ภัยใกล้ตัว ‘RSV’ ในเด็กเล็ก เสี่ยงวิกฤต ‘ไข้หวัดใหญ่’ ในผู้สูงอายุ คร่าชีวิตได้

ภัยใกล้ตัว ‘RSV’ ในเด็กเล็ก เสี่ยงวิกฤต ‘ไข้หวัดใหญ่’ ในผู้สูงอายุ คร่าชีวิตได้

ภัยใกล้ตัว ‘RSV’ ในเด็กเล็ก เสี่ยงวิกฤต ‘ไข้หวัดใหญ่’ ในผู้สูงอายุ คร่าชีวิตได้

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในช่วงฤดูฝนจนถึงต้นฤดูหนาว เป็นฤดูกาลของการระบาดของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ การตระหนักรู้และเข้าใจแนวทางการป้องกันโรคอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซาโนฟี่ ประเทศไทย ตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนนี้ จึงสนับสนุนเวทีเสวนาด้านสุขภาพ Health Talk ในงาน Thailand Healthcare 2025 ภายใต้หัวข้อ “เด็กเล็กติดง่าย ผู้สูงวัยเสี่ยงหนัก : ทำความรู้จักอาร์เอสวีและไข้หวัดใหญ่” โดยได้รับเกียรติจาก ศ. พญ. ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล และรศ. พญ. โสภิดา บุญสาธร รีฟส์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มาร่วมถ่ายทอดความรู้เชิงลึกและแนวทางการรับมือโรคเหล่านี้ เพื่อปกป้องคนในครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่าง “เด็กเล็ก” และ “ผู้สูงอายุ”  65 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง

รศ. พญ. โสภิดา บุญสาธร รีฟส์ และ ศ. พญ. ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล

อาร์เอสวี : ภัยเงียบที่เด็กเล็กทุกคนเสี่ยง ควรป้องกันก่อนสาย

ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus – RSV) เป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มอายุแรกเกิดจนถึง 2 ปี ซึ่งสามารถติดต่อได้ผ่านการไอ จาม และการสัมผัส โดยเชื้ออาจอยู่ในพื้นผิวได้นาน ทำให้เด็กทุกคนมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย โดยเด็กทุกคนจะต้องเคยติดเชื้อ RSV อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิตก่อนอายุ 5 ขวบ และ 90% ของเด็กจะติดเชื้อ RSV ภายใน 2 ขวบปีแรก โดยมีถึง 50% ของเด็กที่ติดเชื้อภายในขวบปีแรก การระบาดของเชื้ออาร์เอสวี ส่วนใหญ่เป็นตามฤดูกาล ในประเทศไทยการระบาดจะเริ่มเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ประมาณเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม และระบาดสูงสุดในเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม หลังจากนั้นจะค่อยๆ ลดน้อยลงไปเมื่อเข้าสู่เดือนพฤศจิกายนและธันวาคม

คุณแม่มือใหม่หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเด็กแรกเกิดหรือเด็กเล็กที่ยังไม่ได้ออกจากบ้าน ไม่จำเป็นต้องได้รับภูมิคุ้มกันอาร์เอสวี แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนในบ้านสามารถนำเชื้อมาสู่ลูกน้อยได้ง่าย ทำให้เด็กเล็กที่แม้จะอยู่แต่ในบ้านก็ยังคงมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อและมักมีอาการรุนแรงจนต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล อาการของอาร์เอสวีในเด็กที่ควรสังเกต คือ ไอ หอบเหนื่อย มีเสมหะเหนียว และไข้สูง ซึ่ง 1 ใน 3 ของเด็กเล็กที่ติดเชื้ออาร์เอสวีจะมีอาการรุนแรงลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ หรือหลอดลมฝอยอักเสบ เนื่องจากทางเดินหายใจของเด็กอายุน้อยมีขนาดเล็ก ที่สำคัญ คือ อาร์เอสวียังไม่มียารักษาจำเพาะ เป็นการรักษาประคับประคองตามอาการ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องป้องกันก่อนเกิดโรค โดยเฉพาะตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 12 เดือน

รศ. พญ. โสภิดา บุญสาธร รีฟส์ กุมารแพทย์โรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เน้นย้ำว่า “ในกลุ่มเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ไม่ว่าจะเกิดมาแข็งแรงดี ครบกำหนด คลอดก่อนกำหนด หรือมีโรคประจำตัว ล้วนมีโอกาสที่จะติดเชื้ออาร์เอสวี ได้ และอาจเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นต้องเข้ารักษาในหออภิบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤต และอาจเสียชีวิตได้”

ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ ปัจจุบันมี “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปอาร์เอสวี” ซึ่งไม่ใช่วัคซีนแต่เป็นการฉีด “แอนติบอดี” เข้าสู่ร่างกายโดยตรง ทำให้สามารถป้องกันโรคได้ทันที โดยข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันประสิทธิภาพสูง ได้แก่ ลดความเสี่ยงในการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนล่างได้ถึง 79.5% และลดความเสี่ยงในการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากการติดเชื้ออาร์เอสวีโดยรวมได้ถึง 83.2% นอกจากนี้ ยังลดระยะเวลาการเข้ารับการรักษา และลดโอกาสการเข้ารับการรักษาตัวในหออภิบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤตได้ถึง 75.3% ดังนั้น เพื่อปกป้องเด็กไทยจากโรคติดเชื้ออาร์เอสวี ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยจึงออกแนวทางการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเนอร์ซีวิแมบ (Nirsevimab) โดยแนะนำในทารกแข็งแรงดีทุกรายที่อายุต่ำกว่า 8 เดือน และอาจพิจารณาให้ในทารกแข็งแรงดีที่อายุ 8-12 เดือน โดยแนะนำให้เริ่มฉีดก่อนเข้าฤดูกาลระบาดของอาร์เอสวี ช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคมของทุกปี สำหรับทารกที่เกิดในระหว่างช่วงฤดูกาลระบาดของอาร์เอสวี ควรได้รับเนอร์ซีวิแมบโดยเร็วที่สุดหลังคลอด โดยภูมิคุ้มกันจะขึ้นทันทีตั้งแต่ได้รับเนอร์ซีวิแมบ และปกป้องลูกน้อยได้อย่างน้อย 6 เดือนตลอดฤดูกาลระบาด

ไข้หวัดใหญ่ : เลือกวัคซีนให้เหมาะสม ป้องกันผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ

ศ. พญ. ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยยังคงน่าเป็นห่วง ซึ่งแค่ 6 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2568 มีผู้ป่วยมากกว่า 370,000 ราย และเสียชีวิตถึง 51 ราย โดยกลุ่มที่เสียชีวิตมากที่สุด คือ ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป เนื่องจากภาวะภูมิคุ้มกันถดถอยและมักมีโรคร่วม การป้องกันโดยการเข้ารับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากไข้หวัดใหญ่มักระบาดในช่วงฤดูฝนต่อเนื่องจนถึงต้นฤดูหนาว จึงขอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณารับวัคซีนได้ทันที

ศ. พญ. ศศิโสภิณ อธิบายเพิ่มว่า “ในผู้สูงอายุมีหลายปัจจัยที่ทำให้เวลาเป็นโรคติดเชื้อรุนแรงกว่าปกติ ปัจจัยแรก คือ จาก ‘ภาวะภูมิคุ้มกันถดถอย’ ภูมิคุ้มกันจะลดลงเมื่ออายุเยอะขึ้น ทำให้ติดเชื้อง่าย หรืออาการรุนแรงกว่าคนหนุ่มสาว และปัจจัยที่สอง คือ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะมีโรคร่วม เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคปอดเรื้อรัง เมื่อติดเชื้อไข้หวัดใหญ่จึงทำให้โรคนั้น ๆ กำเริบ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ซึ่งโรคไข้หวัดใหญ่จะแตกต่างจากไข้หวัดธรรมดาตรงที่มีความรุนแรงมากกว่า ผู้ป่วยมักมีไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลียมาก อาจลงปอด และรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว

ปัจจุบัน วัคซีนไข้หวัดใหญ่มี 2 แบบ คือ ขนาดมาตรฐาน (standard dose) ที่ฉีดได้ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป และขนาดสูง (high dose) ที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป โดยวัคซีนขนาดสูงมีปริมาณแอนติเจนสูงกว่าขนาดมาตรฐานถึง 4 เท่า ซึ่งพัฒนาขึ้นมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันที่ดีกว่าในกลุ่มผู้สูงอายุ ข้อมูลการศึกษาพบว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดขนาดสูงมีประสิทธิภาพสูงกว่าวัคซีนขนาดมาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถลดโอกาสการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้เพิ่มขึ้น 24% ลดการป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาลได้เพิ่มขึ้น 64% และลดอัตราการเสียชีวิตได้เพิ่มขึ้น 49% เมื่อเทียบกับวัคซีนขนาดมาตรฐาน (คำแนะนำการให้วัคซีนป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568) วัคซีนขนาดสูงนี้มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ ในแถบอเมริกาและยุโรปมานานกว่า 10 ปี มากกว่า 200 ล้านโดส สะท้อนถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย

ผู้บริหาร ซาโนฟี่ ประเทศไทย และคณะแพทย์ที่มาร่วมให้ความรู้ในงาน

นอกจากนี้ ข้อมูลล่าสุดจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และกรมควบคุมโรคของไทย ยืนยันว่า การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบ 3 สายพันธุ์ หรือ 4 สายพันธุ์ ไม่มีความแตกต่างกันในเรื่องของการป้องกัน เนื่องจากสายพันธุ์ B/Yamagata ซึ่งเคยรวมอยู่ในวัคซีนแบบ 4 สายพันธุ์นั้นไม่พบการระบาดอย่างมีนัยสำคัญมาเกือบ 5 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 ดังนั้น การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ จึงเพียงพอสำหรับการป้องกันในปัจจุบัน

ด้วยความเสี่ยงที่มาพร้อมกับฤดูการระบาด การตระหนักรู้และเลือกแนวทางการป้องกันที่เหมาะสมสำหรับทั้ง RSV และไข้หวัดใหญ่ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะช่วยให้เราสามารถปกป้องตนเองและคนที่รักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซาโนฟี่ ประเทศไทย มุ่งมั่นส่งเสริมให้คนไทยร่วมกันเสริมสร้างเกราะคุ้มกัน ลดความสูญเสียจากโรคที่สามารถป้องกันได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้แข็งแรงอย่างยั่งยืน  

หยุดความปวดใจ ‘ผมร่วง-ผมบาง’ ด้วย ‘ไบโอติน’ ฮีโร่ช่วยให้ผมแข็งแรง

หยุดความปวดใจ ‘ผมร่วง-ผมบาง’ ด้วย ‘ไบโอติน’ ฮีโร่ช่วยให้ผมแข็งแรง

หยุดความปวดใจ ‘ผมร่วง-ผมบาง’ ด้วย ‘ไบโอติน’ ฮีโร่ช่วยให้ผมแข็งแรง

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เรื่องน่ากังวลใจของคนผมร่วง ที่บางทีแค่ลูบเบาๆ  ผมก็ติดมือมาอยู่ตลอด เรื่องใหญ่ที่ต้องหาทางออก เพราะไม่ใช่แค่เส้นผมที่ร่วง แต่ความมั่นใจที่เคยมีก็หายไปด้วยเช่นกัน แม้ปัญหาผมร่วงจะเกิดขึ้นได้ โดยเส้นผมร่วงได้ตามธรรมชาติประมาณ 50–100 เส้น/วัน แต่การที่มีจำนวนผมร่วงมากกว่าปกติ เช่น เวลาหวีหรือสระผม มีผมร่วงจำนวนเยอะ มีผมติดบนหมอนมากกว่าปกติ สังเกตเห็นว่าผมบางจนเห็นหนังศีรษะ หรือผมร่วงมากกว่า 100 เส้น/วัน เป็นสิ่งที่ควรต้องหยุดคิดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

สาเหตุของผมร่วง มีหลายปัจจัย เช่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทั้งในช่วงตั้งครรภ์ คุณแม่หลังคลอด วัยทองหมดประจำเดือน การผมร่วงจากกรรมพันธุ์ นอกจากนี้การใช้สารเคมีบนหนังศีรษะหรือเส้นผม การยืด การดัด การทำสีผม การจัดแต่งทรงผม เป็นประจำ ก็เสี่ยงต่อผมร่วงได้ รวมไปถึงความเครียดสะสม และการขาดสารอาหาร เช่น โปรตีน ธาตุเหล็ก หรือสังกะสี

นอกจากการเสริมสารอาหาร โปรตีน ธาตุเหล็ก หรือสังกะสี อีกสิ่งที่ควรรู้ เพื่อเข้าใจเรื่องกลไกในร่างกายที่สอดคล้องและสัมพันธ์กัน อย่าง ไบโอติน โดยเป็นที่รู้จักในชื่อว่า Vitamin H หรือ Vitamin B7 จัดอยู่ในกลุ่มวิตามินบี ซึ่งเป็นวิตามินชนิดที่ละลายในน้ำได้ ทำหน้าที่ช่วยในการสร้างเซลล์ใหม่ในร่างกาย เช่น เส้นผม เล็บ และผิวหนัง โดยไบโอตินช่วยในการสังเคราะห์โปรตีน เคราติน (keratin) ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของเส้นผมและเล็บ ทำให้เส้นผมดูเงางาม จึงทำให้ปัจจุบันนิยมใช้ไบโอตินในการบำรุงผมและเล็บให้มีสุขภาพดี

สำรวจตัวเองว่าร่างกายกำลังขาดไบโอตินอยู่หรือไม่ ถ้าหากสีผมเปลี่ยน ผมหงอกก่อนวัย ผมหลุดร่วง เล็บเปราะ หัก ผิวหนังแห้ง อักเสบง่าย ข้อใด ข้อหนึ่งที่กำลังเจอปัญหาอยู่นั้น อาจจะเป็นสัญญาณที่กำลังบอกว่าร่างกายกำลังขาดไบโอติน Giffarine (กิฟฟารีน) ผู้นำแบรนด์สุขภาพและความงามสัญชาติไทย เข้าใจทุกมิติในการดูแลสุขภาพ ให้การดูแลผมไม่ใช่เรื่องยุ่งยากและคลายความกลุ้มใจด้วย “Giffarine Biotin H Maxx 900”(กิฟฟารีน ไบโอติน เอช แมกซ์ 900)

มากกว่าการดูแลผม กิฟฟารีน ไบโอติน เอช แมกซ์ 900 เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ใส่ไบโอตินเต็มโดสถึง 900 มคก. ซึ่งมีส่วนช่วยคงสภาพปกติของเส้นผม ผสานคุณค่าสารสกัดฮอร์สเทล แหล่งของซิลิกอนสาระสำคัญที่ส่งผลดีต่อสุขภาพเส้นผม ผิวและเล็บ อีกทั้งยังมีซีลีเนียม สังกะสี ทองแดงสูง รวมถึงมีวิตามินเอ ซี ดี บี 2 บี 5 บี 12 และ โฟเลตสูง รวมถึงแอล-เมไธโอนีน, แอล-ซิสเทอีน และโปรตีนจากถั่วเหลืองไอโซเลท โดยผลิตภัณฑ์พัฒนาสูตรใหม่ที่ให้ไบโอตินมากถึง 3,000% Thai RDI และมากกว่าเดิม 6 เท่า

ตอบโจทย์คนรักผม คลายความกังวลใจ เรื่องผมขาดหลุดร่วง และผมหงอกก่อนวัย นอกจากนี้ ยังส่งผลดีต่อเล็บไปพร้อมกัน โดยทานเพียงวันละ 1 แคปซูล หลังอาหาร

คาโอ สานฝันเยาวชนไทยหัวใจสีเขียว โชว์พลังงานศิลปะผ่านปลายพู่กัน กับโครงการประกวดภาพวาดสิ่งแวดล้อมนานาชาติ ชิงรางวัลจากญี่ปุ่น

คาโอ สานฝันเยาวชนไทยหัวใจสีเขียว โชว์พลังงานศิลปะผ่านปลายพู่กัน กับโครงการประกวดภาพวาดสิ่งแวดล้อมนานาชาติ  ชิงรางวัลจากญี่ปุ่น

คาโอ สานฝันเยาวชนไทยหัวใจสีเขียว โชว์พลังงานศิลปะผ่านปลายพู่กัน กับโครงการประกวดภาพวาดสิ่งแวดล้อมนานาชาติ ชิงรางวัลจากญี่ปุ่น

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด (Kao) ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำจากญี่ปุ่นและเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่คุ้นเคยในครัวเรือนไทย เช่น แอทแทค, บิโอเร, ไฮเตอร์, มาจิคลีน และลอรีเอะ ชวนเยาวชนไทยหัวใจสีเขียว อายุ 6-15 ปี (นับถึงเดือนสิงหาคม 2568) มาร่วมส่งผลงานศิลปะถ่ายทอดจินตนาการและมุมมองที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและอนาคตของโลกใบนี้ผ่านปลายพู่กัน ใน “โครงการประกวดภาพวาดสิ่งแวดล้อมนานาชาติ ระดับเยาวชน โดยคาโอ ครั้งที่ 16” ภายใต้หัวข้อ ‘มาสร้างสิ่งแวดล้อมของเราให้ยั่งยืนกันเถอะ!’  ซึ่งผลงานทุกชิ้นที่ส่งเข้าร่วมประกวดจะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยร่วมแข่งขันในเวทีระดับโลก พร้อมลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษจากประเทศญี่ปุ่นพร้อมใบประกาศนียบัตร

โครงการนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้แสดงออกและสะท้อนความสร้างสรรค์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและโลกอนาคตที่ดีกว่า โดยในปีที่ผ่านมามีเยาวชนส่งผลงานเข้าร่วมประกวดมากถึง 16,639 ชิ้น จาก 33 ประเทศทั่วโลก และที่น่าภาคภูมิใจคือ การประกวดที่ผ่านมาเยาวชนไทยสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศและรางวัลอื่นๆ รวม 10 รางวัล ซึ่งถือเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่เยาวชนไทยคว้าชัยชนะบนเวทีระดับโลก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถที่โดดเด่นอย่างแท้จริง อีกทั้ง คาโอยังได้ริเริ่มโครงการบริจาคเพื่อสนับสนุนกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ตามการเลือกกิจกรรมของเยาวชนอีกด้วยพร้อมการเปิดรับภาพวาด โดยมียอดบริจาครวมกว่า 830,000 เยน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคาโอในการสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

เยาวชนผู้สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 6 สิงหาคม 2568 สำหรับกติกาการเข้าร่วมประกวดสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมทางเว็บไซต์ https://www.kao.com/th/th/news/2025/20250422-001/ หรือติดตามรายละเอียดผ่านทาง Facebook: Kao Industrial (Thailand) Co., Ltd.

‘Beyond IVF’ ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากโฉมใหม่ เทคโนโลยีล้ำสมัย จับมือผู้เชี่ยวชาญ IVF จากนิวซีแลนด์ สานฝันผู้มีบุตรยากทุกช่วงวัย

‘Beyond IVF’ ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากโฉมใหม่ เทคโนโลยีล้ำสมัย จับมือผู้เชี่ยวชาญ IVF จากนิวซีแลนด์ สานฝันผู้มีบุตรยากทุกช่วงวัย

‘Beyond IVF’ ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากโฉมใหม่ เทคโนโลยีล้ำสมัย จับมือผู้เชี่ยวชาญ IVF จากนิวซีแลนด์ สานฝันผู้มีบุตรยากทุกช่วงวัย

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Beyond IVF ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากโฉมใหม่ เปิดบริการอย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัวพันธมิตร Fertility Associates (FA) จากประเทศนิวซีแลนด์ ที่มีชื่อเสียงในด้านอัตราความสำเร็จสูงในการรักษาภาวะมีบุตรยาก และยังถือเป็นผู้เชี่ยวชาญในการให้บริการ IVF รายใหญ่เป็นอันดับ 1 ของนิวซีแลนด์ และอันดับ 2 ของมาเลเซีย  

พิธีเปิดได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญ  อาทิ ฯพณฯ โจนาธาน คิงส์ เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย, ซูซี ฟิวเทรลล์ อัครราชทูตฝ่ายพาณิชย์แห่งสำนักงานการค้าประเทศนิวซีแลนด์ในประเทศไทย พร้อมด้วย นพ. แอนดรูว์ เมอร์เรย์ ผู้อำนวยการแพทย์กลุ่มและผู้เชี่ยวชาญด้านการเจริญพันธุ์ของ Fertility Associates (FA) และผู้บริหารจาก Beyond IVF และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานมากมาย ณ ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก Beyond IVF สาขาพระราม 2

นพ. แอนดรูว์ เมอร์เรย์ ผู้อำนวยการแพทย์กลุ่มและผู้เชี่ยวชาญด้านการเจริญพันธุ์ของ Fertility Associates (FA) และตัวแทนจาก ASPIRE (Asia Pacific Initiative on Reproduction) ประเทศนิวซีแลนด์ กล่าวว่า “Fertility Associates (FA) มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยระดับโลกมาสู่ผู้มีภาวะมีบุตรยากในประเทศไทย โดย Beyond IVF และ Fertility Associates (FA) มีวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องในการสร้างเครือข่ายการรักษาที่ครอบคลุม รวมถึงยกระดับมาตรฐานการรักษาและบริการด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก เช่น RTAC และ Embryoscope ซึ่ง Beyond IVF มีความพร้อมตั้งแต่การให้คำปรึกษาจากทีมงานมากประสบการณ์ ตลอดจนการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน ทำให้เราเชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยยกระดับการรักษาภาวะมีบุตรยาก และเติมเต็มความสุขให้กับทุกครอบครัวได้อย่างสมบูรณ์” 

Beyond IVF โฉมใหม่ ให้บริการรักษาภาวะมีบุตรยากอย่างครบวงจร ทุกโปรแกรมออกแบบมาเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละครอบครัวที่กำลังมองหาผู้ช่วยสู่เส้นทางการมีบุตร โดยมุ่งเน้นทั้งความสำเร็จของการรักษาและความสะดวกสบายของผู้รับบริการเป็นสำคัญ

สำหรับผู้เริ่มต้นวางแผนครอบครัว บริการใหม่ที่น่าสนใจคือ “การกระตุ้นไข่ตก (Ovulation Induction)” ซึ่งใช้ยาเม็ดในการกระตุ้นรังไข่เพื่อให้ไข่ตกโดยไม่ต้องฉีดยา และสามารถมีเพศสัมพันธ์เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิได้ตามธรรมชาติ โดยบริการนี้ไม่จำเป็นต้องแสดงใบสมรส สามารถเข้ารับการรักษาได้ทันที

สำหรับคู่รักวัย 40 ปีขึ้นไป  กับแพ็กเกจ Family Builder ที่ออกแบบมาเพื่อเก็บรักษาตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติ (Euploid Embryos) ซึ่งมีแนวโน้มในการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์และปลอดภัยมากกว่า เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้น โอกาสเกิดความผิดปกติของโครโมโซม (Aneuploidy) ก็จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ฝังตัวไม่สำเร็จหรือแท้งบุตร การตรวจคัดกรองตัวอ่อนด้วย PGT จะช่วยคัดเลือกตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติ เพิ่มโอกาสสำเร็จ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดด้านเวลา

Embryoscope คือระบบบ่มเพาะตัวอ่อนอัจฉริยะ ที่สามารถบันทึกภาพการเจริญเติบโตของตัวอ่อนแบบไทม์แลปส์อย่างต่อเนื่อง พร้อมวิเคราะห์ด้วยระบบ AI ที่ช่วยคัดเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรงที่สุดได้อย่างแม่นยำ ยกระดับโอกาสสำเร็จในการทำ IVF ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยประสบการณ์กว่า 37 ปี และอัตราประสบความสำเร็จในการรักษาผู้มีบุตรยาก ทำให้ปัจจุบันมีทารกกว่า 30,000 คนได้ลืมตาดูโลกจากเครือข่ายของคลินิก ช่วยสร้างความสุขและเติมเต็มครอบครัวให้สมบูรณ์ตามความต้องการ โดยมีเคสที่ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย อาทิ คุณแม่เป็น PCOS (หรือโรคถุงน้ำในรังไข่หลายใบ) มารักษาด้วยวิธี ICSI (Intracytoplasmic sperm injection) สุดท้ายได้ลูกแฝดสมใจ หรือ คุณแม่อายุ 47 ปี แต่งงานมาแล้ว 19 ปีโดยไม่เคยตั้งครรภ์มาก่อน รักษาด้วยวิธี ICIS สำเร็จ ตั้งครรภ์มีทายาทสมความตั้งใจ ฯลฯ 

ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อเพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นได้ทั้งแบบออนไลน์ หรือเข้ารับบริการที่คลินิกโดยตรง หรือนัดหมายเพื่อตรวจวิเคราะห์ที่คลินิก หรือสามารถกรอกแบบฟอร์มออนไลน์เพื่อรับคำแนะนำและวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษา ตลอดจนเสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมและตรงกับความต้องการที่สุด สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.beyondivf.com

สธวท-ปทุมนนท์ จัดแข่งโบว์ลิ่งการกุศล จัดซื้อเครื่องมือแพทย์มอบให้ รพ.บางใหญ่

สธวท-ปทุมนนท์ จัดแข่งโบว์ลิ่งการกุศล จัดซื้อเครื่องมือแพทย์มอบให้ รพ.บางใหญ่

สธวท-ปทุมนนท์ จัดแข่งโบว์ลิ่งการกุศล จัดซื้อเครื่องมือแพทย์มอบให้ รพ.บางใหญ่

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย-ปทุมนนท์ โดย ภัทรพร  สันตธาดาพร นายกสมาคม สธวท -ปทุมนนท์ ได้รับเกียรติจาก คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นประธานจัดงาน “การแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศล ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”  เพื่อหารายได้สมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องตรวจสมรรณภาพทารกในครรภ์สำหรับตรวจเด็กแฝดให้แก่โรงพยาบาลบางใหญ่ และส่งเสริมการสร้างอาชีพให้แก่ผู้ต้องขังหญิงก่อนพ้นโทษในทัณฑสถานหญิงทั่วไป ณ บลู โอ ริธึม แอนด์ โบว์ ชั้น 5 สยามพารากอน จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2568

คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล กล่าวเปิดงาน

ภัทรพร  สันตธาดาพร ประธานจัดงาน และ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานเปิดงาน

สุกัญญา นิยมมาลัย,เบญจมาศ ชาญประดิษฐ์,ภัทรพร สันตธาดาพร,คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล,รัชนี วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา,ผ่องเพ็ญ อาชาเทวัญ,ศรีศุภางค์  มอริส และรัตนา เตชะพันธุ์งาม

คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการแข่งขันเพื่อความสนุกสนานและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันเท่านั้น แต่ยังเป็นกิจกรรมที่เต็มไปด้วยความหมาย เพราะรายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปสนับสนุนการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็นสำหรับโรงพยาบาลบางใหญ่ ซึ่งจะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในฐานะประธานจัดงานจึงขอขอบคุณคณะผู้จัดงาน ผู้สนับสนุน และผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่าน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อจุดประสงค์อันดีงามนี้ ขณะเดียวกันขอชื่นชมในน้ำใจของทุกท่านที่มีส่วนในการสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน และสังคมโดยรวม

พูนศรี จงแสงทอง,ณัฏฐ์กัญญา แสงโพธิ์,ภัทรพร สันตธาดาพร,คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล, ละออ ตั้งคารวคุณ, วิภาดา ธรรมาวราคุปต์ และ ศรีสุภางค์ มอริส

รัชนี วัชรีวงศ์ฯ, มาลีรัตน์ ปลื้มจิตรชม, จรรย์สมร วัธนเวคิน,คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล,คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร,ละออ ตั้งคารวะกุล,ไพลิน ภัยลี้ และประธานจัดงาน

สุภาพร เอ็ลเดทจ,อุมาลี ชุ่มเชื้อ,อิสรีย์ ธนกุลเสถียร และวรรณพร บวรวราภรณ์

ภายในงานพรั่งพร้อมไปด้วยสมาชิก สสธวท และ สธวท อาทิ คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร, จรรย์สมร วัธนเวคิน, มาลีรัตน์ ปลื้มจิตรชม, ณัฐกัญญา แสนโพธ์, ละออ ตั้งคารวะกุล, ศิรินภา สว่างล้ำ, ไพลิน ภัยลี้, วิภาดา ธรร, มาวรานุคุปต์, รัตนา เตชะพันธ์งาม, เบญจมาศ ชาญประดิษฐ์, สุกัญญา นิยมวลัย, ผ่องเพ็ญ  อาชาเทวัญ, กัณตนา  ผ่องพิพัฒน์, อิสรีย์  ธนะกุลเสถียร, อภิสรา ศิริคุรุรัตน์, ศรีสุภางค์ มอริส ฯลฯ ที่เสียสละทั้งแรงกายและกำลังทรัพย์เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมในครั้งนี้

เบญจมาศ ชาญประดิษฐ์,ประเทือง คูสกุล,ละออ ตั้งคารวคุณ,พูลศรี จงแสงทอง และวิภาดา ธรรมาวรานุคุปต์

พัทธ์ปัณณธร ปรีดิ์นพธัช, ศรีสุข  ภู่ชัยวัฒนานนท์,ทรัพย์ทวี   เชื้อบุญมี, สมศรี ชัยสุริยเทพกุล, เยาวมาลย์  วัชระเรืองศรี,มนวิภา ประชัญคดี,พวงทอง อานันทนะสุวงศ์, วรรณพร  บวรวราภรณ์ และศรีสุข  ภู่ชัยวัฒนานนท์

บรรยายกาศการแข่งขัน

สำหรับ “โรงพยาบาลบางใหญ่” สนับสนุนการปฏิบัติตามนโยบายของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และกระทรวงสาธารณสุข ดูแลประชาชนใน อ.บางใหญ่ บางส่วนจากอำเภอบางกรวย และอำเภอบางบัวทอง รับรักษาครอบคลุมทุกกลุ่มโรคในสาขาสูติกรรม ศัลยกรรม อายุรกรรม กุมารเวชกรรม ศัลยกรรมกระดูก และมีบริการด้านการแพทย์ทางเลือก ได้แก่ บริการด้านแพทย์แผนไทย คลินิกฝังเข็ม มีระบบขอรับคำปรึกษาการส่งต่อตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมี บริการด้านการแพทย์ทางเลือก ได้แก่ บริการด้านแพทย์แผนไทย คลินิกฝังเข็ม รวมถึงบริการส่งเสริมสุขภาพชุมชนในแต่ละกลุ่มวัย ในกลุ่มเครือข่ายชุมชน, บริการป้องกันโรค คัดกรองโรคติดต่อ ได้แก่ วัณโรค คัดกรองโรคไม่ติดต่อ ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดสมอง , การให้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลในกลุ่มเป้าหมาย โดยทีมสหวิชาชีพประกอบด้วยแพทย์-พยาบาล-ทันตแพทย์-เภสัชกร-นักจิตวิทยาและนักกายภาพบาบัด ร่วมให้บริการฟื้นฟูสภาพครอบคลุมทั้งผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอก และ ชุมชน ดูแลผู้ป่วยร่วมกับบุคลากรเครือข่ายโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ และอาสาสมัครสาธารณสุขในพื้นที่

คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร มอบรางวัลแก่นักกีฬา

เก็บภาพความประทับใจชาว สธวท ได้ทั้งความสนุกและอิ่มบุญ

ไอคอนคราฟต์ และกลุ่ม Million Hands รวมพลังผลักดันแบรนด์ไทย ชวนช้อปสินค้าแฟชั่นสุดคราฟต์ 35 แบรนด์ในงาน ‘Buy Thai Save Thai’

ไอคอนคราฟต์ และกลุ่ม Million Hands รวมพลังผลักดันแบรนด์ไทย ชวนช้อปสินค้าแฟชั่นสุดคราฟต์ 35 แบรนด์ในงาน ‘Buy Thai Save Thai’

ไอคอนคราฟต์ และกลุ่ม Million Hands รวมพลังผลักดันแบรนด์ไทย ชวนช้อปสินค้าแฟชั่นสุดคราฟต์ 35 แบรนด์ในงาน ‘Buy Thai Save Thai’

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ส่งกำลังใจให้ผู้ประกอบการรายย่อยจากทั่วประเทศเดินหน้าฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไปด้วยกัน ไอคอนคราฟต์ (ICONCRAFT) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจจากช่างฝีมือไทยทั่วประเทศ ร่วมกับกลุ่ม Million Hands ชวนคนไทยช้อปแบรนด์ไทย ในงาน “Buy Thai Save Thai” รวมสินค้าแฟชั่นและงานคราฟต์น่าใช้จาก 35 แบรนด์ดีไซเนอร์ไทย มาให้เลือกซื้อเลือกสนับสนุน ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4

ทั้งนี้ ไอคอนสยาม พร้อมรวมพลคนดัง-อินฟลูเอนเซอร์ ร่วมรีวิวชวนช้อป และกิจกรรมไลฟ์สดให้คนไทยทั่วประเทศกดตะกร้าอุดหนุนแบรนด์ไทยได้ผ่านหน้าจอ ตั้งแต่วันนี้ถึง 20 กรกฎาคม 2568

นภัศภรณ์ ประดาศักดิ์ Brand Manager ไอคอนคราฟต์ เผยว่า “ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง ผู้ประกอบการรายย่อยของไทยจำนวนมากกำลังประสบปัญหา ด้วยกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้ธุรกิจเริ่มสั่นคลอน แทบไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ ไอคอนคราฟต์ ในฐานะพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจที่ส่งเสริมและสนับสนุนช่างฝีมือไทย รวมถึงผู้ประกอบการไทยมาโดยตลอด จึงมุ่งมั่นที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันผู้ประกอบการรายย่อยจากท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ ให้สามารถเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจต่อไปได้ โดยร่วมกับกลุ่ม Million Hands จัดโครงการ Buy Thai Save Thai เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการแฟชั่นรายย่อยนำสินค้ามาวางจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อเปิดโอกาสให้แบรนด์ไทยได้มีช่องทางในการโปรโมตและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น ตลอดจนกระตุ้นให้คนไทยเห็นคุณค่าของแบรนด์ท้องถิ่นและร่วมกันผลักดันแบรนด์เหล่านั้นให้ก้าวสู่ตลาดระดับประเทศและระดับโลก ซึ่งจะเป็นการต่อความหวังให้ผู้ประกอบการไทยมีแรงพลังในการต่อยอดแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์แบบไทย ๆ ต่อไปด้วย”

ด้าน อโนทัย ชลชาติภิญโญ  ประธานกลุ่ม Million Hands กลุ่มจิตอาสาจากการรวมตัวของผู้นำทางความคิด นักออกแบบ นักกลยุทธ์ อินฟลูเอนเซอร์ และนักกิจกรรม เพื่อช่วยผลักดันและเยียวยาอุตสาหกรรมแฟชั่นฐานรากของไทย เผยว่า “โครงการ Buy Thai Save Thai เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการแฟชั่นไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตรายย่อย แบรนด์ชุมชน และผู้ประกอบการที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ โดยใช้พลังของเครือข่ายและความร่วมมือจากภาคสังคม สื่อ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้มีบทบาทในอุตสาหกรรมแฟชั่น ร่วมกันฟื้นฟูให้แบรนด์ไทยกลับมาอยู่ในกระแส เป็นที่สนใจ และถูกเลือกซื้อจากลูกค้ามากขึ้น ผ่านเครื่องมือที่เข้าถึงง่าย อย่างการเปิดตลาด ไลฟ์สด และกิจกรรมจิตอาสา”

งาน “Buy Thai Save Thai” จัดขึ้น ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม โดยคัดสรรแบรนด์ดีไซเนอร์ไทยจากทั่วประเทศรวม 35 แบรนด์ มานำเสนอสินค้าที่สร้างสรรค์จากฝีมือ ความตั้งใจ และจิตวิญญาณท้องถิ่น ให้ผู้สนใจเลือกซื้ออย่างจุใจมากกว่าพันรายการ  พร้อมเชิญดีไซเนอร์ชื่อดัง  อาทิ  จ๋อม ศิริชัย ทหรานนท์ แบรนด์ Theatre และโรจน์ ภูภวิศ กฤตพลนารา แบรนด์ Issue รวมทั้งศิลปินดารา อินฟลูเอนเซอร์  ทั้งนักแสดงจาก Star Latiz และ น้องหมีพูห์ กัญติชา ดีทรีส Miss Tiffany Live Seller by MizuMi มาร่วมชมสินค้าและสร้างคอนเท้นท์รีวิว ในช่องทางของตนเอง ผ่านแพลตฟอร์ม YouTube / Facebook / Instagram ภายใต้แนวคิด “คนไทยช่วยคนไทยด้วยหัวใจ” เพื่อเป็นสื่อกลางให้แบรนด์เล็กที่ขาดช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภค ได้มีโอกาสเปล่งแสงบนเวทีโซเชียลมีเดียที่มีอิทธิพลสูงสุดในยุคปัจจุบัน  โดยเป้าหมายที่แท้จริงของโครงการนี้ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มยอดขายในระยะสั้นให้กับผู้ประกอบการ แต่เป็นการจุดประกายให้คนไทยกลับมาเห็นคุณค่าของงานฝีมือ มองเห็นความน่าสนใจของสินค้าแฟชั่นที่มีเอกลักษณ์จากแบรนด์ท้องถิ่นทั่วประเทศไทย พร้อมกับสร้างโมเดลความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายผู้สร้างสรรค์ในสังคม

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแรงผลักดัน เติมความหวัง มอบโอกาสและพลังใจ ให้ดีไซเนอร์ ช่างฝีมือ และผู้ประกอบการไทย เดินหน้าต่อไปด้วยกัน ในงาน “Buy Thai Save Thai” ตั้งวันนี้ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม ติดตามความเคลื่อนไหวและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ICONCRAFT

ดองกี้ (ประเทศไทย) ผนึกกำลังเขตสุขภาพที่ 5 ลงนาม MOU หนุนผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน

ดองกี้ (ประเทศไทย) ผนึกกำลังเขตสุขภาพที่ 5 ลงนาม MOU หนุนผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน

ดองกี้ (ประเทศไทย) ผนึกกำลังเขตสุขภาพที่ 5 ลงนาม MOU หนุนผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ดองกิ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับเขตสุขภาพที่ 5 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน (MOU) เพื่อยกระดับและส่งเสริมการตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพจากชุมชนท้องถิ่น   พร้อมผลักดันการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์และขยายตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

ภญ. สุภัทรา บุญเสริม ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 5 กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ บริษัท ดองกิ (ประเทศไทย) จำกัด ในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาและขยายตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานให้เข้าถึงผู้บริโภคในไทย การทำงานร่วมกันนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพสินค้า และเสริมสร้างเศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาคและในระดับชุมชนฐานราก เรามั่นใจว่าโครงการนี้จะสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและอุตสาหกรรมสินค้าเพื่อสุขภาพของประเทศไทยอย่างยั่งยืน”

นาย เทอิจิ โอมุระ  ประธานบริษัท ดองกิ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การลงนามในบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยส่งเสริมผลิตภัณฑ์สุขภาพจากแหล่งผลิตท้องถิ่นที่มีคุณภาพ แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจในประเทศไทย เราหวังว่าโครงการนี้จะเป็นหนึ่งในความร่วมมือที่ดีระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างประโยขน์ในระยะยาวแก่ประชาชนและเศรษฐกิจ”

บันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยการส่งเสริมการผลิตที่มีมาตรฐานสากล รวมถึงการขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการสร้างเส้นทางธุรกิจใหม่ ๆ ให้กับสินค้าที่ผลิตขึ้นในเขตสุขภาพที่ 5 นอกจากนี้ ดองกิ (ประเทศไทย) ยังมุ่งมั่นสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์บริษัท (สินค้า Private Brand หรือ PB) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมค้าปลีก และส่งเสริมการขยายตลาดสินค้า PB ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศไทย สามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า และตอกย้ำการมีส่วนร่วมต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจของทั้งสองฝ่าย

การลงนามใน MOU ครั้งนี้ เป็นผลจากการประชุมและความร่วมมือที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 หลังจากที่บริษัท ดองกิ (ประเทศไทย) จำกัด เข้ามาดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตสไตล์ญี่ปุ่น “ดอง ดอง ดองกิ” สาขาแรกในประเทศไทย  ปัจจุบัน เขตสุขภาพที่ 5 มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพในภูมิภาค โดยส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล และช่วยให้การขยายตลาดเป็นไปอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ 

ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ผ่านการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และการส่งเสริมช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพในตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกทั้งในด้านการสร้างงาน และการยกระดับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มีคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน

สินธร เวลเนส บาย รีเซ็นต์ ชวนมาเปิดประสบการณ์ศาสตร์แห่งการบำบัดฟื้นฟูร่างกาย

สินธร เวลเนส บาย รีเซ็นต์ ชวนมาเปิดประสบการณ์ศาสตร์แห่งการบำบัดฟื้นฟูร่างกาย

สินธร เวลเนส บาย รีเซ็นต์ ชวนมาเปิดประสบการณ์ศาสตร์แห่งการบำบัดฟื้นฟูร่างกาย

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ชวนมาเปิดประสบการณ์การบำบัดด้วยศาสตร์ในการปรับสมดุล โดย นงนภัส นอยมันน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์การบำบัด ประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ตั้งแต่วันที่ 6 – 20 กรกฎาคม 2568 ณ สินธร เวลเนส บาย รีเซ็นต์ (Sndhorn Wellness by Resense) โดยแต่ละโปรแกรมได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ได้สัมผัสถึงความสมดุลของพลังงาน รวมถึงการบำบัดฟื้นฟูร่างกายแบบเน้นผลลัพธ์เฉพาะบุคคล

นงนภัส นอยมันน์ มีความชำนาญในศาสตร์แห่งการบำบัดหลากหลายแขนง ได้แก่ การบำบัดแบบไบโอไดนามิก เครนิโอแซครอล (Biodynamic Craniosacral Therapy) การบำบัดแบบนุ่มนวลที่เน้นการสัมผัสอย่างอ่อนโยน เพื่อผ่อนคลายระบบประสาท ช่วยคลายความวิตกกังวล ปลดปล่อยบาดแผลทางกายและใจ และปรับสมดุลทางอารมณ์

นงนภัส นอยมันน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์การบำบัด

การบำบัดแบบชิเนซัง (Chi Nei Tsang) หรือ นวดท้องตามศาสตร์เต๋า ศาสตร์การนวดบริเวณช่องท้องเชิงลึกเพื่อปรับสมดุลร่างกายและจิตใจ เพื่อช่วยคลายความเครียดและพลังงานด้านลบที่สะสมอยู่ในช่องท้องของร่างกาย การนวดนี้เน้นการกดจุดและนวดบริเวณเหนือสะดือและพื้นที่รอบหน้าท้อง เพื่อขจัดสารพิษและปรับสมดุลร่างกาย  ส่งเสริมระบบย่อยอาหาร การล้างพิษ ระบบสืบพันธุ์ และการไหลเวียนของพลังงานอย่างเป็นธรรมชาติ

รวมทั้งการบำบัดแบบเรกิ (Reiki) การบำบัดด้วยพลังงานอย่างอ่อนโยน เพื่อฟื้นคืนสมดุลของระบบจักระ ช่วยผ่อนคลายความเครียด และปรับสมดุลแห่งความสงบภายในร่างกาย, การการบำบัดด้วยเสียง (Sound Healing sessions)  เป็นการบำบัดแบบองค์รวม เพื่อคลายความตึงเครียด ส่งเสริมการนอนหลับ พร้อมฟื้นฟูทั้งร่างกายและอารมณ์, การบำบัดแบบจิคิเด็น  เรกิ (Jikiden Reiki)  การบำบัดเรกิแบบดั้งเดิมจากประเทศญี่ปุ่น เน้นการค้นหาและรักษาความไม่สมดุลของพลังงานที่เกิดขึ้นในร่างกาย ช่วยฟื้นฟูสุขภาพ อารมณ์ และจิตใจ

การบำบัดแบบปรับสมดุลจักระ–การปรับแนวพลังงาน (Chakra Balancing– Energy Realignment) เป็นการคืนสมดุลพลังงานธรรมชาติให้กับร่างกาย ด้วยการบำบัดเชิงลึกที่ผสมผสาน เรกิ คริสตัลบำบัด และการบำบัดด้วยการสัมผัส พร้อมปรับสมดุลจักระทั้งเจ็ด นำไปสู่ความสงบภายในจิตใจ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูอารมณ์และความคิด, การบำบัดแบบปรับสมดุลพลังงานบนใบหน้า (Holistic Face – Energy Rebalance) การบำบัดที่ผสมผสานการกดจุดบนใบหน้า การปรับพลังงาน และการบำบัดแบบเครนิโอแซครอล เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อคลายความตึงเครียด ช่วยกระตุ้นระบบประสาทให้เกิดความสงบภายใน และฟื้นฟูความสมดุลของพลังงาน ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ ไมเกรน และปรับสมดุลทางอารมณ์และจิตใจ

พบกับโปรแกรมพิเศษนี้ได้ที่ สินธร เวลเนส บาย รีเซ็นต์ (Sindhorn Wellness by Resense) ชั้น 9 โรงแรม Sindhorn Kempinski Bangkok ติดต่อสอบถามและสำรองการบำบัด ได้ที่ โทร. +66 (0) 2 095 9999 หรือ email: wellness.sindhorn@kempinski.com

ดีพร้อม ติดอาวุธ Hero Brand เติมความรู้ ‘เทรนด์ความงาม ปี 2025’ เปิดมุมมองการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผลักดันแบรนด์เครื่องสำอางไทยสู่เวทีสากล

ดีพร้อม ติดอาวุธ Hero Brand เติมความรู้ ‘เทรนด์ความงาม ปี 2025’ เปิดมุมมองการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผลักดันแบรนด์เครื่องสำอางไทยสู่เวทีสากล

ดีพร้อม ติดอาวุธ Hero Brand เติมความรู้ ‘เทรนด์ความงาม ปี 2025’ เปิดมุมมองการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผลักดันแบรนด์เครื่องสำอางไทยสู่เวทีสากล

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อ “เทรนด์” กลายเป็นหนึ่งเครื่องมือทรงพลังที่จะผลักดันธุรกิจให้ก้าวสู่เวทีสากล อีกทั้ง ปัจจุบันผู้บริโภคมีความต้องการที่เฉพาะเจาะจงและมีความหลากหลายมากขึ้น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ร่วมกับสาขาเคมีผลิตภัณฑ์และธุรกิจเครื่องสำอาง ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดประตูให้ Hero Brand พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยและปรับตัวให้เข้ากับความต้องการใหม่ของตลาด ผ่าน “กิจกรรมการพัฒนาภาพลักษณ์แบรนด์และผลิตภัณฑ์สู่ Fashion Hero Brand สาขาอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามไทย” ในหัวข้อ Future of Beauty: Trends and Forecasts 2025

เกียรติภูมิ แสงศร กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอร์สเมติค อินโนวาทีค แลบ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสูตรตำรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง กล่าวว่า อุตสาหกรรมความงามและการดูแลส่วนบุคคลทั่วโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการขับเคลื่อนของเทคโนโลยี ความยั่งยืน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะเรื่องความยั่งยืน ที่แบรนด์ต่าง ๆ ให้การยอมรับและเน้นทำผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งข้อมูลจากแหล่งวิจัยชั้นนำชี้ให้เห็นถึง 4 เทรนด์สำคัญในปี 2025

เกียรติภูมิ แสงศร กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอร์สเมติค อินโนวาทีค แลบ จำกัด

ความยั่งยืนและความโปร่งใส (Sustainability & Transparency)

หนึ่งในแกนหลักของอุตสาหกรรมความงามโลกปี 2025 และต่อเนื่องถึงอนาคต เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ไม่เพียงต้องการ “ผลลัพธ์ที่ดี” แต่ยังต้องการให้ผลิตภัณฑ์และแบรนด์ “ดีต่อโลก” ด้วย เช่น ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปราศจากสารเคมีที่เป็นอันตราย และใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ หรือรีไซเคิลได้ อีกทั้งต้องมีความโปร่งใสของส่วนผสม ซึ่งผู้บริโภคต้องการทราบถึงส่วนผสมและแหล่งที่มาของวัตถุดิบ เพื่อความมั่นใจในความปลอดภัยและจริยธรรมของผลิตภัณฑ์ สะท้อนจากผลสำรวจผู้บริโภคที่พบว่า 67% ของ Gen Z ในเอเชียให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนมากกว่าราคาถูก และ 78% ของผู้บริโภคในยุโรปและอเมริกาเหนือเลือกแบรนด์ที่มีความโปร่งใสเรื่องส่วนผสม รวมถึงแบรนด์ที่เน้นความโปร่งใสมียอดขายเติบโตเฉลี่ยปีละ 10-20%

เทคโนโลยีและการปรับแต่งเฉพาะบุคคล (Technology & Personalization)

เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ความงามระดับโลกที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในปี 2025 และต่อเนื่องไปอีกหลายปี โดยคาดการณ์ว่าตลาด AI ในเครื่องสำอางจะเติบโตจาก 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2022 สู่ 13.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2030 ซึ่งการใช้ AI และ AR ในการวิเคราะห์สภาพผิวและแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลกำลังได้รับความนิยม เพื่อมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคลที่แม่นยำและตอบโจทย์ผู้บริโภคเฉพาะราย โดย AI ช่วยให้แบรนด์นำข้อมูลของผู้บริโภคไปปรับปรุงผลิตภัณฑ์และประสบการณ์การใช้งานให้ตรงกับความต้องการเฉพาะบุคคล รวมทั้งแก้ pain point เช่น วิเคราะห์จากภาพถ่าย หรือการสแกนใบหน้า เพื่อประเมินความชุ่มชื่น, จุดด่างดำ หรือริ้วรอย ในขณะที่การใช้ AR ให้ผู้ใช้ลองเมคอัพเสมือนจริงผ่านกล้องมือ ช่วยลดปัญหาการคืนสินค้าในอีคอมเมิร์ซ

ความเป็นอยู่ที่ดีและการดูแลตนเอง (Wellness & Self-Care)

ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียง “ผิวที่ดี” แต่ยังต้องการสุขภาพจิตดี การนอนหลับดี ความสมดุลของร่างกายและอารมณ์ ส่งผลให้เกิดนวัตกรรม “Well-Beauty Integration” ซึ่งเชื่อมโยง “สกิน แคร์ บวก สุขภาพ บวก จิตใจ” เข้าด้วยกัน Wellness & Self-Care จึงกำลังกลายเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมความงามปี 2025 ไม่ว่าจะเป็นการบูรณาการสุขภาพและความงาม อาทิ สกินแคร์ที่ช่วยในการนอนหลับ ผลิตภัณฑ์ช่วยลดความเครียด และการดูแลตนเองแบบองค์รวม โดยผู้บริโภคมองหาผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพียงแค่ดูแลผิวพรรณ แต่ยังส่งเสริมสุขภาพจิตและความเป็นผู้ที่ดูดีโดยรวม ทั้งนี้ ข้อมูลเชิงพฤติกรรมผู้บริโภค ระบุว่า 72% ของผู้บริโภค Gen Z และ Millennials ใช้สกินแคร์เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพจิต และตลาดสินค้า Beauty + Wellness คาดว่าจะมีมูลค่ารวมกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ความงามที่ครอบคลุมและหลากหลาย (Inclusivity & Diversity)

เทรนด์นี้กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของความงามทั่วโลกในปี 2025 โดยผู้บริโภคคาดหวังให้แบรนด์ “ยอมรับและเคารพตัวตนที่แตกต่าง” ทั้งในเรื่องสีผิว เพศ วัยศาสนา ความพิการ และอัตลักษณ์ทางเพศ (LGBTQ+) ผ่านผลิตภัณฑ์ การสื่อสาร และการตลาดอย่างจริงใจ ซึ่งปัจจุบันแบรนด์ต่าง ๆ กำลังขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ เพื่อรองรับความหลากหลาย เพื่อให้ทุกคนรู้สึกเป็นที่ยอมรับ รวมถึงทำการตลาดที่ครอบคลุม ผ่านการใช้โมเดลและมีผู้อิทธิพลจากหลากหลายภูมิหลังในแคมเปญการตลาด เพื่อสะท้อนถึงความหลากหลายของผู้บริโภค

 “นอกจาก 4 เทรนด์หลักแล้ว พฤติกรรมผู้บริโภคยังเปลี่ยนมาซื้อสินค้าผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซ โซเชียลมีเดีย หรือช่องทางออนไลน์ต่างๆ มากขึ้น ทั้ง TikTok เฟซบุ๊ค ไอจี ซึ่งเป็นอีกเทรนด์ที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญ โดยหากมีการใช้แพลตฟอร์มออนล์ ร่วมกับ AI หรือ AR จะทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจง่ายขึ้น และช่วยลดต้นทุนให้เจ้าของแบรนด์จากการไม่ต้องมีหน้าร้าน นอกจากนี้ อินฟลูเอนเซอร์จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องใช้ดาราเบอร์หนึ่งอย่างเดียวในการประชาสัมพันธ์  นายเกียรติภูมิ แสงศร”  กล่าวทิ้งท้าย

คุณแหน : 8 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 8 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 8 กรกฎาคม 2568

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ll ขอให้เหมือนเดิม?… เป็น OPEN SECRET อยู่แล้วเรื่องความสัมพันธ์อันลึกซึ้งยาวนานระหว่าง อดีตนายกฯ ดร.ทักษิณ ชินวัตร กับ อดีตรองนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ทุกภาคส่วนสิ่งแวดล้อมระหว่าง 2 บุคคลนี้ช่างลงตัวกันได้อย่างเหมาะเหม็ง ไม่ว่าจะเป็นชาติตระกูล, กลุ่มคนเจ็ตเซ็ตที่คบหา, ฐานะการเงินและยังเสริมด้วยแนวปรัชญาการเมือง เพราะ ดร.ทักษิณ และ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล (บิดาของ อนุทิน) ต่างก็เคยเป็นขุนพลใกล้ชิด นายกฯ คารีสม่า พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ …ต่อมาเมื่อ ดร.ทักษิณ ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเอง ก็ยังหอบหิ้วเอา อนุทิน เข้ามาเล่นการเมืองในตำแหน่ง รมช. สาธารณสุข ซึ่ง อนุทิน ก็ยอมรับว่าเป็นการ “TASTE THE BLOOD” ทางการเมืองเป็นครั้งแรก และเคยยืนยันกับผู้ใกล้ชิดว่า “ผมจะไม่มีวันกลับไปเป็นพ่อค้าวาณิชอีกแล้ว !” อีกวาระที่แสดงให้เห็นในความผูกพันของคนทั้งสอง เมื่อใกล้ชิดก็ย่อมทราบว่า ดร.ทักษิณ นิยมใช้ “ช้อนรองเท้า” ประจำตัว อนุทินถึงกับบินไปอิตาลีร้าน Gucci บันลือโลกสั่งออกแบบทำ “ช้อนรองเท้าทองคำ” เป็นกรณีพิเศษ 2 ชิ้น ซึ่งต่อมาทราบว่า ผู้รับ ถูกใจมาก ในวันนั้น…และในวันนี้ “ช้อนรองเท้าทองคำ” ของ อนุทิน ยังถูกเก็บรักษาอย่างดี แต่อีกชิ้นหนึ่งยังถูกเก็บไว้ใช้งานเหมือนเดิมหรือไม่…ใครจะรู้ ??…

ll จากเหตุการณ์วันที่ 1/7/68 ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องกรณีนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ผิดจริยธรรม ทำให้หวนระลึกว่าหลายปีก่อนในรัฐ “สารขัณฑ์” ก็เคยมีกรณีนายกฯ ถูกสั่งให้ยุติการปฎิบัติหน้าที่เช่นกัน จึงมีเหตุให้รัฐต้องตั้งรักษาการนายกฯ ปฎิบัติหน้าที่แทน ที่นำมาเทียบเคียงให้เห็นเพื่อให้ประจักษ์ว่าการดำรงตำแหน่ง รก. นายกฯ ทุกประเทศนั้นมีบารมีมากแค่ไหน เพราะขณะนั้นท่าน รก.นายกฯสารขัณฑ์ เป็นประธานจัดสร้างพระประธานองค์ใหญ่และพิพิธภัณฑ์ของวัดเก่าแก่ภาคอีสานของรัฐ ท่าน รก.นายกฯ จึงยกหูโทรศัพท์ถึงท่านเจ้าสัวแห่งยุคเพื่อขอบอกบุญ ซึ่งความจริงตั้งใจจะบอกบุญแค่ 3 ล้านบาทเท่านั้น แต่บังเอิญระหว่างการสนทนาเจ้าสัวเกิดถามขึ้นว่า “ท่านครับ อย่าหาว่าผมก้าวก่ายเพียงเรียนถามว่างบประมาณทั้งโครงการนี้ทั้งหมดเท่าไร?” (แปลกดี, จะเสนอเงินให้เขายังต้องอ่อนน้อมเกรงใจมาก) รก. นายกฯ จึงแจ้งว่าทั้งหมดรวมเป็นเงิน 25 ล้านบาท เจ้าสัวจึงเสริมว่าถ้าเป็นเช่นนั้นเจ้าสัวอยากจะปวารณาบริจาคเงินให้ทั้งโครงการเลยทีเดียว…

ll วันนี้(8 ก.ค.) มูลนิธิชมรมไทยอิสราเอลในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราช กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ร่วมกับ สถานฑูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ร่วมกันจัดสัมนาทางวิชาการทางการแพทย์ โดยทีมแพทย์จากอิสราเอล ที่ สวทช.จ.ปทุมธานี ชั้น 6 …คณะกรรมการฯ อาทิ อัมรินทร์ คอมันตร์ ,ดร.ทรงจิต พูลลาภ , ออท. เพ็ญประภา วงศ์โกวิท , ศักดิ์สิทธิ เฉลิมวงษาเวช , ศิริพงษ์ ทิณรัตน์ , รัศมีเดือน แย้มมิตรพันธ์ , ดร.เทพกัญญา พรหมขัติแก้ว , และ พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก เป็นต้น…

ll ศูนย์การเรียนรู้แบงก์ชาติ จัดงานหนังสือริมแม่น้ำ ระหว่างวันที่ 16-20 ก.ค. 10.00-18.30 น. ในงานนี้ ร้านไม้มงคล แคคตัส พืชสวนครัว คุณแม่ จะได้นำต้นไม้หลากหลายสายพันธ์ุมาจำหน่าย รวมทั้งมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกกันด้วย และในวันที่ 20 ก.ค. 13.30 – 15.30 น. ศูนย์การเรียนรู้ฯ ร่วมกับ สำนักข่าวไทยพับลิก้า ชวนมาพูดคุยเรื่อง “โลกเดือด!!! การต่อสู้และความหวังในวิกฤตสิ่งแวดล้อม” โดย ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล นักเขียนประจำนิตยสารสารคดี อดีตประธานชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม…สนใจลงทะเบียนร่วมกิจกรรมได้ที่ : https://bit.ly/4jOpgoZ …

ll สวดพระอภิธรรมศพ คุณแม่ประสพศรี สถาพร มารดา สุนทร สถาพร วันที่ 6-9 ก.ค.18.30 น.(งดสวด 10 ก.ค.) 11 ก.ค. ทำพิธีกงเต็ก ณ ศาลา 2 วัดหัวลำโพง และ 12 ก.ค. ไปสุสานซิมเฮียง อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา…

ll เทอด เกียรติสุขเกษม อัยการพิเศษ สมัยกรมอัยการ ได้จากไปแล้วในวัย 95 ปี ตั้งศพที่วัดมกุฏกษัตริยาราม ศาลา10 พระราชทานเพลิงศพ วันที่ 12 ก.ค. 14.00 น…

ll สวดพระอภิธรรม ศ.เกียรติคุณ พญ.ภัทรพร อิศรางกูร ณ อยุธยา ศาลา2 วัดมกุฎกษัตริยาราม 7-9 ก.ค.18.30 น. แล้วบรรจุ..เจ้าภาพของดพวงหรีด และจะนำเงินบริจาคทั้งหมดร่วมสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ..

บารอนเนส