยลง ร่างกายจะต้องการโปรตีนมากขึ้นเพื่อเน้นไปซ่อมเซลล์ที่สึกหรอ และสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมา แต่ส่วนใหญ่เราจะได้ยินผู้ใหญ่ชอบบอกว่ากินอะไรไม่ลง และมักไม่ชอบกินเนื้อสัตว์เพราะถือว่าย่อยยาก เลยทำให้ขาดโปรตีน เมื่อร่างกายต้องการโปรตีนจึงจำเป็นต้องสลายโปรตีนจากกล้ามเนื้อ เพราะเป็นแหล่งใหญ่ที่มีในร่างกาย เกิดผลทำให้มวลกล้ามเนื้อรวมลดลง กล้ามเนื้ออ่อนแอลง เสี่ยงต่อการล้ม และการเคลื่อนไหวไม่คล่อง เป็นผลให้ทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองไม่ได้  เป็นภาระของคนในครอบครัว ยิ่งทำให้ไม่อยากเคลื่อนไหว และส่งผลเสียต่อร่างกายระบบอื่นอีกมากมายตามที่กล่าว

เราจะสังเกตได้ว่าผู้สูงอายุบางท่านหลังตรง เดินคล่อง ดูบุคลิกดี ในอายุที่เท่ากัน บางท่านจะหลังค่อม เหนื่อยง่าย เดินเหินไม่สะดวก นั่นเป็นเพราะการเตรียมร่างกายมาแต่ต้นไม่เหมือนกัน การฝึกร่างกายตั้งแต่ยังมีแรงเยอะอยู่นั้นจะทำให้ สามารถคงสภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่ได้ตามวัยอันควร กล้ามเนื้อฝึกได้จนถึงวันที่เราสิ้นลม เพราะยิ่งฝึกก็ยิ่งแข็งแรง และหากเราทราบจุดอ่อนในร่างกาย ว่ามีปัญหาส่วนไหนที่ควรต้องยืดเหยียด ต้องสร้างกำลัง สร้างเสริมการทรงตัว เราจะสามารถดูแลได้ถูกและตรงกับร่างกายของเราได้ 

อริยะโปรแกรม สำหรับผู้สูงวัยนั้น เป็นโปรแกรมที่รวบรวมนำข้อมูลจากประสบการณ์ตรงที่ทางอริยะได้พบปัญหาจากเคสจริงจากประสบการณ์กว่า 20 ปี ทำให้เราทราบถึงปัญหาที่แท้จริง และออกแบบการดูแล รักษาที่คลอบคลุมในทุกปัญหาของผู้สูงอายุ  ไม่จำเป็นต้องรอให้เคลื่อนไหวไม่ได้แล้วค่อยฝึก แต่ต้องฝึกตั้งแต่ที่ยังมีแรง แข็งแรงอยู่ และต้องฝึกให้เหมาะสมกับร่างกายที่กำลังจะเสื่อม ความเสื่อมเลี่ยงไม่ได้ แต่ทำอย่างไรให้เสื่อมนั้นไม่มากจนต้องเป็นปัญหาต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นการฝึกจึงมีทั้งการสร้างกำลัง โดยออกแบบตามการทำงานในชีวิตประจำวัน ฝึกประสาทสัมผัส กระตุ้นการเคลื่อนไหวทั้งกล้ามเนื้อ ข้อต่อ และการเคลื่อนไหวของอวัยวะภายใน ฝึกการทรงตัวด้วยเทคนิคเฉพาะที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น  เพราะจิตใจที่แจ่มใส ย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง ….

ท่าออกกำลังกายเบื้องต้น สำหรับผู้สูงอายุ เพื่อสร้างกำลังกล้ามเนื้อรอบสะโพก ช่วยให้เดินคล่อง ทรงตัวดีขึ้น มีดังนี้ ท่าที่ 1) ยืนหาที่จับให้มั่นคง กางขาเท่าข้อสะโพก ลงน้ำหนักที่เท้าอีกข้าง มือจับเพื่อทรงตัว กางขาอีกด้านออกมาด้านข้างกระดกข้อเท้า แขม่วท้อง/ยืดอก หายใจออกตอนกางขาออก ทำช้า สลับข้าง ทำข้างละ 10 ครั้ง

ท่าที่ 2) ยืนหาที่จับให้มั่นคง กางขาเท่าข้อสะโพก ลงน้ำหนักที่เท้าอีกข้าง มือจับเพื่อทรงตัว  กระดกข้อเท้า เหยียดขามาด้านหลัง ให้รู้สึกที่ก้นเกร็งขึ้นมา แขม่วท้อง/ยืดอก หายใจออกตอนเหยียดขามาด้านหลัง ทำช้า สลับข้าง ทำข้างละ 10 ครั้ง

ท่าที่ 3) นั่งเก้าอี้ที่มั่นคง เลื่อนก้นออกจากพนักเก้าอี้ วางเท้าเท่าระดับสะโพก มือทาบไขว้ที่หน้าอก กดน้ำหนักลงที่ผ่าเท้า โน้มตัวไปด้านหน้า กดน้ำหนักลงที่เท้าเกร็งก้น ดันตัวขึ้นยืนตรง  อย่างช้าๆ ให้รู้สึกถึงกล้ามเนื้อก้นทำงาน  พร้อมแขม่วท้องนิด ตลอด หายใจออกตอนดันตัวขึ้น ทำ10 รอบ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาธาตุให้มีประโยชน์สูงสุด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาธาตุให้มีประโยชน์สูงสุด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาธาตุให้มีประโยชน์สูงสุด

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เราเคยคุยกันถึงเรื่องยาธาตุมาแล้ว มาวันนี้จะพาคุณผู้อ่านไปวิเคราะห์เจาะลึกกับยาธาตุให้ลึกลงไป เพราะเชื่อว่าทุกคนมีโอกาสใช้นี้ค่อยข้างบ่อย เวลามีอาการจุกเสียดแน่นท้อง
คำว่า “ธาตุ” มาจากแนวคิดของแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนโบราณที่มองว่าร่างกายมนุษย์และสรรพสิ่งในธรรมชาติประกอบขึ้นจากธาตุทั้งสี่ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ หากธาตุตัวใดเสียสมดุลจะทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธาตุลมและธาตุไฟ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบย่อยอาหารและการทำงานของกระเพาะลำไส้
ธาตุลมที่เสียสมดุลมักแสดงออกในรูปอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด แน่นท้อง เรอ มีลมในท้องมาก ธาตุไฟที่เสียสมดุลมักเกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร เช่น ย่อยไม่ดี อาหารไม่ย่อย หรือมีกรดในกระเพาะมากเกินไป
ยาธาตุจึงเป็นยาที่มีส่วนผสมของสมุนไพรหรือสารเคมีที่มีฤทธิ์ปรับสมดุลของธาตุลมและธาตุไฟ ช่วยขับลม ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ และช่วยย่อยอาหาร
ยาธาตุที่รู้จักกันดีและนิยมใช้ในประเทศไทยมี 2 ชนิดหลัก คือ ยาธาตุน้ำแดง และ ยาธาตุน้ำขาว โดยมีส่วนประกอบและสรรพคุณแตกต่างกัน ยาธาตุน้ำแดงมีส่วนประกอบหลัก ได้แก่ โซเดียมไบคาร์บอเนต มีฤทธิ์เป็นด่างช่วยการสะเทินกรดในทางเดินอาหาร จึงช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการจุกเสียด แน่นท้อง และน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพรต่าง ๆ เช่น น้ำมันสะระแหน่ หรือเปปเปอร์มินต์ น้ำมันผักชีลาว น้ำมันขิง น้ำมันพริก โกฐน้ำเต้า และการบูร เป็นต้น ทั้งหมดมีสรรพคุณขับลมในกระเพาะและลำไส้ ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด แน่นท้อง ช่วยบรรเทาอาการเรอเหม็นเปรี้ยว อาเจียนที่เกิดจากกรดเกิน
ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยมีอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือมีอาการจุกเสียดได้ สามารถเลือกใช้ยาธาตุน้ำแดงได้ แม้ยาธาตุน้ำแดงมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง แต่ผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูงที่ยังคุมอาการไม่ได้ ควรระมัดระวังการใช้นี้ ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา เนื่องจากมีส่วนประกอบของเกลือโซเดียม
ส่วนยาธาตุน้ำขาว มีส่วนประกอบหลักคือ ฟีนิลซาลิไซเลท หรือ ซาลอล ซึ่งสารนี้มีฤทธิ์เชื้ออ่อน ๆ ในลำไส้ และอาจมีเมนทอล ช่วยขับลมและให้ความรู้สึกเย็นสบายในช่องท้อง บางตำรับใส่น้ำมันจากลูกผักชีเทศ ซึ่งช่วยขับลม
อย่างไรก็ตามยาธาตุน้ำขาว ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยาแอสไพริน เนื่องจากมีโครงสร้างของซาลอลกับแอสไพรินนั้นมีความคล้ายกัน และทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ยาธาตุน้ำขาวมีฤทธิ์เชื้ออ่อน ๆ จึงช่วยแก้ท้องเสียที่เกิดจากการติดเชื้อแบบไม่รุนแรง ช่วยขับลม และบรรเทาอาการไม่สบายท้อง แต่ยาธาตุน้ำขาวไม่ได้ช่วยในการลดกรดในทางเดินอาหาร
ไม่ว่ายาธาตุชนิดใด ก่อนรับประทาน ต้องเขย่าขวดก่อนใช้เสมอ ส่วนเด็กและสตรีมีครรภ์ และสตรีที่กำลังให้นมบุตร เมื่อจะใช้ยาธาตุทั้งสองชนิดนี้ ต้องปรึกษาเภสัชกรเพื่อกำหนดขนาดยาที่เหมาะสม
เมื่อคุณอ่านมาถึงตรงนี้จะพบว่า ทั้งยาธาตุน้ำแดงและยาธาตุขาวเป็นยาที่ใช้ตามอาการ แต่หากใช้ปริมาณมากกว่าที่กำหนดหรือใช้ติดต่อนานเกินไป อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เช่น ใช้ยาตามอาการโดยไม่แก้ที่ต้นเหตุอาจนำไปสู่ความรุนแรงของโรคที่เพิ่มขึ้น เช่น การปวดท้อง จุกเสียด อาหารไม่ย่อย เนื่องจากมีแผลหรือก้อนในกระเพาะอาหาร แต่ผู้ป่วยเลือกกินยาบรรเทาอาการเพื่อซื้อเวลาไปเรื่อย ๆ ก็อาจนำไปสู่โรคที่รุนแรง หรือลุกลามมากขึ้น
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นยาธาตุสีใด ถ้าใช้ไปแล้ว 2-3 วันแต่อาการรุนแรงขึ้น หรืออาการเบาลงเฉพาะตอนรับประทานยา แต่เมื่อหมดฤทธิ์ยาแล้วอาการกลับมาอีก ก็ต้องรีบไปปรึกษาเภสัชกรใกล้บ้าน หรือไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อหาสาเหตุของอาการและแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ และขอย้ำว่ายาธาตุที่เปิดใช้แล้ว มีอายุเพียง 6 เดือนเท่านั้น เมื่อเปิดใช้แล้วจึงต้องเขียนวันที่กำกับไว้ และไม่ควรซื้อยาขนาดบรรจุที่มากเกินไป เพราะอาจใช้ไม่หมดภายใน 6 เดือน
หากคุณมีคำถามเกี่ยวกับยา โปรดสอบถามได้ที่ line @guruya ศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ข้ามโขงเชื่อมศิลป์! ปรากฏการณ์ศิลปะครั้งประวัติศาสตร์ นิทรรศการ ‘75 ปี แห่งความงดงามของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – ลาว’

ข้ามโขงเชื่อมศิลป์! ปรากฏการณ์ศิลปะครั้งประวัติศาสตร์  นิทรรศการ ‘75 ปี แห่งความงดงามของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – ลาว’

ข้ามโขงเชื่อมศิลป์! ปรากฏการณ์ศิลปะครั้งประวัติศาสตร์ นิทรรศการ ‘75 ปี แห่งความงดงามของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – ลาว’

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

            เมื่อศิลปะทลายทุกพรมแดน บอกเล่ามิตรภาพผ่านปลายพู่กัน ฯพณฯ เอกอัครราชทูตแห่งราชอาณาจักรไทยประจำ สปป. ลาว ชวนชาว Art Lovers ข้ามโขงไปเวียงจันทน์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการพิเศษ “75 ปี แห่งความงดงามของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – ลาว” บันทึกการเดินทางแห่งมิตรภาพอันงดงาม ถ่ายทอดผ่านงานศิลปะของ 30 ศิลปินลาวและ 30 ศิลปินไทย  ที่บอกเล่าเรื่องราวประทับใจผ่านการคัดสรรโดยภัณฑารักษ์ทั้งชาวลาวและไทย สะท้อนถึง “มิตรภาพ” ที่ผูกพันแน่นแฟ้นมานานหลายทศวรรษ

          30 ศิลปินไทยที่ร่วมจัดแสดงผลงานศิลปะ อาทิ  เกียรติภูมิ งามชมภู, แก้วสุดา บุตรเผียน, จิรโรจน์ ศรียะพันธุ์, ชลิต นาคพะวัน, ทองไมย์ เทพราม, เรืองศักดิ์ ปัดถาวะโรม, ธวัชชัย หอมทอง, นรากร สิทธิเทศ, ประสิทธิ์ วิชายะ, พรสวรรค์ นนทะภา,สุธี คุณาวิชยานนท์, อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ เป็นต้น ส่วนศิลปินลาว อาทิ Outhavadeth Choulamamy, Phonepaseth Keosomsak, Sernly Chanvixay, Sivilay Saypasert, Sone Kouphasert, Tounisa Lornamphim, Willie Xaiwouth,  Willy Hansana เป็นต้น

นิทรรศการพิเศษ “75 ปี แห่งความงดงามของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – ลาว”  จัดแสดงปรากฏการณ์ศิลปะรวม 4 แกลเลอรีชั้นนำทั่วนครหลวงเวียงจันทน์  ได้แก่ หอศิลป์ สถาบันวิจิตรศิลป์แห่งชาติลาว (National Institute of Fine Arts) สายลม อาร์ต สตูดิโอ (Saylom Art Studio) บ้านสีน้ำ (Water Colour House)  และ i:cat gallery  เพื่อให้ผู้มาเยือนได้มีโอกาสสัมผัสกับมิตรภาพที่จับต้องได้ผ่านงานศิลป์หลากหลายรูปแบบ เช่น จิตรกรรมและประติมากรรม ระหว่างศิลปินสองฝั่งโขง จัดแสดงระหว่างวันที่ 9-17 กรกฎาคม 2568 หลังจากนั้นผลงานศิลปะกว่า 70 ชิ้นจะสัญจรมาจัดแสดงที่อุดรธานี ประเทศไทย เพราะมิตรภาพสามารถสื่อสารผ่านศิลปะได้อย่างงดงาม

เกียรติภูมิ งามชมภู

เกียรติภูมิ งามชมภู

เรืองศักดิ์ ปัดถาวะโร

เรืองศักดิ์ ปัดถาวะโร

ทองไมย์ เทพราม

ทองไมย์ เทพราม

ชลิต นาคพะวัน

ชลิต นาคพะวัน

จิรโรจน์ ศรียะพันธุ์

จิรโรจน์ ศรียะพันธุ์

แก้วสุดา บุตรเผียน

แก้วสุดา บุตรเผียน

dTMS ทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคซึมเศร้า

dTMS ทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคซึมเศร้า

dTMS ทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคซึมเศร้า

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรคซึมเศร้า เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพจิตที่พบได้บ่อยและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก ทำให้การรักษาโรคซึมเศร้าจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยคืนคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งในปัจจุบันมีวิธีการรักษาโรคซึมเศร้าหลายวิธี เช่น การรักษาด้วยยา การทำจิตบำบัด และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดคือ dTMS หรือ Deep Transcranial Magnetic Stimulation เป็นการใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้ากระตุ้นเซลล์ประสาทในสมองส่วนลึก เพื่อช่วยลดอาการซึมเศร้าโดยไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงเหมือนยาบางชนิด

แพทย์หญิงณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล จิตแพทย์โรงพยาบาลBMHH- Bangkok Mental Health Hospital กล่าวว่า โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทในสมองหลายชนิด เช่น ซีโรโทนิน (serotonin) นอร์เอพิเนฟริน (norepinephrine) และโดปามีน (dopamine) ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการเศร้าหมอง เบื่อหน่าย หมดความสนใจในสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต รู้สึกสิ้นหวัง ไร้ค่า และอาจคิดฆ่าตัวตายได้

สาเหตุของโรคซึมเศร้าเกิดจากหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม,การเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง และเหตุการณ์ในชีวิตที่เครียดหรือกระทบกระเทือนจิตใจ เช่น การสูญเสีย การหย่าร้าง การถูกล่วงละเมิด เป็นต้น

ปัจจุบันโรคซึมเศร้ามีการรักษาหลายวิธี เช่น การรักษาด้วยยา, การทำจิตบำบัด และการรักษาด้วย dTMS หรือ Deep Transcranial Magnetic Stimulation คือการปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปกระตุ้นสมองในจุดที่มีผลต่อโรค เพื่อกระตุ้นทำให้เกิดกระเเสประสาท แล้วทำให้เกิดการหลั่งสารเคมีในสมอง ในการที่จะปรับสมดุลการทำงานของสมองให้เข้าสู่ภาวะปกติและลดการเกิดอาการซึมเศร้าลงได้ โดยการรักษาด้วย dTMS นี้ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ว่ามีความปลอดภัยเเละมีประโยชน์ช่วยในการรักษาโรคซึมเศร้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง มีผลข้างเคียงจากยา ไม่ตอบสนองต่อยา หรือรับประทานยาเกินหนึ่งปีแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น แต่ในปัจจุบันมีการนำ dTMS มาใช้ร่วมกับการรักษาด้วยการทำจิตบำบัดเเละการกินยาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรักษาให้ดีขึ้นอีกด้วย

dTMS เป็นการปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากระตุ้นบริเวณสมองส่วนหน้าในแต่ละครั้งจะกระตุ้นผ่านหมวกอุปกรณ์ที่ผู้ป่วยสวมใส่ที่ศีรษะโดยจะกระตุ้น 2 วินาที และเว้นพักเป็นระยะเวลา 20 วินาที จึงกระตุ้นซ้ำต่อเนื่องไป 20-30 นาที ผลการตอบสนองต่อการรักษาด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นกับจำนวนครั้งสะสมของการกระตุ้น แต่มีข้อจำกัดในการกระตุ้นแต่ละวัน จึงจำเป็นต้องกระตุ้นต่อเนื่องอย่างน้อย 10-15 วัน หรือเว้นไม่เกิน 1 สัปดาห์ ทั้งนี้ก่อนรับการรักษาด้วย dTMS จิตแพทย์จะประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วยทุกราย

จุดเด่นของ dTMS คือ  ให้ผลการรักษาที่ดีกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีอาการรุนแรงและดื้อต่อการรักษาด้วยวิธีอื่นลดอาการด้านลบ ทำให้อาการซึมเศร้าดีขึ้น และวิตกกังวลลดลง เป็นการรักษาที่มีความปลอดภัย มีผลข้างเคียงจากการรักษาค่อนข้างน้อย เป็นวิธีการรักษาที่สามารถใช้ร่วมกับการรักษาวิธีอื่น เช่น การรักษาด้วยการกินยา หรือการรักษาโดยการทำจิตบำบัดได้

อย่างไรก็ตาม โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่สามารถรักษาหายได้ หากรู้ตัวเองเร็วแล้วรีบมารักษา ซึ่งการตรวจหาโรคในระยะเริ่มต้นเป็นส่งสำคัญมาก เบื้องต้นให้สังเกตอาการตัวเองและคนรอบข้างว่า มีอาการเข้าข่ายโรคซึมเศร้าหรือไม่ หากมีอาการเศร้านานกว่า 2 สัปดาห์ แนะนำให้ไปปรึกษาจิตแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที