​‘เมิงเว เรณู Learning City’ เติมพลังกิจกรรมสร้างสรรค์เยาวชน ขับเคลื่อนพื้นที่สาธารณะเชิงวัฒนธรรม

​‘เมิงเว เรณู Learning City’ เติมพลังกิจกรรมสร้างสรรค์เยาวชน ขับเคลื่อนพื้นที่สาธารณะเชิงวัฒนธรรม

​‘เมิงเว เรณู Learning City’ เติมพลังกิจกรรมสร้างสรรค์เยาวชน ขับเคลื่อนพื้นที่สาธารณะเชิงวัฒนธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยนครพนม โดยคณะดำเนินงาน “เมิงเว เรณู Learning City” ร่วมกับ เยาวชนเรณูนครกลุ่ม “Awaken-เว-Soulcity โดย เด๋กเมิงเวแปงเมิง” เครือข่ายคนรุ่นใหม่ และกลุ่มศิลปินในพื้นที่ จัดกิจกรรม “Awaken เว Soulcity” EP. Finding your เว (way) in Soulsp8ce เพื่อขับเคลื่อนพื้นที่สาธารณะเชิงวัฒนธรรมและสร้างสรรค์ ณ ถนนเรณูสามัคคี ชุมชนก้าวพัฒนา (บริเวณหน้าวัดธาตุเรณู) ต.เรณู อ.เรณูนคร จ.นครพนม

ทั้งนี้ กิจกรรม “Awaken เว Soulcity” EP. Finding your เว (way) in Soulsp8ce เป็นความร่วมมือกันหลายฝ่ายของเครือข่ายนักสร้างสรรค์จังหวัดนครพนม ซึ่งได้รับการสนับสนุน จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.)

โดยภายในงานเต็มไปด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ เป็นการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนแสดงศักยภาพและปลดปล่อยความเป็นตัวตน อาทิ นิทรรศการ “ฮอยฮัก ฮ้อยฮู้” ถ่ายทอดเรื่องราวผู้ไทเมิงเวผ่านศิลปะและการจัดแสดงเชิงวัฒนธรรม โซนเวิร์กชอป งานคราฟต์ กำไลลูกปัด และศิลปะ Collage จากเศษผ้า โซนเกมส์ ร่วมสนุกกับบอร์ดเกมส์และกิจกรรมเกมท้องถิ่น พร้อมลุ้นของรางวัล

นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนา หัวข้อ “ฝันวัยรุ่น ประวัติศาสตร์ผู้ไทฉบับ Gen Z” จุดประกายความคิดรุ่นใหม่เชื่อมโยงกับรากเหง้า การแสดงดนตรีและศิลปะการแสดง จากเยาวชนและกลุ่มศิลปินรุ่นใหม่ ตลาดน้อยของเยาวชน รวมอาหารและเครื่องดื่มจากฝีมือคนรุ่นใหม่ และโครงการ “อ่าน สร้าง ชาติ” โดยมูลนิธิกระจกเงา พร้อมแจกหนังสือฟรีเพื่อเสริมองค์ความรู้แก่ผู้ร่วมงาน

กิจกรรมครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการสร้างความบันเทิง แต่ยังเป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันของชุมชน ที่สะท้อนถึงพลังความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชน และการมีส่วนร่วมของคนทุกเพศทุกวัยในท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนพื้นที่สาธารณะเชิงวัฒนธรรมและสร้างสรรค์ โดยมีเยาวชน คนรุ่นใหม่ ศิลปินท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรม

แหวกฟ้าหาฝัน : Hellenic Motor Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Hellenic Motor Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Hellenic Motor Museum Athens

วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบรถเก่า หากมีเวลามาเอเธนส์ สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ควรเยือนให้ได้ก็คือ Hellenic Motor Museum คำว่า Hellenic แปลว่ากรีกโบราณ Hellenic Motor Museum คือ มิวเซียมรถของชาวกรีกนั่นเอง มิวเซียมรถนี้เป็นของ Theodore Charagionis Foundation ถูกก่อตั้งโดย Theodore Charagionis เพื่อใช้เก็บสะสมรถของบิดาผู้ชื่นชอบการขับรถ เขาเริ่มหันมาสะสมรถแทนการแข่งรถในปี 1977 เมื่อบุตรชายคนแรกเกิด รถคันแรกที่เขาสะสมมาจากรถในฝันของเขายี่ห้อ Maserati Mistral ก่อนที่จะเป็น Rolls Royce Wraith แล้วตามด้วย Jaguars E type, Lancia Appia Zagato, Austin Healey 3.000 อย่างละ 2 คัน และ Dinos 3 คัน

เมื่อเริ่มสะสมมากขึ้นจนมีมากถึง 25 คัน เขาก็เริ่มเกรงว่าจะตกเป็นทาสของการสะสม แทนที่จะเป็นไปเพื่อความสนุก ในที่สุดเขาเลยเกิดความคิดที่จะสร้างมิวเซียมรถขึ้นด้วยเหตุผล 3 ข้อคือ 1 เขาเชื่อว่าอุตสาหกรรมที่กรีกจะทำในอนาคตคือ ท่องเที่ยว 2 กรีซไม่เพียงขายความเก่าได้ กรีซยังขายความใหม่ได้ด้วย 3 ความมั่งคั่งที่เขาได้รับควรตอบแทนประเทศให้มากกว่าการเสียภาษีด้วย

โดยทั่วไป มิวเซียมรถมักเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ยกเว้นมิวเซียมรถของค่ายรถใหญ่ ๆ อย่างในเยอรมัน อาทิ เบนซ์ บีเอ็มดับเบิลยู ดังนั้น มิวเซียมรถจึงมักไม่ตั้งอยู่กลางเมืองอันเป็นผลมาจากการที่ที่ดินในเมืองมักมีราคาแพง แต่การตั้งมิวเซียมนอกเมืองก็ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเยี่ยมชมลำบาก การที่ Theodore Charagionis มีประสบการณ์กับอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างดีจึงทำให้เขาสามารถหาสถานที่จัดตั้งมิวเซียมกลางเมืองซึ่งเดินทางสะดวกด้วยรถสาธารณะที่เก็บสะสมรถได้ไม่น้อยไปกว่า 50 คันในราคาไม่แพงนัก ปี 1999 เขาเริ่มรวบรวมที่ผืนเล็กจากบริเวณ Plaka ระหว่างถนน Andrianou กับ Pandrosou และทำการก่อสร้างตึก 4 ชั้นให้มีพื้นที่ 3 หมื่นตารางเมตรโดยใช้เป็นพื้นที่จอดรถ 50% เพื่อจอดรถ 111 คัน และส่วนสนับสนุนอีก 3 พันตารางเมตรเพื่อใช้เป็นโชว์รูม ห้องเรียนเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนสำหรับเด็ก และห้องขายของที่ระลึก

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้ชื่นชมรถสะสมที่แบ่งเป็นยุค ๆ เฉกเช่นเดียวกันกับการจัดแสดงมิวเซียมศิลปะ อาทิ Antique, Veteran , Vintage, Post Vintage, Classic, Post Classic และ Modern รถในแต่ละยุคจะเรียงรายกันตามยี่ห้อที่เด่น ๆ ให้ชมอย่างจุใจ เช่น ยุค Vintage จะมี Willys, Avion, Chrysler, Lincoln, Nash, Hudson, Daimler ยุค Post Vintage  จะมี Frazer, BMW , Alvis, Adler, Rolls Royce, Bugatti, Delage, Packard ยุค Classic จะมีมากเป็นพิเศษ อาทิ Lagonda, Aston Martin, Abarth, Alfa Romeo, Ferrari, Lancia, Bentley, Borgward, Jaguar, Mercedes-Benz, Porsche, Bristol, Ford, MG และ Healey หลังจากได้ชมรถเก่าจนจุใจแล้ว ก่อนกลับนักท่องเที่ยวอาจหาซื้อของที่ระลึกพวกโมเดลรถได้ที่ร้านขายของที่จัดไว้อย่างหรูหราไปชื่นชมต่อที่บ้านได้อีกต่างหากด้วย

Photo of the week :เครื่องบินกองทัพอากาศ ตกใส่อาคารเรียนในบังกลาเทศ

Photo of the week :เครื่องบินกองทัพอากาศ ตกใส่อาคารเรียนในบังกลาเทศ

Photo of the week :เครื่องบินกองทัพอากาศ ตกใส่อาคารเรียนในบังกลาเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประมวลภาพโศกนาฏกรรม เครื่องบินฝึกของกองทัพอากาศบังกลาเทศ ตกใส่อาคารโรงเรียนและวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงธากาของบังกลาเทศ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (21 ก.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 31 ราย ในจำนวนนี้เป็นนักบิน 1 นาย นักเรียน 25 คน และครูประจำโรงเรียนอย่างน้อย 1 คน และมีผู้บาดเจ็บ 88 คน ในจำนวนนี้ 5 คนอาการสาหัสจากแผลไฟไหม้ทั่วร่างกาย

กองทัพอากาศบังกลาเทศแจ้งว่า เครื่องบินฝึกบินลำนี้เป็นรุ่นที่ผลิตในประเทศจีน นักบินประจำเครื่องเผชิญเหตุเครื่องยนต์ขัดข้องตั้งแต่นำเครื่องบินขึ้นจากฐานทัพอากาศช่วงบ่ายวันจันทร์ ก่อนจะพุ่งตกใส่อาคารโรงเรียนในอีกไม่กี่นาทีต่อมา การบินครั้งนี้เป็นการบินเดี่ยวครั้งแรกนักบินนายนี้ เพื่อให้สำเร็จหลักสูตรการฝึกบิน และเขาพยายามสุดความสามารถในการบังคับเครื่องออกจากบริเวณที่มีผู้คนหนาแน่น

คาโอ จับมือ วิศวกรรมศาสตร์ มช. เปิดถนนสีเขียว ‘Green Pavement’

คาโอ จับมือ วิศวกรรมศาสตร์ มช. เปิดถนนสีเขียว ‘Green Pavement’

คาโอ จับมือ วิศวกรรมศาสตร์ มช. เปิดถนนสีเขียว ‘Green Pavement’

วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Kao ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคและเคมีภัณฑ์ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น จับมือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดตัวโครงการ “ถนนสีเขียว Green Pavement” ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชูนวัตกรรม NEWTLAC ที่นำขวดพลาสติก PET ที่ใช้แล้ว นำกลับมาเป็นเคมีภัณฑ์ที่เป็นส่วนผสมยางมะตอยเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการก่อสร้างถนนให้แข็งแรง ทนทาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยคาโอได้สนับสนุนงบประมาณและวัสดุมูลค่ารวม 1,230,000 บาท เพื่อสร้างถนนในครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย

นฤมล นาคะเกศ รองประธาน ฝ่ายขายเคมีภัณฑ์ บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ คณะวิศวกรรม ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในโครงการถนนสีเขียว Green Pavement ครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของคาโอที่ได้นำนวัตกรรม NEWTLAC มาสร้างประโยชน์ในเชิงรูปธรรม เพื่อตอบโจทย์กลยุทธ์ด้านความยั่งยืนในเรื่อง “การไม่สร้างขยะ” โดยโครงการนี้พิสูจน์ว่าขยะขวดพลาสติก PET สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและนำกลับมาใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงและปลอดภัยได้จริง โดยมีงานวิจัยจาก Kao Corporation ประ เทศญี่ปุ่น ยืนยันว่า ถนน 100 ตารางเมตรที่ใช้ NEWTLAC สามารถรีไซเคิลขวด PET ได้มากถึง 1,430 ขวด ถนนเส้นนี้จึงเป็นถนนต้นแบบสำ คัญที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนางานโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยต่อไป”

โครงการถนนสีเขียว “Green Pavement” มีส่วนหนึ่งเป็นต้นแบบถนนยางมะตอยแบบซึมน้ำ (Porous Asphalt) ที่ผสานเทคโนโลยี NEWTLAC 5510 ของคาโอ ซึ่งพัฒนาจากการนำขวดพลาสติก PET ที่ใช้แล้ว มาผ่านกระบวนการทางเคมีจนได้ผงละเอียดสีเหลืองคล้ายน้ำตาลทราย จากนั้นนำไปผสมกับยางมะตอยปกติ ผลลัพธ์ที่ได้คือยางมะตอยชนิดพิเศษที่มีคุณสมบัติโดดเด่นทั้งด้านความแข็งแรง ความทนทานกว่าเดิม ทนการกัดเซาะน้ำได้ดี และยืดอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าเดิม โดยคาโอได้สนับสนุนงบประมาณและวัสดุมูลค่ารวม 1,230,000 บาท สำหรับปรับปรุงถนนภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระยะทาง 469 เมตร เป็นพื้นที่กว่า 3,000 ตารางเมตร โดยใช้ NEWTLAC 1.3 ตัน ซึ่งสามารถรีไซเคิลขวดพลาสติก PET ได้ถึง 18,909 ใบ ทำให้ถนนเส้นนี้รักษ์โลก และยังมีคุณสมบัติโดดเด่นเรื่องความแข็งแรง ทน ทาน ดูดซับน้ำได้ดี อีกทั้งยังรักษาระบบนิเวศเดิมของมหาวิทยาลัย

รศ.ดร.ธงชัย ฟองสมุทร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวเสริมว่า“คณะวิศวกรรมศาสตร์มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นสถา บันการศึกษาชั้นนำที่สร้างสรรค์งานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับคาโอในโครงการ Green Pavement นี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการ Plastic Road Pavement from KAO NEWTLAC as recycle PET product ของคณะวิศวกรรมศาสตร์” ไม่เพียงตอบโจทย์ด้านวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น ‘Living Lab’ หรือห้องปฏิบัติการที่มีชีวิต ให้นักศึกษาและคณาจารย์ได้เรียนรู้และทดสอบประสิทธิภาพของวัสดุทดแทนในสภาพแวดล้อมจริง โดยถนนเส้นนี้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรง ทนทาน สามารถดูดซับน้ำได้ดี ช่วยรักษาระบบนิเวศและต้นไม้ใหญ่ซึ่งเป็นทัศนียภาพอันมีค่าของมหาวิทยาลัย โครงการนี้จึงถือว่าเป็นต้นแบบสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยต่อไปในอนาคต” 

โครงการถนนสีเขียว “Green Pavement” ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นี้ นับเป็นพื้นที่แห่งที่ 3 ที่คาโอได้นำนวัตกรรม NEWTLAC ไปใช้งานจริง ก่อนหน้านี้ได้นำร่องในสองพื้นที่สำคัญ ได้แก่ ถนนในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี พื้นที่ 500 ต.รม.และจุดทางด่วนด่านดินแดงขาเข้ามุ่งสู่ดอนเมือง (ทางยกระดับอุตราภิมุข หรือดอนเมืองโทลล์เวย์) ทั้งสถานีด้านในและสถานีด้านนอก พื้นที่ 1,500 ต.รม.โดยความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของทั้ง 3 โครงการ ถือเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของคาโอในการสร้างสรรค์สิ่งดี เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ไม่หวั่น ‘ท่วม-แล้ง’ มีธนาคารน้ำใต้ดินช่วย สร้างโมเดลบริหารจัดการน้ำของเกษตรกร

ไม่หวั่น ‘ท่วม-แล้ง’ มีธนาคารน้ำใต้ดินช่วย สร้างโมเดลบริหารจัดการน้ำของเกษตรกร

ไม่หวั่น ‘ท่วม-แล้ง’ มีธนาคารน้ำใต้ดินช่วย สร้างโมเดลบริหารจัดการน้ำของเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อวิถีเกษตรกรรม “น้ำ” คือปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ที่หลายชุมชนต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม น้ำแล้ง หรือการขาดแคลนแหล่งน้ำสำรอง ยิ่งในยุคที่สภาพอากาศแปรปรวน การบริหารจัดการน้ำจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

“เมื่อปี 2564 หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้าของเรามีปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก จนต้องซื้อน้ำมาใช้ในการเลี้ยงหมูและปลูกพืช แต่เมื่อฝนตกหนัก กลับมีปัญหาน้ำท่วมขัง จึงนึกถึงแนวคิด “ธนาคารน้ำใต้ดิน” ซึ่งเป็นระบบเติมน้ำฝนหรือน้ำส่วนเกินในฤดูฝน ลงไปเก็บในชั้นหินอุ้มน้ำใต้ดิน เหมือนการออมทรัพยากรธรรมชาติไว้ใช้ยามจำเป็น เราจึงเริ่มทำโครงการนับตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เคยมีปัญหาภัยแล้งหรือน้ำท่วมขังอีกเลย” ภักดี ไทยสยาม ประธานกรรมการ หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา บอกเล่าถึงที่มาโครงการเริ่มต้นด้วยการร่วมมือกันของเกษตรกรในหมู่บ้านฯ และทีมงานซีพีเอฟที่เป็นพี่เลี้ยงคอยสนับสนุนหมู่บ้านฯ มาตลอด 48 ปี ควบคู่กับการถ่ายทอดความรู้อย่างลึกซึ้ง จากสถาบันน้ำนิเทศศาสนคุณ โดยผนวกความรู้ทางธรณีวิทยาการไหลของน้ำและแนวคิดพึ่งพาตนเอง จนสามารถพัฒนาระบบธนาคารน้ำใต้ดิน ทั้งแบบเปิดและแบบปิดได้อย่างครบวงจร ช่วยหล่อเลี้ยงทั้งการเลี้ยงหมูและการปลูกพืชซึ่งเป็นอาชีพหลักของชุมชนได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่น้ำที่เพียงพอ แต่ยังช่วยลดต้นทุนค่าน้ำได้ถึงปีละ 1 ล้านบาท แก้ปัญหาน้ำท่วมขัง น้ำเน่าเสีย เพิ่มความชุ่มชื้นในดิน ยกระดับสุขอนามัยในชุมชน จนทำให้หมู่บ้านฯ แห่งนี้กลายเป็น “ศูนย์เรียนรู้ธนาคารน้ำใต้ดิน” ที่หลายชุมชนเข้ามาศึกษาและนำไปปรับใช้

จากความสำเร็จของหนองหว้า ที่เป็นต้นแบบของการ “ฝากน้ำไว้กับดิน” ขยายผลสู่ หมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร ต.เทพนคร อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมขังในฤดูฝนและขาดแคลนน้ำหน้าแล้งมายาวนาน

 “ชุมชน องค์กรปกครองท้องถิ่น และซีพีเอฟ ร่วมมือกันภายใต้แนวคิด “ขีด คิด ร่วม ข่าย” ริเริ่มโครงการธนาคารน้ำใต้ดินอย่างเป็นระบบ โดยศึกษาดูงานจากหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า มีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ไปจนถึงการขุดบ่อธนาคารน้ำแบบเปิดและปิดภายในพื้นที่ รวม 10 บ่อ ชาวชุมชนสามารถนำพื้นที่เดิมที่ถูกน้ำท่วมขังกลับมาใช้ประโยชน์ทางเกษตรได้มากกว่า 50 ไร่ มีน้ำใช้ในการเลี้ยงหมูและปลูกพืชได้ตลอดปี พร้อมต่อยอดสู่โครงการ “1 บ้าน 1 บ่อ” ให้ครอบคลุมครบ 40 ครัวเรือนภายในปี 2569” พิเชษฐ์ ใหญ่แก่นทราย ประธานหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร บอกอย่างภูมิใจ

ที่นี่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การจัดการน้ำ แต่ยังพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ ที่เปิดให้ชุมชนอื่นๆ เข้ามาศึกษาดูงาน ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนรุ่นใหม่ หน่วยงานท้องถิ่น และเกษตรกรจากทั่วประเทศ สิ่งที่น่าทึ่งไม่ใช่แค่เทคโนโลยีหรือโครงสร้างของบ่อธนาคารน้ำ แต่คือ “กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน” ที่ทำให้คนในชุมชนเชื่อมั่นว่า พวกเขาสามารถดูแลทรัพยากรของตนเองได้จริง

วันนี้ ธุรกิจสุกร ซีพีเอฟ ต่อยอดความสำเร็จของโครงการธนาคารน้ำใต้ดินทั้งสองหมู่บ้าน สู่สถานประกอบการของบริษัทอีก 8 แห่ง ทั้งที่ ฟาร์มสุรินทร์ ฟาร์มยโสธร ฟาร์มจอมทอง ฟาร์มวังชมภู ฟาร์มอุดมสุข ฟาร์มราชบุรี รวมถึงที่โรงชำแหละสุกรจันทบุรีและยโสธรให้หันมากักเก็บน้ำไว้ใช้เอง ลดการพึ่งพาน้ำดิบจากธรรมชาติ

โครงการธนาคารน้ำใต้ดิน ทั้งที่หนองหว้า กำแพงเพชร รวมถึงฟาร์มและโรงชำแหละของซีพีเอฟ สะท้อนให้เห็นว่า การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีราคาแพง แต่เป็นการผสานพลังของชุมชน ภาคเอกชน และองค์ความรู้ท้องถิ่นเข้าด้วยกัน ธนาคารน้ำใต้ดินจึงไม่ได้เป็นแค่บ่อเก็บน้ำใต้ดิน แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการ “คิดอย่างเป็นระบบ ทำอย่างมีส่วนร่วม และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง” ที่ช่วยให้ชุมชนมีทรัพยากรน้ำเพียงพอ รองรับวิถีชีวิตเกษตรกรรม และสร้างความมั่นคงทางน้ำในระยะยาว เพราะการฝากน้ำไว้กับดิน คือการวางรากฐานเพื่อความมั่นคงในอนาคต

ตะลอนเที่ยว : กรุงโตเกียว ยามค่ำ

ตะลอนเที่ยว : กรุงโตเกียว ยามค่ำ

ตะลอนเที่ยว : กรุงโตเกียว ยามค่ำ

วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อันที่จริงพาดหัวว่ากรุงโตเกียวยามค่ำก็ดูจะใหญ่โตเกินจริงมากไปสักหน่อย เพราะว่าจริงๆแล้วพาไปแค่วัดเซนโซจิ หรือที่ชอบเรียกว่าวัดอาซากุสะ ซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากแม่น้ำสุมิดะ และมองเห็น Tokyo Sky Tree อยู่ใกล้ๆ 

การไปเดินเที่ยวชมสถานที่แห่งนี้ในยามค่ำคืน ก็ให้อรรถรสแตกต่างจากการท่องเที่ยวในยามกลางวันไปอีกแบบหนึ่ง เพราะเวลาช่วงกลางวันจะมีผู้คนทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติคลาคล่ำอยู่ในบริเวณดังกล่าว แต่พอช่วงหลังจากหนึ่งทุ่มไปแล้ว สถานที่แห่งนี้ก็จะมีผู้คนเบาบางลงไปอย่างถนัดตา ทำให้ไม่ต้องเบียดเสียดแออัดกับผู้คนมากมายที่เข้าไปกราบนมัสการพระพุทธรูปในวัดเซนโซจิ แถมยังสามารถเดินไปชมริมฝั่งแม่น้ำสุมิดะ ได้อย่างปลอดโปร่งสบายใจ เพราะมีจำนวนผู้คนน้อยกว่าช่วงเวลากลางวันหลายเท่า 

วันนี้ขออนุญาตไม่พูดถึงประวัติของวัดเซนโซจิ เพราะพูดถึงมาแล้วหลายครั้งเวลาเขียนถึงวัดแห่งนี้ ถ้าหากจะมีคนถามว่าแล้ววัดเซนโซจิ มีอะไรสำคัญอยู่ภายใน ก็ตอบได้ทันทีว่ามีพระพุทธรูปและมีเจดีย์แบบญี่ปุ่น และที่สำคัญก็คือมีพระอวโลกิเตศวรกวนอิม ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของชาวญี่ปุ่นมาตั้งตั้งแต่สมัยโบราณกาล ดังนั้นจึงเชื่อกันว่าวัดแห่งนี้มีอายุเก่าแก่มากที่สุดของกลุ่มโตเกียว ส่วนรูปปั้นอวโลกิเตศวรกวนอิมนั้น มีประวัติว่าชาวประมงสองคนพบว่าอยู่ในแม่น้ำสุมิดะ จึงอัญเชิญขึ้นไปประดิษฐานไว้ในวัดแห่งนี้ 

ประเพณีปฏิบัติของผู้คนเมื่อไปถึงวัดแห่งนี้ก็คือ จะไปจุดธูปนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วปักธูปลงในกระถางธูปขนาดมหึมา ซึ่งตั้งอยู่หน้าวิหาร พร้อมกับขวักหรือพัดควันธูปเข้าสู่ร่างกายเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง แล้วก็จะขอพรต่างๆ ตามที่ตัวเองต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพที่ดี ความรักที่สมหวัง โชคลาภ ความร่ำรวยรุ่งเรือง

มันเป็นปกติเมื่อเวลาไปถึงวัดแห่งนี้ผู้คนก็มักจะเดินไปที่ริมแม่น้ำสุมิดะ เพื่อรับลมสดชื่นจากแม่น้ำ บางคนก็อาจจะเช่าเรือเพื่อชมลำน้ำแห่งนี้ด้วย 

แต่สำหรับทริปนี้ พวกเราไม่ได้ลงเรือ เนื่องจากค่ำแล้ว เพราะฉะนั้นจึงเดินสูดหายใจลึกๆ เพื่อรับเอาลมเย็นจากแม่น้ำเข้าสู่ปอดให้ฉ่ำปอด แล้วเดินหามุมถ่ายรูปตามจุดต่างๆ ซึ่งทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเวลามาเดินเที่ยวสถานที่แห่งนี้ในช่วงค่ำ แล้วได้ซึมซับบรรยากาศที่แตกต่างไปจากช่วงกลางวันอย่างมากมาย และที่สำคัญก็คือเวลานั่งรถไฟฟ้าจากสถานีต่างๆ ในช่วงเวลาค่ำก็ไม่ต้องแออัดกับผู้คนจำนวนมาก ซึ่งก็นับว่าเป็นบรรยากาศที่น่าประทับใจไม่ใช่น้อย 

จริงๆ แล้ววันนี้ไม่มีอะไรจะเล่าให้ฟังมากมายนัก เพราะว่าพูดเรื่องกลุ่มโตเกียวมาแล้วหลายครั้งหลายหลายแง่มุม เพราะฉะนั้นวันนี้จึงตั้งใจแค่นำภาพของวัดเซนโซจิ และบรรยากาศริมแม่น้ำสุมิดะ มาฝากเท่านั้น 

ถ้าหากคุณสนใจจะร่วมทริปไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นภายในกรุงโตเกียว หรือนอกกรุงโตเกียว โดยเน้นการท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ เที่ยวแบบละมุนละไม ไม่รีบเร่งไม่รีบร้อน และเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ สมาชิกน่ารักอัธยาศัยดี กินอาหารอร่อย นอนสบาย นั่งรถไฟเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ โดยมี Mr.  Flower เป็นหัวหน้าทัวร์ โปรดติดต่อหมายเลข 091-7233615 คณะของเราตั้งใจว่าจะไปเที่ยวญี่ปุ่นอีกครั้งในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หากสนใจร่วมทริปกับเราขอเรียนเชิญครับ

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

Science Update : วัยรุ่นอเมริกันส่วนใหญ่เคยใช้ AI เป็น ‘เพื่อนคุย’

Science Update : วัยรุ่นอเมริกันส่วนใหญ่เคยใช้ AI เป็น ‘เพื่อนคุย’

Science Update : วัยรุ่นอเมริกันส่วนใหญ่เคยใช้ AI เป็น ‘เพื่อนคุย’

วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เทคครันช์ (TechCrunch) รายงานผลการศึกษาใหม่จาก คอมมอน เซนส์ มีเดีย (Common Sense Media) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรของสหรัฐฯ พบว่า วัยรุ่นอเมริกันอายุ 13-17 ปีสนใจการพูดคุยกับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดยร้อยละ 72 เคยลองใช้เอไอเป็นเพื่อนพูดคุย และร้อยละ 52 พูดคุยกับเอไอเป็นประจำ

การศึกษานี้มุ่งเน้นไปที่แชตบอตปัญญาประดิษฐ์ที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้สามารถสนทนาในเชิงส่วนตัวหรือสนิทสนมได้มากขึ้น โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโกดำเนินการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างวัยรุ่น 1,060 คน ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2025

ผลสำรวจระบุว่า วัยรุ่นร้อยละ 46 มองว่าเพื่อนคุยปัญญาประดิษฐ์เป็นเพียงเครื่องมือหรือโปรแกรม ขณะที่ร้อยละ 33 ใช้เพื่อนคุยเอไอเพื่อปฏิสัมพันธ์ทางสังคมหรือความสัมพันธ์ และครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างวัยรุ่นระบุว่าไม่เชื่อถือข้อมูลที่ได้จากเพื่อนเอไอ

คุณแหน: 27 กรกฎาคม 2568

คุณแหน: 27 กรกฎาคม 2568

คุณแหน: 27 กรกฎาคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

II 28 กรกฎาคม วันครบรอบวันประสูติ ของ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ …..

II พรรคเพื่อไทยเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงกระชับความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาล ชื่อ พรรคเพื่อไทย สามัคคีประเทศ ปกป้องอธิปไตย แก้ปัญหาเพื่อประชาชน ที่ รร.อีสติน แกรนด์ พญาไท ขณะที่มีน้ำท่วมหลากที่น่าน และมีการปะทะกันตามชายแดนไทยกัมพูชา นี่แหละผู้บริหารประเทศ พูดอย่างที่ทำหรือเปล่า? …… 

II สุดเศร้าและอาลัยแด่ทหารที่เหยียบกับระเบิดและประชาชนที่เสียชีวิต จากจรวดฝั่งกัมพูชายิงไทยเรา สาเหตุเกิดจากขัดผลประโยชน์ของสองตระกูลชินวัตร และตระกูลฮุน……

II พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม กล่าว “ขอให้มั่นใจว่ากองทัพไทยยังปกป้องอธิปไตย ไม่ให้ใครมาล่วงล้ำดินแดนของเราได้เป็นอันขาด และกราบขออภัย รวมถึงให้กำลังใจพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนที่ได้รับผลกระทบ จากการปฏิบัติครั้งนี้ ทางกองทัพไทยอดทนอดกลั้นมาถึงที่สุดแล้ว เนื่องจากการปฏิบัติการของทหารกัมพูชาที่เรารับไม่ได้” …..

II พล.ร.ต.ทองย้อย แสงสินชัย กล่าว “พระที่ประพฤติพระธรรมวินัยแล้วไม่ยอมรับผิด เพราะย่ามใจหรือชะล่าใจว่าไม่มีใครรู้ ขอให้เรานำพระพุทธภาษิต เพื่อเตือนสติท่านและตัวเองด้วย เมื่อทำชั่วแล้วเชื่อว่าความลับย่อมไม่มีในโลก ต้นไม้ที่เกิดในป่ายังมีคนเห็นจนได้ คนโง่เท่านั้นที่เข้าใจว่าความชั่วที่ทำเป็นความลับ ฯลฯ” ……

II น่าฟังในข้อเขียนของ นพ.เกษม  ตันติผลาชีวะ เรื่องกิเลส พระ – กิเลสแพทย์ สรุป กิเลสมีกันทุกคน คนที่ควบคุมกิเลสได้ เป็นผู้ที่มีการพัฒนาทางจิตใจในระดับสูง จึงเหมาะจะเป็นทั้งพระ แพทย์ และผู้บริหารประเทศ …..

II ผู้ว่าแบงก์ชาติ ตั้งแต่ 1 ต.ค. 68 นาม วิทัย รัตนากร แม้กระทั่ง ศิริกัญญา ตันสกุล ฝ่ายค้านยกมือเชียร์ ต้องรอดูผลงานจะลดดอกเบี้ยและส่วนต่างดอกเบี้ยได้เท่าไหร่? ……. 

II ดร.ดิเรกฤทธิ์  เจนครองธรรม ประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต และอดีต สว. ได้โพสต์ ข้อความบนเฟสบุ๊กว่า ปชช.เชื่อว่าติดคุกทิพ ยิ่งไต่สวนยิ่งชัดเจน ราชทัณฑ์ จะคุมขังนักโทษโดยชอบได้อย่างไรในเมื่อไม่มีหลักฐาน กล้องวงจรปิด ทั้งในเรือนจำและที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ มาเป็นหลักฐานยืนยันต่อศาลได้เลย …..

II หลวงพ่อบุญ ขึ้นเทศน์คราใดนำหลักยึดคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นแนวทางปฏิบัติ เรื่องทำความดี ทำบุญสร้างกุศล โดยเฉพาะเน้นการถือศีล 5 คือ ห้ามฆ่าสัตย์ ห้ามลักทรัพย์ ห้ามพูดเท็จ ห้ามทำผิดในกาม และห้ามดื่มสุรา…… 

II ขออนุญาตนำบางส่วน ของ น.อ.สมโชค สวัสดิรักษ์ พระมหากษัตริย์สร้างรัฐชาติ ดำรงเอกราชพิลาสผล ขจัดทุกข์บำรุงสุขให้ทุกคน เพื่อผ่านพ้นผองภัยเลิศไพบูลย์ สามเหล่าทัพรวมพลังแผ่นดิน ล้มระบอบทักษิณให้สิ้นสูญ นายกฯหุ่นเชิดออกไปไม่เกื้อกูล ขอเทิดทูนสถาบันนิรันดร ……  

                                                                                                      น้องนิ่ง…นิ่ง…   

นาโนเทค จับมือสมาคมนาโนฯ คิกออฟ ‘NanoThailand2025’ โชว์ความสำเร็จงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

นาโนเทค จับมือสมาคมนาโนฯ คิกออฟ ‘NanoThailand2025’ โชว์ความสำเร็จงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

นาโนเทค จับมือสมาคมนาโนฯ คิกออฟ ‘NanoThailand2025’ โชว์ความสำเร็จงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

วันเสาร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 21.38 น.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และสมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย แถลงข่าว “การจัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านนาโนเทคโนโลยี ประจำปี 2568 (NanoThailand2025) ภายใต้แนวคิด “Revolutionizing the Future” นาโนเทคโนโลยีพลิกโฉมโลกอนาคต เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านนาโนเทคโนโลยีทั้งไทยและระดับโลก พร้อมยกขบวนนวัตกรรมเด่นด้านนาโน-เทคโนโลยี อาทิ ไข่โอเมก้าสูง, สารสกัดกระชายดำมูลค่าสูง, ชุดตรวจสำหรับคนไทย, ระบบ/ต้นแบบการจัดการน้ำเพื่ออุตสาหกรรม, ไพลวาเซนโกลด์ และพาร์นิก้าครีม พร้อมโชว์ความสำเร็จของงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์จาก 2 บริษัทเอกชนชั้นนำอย่างสเปเชียลตี้ เนเชอรัล โปรดักส์และเอสบี เฟอร์นิเจอร์ ก่อนจัดเต็มกับ NanoThailand2025 ระหว่างวันที่ 3–5 พ.ย. นี้

ศ.ดร.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) และประธานกรรมการบริหารศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวในการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “Nanotechnology: Revolutionizing the Future Thailand” ว่า นาโนเทคโนโลยีไม่ใช่เพียงแค่ความล้ำหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในหลายมิติ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนไทยไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วที่มีความยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับโลก

ในอนาคต เราจะได้เห็นนาโนเทคโนโลยีพลิกโฉมอนาคตประเทศไทยในมิติต่าง ๆ ซึ่ง ศ. ดร. นพ. สิริฤกษ์ยกตัวอย่างของ การยกระดับอุตสาหกรรม ที่นาโนเทคโนโลยีสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าในภาคการผลิตของไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย นาโนเทคโนโลยียังสามารถตอบโจทย์นโยบายเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทย และครอบคลุมเรื่องคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชน, สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน รวมถึงด้านการเสริมขีดความสามารถของคนไทยและเศรษฐกิจฐานราก

“ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (อววน.) และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs: Sustainable Development Goals) ของสหประชาชาติ นาโนเทคโนโลยีถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาประเทศก้าวข้ามข้อจำกัดด้านทรัพยากร พัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ BCG ของไทยในระยะยาว ซึ่งการประชุม NanoThailand2025 ที่จะจัดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญที่รวมนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญ และนักนวัตกรรม ทั้งในประเทศและระดับสากล มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ แบ่งปันผลงานวิจัย และขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม และยังเป็นโอกาสในการจุดประกายแรงบันดาลใจให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ และนักเรียนนักศึกษาที่สนใจในศาสตร์ด้านนาโนเทคโนโลยีอีกด้วย” ศ. ดร. นพ. สิริฤกษ์ย้ำ

รศ. ดร.สุรินทร์ เหล่าสุขสถิตย์ นายกสมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2553 จากการรวมตัวของพันธมิตร ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐและภาควิชาการ 8 มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นศูนย์เครือข่ายความเป็นเลิศของนาโนเทค สวทช. โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเผยแพร่ความรู้วิชาการทางด้านนาโนเทคโนโลยี พร้อมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ภาคเอกชนนำความรู้ทางด้านนาโนเทคโนโลยีไปใช้ให้เป็นประโยชน์ เสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน

สมาคมนาโนฯ มีบทบาทที่สำคัญอยู่ 2 ด้าน คือ ด้านอุตสาหกรรมและด้านวิชาการ โดยในด้านอุตสาหกรรมนั้น สมาคมฯ ได้จัดทำ โครงการฉลากนาโน (NanoQ) เพื่อให้การรับรองผลิตภัณฑ์นาโนสำเร็จรูปที่มีส่วนประกอบเป็นวัสดุนาโนหรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ผ่านกระบวนการผลิตโดยใช้นาโนเทคโนโลยีและมีสมบัติตรงตามที่ได้ระบุ ส่วนบทบาทในด้านวิชาการนั้น คือ การประชุมวิชาการและงานนิทรรศการแสดงความก้าวหน้าทางด้านนาโนเทคโนโลยีระดับนานาชาติ (NanoThailand) ที่จัดขึ้นทุกสองปี โดยการสนับสนุนของศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการพัฒนานาโนเทคโนโลยีของประเทศและยังเป็นการสร้างเครือข่าย เปิดโอกาสให้นักวิจัยนาโนของไทยได้พบกับนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำระดับโลก โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 9 ภายใต้แนวคิด “Revolutionizing the Future” หรือนาโนเทคโนโลยีพลิกโฉมโลกอนาคต

ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า การประชุมวิชาการนานาชาติด้านนาโนเทคโนโลยี ประจำปี 2568 (NanoThailand2025) เป็นโอกาสที่ดียิ่งที่ผู้เข้าร่วมจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากนักวิจัยในระดับแนวหน้าของไทยและทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือ Plenary Speaker ศ. มิชิยะ มัตสึซากิ (Prof. Michiya Matsusaki) จาก Graduate School of Engineering, Osaka University นักวิจัยที่มีชื่อเสียงด้านวัสดุชีวภาพและวิศวกรรมชีวการแพทย์ ผลงานที่โดดเด่นคือ การพัฒนาเทคนิคการพิมพ์ 3 มิติสำหรับชีวภาพ (3D-bioprinting) ด้วยความเชี่ยวชาญในการสร้างเส้นใยกล้ามเนื้อ เส้นใยไขมัน และเส้นใยหลอดเลือด นำมาประกอบกันเป็น “เนื้อวากิวเพาะเลี้ยง” โดยใช้เครื่องพิมพ์ชีวภาพ 3 มิติ ซึ่งจะมานำเสนอความก้าวหน้าของนวัตกรรมที่กำลังเป็นที่สนใจของทั้งโลก บนเวที NanoThailand ในครั้งนี้

ดร.อุรชา ในฐานะประธานจัดงาน NanoThailand2025 เผยว่า ภายในงานประกอบไปด้วย 12 หัวข้อการประชุมย่อยที่มีวิทยากรรับเชิญ 70 ท่านจาก 20 ประเทศ ครอบคลุมหัวข้อวัสดุศาสตร์และงานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) รวมถึงการนำเสนอผลงานวิจัย 200 หัวข้อในรูปแบบปากเปล่าและโปสเตอร์ พร้อมด้วยการนำเสนอผลงานจากสตาร์ตอัปด้านนาโนเทคโนโลยี และกิจกรรม Tech-to-Market: Bridging Innovation and Commercialization ที่มุ่งเน้นการจับคู่ธุรกิจ

“ปีนี้จะมีการมอบรางวัลนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (Thailand Nanotechnology Awards) ขึ้นเป็นครั้งแรก ได้แก่ Young Nanotechnologist Award ให้กับนักเทคโนโลยีนาโนอายุไม่เกิน 40 ปี ที่มีผลงานการวิจัยพัฒนาโดดเด่น, Nanotechnology Start-up Award ให้กับบริษัทสตาร์ทอัปด้านนาโนเทคโนโลยี และ Nanotechnology Hall of Fame ให้กับบุคคล/หน่วยงานที่มีผลงานนาโนเทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม” ดร.อุรชาเผย

ภายในงานแถลงข่าว ยังนำเสนอผลงานวิจัยเด่นด้านนาโนเทคโนโลยีจาก สวทช. และพันธมิตร อาทิ บูธแสดงผลงานวิจัยเด่นจาก สวทช. และพันธมิตร ได้แก่

ผลงานจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC 4 Strategic Focus)

• ไข่โอเมก้าสูง (SFเกษตรและอาหาร) ที่ใช้นาโนเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือนำส่งสารสำคัญสู่ระบบทางเดินอาหารของแม่ไก่และส่งเสริมให้มีการสะสมกรดไขมันโอเมก้า-3 ในไข่ไก่ ด้วยตัวพาไขมันที่มีโครงสร้างระดับนาโน (Nanostructured Lipid Carriers หรือ NLC) โดยไข่ไก่ 1 ฟอง จะมีปริมาณโอเมก้า-3 สูงกว่าไข่ไก่ทั่วไปถึง 3 เท่า

• สารสกัดกระชายดำมูลค่าสูง (SFสารสกัดสมุนไพร) โดยวิจัยพัฒนาสารสกัดกระชายดำมาตรฐาน (Standardized Extract) รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับสุขภาพ เพื่อการยับยั้งกระบวนการแก่ของเซลล์ (anti-aging) เพื่อการผลักดันเป็น Thailand herbal champion อย่างเป็นรูปธรรม

• ชุดตรวจสำหรับคนไทย (SFชุดตรวจสุขภาวะ) เป็นแพลตฟอร์มชุดตรวจทางการแพทย์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ และนวัตกรรมที่นำไปสู่การเดินหน้าแบบยั่งยืนของประเทศ ด้วยนวัตกรรมที่วิจัย พัฒนา และผลิตเพื่อใช้เองในประเทศ อาทิ ชุดตรวจคัดกรอง-ตรวจติดตามเบาหวานโดยไม่ต้องอดอาหาร (SugarAL) ชุดตรวจคัดกรองโรคไตเชิงปริมาณ (GO-Sensor Albumin Test) ชุดตรวจคัดกรองโรคไตเชิงคุณภาพ (AL-Strip) เป็นต้น

• ระบบ/ต้นแบบการจัดการคุณภาพน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค (SFน้ำและสิ่งแวดล้อม) เป็นการเปลี่ยนผ่านข้อจำกัดเป็นมูลค่าอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน เช่น การนำน้ำเสียและของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ การเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสารที่มีมูลค่าสูง การตรวจวัดและลดการปนเปื้อนของสารอันตรายให้อยู่ในมาตรฐาน

และผลงานจากมหาวิทยาลัยเครือข่ายนาโน อย่างไพลวาเซนโกลด์ และพาร์นิก้าครีม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผลิตภัณฑ์นาโนด้านเกษตรยั่งยืน จากบริษัท ซัสเทน อินโนเทค จำกัด

นอกจากนี้ ยังเปิดตัวนวัตกรรมเด่นด้านนาโนเทคโนโลยีจากพันธมิตรเอกชน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร BGold นวัตกรรมกระชายดำลดพุง ลดโรค โดย บริษัท สเปเชียลตี้ เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) และ นวัตกรรมการเคลือบวัสดุและผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ภายในบ้าน โดย กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นโมเดลความสำเร็จจากการต่อยอดผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ โดยความร่วมมือของพันธมิตรภาคเอกชนที่จับมือกันขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสู่มือผู้บริโภค

การประชุมวิชาการนานาชาติด้านนาโนเทคโนโลยี ประจำปี 2568 (NanoThailand2025) จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–5 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ เว็บไซต์ : https://www.nano-thailand.com

“สืบสานหัตถศิลป์ถิ่นสีสันชุมชน” SACIT ร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยผ่านงานกกและเสื่อจันทบูร สู่ผลงานสร้างสรรค์ร่วมสมัย

“สืบสานหัตถศิลป์ถิ่นสีสันชุมชน” SACIT ร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยผ่านงานกกและเสื่อจันทบูร  สู่ผลงานสร้างสรรค์ร่วมสมัย

“สืบสานหัตถศิลป์ถิ่นสีสันชุมชน” SACIT ร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยผ่านงานกกและเสื่อจันทบูร สู่ผลงานสร้างสรรค์ร่วมสมัย

วันเสาร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.37 น.

งาน “สืบสานสู่สานต่อหัตถศิลป์ถิ่นสีสันของชุมชน” KOK Community ต้นน้ำ สู่ปลายน้ำ จันทบุรี จัดขึ้นในวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จังหวัดจันทบุรี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นจากครูช่างศิลป์และคนรุ่นใหม่ พร้อมเสวนาสุดเข้มข้นที่จะทำให้มองเห็นอนาคตใหม่ของงานหัตถกรรมไทย และส่งเสริมการเยี่ยมชมแหล่งผลิตเสื่อกกและผลิตภัณฑ์จากกก แหล่งเพาะปลูกกก และศูนย์หัตถกรรม จัดโดย สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT


ภายในงาน  “สืบสานสู่สานต่อหัตถศิลป์ถิ่นสีสันของชุมชน” KOK Community ต้นน้ำ สู่ปลายน้ำ จังหวัดจันทบุรี ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสเบื้องหลังความงามของงานศิลปหัตถกรรมไทย และเรื่องราวของการทอเสื่อกกอันเป็นเอกลักษณ์ ชมผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จากเส้นกกที่ผสมผสานระหว่างความดั้งเดิมและการออกแบบสมัยใหม่ พร้อมกิจกรรมเวิร์กชอปผ่านการสาธิตจริงจากช่างฝีมือท้องถิ่นที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ทดลองเรียนรู้และสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเอง
ไฮไลต์กิจกรรมภายในงาน วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ได้แก่ การสาธิตการทอเสื่อกกแบบดั้งเดิม โดยช่างฝีมือท้องถิ่น, เวิร์กชอปเรียนรู้การออกแบบและสร้างสรรค์ผลงานจากกก, นิทรรศการและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากเสื่อกกจันทบูร ทั้งแบบดั้งเดิมและร่วมสมัย และการเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญด้านหัตถศิลป์และช่างฝีมือท้องถิ่นในหัวข้อ “ต้นน้ำที่กำลังจะสูญหาย” และ “โอกาสของกกในมิติต่างๆ” ที่จะทำให้มองเห็นศักยภาพและอนาคตใหม่ของงานหัตถกรรมไทย โดยครูจุไรรัตน์ สรรพสุข ครูช่างศิลปหัตถกรรม ประจำปี 2558 และคุณอิสระ ชูภักดี คนรุ่นใหม่ New Young Craft 2567   


นางสาวแสงระวี สิงหวิบูลย์ รองผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า SACIT มุ่งเน้นที่จะสร้างความยั่งยืน และสืบสานงานศิลปหัตถกรรมไทย จึงได้มีการส่งเสริมงานช่างฝีมือดั้งเดิมให้มีการประกอบอาชีพ และพัฒนากระบวนการสร้างสรรค์ศิลปหัตถกรรมไทย ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และใส่ใจในสิ่งแวดล้อม ในทุกประเภทของงานหัตถกรรม และทั่วทุกภาคของประเทศ โครงการ “สืบสานสู่สานต่อหัตถศิลป์ถิ่นสีสันของชุมชน” KOK Community ต้นน้ำ สู่ปลายน้ำ จังหวัดจันทบุรี นี้ จึงจัดขึ้นเพื่อต่อยอดและส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับชุมชน สนับสนุนการอนุรักษ์งานหัตถศิลป์ สืบสานภูมิปัญญาการทอเสื่อกกของชุมชนจันทบุรี และสร้างความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่สืบทอดมายาวนาน รวมทั้งการต่อยอดงานหัตถศิลป์ให้เป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และมีส่วนร่วม และช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสร้างรายได้สู่ท้องถิ่นได้ในระยะยาว  


เสน่ห์ “กก” และ “เสื่อจันทบูร” หัตถศิลป์ทรงคุณค่าคู่ชุมชนจันทบุรี
“กก” คือพืชท้องถิ่นที่เติบโตได้ดีในพื้นที่ชุ่มน้ำของจังหวัดจันทบุรี ชาวบ้านนำมาผ่านกระบวนการเก็บเกี่ยว ตากแห้ง จัดเส้น และย้อมสีอย่างประณีต ก่อนนำมาทอเป็นเสื่อและของใช้ต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดจากบรรพบุรุษมาอย่างยาวนาน

จุดเด่นของ “เสื่อจันทบูร” อยู่ที่ความละเอียดในการทอ ลวดลายที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ และสีสันที่สดใสไม่ซ้ำใคร โดยฝีมือช่างผู้มีประสบการณ์ ประกอบกับคุณสมบัติของต้นกกในพื้นที่จันทบุรีที่มีลักษณะเฉพาะ มีความแข็งแรง คงทน ทำให้เสื่อมีความทนทาน มันวาว เหมาะสำหรับการใช้งานจริง และยังเป็นงานศิลป์ที่สะท้อนถึงรสนิยมและอัตลักษณ์ของชุมชน


จากสิ่งของที่เป็นเพียงเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน วันนี้เสื่อจันทบูรถูกพัฒนาต่อยอดเป็นของตกแต่ง ของที่ระลึก และสินค้าไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย อาทิ กระเป๋า พรม ปลอกหมอน และของประดับบ้าน ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์แล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ชุมชนอีกด้วย

งาน “สืบสานสู่สานต่อหัตถศิลป์ถิ่นสีสันของชุมชน” KOK Community ต้นน้ำ สู่ปลายน้ำ จังหวัดจันทบุรี เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสำคัญของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ที่ต้องการส่งเสริม สืบสานงานหัตถศิลป์ไทยร่วมกับชุมชน และนำไปสู่การร่วมกำหนดทิศทางและการดำเนินการร่วมกันในทุกภาคส่วน  เพื่อให้การเชื่อมโยงงานศิลปหัตถกรรมเข้ากับมิติต่างๆ ของสังคม และการท่องเที่ยว โดยมีการขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่าน “ครูศิลป์ของแผ่นดิน และครูช่างศิลปหัตถกรรม”  และมีการบูรณาการการทำงานร่วมกับ ภาคีเครือข่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น  มุ่งเน้นการสร้างโอกาสให้กับเครือข่ายต่างๆ ให้ได้ร่วมคิด ร่วมทำ เกิดความคิดและทางเลือกใหม่ ๆ เกิดพลังชุมชนที่เข้มแข็งจากฐานราก  มีความพร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้งานศิลปหัตถกรรมในพื้นที่ สร้างความเชื่อมโยงระหว่างผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรม วิถีชุมชน กับการท่องเที่ยวได้อย่างสมดุล ซึ่งช่วยให้ชุมชนสามารถพัฒนาสู่การเป็นแหล่งเรียนรู้งานศิลปหัตถกรรมและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ศิลปหัตถกรรมไทย ตลอดจนเป็นส่วนสำคัญในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน