สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จทรงเปิดนิทรรศการ “อวกาศ” โครงการประกวดจิตรกรรม“ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ 2

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จทรงเปิดนิทรรศการ “อวกาศ”  โครงการประกวดจิตรกรรม“ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ 2

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จทรงเปิดนิทรรศการ “อวกาศ” โครงการประกวดจิตรกรรม“ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ 2

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.21 น.

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเปิดนิทรรศการ “อวกาศ” โครงการประกวดจิตรกรรม “ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ ๒ ณ หอศิลป์ทิพย์พิมาน ต.โป่งตาลอง อ.ปากช่องจ.นครราชสีมา โดยมีนายปัญญา วิจินธนสาร ผู้อำนวยการหอศิลป์ทิพย์พิมาน รองศาสตราจารย์วิรัญญา จิราธิกิตติ์ รองผู้อำนวยการหอศิลป์ทิพย์พิมาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 3 ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 21 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เฝ้ารับเสด็จ การนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้ รองศาสตราจารย์วิรัญญา จิราธิกิตติ์ รองผู้อำนวยการหอศิลป์ทิพย์พิมาน เข้าเฝ้าถวายสูจิบัตร และนายปัญญา วิจินธนสาร ผู้อำนวยการหอศิลป์ทิพย์พิมาน กราบทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานและกราบทูลเบิกผู้ได้รับพระราชทานรางวัลโครงการประกวดจิตรกรรม “ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ 2 จำนวน 56 รายเข้ารับพระราชทานรางวัล  จากนั้น เสด็จไปทรงตัดแถบแพรเปิดนิทรรศการและทอดพระเนตรนิทรรศการ “อวกาศ”  โอกาสนี้ ทรงฉายพระรูปร่วมกับคณะผู้จัดงานและเยาวชนที่ได้รับพระราชทานรางวัลฯ และเสด็จทอดพระเนตรผลงานศิลปะในโครงการประกวดจิตรกรรม “ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ 2  ซึ่งจัดแสดงอยู่ ณ อาคารหอศิลป์ทิพย์พิมาน ชั้น 2 และชั้น 3 ตามลำดับ

หอศิลป์ทิพย์พิมาน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดโครงการประกวดจิตรกรรม “ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งนี้เป็นปีที่สอง เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานตามพันธกิจของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ในด้านการสืบสานและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ศาสนา ศีลธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น และเพื่อสืบสานพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี “องค์สิริศิลปิน” ในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนที่รักในงานศิลปะให้สามารถใช้จินตนาการความคิด ความรู้ความสามารถ สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ เพื่อกล่อมเกลาจิตใจและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมีโอกาสแสดงทักษะด้านการสร้างสรรค์ที่สะท้อนความคิดและจินตนาการอันก่อให้เกิดประโยชน์สุขทั้งต่อตนเองและผู้อื่น อีกทั้งเป็นการเปิดพื้นที่ในการนำเสนอผลงานของเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ โดยมุ่งหมายความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพด้านการสร้างสรรค์ศิลปะที่มาพร้อมกับการปลูกจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติเพื่อประโยชน์ด้านการขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยให้เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงยั่งยืน ตลอดจนสามารถสื่อสารกับสาธารณชนถึงสาระในมุมมองต่าง ๆ ผ่านผลงานศิลปะดังพระดำรัสขององค์สิริศิลปินที่ว่า “ศิลปะเป็นเครื่องกล่อมเกลาชีวิตของคน”

การจัดประกวดในโครงการจิตรกรรม “ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อการประกวด “อวกาศ” มีผลงานส่งเข้าร่วมประกวดทั้งสิ้น จำนวน 2,789 ผลงาน ผลงานที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมแสดงนิทรรศการ รวมกว่า 500 ผลงาน  และมีจำนวนผู้ได้รับรางวัลการประกวดครั้งนี้รวม 56 ผลงาน โดยแบ่งตามระดับอายุการส่งผลงานเข้าร่วมประกวดออกเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วย

ระดับอายุ 5 – 10 ปี มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวด จำนวน 1,378 ผลงาน ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้รับโล่พระราชทาน เกียรติบัตร และเงินรางวัล จำนวน 10,000 บาท ได้แก่ เด็กหญิงพิชชานันท์  ชัยประโคมจากโรงเรียนอนุบาลวังสามหมอ ชื่อผลงาน “ดาวลูกไก่”


ระดับอายุ 11 – 18 ปี  มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวด จำนวน 1,317 ผลงาน ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้รับโล่พระราชทาน เกียรติบัตร และเงินรางวัล จำนวน 20,000 บาท ได้แก่ นายกิตติชัย ไชยมงคล จากโรงเรียนดาราวิทยาลัย ชื่อผลงาน “จักรวาลวิทยา ดาราศาสตร์ของไทย”


ระดับอายุ 19 – 25 ปี  มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวด จำนวน 74 ผลงานผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้รับโล่พระราชทาน เกียรติบัตร และเงินรางวัล จำนวน 100,000 บาท ได้แก่ นางสาวธาราทิพย์ อภิติวงศ์มานิต จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ชื่อผลงาน “ ก้าวแห่งมวลมนุษย์สู่ห้วงอวกาศ ”

สามารถรับชมภาพผลงานผู้ได้รับรางวัลได้ทาง >> https://chulabhornchannel.cra.ac.th/news-activities/56717/

ขอเชิญชวนประชาชนและผู้ที่สนใจร่วมชื่นชมพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถด้านศิลปะขององค์สิริศิลปิน ถ่ายทอดความงดงามผ่านผลงานภาพวาดฝีพระหัตถ์ และการขยายผลงานจากภาพวาดฝีพระหัตถ์ในรูปแบบประติมากรรม และ Installation Art หรือศิลปะแบบจัดวางเพื่อสร้างบรรยากาศให้ผู้เข้าชมได้รู้สึกเพลิดเพลินและมีความสุขผ่านการชื่นชมผลงานสมดังพระปณิธานขององค์สิริศิลปิน ที่ทรงอยากแบ่งปันความสุขให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยผ่านผลงานศิลปะที่พระองค์ได้ทรงสร้างสรรค์ขึ้น พร้อมทั้งร่วมชมนิทรรศการ “อวกาศ” ซึ่งจัดแสดงผลงานภาพวาดจากฝีมือเด็กและเยาวชน กว่า 500 ผลงานจากโครงการประกวดจิตรกรรม “ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ 2 ได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ณ หอศิลป์ทิพย์พิมาน ตำบลโป่งตาลอง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยเปิดให้เข้าชมทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ค่าเข้าชม 50 บาทต่อท่าน รายได้สมทบทุนมูลนิธิทิพย์พิมานเพื่อสัตว์ป่วยและสัตว์ไร้ที่พึ่ง ในพระอุปถัมภ์ฯ สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป รวมถึงกลุ่มเปราะบางและผู้ด้อยโอกาสเข้าชมฟรี สอบถามข้อมูล โทร 09-6879-9044 , 09-6145-6249 หรือ Facebook : หอศิลป์ทิพย์พิมาน  www.facebook.com/TippimarnArtGallery

Brusta ชูนวัตกรรมเครื่องปั๊มนมโดยคนไทย คว้า ‘ตู่-ปิยวดี มาลีนนท์’ เป็นพรีเซนเตอร์ ตอบโจทย์คุณแม่ยุคใหม่

Brusta ชูนวัตกรรมเครื่องปั๊มนมโดยคนไทย คว้า 'ตู่-ปิยวดี มาลีนนท์' เป็นพรีเซนเตอร์ ตอบโจทย์คุณแม่ยุคใหม่

Brusta ชูนวัตกรรมเครื่องปั๊มนมโดยคนไทย คว้า ‘ตู่-ปิยวดี มาลีนนท์’ เป็นพรีเซนเตอร์ ตอบโจทย์คุณแม่ยุคใหม่

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.57 น.

Brusta ชูนวัตกรรมเครื่องปั๊มนมโดยคนไทย ตอบโจทย์คุณแม่ยุคใหม่ คว้า “ตู่-ปิยวดี มาลีนนท์” เป็นพรีเซนเตอร์ พร้อมเดินหน้าขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ

บรุสตา (Brusta) ผลิตภัณฑ์เครื่องปั๊มนมไฟฟ้าระดับพรีเมียมโดยคนไทย เดินหน้าสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์คุณแม่ยุคใหม่ ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ “เข้าใจแม่จริง ๆ” คว้า “ตู่ ปิยวดี” ร่วมเป็นพรีเซนเตอร์ ตัวแทนคุณแม่ยุคใหม่ พร้อมตั้งเป้าลุยขยายตลาดสู่ต่างประเทศภายใน 3-5 ปีข้างหน้าอย่างยั่งยืน

นายจิรัฏฐ์  บริบูรณ์ธนกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออล โมเดิร์น ซัพพลาย จำกัด กล่าวว่า แม้จำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงเหลือประมาณ 350,000 – 450,000 คนต่อปี แต่พฤติกรรมของคุณแม่ยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Working Mom กลับให้ความสำคัญกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ทางแบรนด์ Brusta เองที่ได้เริ่มต้นการทำธุรกิจเครื่องปั๊มนม โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากปัญหาของครอบครัวเราเอง คือภรรยาของผมเจ็บมากจากการปั๊มนม ทั้งจากท่อน้ำนมอุดตัน เต้านมอักเสบ และเครื่องปั๊มนมในตลาดตอนนั้นยังไม่สามารถช่วยได้จริง จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คิดว่า ถ้าไม่มีเครื่องที่ตอบโจทย์เราได้ เราก็จะสร้างมันขึ้นมาเอง เพื่อให้แม่ทุกคนไม่ต้องทนเจ็บ และมีความสุขกับการให้นมลูก ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของคุณแม่และลูก

นายจิรัฏฐ์ กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันตลาดเครื่องปั๊มนมคุณภาพสูงระดับพรีเมียมในประเทศไทยยังมีศักยภาพในการเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มแม่ยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและสุขภาพของลูกมากกว่าราคา ปัจจัยที่แม่ให้ความสำคัญ ได้แก่ ความเจ็บปวดระหว่างปั๊ม เสียงรบกวน และสุขอนามัยของอุปกรณ์ ซึ่ง Brusta ได้พัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะ เช่น โหมด  RME รีดน้ำนมค้างเต้า ช่วยลดปัญหาท่ออุดตัด โหมดEMR ช่วยแก้ปัญหาท่อน้ำนมอุดตัน เพื่อให้การปั๊มนมมีประสิทธิภาพมากที่สุด นอกจากนี้ Brusta ยังให้ความสำคัญกับบริการหลังการขาย โดยสามารถซื้ออะไหล่กรวยปั๊มนมเปลี่ยนได้เอง ตลอดจนมีทีมให้คำแนะนำปัญหาเกี่ยวกับการปั๊มนม รวมถึงการเลือกขนาดกรวยซึ่งมีผลต่อการปั๊มนมอย่างมาก การซ่อมแซมที่รวดเร็ว และมีเครื่องสำรองระหว่างการซ่อม ซึ่งเป็นการยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งาน

ด้าน นางอารีรัตน์ มโนรถจตุรงค์ Co-founder บริษัท ออล โมเดิร์น ซัพพลาย จำกัด ให้ข้อมูลว่า สำหรับกลยุทธ์ทางการตลาดของ Brusta จะไม่เน้นการแข่งขันด้านราคา แต่เลือกสร้างคุณค่าใหม่ในตลาด โดยเน้นการสนับสนุนให้แม่มีความสุขกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ผ่านกิจกรรมเชิงให้ความรู้ เช่น สนับสนุนการจัดสัมมนาของโรงพยาบาล คลินิกนมแม่ และยังได้ทำงานร่วมกับ KOLs และการสร้างชุมชนของแม่ที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน สำหรับช่องทางการจัดจำหน่าย Brusta มีทั้งในรูปแบบออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และช่องทางออฟไลน์ผ่านร้านตัวแทนจำหน่ายที่ผ่านการอบรม พร้อมให้คำแนะนำกับผู้ใช้งานได้อย่างถูกต้อง รวมถึงการเข้าร่วมงานแฟร์ต่างๆ เพื่อพบปะเหล่าคุณแม่โดยตรง และสำหรับแผนการในอนาคต บริษัทฯ ตั้งเป้าขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยอยู่ระหว่างการศึกษาเชิงลึกถึงพฤติกรรมของคุณแม่ในแต่ละประเทศ เพื่อให้สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ได้เช่นเดียวกับที่ทำในประเทศไทย

โดยล่าสุด Brusta ได้รับเกียรติจาก “คุณตู่ – ปิยวดี มาลีนนท์” มาร่วมเป็น พรีเซนเตอร์ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ของครอบครัวที่สนับสนุนการให้นมลูกด้วยความเข้าใจ และการดูแลซึ่งกันและกัน

สุดท้ายนี้เราอยากให้ Brusta ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องปั๊มนม แต่เป็นแบรนด์ที่เข้าใจแม่ และต้องการให้การให้นมลูกเป็นช่วงเวลาที่แม่มีความสุขที่สุด นางอารีรัตน์ กล่าวสรุป

สำหรับผู้สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://brustamiracle.com หรือที่ http://www.facebook.com/brustamiracle

-(016)

สสส. ‘สานสุขไทอีสาน’ ขับเคลื่อนกลไกสุขภาวะเชิงพื้นที่ยกระดับการมีส่วนร่วม-พัฒนาองค์ความรู้ – เชื่อมภาคีทุกมิติ

สสส. ‘สานสุขไทอีสาน’ ขับเคลื่อนกลไกสุขภาวะเชิงพื้นที่ยกระดับการมีส่วนร่วม-พัฒนาองค์ความรู้ – เชื่อมภาคีทุกมิติ

สสส. ‘สานสุขไทอีสาน’ ขับเคลื่อนกลไกสุขภาวะเชิงพื้นที่ยกระดับการมีส่วนร่วม-พัฒนาองค์ความรู้ – เชื่อมภาคีทุกมิติ

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.42 น.

สสส. – ภาคีเครือข่ายสุขภาวะภาคอีสาน ผนึกกำลัง จ.นครพนม ‘สานสุขไทอีสาน’ขับเคลื่อนกลไกสุขภาวะเชิงพื้นที่ยกระดับการมีส่วนร่วม-พัฒนาองค์ความรู้ – เชื่อมภาคีทุกมิติ สนับสนุนการรับมือสังคมสูงวัย – ปัญหาเด็กเยาวชน สังคมสุขภาวะอย่างยั่งยืน

7 กรกฎาคม 2568 ที่ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี มหาวิทยาลัยนครพนม จ.นครพนม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นำคณะสื่อมวลชนสัญจรลงพื้นที่ศึกษาดูงานภายใต้แผน 13 ด้านการขับเคลื่อนสุขภาวะชุมชน และเยี่ยมชมการทำงานของภาคีเครือข่ายสุขภาวะภาคอีสานภายใต้โครงการสานสุขไทอีสาน โดยรศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม กรรมการกองทุน สสส. และประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 7 สสส. กล่าวว่า สสส.ได้สนับสนุนและร่วมมือกับหน่วยงานและภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนขบวนการสร้างเสริมสุขภาพให้ทุกคนในสังคมไทยมีสุขภาพดี จากการดำเนินงานในพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด พบว่าแต่ละจังหวัดมีหน่วยงาน บุคคล กลุ่ม องค์กรชุมชน สถาบันการศึกษา และภาคีเครือข่าย ดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพหลากหลายลักษณะ การขับเคลื่อนงานในประเด็นที่หลากหลาย ตามบริบทของพื้นที่ ทำให้งานสร้างเสริมสุขภาพเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง ทั้งงานเชิงประเด็น และเชิงพื้นที่  ครอบคลุมภาคอีสาน 20 จังหวัด จำนวน 342 โครงการ เกิดรูปธรรมความสำเร็จทั้งในด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดีจากการกระบวนการแบบมีส่วนร่วม มีพื้นที่ตัวอย่าง บุคคลต้นแบบ เกิดเป็นชุดองค์ความรู้ที่สามารถใช้เป็นแนวความคิด และแนวทางแก้ไขปัญหาสุขภาวะของชุมชนสังคม

“จ.นครพนม มีการทำงานขับเคลื่อนผ่าน โครงการเชื่อมประสานภาคีเครือข่ายสุขภาวะภาคอีสาน ‘สานสุขไทอีสาน’ มุ่งพัฒนาระบบกลไกสนับสนุน เพื่อสร้างพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ตลอดจนสนับสนุนการยกระดับงานสร้างเสริมสุขภาพของภาคีสุขภาวะ มีกลไกเชื่อมประสานระหว่างภาคีเครือข่ายภาคอีสาน ที่เกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วม โดยมีบทบาทสำคัญในการประสานและส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันของภาคีและเครือข่ายในภูมิภาค กระตุ้นให้เกิดการยกระดับการทำงานแบบมีเป้าหมายร่วม รวมถึงสนับสนุนกิจกรรม และพัฒนาเครื่องมือต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง ผ่านประเด็นสุขภาวะที่สำคัญในพื้นที่ 6 ประเด็น 1. การจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม 2. ผู้สูงอายุ 3. อาหารปลอดภัย 4. เด็กและเยาวชน 5. สุขภาพจิต 6. แอลกอฮอล์และสิ่งเสพติด มีแนวทางการดำเนินงาน คือ 1. การพัฒนากลไกเชื่อมประสานภาคีเครือข่าย 2. การพัฒนาระบบสนับสนุน 3. การสนับสนุนพื้นที่กลางเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้” รองศาสตราจารย์นายแพทย์สรนิต กล่าว

ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนอาวุโส และรักษาการผู้อำนวยการสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ กล่าวว่า สํานักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ มีบทบาทเป็น ผู้สนับสนุน ที่จะช่วยอำนวยความสะดวก และเสริมพลังในการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพของภาคีเครือข่าย เป็นตัวกลางเชื่อมประสานภาคี หนุนเสริมความเข้มแข็งให้ภาคีการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น สสส. ร่วม มหาวิทยาลัยนครพนม ในการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคอีสาน พัฒนากลไกเชื่อมประสานภาคีสุขภาวะในพื้นที่ภูมิภาค เพื่อเป็นกลไกกลางในการสนับสนุนภาคีเครือข่ายในภูมิภาค เปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แชร์ประสบการณ์การทำงานแบบข้ามพื้นที่ ข้ามประเด็น พัฒนาระบบสนับสนุนเพื่อหนุนเสริมความเข้มแข็ง นำไปสู่ความร่วมมือกันระหว่างภาคีเครือข่ายในพื้นที่ในการยกระดับการทำงานของภาคีให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดรูปธรรมการบูรณาการทำงานของภาคีและยกระดับการขยายผลการดำเนินงานในพื้นที่ โดยการขับเคลื่อนงานโครงการกลไกเชื่อมประสานภาคีเครือข่ายภาคอีสาน (สานสุข ไทอีสาน) ได้มีการสนับสนุนให้เกิดสร้างการมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยน ออกแบบการทำงานร่วมกันของภาคีที่หลากหลายทั้งเชิงประเด็น เชิงพื้นที่ สนับสนุนงานวิชาการเพื่อขับเคลื่อนงาน สร้างการมีส่วนร่วมของภาคียุทธศาสตร์ หนุนเสริมศักยภาพคณะทำงาน ตลอดจนหนุนเสริมให้เกิดการยกระดับการทำงานทั้งการบูรณาการการทำงานร่วม ขยายผลงาน และสนับสนุนให้เกิดการผลักดันเชิงนโยบาย ซึ่งจะช่วยให้การขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพของภาคีเครือข่ายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ผศ.ดร.คณิน เชื้อดวงผุย ผู้รับผิดชอบโครงการสานสุขไทอีสาน กล่าวว่า โครงการ‘สานสุขไทอีสาน’สนับสนุนการพัฒนากลไกเชื่อมประสานภาคี และระบบสนับสนุนการเชื่อมประสาน กระตุ้น ประสานและสร้างโอกาสให้เกิดเชื่อมประสาน ทุน ทรัพยากร สนับสนุนให้เกิดการทำงานร่วมกันหรือขยายงานของภาคีและเครือข่ายต่างๆ ในภูมิภาค ภายใต้องค์ความรู้จากการปฏิบัติจริงของภาคีเครือข่ายภาคอีสาน ผ่าน 5 กลไกหลักในการเชื่อมประสาน  ได้แก่ 1. คณะทำงานกลาง 2. คณะทำงานประเด็น 3. คณะทำงานวิชาการ 4. คณะทำงานสื่อ 5. แกนนำสุขภาวะในพื้นที่ ผลลัพธ์จากการดำเนินงานที่สำคัญ เช่น การสนับสนุนการขับเคลื่อนประเด็นรองรับสังคมสูงวัยภาคอีสาน สร้างกลไกระดับเขตที่เข้าใจแนวคิดและหลักการในการเตรียมรองรับสังคมสูงวัย รวบรวมฐานข้อมูล ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System) ที่ใช้ในการ รวบรวม จัดเก็บ วิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูลเชิงพื้นที่  แหล่งเรียนรู้ และสื่อดิจิทัล สร้างชุดข้อมูลสังเคราะห์บทเรียนการดำเนินงานและนวัตกรรม 3D จนเกิดเป็นความร่วมมือเพื่อขยายผลการดำเนินงานในพื้นที่เขตสุขภาพภาคอีสาน ส่วนการขับเคลื่อนประเด็นเด็กและเยาวชน เกิดการเชื่อมร้อยภาคีเครือข่ายเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานเยาวชน สร้างความร่วมมือภาคีเครือข่าย ยกระดับการขับเคลื่อนการแก้ไขปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน

-(016)

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ทำไมคนไทยควรรู้เรื่องเขมร

บทความพิเศษ : 'รู้เขารู้เขมร' ทำไมคนไทยควรรู้เรื่องเขมร

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ทำไมคนไทยควรรู้เรื่องเขมร

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.36 น.

รู้เขารู้เรา จะกลัวอะไรกับการรบร้อยครั้ง” คำกล่าวอมตะในตำราพิชัยสงครามจีน ที่ไม่เพียงใช้ในสนามรบโบราณเท่านั้น หากยังสะท้อนแนวคิดร่วมสมัยในการสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทั้งต่อตนเองและผู้อื่น    

เนื่องจากประเทศกัมพูชา เป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงที่มีความเกี่ยวข้องกับไทยอย่างมาก ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่คนไทยจะต้องศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจในเรื่องกัมพูชา ทั้งด้าน ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม  เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง เพื่อให้เกิดมิตรไมตรี และลดความเข้าใจผิด โดยมิใช่การเตรียมเผชิญหน้า แต่เพื่อเสริมสร้างสันติภาพ ความร่วมมือ และการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน และเป็นการลงทุนที่มีคุณค่า การที่คนไทยรู้จักเขมรนั้นเป็นก้าวสำคัญของการเป็นเพื่อนบ้านในองค์การอาเซียนอย่างมั่นคง

1.ประวัติศาสตร์ : ความสัมพันธ์พันปี คนไทยและคนเขมรมีความเกี่ยวพันกันมากว่าพันปี  เปรียบเสมือนพี่น้องคลานตามกันมา ตั้งแต่สมัยอาณาจักรขอมโบราณก่อนการตั้งประเทศสยามและอาณาจักรกัมโพช จนถึงปัจจุบัน ที่มีสายใยร่วมกันในด้านประเพณี ภาษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม หลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น ปรางค์สามยอดลพบุรี ปราสาทหินพิมาย ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทนครวัด และเส้นทางราชมรรคา สะท้อนการผสมผสานและการถ่ายทอดอารยธรรมอย่างแน่นหนา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบางช่วงก็ราบรื่นดี แต่มีบางช่วงที่ขัดแย้งกันบ้างเหมือนปัญหาคนในครอบครัว การเข้าใจประวัติศาสตร์เขมรจะช่วยให้คนไทยไม่ยึดติดกับข้อมูลด้านเดียวและเข้าใจความสัมพันธ์อันซับซ้อนในปัจจุบัน ที่อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง ความขัดแย้งและความเข้าใจผิดในอดีตบางครั้งเกิดจากการขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนั้นการศึกษาประวัติศาสตร์อย่างเป็นกลางและครอบคลุมจะช่วยลดอคติและสร้างมุมมองที่สร้างสรรค์มากขึ้น

2.วัฒนธรรม : สะพานเชื่อมความสัมพันธ์ ประเทศไทยและกัมพูชามีมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกันมากมาย ทั้งในด้านภาษา ศาสนาพุทธ พราหมณ์ฮินดู ศิลปะ สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิต ตัวอย่างที่ชัดเจนคืออิทธิพลของวัฒนธรรมเขมรที่มีต่อศิลปะและเพลงไทยในหลายยุคสมัย  

วัฒนธรรมเขมรมีเอกลักษณ์ที่น่าศึกษา ตั้งแต่ศิลปะการแสดงแบบดั้งเดิม เช่น รำอัปสรา ดนตรีพื้นบ้าน การแกะสลักหิน ไปจนถึงประเพณีต่างๆ ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและความเชื่อของชาวเขมร การเรียนรู้เรื่องเหล่านี้สร้างการเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งระหว่างสองประเทศ ดังนั้นการเรียนรู้และชื่นชมวัฒนธรรมกัมพูชา จะช่วยเปิดมุมมองให้คนไทยเห็นถึงความหลากหลายและความงดงามของเพื่อนบ้าน เป็นการสร้างความผูกพันทางใจ และลดอคติที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่รู้

3.เศรษฐกิจ : โอกาสและความท้าทายร่วมกัน  กัมพูชาเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาคอาเซียน ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องและประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก การเข้าใจลักษณะการทำธุรกิจ วัฒนธรรมองค์กร และพฤติกรรมผู้บริโภคในกัมพูชาจะช่วยให้นักธุรกิจไทยสามารถขยายตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ อุตสาหกรรมสิ่งทอ เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และเทคโนโลยีเป็นสาขาที่มีโอกาสความร่วมมือสูง การเตรียมความพร้อมด้วยความรู้ที่ถูกต้องจะช่วยให้การลงทุนและการค้าขายประสบความสำเร็จมากขึ้น

4.สังคม : ในปัจจุบันมีแรงงานเขมรจำนวนมากที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย การทำความเข้าใจวัฒนธรรมและภาษาเขมรจะช่วยลดปัญหาการสื่อสารและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน การเรียนรู้เรื่องสังคมกัมพูชาจะช่วยให้คนไทยมีความเข้าใจในบริบทของเพื่อนบ้านมากขึ้น ลดอคติ และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แบบ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา รวมถึงการร่วมมือกันเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ การแลกเปลี่ยนทางวิชาการ การศึกษา และกิจกรรมทางสังคมระหว่างทั้งสองประเทศจะช่วยสร้างความเข้าใจอันดีและลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจกัน

5.ความมั่นคง : สร้างเสถียรภาพเพื่อภูมิภาค ความมั่นคงในภูมิภาคอาเซียนขึ้นอยู่กับความร่วมมือและความเข้าใจกันระหว่างประเทศสมาชิก การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกัมพูชาจะช่วยให้ไทยสามารถมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค    

การป้องกันปัญหาข้ามแดน เช่น การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และการก่อการร้าย ต้องอาศัยความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเริ่มต้นจากความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ประเด็นเรื่องพรมแดน และการประสานความร่วมมือ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และป้องกันปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ   

6.การลดความเข้าใจผิดและอคติ ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและการขาดความรู้ความเข้าใจมักเป็นต้นเหตุของความเข้าใจผิดและการมองกันในแง่ลบ การศึกษาเรียนรู้จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีมุมมองที่หลากหลายจะช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น

7.บทบาทของสื่อสังคมออนไลน์ การปลุกระดมมวลชน และข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง สามารถขยายความเข้าใจผิดได้อย่างรวดเร็ว การมีความรู้พื้นฐานที่มั่นคงจะช่วยให้เราสามารถกลั่นกรองข้อมูลและไม่หลงเชื่อข่าวลือหรือข้อมูลที่บิดเบือน

วิธีการเรียนรู้เรื่องเขมร

1.ศึกษาจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย – อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ บทความวิชาการ และข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ 2.เรียนรู้ภาษาเขมรขั้นพื้นฐาน – การรู้ภาษาจะช่วยให้เข้าใจวัฒนธรรมได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น      การพูดทักทายภาษาเขมรเพียง 10 ประโยค จะสร้างความประทับใจต่อคนกัมพูชาอย่างมาก เช่น จุมเรียบเซา (สวัสดี) โซกซะบายเด?(สบายดีหรือ) ซะบาย-นาด(สบายมาก)  ออกุน (ขอบคุณ) รีก-เรียย- เดล (ยินดีที่ได้พบ) สะอาด(สวย/สะอาด/หล่อ) ตรัวเฮย(ถูกแล้ว/เก่งมาก) อะ-ดืออี-เต(ไม่เป็นไร) ไป-ญาม-บาย (ไปกินข้าวกัน) เละ นาด (ดีมาก) รีก-เรียย-นาด (ดีใจมาก) 3.เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม – เทศกาล นิทรรศการ และกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมร่วม เช่น ในเทศกาลวิสาขบูชา 4.เดินทางไปเยือนกัมพูชา – การสัมผัสด้วยตนเองจะให้ความเข้าใจที่แท้จริงมากกว่าการอ่านหรือฟังเพียงอย่างเดียว และ 5.สร้างเครือข่ายกับชุมชนเขมรในไทย – การมีปฏิสัมพันธ์โดยตรง กับแรงงานเขมรในประเทศไทย จะช่วยเพิ่มความเข้าใจในมิติส่วนบุคคล

โดย  สุริยพงศ์

โฟร์อาร์ต ติดตั้งเครื่องพิมพ์ระดับโลก ‘VUTEK EFI 3r+’ เสริมแกร่งงานพิมพ์คุณภาพ

โฟร์อาร์ต ติดตั้งเครื่องพิมพ์ระดับโลก ‘VUTEK EFI 3r+’ เสริมแกร่งงานพิมพ์คุณภาพ

โฟร์อาร์ต ติดตั้งเครื่องพิมพ์ระดับโลก ‘VUTEK EFI 3r+’ เสริมแกร่งงานพิมพ์คุณภาพ

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.22 น.

บริษัท โฟร์อาร์ต (1994) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและให้บริการสื่อโฆษณาภายนอกครบวงจร ทั้ง กล่องไฟโฆษณา, ทำป้ายโฆษณา, เช่าป้ายโฆษณา, และ โครงป้ายโฆษณาให้เช่า ทั่วประเทศ ด้วยระบบงานพิมพ์ไวนิลอิงค์เจ็ท ประกาศติดตั้งเครื่องพิมพ์รุ่นใหม่ล่าสุดนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา EFI VUTEk 3r+ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องพิมพ์ wide format ระบบ UV ที่ดีที่สุดในประเทศไทย พร้อมยกระดับบริการงานพิมพ์คุณภาพสูงสุดเทียบเท่ามาตรฐานสากลแล้ววันนี้!

นวัตกรรมเครื่องพิมพ์ EFI VUTEk 3r+ Roll-to-Roll LED UV Printer รับงานพิมพ์หน้ากว้าง 3.30 เมตร เกรดอุตสาหกรรม มาตรฐานระดับโลก  มาพร้อมระบบ Fiery ProServer ควบคุมสีอย่างแม่นยำ  หมึก 3M MCS Ink คุณภาพสูง ทนทาน มีระบบตัดงานอัตโนมัติ Automatic XY Cutter มี Media Edge Guard ป้องกันขอบวัสดุเสียหาย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและความประณีตในงานพิมพ์ ทั้งงานกลางแจ้งและงานภายใน ยังมีเทคโนโลยี LED UV ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับบริษัท โฟร์อาร์ต (1994) จำกัด ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2502 เริ่มต้นจากสำนักงานบนโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย นำโดย คุณประทีป เลิศหัตถศิลป์ ภายใต้ชื่อ “บริษัท 4 ศิลป์” ให้บริการเขียนป้ายโฆษณาภาพยนตร์และฉากละครเวที ด้วยผลงานคุณภาพสูงจนได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ในปี พ.ศ. 2537 บริษัทขยายกิจการและย้ายสำนักงานมาที่ทำการปัจจุบัน พัฒนาจากงานเขียนป้ายสู่การพิมพ์ระบบดิจิทัลที่ให้ภาพสีสวยคมชัดสมจริง นำเข้าเครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่หน้ากว้างถึง 5 เมตรเป็นรายแรกในประเทศไทย และเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท โฟร์อาร์ต (1994) จำกัด

ปัจจุบัน นางสาวสมบัติ วัฒนไทย ประธานกรรมการบริษัท โฟร์อาร์ต (1994) จำกัด และบริหารงานโดยทายาทรุ่นที่สอง นายปิติ เลิศหัตถศิลป์ จบการศึกษาปริญญาตรี ทางด้านภูมิสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนางสาวชลธิชา วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา จบการศึกษาปริญญาโท ทางด้าน Communication Design จาก Pratt institute, New York, USA

นายปิติ เลิศหัตถศิลป์ กรรมการบริหารบริษัท โฟร์อาร์ต (1994) จำกัด กล่าวว่า “ด้วยประสบการณ์กว่า 65 ปีในวงการสื่อโฆษณา โฟร์อาร์ต (1994) จำกัด ไม่เพียงรักษามาตรฐานความเป็นเลิศในงานพิมพ์และการผลิตป้ายโฆษณาเท่านั้น แต่เรายังมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง การนำเข้าเครื่องพิมพ์ EFI VUTEk 3r+ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยระดับโลก ถือเป็นก้าวสำคัญที่ตอกย้ำความเป็นผู้นำของเราในการส่งมอบงานพิมพ์คุณภาพสูง ด้วยสีสันคมชัด ทนทาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราเชื่อมั่นว่าด้วยทีมงานมืออาชีพ เทคโนโลยีที่ทันสมัย และความทุ่มเทในทุกขั้นตอน โฟร์อาร์ต พร้อมเป็นพันธมิตรธุรกิจของคุณด้วยบริการครบวงจร ตั้งแต่ผลิตจนติดตั้งจริง ภายใต้มาตรฐานงานพิมพ์ระดับโลก ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า เปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นสื่อโฆษณาที่สร้างผลกระทบและความสำเร็จให้กับธุรกิจของคุณ”

บริษัทฯได้ขยายให้บริการ งานป้ายทุกประเภท ด้วยประสบการณ์กว่า 65 ปี โฟร์อาร์ตยืนยันความเป็นผู้นำด้านสื่อโฆษณาด้วยทีมงานมืออาชีพ ที่เชี่ยวชาญทั้งเทคโนโลยีและศิลปะการพิมพ์ เครื่องพิมพ์ประสิทธิภาพสูง ควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน หมึกพิมพ์คุณภาพ สีสด ทนทาน เหมาะสำหรับงานภายในและภายนอก เทคนิคพิเศษ ในการเชื่อมต่อแผ่นป้ายและการตกแต่งภาพโดยทีมช่างเขียนฝีมือดี สืบทอดทักษะมากว่า 65 ปี

-(016)

SKYWORTH PV มุ่งพัฒนาโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ครบวงจร พร้อมประกาศลุยตลาดโซลาร์เซลล์ในไทย

SKYWORTH PV มุ่งพัฒนาโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ครบวงจร พร้อมประกาศลุยตลาดโซลาร์เซลล์ในไทย

SKYWORTH PV มุ่งพัฒนาโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ครบวงจร พร้อมประกาศลุยตลาดโซลาร์เซลล์ในไทย

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.16 น.

SKYWORTH กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกที่มีประสบการณ์กว่า 37 ปีในอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ครอบคลุมธุรกิจหลัก ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะในครัวเรือน ระบบเทคโนโลยีอัจฉริยะ การให้บริการที่สอดคล้องกับชีวิตยุคใหม่ และธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โดยมีนวัตกรรมเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ผ่านศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงฐานการผลิตในหลายประเทศทั่วเอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ และในปี 2567 SKYWORTH ถูกจัดให้อยู่ที่อันดับ 272 ใน Fortune China 500 ด้วยรายรับต่อปีเกือบ 7 หมื่นล้านหยวนจีน (ประมาณ   3.5 แสนล้านบาทไทย) ซึ่ง SKYWORTH ยังคงแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่แข็งแกร่งและมั่นคงเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

และในปี 2563 SKYWORTH ขยายสู่ธุรกิจพลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มตัว ด้วยการก่อตั้งแบรนด์ SKYWORTH Photovoltaic (SKYWORTH PV) มุ่งพัฒนาโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ครบวงจร ทั้งผลิตภัณฑ์และบริการ EPC โดยนำเสนอแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ ระบบกักเก็บพลังงาน โครงยึดติดตั้ง และบริการด้านวิศวกรรม ครอบคลุม ทั้งกลุ่มลูกค้าภาคที่อยู่อาศัยและภาคธุรกิจ

เมื่อเร็วๆนี้ SKYWORTH จัดงานแถลงข่าวภายใต้ธีม “SAIL WITH SKYWORTH – Make Every Ray of Sunshine Counts” โดย นายจิน ลิน (Mr. Jin Lin) ประธานกรรมการ บริษัท สกายเวิร์ท กรุ๊ป จำกัด กล่าวเปิดงานว่า “งานวันนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ SKYWORTH PV ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นตลาดหลัก ในวิสัยทัศน์ระดับโลกของเรา เราไม่ได้มาเพียงเพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์ แต่มาเพื่อสร้างความร่วมมือระยะยาว เพราะประเทศไทยมีศักยภาพสูงและมีเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเรา เราเชื่อว่านี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดของการร่วมมือนี้ เพราะพลังงานสะอาดไม่ใช่แค่เทรนด์ระดับโลก แต่คือความรับผิดชอบ ความจำเป็น วิสัยทัศน์ร่วมของโลกใบนี้”

นางสาวว่านเฟย ฉู (Ms Wanfei Qu) ประธานเจ้าหน้าที่สารสนเทศของสกายเวิร์ท กรุ๊ป,  ผู้อำนวยการและซีอีโอของสกายเวิร์ท พีวี และประธานบริษัทบริษัท สกายเวิร์ท รีนิวเอเบิ้ล เอเนอร์จี้ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดว่า “ด้วยประสบการณ์กว่า 37 ปีของกลุ่ม SKYWORTH PV ซึ่งก่อตั้งในปี 2020 ปัจจุบัน เป็นหนึ่งในแบรนด์พลังงานแสงอาทิตย์แบบกระจายอันดับ 2 ของประเทศจีน ด้วยกำลังการติดตั้งสะสมกว่า 25 กิกะวัตต์  และสถานีโซลาร์ที่พักอาศัยกว่า 750,000 แห่งทั่วประเทศ และยังขยายธุรกิจไปแล้วกว่า 27 ประเทศทั่วโลก

ประเทศไทยถือเป็นตลาดหลักในแผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติ (PDP) ปี 2024 ที่มีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่รวม 43 กิกะวัตต์ภายในปี 2037 โดย 24 กิกะวัตต์จะมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างจริงจังในระดับประเทศ

SKYWORTH มีฐานการผลิต 3 แห่งในประเทศจีน ได้แก่ โรงงานแผงโซลาร์เซลล์ที่มีกำลังการผลิต 5GW ในกว่างโจว โรงงานผลิตอินเวอร์เตอร์ 6GW และแบตเตอรี่ 3GW ในซูโจว และฐานการผลิตเซลล์ BC/แผงโซลาร์ 10GW ในไป๋เซ่อ สำหรับในประเทศไทย เราพร้อมเดินหน้าส่งมอบโซลูชันพลังงานสะอาด ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูง บริการ EPC แบบครบวงจร และรูปแบบทางการเงินที่ตอบโจทย์ตลาดไทย เรามุ่งมั่นที่จะผลักดันการใช้พลังงานสะอาดในภูมิภาคนี้ และธีมงาน ‘SAIL WITH SKYWORTH – Make Every Ray of Sunshine Counts’ สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวของเราในการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยพลังงานสะอาด” เธอกล่าวเสริม

ทั้งนี้ ภายในงาน ยังมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ 2 ฉบับ ได้แก่  SKYWORTH Group  กับ ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) สำนักงานใหญ่ โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันผลักดันการพัฒนาพลังงานสะอาดในประเทศไทย ซึ่ง ICBC ยังประกาศให้ SKYWORTH PV เป็นพันธมิตรยุทธศาสตร์หลักอีกด้วย

และฉบับที่ 2 ระหว่าง SKYWORTH PV กับ Olympus Capital Holding Asia ในการจัดตั้งกองทุนลงทุนพลังงานสะอาดมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และระบบจัดเก็บพลังงานทั่วเอเชีย รวมถึงลงทุนในสินทรัพย์พลังงานหมุนเวียนคุณภาพสูงอื่นๆ เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การปล่อยคาร์บอนต่ำในเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายในช่วง 3 ปีข้างหน้าด้วยรากฐานที่แข็งแกร่งในประเทศไทย SKYWORTH PV พร้อมแล้วที่จะเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยโซลูชันโซลาร์คุณภาพสูงผสานกับบริการ EPC ครบวงจร งานในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลอง แต่คือจุดเริ่มต้นที่แข็งแกร่งของเส้นทางธุรกิจ SKYWORTH PV ในประเทศไทย สู่อนาคตแห่งพลังงานสะอาดที่เติบโต ยั่งยืน และเป็นมิตรกับโลก

ติดตามความเคลื่อนไหวและอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  https://th.skyworth-pv.com , E-mail: wuxinyu@skyworth.com

-(016)

รพ.จุฬาลงกรณ์ นำเทคนิคใหม่ ผ่าตัดแก้ไขผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นสำเร็จ! แห่งแรกในประเทศไทย แห่งที่สี่ในเอเชีย

รพ.จุฬาลงกรณ์ นำเทคนิคใหม่ ผ่าตัดแก้ไขผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นสำเร็จ! แห่งแรกในประเทศไทย แห่งที่สี่ในเอเชีย

รพ.จุฬาลงกรณ์ นำเทคนิคใหม่ ผ่าตัดแก้ไขผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นสำเร็จ! แห่งแรกในประเทศไทย แห่งที่สี่ในเอเชีย

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.11 น.

รพ.จุฬาลงกรณ์ นำเทคนิคใหม่ ผ่าตัดแก้ไขผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) สำเร็จ! แห่งแรกในประเทศไทย แห่งที่สี่ในเอเชีย

7 กรกฎาคม 2568 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยทีมแพทย์ ศูนย์นิทราเวช ฝ่ายโสต ศอ นาสิกวิทยา ฝ่ายอายุรศาสตร์ (หน่วยโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤต) ฝ่ายการพยาบาล และฝ่ายวิสัญญีวิทยา ได้ทำการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) ด้วยเทคนิคใหม่ได้สำเร็จเป็นแห่งแรกของประเทศไทย และแห่งที่สี่ในเอเชีย ช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษาให้กับผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

รศ.พญ.นฤชา จิรกาลวสาน หัวหน้าศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และนายกสมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การนอนหลับเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โรคความผิดปกติจากการนอนหลับส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกายทุกระบบ ดังนั้นศูนย์นิทราเวช และทีมแพทย์ทุกสหสาขาวิชาชีพ จึงได้ตระหนักถึงความสำคัญของการนอนหลับ จึงได้จัดกิจกรรมรณรงค์ในทุกปี เปิดให้บริการการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาการนอนหลับในทุกรูปแบบ โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) พบได้ถึงประมาณร้อยละ 14 ในประชากรทั่วไป โดยผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการกรน ตื่นบ่อยระหว่างคืน ง่วงนอนผิดปกติในเวลากลางวัน เป็นต้น โดยโรคนี้สามารถเพิ่มโอกาสการเป็นโรคร้ายแรง เช่น โรคทางระบบหัวใจและหลอดเลือด การรักษาหลักคือการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก แต่อย่างไรก็ตามมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถทนต่อการรักษาด้วยวิธีนี้ได้ ทีมแพทย์จึงหาวิธีการใหม่มาช่วยในการรักษา ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย และมีความเหมาะสมต่อผู้ป่วยแต่ละราย โดยล่าสุดนี้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ประสบความสำเร็จในการใช้เทคนิคพิเศษผ่าตัดรักษาผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นระดับรุนแรง ระดับปานกลางถึงรุนแรงมาก ด้วยวิธีการกระตุ้นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 12 (HGNS) โดยเป็นเทคนิคการผ่าตัดแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง แผลผ่าตัดเล็ก ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว โดยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นแห่งที่สี่ในเอเชีย หลังจากประเทศญี่ปุ่น ประเทศสิงคโปร์ และประเทศฮ่องกง ที่ขณะนี้มีการรักษาด้วยวิธีนี้ โดยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์จะเปิดการรักษาด้วยวิธี HGNS ในอนาคตอันใกล้ ผู้ป่วยที่สนใจสามารถติดตามความคืบหน้าของการรักษาด้วยนวัตกรรมนี้ได้จากข่าวสารของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์”

ทางด้าน ผศ. (พิเศษ) พญ. นทมณฑ์ ชรากร หัวหน้าหน่วยโสต ศอ นาสิกวิทยาการนอนหลับ ฝ่ายโสต ศอ นาสิกวิทยา  โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มีศักยภาพสูงในการดูแลผู้ป่วยที่มีโรคจากการนอนหลับทุกประเภท ทุกสหสาขาวิชาชีพทำงานร่วมกันในการดูแลกลุ่มผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น โดยผู้ป่วยที่เหมาะกับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดแบบ HGNS ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ โดยต้องมีระดับความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นระดับรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก ไม่สามารถทนการรักษาด้วยเครื่องอัดอากาศแรงดันบวกได้ และมีข้อบ่งชี้ตามเกณฑ์กำหนด 

การผ่าตัดแบบ HGNS จัดว่าเป็นเทคนิคการผ่าตัดทางเดินหายใจใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง แผลผ่าตัดเล็ก ความเจ็บหลังผ่าตัดน้อย และการฟื้นตัวเร็ว ปัจจุบันอุปกรณ์ดังกล่าวที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งประเทศไทย (อ.ย.) เมื่อปี พ.ศ. 2567 หลักการของการผ่าตัดคือ การฝังเครื่องกระตุ้นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 12 (Hypoglossal Nerve) เป็นกล่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ฝังลงไปในร่างกาย (Implantable Device) ที่บริเวณเหนือกล้ามเนื้อหน้าอก เพื่อส่งสัญญาณกระตุ้นไฟฟ้าที่เส้นประสาทสมองคู่ที่ 12 ทางฝั่งขวา เฉพาะแขนงที่ทำให้กล้ามเนื้อลิ้น (Genioglossus Muscle) เคลื่อนตัวไปข้างหน้า ขณะที่มีอุปกรณ์จับสัญญาณการเคลื่อนไหวของทรวงอกว่ากำลังหายใจเข้า บริเวณชายโครงด้านขวา ทำให้ทางเดินหายใจเปิดโล่ง อุปกรณ์จะปล่อยพลังงานไฟฟ้าในขนาดที่เหมาะสม โดยการปรับสัญญาณไฟฟ้าให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ผู้ป่วยสามารถเปิด ปิดอุปกรณ์ ผ่านทางรีโมทคอนโทรลที่ใช้งานง่าย เพียงกดปุ่มเดียว เพื่อเปิดใช้งานก่อนเข้านอนและปิดเมื่อตื่นนอน วิธีนี้เป็นการรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นที่มีมาแล้วมากกว่า 10 ปี ผ่านการรับรองโดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration: FDA) เมื่อปี พ.ศ. 2557 (ค.ศ.2014) มีหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงประสิทธิภาพการรักษาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นหัตถการที่ปลอดภัยและผลลัพธ์ดี ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการทำหัตถการนี้เกิดขึ้นภายในประเทศไทย”

รศ.นพ. ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวสรุปว่า “นับเป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ทีมแพทย์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สามารถนำเทคนิคนี้มารักษาผู้ป่วยได้สำเร็จเป็นที่แรกของประเทศไทย และเป็นลำดับที่สี่ของเอเชีย เป็นการเพิ่มทางเลือกในการรักษาให้กับกลุ่มผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นระดับรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นที่มีความประสงค์จะรักษาด้วยเทคนิคการผ่าตัดแบบใหม่นี้ จำเป็นต้องผ่านการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และมีข้อบ่งชี้ตามเกณฑ์ เพื่อความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด”

-(016)

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัสตานา เดินหน้าผลักดัน ‘การทูตเพื่อการพัฒนา’ เพิ่มขีดความสามารถด้านความมั่นคงด้านสุขภาพ

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัสตานา เดินหน้าผลักดัน 'การทูตเพื่อการพัฒนา' เพิ่มขีดความสามารถด้านความมั่นคงด้านสุขภาพ

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัสตานา เดินหน้าผลักดัน ‘การทูตเพื่อการพัฒนา’ เพิ่มขีดความสามารถด้านความมั่นคงด้านสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.19 น.

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัสตานา เดินหน้าผลักดัน “การทูตเพื่อการพัฒนา” ผ่านการเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้แก่บุคลการด้านการแพทย์และสาธารณสุขของสาธารณรัฐคีร์กีซและทาจิกิสถาน

ระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2568 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัสตานา ได้เดินหน้าผลักดันบทบาทของไทยในด้าน “การทูตเพื่อการพัฒนา” (Development Diplomacy) ผ่านโครงการส่งเสริมการทูตเพื่อการพัฒนาของไทยผ่านการเสริมสร้างขีดความสามารถในด้านความมั่นคงด้านสุขภาพให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขจากสาธารณรัฐคีร์กีซและสาธารณรัฐทาจิกิสถาน ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

ในโอกาสนี้ นางปิยะพิณ นิยมฤกษ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงอัสตานา ได้ มอบหมายให้ ดร. อรทัย ภูบุญลาภ กูนาซีลาน ที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูตฯ นำอาจารย์แพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิจาก International Higher School of Medicine แห่งสาธารณรัฐคีร์กีซ และ Avicenna Tajik State Medical University แห่งทาจิกิสถาน จำนวน 8 ท่าน เดินทางเยือนไทยเพื่อศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการแพทย์และสาธารณสุขกับหน่วยงานชั้นนำของไทย

กรุงเทพฯ: ศึกษาดูงานและต่อยอดความร่วมมือกับสถาบันการแพทย์ชั้นนำของไทย

การเยือนเริ่มต้นที่กรุงเทพฯ คณะฯ ได้รับการต้อนรับจากนาวาอากาศตรีหญิง แพทย์หญิงสุรางคณา เตชะไพฑูรย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวชและโรงพยาบาลบีเอ็นเอช ในการเยี่ยมชมโรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเด็กเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

จากนั้น คณะฯ ได้เยี่ยมชมโรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ โดยมี นายแพทย์ศรัณย์ อินทกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฯ  ให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของโรงพยาบาล ก่อนเดินทางไปศึกษาดูงานที่โรงพยาบาล BNH ซึ่งคณะฯ ได้รับทราบเรื่องความโดดเด่นด้านศัลยกรรมกระดูกและบริการพรีเมียม

คณะฯ ยังได้เข้าพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย และ ดร. ฐากูร พานิช รักษาการรองเลขาธิการจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ให้การต้อนรับและร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันและแนวทางการต่อยอดความร่วมมือ โดยในโอกาสดังกล่าว คณะฯ ได้รับฟังการบรรยายจากทีมแพทย์ของวิทยาลัยฯ เรื่อง ชการบรรยายเรื่องการจัดการวิกฤตโรคติดเชื้อและการตอบสนองต่อภัยพิบัติฉุกเฉิน พร้อมเยี่ยมชมโรงพยาบาลจุฬาภรณ์

นอกจากนี้ คณะฯ ยังได้พบหารือกับคณะผู้บริหารของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งให้ข้อมูลด้านการศึกษาวิชาชีพแพทย์ การวิจัย และบทบาทต่อสังคมของสถาบันการแพทย์ชั้นนำของประเทศ รวมถึงการหารือเกี่ยวกับความร่วมมือที่มีศักยภาพในอนาคตระหว่างกัน

ขอนแก่น: แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านโรคเขตร้อนและการแพทย์ชุมชน

จากนั้น คณะฯ ได้เดินทางสู่ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางความเชี่ยวชาญด้านโรคเขตร้อนและการแพทย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้เข้าเยี่ยมคารวะนายศิริวัฒน์ พินิจพานิชย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและการหารือแนวทางในการสร้างความสัมพันธ์อันดีร่วมกันในด้านการศึกษา การท่องเที่ยว การแพทย์ และด้านอื่น ๆ ในระดับภูมิภาค จากนั้น คณะฯ ได้เข้าเยี่ยมคารวะรองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น และทีมผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฯ ตลอดจนเยี่ยมชม โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น และได้รับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี รวมถึง ACRO ซึ่งเป็นศูนย์บริหารจัดการวิจัยคลินิก ที่สำคัญ คณะฯ ได้ลงพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสำราญ และ หน่วยบริการปฐมภูมิสามเหลี่ยม ซึ่งเป็นจุดไฮไลท์ด้านการส่งเสริมสุขภาพสำหรับคนไทยในระดับชุมชม โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก

พัทยา: ผสานสุขภาพกับการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

ในช่วงสุดท้ายของโครงการฯ คณะฯ เดินทางไปยังเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี หนึ่งในเมืองนำร่องด้าน Medical Tourism ของไทย โดยได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสถานพยาบาลเอกชนในพื้นที่ อาทิ โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา และโรงพยาบาลพัทยาเมโมเรียล โดยได้ศึกษารูปแบบการให้บริการทางการแพทย์ที่ผสานเข้ากับการพักผ่อนอย่างครบวงจร นอกจากนี้ คณะฯ ยังได้เยี่ยมชมชายหาดและสถานที่ท่องเที่ยวในเขตเมืองพัทยา เพื่อเข้าใจความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศในเอเชียกลางที่ไม่มีพื้นที่ติดทะเล และเล็งเห็นโอกาสในการส่งเสริมไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับภูมิภาค

จากความรู้สู่ความร่วมมือ จากความร่วมมือสู่มิตรภาพ เพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนของมวลมนุษยชาติ

โครงการส่งเสริมการทูตเพื่อการพัฒนาของไทย ผ่านการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคงทางสุขภาพให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขจากสาธารณรัฐคีร์กีซและสาธารณรัฐทาจิกิสถาน เป็นข้อริเริ่มของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัสตานา ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมทั้งสองประเทศ โดยยึดหลักว่า ประเทศไทยในฐานะที่มีระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล สามารถแบ่งปันองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และแนวปฏิบัติที่ดีให้แก่ประเทศมิตรในภูมิภาคเอเชียกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการเยือนไทยภายใต้โครงการดังกล่าว คณะอาจารย์แพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากสาธารณรัฐคีร์กีซและทาจิกิสถาน ทั้ง 8 ท่าน ต่างประทับใจในมิตรไมตรีอันอบอุ่นและซาบซึ้งต่อการแบ่งปันองค์ความรู้ทางการแพทย์อย่างเปิดกว้างและจริงใจของฝ่ายไทย

โครงการนี้จึงสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้าน การทูตเพื่อการพัฒนา (Development Diplomacy) และศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ที่สามารถนำองค์ความรู้ด้านสุขภาพ การแพทย์ และการพัฒนา มาผนวกรวมเข้ากับความร่วมมือทางการทูต เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาคมโลกอย่างยั่งยืน

-(016)

DERMOND เผยบูติกแฟลกชิปสโตร์โฉมใหม่ เพื่อคนรักไฟน์จิวเวลรี่

DERMOND เผยบูติกแฟลกชิปสโตร์โฉมใหม่ เพื่อคนรักไฟน์จิวเวลรี่

DERMOND เผยบูติกแฟลกชิปสโตร์โฉมใหม่ เพื่อคนรักไฟน์จิวเวลรี่

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.18 น.

DERMOND แบรนด์ไฟน์จิวเวลรี่สัญชาติไทย เปิดตัวบูติกแฟลกชิปสโตร์โฉมใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ Reimagine Luxury ณ สยามพารากอน สะท้อนภาพลักษณ์ของความเป็น Global Thai Fine Jewelry House อย่างแท้จริง พร้อมส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับชวนทุกท่านร่วมสัมผัส ‘ความอบอุ่น’ และค้นหาความหมายแห่ง ‘ความหรูหรา’ ที่แตกต่าง ถ่ายทอดผ่านเรื่องราว คุณค่า และตัวตน สะท้อนงานดีไซน์ร่วมสมัย อันสะท้อนถึงความประณีตและความงามสง่าของเฮาส์แบรนด์

ภายใต้นิยามและแนวคิด “Reimagine Timeless Luxury” ที่ถูกนำกลับมาตีความหมายใหม่ ในแบบฉบับของ DERMOND ที่เชื่อว่าการออกแบบลักซ์ชูรี รีเทล ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่แสดงถึงความงามของสุนทรียศาสตร์ แต่ควรเป็นพื้นที่สร้างความประทับใจให้กับลูกค้าหรือผู้เยี่ยมชม ได้สัมผัสถึงความอบอุ่นและมีชีวิต ในพื้นที่อันเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยรายละเอียดที่ตั้งใจรังสรรค์ขึ้นมาใหม่ เพื่อคงอยู่เหนือกาลเวลา และเป็นหนึ่งในหมุดหมายใหม่ที่คนรักไฟน์จิวเวลรี่ทั้งในและต่างประเทศยกให้เป็นสถานที่ชวนฝันในการเข้าชมและร่วมสัมผัสประสบการณ์

เริ่มต้นตั้งแต่วิชวลงานออกแบบสถาปัตย์บริเวณด้านหน้าบูติก ที่สะท้อนถึงความพิเศษ และแรงบันดาลใจจากเส้นสายโลโก้ของแบรนด์ DERMOND ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของเส้นไฟเรืองรองอันเฉียบคม ตัดกับผิววัสดุแบบด้านและวาว สะท้อนอารมณ์และเชื่อมโยงสไตล์ที่ยั่งยืนอย่างสร้างสรรค์ นำเสนอภาพลักษณ์ใหม่อันน่าจดจำ พร้อมชวนเปิดประตูสัมผัสค้นพบความสวยงามที่สะท้อนคุณค่าเหนือกาลเวลา

ภายในบูติกพื้นที่ประมาณ 200 ตารางเมตร ตกแต่งด้วยพื้นไม้โทนอุ่น ด้วยแพทเทิร์นลายพิเศษ อันเป็นดีไซน์เฉพาะตัว โดยพื้นที่ภายในแบ่งเป็นโซนดิสเพลย์ต่างๆ เชื่อมโยงกันด้วยความโค้งเว้าอย่างมีชั้นเชิง เพิ่มความรู้สึกอบอุ่นด้วยผนังผิวสัมผัสโทนสีวอร์ม สร้างบรรยากาศให้ดูอบอุ่น ผ่อนคลาย เป็นกันเองรับกับแสงและประกายของเพชรอย่างสมดุล เกิดเป็นความทรงจำส่วนตัว ในการสัมผัสกับไฟน์จิวเวลรี่ชิ้นโปรดแบบฉบับของคุณ ผ่าน 3 โซนหลัก ที่พร้อมถ่ายทอดคุณค่าและเรื่องราว DERMOND ไว้อย่างครบถ้วน เริ่มด้วย

Bridal Zone  มุมที่สะท้อนถึงอารมณ์ความรู้สึกของคู่รัก ถ่ายทอดความอบอุ่นและงดงามของแหวนหมั้นเพชรน้ำงามคุณภาพสูง และดีไซน์ตัวเรือนที่หลากหลายแบบไร้รอยต่ออันเป็นเอกลักษณ์ของการผลิตคุณภาพสูงเช่นเดียวกับ High Jewelry ทั้งแบบเรียบง่ายหรือหรูหราให้ลองสัมผัส เพราะ DERMOND เชื่อว่าความแตกต่างในความต้องการของลูกค้าทุกคู่ คือ สิ่งที่เราใส่ใจนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อแสดงถึงสัญลักษณ์แห่งรักนิรันดร์แต่คงไว้ซึ่งความหมายส่วนตัวที่สัมผัสได้ด้วยใจของผู้ครอบครองในวันสำคัญ

Classic Zone ไม่ว่าจะเป็นเทนนิสเบรซเลต หรือต่างหูเพชรเม็ดเดี่ยว ทุกชิ้นได้รับการคัดเลือกเพชรคุณภาพสูง ประกอบขึ้นด้วยความประณีตและนวัตกรรมอันแม่นยำ พร้อมฟังก์ชั่นที่ช่วยทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกมั่นใจผ่านการเคลื่อนไหวของร่างกาย ทุกชิ้นถ่ายทอดเทคนิคการผลิตแบบพิเศษผ่านความชำนาญและใส่ใจในงานดีไซน์ ตอบรับการสวมใส่ในโอกาสที่หลากหลายในชีวิตประจำวัน แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณค่าแห่งการครอบครองผ่านการผสานอดีตสู่ปัจจุบัน และพร้อมส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นอย่างงดงาม

Collection Zone มุมแสดงชิ้นงานออกแบบซิกเนเจอร์ของแบรนด์ DERMOND เริ่มต้นด้วย Absolute Deco คอลเลกชันที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยงานฝีมือเชิงศิลป์ขั้นสูงโดยช่างฝีมือชำนาญการกว่า 33 ปี ที่สะท้อนถึงศิลปะในยุค Art Deco โดยตัวผลงานสะท้อนถึงความหรูหราผ่านเส้นโค้งที่อ่อนช้อยอันเฉียบคมแสดงถึงรายละเอียด ความวิจิตร ในฉบับของ Art Element ที่ยังได้รับการต้อนรับอย่างสูงต่อเนื่องมาในปัจจุบัน จนถึง Chic Collection – คอลเลกชันใหม่ล่าสุดที่นำเสนอผ่านมุมมองที่ต่างไปจากเดิม แต่ยังแฝงเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้อย่างแยบยล ไม่ว่าจะเป็นเม็ดทองทรงโดมที่สื่อถึงความไม่สิ้นสุด เพชรหยดน้ำที่หันหน้าประสานกันแสดงถึงความสมดุล โดดเด่นด้วยอิสระการจัดวางเพชรในรูปแบบ Fancy Eternity สะท้อนภาพลักษณ์ ความสนุก เสริมความโดดเด่นของผู้สวมใส่ให้แตกต่าง Chic Collection จึงไม่ใช่เพียงเครื่องประดับ แต่คือปรัชญาความงามรูปแบบใหม่ที่แสดงถึงความงดงามอย่างมีคาแรคเตอร์

DERMOND Experience ส่งมอบคุณค่าความประทับใจพร้อมใส่ใจในทุกรายละเอียด Private Zone พื้นที่ส่วนตัว พร้อมคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญจาก DERMOND ให้การต้อนรับและรองรับลูกค้าวีไอพี หรือการออกแบบสินค้าเฉพาะบุคคลหรือปรับแต่งแบบพิเศษ (Bespoke Service)

พร้อมเสิร์ฟความเพลิดเพลินจากไอศกรีมโฮมเมดระดับพรีเมียมสัญชาติไทย เจลาโต Aricha ที่คัดสรรเมนูพิเศษพร้อมต้อนรับลูกค้าผู้มาเยือนด้วยสูตรพิเศษจากแบรนด์ DERMOND

ในความพิเศษทั้งหมดที่กล่าวมานั้น บูติกแห่งนี้ยังคงไว้ซึ่งความเป็น Craftsmanship ของแบรนด์ไทย โดยได้รับความร่วมมือจากแบรนด์ชั้นนำที่มีความโดดเด่นในแต่ละด้านนำทีมการออกแบบโดย Paradigm Shift   ตกแต่งงานศิลป์ดอกไม้จากแบรนด์ Heartmade by Kig และแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชั้นนำจาก VERTIER ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อถ่ายทอดความงามร่วมสมัย ผ่านคุณค่างานฝีมือของคนไทยอย่างกลมกลืน ในบรรยากาศอบอุ่นเสมือนบ้าน ที่เต็มไปด้วยจิวเวลรี่คุณภาพระดับโลก

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ตอกย้ำจุดยืนของ DERMOND ในฐานะเฮาส์แบรนด์ที่ชัดเจนในด้าน “Crafted in Thai, Globally Inspired” ชูความเชื่อมั่นในงานฝีมือคุณภาพสูง มาตรฐานสากล และบริการหลังการขาย และได้รับการตอบรับด้วยดีเสมอมาจากกลุ่มลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ให้ความเชื่อถือไม่ว่าจะเป็น ออสเตรเลีย การ์ตาร์ คูเวต ดูไบ และอีกมากมาย

เชิญร่วมสัมผัสประสบการณ์การสวมใส่ไฟน์จิวเวลรี่ที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย สะท้อนความงดงามของคุณไปกับ บูติกโฉมใหม่ ณ สยามพารากอน ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ปัจจุบันร้าน เดอมอนด์ ในประเทศไทย มีทั้งหมด 5 สาขา ได้แก่ สยามพารากอน เวลา 12.00-20.00 น. โทร. 02-129-4355-6 เมกา บางนา เวลา 11.30-19.00 น. โทร. 02-105-2056 เซ็นทรัล ชิดลม เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 061-898-2254 One Bangkok เวลา 11.30-20.00 น. โทร. 083-989-1716 เซ็นทรัล พัทยา เวลา 12.00-20.00 น. โทร. 038-043-272

เปิดพื้นที่ ‘นครพนมโมเดล’ ต้นแบบระบบสุขภาพจากฐานราก ขับเคลื่อน อสม.เป็นกลไกหลัก ดันชุมชนสู่ภาวะ ‘เบาหวานหายได้’

เปิดพื้นที่ 'นครพนมโมเดล' ต้นแบบระบบสุขภาพจากฐานราก ขับเคลื่อน อสม.เป็นกลไกหลัก ดันชุมชนสู่ภาวะ 'เบาหวานหายได้'

เปิดพื้นที่ ‘นครพนมโมเดล’ ต้นแบบระบบสุขภาพจากฐานราก ขับเคลื่อน อสม.เป็นกลไกหลัก ดันชุมชนสู่ภาวะ ‘เบาหวานหายได้’

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.12 น.

สสส. – ภาคีภาคอีสาน เปิดพื้นที่ “นครพนมโมเดล” ต้นแบบระบบสุขภาพจากฐานราก ขับเคลื่อน อสม.เป็นกลไกหลัก ดันชุมชนสู่ภาวะ “เบาหวานหายได้” บูรณาการภาคีท้องถิ่น – บริการสุขภาพ หนุนระบบดูแลสุขภาพปฐมภูมิ หากทุกภาคส่วนร่วมมือพัฒนาโมเดลสุขภาพที่ยั่งยืนบนฐานพลังชุมชน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 7 ลงพื้นที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านนางัว อ.บ้านแพง เพื่อศึกษาดูงานโครงการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ร่วมกับ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) และ ที่ โรงพยาบาลโพนสวรรค์ ต.โพนสวรรค์ อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลสำเร็จ การบริหารจัดการในชุมชนด้านการป้องกันแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อ (NCDs) โดยเฉพาะโรคเบาหวาน

รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม กรรมการกองทุน สสส. และประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 7 สสส. กล่าวว่า โรคเบาหวานชนิดที่ 2 คือโรคเรื้อรังที่เกิดจากภาวะ ดื้ออินซูลิน และผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเสี่ยงสำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่งคือ ความอ้วน ปัจจุบันความชุกโรคเบาหวานในไทยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายในปี 2540 พบความชุกจากร้อยละ 4.8 เพิ่มขึ้นเป็น 9.5% ในปี 2563 หากใช้การวินิจฉัยโดยระดับน้ำตาลช่วงอดอาหารเป็นเกณฑ์การวินิจฉัย แต่หากวัดระดับน้ำตาลเฉลี่ยในเลือดย้อนหลัง 2–3 เดือนเป็นเกณฑ์การวินิจฉัยร่วมด้วย จะพบว่า ความชุกของผู้เป็นเบาหวานสูงถึง 11% ในจำนวนนี้มีผู้ที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ตามเป้าหมายเพียง 26.3% จึงเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ เบาหวานจอตา ตาบอด ไตวาย เท้าเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด จ. นครพนม เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการทำงานบูรณาการระหว่าง ภาคบริการสุขภาพกับภาคประชาชนในระดับปฐมภูมิ ที่ สสส. ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันและสงบโรค NCDs อย่างเบาหวาน โดยใช้ ชุมชนเป็นฐาน และ อสม.เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

จ.นครพนม ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านทุนชุมชน ความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย และการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงถูกเลือกเป็น พื้นที่นำร่อง ในการพัฒนารูปแบบการให้บริการสุขภาพที่เน้น การมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งตอบโจทย์อย่างยิ่งในบริบทของโรค NCDs เช่น เบาหวาน ที่ต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่องทั้งด้านอาหาร การออกกำลังกาย และการติดตามภาวะสุขภาพ อสม. คือกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างชุมชนกับระบบบริการสุขภาพ ไม่ใช่แค่ผู้ส่งต่อข้อมูล แต่เป็นผู้กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรม และเป็นแรงผลักดันให้สุขภาวะเกิดขึ้นได้จริงในทุกครัวเรือน สสส. ในฐานะองค์กรขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาพ สานพลังกับภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และภาคประชาสังคม เพื่อพัฒนากลไกเชิงระบบ ที่ไม่เพียงแก้ปัญหาสุขภาพเฉพาะหน้า แต่สร้างระบบสุขภาพที่ ต่อเนื่อง ยั่งยืน และมีชุมชนเป็นศูนย์กลาง ผ่านยุทธศาสตร์ ‘พลังปัญญา-พลังสังคม-พลังนโยบาย’ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ หากคนในชุมชนสามารถดูแลกันเองได้ ก็จะได้ระบบสุขภาพที่มีความเข้มแข็งจากฐานราก สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น และลดภาระของระบบรักษาในระยะยาว การลงพื้นที่ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการไปเยี่ยมชม แต่เป็นการยืนยันว่า ‘เบาหวานหายได้’S ไม่ใช่แค่แนวคิด แต่เป็นไปได้จริง หากเรามีระบบที่หนุนเสริมกันทั้งภาคบริการ ภาคประชาชน และภาคนโยบาย บนฐานของความเข้าใจและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจากชุมชน” รศ.นพ.สรนิต กล่าว

นพ.วิพุธ พูลเจริญ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย ผู้รับผิดชอบโครงการสาธารณสุขมูลฐานเขตเมือง แนวรุกสู่การป้องกันและสงบเบาหวาน กล่าวว่า โครงการสาธารณสุขมูลฐานเขตเมือง แนวรุกสู่การป้องกันและสงบเบาหวาน เป็นการขยายผลจากโครงทดลองระบบบริการสุขภาพสร้างเสริมในเขตเมืองช่วงโควิด-19 โดยมีเป้าหมายป้องกันการเกิดผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ และสนับสนุนให้ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะเบาหวานสงบ (DM Remission) ผ่านแนวทาง “Personalized & Precision Primary Health Care” ที่เน้นการสร้างระบบร่วมจัดการระหว่างหน่วยบริการสุขภาพและสาธารณสุขมูลฐานชุมชน โดยใช้พื้นที่ อ.โพนสวรรค์เป็นจุดนำร่อง ซึ่งมีพฤติกรรม เช่น การบริโภคอาหารสำเร็จรูปและการเคลื่อนไหวน้อย เป็นปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดโรคเบาหวาน โดยมีพื้นที่ทดสอบ ได้แก่ ชุมชนบ้านเสาเล้า 4 หมู่บ้าน ที่มีโครงสร้างเครือญาติกลุ่มชาติพันธุ์ไทญ้อที่เข้มแข็ง และมีทุนทางสังคมพร้อมต่อการจัดการสุขภาพ

“ข้อมูลในพื้นที่ อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม ปี 2567 พบผู้ป่วยเบาหวาน 731 คน เพิ่มขึ้นจาก 654 คนในปี 2565 และ 59.9% ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ขณะที่ 476 คนอยู่ในกลุ่มเสี่ยง โรงพยาบาลโพนสวรรค์ ได้ริเริ่มคลินิก ‘DM Remission’ โดยนำโภชนบำบัดแบบ Low Carb มาใช้ พร้อมจัดโปรแกรมดูแลร่วม 8 สัปดาห์ มีกลุ่มเป้าหมาย 100 คน แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ด้วยกลไก 6 ระบบ ได้แก่ ระบบข้อมูล ระบบบริการกำลังคน ระบบทรัพยากร ระบบเทคโนโลยี ระบบบริหารจัดการ  ระบบสร้างความรอบรู้ ผลลัพธ์ที่สำคัญ คือ การสร้างพื้นที่บริการร่วม ที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ด้านสุขภาพ การปรับพฤติกรรม และการติดตามเฉพาะบุคคล มีเป้าหมายขยายเป็นระบบบริการประจำในปี 2568 พร้อมเชื่อมโยงกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด ผสานเทคโนโลยีและภาคีเครือข่ายเพื่อควบคุมโรคเบาหวานอย่างตรงจุด” นพ.วิพุธ กล่าว

นายวิฑูรย์ แก้วแก่น อสม.ตำบลไผ่ล้อม อ.บ้านแพง จ.นครพนม อสม.ดีเด่นระดับชาติ สาขาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ ประจำปี 2562 กล่าวว่า ผลงานเด่น “สายรู้ สายลับ” เป็นการสร้างเกราะป้องกันคุ้มครองสุขภาพ โดยอบรมให้ความรู้เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ ทำงาน 2 เครือข่าย 1. เครือข่ายสายรู้ คือกลุ่มนักเรียน กลุ่มสรภัณฑ์ และกลุ่มรถโมบายคุ้มครองผู้บริโภค ประชาชนทำหน้าที่ร่วมกับชมรมคุ้มครองผู้บริโภค ประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลภัยสุขภาพต่าง ๆ คำแนะนำในสถานศึกษา งานบุญต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อการโฆษณาชวนเชื่อ รวมถึงรับเรื่องร้องเรียน 2. เครือข่ายสายลับ คือประชาชนทั่วไป ทำหน้าที่สุ่มตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุขภาพ สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำหน่ายในสถานศึกษา และชุมชน เช่น ร้านชำ รถเร่ รถพุ่มพวงในชุมชนทุกสัปดาห์ หากพบร้านค้าขายผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัย และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จะดำเนินการแจ้งชมรมคุ้มครองผู้บริโภคทันที โดยผู้ประกอบการจะต้องแก้ไขภายใน 1 สัปดาห์ และห้ามจำหน่ายสินค้าดังกล่าว จากการดำเนินงานพบว่าประชาชนสามารถตัดสินใจในการรับบริการด้านสุขภาพ บริโภคผลิตภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัยต่อสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชน

นางปรางทิพย์ ผาลี อสม.ตำบลนางัว อ.บ้านแพง อสม.ดีเด่นระดับชาติ สาขาการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ ประจำปี 2567 กล่าวว่า การทำงาน “ยุทธศาสตร์ 5-5-5 พิชิตโรคไม่ติดต่อ” โดยร่วมมือกับคนในชุมชน กลุ่มองค์กร ภาคีเครือข่ายสำรวจและวิเคราะห์ปัญหาด้านสุขภาพของคนในชุมชนผ่านการประชาคมหมู่บ้าน พบปัญหาสุขภาพที่ต้องแก้ไข 1. โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง 2. โรคหลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ 3. โรคไต นำไปสู่การขับเคลื่อนการป้องกันและควบคุมโรค NCDs ภายใต้ธรรมนูญสุขภาพตำบลนางัว และ “ยุทธศาสตร์ 5-5-5 พิชิตโรคไม่ติดต่อ” ประกอบด้วย 5 พันธมิตร 5 เริ่ม 5 ลงมือ เริ่มจาก 5 พันธมิตร ขับเคลื่อนการดำเนินงานการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อในชุมชน ได้แก่ อบต.นางัว ผู้นำชุมชน รพ.สต.นางัว อสม. วัดพืชมงคลธรรมรักษ์ 5 เริ่ม คือ เริ่มคิด ประชุมร่วมกับ อบต. รพ.สต. ผู้นำชุมชน อสม. ดำเนินการแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อในหมู่บ้านทุกเดือน 5 ลงมือ คือ ลงมือสร้างองค์ความรู้โรคไม่ติดต่อในชุมชน

“กลุ่ม อสม. ได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ 3อ. 2ส. ได้แก่ อาหาร อารมณ์ ออกกำลังกาย ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา วิถีชุมชนคนร่มโพธิ์ทอง ให้ความรู้แก่ชาวบ้านร่มโพธิ์ทองทุกเดือน ลงมือคัดกรองโรคไม่ติดต่อ ได้แก่ วัดความดันโลหิต เจาะน้ำตาลปลายนิ้ว ชั่งน้ำหนัก วัดรอบเอว ประเมินพฤติกรรมเสี่ยงโดยแอปพลิเคชัน Thai CV Risk Score ลงมือสอดส่องเฝ้าระวังโรคไม่ติดต่อในชุมชน มีกิจกรรม ‘คู่หู คู่คิด พิชิตพฤติกรรมเสี่ยง’ โดย อสม.จับคู่กับกลุ่มเสี่ยงเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่อยู่ในเขตรับผิดชอบประเมินผลกลุ่มเสี่ยงเบาหวาน/ความดันโลหิตสูงทุกเดือนระยะเวลา 1 ปี ลงมือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพใช้หลัก 3อ. 2ส. ผลสำเร็จที่ได้ทำให้ชุมชนตระหนักถึงปัญหาร่วมกันและวางแผนแก้ปัญหาได้ดี สามารถต่อยอดขยายผลไปใช้ในหมู่บ้านเขตรับผิดชอบตำบลนางัว 10 หมู่บ้าน และรพ.สต.ทั้ง 8 แห่ง ในเขต อ.บ้านแพง” นางปรางทิพย์ กล่าว

-(016)